Endless SSU | ลำดับ 1 แห่งไร้สิ้นสุด

ตอนที่ 13 : Role.12 – Redundant Mutations

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    13 ก.ย. 63

Role.12 – Redundant Mutations

 

ทีมแพทย์ในเอ็นเลสวิ่งวุ่นกับการประคองอาการของลูกสาวบุญธรรมท่านประธานหัวเป็นนอตตัวเป็นเกลียว ทันทีที่แฟร์พาเธอกลับมาไข้ก็ขึ้นสูงและชักเกร็ง พอทำให้สงบลงได้อัตราการหายใจก็เพิ่มขึ้นจนต้องสแกนร่างกายด่วนถึงพบว่าระดับการเผาผลาญออกซิเจนสูงกว่าค่ามาตรฐาน เริ่มมีอาการขาดน้ำและเกลือแร่ฉับพลันจากการเมแทบอริซึมที่ผิดปกติ

แฟร์ไม่สามารถอยู่รอผลการรักษาได้เขามีงานต้องทำในฐานะเจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่คนที่ใช้เคลื่อนที่ฉับพลันระยะไกลได้

“เอาน้ำเกลือกับสารอาหารเข้มข้นมา!”

“ออกซิเจนต่ำอีกแล้วครับ!”

“เพิ่มปริมาณออกซิเจน! ประคองอาการเธอไว้ให้ได้!”

ดีโลไลน์ตามกลับมาทีหลัง นี่เป็นหนึ่งอนาคตที่เขาไม่ได้หวังให้เกิดแต่เลี่ยงไม่ได้ถ้าจะเลือกให้ลูเซียสรอด

“หัวหน้า... ลูเป็นอะไร?” แฟร์แสดงสีหน้าวิตกออกมาอาการของเธอไม่คล้ายคนถูกพิษ จะว่าถูกพลังจิตโจมตีทางจิตก็ไม่น่าจะใช่ ลูเซียสบอกเขาว่านี่เป็นสีออร่าที่ไม่เคยเห็นมาก่อน “เธอบอกว่าคนที่จู่โจมเธอเป็นมิวแทนท์สีใหม่ที่ไม่เคยเห็น”

ดีโลไลน์เงียบไปเขาลูบคางคิดหนักว่าจะพูดอะไรออกไปได้บ้าง จากรายงานประเภทมิวแทนท์ที่เขาเคยเกณฑ์มาให้ลูเซียสรู้จักประเภทพลังและแบ่งสีออร่าในสายตาเธอ มีกลุ่มพลังจิตหายากบางประเภทที่ไม่มีรายชื่อบุคคลให้มาเจอตัวอยู่ด้วย

“เธออาจจะเจอเข้ากับฮีโมคิเนซิส หรือไบโอคิเนซิส” ท่านประธานคาดเดาสองพลังจิตที่ส่งผลกับร่างกายได้โดยตรงและไม่สร้างบาดแผลภายนอกให้เห็นด้วยตาเปล่า

“หลบเลี่ยงการขึ้นทะเบียน?” รินขมวดคิ้วจุดปลายเล็บที่สุดครีบแบนแตะกับจะงอยปากของตัวเอง ทั้งสองประเภทพลังจิตนั้นเป็นกลุ่มควบคุมหายากที่เป็นอันตรายมากหากนำไปใช้ทำร้ายผู้คน

“ปลอมแปลงว่าตายแล้วเลยไม่มีใครรู้ว่ามีพวกเขาอยู่บนโลกต่างหาก... แล็บเถื่อนครั้งนี้วิทยาการใกล้เคียงกับแล็บใต้โครงการของกลุ่มต่างดาวที่พวกเราเจอลูเซียส ปลอกคอนี่ครอบยึดกับกระดูกคอ ถ้าจุดชนวนมันจะระเบิดและตัดข้อกระดูกโดยตรงรวมไปทั้งทำลายศูนย์ประสาทสั่งการด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบดักฟัง และช็อตไฟฟ้าเฉพาะจุด ฉันละไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมไม่ใช่ปลอกคอสะกดจิตแบบอีกแล็บ... แต่ก็ว่าไม่ได้ บางทีคงขึ้นกับพวกนักวิจัยหัวรั้นซึ่งไม่อยากทำงานให้เหมือนใคร” อคติของเหล่านักวิจัยใต้ดินสร้างอะไรบางอย่างที่เหี้ยมโหดขึ้นมาอีกครั้ง

“ยึดกับคอนี่มัน...” แฟร์ขนลุกลูบหลังคอตัวเอง

“อา... อันตรายกับระบบประสาทส่วนกลางมาก” ดีโลไลน์ยืนยันความคิดของลูกน้องตัวเอง การที่ปลอกคอมีโอกาสระเบิดหรือเฉือนตัดกระดูกคอก็ว่ารุนแรงแล้วแต่มีคำสั่งช็อตไฟฟ้าเฉพาะจุดที่น่าจะเจาะจงไปที่การรบกวนประสาทส่วนกลาง

“มันทำอะไรได้มากแค่ไหนเหรอคะ?” รินขมวดคิ้วเธอเป็นชาวต่างดาวระบบในร่างกายจึงไม่คล้ายเหล่ามนุษย์เท่าไหร่นัก เมื่อพูดถึงระบบประสาทส่วนกลางเธอจึงรู้เพียงผิวเผินว่าเป็นส่วนรับกระแสประสาทจากทั้งร่างกายเพื่อให้สมองเลือกตอบสนองอย่างถูกต้อง

