[os/sf] The Sheltering Rain: All x Daehwi

ตอนที่ 30 : [os] Glowing Clover (Minhyun x Daehwi)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 86
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    9 ส.ค. 63

[os] Glowing Clover

Hwang Minhyun x Lee Daehwi


#Shelterain101


8,009 words

BG Music: Paul Kim - Me After You



Paring: Minhyun x Daehwi, Jihoon x Daehwi

Genre: AU-Thai, Romance

Theme: Coming of Age

Settings: Khon Kaen, Bangkok

Rate: PG-15


มินฮยอน = เมฆ

แดฮวี = ดรีม

จีฮุน = เจด



Please kindly noted that this is a work of Fanfiction, names, characters, business, places, events, locales, and incidents are either the products of the author’s imagination or used in a fictitious manner. Any resemblances to actual persons, living or dead, or actual events are purely coincidental.








Whether it shines or rains,

Whether it rains for me or you,

We will eventually find the path

That brings us back, together. 


‘Cuz you’re my four-leaf clover.




*



          เมฆฉลองวันเกิดอายุแปดขวบด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ และเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าตนเข้มแข็งขึ้นสมกับเป็นผู้ใหญ่แล้ว เพราะเขาสามารถเล่นของเล่นในบ้านและนอกบ้านหลังใหญ่ได้อย่างอิสระ โดยที่คุณพ่อกับคุณแม่ไม่ได้เป็นห่วงเขามากเหมือนแต่ก่อน เมฆใช้เวลาในวัยเด็กเพื่อเตรียมตัวเป็นผู้ใหญ่ โดยใฝ่ฝันที่จะเติบโตขึ้นเพื่อเป็นน้องชายที่สามารถปกป้องพี่มินตรา พี่สาวของตนได้อย่างเท่ที่สุด

          วันหนึ่งครอบครัวที่ดูท่าทางใจดีก็ย้ายเข้ามาอยู่บ้านข้างๆ พวกเขามีลูกชายวัยสี่ขวบที่รวยแก้ม เด็กผู้ชายคนนั้นมีดวงตากลมโต ริมฝีปากบางมักขยับพูดเจื้อยจ้าวตลอดเวลา แม้คนอื่นจะยังจับใจความที่เด็กคนนั้นพูดไม่ได้ แต่เจ้าเด็กคนนั้นก็ไม่เคยลดละความพยายาม

          “น้องชื่ออะไรเหรอฮะ?”

          เมฆทิ้งของเล่นในมือลงบนพื้นหญ้า โดยมีเสียงของคุณแม่บ่นตามมาว่าให้วางของเล่นเบาๆ ผมหันไปขอโทษแล้วหยิบของเล่นที่ตกพื้นขึ้นไปวางบนโต๊ะหินอ่อนดีๆ ก่อนจะวิ่งไปหาคุณน้าข้างบ้าน แล้วเงยหน้ามองเด็กผู้ชายที่อยู่ในอ้อมกอดคนเป็นแม่ด้วยดวงตาเป็นประกาย

          “น้องชื่อดรีมค่ะพี่เมฆ”

          คุณน้าตอบก่อนจะนั่งลงคุกเข่ากับพื้น เพื่อให้เมฆสบตากับลูกชายเธอตรงๆ เมื่อเห็นว่าคุณแม่ยอมให้เล่นกับคนอื่น ดรีมจึงยื่นมือเล็กๆ ของตัวเองไปหาเด็กชายที่ยิ้มกว้างๆ ให้ตนตลอดเวลา

          “อู้มมมม อุ้มมมม”

          ดรีมเอ่ยคำกริยาสั้นๆ อยู่สองครั้ง เอียงหัวมองพี่ชายคนใหม่ที่ไม่ยอมอุ้มตัวเองสักที ริมฝีปากบางนั้นเริ่มเปะออก ดวงตากลมโตเริ่มคลอด้วยน้ำตา จนทำเอาเมฆเริ่มอยู่ไม่สุข

          “ผมขออุ้มน้องดรีมได้ไหมครับ?”

          “จะไหวเหรอลูก? น้องหนักอยู่นะคะ”

          “ไหวครับ! ผมจะปกป้องน้องดรีมเอง!”

          เมฆเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจนผู้ใหญ่ทั้งสองบ้านได้แต่มองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมา

          “งั้นฝากน้องดรีมด้วยนะคะพี่เมฆ”

          “ครับ!”

          พยักหน้าพร้อมกับตอบรับอย่างแข็งขันจนเส้นผมสะบัดปลิว เมฆยื่นมือออกไปหาดรีม ในขณะที่คุณน้าค่อยๆ ยกตัวลูกชายวัยสี่ขวบให้

          “ระวังนะลูก”

          “ครับ”

          เมฆยังจำวินาทีที่รับตัวดรีมมาอุ้มได้ดี ทั้งๆ ที่ดูตัวเล็กกว่าเขามาก แต่ดรีมกลับหนักกว่าที่คิด ผมพยายามใช้พละกำลังของเด็กวัยแปดขวบในการโอบอุ้มน้องไว้ แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะเกินกำลังเด็กที่ไม่เคยถืออะไรหนักๆ นอกจากจานข้าวแบบผม ความรู้สึกหนักอึ้งและไม่ชอบใจในตัวของตัวเองเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

          เขาเกือบทำน้องตก

          “พี่เมฆใจเย็นๆ นะคะ น้องไม่เป็นไร”

          “แต่ผม...ผม”

          เมฆพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก ถ้าหากพ่อของดรีมไหวตัวมารับดรีมไม่ทัน เมฆก็คงทำเด็กน้อยที่น่ารักคนนั้นตกลงกับพื้น จนน้องต้องเจ็บตัวและได้แผลเป็นแน่ๆ ความรู้สึกผิดที่ท่วมท้นขึ้นมา ทำให้เมฆก้าวขาไม่ออก

          “เมฆแค่อยู่เป็นเพื่อนน้องก็พอแล้วครับ ไว้วันไหนเรามีกำลังมากกว่านี้ ค่อยลองอุ้มน้องเนอะ”

          “ใช่ค่ะลูก ยังมีวิธีที่จะเล่นแล้วก็ดูแลน้องอีกเยอะเลยนะ

          นั่นคือคำพูดจากคุณพ่อของดรีมและคุณแม่ของเมฆ ที่เขายังจำได้อย่างชัดเจนมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะมันเป็นวันแรกที่เมฆได้เรียนรู้ว่าการฝืนเกินขีดจำกัดของตัวเอง สามารถย้อนกลับมาทำร้ายคนอื่นได้เหมือนกัน เขายังได้เรียนรู้ว่าการให้คำสัญญาเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ตรงกันข้ามกับการกระทำที่ทำให้สัญญานั้นเป็นจริง

          “ครับ”

          ใช่...ทุกอย่างเริ่มจากคำสัญญาในวันนั้น



*



7 years later


          เมฆก้าวเข้ามาในบ้านของดรีมอย่างคุ้นเคย ผมหันไปสวัสดีคุณอากับคุณน้า ก่อนจะเดินขึ้นบันได แล้วหยุดที่ห้องสุดท้าย เคาะประตูอยู่หลายครั้ง กว่าจะได้ยินเสียงตอบรับที่อิดโรยจากอีกฟากของประตู

          “น้องดรีมไม่สบายเหรอ?”

          “อื้อ”

          เมฆนั่งลงข้างๆ เตียงเมื่อได้ยินคำตอบที่ดังออกมาจากกองผ้าห่ม ถอนหายใจเมื่อเห็นว่าดรีมนอนคลุมโปงอีกแล้ว นอนแบบนี้น้องต้องหายใจลำบากแน่ๆ 

          “น้องดรีมไม่สบายจริงๆ หรือแค่ไม่อยากไปโรงเรียนครับ?”

          เมฆในฐานะเด็กมัธยมต้นปีที่สามเอ่ยดักคนเป็นน้องอย่างรู้ทัน เพราะถ้าดรีมป่วยจริงๆ ป่านนี้เด็กขี้อ้อนคนนั้นต้องโผล่หน้าออกมาจากผ้าห่มผืนนุ่ม แล้วออดอ้อนเมฆแล้ว 

          น้ำเสียงที่เย็นยะเยือกของผมทำให้ดรีมค่อยๆ ดึงผ้าห่มลงมาจนเห็นใบหน้าหวานที่แสดงท่าทีลำบากใจ 

          “ก็ดรีมไม่อยากไปโรงเรียนจริงๆ นี่นา”

          “ทำไมล่ะ?”

