[os/sf] a Million Raindrops - NCT's DoJae

ตอนที่ 20 : [sf] Blank Verse VI (Fin.)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 938
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 43 ครั้ง
    9 ม.ค. 61

[sf] Blank Verse VI (Fin.)

Dyland x Jaeden x John














#SFaMilRaindrops

Setting: England (1900s)



16,127 words

BG Music: Over the Love – Florence + The Machine

BIRDY + RHODES - Let It All Go

(แนะนำให้เปิดเพลงคลอมากๆครับบบบ)





























































Now that I’ve run to the very end

I see that there’s not a thing that resembles the eternity,

healing and answers I was looking for”


















*




[Narrator: John de Clifford]










จอห์น เดอ คลิฟฟอร์ด ตกหลุมรักใครผ่าน ทั้งตัวอักษร ทั้งการพบเจอ





สำหรับผม การตุกหลุมรักและเรียนรู้นิสัยใครบางคนผ่านตัวอักษรไม่ใช่สิ่งที่แปลกประหลาดหรือเป็นไปไม่ได้ ตรงกันข้ามมันเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดในตัวมนุษย์ต่างหาก – งดงามและน่ามหัศจรรย์ที่สุดเท่าที่เขาเคยสัมผัส



ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งประดิษฐ์ที่มีอานุภาพสูงสุดเท่าที่มนุษยชาติเคยประดิษฐ์ขึ้นมาคือตัวอักษร





เทวตำนานที่ถูกเล่าแบบปากต่อปาก เรื่องราวของเทพเจ้าที่ควรเคารพ ปีศาจที่เต็มไปด้วยความดำมืด ถูกบันทึกลงไปเพื่อให้ความน่าเคารพและความหวาดกลัวนั้นยังคงอยู่คู่กับมนุษย์รุ่นหลัง เทวตำนานที่สอนให้รู้ว่าโศกนาฏกรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด





ต่อมามนุษย์ประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นเพื่อบันทึกเรื่องราวที่เรียกว่า ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ที่จะถูกเขียนโดยผู้ชนะ เป็นเรื่องราวที่จะถูกร้อยเรียงให้สวยงามแค่ไหนก็ย่อมได้ เพราะประวัติศาสตร์เป็นเครื่องเตือนใจที่เกิดจากความจริงที่ถูกบิดเบือน





เมื่อความเจริญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การแบ่งชนชั้นที่ชัดเจนมาตั้งแต่สมัยที่ประวัติศาสตร์ยังไม่ถูกจารึก ชนชั้นเหล่านั้นชัดเจนขึ้นกว่าเดิม เมื่อผู้คนแบ่งชนชั้นโดยการรู้หนังสือ ความสามารถในการอ่านและเข้าใจบทกลอน กลายเป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นชนชั้นสูง กลายเป็นตัวแทนของสิ่งที่เรียกว่าอารายธรรม




ในยุคต่อมานักเขียนและจิตรกรกลายเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลเหนือนักการเมือง ปลายพู่กันของใครบางคนมีอำนาจมากกว่าอาวุธทางการทหาร การสร้างความเชื่อ การโน้มน้าวจิตใจและการเปิดโลกแห่งเสรีภาพ การกดขี่ การเปิดเผยความเน่าเฟะของสังคม เป็นเรื่องง่ายสำหรับยุคสมัยใหม่ ศตวรรษที่19 ที่ถูกขีดเขียนด้วยเลือดและสีแห่งความสิ้นหวัง –



ยุคที่มนุษย์ละทิ้งความเป็นมนุษย์

เพราะมันง่ายสำหรับการมีชีวิตอยู่หลังเห็นภาพความพังพินาศในสงครามโลก



ยุคที่มนุษย์สูญสิ้นทุกศรัทธา ความรัก ความเคารพต่อราชวงศ์ ความเป็นพี่น้อง

สถานที่่ที่ทำให้ผู้คนอยากจะละทิ้งชีวิตของตัวเอง เพราะภาพในอดีตไม่สามารถส่งให้พวกเขาเดินต่อไปยังเส้นทางแห่งอนาคต




อำนาจในตัวอักษรพวกนั้น –


เป็นเหตุผลง่ายๆสำหรับ จอห์น เดอ คลิฟฟอร์ด

มันมีเหตุและผล





สำหรับผมตัวอักษรเคยเป็นเหตุและผลในตัวมันเอง

แต่ไม่ใช่





ไม่ใช่หลังจากที่เขาตกหลุมรักใครคนนั้น

ไม่ใช่หลังจากที่เขาพบว่าความรักที่แท้จริงคืออะไร มีรูปร่างแบบไหนและสามารทำอะไรได้บ้าง






“จอห์น"






เสียงของลิลลี่ดังขึ้น มันปลุกให้เขาตื่นจากห้วงความคิดที่แปลกแยกของตัวเอง สายตานั่นเต็มไปด้วยความเข้าใจ จริงๆแล้วเธอเป็นคนที่สองที่เข้าใจและอ่านความคิดของเขาออกได้ง่ายขนาดนี้


ลิลลี่ ไบรอนไม่เหมือนเจย์เด็น ฟิทซ์เฮอร์เบิท เลยซักนิด

นัยน์ตาคู่นั้นของเธอมันว่างเปล่า

ในขณะที่ดวงตาของเจย์เด็นมันเต็มไปด้วยประกายความสุข ความเจ็บปวดและความไม่มั่นคง





“งดงามเนอะ :)”





เธอยิ้ม ชูกระดาษที่มีลายมือหวัดๆของนักกวีปรากฏอยู่ มันคงเป็นบทกลอนที่ดีแลนด์พึ่งเขียนลงไปขณะชื่นชมความมหัศจรรย์ของทะเลสาบแห่งนี้