“ปลอกคอนี่มีคำสั่งช็อตไฟฟ้าเฉพาะจุดที่ น่าจะเจาะจงไปที่การรบกวนประสาทส่วนกลางในไขสันหลัง กระตุ้นอย่างถูกวิธีจะสร้างอาการซิมพาเทติกปลอมขึ้นได้ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัวตอบสนองต่อสิ่งเร้าไวขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น รูม่านตาขยาย เหงื่อออก แต่ที่ได้รับรายงานมามันมีจุดช็อตที่อื่นด้วย ซึ่งถ้ากระแสไฟฟ้าแรงพอละก็ทำให้ชักหรือเป็นอัมพาตชั่วคราวได้เลย” ดีโลไลน์นวดแก้มเคร่งเครียด “หรือแล็บนี้จะเป็นของมนุษย์นะ ปกติพวกต่างดาวจะเน้นคุณภาพในทุกขั้นตอนพวกเขาไม่ยอมปล่อยให้หนูทดลองมีความคิดเป็นของตัวเองได้หรอก เพราะสภาพจิตใจที่คิดเองได้บางครั้งทำให้ผลคลาดเคลื่อน” ท่านประธานพิจารณาความเป็นไปได้นี้และเหลือบมองอาซาฮีที่พยักหน้าเป็นเชิงว่าเธอเห็นด้วย

เอเลี่ยนสาวปัดแท็บเล็ตของตนเพื่อรายงานข้อมูล

“เจ้าของโกดังได้ปล่อยเช่าระยะยาวสิบปีแลกกับเงินก้อนใหญ่ค่ะ เขาเลยไม่ได้เข้าไปยุ่งกับการต่อเติมโครงสร้างภายในหรือการใช้งานของผู้เช่ายืมเลย คนที่ใช้ชื่อเช่ายืมเป็นนายทุนนามสกุลใหญ่คนหนึ่ง แม้จะไม่มากแต่ก็มีประวัติการทุจริตและรับเงินใต้โต๊ะ เท่าที่ทราบในเวลานี้ยังไม่พบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองหรือกลุ่มมีอิทธิพลกลุ่มไหนทั้งนอกและในโลก” อาซาฮีกวาดตาประมวลข้อมูล เธอกำลังไตร่ตรองบางอย่าง ดาวโลกเจริญขึ้นอย่างมากในแง่วิทยาการ แน่นอนว่าในทุก ๆ ดาว มันมีสิ่งที่เรียกว่าสมดุลอยู่ ในเมื่อมนุษย์นั้นให้ค่ากับการพัฒนาเทคโนโลยีจึงทำให้เกิดความก้าวร้าวและเห็นแก่ตัวขึ้นกว่าสมัยเมื่อพันปีที่แล้วจากข้อมูลของสภาดวงดาวเก่า ๆ ซึ่งได้บันทึกเก็บเอาไว้ มันมีสิ่งที่เรียกว่าศาสนาเป็นโครงสร้างยึดเหนี่ยวและเสริมสร้างความดีงามในจิตใจศาสนิกชนของศาสนานั้น เป็นศีลธรรมอันก่อให้เกิดสังคมที่สงบสุข

ทว่าในยุคสมัยที่กำลังเดินไปอยู่นี้พวกมันถูกมองว่าเป็นลัทธิเล็ก ๆ มากกว่า เป็นกิจกรรมที่ต่อให้ไม่ทำก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ แลกกับการที่พวกเขาค่อนข้างรักตัวเองมากกว่าคนอื่น อาซาฮีเหลือบมองชายผู้กุมอำนาจครึ่งหนึ่งขององค์กรเอ็นเลสและควบคุมพนักงานที่อยู่บนภาคพื้นผิวโลก อีกฝ่ายเป็นสายเลือดโบราณนามว่าเผ่าร้อยตา ในอดีตถูกจัดว่าภูตผีประเภทหนึ่ง หากเทียบกับมนุษย์แล้วพวกสายเลือดโบราณนั้นยังคงเกาะเกี่ยวความเชื่อเก่าแก่เอาไว้อย่างแน่นหนาตามภูมิภาคและความเชื่อของตน เป็นข้อมูลอีกก้อนที่น่าสนใจว่าทำไมกลุ่มสายเลือดโบราณถึงเชื่อในคำสอนที่เล่าต่อกันมามากกว่า แต่จนถึงตอนนี้เธอก็ยังเก็บข้อมูลได้ไม่เพียงพอต่อการวิเคราะห์ชี้ขาด

“อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวกรองจะสืบเสาะเพิ่ม ...ระหว่างนี้คงต้องถามกับหล่อนแล้วล่ะค่ะว่าทำอะไรกับลูเซียส” อาซาฮีหันไปที่ประตู มิวแทนท์ผู้ก่อความไม่สงบคนที่สัมผัสกับลูเซียสโดยตรงถูกจัดตำแหน่งให้เดินอยู่ระหว่างผู้คุมสองคนและสวมปลอกหูรบกวนพลังจิต

“กรุณาบอกพลังจิตของคุณมาด้วยค่ะ” อาซาฮีหันไปยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร เอ่ยถามมิวแทนท์สาวอย่างสุภาพ

“ไบโอคิเนซิส... ฉันพยายามทำให้เธอก้าวข้ามขีดจำกัดตัวเองขึ้นไปอีกขั้น” หญิงสาวตอบคำถามอย่างไม่มีท่าทีเกรงกลัวหรือคิดจะปิดบัง ตรงกันข้ามเธอดูผ่อนคลายมากเมื่อถูกคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่เอ็นเลส

“ดัดแปลงDNAของลุกซ์สินะคะ...” อาซาฮีใช้มือคู่หลักทาบแก้มตัวเองพลางหันไปมองอาการของน้องเล็กหน่วยเซตซีโร่ที่ยังคงทรงตัวแต่ไม่มีวี่แววจะตื่น “ไม่ใช่ว่าคุณเป็นคนของกลุ่มคัดค้านการมีท่านรองนายกเป็นตัวแทนสภาดวงดาวเหรอคะ?” อาซาฮีถามอีกข้อแม้จะได้รับข้อมูลมาแล้ว ก็เพื่อให้คนอื่น ๆ ที่อยู่ตรงนั้นได้รับรู้ไปด้วย