          “ก็มีแต่คนจ้องดรีม ดรีมกลัว”

          “เค้าจ้องเพราะว่าชอบเราหรือเปล่า?”

          “ถ้าพวกเขาชอบดรีมก็ต้องทำให้ดรีมรู้สึกดีซี่ ไม่ใช่พูดแล้วทำให้ดรีมเสียใจแบบนี้”

          เมฆหยุดชะงัก แล้วมองใบหน้าของน้องชายที่ตนเองคอยดูแลมาตลอดเจ็ดปี ดวงหน้าที่มักจะออดอ้อนทุกคนด้วยน้ำเสียงน่ารักนั้น กลับมีร่องรอยของความเศร้าและความเหงาในดวงตาคู่นั้น

          ทำไมผมถึงพึ่งสังเกตเห็นกันนะ?

          “พวกเขาว่าอะไรดรีม?”

          ดรีมมองพี่ชายของตนนิ่งๆ ถอนหายใจหนึ่งที ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง น้องยื่นมือไปหยิบขวดน้ำตรงหัวเตียงขึ้นมา ยกขึ้นดื่มอีกใหญ่ ทำใจเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เรียบเรียงเรื่องราวในหัว

          “พวกเขาบอกว่าดรีมอ่อนแอเหมือนผู้หญิง ท่าทางก็ไม่เหมือนผู้ชาย น่ารังเกียจ”

          ดรีมเอ่ยบอกสั้นๆ ไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรมาก แต่เมฆก็มั่นใจว่าน้องคงใช้ความกล้าทั้งหมดในการเอ่ยเล่าประโยคที่ดูจะกรีดใจเด็กผู้ชายวัยสิบเอ็ดขวบได้อย่างร้ายกาจ

          “ดรีมแค่ไม่เข้าใจ จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ไม่ควรโดนล้อแบบนี้หรือเปล่า? หรือดรีมทำอะไรผิดอีก? ดรีมพยายามนึกแล้ว แต่ดรีมก็ไม่เข้าใจเลย พอไม่เข้าใจดรีมก็ไม่อยากไปโรงเรียน เพราะถ้าดรีมไปโรงเรียน ดรีมก็ต้องพยายามทำความเข้าใจเรื่องที่ดรีมไม่เข้าใจอีก แต่ถ้าอยู่ที่บ้านดรีมก็มีคุณพ่อคุณแม่ มีพี่เมฆ คุณน้ากับคุณอาที่เข้าใจดรีม”

          เมฆเป็นคนฉลาด ผมมักจะตอบคำถามในห้องเรียนได้เสมอ แต่เรื่องที่ดรีมเล่าให้ฟังในตอนนี้กลับทำให้ผมสมองตื้อ พวกเราเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุดของจังหวัดแล้ว เพราะงั้นมันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะย้ายโรงเรียน และผมก็คงดูแลดรีมได้ง่ายกว่า ถ้าพวกเราอยู่โรงเรียนเดียวกัน

          “พี่เมฆ ดรีมเหนื่อยที่จะพยายามทำความเข้าใจเรื่องพวกนั้นแล้วจริงๆ”

          ประโยคสุดท้ายที่ดูตัดพ้อและเหนื่อยล้า ทำให้เมฆตัดสินใจที่จะหาทางออกที่ดีที่สุด ผมยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้เด็กขี้แยอย่างเบามือ ส่งยิ้มที่ขอร้องให้น้องเชื่อมั่นในตัวผมอีกสักครั้ง

          “ดรีมโดนว่าเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

          “สองปีแล้ว”

          “แล้วทำไมดรีมไม่เล่าให้พี่ฟัง?”

          “ก่อนหน้านี้พวกก็ว่าเรื่องอื่น ดรีมคิดว่าเดี๋ยวเขาก็คงเปลี่ยนเรื่องไปเอง แต่สุดท้ายก็ไม่เปลี่ยน ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย นอกจากตัวดรีม”

          “โอเคครับ งั้นวันนี้น้องดรีมพักผ่อนอยู่ที่บ้านนะครับ”

          “อื้อ ขอบคุณที่เข้าใจดรีมนะครับ”

          เมฆพยักหน้า ไม่ได้ซักถามอะไรน้องต่อ เพียงแค่ปล่อยให้น้องระบายความเครียดที่แอบสะสมเอาไว้ออกมาให้หมด จนกระทั่งอีกฝ่ายผล็อยหลับไป เมื่อเห็นดังนั้นเมฆจึงขยับตัวให้น้องนอนบนหมอนดีๆ ห่มผ้าห่มจนถึงช่วงคอ ลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ อย่างปลอบประโลม ก่อนจะเดินลงไปบอกคุณน้ากับคุณอาว่าวันนี้ดรีมไม่โรงเรียน เพราะรู้สึกไม่ค่อยสบาย โดยเขาจะเป็นคนไปเอาการบ้านที่ห้องของดรีมเอง



*



          เมฆเป็นเด็กเรียนดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เคยโดดเรียน และวันนี้เมฆก็โดดเรียนคาบที่เจ็ด โดยบอกเพื่อนสนิทไว้ว่าเขาจะกลับมาในคาบสุดท้าย เจเจพยักหน้ารับรู้ แต่ก็ไม่ได้ถามหรือห้ามอะไร

          เมฆเดินลัดเลาะไปตามทางเดินด้านหลัง ก่อนจะออกจากรั้วฝั่งมัธยม แล้วเดินเข้าฝั่งประถมอย่างคุ้นเคย ในหัวของผมเต็มไปด้วยความคิดที่ซับซ้อนกว่าทุกวัน ให้พูดตรงๆ เขาไม่เคยรู้เลยว่าคำพูดที่เพื่อนล้อๆ กันในห้องจะสร้างบาดแผลให้คนฟังได้ขนาดนั้น เมฆถึงไม่เคยห้ามเวลาเพื่อนๆ เริ่มล้อคนในห้อง บางครั้งเขาก็เผลอร่วมส่งเสียงเชียร์ไปด้วยความคึกคะนอง

          แต่พอได้เห็นดรีมในวันนี้ เขาก็คิดขึ้นมาได้ว่าตัวเองโชคดีขนาดไหน เขาเกิดในบ้านที่มีฐานะร่ำรวย หน้าตาดี และการวางตัวดี ก็ทำให้เขาโชคดีมากพอที่จะไม่เคยได้รับคำพูดว่าร้ายตรงๆ จากคนที่เกลียดเขา แน่ล่ะว่าต้องมีคนนินทา แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าความอิจฉาพวกนั้นมีค่าพอให้ใส่ใจ เพราะเมฆมักจะเอาเวลาไปดูแลดรีม หรือสนใจแค่เรื่องที่เขาตั้งมั่นไว้เท่านั้น

          ในขณะที่ดรีมเป็นศูนย์รวมความสนใจ ด้วยรอยยิ้มที่สุดใส คำพูดคำจาที่น่ารักชวนให้เข้าไปใกล้ แต่สุดท้ายมันกลับกลายเป็นดาบสองคมให้คนอื่นปาความเกลียดชังซึ่งไร้ที่มาใส่ดรีม เมฆเองก็พอจะทราบว่ามันไม่ใช่ครั้งแรกที่ดรีมเจอคนว่า แต่เขาก็ไม่คิดว่ามันจะหนักขนาดทำให้เด็กที่ชอบออกไปเจอสังคมแบบดรีม ร้องไห้คลุมโปง แล้วบอกว่าไม่อยากไปโรงเรียนแล้วแบบนี้

          เมฆหยุดยืนที่หน้าห้อง E2 ของเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ห้า ผมถอดรองเท้าแล้วเก็บขึ้นชั้นวางรองเท้าอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องเรียนด้วยความคุ้นเคย

          “อ้าว จิราภัทร?”

          “สวัสดีครับ อาจารย์เพ็ญศรี”

          “ทำไมมาเวลานี้ล่ะ ไม่มีเรียนเหรอลูก?”