แสงที่ทะลุผ่านกระดาษ

ท่ามกลางชายขอบของทะเลสาบ

สายลมที่พัดผ่านพวกเขากลายเป็นการโอบกอดที่เย็นไปจนถึงขั้วกระดูก





“ครับ :)”







ทุกๆองค์ประกอบที่หลอมรวมกันขึ้นมาทำให้จอห์นเลือกที่จะไม่ปฏิเสธคำถามลองใจนี้

มันไม่ใช่ว่าเขาทำไม่ได้




แต่มันคงไม่มีประโยชน์

ไร้ค่า – หากจะพูดคำปดต่อหน้าคนที่มองมาที่ผมด้วยสายตาที่เพียงความหวังดี หวังเพียงให้จอห์นพบเจอแต่ความสุข




นัยน์ตาที่เศร้าที่สุดเท่าที่เขาเคยพานพบ

มันเศร้าที่สุด เพราะมันบรรจุเพียงแต่ความว่างเปล่า

ความว่างเปล่าที่ว่ากันว่าเป็นสิ่งที่ทรมานที่สุด 




เหมือนกับที่ใครบางคนบอกว่านรกคือสถานที่แห่งความว่างเปล่า มีเพียงแค่ตัวเราที่นั่งอยู่ในห้องอันมืดมิด ไร้ไออุ่น ไร้บนสนทนา – การปลอบประโลม หรือการกล่าวโทษ





เจ้าของนัยน์ตาคู่นั้น


ลิลลี่ ไบรอนส่งยิ้มให้ผมราวกับจะบอกว่ามันไม่เป็นไรเลยจริงๆ

กับความลับที่อีกฝ่ายพึ่งจะมั่นใจ –




ความลับที่เจย์เด็น ฟิทซ์เฮอร์เบิทอาจรับรู้ตั้งแต่วินาทีแรกที่มันเกิดขึ้น





“กลับไปทานข้าวกันเถอะ :)”




เธอตัดบท เมื่อได้ยินดังนั้นตัวเรือจึงหมุนกลับไปยังที่ที่มันจากมา

กลับไปสู่จุดเริ่มต้นของการเดินทาง





จอห์นมองภาพของดีแลนด์ ไบรอนที่สง่างามคนนั้น

ใครคนนั้นเลือกจะใช้เวลาที่เหลือเฝ้ามองภรรยาของเขาด้วยสายตาที่จอห์นอ่านไม่ออก มันเต็มไปด้วยความผิดหวังและความภาคภูมิใจในขณะเดียวกัน





มองทั้งๆที่เท้ายาวนั่นยังเหยียดอยู่ข้างๆขาของเจย์เด็น

มองด้วยสายตาที่น่าพิศวง –




สาบานกับพระเจ้าว่าดวงตาของดีแลนด์ ไบรอนน่ะ คาดเดายากเสียกว่าคลื่นในมหาสมุทร เขาไม่เคยอ่านใจอีกฝ่ายออกเลย – จอห์นไม่เคยคาดเดาการกระทำของดีแลนด์ได้ครบร้อยเปอร์เซ็นต์





นั่นหมายความว่าการทำความเข้าใจตัวตนของดีแลนด์ ไบรอนน่ะเป็นไปไม่ได้เลย

เป็นไปไม่ได้จริงๆหากเจ้าตัวไม่ได้เปิดประตูให้คุณเข้าไปด้วยความเต็มใจ



เป็นไปไม่ได้หากอีกฝ่ายไม่จงใจให้คุณก้าวเข้าไปในนั้น






“งั้นไปซื้อของที่ตลาดกัน"





น้ำเสียงที่อ่อนโยนนั่นเข้ากันได้ดีกับสายลมเย็นๆอย่างน่าประหลาด เขาส่งรอยยิ้มที่อ่อนโยนกว่าน้ำเสียงที่ตัวเองใช้ กล่าวสิ่งที่ภรรยาต้องการโดยไม่ต้องเอ่ยบอกหรือใบ้อะไรไปมากกว่านี้



“ค่ะ ลิลอยากทำอาหารกินเองที่ห้องมากกว่า"






ผู้ชายที่ทำหน้าที่สามีได้ดีเสมอ – ดีที่สุดเท่าที่หัวใจและร่างกายจะทำได้

เขายิ้มให้กับเธอด้วยรอยยิ้มที่จริงใจเหมือนเดิม










Ever since I was a child

I've turned it over in my mind

I sang by the piano

Tore my yellow dress and

Cried and cried and cried









มันสดใสและสวยงามเหมือนพระจันทร์ที่เป็นภาพสะท้อนในผืนทะเลสาบ




และมันก็เป็นเพราะแววตาของดีแลนด์ ไบรอน

ที่ทำให้จอห์นเข้าใจทุกอย่าง




นั่นหมายความว่าเจย์เด็น ฟิทซ์เฮอร์เบิทก็คงจะรับรู้ถึงสิ่งนั้นด้วย






เจย์เด็น ฟิทซ์เฮอร์เบิทที่เป็นลูกรักของพระเจ้า

เพราะเจย์เด็น ฟิทซ์เฮอร์เบิทเป็นคนที่ ดีแลนด์ ไบรอน รักอย่างสุดหัวใจ



      เพราะจริงๆแล้วกลุ่มคนที่เกิดมาเพื่อถูกรักน่ะ

      มันมีดีแลนด์ ไบรอนอยู่ในนั้นด้วย












*














ดีแลนด์กับผมช่วยกันถืออาหารสดกลับมาที่โรงแรม ลิลลี่เลือกที่จะทำไก่งวงอบ สลัด ซุปเห็ดและพาสต้าเนื้อ



ภาพของลิลลี่และเจย์เด็นที่ช่วยกันทำอาหารในครัวเป็นภาพที่สวยงามจนผมอดไม่ได้ที่จะยกกล่องขึ้นมาถ่าย –



