[os/sf] The Sheltering Rain: All x Daehwi

ตอนที่ 28 : [os] Dandelion_&_Me (Donghyun x Daehwi)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 146
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    29 ม.ค. 63

[os] Dandelion_&_Me

Kim Donghyun x Lee Daehwi



#Shelterain101



BG Music: AB6IX - Nothing Without You



*




          สวนดอกไม้ที่รายล้อมด้วยต้นสนสูงตระหง่าน ตรงกลางสวนดอกไม้มีโต๊ะสีขาวพันด้วยริบบิ้นสีทองและเก้าอี้สีใส กลิ่นของหมู่ดอกไม้และเทียนอโรม่านับร้อยแหวกว่ายในมวลอากาศ เช่นเดียวกับเสียงพูดคุยของแขกเหรื่อในงาน ที่แต่งตัวกันมาอย่างดี ให้เกียรติทั้งสถานที่และเจ้าของงาน



          บรรยากาศงานแต่งงานที่นี่ให้ความรู้สึกสบายๆ มากกว่างานแต่งงานที่เกาหลีใต้ – บ้านเกิดของผม อาจเป็นเพราะที่นี่คือนิวยอร์กล่ะมั้ง แม้ว่าครึ่งหนึ่งของแขกในงานจะเป็นคนเอเชีย แต่พวกเขาก็ดูจะละทิ้งธรรมเนียมเคร่งๆ หรือประเพณีที่ชวนให้ตนดูอึดอัดไปหมดแล้ว



          เมื่อได้ยินเสียงเรียกให้กลับมานั่งเก้าอี้คิมดงฮยอนจึงเดินไปนั่งบนเก้าอี้เช่นเดียวกับแขกคนอื่น อาการเจ็ทแลคทำให้ผมต้องกินอเมริกาโน่ไปสองแก้ว และให้ตายเถอะ ใครจะไปรู้ว่ากาแฟของอเมริกาจะเข้มกว่ากาแฟเกาหลีขนาดนี้ (ถ้าอยู่เกาหลีผมของต้องกินอเมริกาโน่อีกสักสองแก้ว)


          “ทำไมนักเปียโนดูเด็กจัง"


          เสียงพูดคุยของคนรอบข้าง ทำให้ผมหันไปมองตามสายตาของคนอื่นๆ ก่อนจะพบกับเด็กผู้ชายตัวสูงระดับมาตรฐานคนเอเชีย ร่างกายที่ผอมจัด แต่ขายาวๆ ช่วยทำให้หุ่นโดยรวมดูดีราวกับนายแบบวัยรุ่นอะไรเทือกนั้น เขาสวมชุดสูทที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าแพงจัด ผมสีดำสนิทกับนัยน์ตาที่โตไม่เท่ากัน ใบหน้าเล็กๆ เครื่องหน้าไม่ชัด แต่ก็ให้ความรู้สึกมีเสน่ห์จนหยุดมองไม่ได้


          เด็กผู้ชายที่ดูเข้มแข็งเมื่ออยู่ต่อหน้าเปียโนคนนั้น


          เป็นเหมือนหนังสือไร้ปกในร้านหนังสือเก่า และมีสายฝนโปรยลงมาเป็นภาพพื้นหลัง ให้ความรู้สึกลึกลับ แต่ก็ชวนให้ยื่นมือไปหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาอ่านดู



          คนๆ นั้นหยุดอยู่หน้าแกรนด์เปียโนหลังใหญ่ของSteinway and Sons อีกฝ่ายวางลูกแก้วหิมะไว้ด้านบน แต่ไม่ได้มองอย่างอาลัยอาวรณ์แบบที่ผมคิดไว้ เขาปลดกระดุมเสื้อสูทก่อนจะนั่งลงหน้าตัวเปียโน หลับตาลงแล้วจรดมือลงบนคีย์บอร์ด เขาลืมตาเมื่อโน๊ตห้องที่สองจบลง ส่งยิ้มให้พี่มินจูอย่างบริสุทธิ์ราวกับน้ำค้างแรกของวัน


          บรรเลงเพลงที่ถูกเล่นทุกงานแต่งอย่างไร้ที่ติ แม้เด็กหนุ่มคนนั้นจะดูผอมและไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง แต่ดงฮยอนก็สัมผัสได้ถึงพลังที่อีกฝ่ายส่งออกมาผ่านเสียงเพลง

          มีพลังมากเสียจนเขาไม่สามารถหาคำมาอธิบายความรู้สึกเหล่านี้ได้



          เหมือนกับตอนที่อ่านหนังสือสักเล่ม แล้วคุณเจอประโยคที่มันตีคุณจนมึนหัวไปหมด



          แค่เพียงรอบเดียวที่ปราดตามอง 

          ประโยคนั้นก็จะติดวนในหัวคุณราวกับรอยสัก


          แต่เป็นรอยสักที่ไม่มีใครตั้งใจฝังมันลงไป





          ผมหันกลับไปมองพี่มินจู – ญาติคนสนิทที่เข้าพิธีแต่งงานกับแฟนหนุ่มลูกครึ่งเกาหลี-อเมริกา พี่มินจูในชุดเจ้าสาวดูงดงามและน่ามหัศจรรย์ เหมือนท่ีอีกฝ่ายมันจะบอกผมตั้งแต่เด็ก ว่างานแต่งงานของพี่มินจูต้องออกมางดงามราวกับฉากในภาพยนตร์รัก


          ในวันนี้ผมก็ได้เห็นภาพนั้นกับตา

          และได้แต่หวังว่ามันจะเป็นภาพที่งดงามเช่นนี้ ตลอดไป


          คงไม่ผิดถ้าจะใช้คำว่าตลอดไป

          เพราะคำว่าตลอดไปถูกใช้มากที่สุดในงานแต่งงานนี่นา








          “ไม่เข้าไปทานอาหารเหรอ?”