          “พอดีอาจารย์คาบนี้ไปสัมมนาครับ ผมเลยแวะมาเอาการบ้านของน้องดรีมก่อน จะได้รีบกลับบ้านไปดูน้อง”

          “อ๋อ รอสักครู่นะลูก ครูขอคุยกับอาจารย์เจนก่อน เดี๋ยวเอาออกไปให้นะ”

          หล่อนส่งยิ้มให้ลูกศิษย์คนโปรด ก่อนจะกลับเข้าไปคุยเรื่องงานด่วนในวันพรุ่งนี้กับครูประจำชั้นของอีกห้อง เมฆยิ้มออกมาเมื่อทุกอย่างดูเป็นใจเหลือเกิน ก่อนจะเดินไปยืนหน้าชั้น ที่มีเด็กนักเรียนนั่งเรียงกันเป็นแถว มีหัวหน้าชั้นตัวเล็กที่กำลังถือช็อกสีขาวจดรายชื่อเพื่อนที่นั่งยุกยิกลงในไข่เน่า

          “สวัสดีครับ พี่ชื่อเมฆ เป็นพี่ของน้องดรีม” เมฆยิ้ม เมื่อพบว่ามีเด็กบางคนเริ่มขยับตัวอย่างอยู่ไม่สุข “พี่จะไม่ถามว่าใครเป็นคนแกล้งดรีม แต่พี่แค่อยากบอกว่า ถ้ายังแกล้งดรีมอยู่แบบนี้ ระวังขึ้นมัธยมมาแล้วจะไม่มีความสุขเอานะครับ”

          ผมยิ้มให้เด็กๆ ก่อนจะกวาดตามองเด็กที่แสดงพิรุธออกมา นึกขำกับตัวเองที่ต้องมาขู่เด็กชั้นประถมแบบนี้ แต่เมฆเองก็ไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะผมรู้ดีว่าถ้าทำให้เป็นเรื่องใหญ่กว่านี้จนถึงหูผู้ปกครอง ดรีมก็จะโดนแกล้งหนักกว่าเดิม

          เมฆรู้ดีว่าตนไม่สามารถปกป้องดรีมโดยใช้วิธีนี้ไปได้ตลอด แต่อย่างน้อยมันก็คงจะดีกว่าถ้าช่วยให้เด็กน้อยของเขาผ่านช่วงเวลานี้ไปได้

          “อย่าทำอะไรที่ทำให้ตัวเองต้องเสียใจทีหลังเลยนะ น้องๆ ทุกคนก็น่าจะชอบเวลาคนอื่นใจดีกับตัวเองไม่ใช่เหรอครับ?”

          เมฆเอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าเดิม ก่อนจะเดินออกไปยังห้องพักครูเมื่อเห็นว่าอาจารย์กำลังถือสมุดการบ้านนับสามสิบเล่มออกมา

          “ผมช่วยถือครับอาจารย์”

          “ขอบคุณนะ จิราภัทร”

          สำหรับเด็กในห้องในตอนนั้น ภาพของเมฆที่เขาไปช่วยอาจารย์ถือของอย่างสนิทสนม ดูน่ากลัวกว่าพี่ๆ นักกีฬาที่ชอบพูดเสียงดังๆ เสียอีก




          เมฆแกว่งสมุดการบ้านในมือไปมา ขณะเดินกลับเข้ารั้วมัธยมด้วยความรู้สึกแปลกๆ ถึงจะอยากปกป้องดรีมแค่ไหน แต่ก็รู้สึกแย่ที่ตัวเองไปขู่เด็กประถมที่อายุห่างกับตนถึงสี่ปี กระนั้นมันก็ยังรู้สึกดีกว่าที่อย่างน้อยผมก็ได้พยายามปกป้องดรีมแล้ว โดยไม่ได้ปล่อยให้เรื่องนี้มันผ่านไปเฉยๆ อย่างที่ผ่านมา

          “กลับมาแล้วเหรอ”

          “อื้อ”

          “อาจารย์สังคมบอกให้อ่านบทที่เจ็ดแล้วเขียนสรุปน่ะ ถ้าส่งงานเสร็จแล้วก็กลับบ้านได้”

          “อีกแล้วเหรอ?”

          “อื้อ”

          เจเจพยักหน้า ขณะก้มลงไปทำการบ้านอย่างแข็งขัน เพราะอยากกลับบ้านไปเล่นเกมเร็วๆ เมฆหัวเราะออกมาเมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทของตนขยันผิดปกติ ผมวางสมุดของดรีมบนโต๊ะเรียน ก่อนจะเดินไปหน้าห้อง แต่ก็เปลี่ยนใจ แล้วเดินกลับมาเพื่อหยิบสมุดของดรีมขึ้นมาถือไว้ข้างตัว เจเจเงยหน้าขึ้นมามองหน้าผมด้วยความไม่เข้าใจเท่าไหร่

          “มีเรื่องที่ต้องทำน่ะ”

          เมฆตอบ ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ที่โต๊ะเรียนของเพื่อนผู้ชายในห้องที่ท่าทางอ้อนแอ้น และมักจะโดนเพื่อนผู้ชายด้วยกันล้อมาตั้งแต่สมัยประถม

          “อาร์ต”

          “มีอะไรเหรอ?”

          อาร์ตเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนในห้อง ที่ไม่ได้สนิทหรือมีโอกาสพูดคุยบ่อยนัก เขาแทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยคุยกับเมฆเรื่องอะไรบ้าง

          “ขอโทษ ขอโทษจริงๆ นะ”

          “ขอโทษเรื่องอะไรเหรอ?”

          เมฆเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและดังพอที่จะทำให้คนในห้องได้ยินทุกคน ผมกวาดตามองรอบห้อง พบว่าทุกสายตากำลังจับจ้องมาที่พวกเขาสองคน

          “ขอโทษที่คอยมองคนอื่นล้อนาย แล้วไม่ทำอะไรเลย บางครั้งยังลงไปผสมโรงอีก ขอโทษจริงๆ นะ แต่ก่อนเราไม่เคยรู้เลยว่าคำพูดจะทำร้ายคนฟังได้ขนาดนั้น อ่า...แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำร้ายคนอื่นล่ะนะ

          อาร์ตเงยหน้ามองเมฆด้วยความไม่เข้าใจ ดวงตาที่มักจะฉายแววเศร้าสร้อยเริ่มมีน้ำตาคลอ ในขณะที่คนในห้องเริ่มซุบซิบกัน

          “คนที่ฟังอยู่ก็ลองคิดดูแล้วกัน ว่าเคยโดนใครพูดทำร้ายจิตใจไหม ถ้าเคยก็จำไว้เถอะว่าคนอื่นเขาก็เจ็บได้เหมือนเราทุกคนนั่นแหละ”

          เมฆเอ่ยกับคนในห้องสั้นๆ ก่อนจะกลับมาสบตากับอาร์ต ยกมือขึ้นพนมแล้วใส่ความจริงใจทั้งหมดลงไปในถ้อยคำที่เปล่งออกไป ก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่ของตัวเองแล้วเริ่มทำการบ้าน

          “ทำแบบนี้เพราะนายชอบอาร์ตใช่ไหมล่ะ!”

          “อ่า...นี่สินะที่พระพุทธเจ้าบอกว่าบัวในตม ก็ยังเป็นบัวในตมอยู่วันยังค่ำ พูดอะไรไปก็ไม่มีวันคิดได้แฮะ”

          เมฆหันไปยิ้มให้เพื่อนที่อยู่หลังห้องอย่างไม่สนใจนัก ก่อนจะนั่งที่ของตัวเองอย่างสบายใจเฉิบ ปล่อยให้คำพูดของตัวเองค่อยๆ ฝังตัวอยู่ในหัวของเพื่อนบางคน


          หลายคนบอกว่าเมฆเติบโตขึ้นมาได้อย่างดี

          แต่นั่นมันเป็นเพราะเมฆค่อยๆ เติบโตขึ้นพร้อมกับดรีมต่างหาก เพราะโลกของดรีมทำให้เมฆเห็นความเลวร้ายของโลกใบนี้ ในมุมที่เมฆมักจะมองข้ามไปในทีแรก



*



2 years later



          “วันนี้พี่เมฆก็ต้องทำงานสภาอีกแล้วเหรอครับ?”

          ดรีมที่เริ่มใส่ชุดมัธยมปีแรก นั่งเท้าคางมองพี่ชายในชั้นมัธยมปลายปีที่ห้า ที่มักจะเตรียมงานโรงเรียนหัวหมุนตลอด และดรีมก็มักจะเสนอตัวมาช่วยงามพี่เมฆ บางครั้งดรีมก็นั่งทำการบ้านรอพี่ชายข้างบ้านอย่างใจเย็น

          “เดี๋ยวนี้เราก็ไม่ชอบกลับบ้านเร็วแล้วนี่”

          “ก็มันเบื่อนี่นา”

          “กลับไปทำการบ้านไง”

          “ดรีมทำที่โรงเรียนเสร็จแล้ว!”