นั่นยังไม่รวมถึงการที่ดีแลนด์ ไบรอนด์เดินไปหยิบกระดาษและดินสอมาร่างภาพนี้ไว้ด้วยรอยยิ้ม อีกฝ่ายฮัมเพลงไปตามแผ่นเสียงที่ถูกเปิดคลอเบาๆ กลิ่นเทียนหอมฟุ้งกระจายไปทั่วห้องทำให้บรรยากาศผ่อนคลายอย่างที่ควรจะเป็น





เมื่อทำอาหารเสร็จแล้วทั้งสี่คนจึงกลับเข้าไปเปลี่ยนชุดสำหรับตอนเย็น ก่อนจะมานั่งรวมกันที่โต๊ะอาหาร เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังขึ้นตลอดระยะเวลาการทานอาหารค่ำ พวกเขาผลัดกันตักอาหารให้กันและกัน





มันเป็นช่วงเวลาที่สวยงามและฟุ้งเบลอราวกับอยู่ในห้วงนิทรา

สวยงาม ทว่าไม่มีวันเป็นนิรันดร์






ถึงจอห์นจะพึ่งมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับลิลลี่ ไบรอนได้ไม่นาน

แต่เขาก็สัมผัสได้ – ไม่สิ เขามั่นใจว่าวันนี้ ณ ตอนนี้ มันเป็นช่วงเวลาที่ผู้หญิงที่มีใบหน้างดงามราวกับภาพวาดคนนี้มีความสุขมากที่สุดในชีวิต




ไม่มีอีกแล้วนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกและว่างเปล่าที่ดูไม่มีวันจบสิ้น

มีเพียงแต่ประกายความสุขในแววตาคู่นั้น






และมันน่าแปลกใจ


ที่ดีแลนด์ ไบรอน สามารถมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มได้

เขาคนนั้นนั่งลงอย่างใจเย็น ยิ้มให้กับเธอ คนที่ยืนเคียงข้างเขามาตลอดสามปี



และมันก็น่าประหลาดใจ

ที่เจย์เด็น ฟิทซ์เฮอร์เบิท เลือกที่จะทำทุกอย่างให้การแสดงนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น เบิกตาให้กว้าง ทว่ากลับปิดประสาทการรับรู้ ปล่อยให้สมองทำงานไป แต่ไม่ได้สนใจมัน



ทั้งหมดนั่นอาจเป็นเพราะว่าทั้งสองคนตระหนักถึงสิ่งเดียวกัน


ว่ามันไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้สำหรับเธอแล้ว

ว่าการเข้าไปห้ามสิ่งที่กำลังจะเกิด จะเป็นการทำร้ายเธอมากที่สุด





ว่าความสุขนิรันดร์ของลิลลี่ ไบรอน





ไม่อาจมี เจย์เด็น ฟิทซ์เฮอร์เบิท เป็นองค์ประกอบ



และนั่นหมายความว่า

มันไม่อาจมี ดีแลนด์ ไบรอน เป็นองค์ประกอบเช่นกัน









*







Now to unseen what I've seen

To undo what has been done

Turn off all the lights

Let the morning come, come











ท้องฟ้าในยามราตรีวันนี้นั้นไร้ดาว

ทำให้การมีอยู่ของดวงจันทร์ชัดเจนขึ้นกว่าวันไหนๆ


วันที่พระจันทร์ขึ้นเต็มดวง






พวกเขาเลือกจะมานั่งจิบแชมเปญที่ริมระเบียง จอห์น เจย์เด็น ลิลลี่และดีแลนด์ตามลำดับ

โดยมีเสียงร้องเพลงของดีแลนด์ ไบรอน คลอไปด้วย




และจอห์นก็พอจะเดาได้ว่ามันคือเพลงโปรดของลิลลี่ ไบรอน





ใบหน้าไร้ที่ตินั่นเต็มไปด้วยความเศร้าตามบทเพลงที่อีกฝ่ายกำลังขับกล่อม

ลิลลี่หลับตาลงและยิ้มออกมาเมื่อเจ้าของกลุ่มผมสีเทากำลังร้องเพลงที่เธอชอบที่สุด




สิ่งที่เรียกว่าความสุขกระจายไปทั่วร่างกาย

เธอสัมผัสได้ถึงความรักที่เขาพยายามจะมอบให้เธอ

ความรักที่ไม่มีคำว่าสงสารเจือปนอยู่





ดีแลนด์ ไบรอน ที่กลายเป็นเหตุผลในทุกๆอย่างของชีวิต

คนท่ียิ่งใหญ่คนนั้น –




ดีแลนด์ ไบรอนผู้ที่ไม่เคยร้องขออะไรจากใครเลย

นอกเสียจาก ภรรยาตามกฏหมายของเขา – ลิลลี่ ไบรอน





‘Yet, I wish you’d stay








Everybody see I love him

Cause it's a feeling that you get

When the afternoon is set

On the bridge into the city








คำขอที่บอกให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อไป

คำขอที่เชื่อมโยงกับคำตอบที่เจย์เด็นพึ่งจะเข้าใจในเช้าวันท่ีเขาได้รับดอกลิลลี่




คำตอบของเหตุผลในทุกๆการกระทำทั้งหมดของลิลลี่ ไบรอน

เธอสร้างเหตุผลให้ตัวเองเหตุผลที่มีอยู่เสมอ แค่มันไม่ชัดเจนพอ






ซึมซับความรักอันบริสุทธิ์ที่ไม่มีคำว่าเกลียดชังปนมาด้วย


ความรู้สึกทั้งรักทั้งเกลียดที่เธอได้รับจากทั้งพ่อและน้องชายตัวเองมาตลอด




ความรัก ความเคารพ และการให้เกียรติของสุภาพบุรุษที่งดงามคนนั้น

เขาให้เกียรติเธอทุกวินาทีหลังจากที่พวกเขากล่าวคำสาบาน




ดีแลนด์ให้เกียรติเธอในทุกๆเรื่อง –

ยกเว้นเรื่องบางเรื่องที่ข้องเกี่ยวกับ เจย์เด็น ฟิทซ์เฮอร์เบิท






ลิลลี่ ไบรอนในชุดเดรสสีขาวมุก – ชุดเดียวกับที่เธอใส่ในงานวันเกิดครบรอบสิบห้าปีของเจย์เด็น ริมฝีปากสวยถูกทาด้วยลิปสติกสีแดงสด ใบหน้าที่งดงามราวกับภาพวาดนั่นถูกเติมแต่งด้วยเครื่องสำอางค์ชั้นดี



เธอเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าที่ไร้การแต่งแต้มจากกลุ่มดาว






“Please, – ”








นัยน์ตาสีฟ้าสวยนั่นไม่มีหยาดน้ำตาคลออยู่

ดวงตาที่เป็นประกายราวกับเหล่าดวงดาวที่ให้แสงสว่างในท้องฟ้ายามราตรี


รอยยิ้มนั้นยังอ่อนหวานเหมือนในวันวาน

น้ำเสียงที่เสนาะหูราวกับกำลังขับร้องบทเพลงในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์






“remember me”






คำอธิษฐานเดียวที่ยังอยู่ในใจ การเป็นที่จดจำสำหรับคนที่สำคัญที่สุดในชีวิต

คำอธิษฐานหนึ่งเดียวตลอดการใช้ชีวิตที่สุขสบายและน่าอิจฉา ทว่าทรมานราวกับการต้องลืมตาในผืนน้ำนานๆ




มันทำให้การมองเห็นของเราเป็นไปไม่ได้

ความรู้สึกที่เหมือนจะจมน้ำอยู่ตลอดเวลา

แต่ก็ถูกเติมเต็มด้วยแรงกดอากาศและหยดน้ำที่ต่อรวมกันเป็นสถานที่อันแสนสงบ








Jaeden FitzHerbert, be loved, be tortured and be alive








เจย์เด็นยิ้มออกมา เขาซึมซับความรักที่เอ่อล้นออกมาจากนัยน์ตาที่เหนื่อยล้าคู่นั้น

คนที่ตั้งใจเร่งเวลาของตัวเองให้เร็วกว่าเดิม




เขาใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตเพื่อตระหนักอะไรบางอย่าง –

ว่าลิลลี่ ไบรอน ไม่ใช่คนโง่

ว่าลิลลี่ ไบรอน คนนี้น่ะเข้มแข็งกว่าใครทั้งหมด




ร่างบอบบางนั่นขยับไปยืนชิดกับแนวระเบียงแบบวิคตอเรียน เธอท้าวแขนไปกับระเบียง

ราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง





“be alive – living with an unendurable pain, cured with their endless love








ความรักอันไม่มีวันสิ้นสุดอาจเป็นสิ่งที่เจย์เด็น ฟิทซ์เฮอร์เบิทมี

แต่ความคำนึงถึงที่ไม่สิ้นสุดนั่นก็กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ลิลลี่ ไบรอนกำลังจะได้รับเช่นกัน





ไม่มีแววตาเย้ยหยัน ไม่มีความเกลียดชัง ไม่มีความริษยา

ราวกับว่าเธอได้ปล่อยวางทุกๆอย่างแล้ว




เหมือนกับที่ลิลลี่ไบรอนเตรียมทุกอย่างให้พร้อม

ให้สวยงามและน่าจดจำที่สุด






ให้สมกับการเป็นนายหญิงคนเดียวของ ดีแลนด์ ไบรอน

ให้สมกับเป็นลูกสาวคนโตแห่งตระกูลฟิทซ์เฮอร์เบิท








“It’s neither a wish nor a last will”








เธอยื่นมือออกมา ส่งมือออกไปให้ชายผู้เป็นสุดที่รัก

คำขอแรกและคำขอสุดท้ายของลิลลี่ ไบรอน

คำขอที่เห็นแก่ตัวกว่าใครทั้งหมด





นัยน์ตาสีฟ้าที่ว่างเปล่านั่นเป็นสิ่งกระตุ้นให้เขายื่นมือออกไป

ดีแลนด์ ไบรอนที่ส่งมือไปให้ลิลลี่ ไบรอนจับ กุม และประสาน




ส่งต่อความกล้าหาญให้เธอ –

ความกล้าหาญที่ตรงกันข้ามกับคำขอของเขา








“เป็นราตรีที่จันทราโดดเดี่ยวที่สุดเลยล่ะ – ลิล :)






มันเป็นคำบอกรักที่ไม่มีคำว่ารัก

มันเป็นคำบอกลาที่ไม่มีคำเอ่ยลา

มันเป็นคำขอบคุณที่ไม่มีเหตุและผล

มันเป็นคำขอโทษที่ไม่ระบุช่วงเวลา

มันเป็นคำอธิษฐานที่ไม่มีคำขอใดๆเจือปนอยู่




แต่ก็นั่นแหละ – เธอยิ้ม

ดีแลนด์ ไบรอน ยังให้เกียรติและเคารพการตัดสินใจของเธอเสมอ




แม้ในยามที่มีชีวิตอยู่ –

และกำลังจะดับสูญ








“มันคือคำสั่งที่สอง – คำสั่งสุดท้าย"






คำสั่งแรกที่เป็นบาปที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตของลิลลี่

การสั่งให้น้องชายที่ใส่ซื่อคนนั้นยืนดูแม่ของตัวเองกำลังฆ่าตัวตาย




และคำสั่งสุดท้ายที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัวท่ีสุดในโลก

เป็นนักแสดงที่กำลังทำการแสดงที่ไม่มีใครอยากรับชม







“มันคือสิ่งที่น้องต้องแลก เพื่อมีความสุข – เพื่อความเป็นไปได้และความไม่มั่นคงที่กลายเป็นความมั่นคง"







