[os/sf] The Sheltering Rain: All x Daehwi

ตอนที่ 29 : [os] A Rose Is a Rose Is a Rose [Seungwoo x Daehwi]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 153
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    2 มี.ค. 63

[os] A Rose Is a Rose Is a Rose 

Han Seungwoo x Lee Daehwi



#Shelterain101


10,620 words

BG Music: Rose, Scent, Kiss — Lee Daehwi



Genre: Alternative Universe, Fantasy













“The sharp thorn often 

produces delicate roses.” 


— Ovid





*





          ขนสีขาวราวกับหิมะสะบัดปลิวไปทั่วบริเวณ ปะปนไปกับกลิ่นคาวเลือดจากบาดแผลกลางลำตัว เท้าทั้งสี่ข้างเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน แม้รัตติกาลจะปกคลุม


          สวนกุหลาบขนาดใหญ่ตรงหน้าทำให้เขารู้สึกลังเล สีแดงเลือดนั่นมีแต่จะทำให้ร่างกายโดดเด่นท่ามกลางราตรี ถึงแบบนั้นเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น สุนัขจิ้งจอกกระโดดเข้าไปในสวนกุหลาบนั้น โดยไม่คิดจะหันหลังกลับไปมองศัตรู หนามจากดอกกุหลาบสีแดงสดบาดทั่วร่าง แต่ความเจ็บนั้นก็มิอาจเทียบกับรอยแผลที่เกิดจากกระสุนเงิน



          ฮันซึงอู ค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลง เมื่อไม่ได้ยินฝีเท้าที่วิ่งไล่หลังมา ก็ปล่อยให้ขาหน้าก้าวเดินอย่างโซเซ สุดท้ายก็หงายหลัง ล้มลงตรงกลางสวนกุหลาบ ดวงตาคู่สวยกะพริบมองท้องฟ้าในยามราตรีด้วยจังหวะที่ช้าลงเรื่อยๆ กลิ่นหอมที่ชวนให้มึนหัวของดอกกุหลาบ คือกลิ่นสุดท้ายที่เขาจะได้สูดดมงั้นเหรอ?



          “นี่ อย่าพึ่งหลับสิ”



          เสียงที่ลอยมากับสายลม พร้อมกับกลิ่นหอมที่กลบอาการมึนหัวภายในเสี้ยววินาที การมาถึงของใครบางคนที่ไร้เสียงฝีเท้า กลิ่นหอมของดอกกุหลาบที่ต่างออกไป ชวนให้ใจสงบได้อย่างไม่น่าเชื่อ



          “ใคร?”


          “คนที่กำลังจะช่วยชีวิตคุณไง”



          เด็กผู้ชายคนหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าราวกับมีเวทมนตร์ ผิวสีขาวเนียนละเอียด ใบหน้าเล็กๆ นั้นประกอบด้วยความไม่สมดุลที่สมดุล เปลือกตาสองชั้นและชั้นเดียว ที่บรรจุนัยน์ตาสองสี — สีเขียวมรกตและสีม่วงดั่งพลอยอะเมทิสต์ จมูกโด่งรั้นขึ้น รับกับผมสีคาราเมล


          แวมไพร์?



          “ทำไมคุณถึงช่วยผมล่ะ?”


          “เพราะผมไม่อยากให้มีคนตายในสวนกุหลาบแสนรักของผม”


          “อ่า...ขอโทษครับ”


          “ฮ่าๆ ล้อเล่นน่า”



          เด็กคนนั้นส่งยิ้มบางๆ ให้ผม มือเรียววางขนานกับรอยแผลกลางลำตัวของสุนัขจิ้งจอก ขณะที่ร่ายเวทมนตร์ นัยน์ตาสองสีนั้นเปล่งประกายขึ้น แสงสีเดียวกับนัยน์ตาข้างซ้ายนั้น ปรากฏบริเวณฝ่ามือ ซึงอูรู้สึกได้ถึงความอุ่นวาบบริเวณรอยแผล ความเจ็บปวดมลายหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ กลิ่นคาวเลือดจางลงราวกับว่ามันได้ไหลลงไปในคาบสมุทร



          “ขนสวยๆ ของคุณเปื้อนเลือดหมดเลย”


          “ไม่เป็นไรครับ ถ้ากลับร่างมนุษย์ขนก็ไม่เปื้อนแล้ว”


          “อ้าว แล้วมันจะสะอาดได้ยังไงอ่ะ ถ้าคุณไม่อาบน้ำก่อนกลับร่าง?”



          พวกเขาสบตากันท่ามกลางความมืด นั่นเป็นคำถามที่ไม่เคยมีคนถามมาก่อน ดังนั้นเขาจึงไม่มีคำตอบให้อีกฝ่าย



          “ผมพึ่งผสมสบู่กลิ่นใหม่ล่ะ คุณอยากเข้ามาอาบน้ำก่อนไหม?”


          “คุณชวนคนแปลกหน้าเข้าไปอาบน้ำที่บ้าน?”


          “ก็แค่อาบน้ำเองนี่นา ไม่ได้ชวนไปมีเซ็กซ์สักหน่อย”



          ฮันซึงอูพลิกตัวไปด้านข้าง ก่อนจะกระโดดขึ้นยืนด้วยเท้าทั้งสี่ข้าง เงยหน้ามองเด็กผู้ชายคนนั้นที่นั่งยองๆ คุยกับเขา ด้วยท่าทีใจเย็น อีกฝ่ายไม่ได้แสดงความกลัว หรือเตรียมท่าตั้งรับการโจมตีสักนิด



          “ผมไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น”


          “อีกอย่างถึงคุณจะเป็นลูกหมาตัวยักษ์ คุณก็ทำอะไรเราไม่ได้หรอก”


          “งั้นขอรบกวนหน่อยนะครับ”


          “ดีมาก เจ้าลูกหมา”


          “สุนัขจิ้งจอกต่างหาก”


          “คุณเป็นมากกว่านั้นไม่ใช่เหรอ?”



          อีกฝ่ายกระตุกยิ้ม มองมาที่ซึงอูด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก แต่มันไม่มีความมุ่งร้ายอาศัยอยู่ในนั้นเลยแม้แต่นิด



          “คุณคือใครกันแน่?”



          — เดี๋ยวนะ ชายหนุ่มเลือดผสม ผู้ครอบครองความพิเศษที่เหลือเพียงหนึ่ง ความไม่เท่ากันที่สมดุล?



          ในโลกใบนี้น่ะ มีคนแบบนั้นแค่คนเดียวนี่นา? หลังสงครามครั้งสุดท้ายกับเหล่ามนุษย์ เมจิกเชี่ยนกว่าพันชีวิตสละชีพของพวกเขาเพื่อสร้างโลกคู่ขนานขึ้นมา เพื่อสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่ใช่พวกมนุษย์ เพราะงั้นตระกูลผู้ครองเวทย์จึงเหลือเพียงห้าตระกูล



          และมีเพียงคนเพียงตระกูลเดียวที่มีสายเลือดผสมของแวมไพร์และผู้มีเวทมนตร์ ตระกูลที่ทุกคนให้ความเคารพและหวาดกลัวในความพิเศษที่มีเพียงหนึ่งนั้น หวาดกลัวจนต้องแต่งตั้งให้ตระกูลนั้นขึ้นเป็นราชวงศ์ เพื่อที่พวกเขาจะได้ยืนอยู่ในจุดที่ทุกคนสามารถมองเห็น



          “ตระกูลอี”



          และในตระกูลนั้น มีเพียงผู้ชายคนเดียวที่ครอบครองความไม่สมดุลที่ลงตัวนั้น ชายผู้ครอบครองนัยน์ตาสองสี



          “เจ้าชายแดฮวี?”


          “ว้าว รู้ได้ยังไงเนี่ย? เพราะตาของผมมันประหลาดจนสะดุดตาคุณเลยเหรอ?”


          “เพราะคุณเป็นทั้งแวมไพร์และผู้ใช้เวทย์ ที่ครอบครองดวงตาสองสีต่างหากครับ”



          แม้จะอยู่ในร่างสุนัขจิ้งจอก แต่ฮันซึงอูก็ยืนด้วยท่าทีสง่า เงยหน้าขึ้นมองเด็กชายที่ครอบครองความพิเศษนั้นด้วยความจริงใจ บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไป



          “แล้วก็...ดวงตาคุณไม่ประหลาด มันสวย — งดงามมากเลยล่ะ”



          และซึงอูก็มั่นใจ ว่านั่นไม่ได้เกิดจากการที่อีกฝ่ายร่ายเวทมนตร์



          “ขอบคุณนะครับ งั้นเรารีบไปอาบน้ำกันดีกว่า”


          “ครับ”



          ตอบรับสั้นๆ ก่อนจะเริ่มเดินตามเจ้าชายแดฮวีไป พวกเขาเดินผ่านสวนกุหลาบ สวนขนาดใหญ่ที่มีเรือนกระจก ไปยังสวนหน้าบ้านที่มีน้ำพุขนาดกลางตั้งอยู่หน้าราชวัง ที่มีรูปปั้นของอัศวินตั้งล้อมอยู่รอบตัววังและทางเดิน อีกาที่เกาะอยู่บริเวณหลังคาก้มลงมองมาที่ซึงอูอย่างพร้อมเพรียง ชวนให้รู้สึกขนลุกแปลกๆ



          ขณะที่พวกเราใกล้ถึงบริเวณประตูบ้าน อีแดฮวีก็ดีดนิ้วหนึ่งครั้ง พลันประตูที่ดูเหมือนจะปิดตายก็เปิดออก เผยให้เห็นตัวบ้านที่ไม่ได้ดูหรูหราอย่างที่คิด แต่ดูทันสมัยและใช้งานได้ทุกส่วนมากกว่า



          “องค์ชาย?”


          “จีซอง นี่เพื่อนเราเอง”


          “ครับ ต้องการให้เตรียมอะไรไว้ให้ไหมครับ?”