          ผมนั่งลงบนม้านั่งพร้อมกับจานข้าวและแก้วน้ำในมือ มองเด็กผู้ชายตัวผอมที่นั่งไกวชิงช้าเงียบๆ เขาดูเหมือนพวกอัจฉริยะที่เข้าสังคมเป็น หรืออาจจะแค่ไม่อยากเข้าสังคม ทุกอย่างของเด็กตรงหน้านั้นดูหมิ่นเหม่ จนดงฮยอนไม่กล้าคาดเดา


          “ผมไม่ค่อยหิว"


          “ไม่แปลกใจเท่าไหร่"


          “ไม่คะยั้นคะยอให้ผมเข้าไปตักอาหารเหรอ"


          “นายโตพอจะตัดสินใจเองได้แล้ว นั่นร่างกายนายนี่"


          สามประโยคแรกที่คุยกัน พอจะสร้างทางให้ผมเข้าไปในโลกของเขาได้ ดงฮยอนรับรู้ได้จากรอยยิ้มเล็กๆ ที่ปรากฏบนริมฝีปากคู่นั้น ราวกับว่าอีกฝ่ายได้ปลดล็อกบางสิ่งออกไป


          เดวิด อี ครับ"


          เขายื่นมือมาทางผมพร้อมกับรอยยิ้มพอดีๆ ไม่ได้กว้างจนรู้สึกเฟค แต่ก็ไม่ได้สว่างไสวราวกับแสงอาทิตย์เหมือนคำบรรยายในนิยายรัก ตรงกันข้ามทุกอย่างมันธรรมดามากเสียจนผมสามารถจดจำทุกรายละเอียดเล็กๆ ได้


          ดงฮยอน – คิมดงฮยอนครับ"


          แต่ทันทีที่ผมจับมืออีกฝ่ายไว้ แค่สามวินาทีเท่านั้น


          “คุณไม่ใช้ชื่อเกาหลีแล้วเหรอครับ?”


          “ใช้ครับ แค่ชินที่จะแนะนำตัวว่าเดวิดน่ะ เพราะชื่อเกาหลีผมออกเสียงยากเกินไปสำหรับคนอเมริกัน"


          แค่สามวินาทีที่จับมือกัน ผมก็รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง


          “แล้ว?”


          “แดฮวีครับ อีแดฮวี"


          ราวกับว่าทั้งโลกกำลังจับจ้องมองมาที่ผม มันอาจจะฟังดูน้ำเน่าไปหน่อย ผมที่คอยมองชีวิตของคนอื่นดำเนินไปเรื่อยๆ


          “ผมถามอายุคุณได้ไหมครับ?”


          กลับรู้สึกว่าตอนนี้กำลังเป็นตัวเอกของนิยายรักเรื่องหนึ่ง


          “ได้สิ ถ้านับแบบสากลพี่ก็สิบแปดล่ะ"


          “เกรด 12 เหรอครับ?”


          ที่ผมหวังว่ามันจะดำเนินเรื่องโดยที่ผมสามารถยืนข้างเด็กคนนี้ได้


          “ใช่ แล้วเราล่ะ?”


          “เกรด10ครับ"


          ไม่ต้องเป็นแฮปปี้เอ็นดิ้งหรือตลอดไปอันแสนสุขก็ได้ เพราะสำหรับคนตรงหน้าน่ะ – แค่ได้เป็นส่วนหนึ่งในช่วงชีวิต ก็คงจะเป็นความทรงจำที่ทำให้รู้สึกอิ่มเอมไปชั่วชีวิต


          “พี่เป็นน้องพี่มินจู?”


          “ลูกพี่ลูกน้องน่ะ"


          “ตอนแรกผมคิดว่าแฝดด้วยซ้ำ เหมือนได้เห็นงานศิลปะที่งดงามทั้งสองฝั่งเลยอ่ะ"


          แดฮวียิ้มออกมาขณะที่พูด มองจากท่าทางลุกลี้ลุกลนก่อนถาม ผมก็เดาได้ว่าอีกฝ่ายคงอยากถามตั้งแต่เห็นหน้าผมล่ะมั้ง


          “ใช้คำว่าผลงานศิลปะเลยเหรอ?”