          “อ่า...เข้าวัยต่อต้านแล้วสินะ

          “ดรีมแค่ต่อต้านการทำการบ้านที่บ้านเองนะครับ! พี่เมฆอย่าพูดโอเวอร์สิ!”

          เด็กผู้ชายที่ตัวโตขึ้นทุกปีเถียงคนเป็นพี่ ขณะที่มือขวากำลังกำไก่ปิ้งไว้แน่น ภาพตรงหน้าดูน่ารัก แต่ก็ชวนให้ท้องร้องขึ้นมาทันที

          “ไปซื้อไก่ให้พี่หน่อยดิ กับน้ำปั่น”

          “ไก่หกไม้นะ? ข้าวเหนียวด้วยเปล่า?”

          “อื้อ เจ็ดเลย หิว”

          ดรีมพยักหน้ารับ แต่พอลุกขึ้นยืน ก็พบว่าพี่ๆ คนอื่นในห้องกำลังมองมาทางดรีมด้วยสายตาขอส่วนบุญ เด็กม.หนึ่งหัวเราะออกมาเมื่อเห็นท่าทางตลกๆ ของพี่ๆ ในห้อง

          “เอ่อ...มีใครฝากซื้ออะไรไหมครับ?”

          พอดรีมเปิดโอกาส พี่ม.ห้าหลายๆ คนก็ตะโกนบอกสิ่งที่ตัวเองอยากได้จนดรีมต้องหากระดาษมาจด จนเมฆต้องส่ายหัวให้กับความขี้เกียจของเพื่อน

          “อ๊ะ เจดมาพอดีเลย ไปช่วยน้องดรีมถือของหน่อยดิ เดี๋ยวเฮียเลี้ยงขนม”

          “ใช้น้องอีกแล้วนะเฮีย”

          “เออน่า ถ้าทำเสร็จเร็วจะได้รีบกลับบ้านไง บีบีไปบอกแม่ด้วยว่าเฮียอยากกินไก่ย่างเขาสวนกวาง”

          “ใช้น้องไม่มีที่สิ้นสุด”

          “บ่นอยู่นั่นไปได้แล้วเว้ยยย”

          พี่เพชรลุกขึ้นแล้วเตะตูดเจดม.2/4 เบาๆ แล้วหัวเราะออกมาเสียงดัง จนคนในห้องต้องโห่ให้พี่ชายใจอำมหิตที่กล้าเตะน้องชายที่หน้าตาน่าเอ็นดู เจดมีตาสองชั้น นัยน์ตากลมโตเหมือนผลึกดาว จมูกโด่ง และริมฝีปากอวบอิ่มที่มีรอยแผลเป็นอยู่ข้างมุมปากด้านขวา

          “ไปกันน้องดรีม”

          “คร้าบบบ”

          ดรีมหันไปยิ้มให้คนแปลกหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกันที่เด็กขี้แยคนนั้นกลายเป็นคนที่เข้มแข็งมากๆ เมฆแทบจะไม่เห็นอีกฝ่ายร้องไห้ให้เห็นอีกเลย ตั้งแต่ขึ้นชั้นมัธยมมา นิสัยที่สดใสและเข้ากับคนง่ายทำให้ดรีมเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะ และเป็นที่รู้จักไปทั่ว

          “มองตามน้องไม่หยุด สมฉายาคุณชายเมฆผู้ติดน้องจริงๆ ครับ”

          “เออ ถ้าไม่บอกนี่นึกว่าเป็นพี่น้องแท้ๆ กันแล้ว ตัวติดกันฉิบหาย”

          “ถ้าวันใดวันหนึ่งมึงมีแฟน น้องจะไม่ซึมไปเลยเหรอวะ”

          “ไม่หรอก น้องดรีมอาจจะมีแฟนก่อนก็ได้ น่ารักขนาดนั้น”

          พอมานึกดูดีๆ แล้วดรีมก็มักจะเป็นเด็กที่มีคนแวดล้อมอยู่รอบตัวเสมอ ทำให้น้องเป็นจุดศูนย์รวมความสนใจอยู่บ่อยๆ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เด็กคนนั้นได้รับความเจ็บปวดจากความตั้งใจและไม่ตั้งใจของคนอื่นๆ

          “ก็จริง คุณชายเขาคนคุยเยอะ แต่ไม่เห็นจะถูกใจใครสักที”

          “ก็มันยังไม่ใช่นี่หว่า แล้วอีกอย่างกูคุยทีละคนเว้ย ไม่ได้คุยเยอะ”

          “ก็นั่นแหละ คุยทีละคน พอรวมคนที่เคยคุยมันก็เยอะมากกกไง”

          “มันไม่เหมือนกัน! พูดแบบนั้นคนอื่นก็เข้าใจผิดดิ”

          “เป็นคุณชายเมฆผู้แคร์ภาพลักษณ์จริงๆ ล่ะน้า”

          “ทำ-งาน”

          เจเจที่ควบตำแหน่งรองประธานสภานักเรียน หันมาพูดกับไอ้ประธานที่เถียงกับเพื่อนไม่หยุด จนไม่เป็นอันทำงานทำการสักที พอโดนดุเหล่าวัยโจ๋ก็รีบวิ่งกลับไปนั่งทำงานของตัวเองอย่างขะมักเขม้นทันที



*



7 months later



          ดรีมนั่งเหยียดขาบนโซฟา ตักไอติมถ้วยขึ้นมากิน โดยไม่ละสายตาจากจอทีวี ในขณะที่เมฆกำลังนั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบเอ็นทรานซ์อย่างเหนื่อยล้า ผมโคลงหัวไปมา เมื่อรู้สึกว่าตอนนี้อ่านอะไรก็ไม่เข้าหัวแล้ว พอคิดได้แบบนั้นผมจึงเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาข้างๆ ดรีมแทน ผมใช้เท้าเขี่ยเอวดรีมด้วยความกวนตีน แต่น้องกลับไม่มีปฏิกริยาตอบกลับมาเลย เด็กน้อยคนนั้นยังจ้องจอทีวีตาแป๋ว ไม่ได้หันมาสนใจเจ้าของห้องเลยสักนิด

          “อันนี้ตั้งใจดูจริงๆ หรือไม่กล้าส่งเสียงรบกวนพี่ตอนอ่านหนังสืออ่ะ”

          “ทั้งสอง”

          ดรีมตอบโดยไม่ได้หันไปสบตากับคู่สนทนา แต่มือเล็กก็เอื้อมไปหยิบนมปั่น และช็อกโกแลตไปให้พี่ชายคนสนิทอย่างรู้ใจ

          “กินสิ พี่น่าจะน้ำตาลตกแล้ว”

          “ฮึ่ย สมกับเป็นน้องรักพี่จริงๆ”

          “เอาจริงๆ ดรีมก็ไม่แน่ใจว่าพี่น้ำตาลตก หรือกำลังเศร้าเรื่องพี่เกรซกันแน่”

          “หืม? ก็เลิกกันไปเป็นเดือนแล้วนะ”

          “ยังไงก็แฟนคนแรกนี่นา ถ้าจะมูฟออนไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”

          “อืม ไม่รู้ดิ ก็เศร้านะ แต่ก็ไม่ได้เศร้าขนาดนั้น คงเพราะมีเรื่องสอบเอ็นท์ที่เครียดกว่าด้วยมั้ง”

          “ก็พี่อยากไปม.สีชมพูนี่นา ก็ต้องพยายามหน่อยล่ะ คะแนนสูงเฉียดฟ้าขนาดนั้น”

          “ฮ่าๆ ไอ่ตัวเล็กมันช่างพูดจ้อจัง”

          เมฆหันไปขยี้หัวดรีมอย่างมันเขี้ยว จนคนเป็นน้องหันมาทำน่ารำคาญใส่ แต่สุดท้ายดรีมก็ทิ้งตัวลงพิงไหล่ผมแบบทุกที

          “แบบนี้ปีหน้าพี่ก็จะไปกรุงเทพฯ แล้วสิ?”

          “ใจเย็นก่อนไอ้หนู พี่ยังไม่ได้สอบเลย”

          “ถ้าเป็นพี่เมฆน่ะติดอยู่แล้ว ดรีมรู้ดี”

          “ทำไมวันนี้มาโหมดอ้อนล่ะ? กลัวเหงาล่ะสิ?”