          “อาหารง่ายๆ แล้วก็น้ำ เอ — ปกติคุณสุนัขจิ้งจอกเขาชอบกินอะไรกันน่ะ”


          “เดี๋ยวผมจัดการให้เองครับ”


          “ขอบคุณครับ จีซอง”



          เมื่อคุยกับบัทเลอร์เสร็จ แดฮวีก็หันกลับไปมองเพื่อนสุนัขจิ้งจอกที่ยืนรออยู่เงียบๆ พวกเขาเดินขึ้นบันไดวนไปยังชั้นสองของบ้าน ทางเดินปีกตะวันตกปรากฏขึ้นเมื่อเท้าของแดฮวีเหยียบบันไดขั้นสุดท้าย



          “หูยย คุณไม่ตกใจเรื่องภาพลวงตาในบ้านเราเลยเหรอ”


          “แปลกใจที่ไม่มีองครักษ์สักคนมากกว่าครับ”


          “เพราะเราไม่จำเป็นต้องให้ใครมาปกป้องไง”


          “อ่า เสียดายจัง”



          แดฮวีหันหลังกลับไปมองซึงอู พร้อมกับเอียงคอแสดงความสงสัย ซึงอูกระตุกยิ้ม เป็นองค์ชายที่ร้ายกาจจริงๆ อีกฝ่ายรู้ตัวดีว่าต้องขยับตัว แสดงท่าทียังไงคนถึงจะตกหลุมรัก



          “เสียดาย?”


          “ว่าจะขอมาเป็นองครักษ์ของเจ้าชายเสียหน่อย”


          “นายอยากเป็นแค่องครักษ์หรือไง?”



          คนตัวเล็กส่งรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยนัยบางอย่าง



          “ไม่ครับ”



          เมื่อเห็นอีกฝ่ายตอบอย่างหนักแน่น อีแดฮวีจึงขยิบตาให้สุนัขจิ้งจอกหนึ่งที ก่อนจะผลักประตูเข้าไปยังห้องนอนของตัวเอง



          “เข้ามาสิ”



          เมื่อเอ่ยอนุญาตแล้ว ซึงอูจึงสามารถเดินผ่านเส้นแบ่งระหว่างโถงทางเดินกับพื้นห้องได้ ห้องนั่งเล่นขององค์ชายตกแต่งด้วยสีขาวสลับน้ำตาลอ่อน ดูเรียบแต่มองได้ไม่เบื่อ สุนัขจิ้งจอกมีเวลาสำรวจห้องนั่งเล่นไม่นานนัก เพราะเขาต้องเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปในห้องน้ำขนาดใหญ่ ที่มีทั้งอ่างอาบน้ำวน กระจกบานใหญ่ ห้องอาบน้ำ และเก้าอี้หนัง



          “ทำไมคุณถึงช่วยผมขนาดนี้ล่ะครับ?”


          “คุณเชื่อเรื่องโชคชะตาไหม?”


          “ครับ?”


          “เพราะชะตาลิขิตให้ผมอยากไปเดินเล่นที่สวนกุหลาบพอดี คุณก็เห็นว่าที่นี่มีสวนหลายแห่ง ความเป็นไปได้ที่จะเจอคุณนอนจมกองเลือดตรงนั้นน่ะ แทบจะเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์เลยนะ”



          เจ้าของห้องเปิดน้ำอุ่นให้ไหลลงอ่าง เปิดกล่องไม้ขนาดกลางที่บรรจุ Bath Bombs หลายรูปแบบ มือเรียวเลือกหยิบบาธบอมบ์รูปดอกคาโมมายล์และพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวลงไปในอ่าง



          “ก็เลยอยากช่วยให้มากที่สุด — เพราะผมมีอำนาจและพลังมากพอจะช่วยคุณ แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดน่ะ ...”



          คนที่มีศักดิ์เป็นถึงเจ้าชายส่งยิ้มกว้างมาให้ผม กลิ่นของบาธบอมบ์ทั้งสองชนิดกระจายไปรอบตัวห้องน้ำ ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย



          “เป็นเพราะผมถูกชะตาในตัวคุณ”



          แต่รอยยิ้มที่ได้รับ กลับทำให้หัวใจทำงานหนัก หัวใจเต้นแรงราวกับวิ่งผ่านภูเขาสามลูก



          “ดูเหมือนว่าเราจะรู้สึกเหมือนกันเลยนะครับ”


          “ฮ่าๆ ลองเข้าไปแช่ดูสิ เราคิดว่าคุณต้องชอบกลิ่นนี้แน่ๆ”



          สุนัขจิ้งจอกผู้ครองขนสีขาวสวยราวกับหิมะแรก กระโดดลงอ่างด้วยความสูงที่ทำให้เจ้าของห้องต้องหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ แค่กระโดดลงอ่างอาบน้ำยังมีท่าเลย เป็นเผ่าพันธุ์ที่ขี้เก๊กอย่างที่จีซองเคยเล่าให้ฟังเลย



          “อร๊าง”



          แต่ก็ต้องหัวเราะเสียงดังกว่าเดิม เมื่อกลิ่นและตัวเวทมนตร์ที่ร่ายไว้ ทำให้ร่างกายของมนุษย์จิ้งจอกรู้สึกดีจนห้ามไม่อยู่ ถึงต้องส่งเสียงประหลาดๆ ออกมา



          “ผม — นั่นไม่ใช่เสียงผมนะ”



          ฮันซึงอูในสภาพที่ขนเปียกมะล่อกมะแล่ก ดวงตาสีสวยนั่นสั่นคลอนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถ้าตอนนี้อีกฝ่ายอยู่ในร่างมนุษย์ ก็คงหน้าแดงเป็นมะเขือเทศแน่ๆ



          “ฮ่าๆๆ โอเคๆ น่าจะเป็นเสียงเจ้าแมวที่เราเลี้ยงไว้แหละ สงสัยจะหิว เดี๋ยวเรามานะ”



          พยายามพูดทั้งที่กำลังกลั้นขำ ดวงตาคู่สวยนั้นหันมามองซึงอูด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเดินออกจากบริเวณห้องน้ำไป ทิ้งให้สุนัขจิ้งจอกคนเท่ค่อยๆ ไถตัวลงในน้ำด้วยความอับอาย ซึงอูสะบัดตัวในน้ำอยู่สองสามที ก่อนจะตัดสินใจแปลงร่างกลับมาอยู่ในร่างมนุษย์



          “ถ้าอยู่ในร่างนี้ คงไม่ครางอะไรแปลกๆ อะไรออกมาแล้วมั้ง”



          ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยใจอีกครั้ง ก่อนจะนอนแช่น้ำด้วยความสับสนในหัว ทั้งเรื่องที่ถูกตามล่าโดยใครก็ไม่รู้ ทั้งเรื่องที่ตอนนี้เขากำลังนอนแช่น้ำในห้ององค์ชายแดฮวี อ่าใช่สิ...คุณแดฮวีคงรออยู่ข้างนอก เมื่อคิดได้ดังนั้นซึงอูจึงลุกจากอ่างอาบน้ำ สะบัดๆ น้ำออกจากผมด้วยความขี้เกียจ



          “เฮ้ย”



          ก่อนจะร้องออกมาเสียงดัง เมื่อพบเจ้าชายแดฮวียืนอยู่ในห้องน้ำ มือซ้ายถือผ้าขนหนูและเสื้อผ้า มือขวาจับบานประตูไว้ อีกฝ่ายไม่ได้สีหน้าตกใจหรือส่งเสียงแบบซึงอู ตรงกันข้ามใบหน้านั้นไม่ได้แสดงสีหน้าหรืออาการอะไรเลย


          ตายด้านไปหรือเปล่าเนี่ย?



          “เราเคาะประตูแล้วนะ แต่สงสัยคุณซึงอูไม่ได้ยิน”


          “คุณก็หยุดมองก่อนสิ ผมโป๊อยู่นะ”


          “ขอโทษครับ ผมไม่รู้ว่าคุณจะอาย”



          อีแดฮวีไม่ได้แสดงสีหน้ารู้สึกผิดดังที่พูด ตรงกันข้ามคนตัวเล็กกับเดินเข้าไปใกล้ซึงอูขึ้นเรื่อยๆ ทิ้งเอวลงช้าๆ ขณะก้าวเดิน ดวงตาแพรวพราวไปด้วยประกายความชื่นชม



          “ก็คุณซึงอูน่ะหุ่นดีขนาดนี้เลยนี่นา”



          ส่งนิ้วชี้ไปแตะบนหน้าอกที่มีรอยสักเรียงตัวสวยของมนุษย์จิ้งจอกเบาๆ ก่อนจะดันผ้าขนหนูและชุดนอนให้ชนแผ่นอกแกร่ง เงยหน้าขึ้นสบตากับอีกคนด้วยรอยยิ้มลองดี



          “แล้วไม่อยากลองมองให้ชัดๆ กว่านี้เหรอครับ?”


          “ใจร้ายจัง — จะให้เรามองอย่างเดียวเหรอ?”