“ฉัน...เคยเป็นหนึ่งในทีมวิจัยเร่งศักยภาพมิวแทนท์ค่ะ แต่ว่าพลังของฉันอยู่ในระดับมิโมซ่า...อาจเป็นเพราะเหตุนั้นหลังจากพ้นระยะเวลาที่ต้องใช้พลังของฉันพวกเขาก็เลยขายฉันเป็นตัวทดลองแทน...” เธอหันไปมองลูเซียส “ศักยภาพของ 213 ดีมาก เธอทนการกลายพันธุ์ของพลังจิตได้มากกว่าสองชนิด แต่ศักยภาพของมนุษย์ถูกจำกัดด้วยจำนวนครั้งต่อวันในการใช้งาน น่าเสียดายเหลือเกินถ้าศักยภาพนั่นจะถูกหยุดไว้แค่นี้...” เธอคลี่ยิ้มวิกลออกมา

นักวิจัยใต้ดินไม่เคยมีคนปกติร่วมอยู่...นั่นคือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงอันตราย

“ฉันก็แค่ผลักหลังให้เธอก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปอีกครั้ง ถ้าเอมพาธีของเธอกับซินเนสทีเซียสามารถกลายพันธุ์ผสมเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์มีความเป็นไปได้สูงที่พลังจิตเอมพาธีของเธอจะกลายเป็นอาการรับรู้ร่วมแทน เธอจะสามารถใช้เอมพาธีโดยไม่ถูกนับรวมกับจำนวนครั้งต่อวันในการใช้พลังจิต ซึ่งจะช่วยดึงให้ศักยภาพในการใช้พลังจิตแขนงอื่นมากขึ้นและคุ้มค่ายิ่งขึ้น สมบูรณ์แบบไปเลยใช่ไหมละคะ?” อดีตนักวิจัยสาวยิ้มหวานมองลูเซียสบนเตียงแพทย์ด้วยสายตาเดียวกับมองสิ่งของที่สร้างขึ้นกับมือด้วยความปลาบปลื้ม

“ไม่คิดว่าจะได้เจอกับสุดยอดตัวทดลองของแล็บอื่นโดยตรง ตอนแรกฉันถูกสั่งให้ขัดขวางเธอซะทำยังไงก็ได้ แต่ว่า 213 มีค่าเกินกว่าจะฆ่าทิ้งจริงไหมคะ ความเข้ากันของ DNA มิวแทนท์เหนือกว่าตัวทดลองที่ฉันเคยเห็นมาตลอดเสียอีก เธอมีอะไรพิเศษกันนะ สมองถึงไม่ระเบิดตายเหมือนตัวทดลองอื่นที่เข้ารับการบิดเบือนพันธุกรรมให้ทนรับพลังจิตสองแขนง...” เธอยังคงพึมพำไม่หยุดปาก ยิ่งปล่อยให้ทำตามใจชอบก็ยิ่งแสดงด้านที่เน่าเฟะออกมาด้วยท่าทีและคำพูดที่ปฏิบัติต่อหญิงสาวอีกฝั่งกระจกไม่ต่างกับหนูทดลองเครื่องสำอาง

“หรือถ้าเกิดว่าพวกมันผสานกันสามตัวทั้งเอมพาธี รีดดิ้งออร่ากับซินเนสทีเซียละก็นี่เป็นการค้นพบครั้งใหญ่เลยนะคะ! คิดดูสิว่าทีมสอดแนมทางการทหารจะแข็งแกร่งขึ้นขนาดไหนในเมื่อคนเดียวสามารถใช้ความสามารถทั้งหมดได้ด้วยการที่มันกลายเป็นอาการทางประสาทดีเกินไปโดยไม่ได้ใช้โควตาพลังจิตประจำวันเลย โครงการนี้ต้องได้รับเสียงชื่นชมแน่นอนค่ะ!” ถ้าจะให้เทียบความบ้าคลั่งของนักวิจัยใต้ดิน ผู้หญิงตรงหน้าพวกเขาตอนนี้เป็นตัวอย่างที่ดีทีเดียวในการอธิบายว่าความคิดความอ่านสุดโต่งเช่นไร

เธอไม่ได้เห็นมิวแทนท์ในห้องกระจกอีกฝั่งเป็นมนุษย์เลย แต่เป็นสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นบันได

“ท่านประธานแห่งองค์กรคุ้มครองทั่วทั้งบลูแพลนเนต สนใจจะสานต่อโรงการสร้างหน่วยสอดแนมยอดมิวแทนท์ไหมคะ? ไม่ต้องเตรียมอะไรมากเลยค่ะแค่คนที่มีเอกลักษณ์ของซินเนสทีเซีย มิวแทนท์ที่เป็นเอมพาธี กับพวกที่เป็นรีดดิ้งออร่า เอ แต่ช่วงอายุคงต้องเด็กหน่อย เพื่อที่จะสามารถรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพันธุกรรมพลังจิตได้ ถึงจะช้าแต่ว่าดิฉันสามาร—”

“เอาตัวเธอไปที่เดิม ฉันได้รู้เท่าที่ต้องการแล้ว” ดีโลไลน์ไม่สนใจเสียงเรียกของนักวิจัยหญิงที่พยายามขอให้เขาพิจารณาใหม่ สร้างสุดยอดหน่วยสอดแนม? โลกไม่มีศึกใหญ่ใดให้ต่อกรอีกแล้ว อาวุธที่ทรงอานุภาพเกินไปรังแต่จะก่อสงครามก็เท่านั้น มันเป็นแบบนั้นมาเสมอ