          “งดงามออก ตัวตนของพวกพี่น่ะ – ตอนเจอกันครั้งแรกก็ให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์แบบอุ่นๆ เหมือนได้นั่งจิบชาขิงหน้าเตาผิง ให้อารมณ์แบบนั้นเลยฮะ"


          แดฮวียกมือขึ้นพยายามทำท่าประกอบ ทั้งสายตาจริงจังที่ส่งมา ราวกับจะย้ำน้ำหนักของสิ่งที่ตัวเองพูดจริงๆ


          งั้นผลงานศิลปะชิ้นที่สามก็คงเป็นเด็กที่นั่งอยู่ตรงข้ามพี่"


          ดงฮยอนส่งยิ้มกว้างๆ ไปให้ขณะที่พูด เขาสัมผัสได้ถึงความเงียบที่ตามมา นั่นทำให้ผมได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองชัดขึ้น และหวังว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงนั้นเหมือนกัน


          “ถ้างั้นเราสามคนควรย้ายไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ไหมฮะ"


          เด็กตรงหน้าเล่นมุกออกมา ทั้งๆ ที่ใบหน้าของอีกฝ่ายก็ขึ้นสีแดงระเรื่อ แต่อีกฝ่ายน่ะทั้งยิ้มทั้งหัวเราะออกมากว้าง ราวกับจะกลบความรู้สึกตัวเอง


          “เอาสิ ฮ่าๆ "


          พวกเราปล่อยให้ความเงียบกลายเป็นบทสนทนาชั่วคราว เพื่อปล่อยให้ร่างกายตัวเองซึมซับความรู้สึกที่ไหลเข้ามา


          “แล้วพี่อยู่ที่นี่?”


          “พี่พึ่งยื่นจดหมายไป"


          “Yale?” 


          ผมหัวเราะออกมาเสียงดัง เมื่อเห็นเด็กตรงหน้ากระโดดออกจากม้านั่งแล้วถามด้วยเสียงที่ดังกว่าระดับปกติ เขากัดริมฝีปากด้วยความไม่มั่นใจ


          “NYU น่ะ"


          “ผมทายผิดเหรอเนี่ย"


          แต่เมื่ออีกฝ่ายทำไหล่ตก และทำท่าจะกลับไปนั่งที่เดิม ผมก็ใช้มือตบตรงที่นั่งว่างข้างๆ เป็นเชิงบอกให้แดฮวีมานั่งข้างๆ


          “เปล่า ถูกแล้ว พี่ยื่นไปสองที่น่ะ"


          “ขอให้ติดทั้งสองที่เลยนะครับ จะได้มีสิทธิ์เลือกอีกครั้ง"


          “ไม่คิดว่าพี่จะมีคำตอบในใจอยู่แล้วเหรอ?”


          ผมลองยื่นจานอาหารของตัวเองไปทางแดฮวี แอบลุ้นเหมือนกันว่าอีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาอย่างไร


          “สำหรับตอนนี้คงมีอยู่แล้ว แต่ใครจะไปรู้ล่ะ เวลามันก็เดินไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ของมนุษย์นี่นา"


          และเส้นพาสต้าก็เป็นสิ่งแรกที่แดฮวีเลือกที่จะหยิบเข้าปาก การกระทำนั้นทำให้ผมรู้สึกโล่งใจและดีใจ สัมผัสได้ว่าตัวเองได้ก้าวเข้าไปใกล้น้องมากขึ้นแล้ว


          “พูดจาไม่เหมือนเด็กวัยเดียวกันเลยนะเราน่ะ"


          เพราะผมต้องโตกว่าคนอื่นสามก้าวไงฮะ"


          “ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ชีวิตที่โรงเรียนไม่โอเคเหรอ? หรือเพราะเรื่องอื่น?”


          “ก็ผู้ชายตัวเล็ก เอเชี่ยน ไม่ใช่นักกีฬาโรงเรียน ก้างๆ ร่าเริง เข้ากับผู้หญิงได้ง่าย ท่าทางอ้อนแอ้นเหมือนเด็กผู้หญิง ก็แน่สิ ในเมื่อทั้งชีวิตผมมีแต่ญาติผู้หญิงกับคุณแม่คอยเลี้ยงนี่นา"


          ผมไม่ได้แสดงสีหน้าแสดงความเสียใจอะไร เพราะคิดว่าน้องคงไม่ต้องการเห็นมัน เพียงแค่พยายามจดจำสีหน้านั้นเอาไว้


          “แล้ว...ตอนนี้ที่โรงเรียนดีขึ้นไหม?”


          “ดีขึ้นตั้งแต่ผมเข้าชมรมดนตรีน่ะ"


          “คีย์บอร์ด? ร้องนำ?”


          จดจำรายละเอียดนั้นไว้ให้ชัดที่สุด เพื่อจะได้รู้สึกตัวทันที เผื่อวันหนึ่งเขาเป็นฝ่ายทำให้แดฮวีรู้สึกแบบนี้ จดจำให้ขึ้นใจว่าใบหน้าที่แบกรับความเจ็บปวดนั้น

          มันชวนให้ปวดใจแค่ไหน


          “ร้องนำครับ"


          “กลายเป็นหนุ่มฮ็อตเลยสิ"


          “ไม่เท่าพวกนักกีฬาหรอกครับ ผมแค่อยากเป็นเด็กธรรมดาที่ได้ทำอะไรที่อยากทำ ไม่ต้องหกล้มหน้าคะมำกลางโถงทางเดินเพราะโดนบุลลี่ก็พอแล้ว"


          แดฮวียิ้ม มันเป็นรอยยิ้มที่เหมือนจะฝืน แต่ดงฮยอนก็สัมผัสได้ว่ามันไม่ใช่ความฝืนเสียทีเดียว น่าจะเพราะอีกฝ่ายชินกับมันมากกว่า


          “Don t feel sorry for me. It’s just a rhythm of life. I feel like if I’m not stop trying, I’d deserve better.”