          “อื้อ ก็อยู่ด้วยกันมาตลอดเลยนี่นา พอคิดว่าวันหนึ่งจะไม่เจอพี่เมฆหลังเลิกเรียนแล้วก็รู้สึกแปลกๆ”

          ดรีมช้อนตาขึ้นมอง แล้วกะพริบตาช้าๆ เหมือนแมวที่กำลังส่งสายตาอ้อนทาสยังไงไม่รู้

          “แต่ดรีมก็อยากเรียนที่กรุงเทพนี่?”

          “อื้อ ยังไม่รู้จะเรียนคณะอะไรเลย แต่ที่แน่ๆ ดรีมจะตามไปหลอกหลอนพี่เมฆ!”

          “ไอ้หยา กลัวจังเลยครับ ฮ่าๆๆ”

          “หึ่ย!!!”

          ดรีมลุกขึ้นมาตีไหล่ผมด้วยความโมโหอยู่สามที ก่อนจะไหลลงไปนั่งกับโซฟาเหมือนเดิม ผมหัวเราะออกมาเมื่อเห็นท่าทางเหนื่อยง่ายของดรีม พวกเราจดจ้องไปยังทีอีกครั้ง โดยปล่อยให้ความคิดต่างๆ ไหลเข้ามาในหัว

          “กลัวขนาดนั้นเลยเหรอ ดรีม?”

          “ก็ตอนม.สี่พี่เมฆตีตัวออกห่างจากดรีมนี่นา ดรีมกลัวพี่เมฆไปเจอสังคมใหม่ๆ แล้วจะกลับมารำคาญดรีมอีก”

          “พี่ขอโทษ ขอโทษจริงๆ ดรีม”

          เมฆลุกขึ้นนั่งหลังตรง พยายามสบตากับคนเป็นน้องแล้วเอ่ยขอโทษออกมา พอขึ้นมัธยมปลายเมฆก็ติดเพื่อนตามประสาเด็กวัยรุ่น เขาเริ่มรู้สึกเบื่อที่มีเด็กคนนี้ติดสอยห้อยตามมาบ่อยๆ จนวันหนึ่งก็เผลอระเบิดใส่ดรีมเข้า


          ‘เมื่อไหร่จะโตสักทีดรีม? มีเพื่อนแบบคนอื่นเขาได้แล้ว จะตามพี่ไปทุกที่เลยหรือไง?’

          นั่นคือครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นน้ำตาของดรีม คนตัวเล็กกว่าไม่ได้ตอบอะไรกลับมาในทันที ดวงตาคู่สวยนั้นคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ร่างกายสั่นเทิ้มจนน่าสงสาร

          ‘ก็พี่เมฆบอกเองว่าจะค่อยๆ โตขึ้นไปด้วยกัน พี่เมฆบอกเองว่าให้ดรีมอยู่ข้างๆ พี่เมฆตลอด เป็นคนทำให้ดรีมเสพติดการมีพี่ชายคอยอยู่ข้างๆ เองแท้ๆ แต่ดรีมก็ผิดเองแหละที่ยึดติดกับคำสัญญานั้นมากไป ดรีมผิดจริงๆแหละ เป็นความผิดดรีมทั้งหมดเลย’

          ดรีมปาดน้ำตา หันหลัง แล้วเดินหนีเมฆเป็นครั้งแรก ภาพด้านหลังของน้องที่ดูหดเล็กลงจนน่าสงสาร ทำให้หัวใจผมปวดหนึบขึ้นมาจนอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ เมฆเป็นคนโกรธจนระเบิดความโมโหออกมาก็จริง แต่ทำไมตอนนี้ผมกลับรู้สึกผิดขนาดนี้?

          ‘น้องดรีม พี่เมฆขอโทษ ขอโทษจริงๆ ไม่ร้องไห้นะ ไม่หันหลังให้พี่แบบนี้อีกได้ไหม’

          ‘ก็พี่เมฆหันหลังให้ดรีมก่อน’

          ‘ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พี่จะไม่หันหลังให้ดรีมอีกแล้ว’

          ‘สัญญานะ?’

          ‘อื้อ พี่เมฆสัญญาครับ’

          เมฆดึงน้องเข้ามากอดหนึ่งที ก่อนจะผละออกแล้วลูบหัวกลมๆ ของน้อง จนเด็กที่ตัวเล็กกว่าต้องร้องโอดครวญออกมา เพราะผมทีเสียทรง


          “พี่เมฆ? พี่เมฆเว้ยยยยยยย”

          “ทำไมต้องเสียงดังด้วยดรีม”

          “ก็เรียกแล้วพี่ไม่หัน คิดถึงเหตุการณ์ตอนนั้นอีกอ่ะดิ?”

          “ใช่ครับ รู้สึกผิดจนไม่รู้จะขอโทษยังไงแล้วครับ”

          “ดี รู้สึกผิดขนาดนี้จะได้ไม่ทำให้ดรีมร้องไห้อีก” ดรีมเท้าสะเอว แล้วเปะปากใส่คนเป็นพี่ ก่อนจะยื่นขาออกไปพาดตักพี่ชายอย่างอารมณ์ดี

          “แล้วกับเจดเป็นยังไงบ้าง?”

          “ก็เรื่อยๆ อ่ะ เอาจริงๆ ดรีมก็รู้ตัวมาสักพักแล้วว่าสนใจผู้ชายมากกว่า กับพี่เจดมันก็มีจุดให้ใจเต้นนะ แต่ดรีมรู้สึกเหมือนมันจะมีจุดที่ทั้งดรีมทั้งพี่เจดก้าวผ่านไม่ได้อ่ะ เหมือนพี่เขายังปลดล็อกความรู้สึกตัวเองกับสายตาของคนอื่นไม่ได้ ตัวดรีมเองก็เหมือนกัน”

          “อืม บ้านนั้นเขาก็จีนจ๋าละนะ ถ้าต้องยอมรับกับตัวเองหรือกับครอบครัวก็คงยากเหมือนกัน”

          “แต่กับตัวดรีมเอง ดรีมยังไม่กล้าคุยกับที่บ้านเลยนะ ขนาดรู้สึกสนิทกับคุณพ่อคุณแม่มากๆ แล้ว”

          “อืม ถ้าถึงเวลาที่อยากบอกจริงๆ แล้วดรีมไม่กล้า เรียกพี่ได้เสมอเลยนะ รู้ไหม?”

          “พี่จะบินกลับมาขอนแก่นทันทีเลยใช่ไหม?”

          “จริงๆ บอกก่อนก็ดีนะ เผื่อพี่มีคลาส ไม่งั้นก็เลือกเป็นวันเสาร์อาทิตย์เอานะ”

          “ฮ่าๆ ทำไมจริงจังขนาดนั้นล่ะ ดรีมแค่พูดเล่นๆ เอง”

          “ไม่จริงจังไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเรื่องที่ดรีมยังไม่มั่นใจและยังกลัวอยู่ใช่ไหมล่ะ? พี่ก็ต้องมั่นคงไว้สิ จะมาเล่นๆ กับเรื่องที่ดรีมกำลังจริงจังไม่ได้หรอก”

          ดวงตาที่มั่นคงไร้ความลังเล ชวนให้ดรีมใจเต้นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ผู้ชายที่อยู่ในทุกช่วงชีวิตของเขา ยังพึ่งพิงได้เสมอ ยังคงเป็นคนที่ดรีมมองหาตั้งแต่เด็กจนโต

          “ดรีมโชคดีจังที่มีพี่เมฆ พี่เมฆเหมือนใบโคลเวอร์ 4 แฉก* ที่เดินตามดรีมตลอดเลย”

          ถ้ามีคนถามว่าทำไมดรีมถึงเติบโตขึ้นมาได้เข้มแข็งขนาดนี้

          “พวกเราโชคดีมากๆเลยเนอะ ที่เจอโคลเวอร์ 4 แฉกของกันและกัน :)”

          ดรีมก็จะตอบว่าเป็นเพราะดรีมโชคดีที่มีพี่เมฆคอยอยู่ข้างๆ เสมอ


------------------------------

ใบโคลเวอร์ 4 แฉก* = มีความเชื่อว่าโคลเวอร์ 4 แฉกเป็นใบไม้ที่จะนำพาความโชคดีมาให้ ว่ากันว่าท่ามกลางใบโคลเวอร์ 1,000 ใบ เราจะพบใบโคลเวอร์ 4 แฉก แค่ใบเดียว 



*



2 years later


          เมฆกลับมาบ้านในช่วงปิดเทอม ผมมักจะเผลอมองไปยังระเบียงบ้านของเด็กคนนั้นอยู่บ่อยๆ ดรีมไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกาในช่วงม.สี่ คุณน้ากับคุณอาจึงถือโอกาสไปฮันนีมูนรอบโลก และแวะไปเยี่ยมดรีมที่อเมริกาบ้าง

          “พอบ้านนู้นเงียบไปนานๆ ก็แปลกเนอะพ่อ”

          “อื้อ ตอนแรกที่น้องดรีมไม่อยู่คนเดียวก็เงียบแล้ว พอหายไปกันทั้งบ้านแล้วก็เหงาขึ้นมาเลยแฮะ”

          “เอ้อ แล้วน้องดรีมเป็นยังไงบ้างล่ะเมฆ? ได้คุยกับน้องบ้างไหม?”