“หาข้อมูลของยายคนนั้นมา สาวออกมาให้หมดว่ามีนักวิจัยที่เหลือรอดคนไหนอยู่ที่ไหนอีก เก็บกวาดให้หมด จะให้มีแล็บอีกไม่ได้ ตรวจเช็กรายชื่อละสภาพความเป็นอยู่ของคนที่ก้านโดมด้วย บางทีตัวทดลองอาจดึงมาจากพวกเขา” ท่านประธานเคร่งเครียดออกคำสั่งหลังจากประตูถูกปิดเสียงดังและในห้องมีแต่หน่วยของเขา ดีโลไลน์ขมวดคิ้วและรู้สึกไม่สบอารมณ์ตั้งแต่นักวิจัยหญิงคนนั้นเริ่มสารธยายโครงการผิดมนุษยธรรมในห้องนี้

‘เธอมีอะไรพิเศษกันนะถึงได้ไม่สมองระเบิดตายขณะที่ตัวทดลองอื่นไม่รอด’ ในหัวของเขามีคำนี้วนเวียนไปมา ร้อยตาถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่ายกับมนุษย์ที่ทวีความโหดร้ายจากเมื่อพันปีก่อนอย่างเทียบไม่ติด

บางทีหลังการประเมินสหภาพจบเขาคงต้องเร่งโครงการฟื้นฟูศาสนาที่ได้มีการเปรยกับรัฐมนตรีวัฒนธรรมโลกเสียแล้ว

“สิ่งพิเศษของลูเซียสคงเป็นสมองที่พิเศษละมั้งคะ...แล้วก็ สิ่งที่มนุษย์โลกเรียกว่า ‘ดวง’...” อาซาฮียิ้มมองมอนิเตอร์อีกฟากกระจกที่ตัวเลขเริ่มนิ่งหลังจากถีบตัวสูงมาหลายสิบนาที

“ดวงงั้นเหรอ... ลูเซียสน่ะน่าจะเรียก ‘เฮง’ มากกว่าละมั้ง” ดีโลไลน์พ่นหัวเราะลำบากใจ โชคดีที่เข้าข้างเธอให้ได้รอดชีวิตจากการเป็นหนูทดลองและไม่สมองระเบิดตายไปเสียก่อนนั้นพาเธอมาที่นี่ พาเธอออกสู่โลกใบใหญ่

และพาเข้าสู่สนามรบด้วยเช่นกัน... เป็นดวงที่มีทั้งดีและร้าย ช่วยชีวิตเธอได้แต่ก็พรากลมหายใจเธอไปได้เช่นกัน

ดีโลไลน์มีคำที่เหมาะกว่านี้ในใจโดยไม่ได้กล่าวออกไป

‘ชะตากรรม’ เขาเชื่อในสิ่งนี้เชื่อในบทบาทที่ถูกเขียนขึ้นโดยไม่สามารถมองเห็นได้ ผู้คนต่างเกิดมาเพื่อบางอย่าง เหตุผลของการคงอยู่ที่บางครั้งคนเราก็หามันไม่เจอ เหตุผลที่เก่งขนาดนี้บางทีคงเพื่อทำอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าใคร หรือไม่ก็บังเอิญว่าต้องเอาตัวรอดในสถานการณ์อันตรายกว่าคนอื่น...

ดีโลไลน์ลูบหน้าตัวเองเครียด ๆ จากนั้นแพทย์ในห้องจึงรายงานผ่านอุปกรณ์สื่อสารไปยังห้องสังเกตการณ์

[เราคิดว่าคุณลูเซียสน่าจะตื่นค่ำวันพรุ่งค่ะ ตอนนี้ทั้งสัญญาณชีพ อัตราการหายใจและเมแทบอลิซึมเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะคงที่ เราจะคอยควบคุมเรื่องปัจจัยและอุณหภูมิให้เธอข้ามการกลายพันธุ์ซ้อนให้ได้ค่ะ] ในห้องมีพยาบาลหลายคนอุทานอย่างเหลือเชื่อกับตัวเลขแทนค่าต่าง ๆ ในร่างกายของเธอที่เข้าสู่ระยะการปรับตัวให้เข้ากับพันธุกรรมใหม่

ท่านประธานองค์กรถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่เขาจะไม่ยอมให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นเขากดปุ่มเปิดช่องสื่อสารและสั่งการลงไป

“แบ่งคนมาจับตาดูไว้เผื่อเกิดการช็อกรอบสองขึ้น ดูให้แน่ใจว่าไม่มีภาวะขาดสารอาหารหรือออกซิเจน ขอบคุณมาก รบกวนด้วย” เขาพูดจบก็ถอนหายใจอีกครั้ง ไม่คิดว่ารับลูกบุญธรรมมาเลี้ยงเล่น ๆ แต่เกิดผูกพันเข้าให้จริง ๆ เขาชอบเวลาลูเซียสวิ่งมาให้ลูบหัวหรือเอาขนมมาแบ่งให้ อาจเพราะเธอดูซื่อเกินไปจนคล้ายอยู่ผิดที่ผิดทางก็เลยเอ็นดูความตรงไปตรงมาไม่มีนอกไม่มีในนั้น

“อาซาฮี เอาข้อมูลทั้งหมดมา เราคงต้องไล่ทำความเข้าใจกันยาวทั้งเรื่องก่อจลาจลเพื่อพาท่านทูตจากสภาดวงดาวไปและท่อน้ำเลี้ยงแล็บใต้ดิน” ประธานบริษัทใหญ่กระชับไทที่คอให้แน่นขึ้นแล้วหมุนตัวออกไปจากห้องสังเกตการณ์