          เจ้าของห้องเอียงคอ ริมฝีปากบางนั้นเบะออกแสดงความเศร้าสร้อย แต่นัยน์ตาคู่สวยนั้นกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น



          “อ่า คุณทำลายความตั้งใจของผม ที่จะทำให้เรื่องของเราค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป”


          “ผมไม่ถือนะ ยังไงปลายทางก็ต้องมาจบที่เรื่องนี้”


          “ไหนว่าชวนไปอาบน้ำ ไม่ได้ชวนไปมีเซ็กซ์ไงครับ”


          “ก็ — มาอาบน้ำจริงๆ นี่นา”



          เถียงออกมาหน้าซื่อ ทั้งๆที่กำลังใช้นัยน์ตาสองสีนั้นลอบมองเนินอกแกร่ง ลาดไหล่ที่กว้างมากๆ ให้ตายสิ แค่คิดว่าจะได้วาดแขนลงบนไหล่นั้น — หัวใจของอีแดฮวีก็เต้นแรงขึ้นมาเสียแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงปล่อยให้ผ้าขนหนูและชุดนอนที่เตรียมให้อีกคน ตกลงสู่พื้นห้องน้ำ



          “อุ้ย พอดีมื้อไม้เราอ่อนไปหน่อย”



          ส่งยิ้มกว้างให้ซึงอูหนึ่งที ก่อนจะก้มลงไปเก็บของที่ทำตก มือเรียวกวาดของขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองฮันซึงอูที่ยืนเปลือยกายอยู่ สะเก็ดน้ำที่เกาะรอบร่างกาย ต้นขาแน่นที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ หน้าท้องเป็นลอนเรียงตัวสวย ไหนจะส่วนกลางลำตัวที่ปูดนูนขึ้นใหญ่ตามแรงอารมณ์ ดวงตาสีฟ้ามองลงมายังคนที่นั่งยองๆ อยู่ข้างล่างด้วยแววตาถูกใจ



          “ขออนุญาตนะครับ”



          ซึงอูนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าแดฮวี เชยคางขึ้นมาให้รับรสจูบที่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ ริมฝีปากที่เปิดออกกว้าง และวงแขนที่โอบรอบลำคอของมนุษย์จิ้งจอก เป็นเหมือนคำตอบรับคำอนุญาตข้างต้น พวกเขาตวัดลิ้นสำรวจโพรงปากของกันและกันโดยไม่มีใครยอมใคร ร่างกายแนบชิด



          “อื้อ”



          หยาดน้ำจากร่างกายของซึงอูซึมซับลงบนเสื้อเชิ้ตสีขาว ชวนให้รู้สึกดีอย่างน่าประหลาด ยิ่งอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น ทั้งสองก็ยิ่งขยับแนบชิดให้ใกล้ขึ้น จนไม่เหลือช่องว่างให้อากาศเล็ดลอด เสียงแลกน้ำลายดังเฉอะแฉะไปทั่วห้องน้ำที่เปียกชื้น กลิ่นของบาธบอมบ์ที่ยังเหลืออยู่ ยิ่งชวนให้อารมณ์ตระเหลิดไปไกล



          “อ๊ะ”



          ซึงอูใช้แขนโอบรอบเอวเล็ก ก่อนจะค่อยๆ ดึงให้แดฮวีลุกขึ้นยืน พวกเขาก้าวเดินอย่างสะเปะสะปะ ร่างกายกระหวัดแนบชิด มนุษย์จิ้งจอกถอนจูบออกอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งกับโซฟาหนังสีแดงในห้องน้ำ


          พวกเขาสบตากันเนิ่นนาน ราวกับกลัวว่าช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิต อีแดฮวียิ้ม ก่อนจะถอดกางเกงหนังสีดำลงพร้อมกับกางเกงในลง เรียวขาสวยเตะกางเกงนั้นขึ้นสูงอย่างเกินควร เผยให้เห็นช่วงต้นขาวับๆ แวมๆ แดฮวีเดินอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนหน้าตักแกร่ง เรียวขายาวเกี่ยวรัดรอบเอวสอบอย่างออดอ้อน



          “คุณสวยจัง ดวงตาของคุณสวยเหมือนพระจันทร์เต็มดวงที่สะท้อนในทะเลสาบเลย”


          “และตอนนี้ — คุณซึงอูกำลังจะได้เชยชมดวงจันทร์ที่คุณคอยเฝ้ามองมาตลอด”



          แดฮวีบดเอวใส่ท่อนกลางลำตัวที่แข็งขืน ใช้มือซ้ายลูบท่อนรักนั้น ก้มลงไปกัดริมฝีปากล่างของซึงอูเบาๆ ก่อนจะถอนหน้าออกมาเพื่อสบตากับใครอีกคน มือเรียวสวยไล้ไปทั่วใบหน้าของมนุษย์จิ้งจอก สอดนิ้วชี้เข้าไปในช่องปากนั้น ก่อนจะดึงนิ้วออกมาด้วยสีหน้าพึงพอใจ หยาดน้ำลายไหลออกจากมุมปาก



          “อื้มม”



          ส่งเสียงอื้ออึงในลำคอออกมา เมื่อใช้นิ้วเดียวกันนั้นสอดเข้าไปในริมฝีปากตัวเอง ก่อนจะดึงเข้าและออก ดวงตาที่ใช้มองกันและกัน หยาดเยิ้มและเต็มไปด้วยกามอารมณ์



          “คุณทำให้ผมคลั่ง”


          “ผมจะไม่ขอโทษ เพราะผมตั้งใจ”



          อีแดฮวีชอบวิธีที่ฮันซึงอูเข้ามาสำรวจความคิดในดวงตาของเขา มันเป็นประกาย มีชีวิตชีวา และซื่อตรงกับใจตัวเอง ไหนจะเสน่ห์ที่ล้นทะลักนั่นอีก



          “งั้นผมก็จะตั้งใจทำรักคุณ”


          “คุณรักผมแล้ว?”


          “คุณดูไม่ออกเลยเหรอ ว่าผมคลั่งรักคุณขนาดไหน”



          ทุกๆ อย่างที่ประกอบสร้างคนๆ นี้ขึ้นมา ล้วนน่าหลงใหลจนเกินจะต้านทาน



          “ดวงตาคุณบอกทุกอย่าง ภาษากายของคุณก็ด้วย รู้ไหมว่าวันนี้คุณซึงอูเผลอขยับตัวตามผมมาหลายรอบแล้ว”



          และโชคชะตาก็เข้าข้างพวกเราเหลือเกิน เพราะเพียงแค่สบตากันคราแรก 

          อีแดฮวีก็รู้ — รู้ดีว่าพวกเขาปรารถนาในตัวกันและกันมากขนาดไหน



          รู้ดีว่ามันเป็นความรักที่ทรงพลังที่สุด เฉกเช่นพลังของมันในนิทานปรัมปราที่เคยอ่าน



          “แต่ผมก็จะพิสูจน์ให้คุณเห็นอยู่ดี”



          ฮันซึงอูยกมือเรียวข้างซ้ายขึ้นมาจุมพิต ก่อนจะยกมือข้างขวาขึ้นมากดจูบ เงยหน้ามองผู้ที่กลายเป็นเจ้าของหัวใจ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบ



          “เอาสิ พวกเรามีเวลาอีกเหลืออีกตั้งหลายพันปีเลยนี่นา ใช่ไหม — ท่านเทพจิ้งจอก”



          ความลับที่ถูกเผยออกมา ไม่ได้ทำให้ซึงอูรู้สึกตกใจแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เทพจิ้งจอกกลับก้มหัวลงให้ แสดงถึงความภักดีที่จะมีมอบให้เพียงแค่คนที่รัก



          แม้จะมีเก้าชีวิต แต่หัวใจเพียงดวงเดียวนั้น ภักดีต่อคนเพียงคนเดียว



          “ครับ องค์ชาย”



Cut scene


Link: bio @TearsFate

Pass: notaboyyourelookingfor





*





          ฮันซึงอูนอนเท้าค้างแบบนี้มานับหลายชั่วโมงแล้ว ไม่ได้ขยับไปไหนและนั่นก็ไม่ได้ทำให้เทพจิ้งจอกรู้สึกเมื่อยแต่อย่างใด ในเมื่อภาพตรงหน้านั้นคุ้มค่าเหลือเกินที่จะใช้เวลาทั้งหมดที่มีในการจับจ้อง พระจันทร์เต็มดวงขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่มันถูกพระอาทิตย์กลืนกิน



          “ซึงอู”


          “อื้อ”


          “ฮันซึงอู”



          ชื่อของฮันซึงอูคือสิ่งแรกที่อีแดฮวีเรียกหา ทันทีที่อีกฝ่ายตื่นจากห้วงนิทราอันยาวนาน มุมปากของอีกฝ่ายกดลงพร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้น



          “แดฮวี”


          “อื้อ”


          “อีแดฮวี”



          แดฮวีเปลี่ยนมานอนตระแคง ดีดนิ้วหนึ่งครั้ง พลันเทียนหอมในห้องนอนก็สว่างขึ้น เจ้าของนัยน์ตาสองสียื่นมือไปแตะบนรอยสักบริเวณไหปลาร้าของซึงอู ด้วยสัมผัสที่แผ่วเบาราวกับขนนก รอยสักที่ดูสวยราวกับผลงานศิลปะ เมื่อมันมาอยู่บนร่างของฮันซึงอู แดฮวีขยับตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมอก กดจูบลงบนน้ำหมึกอันแห้งขอดนั้นราวกับโดนสะกด



          “รอยสักคุณสวยจัง”


          “อยากสักเหรอครับ?”


          “อื้อ”


          “แค่คิดว่าผิวสวยๆ ของแดฮวีต้องเป็นรอย...”



          ซึงอูยื่นมือไปจัดหน้าม้าสีคาราเมลอย่างใคร่รัก บางครั้งการมองอีแดฮวีก็ทำให้ซึงอูนึกถึงสีแดงของดอกกุหลาบ ดอกไม้ที่เห็นครั้งแรกก็รับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่ง ทะนงตน แม้จะดูอ้อนช้อยในยามที่ดอกกุหลาบนั้นบานออก



          “มันดูทรงพลังดีออก คำไม่กี่คำที่เราเลือก จะคงอยู่กับร่างกายนี้แม้ความตายจะพรากจาก”



          แต่หนามจากตัวก้านนั้นก็คงอยู่เสมอ ไม่ว่าดอกกุหลาบดอกนั้นจะโน้มเข้าหากัน หรือบานออก



          “ความตายของพวกเราที่หมายถึงความอมตะน่ะ”


          “แบบนั้นมันก็จะยิ่งเป็นสิ่งที่แดฮวีลบไม่ได้เลย ตลอดความเป็นนิรันดร์นั้น”



          และในสายตาฮันซึงอู อีแดฮวีน่ะงดงามในทุกรูปแบบ เป็นดอกไม้ที่ใครก็อยากเชยชม เป็นฝันกลางวันที่ลอยไปมาเหมือนก้อนเมฆบนท้องฟ้า



          “เราไม่เคยเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองสักครั้ง ไม่เคยเลย — แม้แต่ครั้งเดียว”



          อยู่ในที่ที่ใครๆ ก็สามารถมองเห็น แต่ไม่อาจจับต้อง



          “พี่ก็เหมือนกัน”



          และเขาก็ดีใจ ว่าใครๆที่ว่าน่ะ ไม่ได้รวมถึงฮันซึงอู



          “และพี่ก็ดีใจจริงๆ ที่เมื่อคืนพี่ตัดสินใจวิ่งเข้าไปในสวนกุหลาบของแดฮวี”


          “ผมจะบอกเรื่องประหลาดอะไรให้เอาไหม?”