          “ได้คุยบ้างครับ แต่เวลาไม่ตรงกันเลยคุยไม่ต่อเนื่องสักเท่าไหร่ แต่น้องเข้ากับเพื่อนได้ดีนะครับ เห็นว่าพึ่งเข้าวงดนตรีของโรงเรียนด้วย”

          “โหยย ไอ้ตัวเล็กของพวกเราเก่งจัง แล้วแบบนี้น้องจะอยากกลับมาเมืองไทยไหมเนี่ย คงจะไม่เลือกเรียนต่อที่นู่นยาวเลยใช่ไหม?”

          “แต่ถ้าเรียนมหาลัยฯ ที่นู่น จบมาก็คงทำงานที่เมืองนอกเลยน่ะสิ”

          “นั่นสิ ถ้าได้โอกาสดีๆ ก็คงไม่กลับมาที่นี่แล้วล่ะ”

          พอได้ยินคุณแม่พูดแบบนั้น เมฆก็รู้สึกหน่วงใจแปลกๆ พอคิดว่าดรีมจะไม่กลับมาที่นี่ ไม่กลับมาอยู่ในสายตาแล้ว เมฆก็รู้สึกไม่พอใจ เศร้า น้อยใจ ทุกความรู้สึกต่างๆ ที่ประดังประเดเข้ามาในเย็นวันนั้นทำให้เมฆพึ่งเข้าใจตัวเอง พึ่งเข้าใจความรู้สึกที่ฝังลึกอยู่ในใจมาตลอด

          เมฆชอบดรีม

          ผมไม่รู้เลยว่าเริ่มชอบดรีมตั้งแต่ตอนไหน แต่รู้อีกทีก็ชอบน้องมากจนไม่รู้เลยว่าที่ผ่านมาเขาฝังกลบความรู้สึกที่จวนจะปะทุนี้ไว้ได้ยังไง ผมจมไปกับความกลัวที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นความสัมพันธ์แบบใหม่กับน้องได้ยังไง เมฆกลัวว่าการที่เมฆคอยดูแลดรีมมาตั้งแต่เด็ก อาจจะทำให้น้องแยกความรู้สึกรักกับความผูกพันออกได้ยาก ไหนจะสายตาของพ่อแม่เมฆ และคุณอากับคุณน้าอีก เพราะถ้าพวกเขาใจตรงกันขึ้นมา ผู้ใหญ่ก็อาจจะมองว่าเมฆไม่ได้บริสุทธิ์ใจกับน้องดรีมมาตั้งแต่แรก ทั้งๆที่ที่ผ่านมาเมฆไม่ได้มีเจตนาแฝงอะไรเลย

          เมฆก็แค่ชินกับการที่จะหาวิธีทำให้ดรีมมีความสุข เพราะรอยยิ้มของน้องสดใสมาก จนเมฆอยากจะปกป้องมันเอาไว้จนสุดกำลังต่างหาก



*



1 year 4 months later


          ดรีมกลับมาจากอเมริกาได้สักพักแล้ว เด็กที่สดใสคนนั้นกลับมาด้วยความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม ดรีมเริ่มพูดเพื่อประโยชน์ของตัวเอง น้องมักจะโต้กลับคำถามด้วยคำถาม ไม่ใช่คำตอบที่เออออไปตามคนพูด 

          และใช่...ดรีมกลับมาพร้อมกับความฝัน

          “พี่เมฆ! ดรีมรู้แล้วว่าดรีมอยากเรียนคณะอะไร! แล้วก็อยากทำอาชีพอะไร!”

          เด็กคนนั้นพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังชัดและมั่นคง จนเมฆต้องยิ้มออกมา เขานั่งฟังเรื่องเล่าที่ไหลออกมาจากริมฝีปากบางไม่หยุด เมฆพึ่งจะสังเกตว่าเรื่องราวที่ร้อยเรียงผ่านมุมมองของดรีม เป็นมุมมองในแง่บวกมากขึ้น ความคิดความอ่านของน้องเองก็พัฒนาขึ้นเร็ว จนแทบจะเทียบเท่ากับเด็กมหาลัยฯ แบบผมแล้ว

          “ดรีมโตขึ้นเยอะเลยนะ ตอนนี้ก็ทำอะไรหลายอย่างด้วยตัวเองได้แล้ว”

          “อื้อ จริงๆ ดรีมก็คิดถึงพี่เมฆบ่อยๆ นะ เห็นอะไรที่พี่ชอบทำหรือชอบกิน แล้วก็คิดว่าถ้าพี่มาอยู่ตรงนี้ด้วยกันจะทำมันออกมาได้ดีขนาดไหนกันนะ”

          “นึกว่าพี่จะคิดถึงดรีมฝ่ายเดียวเสียอีก”

          “จะเป็นไปได้ยังไงกัน! ดรีมที่ติดพี่มากๆๆๆ คนนี้อ่ะนะ?! แต่ช่างเหอะ เอาเป็นว่าหลังจากนี้ดรีมก็จะปกป้องพี่เมฆเอง!”

          “หืม?”

          “ก็ที่ผ่านมาพี่เมฆต้องพยายามเข้มแข็งเพื่อปกป้องดรีมมาตลอดนี่นา ตอนนี้ดรีมก็จะปกป้องพี่เมฆคืนล่ะ!”

          “อ่า...พูดแบบนี้พี่ก็แย่สิ”

          “ทำไมล่ะ? ดรีมเผลอทำให้พี่เมฆรู้สึกไม่ดีเหรอครับ?”

          “ไม่...ไม่เลยคนเก่ง”

          ถ้าเป็นเมื่อก่อนดรีมคงหลบตาเมฆไปแล้ว แต่ตอนนี้ดรีมกลับนั่งท้าวค้างแล้วจ้องตาเมฆอย่างไม่หวาดหวั่น ราวกับจะบอกว่าดรีมพร้อมฟังทุกอย่างที่ผมกำลังจะบอกออกไป

          “พี่ชอบดรีม ชอบในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะพี่ชาย”

          “หมายถึงรักแบบคนรักกันเหรอ?”

          “ครับ”

          ดรีมปล่อยแขนลงข้างตัว แล้วนั่งหลังตรง ดวงตาคู่ที่ทอประกายหยอกล้อกับแสงไฟยังคงจดจ้องมาที่ผมโดยไม่ละสายตาไปสักวินาทีเดียว น้องกัดริมฝีปากตัวเองอย่างใช้ความคิด ก่อนจะขยับตัวเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น แล้ววางมือไว้บนหลังมือของผมอย่างนุ่มนวล สัมผัสเล็กๆ ที่ได้รับจากคนตัวเล็ก ทำให้เมฆใจเต้นระส่ำจนน่ากลัว เพราะมันเป็นสัมผัสแรกที่น้องมอบให้เมฆ หลังจากที่รู้ว่าผมไม่ได้คิดกับดรีมในฐานะพี่ชาย

          “งั้นลองจูบกันไหมครับ?”

          เมฆชะงักกับคำถามที่สวนกลับมา ผมกะพริบตามองเด็กผู้ชายที่สวมเสื้อยืดสีม่วงเข้มกับกางเกงวอร์มสีดำ ผมสีน้ำตาลคาราเมลที่ทำให้ใบหน้าอีกฝ่ายหวานกว่าเดิม ทุกๆ องค์ประกอบของน้องดรีม บรรยากาศในห้องนอนของดรีม แสงแดดที่ลอดผ่านม่านสีฟ้าอ่อนตกกระทบลงบนดวงหน้าหวาน ชวนให้เมฆใจเต้นระส่ำราวกับเพิ่งลงจากลู่วิ่ง

          “ถ้าจูบเสร็จดรีมจะให้คำตอบเลยไหม? ถ้าเป็นแบบนั้นพี่ขอทำใจก่อนได้หรือเปล่าครับ?”