“หัวหน้ารู้เหรอว่ามันจะเป็นแบบนี้...” แฟร์ถามออกไป เขาทราบดีว่าท่านประธานมีพลังจิตพิเศษของสายเลือดโบราณอะไรเพราะทำงานด้วยกันมานานแต่นิสัยหวงลูกสาวของดีโลไลน์ ดูไม่น่าจะยอมให้ลูเซียสเกือบตายแบบนี้

“ฉันเปลี่ยนอะไรไม่ค่อยได้แฟร์ และถ้าให้เลือกระหว่างปางตายกับเกือบตาย ฉันจะเลือกอย่างหลัง...” เขาทิ้งท้ายด้วยการตอบคำถามของลูกน้องมือดีและตรงไปยังห้องทำงานชั้นบนทันทีโดยไม่พูดอะไรอีก

อาซาฮีเดินตามออกไปโดยมีจาฮาราประกบข้าง ทิ้งแฟร์กับรินให้อยู่ดูอาการน้องเล็กของหน่วยต่อไปตามที่พวกเขาต้องการ

ในห้องรับรองผู้ป่วยร่างของลูเซียสอยู่ในแคปซูลแมชชีนทางการแพทย์เครื่องใหญ่ ตัวเลขจับเวลานั้นเพิ่มขึ้นตลอดเวลา นอกจากนั้นสัญญาณชีพบางค่าก็คงที่ บางค่าก็แกว่งตัวเล็กน้อย

 

ในวันถัดมาช่วงบ่ายของวันอาซาไรจึงเข้ามาให้ห้องสังเกตการณ์ข้างห้องแพทย์ฉุกเฉินลูเซียสยังคงไม่ได้ถูกย้ายไปห้องรับรองที่ดีกว่าเพราะแคปซูลแมชชีนเครื่องที่เธอกำลังใช้อยู่เป็นรุ่นที่ดีที่สุดในเวลานี้ เขาทอดสายตามองแถบตัวเลขของสารต่าง ๆ ในร่างกายหญิงสาวประเมินว่าไม่มีอันตรายก็รู้สึกโล่งในอกอย่างประหลาด

“เช็กร่างกายรึยังครับ? ถึงยาสลบจะไม่ออกฤทธิ์กับคุณแต่บางทีอาจจะมีผลข้างเคียงอื่น” แฟร์ยังคงอยู่เฝ้าผู้เป็นดั่งน้องสาวไม่ห่าง ลุกขึ้นถามไถ่อาการของตัวแทนสภาดวงดาวที่เข้ามาเยี่ยมเยือน ส่วนรินก็กำลังจัดการกับมื้อเที่ยงที่สายมาประมาณหนึ่งชั่วโมง

“ขอบคุณสำหรับความห่วงใยแม้จะตามมารยาทก็ตามคุณแฟร์ แต่สุขภาพของผมไม่มีเรื่องให้คุณต้องเป็นกังวลเพิ่มหรอก ร่างกายของพวกเราสามารถย่อยและดูดซับมันด้วยวิธีที่ต่างออกไปจากสายพันธุ์โฮโมซาเปี้ยน ฤทธิ์ของมันก็เลยกลายเป็นสารคลายความตึงเครียดเพียงเท่านั้น ที่แกล้งล้มลงในฐานลัพวันนั้นค่อนข้างน่าเชื่อถือใช่ไหมล่ะ?” ขอบตาล่างของเขาโค้งขึ้นเล็กน้อยแม้มุมปากจะดูเหมือนไม่ขยับก็ตาม มนุษย์มีนิสัยอยู่อย่าง เมื่อลำพองว่าควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมดก็จะเผอเรอไม่ตรวจเช็กให้รอบคอบเสียก่อนดำเนินการขั้นถัดไป ในวินาทีที่เข้าล้มลงหลังถูกยิงยาสลบไม่มีใครเช็กชีพจรหรือการหายใจของเขาสักราย ในความโชคดีนั้นก็ได้บ่งบอกถึงความหละหลวมและการไม่ผูกพันกับนายจ้างของกลุ่มทหารรับจ้างเหล่านั้นด้วย

“แต่หลังจากนี้ข้อมูลก็คงหลุดออกไปว่ายาสลบใช้กับสายพันธุ์ของท่านไม่ได้ผล” แฟร์พ่นลมหายใจออกจมูก

“ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสายพันธุ์แองกลาสอัสตินอย่างคุณรินก็แสดงผลเหมือนกัน” อาซาไรยักไหล่เผยมือไปทางสมาชิกเซทซีโร่อีกตน

“แล้วนี่...” แฟร์เปรยเป็นเชิงถามว่าอีกฝ่ายมาทำอะไรที่นี่ แต่อีกนัยก็เป็นการบอกกลาย ๆ ว่าเขาควรออกไปได้แล้ว แฟร์ไม่พร้อมจะทำการคุ้มครองท่านทูตไปพร้อมกับคอยเฝ้าคนป่วย แม้ว่าจะอยู่ในตึกบัญชาการของเอ็นเลสแต่ตั้งแต่เรื่องพัสดุระเบิดคดีมังกรเขาก็ไม่ไว้ใจความปลอดภัยของบ้านแห่งนี้สักเท่าไหร่ ถ้าไม่ใช่มีเส้นสายหลอกใช้คนในหรือมีขั้นตอนหลบซ่อนการตรวจตราพัสดุอย่างพิเศษก็ไม่แคล้วมีหนอนบ่อนไส้ในองค์กร ซึ่งชายหนุ่มไม่อยากให้เป็นอย่างหลังเท่าไหร่ เพราะฝ่ายตรงข้ามที่จะส่งคนเข้ามาแทรกซึมทำลายความน่าเชื่อถือของเอ็นเลสเขานึกได้แค่สองกลุ่มใหญ่เท่านั้น