          “ครับ?”


          “ส่วนนั้นน่ะเป็นเส้นแบ่งเขต ผมสร้างบาเรียไว้กันคนแปลกหน้า”


          “ถ้างั้นพี่เข้ามาได้ยังไง?”


          “นั่นสิ — หรือเพราะแม้แต่เวทมนตร์ของเรายังถูกชะตากับพี่?”


          “หรือพี่จะเป็นคู่แท้ของแดฮวี?”


          “ไม่หรอก —”



          ฮันซึงอูรู้สึกถึงหัวใจที่บีบรัดแน่น ทันทีที่ใครอีกคนปฏิเสธคำถามของเขาทันที ดวงตาคู่สวยนั้นมองมาที่เขาด้วยแววตาที่ซื่อตรงเช่นเดิม



          “เราเคยได้รับคำทำนาย และเราแน่ใจว่ามันไม่ได้หมายถึงพี่ซึงอู



          แต่ครั้งนี้หัวใจเขากลับเจ็บแป๊บขึ้นมา ความไม่มั่นใจ ความสับสน และความหวาดกลัว ก่อตัวรอบหัวใจภายในช่วงวินาทีสั้นๆ



          “พี่มีคำขอ”


          “ว่ามาสิ”


          “พี่อยากรู้คำทำนายนั้น”



          อีแดฮวีมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของฮันซึงอู แต่ก็มีท่าทีที่พร้อมรับฟัง เรื่องที่อาจทำให้อีกฝ่ายสับสน และกังวลใจมากกว่าเดิม



          “ ‘คู่แท้ที่พลัดพรากกัน ลิขิตให้พานพบตั้งแต่สวรรค์สร้าง ขนนกสีรัตติกาลและสีมุก สะบัดปลิวไปทั่วท้องฟ้าและใต้ผืนดิน ชายผู้อยู่เหนือความตายจักเป็นรักแท้ที่มั่นคง มิสั่นคลอนแม้วันสุดท้ายจะดำเนินมาถึง’ ”



          คำทำนายที่ถูกบอกเล่า ทำให้ความเงียบเข้าครอบคลุมรอบตัวห้อง ดวงตาสีฟ้านั่นสั่นคลอนเป็นครั้งแรก



          “เป็นคำทำนายที่ชัดเจนมากเลยนะครับ”



          แดฮวีมองซึงอูที่กะพริบตาช้าลงอย่างใช้ความคิด เขายกมือขวาของซึงอูขึ้นมาจูบ ตั้งแต่นิ้วก้อยไปยังนิ้วโป้ง



          “ชะตาลิขิตทางเดินและผู้คน แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องเดินตามเส้นทางนั้นทุกครั้งไปนี่นา”



          ดวงตาที่เคยสั่นคลอนนั้นหายไปในชั่วพริบตา เมื่ออีแดฮวียกมือซ้ายของฮันซึงอูขึ้นมาพรบจูบ ตั้งแต่นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วก้อย และนิ้วนาง



          “เราไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังพรหมลิขิต ถ้าเราได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองชัดเจนขนาดนี้ — ใช่ไหมล่ะ?”



          ยกมือข้างซ้ายและขวาของอีกคนเข้ามากอดอย่างห่วงแหน



          “อื้อ”



          ราวกับจะบอกว่าอีแดฮวีจะโอบกอดโชคชะตาที่พวกเขาลิขิตขึ้นมาเองอย่างเหนียวแน่น



          “พี่เชื่อในตัวเรา — อีแดฮวี พี่เชื่อในความรักของเรา”



          ฮันซึงอูขดตัวเข้าหาอีแดฮวี เอาหน้าผากถูไถกับหน้าผากของคนรัก ลมหายใจเป่ารดกัน รอยยิ้มกว้างที่ได้เห็นใกล้ๆ



          “และพี่มั่นใจว่าความรักของพี่นั้นมั่นคงกว่าการมีอยู่ของพระเจ้าเสียอีก”



          ทำให้อีแดฮวีไม่เชื่อในโชคชะตา — เป็นครั้งแรกที่พ่อมดอย่างเขา ไม่คิดจะเชื่อในพรหมลิขิตที่ถูกกำหนดไว้



          “การเปรียบเปรยของพี่นี่ชวนให้พวกเราถูกฟ้าผ่าจริงๆ”


          “ก็ดีสิ เขาจะได้มองลงมา และอิจฉาในความรักที่มันเอ่อล้นที่มากถึงเพียงนี้ แม้รักเราจะพึ่งก่อตัวได้เพียงหนึ่งวัน”


          “ผมว่าพี่อ่านวรรณกรรมของพวกมนุษย์มากไป”


          “พี่อ่านมาเยอะ เพื่อที่วันหนึ่งจะเขียนตำนานของพวกเราขึ้นมาเองยังไงล่ะ”


          “สุนัขจิ้งจอกนี่น้ำเน่าทุกคนไหมครับ”


          “พูดแบบนี้ต้องโดนลงโทษแล้วล่ะ”


          “โอ้ยยย พี่ซึงอูอย่าใช้เขี้ยวกัดเราสิ ฮ่าๆๆ”



          โชคชะตาที่ถูกลิขิตไว้ จะถูกต้องได้ยังไง ถ้าอีแดฮวีรู้สึกกับฮันซึงอูมากขนาดนี้ แล้วอีแดฮวีจะเดินตามพรหมลิขิตนั้นได้อย่างไร ในเมื่อฮันซึงอูคือการตัดสินใจที่เขามั่นใจที่สุดในชีวิต


          ใช่...

          คำตอบสุดท้ายของอีแดฮวีคือฮันซึงอู




*




          อีแดฮวีก้าวลงจากรถสีดำสนิทด้วยท่าทีสง่า นัยน์ตาสองสีนั้นไม่ได้เจาะจงมองใครเป็นพิเศษ ทว่าทุกสายตาในท้องถนนและบนฟ้า กลับจับจ้องมาที่ร่างบางทันที ไม่จำเป็นต้องมีใครบอก ทุกคนก็รู้ดีว่าคนๆ นี้คือเจ้าชายแดฮวี


          เจ้าชายที่ได้รับความรักและความชังที่สุดในราชวงศ์



          เด็กผู้ชายที่ถือกำเนิดขึ้นในวันเกิดของพระราชินี เป็นคนเดียวกับที่พรากชีวิตมารดาของตนเอง เมื่อชีวิตใหม่ถือกำเนิด ผู้ให้กำเนิดก็สิ้นลมโดยไร้สาเหตุทันที เจ้าชายที่เป็นชายชาตรี แต่มีท่าทางและความอ่อนไหวเฉกเช่นสตรี ภาพลักษณ์ที่สดใส แต่ดูอ่อนแอ ท่าทางการเดินและการกระทำที่ดูอ่อนหวานเกินกว่าเพศสภาพตัวเอง เช่นนี้แล้วใครจะวางใจให้อีกฝ่ายขึ้นเป็นองค์รัชทายาทกัน?



          “ซึงอู”


          “ครับ?”


          “เราไปเดินเล่นกันก่อนดีกว่า”


          “แล้วเรื่องสัก?”


          “ดูเหมือนพสกนิกรจะอยากมองหน้าเราชัดๆ กระมัง ไปเดินสักรอบหนึ่งค่อยกลับมาสักก็ยังไม่สาย”



          ฮันซึงอูมองร้านสักของตัวเองที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะเบนสายตาไปมองคนรัก ใบหน้าเชิดสูงขึ้น ดวงตาคู่นั้นไม่สั่นไหว แม้จะได้ยินถ้อยคำครหาจากอีกฟากของถนน ซึงอูได้ยินถ้อยคำพวกนั้น เพราะจิ้งจอกอย่างเขาน่ะหูดี แต่ไม่แน่ใจว่าแดฮวีจะได้ยินคำครหานั้นไหม



          “ครับ”



          พวกเข้าทอดเดินไปตามท้องถนนด้วยความไม่เร่งรีบ ปล่อยให้ทุกสายตาจับจ้องมาอย่างจาบจ้วง เจ้าชายแดฮวีสวมเพียงเสื้อยืดสีขาว กางเกงและเทรนช์โค้ทสีดำ ซึงอูพึ่งสังเกตว่าอีกฝ่ายมักจะสวมเพียงชุดสีขาวและดำเท่านั้น ราวกับว่าอีกฝ่ายกำลังไว้อาลัยให้กับการจากไปของใครสักคนในทุกๆวัน



          ทุกย่างก้าวที่อีแดฮวีเต็มไปด้วยความสง่าและสดใส ทว่าดอกไม้ที่อยู่ตามถนนกลับเหี่ยวเฉาลง ราวกับมันรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ฝังอยู่ภายในของผู้เป็นนาย



          ใช่ อีแดฮวี เป็นพ่อมดชั้นสูง ที่สามารถควบคุมธรรมชาติได้ เพราะงั้นมันคงไม่แปลกที่สรรพสิ่งรอบตัวจะตอบสนองตามความรู้สึกของอีแดฮวี และนั่นเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คนหวาดกลัวเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนนี้ เด็กผู้ชายที่ดูเป็นศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง



          “เหนื่อยไหมครับ?”