          เมฆเกือบจะเคลิ้มไปกับคำชักชวนนั้นแล้ว แต่สมองที่แปรความหมายของประโยคที่ส่งกลับมา ก็ทำให้คนขี้กลัวอย่างผมลังเลที่จะตอบรับคำชวนนั้น

          “ถ้าจูบแล้วรู้สึกอะไรที่มันมากกว่าความผูกพันดรีมก็ตอบได้เลยอ่ะ”

          “แต่พี่จูบเก่งนะ”

          “ดรีมแยกความอยากกับความรักได้”

          “น้องดรีม!”

          เมฆแหวออกไปทันทีที่ได้ยินดรีมพูดประโยคขวานผ่าซากแบบนั้น ดรีมขำออกมาเมื่อเห็นรอยแดงซ่านแล่นเข้าครอบครองเนื้อที่บนแก้มของคนเป็นพี่ มันเห็นได้ชัดมากด้วยผิวที่ขาวสว่างเหมือนหิมะของพี่เมฆ

          “อ้าว ก็ดรีมพูดความจริงนี่นา หรือว่าพี่เมฆไม่อยากจูบดรีม?”

          “อยากสิ! เอ้ย พี่หมายถึงว่าใครๆ ก็อยากจูบคนที่เราชอบอยู่แล้วรึเปล่ —”

          ดรีมเปะปากแล้วแลบลิ้นใส่คนเป็นพี่หนึ่งที่ ก่อนจะดึงคอคนที่นั่งหน้าแดงเป็นมะเขือเทศลงมาให้อยู่ในระดับสายตา น้องยังจ้องมองใบหน้าของพี่ชายที่เห็นหน้ากันมาตั้งแต่เด็ก ทั้งๆ ที่ใบหน้าของพวกเขาห่างกันแค่ห้าเซนติเมตร

          “แต่แค่นี้ดรีมก็ใจเต้นแล้วอ่ะ ทำไมที่ผ่านมาถึงไม่ได้สังเกตนะ?”

          “ไม่เป็นไร เพราะหลังจากนี้พี่จะทำให้ดรีมใจเต้นกว่าเดิม :) ”

          เมฆกระตุกยิ้มอย่างถูกใจ ดรีมชะงักเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของคนเป็นพี่ เหมือนกับว่าพี่ชายคนสนิทได้กลายร่างเป็นสุนัขจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์ไปแล้ว

          “รอไม่ไหวแล้วครับ :) ”

          แต่ดรีมก็ตอบกลับไปอย่างยั่วยวน พร้อมกับยักคิ้วหลิ่วตาใส่ด้วยความกวน แต่เมฆกลับมองว่าท่าทางนั้นมันน่ารักจนทนไม่ไหว คนเป็นพี่จึงก้มลงประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากบางที่อยากลองลิ้มรสมานาน สัมผัสที่นุ่มจากริมฝีปาก ความนุ่มชื้นของโพรงปาก เสียงแลกน้ำลายที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เสียงครางอื้ออึงของดรีม และไออุ่นจากร่างกายที่แนบชิด ทำให้หัวใจของทั้งสองคนเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา

          “อื้อ อื้อ พี่เมฆ ใจเย็นๆ”

          ดรีมครางอื้ออึง พร้อมกับทุบไหล่เมฆเบาๆ เมื่อพวกเขาถอนริมฝีปากออกจากกันเพื่อ หยุดพักหายใจ แต่ดรีมก็ต้องขำออกมาเสียงดัง เมื่อพบว่าพี่เมฆที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ตรงระหว่างขาดรีม กำลังทำหน้าเหมือนสุนัขที่เจ้าของลืมให้อาหารซะงั้น ดวงตากลมโตนั้นสั่นระริกเหมือนโดนห้ามให้กินของหวานหลังทานอาหาร

          “พี่อยากแล้วเหรอ?”

          “อื้อ เอ้ย! ไม่! ไม่ใช่นะ! ดรีมยังไม่จบม.หกเลยเพราะงั้นพี่จะรอ! แต่คือว่า...พี่ก็ยังอยากจูบดรีมต่อนะ”

          “อ๋อ ก็นึกว่าอยากทำ ดรีมจะได้เตรียมตัว”

          “เฮ้ย! ได้เหรอ? เอ้ย! ไม่ใช่! พี่ไม่ได้หวังแค่เรื่องนี้จากดรีมนะ พี่รอจนกว่าดรีมจะบรรลุนิติภาวะได้”

          “อ้าว เหรอ? แต่ดรีมอยากทำกับพี่เมฆนะ”

          น็อค จุดนี้ผมยอมแพ้ ทำไมเด็กตัวเล็กๆ น่ารักที่ผมเลี้ยงมากับมือ ถึงพูดเรื่องแบบนี้ออกมาได้อย่างไม่ตะขิดตัวขวงใจเลยนะ? อ่า...แต่ดรีมก็เป็นผู้ชายเหมือนกันนี่นา เพราะงั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย และการพูดคุยกันตรงๆ เรื่องเซ็กซ์ก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคู่รักอยู่แล้ว...

          เอ๋...แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้เป็นแฟนกันนี่นา

          “จริงๆ ดรีมรู้ตัวมาสักพักแล้วอ่ะว่าชอบพี่เมฆ แต่เมื่อกี้แค่ลองแกล้งพี่ดูเฉยๆ สนุกดี”

          “น้องดรีม!!”

          “จะว่าดรีมเหรอครับ? พี่เมฆดุดรีมลงเหรอครับ?” น้องดรีมเปะปากออก ใช้นิ้วชี้จิ้มแก้มตัวเอง พร้อมยู่ปากและหรี่ตาลง ใช้ท่าไม้ตายของตัวเองหยุดผมได้ทันที

          “ไม่...ไม่ดุครับ”

          “เย้! พี่เมฆเป็นเด็กดีแบบนี้ มาเป็นแฟนน้องดรีมไหมครับ?”

          “เป็นครับ เย้ยยย พี่ต้องขอดิ?!”

          “ไม่เห็นเป็นไรเลย ใครขอ ปลายทางก็เป็นแฟนกันเหมือนเดิมหรือเปล่าครับ เนี่ย ดรีมขอดุพี่เมฆเรื่องนี้ก่อนเลย ถ้าเป็นแฟนกันแล้วอ่ะ พี่เมฆไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำตลอดเวลาก็ได้ แบ่งภาระมาให้ดรีมบ้าง เราก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน แล้วดรีมก็อยากดูแลคนของตัวเองเหมือนกัน”

          “น้องดรีม หนูหยุดน่ารักก่อนได้ไหมครับ?”

          “พี่เมฆไม่ชอบที่ดรีมทำตัวน่ารักเหรอ?”

          “เปล่าครับ พี่ชอบมากๆ เลยต่างหาก”

          “อื้อ ดรีมก็ชอบพี่เมฆมากๆ เหมือนกัน”

          “ฮือออ น้องดรีมครับ พี่จะตายแล้ว”

          “ฮ่าๆๆ คุณลุงอย่าพึ่งตายนะครับ! ตื่นขึ้นมาเป็นแฟนกันก่อน”

          “ตื่นแล้วครับ! อายุยืนไปอีกร้อยปีแล้ว”

          “ฮ่าๆ พี่เมฆขี้เวอร์ตลอดเลย”

          “ยอมรับ! แต่น้องดรีมน่ารักจังเลยครับ ขอนอนกอดหน่อยน้า ขอหอมแก้มด้วย ง่ำๆๆ”

          “พี่เมฆดรีมหนัก!”

          พูดจบผมก็ทิ้งตัวลงไปทับดรีมทันที จนน้องต้องแหวออกมาเสียงดัง แต่พอได้ยินเสียงดรีมงอแง ผมกลับอยากแกล้งน้องให้ช้ำเล่น จึงก้มลงไปฟัดแก้มเด็กแสบอย่างเต็มรัก พวกเราหยอกล้อกันอยู่แบบนั้นทั้งบ่าย จนผล็อยหลับไปในอ้อมกอดของกันและกัน

          และวันนั้นเมฆก็ได้เข้าใจ ว่าช่องว่างเล็กๆ ที่เขาคอยตามหา มันอยู่ข้างตัวเขามาตลอดต่างหาก



*



2 years 11 months later


          เมฆยืนพิงโต๊ะในคอมม่อนคณะศิลปศาสตร์ วันนี้ผมรีบเข้างานเร็วกว่าปกติ เพื่อออกก่อนเวลา แล้วรีบขับรถมาที่เชียงรากก่อนรถจะติดจนถนนเป็นอัมพาต ผมมองคนรักที่วันนี้สวมชุดนักศึกษาที่อีกฝ่ายไม่ค่อยได้ใส่นักด้วยความเป็นห่วง

          “น้องดรีมจะทำจริงๆ เหรอ?”