“ดูเหมือนผมจะคำนวณเวลาผิดไปหน่อย คิดไปเองว่าเธอจะตื่นเร็วกว่านี้...พลังไบโอคิเนซิสค่อนข้างมีสถิติการใช้งานน้อยปกติแล้วขั้นตอนระหว่างการถูกดัดแปลงพันธุกรรมมักใช้เวลาอย่างต่ำสิบสองชั่วโมง... แม้ลูเซียสร่างกายมีสมรรถนะดีกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายขั้น...แต่ก็ยังไม่ใช่เวลาขั้นต่ำงั้นสินะ...” อาซาไรเอียงหัวเล็กน้อยยกมือคู่หลักข้างหนึ่งแตะคางตัวเองพิจารณาสภาพของหญิงสาวที่นอนนิ่งไม่คล้ายคนป่วย ผิดก็ที่เธอมีเหงื่อซึมออกมาตลอดเท่านั้น แต่เมื่อผ่านไปสักพักแมชชีนก็จะทำการเช็ดตัวให้เธอเป็นระยะตามอุณหภูมิที่พุ่งสูงจนถึงค่าซึ่งตั้งไว้

อาซาไรคิดว่าเขาอาจจะห่วงเล่นไปหน่อยเพราะเธอก็เป็นแค่มนุษย์ทั่วไป พิเศษยังไงก็มีอายุขัยแสนสั้น เอเลี่ยนหนุ่มไม่แน่ใจว่าตนเองรู้สึกยังไงกับหญิงสาวเขากำลังเก็บข้อมูลของตัวเองเพื่อวิเคราะห์เช่นกัน มันเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเช่นนี้ แม้การจะอยู่ด้วยแล้วสนุกหรือตื่นเต้น แต่ค่อนข้างที่จะต่างออกมายามเมื่อเขาอยู่กับน้องสาวหรือสหายต่างดาวดาวอื่น ๆ

ไม่มากไม่น้อยอาซาไรคิดว่าตัวเขาคงมีความรู้สึกละเอียดอ่อนบางอย่างก่อตัวขึ้น พวกเขาชาวดาวโคคิวฯมักจะออกเดินทางไปยังดาวข้างเคียงที่มีชาวดาวทรงสติปัญญาเพื่อเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยความกระหายใฝ่รู้ส่วนตัวและในจำนวนไม่น้อยนั้นก็ออกเดินทางเพื่อรับรู้และลองทำความเข้าใจกับอารมณ์ความรู้สึก พวกมันไม่มากก็น้อยนั้นมีผลต่อการตัดสินใจของชาวดาวหลายดวง กล่าวว่าเป็นอีกข้อมูลตัวแปรก็ว่าได้และยิ่งอารมณ์นั้นซับซ้อนมากเท่าไหร่การตัดสินใจก็ยิ่งมีโอกาสแตกแขนงไปได้หลายความเป็นไปได้มากเท่านั้น

สมาชิกเซทซีโร่ทั้งสองคนไม่ได้ถามหรือพูดอะไรต่อ ค่าตัวเลขของลูเซียสนั้นทยอยลดลงอย่างเชื่องช้า และน่าจะเป็นไปตามคาดการณ์ของหน่วยแพทย์ขององค์กรเธอน่าจะตื่นมาตอนค่ำในวันนี้

ทันใดนั้นเสียงแคปซูลแมชชีนดังขึ้นอย่างผิดปกติ ค่าตัวเลขลดลงฉับพลันจนหน่วยพยาบาลที่อยู่เฝ้าเด้งตัวขึ้นมากดปุ่มเรียกหน่วยแพทย์สมทบฉุกเฉิน นายพยาบาลนั้นรีบเข้าไปดูว่าค่าตัวเลขอะไรที่ดิ่งวูบไม่หยุดและรักษาไปตามอาการด้วยการเติมยาเข้าไปในท่อแคปซูลแมชชีนอย่างรวดเร็ว

รินประกบครีบสองข้างและสวดภาวนาด้วยภาษาท้องถิ่นของดาวตนเองซึ่งมีความเชื่อในจิตวิญญาณธรรมชาติที่แก่นดวงดาว และยังเชื่อเคารพในวงจรธรรมชาติต่าง ๆ ทุกอย่างที่เป็นไปตามนั้นเหตุผลมาจากปัจจัยเล็ก ๆ หลายร้อยเงื่อนไขถักทอให้บังเกิดขึ้น ดังนั้นแล้วเธอจึงเชื่อสุดใจว่าลูเซียสจะไม่ตายในตอนนี้ ท่านประธานได้เลือกเส้นทางที่เธอจะปางตายแทนที่จะตาย และเหตุผลที่ลูเซียสรอดมาได้นับครั้งไม่ถ้วนในแล็บทดลองเถื่อนก็เพื่อทำอะไรบางอย่างในอนาคตเธอเชื่อมั่นแบบนั้น มันจะต้องมีเหตุผลที่เธอเพียงคนเดียวมีพลังจิตมากกว่าหนึ่งประเภท เหตุผลอะไรบางอย่างที่ยังจะต้องอยู่ต่อไปก่อน