          คำถามที่เจือไปด้วยน้ำเสียงห่วงใยทำให้แดฮวีหยุดเดิน เจ้าชายแห่งราชวงศ์อีหันมามองเทพจิ้งจอกตรงหน้า หัวใจเต้นผิดจังหวะ นัยน์ตาคลอด้วยหยาดน้ำตา ก้อนสะอื้นที่กลั้นมานานกำลังทลายลง



          “Illusion!”



          ร่ายเวทขึ้นมาในจังหวะที่หยาดน้ำตาร่วงหล่น ร่างบางโถมตัวเข้ากอดซึงอู ทันทีที่มนต์ภาพลวงตาปรากฏขึ้น



          “เราได้ยิน”



          ปล่อยให้ผู้คนมองเห็นภาพลอีแดฮวีที่แข็งแกร่ง ก้าวเดินอย่างสง่าและเข้มแข็ง ขณะที่อีแดฮวีตัวจริงกำลังปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาไม่หยุด



          “เราได้ยินทั้งหมด ไกลไปถึงอีกสามบล็อกถนน”



          ฮันซึงอูถอนหายใจ ก่อนจะรวบตัวคนรักเข้ามากอด ก้มลงมองผู้ชายตัวเล็กๆ ที่ต้องทำเป็นเข้มแข็งตลอด ทั้งๆ ที่ดวงใจคงแตกสลายมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ว่ากันว่าจิตใจของผู้ใช้เวทย์จะอ่อนไหวกว่าคนทั่วไปถึงสิบเท่า



          “จะทำเป็นเข้มแข็งแค่ไหนก็ได้ แต่โปรดจำไว้ว่าต่อจากนี้ผมจะปลอบโยนคุณเอง”



          แล้วเด็กที่ถูกด่าทอตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมา จะต้องเจ็บปวดขนาดไหนกันนะ



          “เพราะงั้นเข้าไปข้างในกันเถอะนะครับ”


          “อื้อ”



          พยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะปล่อยให้ฮีนซึงอูอุ้มตนเองขึ้นในท่าเจ้าหญิง ปล่อยให้โลกภายนอกกึกก้องไปด้วยถ้อยคำร้ายๆ ข่าวลือที่กุขึ้นจากความคาดเดาไม่เคยหายไป



          ทั้งๆ ที่ทุกคนก็รู้เพียงความจริงข้อเดียว เช่นเดียวกับที่อีแดฮวีรู้

          องค์ราชินีอีแดฮีสวรรคตในวันประสูติของตน


          วันเดียวกับที่เจ้าชายอีแดฮวีลืมตาขึ้นมาดูโลกอันโหดร้าย







          ร้านสักของซึงอูมีแต่ความเงียบ มีเพียงเสียงส้นรองเท้าของซึงอูและแดฮวีที่ดังกระทบกับพื้นหินอ่อน อีแดฮวีหยุดร้องไห้ราวกับสั่งได้ เด็กผู้ชายคนนั้นเดินไปนั่งในห้องสักราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น และฮันซึงอูก็รู้ดีว่าเขาไม่ควรสะกิดรอยแผลนั้นอีก จนกว่าแดฮวีจะเลือกเล่ามันออกมาด้วยตัวเอง



          “แดฮวีอยากสักคำว่าอะไรครับ?”



          ซึงอูกล่าวถามพร้อมกับรอยยิ้ม เขานั่งลงบนเก้าอี้ช่างสัก ก่อนจะส่งสายตาให้แดฮวีนั่งลงบนเก้าอี้นอน



          “ดอกกุหลาบที่เกี่ยวพันกันเป็นวงกลม ตรงกลางมีตัวอักษร LDH”


          “คุณชอบดอกกุหลาบขนาดนั้นเลยสินะครับ”


          “เปล่าครับ”



          อีแดฮวียิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ปะปนด้วยความขมขื่น ความโหยหา และความสุขจางๆ



          “เสด็จแม่ชอบน่ะครับ เพราะงั้นซึงอูถึงได้กลิ่นกุหลาบทุกครั้งที่เราใช้เวทมนตร์ไง”


          “ได้รับพลังเวทย์จากพระราชินีสินะครับ”


          “อื้อ ก็เลยอยากให้รู้ว่ายังอยากให้อยู่ตรงนี้” ใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่บริเวณหลังข้อมือซ้าย  “อยู่ด้วยกันตลอดไป”


          “ท่านต้องภูมิใจในตัวคุณแดฮวี”


          “ท่านจะไม่เกลียดเราใช่ไหม?”


          “ถ้าท่านเกลียดคุณแดฮวี ท่านคงไม่ให้เวทมนตร์ที่ทั้งสวยงามทั้งทรงพลังขนาดนี้มาหรอกครับ”



          อีแดฮวีคลี่ยิ้มออกมาราวกับโล่งใจ การกระทำเด็กๆ ที่สมอายุทำให้ซึงอูยิ้มออกมา ยกมือเรียวนั้นขึ้นมาวางบนพนัก ทำความสะอาดบริเวณข้อมือซ้าย ก่อนจะเริ่มสัก



          “ขอบคุณที่เล่าให้ฟังนะครับ”



          สัมผัสเบาๆ ตรงข้อมือ เข็มที่กดลงไปไม่ได้ทำให้แดฮวีรู้สึกเจ็บสักเท่าไหร่ อาจเพราะใบหน้าของซึงอูเวลาตั้งใจทำอะไร มันทั้งเท่ทั้งเซ็กซี่จนหยุดมองไม่ได้



          “นี่ ถ้าซึงอูเป็นเทพจิ้งจอกก็ต้องมีพลังเวทย์สิ”


          “ครับ พี่ควรมี


          “แล้วทำไมพลังเวทย์ถึงโดนสะกดล่ะ?”


          “พี่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ มีแค่พลังเวทย์ที่โดนสะกดไว้ แต่พละกำลัง และความสามารถอื่นๆ ของมนุษย์จิ้งจอกก็ยังปกติดี”



          ซึงอูยกยิ้มให้แดฮวี ราวกับจะบอกว่าเขาไม่ได้เดือดร้อนกับการที่ตนเองไม่มีเวทมนตร์ อาจเพราะมันโดนสะกดมาตั้งแต่เกิด เขาเลยไม่รู้สึกว่าตัวเองเสียสิ่งที่ควรมีไป



          “ถ้างั้นพี่ก็เหมือนโดนลดขั้นจากเทพจิ้งจอก เป็นแค่มนุษย์จิ้งจอกน่ะสิ”


          “คงไปทำตัวให้เทพบนสวรรค์หมั่นไส้ล่ะมั้งครับ”



          เอ่ยอย่างติดตลก ก่อนจะก้มลงไปมองรอยสักใกล้ๆ เม้มริมฝีปากอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเริ่มลงเข็มอีกครั้งอย่างใจเย็น



          “แล้วมันใช่เรื่องที่จะมาริบพลังคนอื่นไหมอ่ะ”


          “อย่าโมโหสิครับ อาจจะมีสาเหตุอื่นก็ได้”


          “อ๊ะ! รู้แล้ว”



          ซึงอูสะดุ้งตามคนตัวเล็ก เขายกเข็มขึ้นภายในเสี้ยววินาที หัวใจเต้นแรงด้วยความตกใจ ถ้าแขนเล็กๆ นั้นต้องเป็นแผลเพราะเขาล่ะก็ ฮันซึงอูคงไม่ให้อภัยตัวเองแน่ๆ



          “ซึงอู! พี่ซึงอู!”


          “ครับ?”


          “เรารู้แล้วว่าจะต้องไปถามใคร”



          คนที่สติพึ่งกลับมาหันมามองคนรักด้วยสายตาสงสัย ดวงตาของอีแดฮวีเป็นประกายด้วยความหวัง ริมฝีปากบางฉีกยิ้มกว้างด้วยความถูกใจ



          “เห็นแบบนี้น่ะ เรารู้จักคนเยอะนะ :) ”



          หันมาสบตาคนรักด้วยสายตาภูมิใจในตัวเองสุดๆ ซึงอูพุ่งไปจับข้อพับแขนของอีกฝ่ายไว้ทันที เมื่อเห็นว่าน้องกำลังจะนั่งกอดอก



          “ก่อนอื่น น้องแดฮวีต้องหยุดขยับตัวยุกยิกก่อนครับ พี่ไม่อยากวาดดอกกุหลาบเบี้ยวๆ ใส่แขนคุณนะครับ”


          “ฮึ่ยย ไม่เชื่อล่ะสิ ว่าเราจะหาวิธีเอาเวทมนตร์ของซึงอูกลับมาได้”



          พ่นลมหายใจใส่คนรัก ก่อนจะกลับไปนอนแน่นิ่งบนเตียงสักอย่างสงบเสงี่ยม ขณะที่ในหัวกำลังนึกแต่วิธีที่จะช่วยดึงพลังเวทย์นั้นกลับมา





*




          อีแดฮวีก้าวเดินไปยังบริเวณด้านหลังปราสาท หยุดอยู่บริเวณบ่อน้ำที่มีดอกกุหลาบสีดำโอบล้อม เขาเด็ดดอกกุหลาบขึ้นมาหนึ่งดอก หลับตา ถ่องคาถา ก่อนจะโยนดอกไม้ในมือลงไปในบ่อน้ำ พลันสะเก็ดไฟก็เผาไหม้ดอกกุหลาบดอกนั้น เหลือเพียงเถ้าสะเก็ดที่ตกลงไปในบ่อ



          ท้องฟ้าสีวานิลลา ถูกทาทับด้วยสีรัตติกาล เสียงฟ้าร้องโครมคราม ทำให้นกการีบบินกลับรัง หยาดน้ำโปรยปรายจากฟากฟ้า พร้อมกับขนนกสีดำที่ร่วงหล่น ปีกสีดำสวยเงางามที่สุดในปฐพี สยายออกเป็นร่มให้อีแดฮวีเพียงผู้เดียว



          ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปปั้น เปลือกตาชั้นเดียวที่ตวัดขึ้นสูง นัยน์ตาสีดำสนิทราวกับรัตติกาล ที่ไร้จันทราหรือดวงดาวใดๆ จมูกโด่งรั้นรับกับสัดส่วนของใบหน้าที่สมบูรณ์แบบ รอยยิ้มขี้เล่นที่ส่งมาให้ยังเหมือนวันแรกที่ได้พบ ชายผู้แต่งตัวด้วยสีดำตั้งแต่หัวจรดเท้าเสมอ



          “มิสเตอร์โช!”