          “You’re already deserve all the best thing in this world.”


          และอีแดฮวีทำได้ดีมากแล้ว เก่งมากแล้วจริงๆ


          “Why?”


          “Because you’re a good kid with a kind heart and”


          เพราะการจะชินกับความอยุติธรรมน่ะ ก็ต้องใช้พลังมากๆ เหมือนกัน


          “and?”


          Because I like you.” 


          ผมถือวิสาสะวางมือลงบนกลุ่มผมนุ่ม ที่มันกลมจนผมนึกว่าแดฮวีสวมหมวกกันน็อคอยู่ตลอดเวลา จ้องเข้าไปในตาคู่นั้นอย่างมีนัยยะ


          Will you go out with me?” 


          หลายคนบอกว่าผมมีดวงตาที่สวย สุกสกาวราวกับดวงดาว และตอนนี้ผมกำลังใช้ประโยชน์จากมัน – 

          อย่างเต็มที่เลยล่ะ


          Absolutely yes. Why not? ” 


          เด็กที่ตอบกลับมาอย่างมั่นใจราวกับเต็มไปด้วยประสบการณ์ เป็นฝ่ายหลบสายตาเขาก่อน แดฮวีตั้งใจทานอาหารตรงหน้า ราวกับกำลังทำข้อสอบ ขยับขาไปมาราวกับทำตัวไม่ถูก


          “ต่อหน้าพี่ไม่ต้องพยายามฝืนความรู้สึกหรอกเอาพลังมาอ้อนพี่ดีกว่า"


          “พอก่อน วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับพี่ดงฮยอน"


          น้องช้อนตาขึ้นมามองผมด้วยใบหน้าที่ค่อนข้างตลก มันทั้งเกร็ง ทั้งดูอ้อนไปในตัว ไหนจะริมฝีปากที่เบะออก มือที่วางจานข้าวในมือลง ก่อนจะยกมือขึ้นเป็นการบอกว่ายอมแพ้ ราวกับผมกำลังใช้ปืนขู่อีกฝ่ายอยู่


          “เราว่าเราไม่ไหว"


          แต่ก็ต้องยอมรับแหละ ว่าผมก็แพ้อีแดฮวีตอนอ้อนๆ ปากมุ่ย เหมือนมีน้ำตาคลออยู่ในดวงตาคู่สวยนั้นเหมือนกัน




*




          แสงแดดยามบ่ายของท่าเรือซานตาโมนิกา ยังเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจของอีแดฮวีสงบลงเช่นทุกครั้ง เสียงพูดคุยของคนหลายชนชาติ เสียงนกที่สะบัดปีกโบยบินไปยังขอบฟ้าที่ไร้จุดจบ เสียงร้องเพลงของนักดนตรีที่ไม่ยอมละทิ้งความฝัน ทุกอย่างที่ปะปนกันอย่างสะเปะสะปะ เป็นเสน่ห์ที่ทำให้แดฮวีตกหลุมรักที่นี่



          แน่นอนเขาไม่ชอบชายหาด หรือสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกเหนอะหนะสักเท่าไหร่ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เขามีน้ำหอมหลากยี่ห้อวางเรียงกันเป็นสิบขวด จะบอกว่าเขาค่อนข้างอ่อนไหวเรื่องกลิ่นก็ใช่


          และพี่ดงฮยอนก็มีกลิ่นแบบที่แดฮวีชอบ

          กลิ่นที่ทำให้รู้สึกสงบ โดยไม่จำเป็นต้องมาถึงชายหาดด้วยซ้ำ



          “Hey! David”


          “Emma?!”


          คนตัวเล็กรีบวิ่งไปหาเพื่อนผู้หญิง ใบหน้านั้นแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มสดใส แดฮวียิ้มกว้างจนเห็นฟันเขี้ยว บรรยากาศรอบตัวดูสดใสไปหมด จนผมอดไม่ได้ที่จะคิดถึงบรรยากาศเศร้าๆ ที่อีกฝ่ายปล่อยออกมาเมื่อวาน


          “ขอโทษฮะ พี่รอนานไหม ผมเผลอคุยกับเพื่อนนานไปหน่อย"


          “ไม่นานเลยครับ ดูสิ พี่กินไอศกรีมไปไม่ถึงครึ่ง"


          เป็นเด็กที่สดใสอยู่แล้ว แต่เมื่อวานแค่เหนื่อยสะสม

          หรือต้องเป็นเด็กที่สดใส เผื่อไม่ให้คนรอบตัวห่วงกันแน่นะ?


          “โอเคคคค งั้นเราเดินไปอควาเรียมกันนะฮะ"


          แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ผมก็อยากจะเข้าไปทำความรู้จักกับอีแดฮวี

          มันเป็นความรู้สึกเรียบง่าย ที่ชัดเจนมากๆ


          “อื้อ ไปสิ"


          ก็แค่นั้นแหละ


          “พี่ขอจับมือเราได้ไหมครับ?”