แฟร์เริ่มเดินวนไปวนมาในห้องเขาเป็นกังวล ยอมรับว่าไม่ค่อยถูกชะตากับเด็กใหม่แรกพบนักเพราะเธอทำเขารู้สึกกลัว ลูเซียสในช่วงแรกเหมือนหุ่นยนต์ ไร้อารมณ์ร่วม สายตานิ่งเฉย ใบหน้านิ่งสนิท แม้แต่น้ำเสียงก็ไม่สูงต่ำเหมือนคนทั่วไป ขานรับราวกับทาสผู้ภักดี เคลื่อนไหวอย่างไม่ระวังหน้าหลังและยึดเอาเป้าหมายภารกิจเป็นสำคัญกว่าชีวิตตัวเอง แต่พอวันเวลาผ่านไปเขาก็ได้เรียนรู้ว่าภายในหุ่นมนุษย์ที่เย็นชานิ่งเฉยนั้นมีเด็กสาวตัวเล็ก ๆ ที่ขี้สงสัยไปเสียทุกอย่างอยู่ข้างใน ใช้เวลามากพอดูกับการสอนให้เธอรู้จักถึงสิทธิพื้นฐานของผู้คนบนดาวดวงนี้ รวมไปทั้งสิทธิ์ในร่างกายตัวเองเส้นทางของตัวเอง การตัดสินใจด้วยตัวเอง ในระยะแรกเธอมักจะเดินมาถามเขาว่าตัดสินใจไปแบบนี้แบบนั้นแล้วจะดีไหม แน่นอนว่าเขาก็ไม่ได้ให้คำตอบชี้ขาดไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง มันขึ้นกับความต้องการของลูเซียสว่าอยากให้ผลลัพธ์ออกมาในลักษณะไหน รวมไปทั้งผลกระทบรอบข้าง นั่นทำให้เธอค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมใหญ่มากขึ้น ถึงจะยังคงติด ๆ ขัด ๆ เพราะลังเลไม่มั่นใจ ทว่าก็นับเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นมนุษย์ที่ดี โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากสนใจในผลลัพธ์ภารกิจไปเป็นให้ความสำคัญกับชีวิตคนบริสุทธิ์มากกว่า กระนั้นเธอก็ยังต้องเรียนรู้ที่จะรักตัวเองให้มากกว่านี้ ในฐานะที่เขาสอนอะไรหลาย ๆ อย่างให้กับลูเซียส มันจึงเกิดความผูกพันแม้ว่าไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันขึ้นมา

ทางด้านอาซาไรนั้นยกมือคู่หลักข้างหนึ่งทาบกระจกกั้นสองห้องเพ่งตามองตัวเลขที่วิ่งเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็วและวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้

ร่างกายของลูเซียสตอบสนองกับพลังไบโอคิเนซิสจึงเกิดการกลายพันธุ์ซ้ำและจำเป็นต้องใช้พลังงานอย่างมากในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพันธุกรรมทั้งร่างกายซึ่งอาจรวมไปถึงเซลล์ส่วนต่าง ๆ ที่ต้องรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ และดูเหมือนปัจจุบันหลังจากที่พวกมันปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อรอดจากพลังนั่นก็กำลังกลายสภาพตัวเองอีกครั้งเพื่อคงภาวะการทำงานในระยะที่ร่างกายจะสามารถทนรับได้ไหวโดยไม่มีอะไรฉีกขาดกระจุยกระจายเป็นชิ้น ๆ หรือใช้พลังงานเกิดขีดจำกัดของทั้งร่างไปเสียก่อน

เขาจดจำเอาไว้ว่าคงต้องกลับไปบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในไดอารี่ส่วนตัวเพื่อประเมินตัวเองภายหลัง เขาไม่สบายใจขึ้นมาเมื่อเห็นเธออาการแย่ลงทั้งที่รู้ว่าผลลัพธ์มันจะออกมาดี บางทีเขาอาจจะคำนวณเวลาถูกต้อง...ศักยภาพของลูเซียสนั้นเกิดขีดจำกัดของมนุษย์ธรรมดามานานแล้ว

สิบนาทีต่อมาที่นานราวชั่วโมงบรรดาแพทย์พยาบาลต่างพากันหายใจโล่งจมูกเพราะอาการของเธอทรงตัวอีกครั้งในความหมายที่ดีขึ้น ไม่มีค่าตัวเลขใดถีบสูงกว่ามาตรฐานหรือต่ำจนผิดปกติ

แคปซูลแมชชีนแจ้งเตือนถึงสัญญาณชีพและภาวะการหายใจที่ผู้ทอดกายอยู่ภายในกำลังจะตื่นตามเวลาถอยหลัง

หญิงสาวลืมตาขึ้นมาและชันกายขึ้นอย่างอ่อนแรงในสภาพเหงื่อโทรมกาย ดวงตาของลูเซียสแสดงถึงความเหนื่อยล้าจนถึงขีดสุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กระทั่งมือที่มั่นคงก็สั่นแม้จะเป็นเพียงการเสยผมขึ้นเพราะรำคาญก็ตาม

“รีบแจ้งท่านดีโลไลน์เร็วเข้า!” นายพยาบาลระงับความตื่นเต้นของตนและหันไปบอกคนที่เพิ่งเข็นถุงน้ำเกลือเข้ามาเติม

“คลาดจากที่ประเมินเอาไว้ถึงสามสิบนาที... มีปัจจัยอื่นที่ผมไม่รู้อีกสินะ” อาซาไรพึมพำและลูบคาง มันกลายเป็นนิสัยเสีย ๆ ที่น่าหงุดหงิดในสายตามนุษย์โลกไปแล้วกับการที่วิเคราะห์ทุกสิ่งในเชิงตัวเลขและพิจารณาถึงผลลัพธ์กับระยะเวลาอันใกล้เคียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในกาลถัดมา

“อย่ามัวแต่ยืนในห้องนี้เลยค่ะไปเยี่ยมลูเซียสกันเถอะ!” รินปรบครีบอย่างดีใจออกนอกหน้าและก้าวเท้าข้อสั้น ๆ ไปยังประตูและเข้าสู่ห้องที่มีสมาชิกน้องเล็กของหน่วยผู้ฟื้นกลับมาจากการกลายพันธุ์ครั้งที่สอง แฟร์และอาซาไรจึงได้สติและสาวเท้าเดินตามรินออกไปทักทายหญิงสาวผมซีด

“...” ลูเซียสนั้นพยักหน้าอย่างเหนื่อยล้าเมื่อฟังการทักทายของรินและแฟร์ที่แสดงความเป็นห่วงเธอออกมาอย่างเห็นได้ชัด เธอร้อน ง่วง แล้วก็เหนื่อย แถมยังหิวอีกด้วย ลำคอนั้นแห้งผากแม้เวลาจะผ่านมาไม่ถึงสองวันหลังจากที่เธอสลบไป

หญิงสาวช้อนตาจ้องท่านทูตต่างดาวและยื่นมือออกไปแบใส่นิ่ง ๆ

“ลู?” แฟร์เลิกคิ้ว เขามักจะบอกอีกฝ่ายเสมอว่าคิดอะไรก็ต้องพูดเพราะว่าไม่ใช่ทุกคนเป็นเทเลพาธี หรือจะสามารถเข้าใจผู้อื่นได้ด้วยเพียงการสบตา แต่...