          ส่งยิ้มให้กับคนที่ไม่ได้เจอมานาน คนที่คอยช่วยเหลืออีแดฮวีตั้งแต่จำความได้ ผู้ชายที่ปรากฏตัวขึ้นทุกครั้งที่เขามีปัญหา โชซึงยอน เป็นผู้ชายที่อยู่ในทุกช่วงจังหวะชีวิตของแดฮวี เพราะงั้นเขาเลยรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้เจอพี่ชายคนนี้



          “ว่าไงคุณหนู”


          “ทำไมช่วงนี้ไม่เห็นมาเจอกันเลย”


          “พอดีงานยุ่งๆ น่ะ ปัญหาเยอะหน่อย”


          “ไม่น่า แก้มตอบเลยอ่ะ”


          “อันนี้คุณหนูเวอร์แล้วครับ”



          ซึงยอนหัวเราะออกมา ก่อนจะลอบสังเกตใบหน้าของอีกฝ่าย พลันนัยน์ตาสีดำสนิทก็เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว เมื่อเห็นรอยตรงคอของคู่สนทนา เขาเบือนหน้าหนี หัวใจที่ไม่ควรรู้สึกถึงสิ่งใด กลับมาเต้นอีกครั้งด้วยความปวดร้าว



          “มิสเตอร์โช?”



          แดฮวีลองเรียกชื่อของพี่ชายคนสนิทอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูเหม่อลอยจนไม่สนใจว่าเขากำลังพูดด้วย



          “พี่ซึงยอน!”


          “ครับ”



          ตอบรับการขานเรียก ด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ อีแดฮวีมองลอดปีกสีดำสนิทนั้น ฝนที่ตกแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เจ้าชายแห่งราชวงศ์อีหลับตาลง ทำไมชอบทำให้ท้องฟ้ามืดหม่นทุกครั้งที่พี่ชายของเขาปรากฏตัวด้วยเนี่ย พระเจ้านี่ชอบเล่นบทดราม่าจริงๆ อีแดฮวีหลับตาลงช้าๆ ริมฝีปากบางขยับเอื้อนเอ่ยคาถา


          ฝนที่โปรยลงมา โปรดจงหลบให้ดวงอาทิตย์กลับมาสอดส่องเช่นเดิมเถิด



          “หยุดฝนแบบนี้ พี่ก็ไม่มีซีนเท่ๆ เลยสิ”


          “แค่นี้ก็เท่ระเบิดแล้วครับ”



          แดฮวีหัวเราะเมื่ออีกฝ่ายพูดอย่างตัดพ้อ เขามองแสงอาทิตย์ที่ส่องกระทบลงมา ยิ่งทำให้ปีกสีดำสนิทของพี่ซึงยอนดูงดงาม ราวกับศิลปะชิ้นเอกที่พระเจ้าบรรจงสร้าง



          “ผมชอบเวลาปีกของพี่ซึงยอนต้องแสงที่สุดเลย มันเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดในโลกเลยครับ”



          กระนั้นดวงตาของโชซึงยอนน่ะ เป็นดวงตาที่เศร้าที่สุดเท่าที่อีแดฮวีเคยเห็นมา มันเต็มไปด้วยความหวังที่แห้งแล้ง ความสุขที่แห้งขอด จนหัวใจเจ็บทุกครั้งที่เราสบตากัน



          “ถ้างั้นคงต้องมาหาคุณหนูตอนที่พระอาทิตย์ขึ้นบ่อยๆ แล้วสิ”



          โชซึงยอนหัวเราะออกมาเสียงดัง มุมปากยกขึ้นทุกครั้งที่ภาพของอีแดฮวีเข้ามาอยู่ในสายตา ความทุกข์ทรมาน ความเศร้าโศกทั้งหมดเบาบางลงทุกครั้งที่ได้พานพบ



          “ว่าแต่เรียกพี่มาแบบนี้ มีอะไรให้ช่วยครับคุณหนู?”


          “พี่รู้ไหมว่าทำไมเวทย์ของเทพจิ้งจอกถึงโดนสะกด?”



          ดวงตาที่ทอประกายด้วยความสุขอันเจือจางนั้นหายไปในพริบตาที่ได้ยินคำถามนั้น เจ้าของปีกสีรัตติกาลแสยะยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน — ตัวเอง



          “เพราะเขาไม่จำเป็นต้องใช้มัน”


          “แต่เขาเกิดมาพร้อมพลังนั้น”



          แต่ความสุขสั้นๆ นั้นก็จบลง สมกับคำสาปที่ติดตัวมาตั้งแต่วันนั้น วันที่เขาเลือกหันหลังให้กับพระเจ้า



          “แดฮวีรักเขา?”


          “ใช่ ผมรักซึงอู”


          ถ้าเพียงแต่เขาจะรู้ว่าคู่แท้ของตนเองจะงดงามถึงเพียงนี้

          ถ้าเพียงพระองค์จะเตือนให้เขาทราบ ว่าความรักจะงดงามได้ถึงเพียงนี้



          “แล้วแดฮวีรักพี่ไหม?”



          ถ้าเพียงแค่พระองค์จะบอกว่า ความรักที่ไม่สมหวังจะทุกข์ทรมานได้ถึงเพียงนี้ ว่านมันจะเป็นบทลงโทษที่รุนแรงที่สุด



          “รักสิ ก็พี่ซึงยอนคือพี่ชายที่คอยปกป้องผมเสมอ ตั้งแต่จำความได้เลยนี่นา”



          ถ้ารู้แบบนั้น —

          โชซึงยอนก็จะหยุดทุกอย่างที่หัวใจสั่งให้ทำ จะยอมทนเป็นสีที่ไม่แปดเปื้อน จะยอมทำทุกอย่างให้ความรักของเขาไม่ถูกสาป



          “แล้วรู้ไหมว่าพี่ชายคนนี้เกี่ยวข้องกับแดฮวียังไง”


          “เราคิดว่าเรารู้”



          เขามองใบหน้าของคนที่เป็นความรักเดียวตลอดชั่วนิรันดร์ระยำๆ นี่ มองดวงตาที่ไม่เคยโกหกตน สัมผัสได้ถึงหัวใจสีดำสนิทที่บีบรัดราวกับจะขาดใจ



          “ชาตินี้ก็จะฝืนชะตาอีกเหรอ”



          รู้ทั้งรู้ว่าพี่เป็นคนในทำนาย เป็นคู่แท้ แต่ก็เลือกที่จะบอกรักใครอีกคนต่อหน้ากัน ทำไมต้องใช้คำพูดที่ซื่อตรง ต่อคนที่รักเธอหมดใจขนาดนี้ ทำไมถึงไม่เลือกใช้คำลวงกับซาตานเช่นพี่



          “พี่ซึงยอน”


          “นานเหลือเกิน พี่เฝ้ารอมานานเหลือเกิน แต่พระองค์คงอยากเห็นพี่ทรมานจนชั่วกัปชั่วกัลป์จริงๆ”



          ถ้าตลอดเวลาชั่วนิรันดร์นี้ ซึงยอนจะเหลือความโชคดีอีกเพียงแค่อย่างเดียว



          “เวลาของพี่ถึงยังไม่มาถึงสักที ทำไมเวลาสามพันปีถึงผ่านไปช้าราวกับเวลานับหมื่นปี”



          โชซึงยอนก็อยากให้ความโชคดีนั้นมีชื่อว่าอีแดฮวี



          “แดฮวีขอโทษ”


          “พี่ไม่รับคำขอโทษหรือคำขอบคุณ จากคนที่พี่รัก”



          เหมือนที่ความรักของเขาชื่ออีแดฮวี



          พี่จะช่วยให้เวทมนตร์ของคนๆ นั้นกลับมา ภายใต้เงื่อนไขเดียว”


          “เงื่อนไขนั้นคืออะไรครับ?”


          “พี่ขอให้เราลืมพี่ และเลิกอธิษฐานให้พี่มาหาเสียที”



          การร้องขอจากคู่แท้ เป็นสิ่งที่แม้แต่ซาตานเอง ยังมิอาจห้ามคำขออันแรงกล้านั้น



          “ถ้างั้นแดฮวีก็ขอให้พี่ลืมมันเสียเถอะ”



          นัยน์ตาสองสีนั้นเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว ยังเป็นอีแดฮวีที่ปกป้องคนสำคัญของตัวเองอย่างสุดความสามารถเหมือนเดิมเลยนะ



          “อีแดฮวีจะไม่ใช้ใจของพี่ แลกกับความปรารถนาของตัวเอง”          



          ความรักของพี่น่ะ เติบโตขึ้นมาได้ดีขนาดนี้เลยนะ เหมาะสมกับความรักที่แดฮวีอยากจะมีจริงๆ นั่นแหละ



          “เราสัญญากันแล้วนี่ครับ ว่าจะไม่ทำกันและกันหล่นหาย ไม่ว่าเราสองคนจะเลือกเส้นทางแบบไหน ไม่ว่าพี่จะกลายเป็นคนแบบไหน ไม่ว่าจะเลือกทำอะไร”


          “อีแดฮวี”


          “ครับ”


          อีแดฮวี — ชื่อนั้นเป็นแสงสว่างเดียวที่ไม่แผดเผาร่างกายและจิตใจของพี่


          “ผมหวังว่าพี่จะได้เจอพระอาทิตย์ที่อ่อนโยนต่อพี่มากกว่าผม”


          “โถ่ อีแดฮวีผู้โง่เขลาของพี่ ในโลกของคนเป็น และในโลกของคนตายน่ะ ล้วนมีพระอาทิตย์เพียงดวงเดียว



          โชซึงยอนก้าวเข้าไปใกล้อีแดฮวี จรดริมฝีปากของตนลงบนริมฝีปากบางนั้น ก่อนจะถอนตัวออกมา ปล่อยให้วินาทีเดียวนั้นกลายเป็นนิรันดร์ที่แท้จริง



          “พี่ซึงยอน...”