เธอยิ้ม ยิ้มด้วยความสุขทั้งหมดที่เคยได้รับ –

ความสุขอันน้อยนิด ทว่ามีค่าเหลือเกินสำหรับภาชนะที่ว่างเปล่าอย่างเธอ





ลิลลี่ออกแรงกดตรงช่วงไหล่ให้ดีแลนด์ ไบรอนผู้ยิ่งใหญ่คนนั้นก้มลงไป –

ก้มลงให้กับความรักของเธอ









Because you're a hard soul to save

With an ocean in my way

But I'll get around it, I'll get around it











ก่อนจะสบตากับคนที่เป็นที่รักทั้งสามคน





คนที่เป็นรักแรก – งดงามเสมอในความทรงจำ คนที่เธอหวังให้เขาคนนั้นพบเจอแต่ความสุข ต้นตอความสุขที่เหมือนกันกับเธอ จอห์น เดอ คลิฟฟอร์ดที่เติบโตขึ้นมาอย่างดีเหลือเกิน คนที่ใช้เวลาสั้นๆในการเข้าใจความคิดของลิลลี่ ไบรอน





คนที่เป็นน้องชายเพียงคนเดียว – โดดเดี่ยว งดงาม ทว่าน่าพิศวง คนท่ีเธอไม่สามารถคาดเดาการกระทำของอีกฝ่ายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ คนเดียวบนโลกใบนี้ที่แบ่งบันความเจ็บปวดทั้งหมดจากลิลลี่ ไบรอน คนเดียวท่ีบั่นทอนความรักที่เธอไม่สมควรได้รับ





คนที่เป็นรักครั้งสุดท้าย เป็นความรักเดียวที่เธอสามารถจับต้องได้ คนที่เป็นมากกว่าชีวิตและให้ความหมายคำว่าชีวิต ดีแลนด์ ไบรอนที่สง่างามคนนั้น คนที่เธอเลือกจะไม่ทำตามความปรารถนาเดียวของอีกฝ่าย ปฏิเสธคำขอของเขาด้วยความหยิ่งทะนง




ดีแลนด์ ไบรอน


คนที่ไม่เคยร้องขอสิ่งใดจาก เจย์เด็น ฟิทซ์เฮอร์เบิท – ไม่แม้แต่จะร้องขอความรักในอุดมคติที่เรียกว่ารักเดียวหรือสิ่งที่เรียกว่าคำมั่นสัญญา





คนสามคนที่เป็นเหมือนพระอาทิตย์ พระจันทร์

       และทะเลสาบที่สะท้อนการมีอยู่ของสุริยันจันทรา







“and I hate you all :)”

















ร่างบอบบางยิ้มอีกครั้ง

เธอยกมือขึ้น – เป็นการให้สัญญาณ








Cause you're a hard soul to save

With an ocean in the way

But I'll get around it









จอห์น เดอ คลิฟฟอร์ด เลือกจะหลับตาลงเพื่อเป็นการแสดงความเคารพ เขาส่งยิ้มให้เธอเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมขยับปากบอกคำที่ลิลลี่ ไบรอนอยากฟังมากที่สุด




ดีแลนด์ ไบรอน เลือกจะลืมตาให้กว้างที่สุดเพื่อจดจำภาพสุดท้ายของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยา มันเป็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวที่สุดเท่าที่เขาเคยมอบให้เธอ




และเจย์เด็น ฟิทซ์เฮอร์เบิทที่เลือกจะลืมตามองภาพที่เป็นเหมือนเดจาวู




มองการปลดปล่อยตัวเองที่สวยงามของ ลิลลี่ ไบรอน

ภาพท่ีซ้อนทับกับภาพของผู้เป็นแม่


























ปัง!






เธอเลือกที่จะหยุดช่วงเวลาของตัวเองไว้ –

ในสถานที่ที่เจย์เด็น ฟิทเฮอร์เบิทชื่นชอบที่สุด




ในสถานที่ที่รักเดียวในชีวิตของเธอเลือกจะเอ่ยขออะไรบางอย่าง

อะไรบางอย่างที่ลิลลี่เป็นคนเดียวที่จะได้รับ





และเพราะแบบนั้นเธอรู้ – รู้ดีว่าพวกเขาจะต้องกลับมาที่นี่อีกครั้ง

พร้อมกับความทรงจำที่มีแต่เรื่องของเธอ













Cry and cry and cry and

Over the love of you

Cry and cry and cry and











เธอจะเป็นคนสุดท้าย

ทันทีที่ลมหายใจนั้นหมดลง






เสียงที่ดังก้องในหัวนั่นก่อให้เกิดความเงียบที่กินระยะเวลานานกว่าครั้งไหนๆ

เสียงกรีดร้องของผู้คนที่ได้ยินเสียง

เสียงคนวิ่งตามทางเดิน

เสียงสตาร์ทเครื่องยนต์

เสียงของรถม้าที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง











แต่ไม่มีอีกแล้ว


เสียงลมหายใจของ ลิลลี่ ไบรอน











Over the love of you

Cry and cry and cry and

Over the love of you












*












งานศพของลิลลี่ ไบรอนถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ เธอเป็นคนที่มีหน้ามีตาในสังคม เป็นชนชั้นสูงที่ได้รับความเคารพ ภรรยาของดีแลนด์ ไบรอนที่ช่วยสามีของเธอจากการเหตุการณ์ลอบยิง จนตัวเองต้องเสียชีวิตแทน



โศกนาฏกรรมนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ผู้คนต่างพูดถึงความรักของเธอที่มีต่อศิลปินคนดังอย่างต่อเนื่อง