          “อื้อ ดรีมไม่เห็นว่ามันจะเสียหายอะไรเลย การอยู่เฉยๆ ต่างหากที่แย่”

          “ก็ใช่ แต่เราจะเป็นคนขึ้นพูดบนเวทีเลยเหรอ?”

          “พี่เมฆก็รู้ว่าดรีมเกลียดการปฏิเสธโอกาสดีๆ ที่เข้ามามากแค่ไหน และสิ่งที่ดรีมเกลียดที่สุดคือการทิ้งโอกาสนั้น ทั้งๆ ที่ดรีมพร้อมและเตรียมตัวมาดีแล้ว”

          เมฆถอนหายใจแล้วกวาดตามองรอบคอมม่อนที่มีกลิ่นเท้าเป็นเอกลักษณ์ เสียงพูดคุยอย่างออกอารมณ์ ป้ายกระดาษที่เต็มไปด้วยข้อความหลากหลายภาษา เด็กๆที่มักจะสวมชุดลำลอง กลับพร้อมใจสวมชุดนักศึกษาในวันนี้

          “โอเคครับ พี่ไม่คัดค้านแล้ว แต่วันนี้พี่ขอค้างที่หอดรีมนะครับ ไม่สิ ช่วงนี้พี่ขอมานอนกับดรีมก่อนเดือนหนึ่ง พี่ไม่อยากให้เราอยู่คนเดียว”

          “แต่พี่เมฆทำงานที่สาทร”

          “ไม่เป็นไร พี่ขับรถไหว”

          “แต่ว่า...”

          ดรีมเริ่มอ้ำอึ้ง ท่าทางมั่นใจของน้องเริ่มเปลี่ยนเป็นความมั่นใจ จนผมต้องรีบเข้าไปกอดคนรักเอาไว้

          “อย่ารู้สึกผิดหรือล้มเลิกความตั้งใจของตัวเองเลยนะครับ พี่เองก็ไม่อยากมองประเทศฉิบหายไปเฉยๆ เหมือนกัน พี่ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของงานเหมือนกัน พี่อยากเห็นดรีมใช้พรสวรรค์ของตัวเองเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม แล้วพี่ก็อยากปกป้องคนที่พี่รักในแบบที่พี่ไม่ต้องมานังพะวงหน้าพะวงหลังเหมือนกัน”

          “ฮึก...พี่เมฆ”

          “ขอโทษนะ ดรีมดูเข้มแข็งและมั่นคงในความคิดมาก จนพี่ลืมไปเลยว่าตอนนี้น้องดรีมเองก็คงหวาดกลัวอยู่มากเหมือนกัน ในเมื่อการลุกขึ้นสู้ก็ต้องใช้ความกล้าหาญมากแล้วแท้ๆ แต่พี่กลับทำให้ดรีมสับสนแบบนี้ ขอโทษนะครับตัวเล็กของพี่”

          “ไม่เป็นไรเลยพี่เมฆ ดรีมต่างหากที่ต้องขอโทษ แล้วก็ขอบคุณที่พยายามทำความเข้าใจในตัวดรีมเสมอเลยนะครับ”

          “ฮ่าๆ ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้พวกเรามีซีนหวานๆ”

          “หวานบ้างเถอะ! ทุกวันนี้ดรีมเถียงพี่เมฆจนเพื่อนงงแล้วว่าเป็นแฟนกันจริงไหม”

          “เฮ้อ ก็น้องดรีมชอบแกล้งพี่นี่นา เป็นคนถูกกระทำนี่มันเหนื่อยจังน้า”

          เมฆรู้สึกถึงน้ำเปียกๆ ที่หยดลงบนเสื้อของตน ผมจึงค่อยๆ กอดปลอบน้องให้ใจเย็นลง พอเข้ามหาลัยดรีมก็โตขึ้นแบบก้าวกระโดด น้องทำทั้งกิจกรรมและเลือกเรียนเอกที่ขึ้นชื่อว่ามีคนเรียนน้อยและจบยากที่สุดเอกหนึ่งในคณะ แต่ดรีมของผมก็ยังสามารถทำทุกอย่างที่ชอบได้อย่างดี โดยไม่ต้องปล่อยมือจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

          เมฆพบว่าดรีมที่พยายามวิ่งตามความฝัน คือดรีมที่สดใสและเปล่งประกายที่สุด และคนรักของผมก็ยิ่งเปล่งประกายขึ้นอีกในวันนี้

          “เรามาสร้างอนาคตที่ดีกว่า ให้ตัวเราในปัจจุบันและอนาคตกันเนอะ”

          “อื้อ”

          ดรีมพยักหน้าหงึกหงักไปมา ใช้มือเล็กๆ โอบรอบลำตัวหนาของคนรัก ความรู้สึกซาบซึ้งที่ได้รับความรักและความเข้าใจมาตลอด ทำให้ดรีมยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม เพราะช่วงนี้เขามักจะเห็นเพื่อนหลายคนทะเลาะกับแฟนและครอบครัว เพราะความเห็นที่ต่างกัน

          “ขอบคุณที่รักและคอยทนุถนอมดรีมมาตลอดเลยนะครับพี่เมฆ”

          ดรีมผละออกจากอ้อมกอดของผม ดวงตาที่เปรอะไปด้วยน้ำตานั้นหยีลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว รอยยิ้มที่สดใสนั้นกลับสู่ใบหน้าของคนที่ผมรักมากที่สุด

          “ขอบคุณที่ยอมให้พี่รักดรีมนะครับ”

          ผมยิ้ม ยิ้มออกมาอย่างสุดใจ ดรีมเป็นคนที่ทำให้ผมอดทนข้ามผ่านช่วงเวลาแย่ๆ ในชีวิต ดรีมเป็นคนทำให้ผมอธิษฐานให้เวลาเดินเร็วขึ้นเมื่อมีความสุข เพียงเพราะอยากเล่าเรื่องราวเหล่านั้น และแบ่งบันความสุขที่ได้รับให้เขา

          ดรีมที่เป็นความรัก เป็นคนที่ร่วมสร้างเส้นทางที่ความฝันและความรักของพวกเราสามารถบรรจบกันได้ 



THE END 


Please comment or tag #Shelterain101


Talk: เรื่องนี้จะเรื่อยๆ เอื่อยๆ หน่อยนะคะ เพราะเราอยากจะสื่อถึงความธรรมดาเล็กๆ ที่ทั้งสองคนช่วยให้อีกฝ่ายเติบโตขึ้นมาได้ดี เพราะได้ลองมองมุมของคนที่ต่างจากตัวเอง ;-; 

HBD เจ้าฮวังผู้เกิดหลังเราวันเดียว ฮี่ๆ ปีนี้ก็ได้เริ่มเล่นหนังแล้ว ดีใจมากๆที่ได้เห็นคุณเข้าใกล้ความฝันของตัวเองทีละอย่างๆ เพราะงั้นเราเองก็จะเป็นกำลังใจให้มินฮยอนเสมอ แล้วก็จะพยายามเข้าใกล้ความฝันของตัวเองเหมือนกัน ขอบคุณที่มอบแรงบันดาลใจและกำลังใจให้เสมอเลยนะคะ :) 

ปล. ถ้าใครชอบก็คอมเม้นติดแท็กฟิคได้ตลอดเลยนะค้าา นุ้เหงา นุ้อยากอ่านฟีดแบค ;___;

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

262 ความคิดเห็น

  1. #258 __PompAM_ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2563 / 10:50
    แงงงงงติดถึงไรท์มากๆเลยค่ะ ในที่สุดก็มาอัพosให้เราได้อ่านแล้วววว รักนะคะ เรารออ่านอยู่ตลอดนะ
    #258
    0
  2. #257 ขอถาม1คำ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 17:41
    ไรต์คิดถึงงงงง ขอกอดเเรงๆๆๆๆ
    #257
    0
  3. #256 ขอถาม1คำ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 17:40
    ไรต์คิดถึงงงงง ขอกอดเเรงๆๆๆๆๆ
    #256
    0
  4. #255 ขอถาม1คำ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 17:40
    ไรต์คิดถึงงงงง ขอกอดเเรงๆๆๆๆๆ
    #255
    0