          แดฮวีมองดวงตาสีดำสนิทที่สะท้อนแต่ความสิ้นหวังและเศร้าโศกนั้น ด้วยความรู้สึกเจ็บในใจ ทำไมเขาถึงทำร้ายคนที่ทำดีกับตัวเองมาตลอดได้ถึงขนาดนี้นะ?



          “ไว้เจอกันเร็วๆ นี้นะครับ”



          ถึงความรู้สึกผิดจะกัดกินทั่วหัวใจ แต่แดฮวีก็เลือกที่จะตัดบท ส่งยิ้มให้อีกฝ่าย ก่อนจะเดินหันหลังไป ดอกไม้และต้นไม่ในสวนต่างเหี่ยวและเฉาลง เพราะความรู้สึกเศร้าและความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจของอีแดฮวี



          “อย่างน้อยน้องก็ยังรู้สึกเศร้าที่พี่เศร้า”



          ซึงยอนเงยหน้ามองท้องฟ้า หัวเราะให้กับโชคชะตาที่วนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด



          “นี่คือวิธีที่พระเจ้าแสดงให้เห็นว่าลูซิเฟอร์ก็มีหัวใจ — ยังมีหัวใจอยู่สินะ



          วันที่ท้องฟ้าควรปล่อยให้หยาดน้ำโปรยลงมาจนระดับน้ำทะเลท่วมสูง

          วันที่ความมืดมิดถูกแทนที่ด้วยแสงสว่าง



          “ใจร้าย —”



          วันนั้นคือครั้งสุดท้ายที่เจ้าแห่งขุมนรกเหยียบพื้นดิน

          นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ปีกแห่งรัตติกาลนั้นต้องแสง



          “แต่ก็ยังใจดีมากพอ ให้เราได้พบเด็กคนนั้นอีกครั้ง"



          และอีแดฮวีคือคนสุดท้ายที่ได้เชยชมความงดงามนั้น



          “ลาก่อน ความรักของพี่”



          ปลีกแห่งรัตติกาลปลิวไสว พลันไฟแห่งรัตติกาลพุ่งเข้าโอบกอดดอกกุหลาบสีดำ ไฟลุกขึ้นโชติช่วง กุหลาบที่เป็นนิรันดร์นั้นสิ้นอายุขัยลง



          “อีแดฮวี”



          แต่ความรักนั้นยังคงอยู่






*







          ลานกว้าง ณ หอคอยที่สูงเฉียดฟ้า บรรดาก้อนเมฆลอยละล่องตามทิศทางของสายลม เถาวัลย์พันเกี่ยวรอบเสาโรมัน ชายผู้เป็นองค์ราชัน ยืนอยู่ข้างบุตรชายของตน ล้อมด้วยผู้นำตระกูลจากทุกเผ่าพันธุ์


          วันนี้ใบหน้าของพระราชาอีดงอุคนั้นไร้รอยยิ้ม เต็มไปด้วยความกังวล ความหวาดกลัว และความเศร้าโศก



          “ลูกแน่ใจแล้วหรือ แดฮวี”


          “ครับ ลูกแน่ใจจริงๆ ว่าต้องเป็นฮันซึงอู”



          ขณะที่พูดก็ส่งยิ้มให้คนรักที่ยืนอยู่ฝั่งตรงกันข้าม รอยยิ้มนั้นสดใสจนดงอุคต้องโอนอ่อน เพราะมันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้พระองค์นึกถึงรักเดียวที่จากไปตลอดกาล พระราชาสบตากับเทพจิ้งจอกที่มีผู้นำตระกูลฮันและฮวังยืนอยู่เคียงข้าง ใบหน้าของอีกคนเต็มไปด้วยความเขร่งขรึมไม่ต่างกัน



          “เช่นนั้นคงถึงเวลาแล้วที่เราจะเริ่มพิธี” 



          อีจินฮยอกเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะหันไปสบตากับน้องชายคนสนิท 



          “ขอเชิญเจ้าชายอีแดฮวี บุตรแห่งพระราชาอีดงอุคและพระราชินีอีแดฮี ผู้สืบสายเลือดโดยตรงจากท่านอีฮยอนอู”



          อีแดฮวีก้าวผ่านเส้นวงกลมของลานพิธี ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ตรงแกนกลางด้วยความเด็ดเดี่ยว



          ท่านได้เอ่ยรับคำทำนายเรื่องคู่แท้ จากคิมอูซอกเมื่อเจ็ดปีที่แล้วใช่หรือไม่”


          “ใช่ครับ”


          “และท่านยืนกรานว่าจะฝืนคำทำนายนั้น ทั้งๆ ที่ตนตอบรับคำทำนายนั้นด้วยความสมัครใจแล้วใช่หรือไม่”


          “ครับ ผมตอบรับคำทำนายนั้นด้วยความสมัครใจ”


          “เช่นนั้น ท่านคงรู้ว่าต้องรับโทษที่ฝืนชะตาลิขิต”


          “ผมทราบดีครับ”



          อีดงอุคถอนหายใจออกมา ก่อนจะมองบุตรชายของตนด้วยความกลุ้มใจ รู้ทั้งรู้ว่าเรื่องของชะตาลิขิตและการรับคำทำนายนั้นสำคัญและศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน โดยเฉพาะกับเหล่าพ่อมด แม่มดด้วยแล้ว



          “ฮันซึงอู แห่งหุบเขาไร้นาม”


          “ครับ”


          “กรุณาก้าวออกมา และหยุดยืนตรงหน้าเจ้าชายอีแดฮวี”



          ฮันซึงอูก้าวไปด้านหน้าด้วยความมั่นคง หางสีขาวสะบัดไปตามทิศทางที่เดิน นัยน์ตาสีฟ้าเปล่งประกายขึ้น ราวกับดวงดาวที่โชติช่วง



          “คุณทราบใช่ไหมว่าคุณไม่ใช่คนในคำทำนายของเจ้าชายอีแดฮวี”


          “ผมทราบดีครับ”


          “เช่นนั้นคุณก็คงทราบว่าคุณต้องรับการลงโทษที่ฝืนชะตานั้นด้วย”


          “ผมรับทราบ — และปรารถนาที่จะแบ่งรับบทลงโทษนั้นครับ”



          ซึงอูส่งยิ้มบางๆ ให้กับแดฮวี เขาชอบเวลาที่นัยน์ตาสองสีนั้นสะท้อนเพียงแต่ภาพของตนเอง



          “ขอให้ทั้งสองคนประสานมือของกันและกันไว้ หลับตาลงเสียเถิด หากพวกท่านลืมตาขึ้น แล้วมือที่ประสานกันไว้ยังไม่หลุดหายไป”



          อีแดฮวียื่นมือทั้งสองข้างหาคนรัก ฮันซึงอูยกมือทั้งสองข้างนั้นขึ้นมาจุมพิต ก่อนจะประสานมือทั้งสองข้างนั้นไว้แน่น



          “คำทำนายนั้นจักกลายเป็นโมฆะ หมายความว่าสรวงสวรรค์ได้ยกโทษให้ท่านแล้ว”



          พวกเขายิ้มให้กันอีกครั้ง ก่อนจะหลับตาลง พลันก็รู้สึกได้ถึงความมืดมิดของรัตติกาล ร่างกายไม่อาจขยับเขยื้อน ไม่รู้สึกแม้แต่ลมหายใจของตนเอง กระนั้นก็ยังพยายามเรียกชื่อของคนรัก



          อีแดฮวี 


          ฮันซึงอู


          อีแดฮวี 


          ฮันซึงอู 


          อีแดฮวี 


          ฮันซึงอู 



          ความมืดมิดและความหนาวเหน็บนั้นดำเนินไป ราวกับไม่มีวันสิ้นสุด เสียงโซ่ตรวนดังขึ้นทุกครั้งที่ขยับตัว เสียงพึมพำดังขึ้นมาจากทุกทิศทาง อีแดฮวีจึงหยุดยืนอยู่เฉยๆ ปล่อยให้สรรพสิ่งเกิดขึ้นอย่างที่มันควรเกิด


          'เจ้าจักมิอาจโบยบินลงไปหาเขาได้อีก และเขาจักต้องถูกขังในรัตติกาลนั้นแต่เพียงผู้เดียวตลอดไป'


          เสียงนั้นก้องอยู่ในหัว ไม่เหมือนเสียงที่ดังมากจากทุกสารทิศ ความรู้สึกขนลุกที่มาจากทุกสารทิศ ทำให้แดฮวีพอจะรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร



          เปรี้ยง!



          เสียงฟ้าที่ผ่าลงมาดังสนั่น ราวกับจะผ่าแยกทั้งจักรวาลออกจากกัน ฝุ่นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เสียงตะโกนโหวกเหวกดังขึ้นเรื่อยๆ ต่างฝ่ายต่างตะโกนเรียกชื่อของทั้งสองคน



          “โอ้ย”



          ความเจ็บปวดแสนสาหัสจากด้านหลัง ทำให้แดฮวีต้องร้องโอดครวญออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ หยาดน้ำตาไหลเป็นสาย กลิ่นคาวของโลหิตทำให้ฮันซึงอูรุดวิ่งเข้ามาหาคนรัก ทั้งๆ ที่ยังมองไม่เห็นทาง



          “แดฮวี! อีแดฮวี!”