          สำหรับผม ความรักก็ควรเป็นแบบนั้น


          “อื้อ ได้สิฮะ"


          ความรู้สึกที่เรียบง่ายและชัดเจน จนปฏิเสธไม่ได้


          “ขอบคุณที่ถามกันก่อนนะฮะ"


          แดฮวียิ้ม ยิ้มออกมากว้างมากๆ

          และผมก็ยิ้ม ยิ้มตามจนเมื่อยแก้วไปหมด






          พวกเราเดินจับมือกันรอบตัวอควาเรียม และผมดีใจมากจริงๆ ที่ผมเจอแดฮวีที่นี่ เพราะผู้คนที่เดินสวนไปสวนมา ไม่ได้ให้ความสนใจกับการที่ผู้ชายสองคนเดินจับมือกัน ไหล่ชนกันบ้างเป็นบ้างครั้ง และพวกเราก็หัวเราะออกมาเพราะการกระทำเล็กๆ นั้น


          “พี่ดงฮยอน ตรงนั้นมีที่ให้นอนดูปลาโลมาด้วยอ่ะ"


          “เหนื่อยแล้วเหรอเรา"


          “ไม่ใช่สักหน่อย! เรายังไม่แก่นะ"


          “ก็ใช่ไง เจ้าเด็ก"


          “เด็กตัวเท่านี้ก็ทำพี่เขินได้แล้วกัน!”


          แดฮวีที่พองแก้มขึ้นอย่างน่ารัก เขย่งตัวขึ้นมาหอมแก้มผมหนึ่งที หอมฟอดใหญ่มากๆ จนผมได้ยินเสียงดังชัด ไหนจะลมหายใจร้อนที่เป่าข้างหูอีก


          “แบร่"


          ทั้งแลบลิ้น ทั้งใช้นิ้วดึงเปลือกตาขวาลงมาใส่หนึ่งทีอย่างท้าทาย ก่อนจะวิ่งเหยาะแหยะ ไปนอนแหมะบนพื้นที่ที่ทางอควาเรี่ยมจัดไว้ให้


          “ดื้อจริงๆ "


          แดฮวีก็น่ารักล่ะนะ เด็กผู้ชายที่ดื้อตาใสแบบนี้

          แต่ถ้ารู้ว่าไปดื้อแบบนี้ใส่คนอื่นล่ะก็ เห็นทีผมคงต้องดุให้เขาให้แม่นเสียแล้วล่ะ



          ฟอด


          ผมนั่งลงข้างๆ เขา ก้มลงไปหอมแก้มเด็กที่นอนดูปลาโลมาอย่างสบายใจเฉิบ แดฮวีเบิกตากว้าง เม้มริมฝีปากเข้าหากัน ราวกับกำลังกลั้นลมหายใจ


          “หายกัน"


          “พี่ดงฮยอน"


          “ครับ?”


          “อย่าจ้องนานๆ ได้ไหม หัวใจเราจะวาย"


          “เขินขนาดนั้นเลยนะ?”


          “อื้อ เขินจริงๆ ไม่เคยเขินใครแบบนี้เลย ตอนเจอดาราก็ไม่เขินเท่านี้เลยนะ"


          ผมยิ้ม ยิ้มแบบที่ไม่มีมาดอะไรเหลือแล้ว ทั้งมีความสุขทั้งดีใจที่เห็นเด็กผู้ชายตรงหน้าเขินจนม้วนขนาดนี้ ดวงตาคู่นั้นเอาแต่หลบสายตาผม แล้วก็พยายามเงยหน้าขึ้นมาสบตากันใหม่


          “ดีแล้ว เขินแค่พี่คนเดียวก็ดีแล้วครับ คุณแดฮวี"


          อีกฝ่ายทำแบบนั้นซ้ำๆ ภาพตรงหน้ามันน่ารัก จนผมเสียอาการเหมือนกัน


          “เขินมากๆๆ แล้วไง พี่ลงไปนอนดีๆ ได้แล้ว คุณแดฮวียอมแพ้คุณดงฮยอนแล้วครับ"


          พวกเรานอนดูปลาโลมา ฉลาม และตระกูลปลาที่ผมเองก็บอกชื่อไม่ได้เหมือนกัน นิ้วก้อยของพวกเราสัมผัสกัน แต่ก็ไม่มีใครขยับอะไรมากไปกว่านั้น ผมและแดฮวีปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปเรื่อยๆ อย่างที่มันควรจะเป็น


          “พี่ดงฮยอน พี่คิดว่าในทะเลจะมีฤดูต่างๆ เหมือนบนบกไหม"


          “อืม คงมีล่ะมั้ง"


          “แล้วพี่คิดว่าที่นั่นจะมีฤดูอะไรบ้างเหรอ? เราว่าคงไม่มีฤดูฝนแน่ๆ "


          “อืม...คงมีแค่ฤดูที่มีอยู่ กับฤดูที่พรากจากล่ะมั้ง เพราะที่นั่นไม่ได้นับวันตามการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์นี่นา ทุกวันก็คงเหมือนเดิมไปหมด"


          ผมยิ้มออกมา เมื่อรู้สึกว่าแดฮวีประสานมือของพวกเราเข้าด้วยกัน ผมจึงขยับตัวเข้าไปใกล้น้องมากขึ้น ยิ้มออกมาอีกครั้ง เพราะความรู้สึกมีความสุขที่เอ่อล้นในใจ


          “เลยคิดว่าอาจจะนับฤดูจากการที่คนรักของพวกเขาหายไป พายุ น้ำวน ตาข่ายจับปลาอะไรเทือกนั้น"


          “จากไป แล้วก็จากมา คงมีอยู่แค่นั้นแหละเนอะ ดูเหงาจัง"


          ผมขยับตัวขึ้นไปนิดหน่อย เอียงไหล่เป็นเชิงบอกให้น้องขยับหัวขึ้นมานอนพิงบนอกผม และเด็กผู้ชายตรงหน้าก็ขยับเข้ามานอนพิงอย่างเป็นธรรมชาติ


          “แล้วแดฮวีคิดว่าพี่เหมือนฤดูไหนเหรอ?”