แต่ผู้คนเหล่านั้นไม่ได้รวมถึง เจย์เด็น ฟิทเฮอร์เบิท และ ดีแลนด์ ไบรอน

      คนสามคนที่ปล่อยให้ความเงียบเป็นเสียงที่ดังที่สุดสำหรับความรู้สึกในตอนนี้





ใบหน้าของเจย์เด็นไม่ได้เศร้าโศกกว่าเดิม มันอาจเป็นเพราะอีกฝ่ายไม่สามารถรับความเจ็บปวดไปได้มากกว่านี้และผมก็คิดว่าเขาไม่ควรได้รับรอยแผลไปมากกว่านี้อีกแล้ว นัยน์ตาคู่สวยนั่นเต็มไปด้วยความว่างเปล่า





ถึงแบบนั้นมือข้างซ้ายของเจย์เด็นมีมือของดีแลนด์วางทับไว้

และผมก็ตัดสินใจเดินไปจับมือข้างขวาของเขาเอาไว้





มันไม่มีคำพูดปลอบใจใดๆ

เพราะตอนนี้ไม่มีใครต้องการคำพูดเหล่านั้น



มันน่าแปลกที่มนุษย์คิดว่าการตายของใครซักคนสามารถปลอบประโลมหรือบรรเทาได้ด้วยคำพูดที่ถูกเปล่งออกมา




ทั้งๆที่มันไม่มีคำคำไหนเลยด้วยซ้ำที่เหมาะสมกับสถานการณ์แบบนี้

มนุษยชาติไม่ได้เก่งพอที่จะประดิษฐ์คำสำหรับความสูญเสียอันเป็นนิรันดร์






แต่จอห์น เดอ คลิฟฟอร์ดก็เชื่อ – ว่าเจย์เด็นจะพยายามรักษาคำขอเดียวของลิลลี่ ไบรอน ไว้อย่างสุดความสามารถ







เสียงถอนหายใจดังขึ้น –



จอห์นหันไปมองเซพทิมัส ฟิทซ์เฮอร์เบิทก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา

นัยน์ตาที่เคยว่างเปล่านั่น

ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ไร้ความหวัง และความคนึงหา






มันคงเป็นตลกร้ายที่น่าหัวเราะที่สุด

สำหรับเด็กผู้หญิงที่ปล่อยให้น้องสาวของแม่ตัวเองฆ่าตัวตาย –

กลับโตขึ้นเพื่อทำการแสดงแบบเดียวกัน






จะต่างก็เพียงเธอกล้าที่จะทำมันต่อหน้าคนที่เป็นที่รัก



เธอเลือกที่จะมีความสุขในช่วงระยะเวลาสั้นๆ


ช่วงเวลาที่เธอบ่มเพาะเหตุผลให้การกระทำสุดท้ายของเธอเอง

ลิลลี่ ไบรอน ที่เลือกจะหันหลังให้พระเจ้าด้วยการจบชีวิตของตัวเอง






ช่วงเวลาที่เธอเลือกจะปลดปล่อยตัวเอง

เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เธอเลือกจะปล่อยให้คนสามคนมีความสุขที่ไร้เสียง





ให้พวกเขาทรมานกับการเก็บความลับ

ให้พวกเขาทรมานต่อบาปที่ได้กระทำ โดยไร้ความสำนึก

ให้พวกเขาได้สัมผัสกับคำว่ารักที่ใครหลายคนไม่อาจนึกถึงหรือสัมผัสมันได้






ให้ความรักของลิลลี่ ไบรอนที่มีต่อดีแลนด์ ไบรอน ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์




และปล่อยให้ความรักของพวกเขาทั้งสามคน –

ถูกซ่อนไว้ในมุมที่มืดมิดและอับแสงที่สุด







“ไปกันเถอะ"






ดีแลนด์ เจย์เด็น จอห์น และเซพทิมัสหันหลังให้กับบ้านของตระกูลฟิทซ์เฮอร์เบิท ก่อนจะเดินไปขึ้นรถเพื่อเดินทางไปยังสุสาน –

สุสานที่กำลังจะกลายเป็นบ้านหลังที่สาม บ้านหลังสุดท้ายของลิลลี่ ไบรอน




ดีแลนด์ออกแรงให้เจย์เด็นเปลี่ยนมาซบไหล่แกร่ง แทนที่จะนั่งหลังตรงๆอย่างไร้ชีวิตชีวา

ศิลปินคนนั้นใช้มืออีกข้างหนึ่งโอบกอดภาพวาดของลิลลี่ ไบรอนเอาไว้




ผมถอดผ้าพันคอสีดำสนิทออกมา ยื่นมันไปตรงหน้า ก่อนจะรอให้เขาหยิบมันขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง


เพื่อให้อีกฝ่ายปลดปล่อยมันออกมา




เพราะเจย์เด็น ฟิทซ์เฮอร์เบิทจะไม่มีวันร้องไห้ให้เซพทิมัส ฟิทซ์เฮอร์เบิทเห็น

และเพราะว่าเจย์เด็น ฟิทซ์เฮอร์เบิทจะร้องไห้ต่อเมื่อมีดีแลนด์ ไบรอนอยู่ข้างๆเท่านั้น












สุสานของตระกูลฟิทซ์เฮอร์เบิร์ทไม่ควรมีชื่อของหญิงสาวที่อายุเพียงยี่สิบปีประดับอยู่

ป้ายหินอ่อนที่มีชื่อบุคคลสำคัญเรียงรายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ที่ต้นทางและปลายขอบมีแม่น้ำสายเล็กๆที่ถูกขุดขึ้น

รั้วไม้สีดำสนิทเป็นตัวแทนความเศร้าโศกที่ถูกทาทับจากรุ่นสู่รุ่น




เสียงระฆังจากโบสถ์ที่ตระกูลฟิทซ์เฮอร์เบิทร่วมสร้างกับดยุคประจำเมืองยอร์ค ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องราวกับจะเย้ยหยันความเงียบงันที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง




ความเงียบที่ส่งเสียงดังที่สุด





ก่อนที่ร่างสง่าของเจย์เด็น ฟิทซ์เฮอร์เบิทในชุดสูทสุภาพสีดำสนิทจะก้าวออกมาข้างหน้า โดดเด่นท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินทางมารับรู้ถึงการไม่มีตัวตนอยู่ของลิลลี่ไบรอน


เจย์เด็นที่เต็มไปด้วยความเศร้าที่สดใสคนนั้นยิ้มออกมา มือที่กำอะไรบางอย่างไว้สั่นอย่างห้ามไม่อยู่







“ลิลลี่ ฟิทซ์เฮอร์เบิท เติบโตขึ้นเป็นลิลลี่ ไบรอน ได้อย่างงดงามและกล้าหาญที่สุด เธอเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมากกว่าใครทั้งหมดที่ผม – เจย์เด็น ฟิทซ์เฮอร์เบิทเคยพบมา"





ร่างโปร่งไม่ได้พักสายตาไว้ที่ใครคนไหน แต่กลับพักสายตาตรงรั้วสีดำที่ถูกทาทับนับครั้งไม่ถ้วนนั่น บางทีเจย์เด็นอาจจะเป็นหนึ่งในคนที่มาแต่งแต้มรั้วแห่งน้ำตาก็เป็นได้




เพียงแต่ครั้งนี้จอห์นคิดว่าเจย์เด็นคงไม่ไปทาทับความเศร้าโศรกของใครอีกแล้ว

เพราะตอนนี้มันไม่มีเหตุผลที่เจย์เด็น ฟิทซ์เฮอร์เบิทต้องทำแบบนั้น







“เธอเป็นพี่สาว เป็นเพื่อน เป็นเหมือนกับแม่ เป็นคนที่สอนอะไรหลายๆอย่างที่ผมเองอาจจะไม่มีวันเข้าใจ ไม่เคยตระหนักถึง ลิลลี่ ไบรอนเป็นศิลปิน – เป็นศิลปินที่ถูกปรามาศเพียงเพราะเพศและหน้าที่ของผู้หญิงที่เธอพึงกระทำ"







เจย์เด็นยิ้มออกมาราวกับว่าความทรงจำบางอย่างที่เต็มไปด้วยความสุขผ่านเข้ามาในหัว ร่างเล็กๆนั่นหยุดสั่น เปลี่ยนเป็นการยืนหยัดที่มั่นคง


เขาลูบกลีบของดอกไม้สีขาวอย่างแผ่วเบา ทั้งๆที่ตอนนี้ตัวดอกมันช้ำ เหี่ยวเฉาและเริ่มกลายเป็นสีดำ







ลิลลี่ ไบรอนเป็นที่รัก – สมควรได้รับความรักที่่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเพราะแบบนั้นผมขอให้ทุกคนจดจำเธอในฐานะผู้หญิงที่เพียบพร้อม ในฐานะลูกสาวที่แสนกตัญญู ในฐานะพี่สาวที่ดี ในฐานะภรรยาที่สมบูรณ์แบบและในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งที่ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ที่สุดแล้ว – "







ใบหน้าที่มีกลุ่มดาวเรียงตัวอยู่กระทบกับแสงแดด

ใบหน้าที่ยังงดงามเสมอแม้ในยามที่ความมั่นคงกำลังถูกสั่นคลอน



แต่จอห์น เดอ คลิฟฟอร์ดก็เชื่อ –

เขาเชื่อว่าความรักที่ลิลลี่ทิ้งไว้มันจะมั่นคงพอ

ว่ามันจะเป็นความมั่นคงที่ไม่เข้ามาพังทลายกำแพงทั้งหมดที่เจย์เด็นสร้างขึ้นมา






“ตลอดระยะเวลายี่สิบปีที่เหมือนจะสั้น – แต่ผมเชื่อว่าเธอได้ใช้ชีวิตในทุกวันๆอย่างเต็มที่ ไร้ความผิดหวังและเมล็ดพันธุ์ทุกอย่างที่เธอไว้จะคงอยู่ต่อไป "






รอยยิ้มของเจย์เด็นยังงดงามเหมือนเดิม

มือเรียวนั่นวางดอกลิลลี่สีขาวลงบนหินที่เย็นเฉียบ –

เย็นเหมือนกับอุณหภูมิร่างกายของคนที่กำลังนอนอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมใต้พื้นดิน








“ขอบคุณครับ"








ดอกลิลลี่ที่ดูช้ำ

เป็นดอกลิลลี่ที่ถูกหยุดการเจริญเติบโตมานานแล้ว






จอห์นไม่แน่ใจว่าเข็มยาวของนาฬิกาได้หมุนกลับมาที่เดิมอีกครั้งหรือยัง

แต่ดีแลนด์ ไบรอนก็ก้าวขึ้นมายืนข้างๆเจย์เด็น เว้นระยะห่างไว้อย่างดี





ในมือแกร่งนั่นมีดอกกุหลาบสีดำดอกใหญ่

มันสวยงามราวกับไม่มีอยู่จริง








“พระเจ้ามักจะเลือกดอกไม้ท่ีสวยที่สุดไปประดับบนสวนของตนเอง เขามักจะเด็ดมันไปในช่วงเวลาที่มันผลิบานและงามสะพรั่งที่สุด – "








ดอกกุหลาบสีดำที่ปรากฏครั้งแรกในเทพนิยาย

ดอกกุหลาบสีดำที่แปลว่า ความเศร้าโศก การจากลา และความเป็นนิรันดร์








“แต่ลิลลี่ ไบรอนพิเศษกว่านั้น เธอเลือกจะเดินเข้าไปในอ้อมกอดของพระองค์ด้วยความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยวและมั่นคง"