          “พี่ซึงอู”



          เอ่ยเรียกคนรักด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะใช้แรงเฮือกสุดท้าย ยกมือขึ้นจับแขนของคนที่เอาแต่วิ่งวนไปมารอบตัวเขา



          “บาดเจ็บเหรอ? เจ็บตรงไหนครับคนดี? ตอบพี่สิ”


          “หลัง”



          ตอบด้วยเสียงที่แผ่วเบา พยายามจะลืมตาค้างไว้ แต่ก็แทบจะสู้ความรู้สึกง่วงนอนตอนนี้ไม่ได้เลย



          “แดฮวี!”



          พระราชาอีดงอุคเรียกหาบุตรของตัวเอง ก่อนจะร่ายคาถาให้ฝุ่นทั้งหมดหายไป ทันทีที่ทุกคนมองเห็นสภาพของเจ้าชายแดฮวี ก็ได้แต่อ้าปากค้าง ปล่อยให้ความเงียบกัดกินไปทั่วบริเวณ



          “ลูก?”



          อีดงอุคเดินเข้าไปใกล้บุตรของตัวเอง มองโลหิตที่ไหลจากบริเวณหลังไม่หยุด



          “มีปีก?”



          ก่อนจะพบว่าปีกสีขาวสวยราวกับไข่มุก ถูกตัดออกด้วยรอยตัดที่คมกริบ ปีกนั้นพยายามขยับเข้าไปใกล้คนเป็นนายเป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็ไร้ประโยชน์ 



          “ปีก?”



          แดฮวีขยับตัวไปมองด้านหลังของตนเอง ก่อนจะกรีดร้องด้วยความตกใจ เมื่อพบปีกสีขาวนั้น มือเรียวที่เอื้อมไปจับปีกสั่นราวกับเจ้าเข้า ความรู้สึกที่คุ้นเคยทำให้น้ำตาไหลออกมาไม่หยุด ความเจ็บปวดข้างในใจกลั่นให้หยาดน้ำตากลายเป็นโลหิต



          “นี่คงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าลูกคือคู่แท้ของเขาจริงๆ" 



          พระราชาอีดงอุคคุกเข่าตรงหน้าลูกชายของตน เอื้อมมือไปปาดหยาดน้ำที่ไหลออกจากดวงตาคู่สวยนั้น ก่อนจะมองเลยไปหาฮันซึงอู ที่มองภาพตรงหน้าด้วยความปวดใจ เทพจิ้งจอกผู้นั้นปล่อยน้ำตาไหลลงมาไม่หยุด 



          “และการตัดปีกที่ลูกไม่รู้ว่าตัวเองมีอยู่ คงเป็นการให้อิสระ”


          “ท่านพ่อ ฮึก”


          “หยุดร้องไห้เถิด พระองค์ปราณีแค่ไหนแล้วที่เลือกจะพรากแค่ปีกที่งดงามนี้ มิใช่ชีวิตอันล้ำค่าของลูก”



          อีดงอุคกอดบุตรชายเพียงคนเดียวของตน แม้คู่แท้ของแดฮวีจะเป็นถึงลูซิเฟอร์ แต่พระเจ้าก็ยังเลือกที่จะทำโทษคนทรยศด้วยโทษที่หนักเพียงสองปีก



          “ลูกขอโทษ”



          เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้ว ว่าพระองค์ใจดี หรือเกลียดชังบุตรของตนมากเกินไป



          “ไม่เป็นไรนะ คนเก่ง”



          นั่นคือเสียงสุดท้ายที่อีแดฮวีได้ยิน ก่อนจะหมดสติไป



          พี่ซึงยอนเราขอโทษ 

          ขอโทษที่สุดท้ายเราก็ทิ้งให้พี่อยู่คนเดียว




*





          ฮันซึงอูในร่างสุนัขจิ้งจอก นอนหมอบอยู่ข้างกายอีแดฮวี ราวกับสุนัขที่คอยปกป้องเจ้านาย กลิ่นดอกกุหลาบในห้องเจือจางจนแทบไร้กลิ่น เพราะผู้เป็นนายไม่ยอมลืมตาขึ้นมาพูดกับเหล่าดอกไม้เสียที



          สุนัขจิ้งจอกขยับหูทันทีที่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหว เขาแปลงร่างกลับมาอยู่ในร่างมนุษย์ทันทีที่พบว่าคนรักค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา หยาดน้ำตาร่วงเพาะทันทีที่ได้เห็นนัยน์ตาสองสีนั้นอีกครั้ง ซึงอูยกมือทั้งสองข้างของคนรักขึ้นมากอบกำไว้อย่างแนบแน่น



          “ซึงอู พี่ซึงอู”



          อีแดฮวีคลี่ยิ้ม ขณะเรียกชื่อของคนรัก เจ้าของชื่อนั้นพยักหน้าอย่างแรงด้วยความกระตือรือร้น กดจูบลงบนฝ่ามือของคนรักซ้ำๆ ก่อนจะเอ่ยออกมาทั้งน้ำตา



          “ยินดีต้อนรับกลับมาครับ คุณแดฮวี”



          แดฮวียิ้มกว้างเมื่อเห็นท่าทางนั้น มือเรียวยกขึ้นไปสางผมหน้าม้าของคนรักออก เพื่อมองดวงตาคู่ที่เขาชอบที่สุด



          “ปล่อยให้ผมยาวปรกหน้าขนาดนี้ได้ไงเนี่ย คุณซึงอู”


          “ก็ใครจะ..”


          “ห้ามบอกว่ารอเรามาตัดผมให้นะ นั่นน่ะน้ำเน่าเกิน”


          “แต่ก็ชอบนี่ครับ ยิ้มกว้างขนาดนี้”



          อีแดฮวีหัวเราะออกมาเสียงดัง กอดจะจรดริมฝีปากลงบนอวัยวะเดียวกันของอีกคน ด้วยความคะนึงหาจนสุดหัวใจ



          “ฮ่าๆ ชอบสิ ชอบทั้งหมดที่เป็นพี่นั่นแหละ”


          “อ่า พูดแบบนี้คงพร้อมรับการทำโทษแล้วใช่ไหมครับ”



          ฮันซึงอูยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะขยิบตาให้คนรักด้วยท่าทางน่าหมั่นไส้ อีแดฮวีหัวเราะออกมาเมื่อพบว่าสุนัขจิ้งจอกที่ซึมจนตาแป๋วคนเมื่อกี้หายไปอย่างรวดเร็ว



          “ถ้าเป็นเซ็กซ์ของพี่ซึงอู ก็ไม่ใช่บทลงโทษนะครับ”


          “เป็นรางวัลต่างหาก”



          แม้จะพึ่งตื่นขึ้นมา แต่อีแดฮวีก็ยังไม่หลุดคอนเซ็ปท์ขี้ยั่ว มือเรียวโอบรอบคอคนรัก ก่อนจะกัดริมฝีปากล่าง แล้วยกเท้าขวาขึ้นเขี่ยบริเวณกลางลำตัวของคนรัก



          “เจอดีแน่ อีแดฮวี!”



          ประกาศกร้าวออกมา ก่อนจะก้มลงใช้ริมฝีปากซุกไซร้รอบคอของเจ้าชายขี้อ่อย ขี้ยั่ว



          “ฮ่าๆ พี่ไปโกนหนวดก่อนมันจักจี้ ฮ่าๆ”



          ถึงจะพูดแบบนั้น แต่อีแดฮวีก็เอียงคอให้อีกฝ่ายปฏิบัติการได้สะดวกกว่าเดิม ไหนจะเสียงหัวเราะ และเสียงครางที่ชวนให้อารมณ์พุ่งสูงนั่นอีก





          ไม่ได้รู้เลยว่าพระราชาอีดงอุครีบวิ่งมา ตั้งแต่รับรู้ว่าลูกชายคนเดียวตื่นขึ้นมาแล้ว ไหนจะยุนจีซองที่รีบเตรียมขนมและน้ำชารสโปรดของคุณหนู ทั้งสองคนส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้กันหน้าห้อง โดยไม่พูดอะไร ก่อนจะแยกย้ายไปทำงานของตน


          สุนัขจิ้งจอกนี่ติดสัดทุกฤดูเลยหรือเปล่านะ ยุนจีซองคิดในใจ ก่อนจะเดินกลับไปยังห้องครัว






THE END 


Please comment or tag #Shelterain101



Talk: หลังจากที่เพื่อนสนิทรีเควสคู่นี้มาเป็นเวลาหลายเดือน วันนี้เราก็แต่งจบแล้วต่ะ ;w; หวังว่าจะชอบกันนะค้าา แล้วก็ๆๆ อย่าลืมไปปั่นวิวให้น้องแดฮวีนะคะ! H__H

Rose, Scent, Kiss จงเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี!


ปล. ขอสารภาพว่าพอซีนคุณซึงยอนออก เราถึงกับกุมหัวใจ ฮืออ เป็นพระรองที่เท่มากค่ะ แอแงงง T___T

ปล2. ถ้าคนอยากอ่านตอนซึงยอนกับแดฮวีเยอะ เราอาจจะมาแต่งต่อให้คับบ ;___

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

262 ความคิดเห็น

  1. #254 Blackxfox (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 19 มีนาคม 2563 / 03:08
    แต่งสนุก ภาษาสวยยยมาก
    #254
    0
  2. #253 ODDPU (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 12 มีนาคม 2563 / 17:32

    อยากกอดซึงยอนไว้;-; กอดน้องกอดพี่อูด้วย เลือกไม่ได้เลย;-;

    #253
    0
  3. #252 __PompAM_ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 3 มีนาคม 2563 / 10:02
    เราชอบมากเลยค่ะเป็นตอนที่อ่านแล้วสนุกมาก แต่เจ็บปวดแทนพี่ซึงยอนจริงๆ น้ำตาจะไหลT^T
    #252
    0
  4. #251 vivacioz (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 21:25
    สงสารพี่ซึงยอนจังเลยค่ะ สงสัยตอนหน้าต้องให้โอกาสพี่เค้าเป็นซึงยอนxแดฮวีแล้วมั้งเนี่ย
    #251
    0