          “อืม...”


          การกระทำง่ายๆ แต่กลับทำให้ส่งความสุขไปทั่วร่างกายได้ขนาดนี้


          พี่ดงฮยอนเหมือนฤดูใบไม้ร่วง– มีลมหนาวพัดผ่านรอบตัว เหน็บหนาว แต่ก็ไม่ได้เหงานัก เพราะมีใบไม้ที่ร่วงหล่นจากต้นตกลงมากระทบตัวบ้างเป็นครั้งคราว"


          บางครั้งเสียงพูดของแดฮวีก็ก้องในหัวของผมอย่างน่าประหลาด มันเป็นน้ำเสียงเนิบนาบ ที่มีประกายบางอย่างชวนให้จดจำ ตัวผมเองค่อยๆ ขยับเข้าใกล้ ค่อยๆ คุ้นเคยกับน้ำเสียงของแดฮวี


          “เป็นฤดูที่อยู่ใกล้ช่วงสุดท้ายของปี และเป็นฤดูที่คอยอยู่กับต้นไม้ที่ไร้ใบ"


          ค่อยๆ ทำความรู้จัก แต่กลับตกหลุมรักอย่างรวดเร็ว

          เหมือนการเดินทางของรถไฟฟ้าความเร็วสูง


          “ฤดูใบ้ไม้ร่วงในสายตาแดฮวีน่ะ ดูอบอุ่นจัง"


          “Because it’s like you.”


          “Is that your favorite season?”


          “No, spring is my favorite season.”


          แดฮวีค่อยๆ ยกมือของผมขึ้นมา กอบกุมมันเอาไว้ ราวกับพวกเรากำลังโดยรายล้อมด้วยฤดูหนาว


          “But you're my favorite person. I mean as a fellow human being, I found you likeable.”


          และพวกเรากำลังจะพยายามเป็นความอบอุ่นให้กันและกัน


          “Seems like I'm just got a confession.” 


          “No! Uh, well – “


          น้ำเสียงขี้เล่นนั่น

          สัมผัสอุ่นๆ ตรงฝ่ามือ

          แสงสลัวสีฟ้าจากตู้กระจก

          กลิ่นหอมของแชมพูที่อยู่เพียงปลายจมูก


          “Yes, you’re right. It is.


          และอีแดฮวีที่พลิกตัวขึ้นมามองหน้าผมนั้น

          งดงามเหลือเกิน


          It takes only 24 hours but I think I love you.” 


          งดงามจนผมต้องบอกความรู้สึกของตัวเองออกไป ความรู้สึกที่ทวีคูณขึ้นทุกครั้งที่ได้เข้าไปใกล้


          Would you believe that?” 


          “Well, I’m just a 16-year-old boy. I don’t know much about differentiating truth and lie”


          และผมดีใจที่ตัวเองสามารถเข้าใกล้เด็กคนนี้ได้มากถึงเพียงนี้


          “But I believe it when you look me in the eyes and say that three words with that clear voice, pleasant smile and – “


          “and?” 

          "Your glittering eyes."


          ผมยิ้มเพราะชอบการมีอยู่ของแดฮวี


          I love your glittering eyes, and I love it more when you look at me with those beautiful eyes. It’s so beautiful that no lies could be able to stay.


          และรักตัวผมเองตอนที่อยู่กับแดฮวี ความสุขดูเอื้อมถึงได้ง่ายขึ้นมาอย่างน่าประหลาด


          “OK. I’m surrendered.”


          “So it’s time for a punishment?”


          “OK, sir. What’s my punishment?”


          ขอเพียงมีสององค์ประกอบ


          “Kiss me :) ”


          คือคิมดงฮยอนและอีแดฮวี


          “With all my pleasure :) ”


          พวกเรายิ้ม ก่อนจะปล่อยให้แรงโน้มถ่วงที่ใคร่ไปด้วยความรู้สึกรัก ขยับพาเราให้เข้ามาใกล้กัน สัมผัส และกอบเกี่ยวความรู้สึกตื่นเต้นที่ชวนให้หัวใจพองโต




*




          “หนาวไหม?”


          ไม่ครับ"


          บรรยากาศบนรถเงียบแบบน่าอึดอัด มีเพียงเสียงหายใจหนักๆ ของอีแดฮวีเท่านั้น คนอายุน้อยกว่าเหม่อมองออกไปยังความมืดด้านนอก โดยมีคนเป็นพี่เหลือบมองอยู่เป็นระยะๆ


          “พี่ดงฮยอน"


          “อื้อ?”


          “โกรธแดฮวีหรอ?”