“มือคู่รองของผมน่ะไม่ใช่ถุงประคบเย็นอะไรทำนองนั้นหรอกนะ คุณลูเซียส” อาซาไรกระแอมเล็กน้อยแต่ก็ยื่นมือคู่รองที่เป็นหนวดเนื้อเกือบใสในบอดี้สูททอพิเศษให้เธอไปจับไปนาบแก้มเล่นราวกับเด็ก

“...” พวกเขานิ่งไปกับท่าทางของทั้งคู่ อาซาไรเองก็จ้องมองการกระทำของลูเซียสเขาเอียงคอเล็กน้อยราวกับคิดบางอย่างก่อนที่ปลายหนวดสีฟ้าโปร่งของเขาจะรัดพันลำคอกับใบหน้าส่วนหนึ่งของลูเซียส

“!!!” แฟร์กับรินผงะถอยออกไปไม่ต่างกับเจ้าหน้าที่บางราย มีพวกจิตแข็งบางคนทนดูอยู่ได้แม้ใจจะร่วงไปอยู่ตาตุ่มก็ตาม

“ถึงจะตื่นขึ้นมาจากการเกือบเสียชีวิตแต่ก็ยังคงไร้ซึ่งความกลัว...เธอนี่พิลึกจังนะ” อาซาไรเอ่ยออกไปลูบปลายนิ้วของมือข้อรองกับหางตาของลูเซียสแล้วคลายหนวดออกจากแก้มขมับลำคอของเธอ

คราวนี้เป็นลูเซียสที่เอียงคออย่างสงสัยบ้าง

“ก็อาซาไรจะไม่ทำอะไรไม่ใช่เหรอ?” เธอค่อนข้างไว้ใจและประเมินเขาไว้ว่าฉลาดมากพอจะไม่ฆ่าหรือทำร้ายใครก็ตามอย่างไม่มีเหตุผล หรือต่อให้มีอาซาไรก็น่าจะเป็นพวกยืมมือคนอื่นทำมากกว่าลงมือด้วยตัวของเขาเอง

“มั่นใจในการตัดสินของตัวเองน่าดูเลยนะคุณลูเซียส” เขาตอบกลับยิ้ม ๆ แตะหนวดเส้นหนึ่งกับปลายจมูกของอีกฝ่ายอย่างนึกเอ็นดู

“เพราะว่ามันไม่เป็นประโยชน์กับอาซาไรยังไงล่ะไม่ว่าระยะสั้นหรือระยะยาว” ลูเซียสพูดในสิ่งที่ตัวเองวิเคราะห์เอเลี่ยนหนุ่ม เชื่อมั่นว่ามันถูกต้อง ก็เพราะว่ามนุษย์เองก็เป็นทรัพยากรที่ต้องบริหารจัดการ การทำลายคนที่ใช้งานได้และมีประโยชน์มันย่อมต้องขัดต่อหลักการทำงานของเขาและทัศนคติของอาซาไรเองด้วย

และอาซาไรก็เป็นตนเดียวที่ลูเซียสไม่เคยเห็นจิตสังหารจากเขาไม่มีทั้งสีสันและรูปลักษณ์ของความเป็นอันตรายต่อเธออยู่เลยมันมีแต่สีเขียวมะนาว สนใจ สนุก ซึ่งตราบใดที่มันเป็นสีนี้ก็ไม่มีเรื่องให้น่ากังวลใจอะไร

 

--------------------------

ชื่อบทคราวนี้แปลว่ากลายพันธุ์ซ้ำซ้อนค่ะ พอย้ายวันลงเอ็นเลสมาเป็นศุกร์-อาทิตย์ก็ทำให้มีเวลาคิดอะไรหลาย ๆ อย่างมากขึ้นเยอะเลยค่ะ orz 

ยิ่งเขียนก็อืม…ถึงจะแฟนตาซีแต่พอเป็นไซไฟแล้วก็ชอบมาก ๆ แต่ว่าน่าจะเรียกได้ว่าไม่ถนัดมือเท่าแฟนตาซีล้วน ถือว่าเรื่องนี้ได้ลองอะไรหลาย ๆ อย่าง ส่วนตัวก็ชอบอยู่ดีนะ(ฮาาาาาา) ไว้จบเรื่องนี้กับฟิครีบอร์นจะลองเขียนแนวอื่นจะได้หาดูว่าถนัดแนวไหนอีกบ้างนอกจากแฟนตาซี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #38 zutto (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2563 / 13:42
    คือจะกลายเป้นคนที่เก่งแบบสุดโต่งเลยใช่ไหมม
    #38
    0
  2. #17 faza205317 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 กันยายน 2563 / 20:34
    ครั้งนี้มาซะวันอาทิตย์เลย
    #17
    1
    • #17-1 DarkSoul.(จากตอนที่ 13)
      13 กันยายน 2563 / 21:15
      พยายามจะไม่ข้ามวีค แต่ก็ 555555555555 มาซะเดดไลน์เลยค่ะ
      #17-1