          ผมกลั้นใจถาม เหลือมองเสี้ยวหน้าที่เพอร์เฟกต์ทุกมุมของคนรัก พวกเรารู้จักกันมาเกือบครึ่งปีแล้ว พี่ดงฮยอนขอผมเป็นแฟนหลังจากที่อีกฝ่ายมาเรียนต่อที่ NYU พวกเราเจอกันบ้างเมื่อมีเวลา พี่ดงฮยอนมักจะมานอนค้างที่บ้านของผมเวลาที่คุณแม่ของผมต้องบินไปทำธุระที่เมืองอื่น และผมก็มักจะไปค้างที่อพาร์ทเมนต์ของพี่ดงฮยอนในวันหยุดสุดสัปดาห์


          “อื้อ จะให้พี่รู้สึกอะไรได้นอกจากโกรธ?”


          “แดฮวีขอโทษ"


          “แดฮวีไม่ผิดที่จะมาหาพี่ แต่ถ้าจะมาดึกขนาดนี้ก็ต้องบอกกันก่อน พี่ไปรับได้ ถ้าไม่อยากให้ไปรับพี่ก็คุยเป็นเพื่อนเราได้"


          “แดฮวีขอโทษ"


          ผมเอาแต่พร่ำคำขอโทษ คิดไม่ออกจริงๆ ว่าต้องทำอะไรในสถานการณ์แบบนี้ เพราะผมเก่งแต่ซ่อนความเจ็บปวดของตัวเองไว้ เพราะครั้งแรกที่เขาร้องไห้ราวกับจะขาดใจ คุณแม่ของเขาก็เจ็บตามจนแทบจะล้มป่วยตามกันไป


          หลังจากนั้นผมจึงได้แต่เก็บซ่อนมันเอาไว้ให้ลึกที่สุด


          จริงๆ พี่ไม่ได้โกรธเราหรอก พี่โกรธตัวเอง แฟนของพี่โดนโรคจิตเดินตามจนเข้ามาทำร้าย ทั้งๆ ที่แดฮวีกำลังมาหาพี่ที่ห้อง"


          แดฮวีปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาเป็นสาย เขาพยายามคลายมือซ้ายที่กำแน่นของพี่ดงฮยอน เงยหน้ามองใบหน้าอันเป็นที่รัก ที่บัดนี้กำลังข่มความเจ็บปวดและความโกรธเอาไว้


          “แดฮวีโดนทำร้ายตรงสี่แยกหน้าบ้านพี่ แต่พี่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่สบายใจเฉิบ จะให้พี่รู้สึกยังไงนอกจากโกรธตัวเอง เกลียดตัวเอง"


          “พี่ดงฮยอน"


          แดฮวีปล่อยโฮออกมา เมื่อเห็นว่าน้ำตาของพี่ดงฮยอนไหลออกมา กรามขบแน่นราวกับจะข่มกลั้นความรู้สึกนี้ไม่ไหว ผมพยายามกำมือของพี่ดงฮยอนเอาไว้ ไม่ให้อีกฝ่ายเล็กจิบฝ่ามือของอีกฝ่าย


          “พี่ดงฮยอนจอดรถก่อนนะ ขอแดฮวีกอดพี่หน่อย ตอนนี้เราหนาวแล้วขอกอดพี่แน่นๆ หน่อยซี่"


          พี่ดงฮยอนจอดรถไว้ข้างทาง ป้ายโรงพยาบาลอยู่ตรงหน้า แต่พวกเราก็เลือกที่จะมองข้ามมัน ผมโผเข้ากอดพี่ดงฮยอนไว้แน่น ทันทีที่ร่างกายสัมผัสกัน น้ำตาของผมก็ไหลลงมายิ่งกว่าเดิม ราวกับความเจ็บปวดที่พยายามอดกลั้นมาตลอดทาง ถูกปลดล็อกเพียงเสี้ยววิที่ได้กอดคนรัก


          “พี่รู้ว่าแดฮวีเก่ง เพราะแดฮวีดูแลตัวเองมาได้ดีตลอด เติบโตมาได้ดีขนาดนี้ พึ่งตัวเองก็ได้"


          พี่ดงฮยอนลูบหลังผมเบาๆ ค่อยๆ แตะ ค่อยๆ สัมผัส จนผมรู้สึกราวกับตัวเองกลายเป็นคนสำคัญที่สุดในโลก ความอบอุ่นตรงหน้าทำให้ผมได้แต่ใช้หัวคลอเคลียอีกฝ่ายราวกับแมว โลกข้างนอกยังน่ากลัวเหมือนเดิม แต่ตอนนี้แดฮวีมีหลุมหลบภัยที่อบอุ่นที่สุดให้หลบซ่อน


          “แต่ว่าได้โปรด พี่ขอร้องได้ไหม หลังจากนี้ให้พี่ดูแลแดฮวีบ้าง จะอ่อนแอใส่พี่แค่ไหนก็ได้ ตอนนี้แดฮวีกำลังกลัวมากๆ แต่พี่ยังไม่เห็นเราร้องไห้สักนิดตอนเจอหน้าพี่ มันเจ็บนะ หัวใจพี่เจ็บปวดไปหมดเลย เพราะพี่ต้องจินตนการว่าแดฮวีกำลังเจ็บขนาดไหนแทน"


          ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมา และถูหน้าไปกับเสื้อเชิ้ตของคนรักเพื่อซับน้ำตา โอบแขนรอบเอวสอบราวกับขาดความอบอุ่นนี้ไม่ได้ ผมเงยหน้าขึ้นมองคนรักทั้งๆ ที่ยังมีน้ำตาคลออยู่ ก่อนจะตัดสินใจปีนมานั่งบนตักพี่ดงฮยอนอย่างออดอ้อน


          เพราะพี่ไม่รู้เลยว่าแดฮวีเจ็บขนาดไหนพี่รอให้แดฮวีเล่าอยู่นะครับ"


          “แดฮวีกลัวพี่จะยิ่งโทษตัวเอง แดฮวีเลยไม่กล้าเล่า"


          “แดฮวี – อีแดฮวี"


          คนตัวเล็กเอาหน้าซุกแผ่นอกคนรัก กอดเอวสอบนั้นไว้เหมือนเดิม แต่ยังไม่หยุดใช้หัวคลอเคลีย ทำให้ดงฮยอนเผลอยิ้มออกมา


          “ฟังนะครับ หนูไม่ต้องรักพี่มากไปกว่านี้แล้วก็ได้"


          “พี่ดงฮยอน ฮึก แดฮวีขอโทษ แต่อย่าบอกเลิกกันนะ"


          แดฮวีสะดุ้งแรงจนดงฮยอนเผลอตกใจตามไปด้วย คนอายุน้อยเปลี่ยนมาใช้ขาทั้งสองข้างโอบรอบเอวสอบแทบ เพื่อที่จะได้หันหน้ามาหาคนรักอย่างเต็มตัว


          “ชู่วว ใจเย็นสิคนดี ฟังพี่ให้จบก่อนนะครับ"


          “ฮึก อื้อ"


          ใบหน้าดื้อรั้นนั้นทั้งแสดงความกลัวและน้อยใจออกมาทันที จนดงฮยอนอดจะส่งมือดึงแก้มอีกฝ่ายอย่างมันเขี้ยว


          ไม่ต้องรักพี่มากไปกว่านี้แต่ปล่อยให้พี่รับรู้ถึงความเจ็บปวด ความทุกข์ของเรามากกว่านี้ได้ไหมครับ?


          “อื้อ แดฮวีจะพยายามนะ เค้าขอโทษจริงๆ เค้าไม่ชินที่ต้องพูดอะไรแบบนี้ เพราะปกติแดฮวีก็เก็บมันไว้ตลอด"


          ดงฮยอนยื่นมือไปซับน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุดด้วยความอ่อนโยน เขาเบือนหน้าหนี เมื่อเห็นรอยฟกช้ำบนใบหน้า คิ้วซ้ายที่แตกของน้อง  พยายามกลั้นความเสียใจเอาไว้


          “ไม่ต้องรีบนะ ค่อยๆ พยายามไปด้วยกัน โอเคไหมครับ?”


          แล้วค่อยๆ จับมือทั้งสองข้างของคนรักขึ้นมากุม พรมจูบลงบนมือทั้งสองข้างที่เปื้อนเลือดและเศษดิน


          “อื้อ ขอบคุณนะฮะพี่ดงฮยอน"


          แดฮวีตวัดมือเพื่อเปลี่ยนเป็นฝ่ายกุมมือของพี่ดงฮยอนไว้แทน ส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยคำขอบคุณและความรักแทน


          “พี่ดงฮยอน ขอบคุณจริงๆ ที่อยู่กับแดฮวีนะ ขอบคุณที่เข้ามาเป็นความรักในชีวิตแดฮวี"


          เป็นรอยยิ้มที่สร้างขึ้นใหม่ได้เสมอ

          เมื่อแดฮวีมีพี่ดงฮยอนอยู่ข้างๆ


          “ขอบคุณที่ยอมให้พี่เป็นความรักของแดฮวีนะครับ"


          พี่ดงฮยอนเป็นความรักที่ไม่คิดว่าแดฮวีจะมีโอกาสได้พบเจอ

          และหวังว่าจะไม่ต้องปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยไป





THE END 


Please commend or tag #Shelterain101


Talk: สุขสันต์วันเกิดนะคะน้องแดฮวี ขอบคุณเสมอเลยที่เป็นรอยยิ้ม เป็นแรงบันดาลใจ เป็นความภูมิใจของพี่ ดีใจมากๆ เลยที่ได้รู้จักหนู


สารภาพว่าโดนพิน้องดงดงตกตั้งแต่มี้ทคราวก่อน บวกกับมีพี่รีเควสคู่นี้มาด้วย และหลังจากที่คิดพล็อตมานาน พล็อตก็ไหลมาหลังดูคอน อปว เสร็จ ฮรุกก หวังว่าจะชอบกันนะคะ;w;

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

262 ความคิดเห็น

  1. #250 Saruwatari Guy (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 00:30
    น้วยยยเลยเป็นน้วย จิตใจอ่อนยวบยาบ อบอุ่นอะไรขนาดนี้ อ่ะ 😍
    #250
    0
  2. #249 Eldorahwi (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 00:20
    จะร้องไห้ตาม แงงงดีมากๆๆๆเลยค่ะ อ่านแล้วให้ความรู้สึกเหมือนได้เจอฤดูหนาวที่อบอุ่นเลย

    รักพี่ดงฮยอนมากๆๆที่พยายามเข้าใจน้องแดฮวี เป็นความรักที่งดงามมากเลยค่ะ เว้นช่องว่างให้กันและกันและปล่อยให้เราเติบโตไปพร้อมกัน

    และที่สำหรับเราเองก็ Love their glittering eyes.

    มากๆๆๆเหมือนกัน

    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ
    #249
    0