ลิลลี่ ไบรอนที่จากไปพร้อมกับความห่่วงใยที่มีให้สามีของเธอ

จัดฉากการตายของตัวเองเพื่อป้องกันข่าวลือที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งหมด

จัดฉากการตายเพื่อให้ผู้คนสรรเสริญตัวเธอและขบคิดถึงตัวตนของดีแลนด์ ไบรอน –




ทำไมศิลปินเอกคนหนึ่งที่เป็นที่รักของใครบางคนได้มากขนาดนี้

คนที่ทำให้ภรรยาของตัวเองรักเขามากกว่าชีวิตของตนเอง








“ลิลลี่ ไบรอนมันจะเรียกผมว่า 'จันทราของเธอ’ แต่ผมดีแลนด์ ไบรอนที่ยิ่งใหญ่เหลือเกินในสายตาเธอ กลับทำได้เพียงแค่แต่งแต้มรูปทรงของจันทราลงบนกระดาษ เยื่อกระดาษที่บอบบางยิ่งนักเมื่อเทียบกับหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของเธอ กระดาษที่ไม่อาจคงอยู่ได้ชั่วนิรันดร์เหมือนจันทรา – "










การแบ่งวรรค การขึ้นเสียงสูงและต่ำของดีแลนด์ มันงดงามราวกับการขับร้องบทเพลงสดุดีพระเจ้า 

      นัยน์ตาคู่นั้นไม่มีความรู้สึกผิดเจือปนอยู่





มันอาจเป็นเพราะว่าลิลลี่ไม่เคยเสียใจกับการมีอยู่ของดีแลนด์

และเพราะแบบนั้นดีแลนด์จึงไม่อาจเสียใจกับการไม่มีตัวตนอยู่ของลิลลี่








จอห์นพบว่าการเข้าใจใครบางคนดีเกินไป มันอาจเป็นลวดหนามที่จะเกาะหัวใจเราจนกว่ามันจะหยุดเต้นก็เป็นได้

มันจะมีสิ่งใดทรมานใจเราได้มากไปกว่าการรู้เรื่องราวทุกอย่าง แต่ทำได้แค่ยืนดูอยู่เฉยๆ






“ชีวิตเป็นเรื่องประหลาด – เพราะตอนนี้กระดาษใบนั้นจะคงอยู่ยืนนานกว่าอายุขัยของเธอเสียแล้ว เธอผู้ทำหน้าที่ภรรยาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด เธอผู้เป็นทั้งพี่สาวและเป็นแม่ให้กับน้องชายเพียงคนเดียว"









ดีแลนด์ ไบรอนในชุดสูทสีดำสนิทกับดอกไม้แห่งความรัก

นัยน์ตาสีเทาที่มีหยาดน้ำเอ่อคลอ –

ทว่าแรงโน้มถ่วงก็มิอาจทำให้หยาดน้ำเหล่านั้นตกลงสู่พื้นดินได้




ดูเหมือนว่าการโตเป็นผู้ใหญ่จะหมายถึงการทำตัวไร้หัวใจ

การเป็นเสาหลักของตระกูลดังในสหราชอาณาจักร –

มาพร้อมกับความสามารถในการแสดง 

      น้ำตาที่ศักดิ์สิทธิ์กว่าโลหิตกษัตริย์

ความอ่อนแอนั้นน่ากลัวกว่าความยากจน

      และความอื้อฉาวที่น่ากลัวกว่าความตาย






และผมเชื่อว่าช่วงเวลาแห่งการสูญเสียนี้ ไม่มีเสียงใดจะดังได้เท่าความเงียบงันอีกแล้ว"









มันเต็มไปด้วยความเศร้าที่งดงาม

นั่นอาจเป็นเพราะสาเหตุที่อีกฝ่ายแอบซ่อนในการกล่าวลาครั้งนี้

ดีแลนด์ ไบรอนที่เคารพในทางเลือกที่ต่างกันออกไป





ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่เลือกจะจบประวัติศาสตร์ที่โสมมนี่ด้วยหัวใจที่บอบช้ำกว่าใครทั้งหมด



โอบกอดความลับของคนที่จากไปด้วยความเคารพรัก











ความเงียบของคนที่จากไป เสียงที่ทิ้งไว้สร้างทั้งความหนักอึ้ง – ความรักที่แสนเอ่อล้น ความคิดถึงที่ไม่อาจวัดปริมาณ ความเศร้าที่ทำได้แค่มีชีวิตอยู่ต่อไป มีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อซึมซับความรู้สึกเหล่านั้นที่ยังคงลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ ติดตามเราไปในทุกๆที่"









ใบหน้าที่สมบูรณ์แบบนั้นไม่มีความสั่นไหว ลังเลใดๆ

ดีแลนด์ ไบรอนทำหน้าที่ในการกล่าวลาภรรยาเพียงคนเดียวของเขาด้วยความสมบูรณ์แบบ มั่นคงและงดงาม



ไม่มีแม้แต่ข้อผิดพลาดเดียว






“และก่อนที่เราจะปล่อยให้เวลาและชีวิตดำเนินต่อไป ผมขอให้พวกเราหลับตา ปล่อยให้เวลาไหลผ่าน ส่งคำบอกรักที่ไม่เคยพูดให้เธอฟังในใจ"









ทุกคนหลับตาลง

ยกเว้นพวกเขาทั้งสามคน




เจย์เด็นและดีแลนด์มองตรงไปยังป้ายหลุมศพอันใหม่






ศิลปินคนดังก้าวเดินอย่างมั่นคง

คุกเข่าลงโดยปราศจากความลังเลใดๆ

ก่อนจะวางดอกกุหลาบที่เต็มไปด้วยความลึกลับนั่นลง







พวกเราทั้งสามคนมองกลุ่มคนมากมายที่เริ่มลืมตาขึ้นและเดินมาวางดอกกุหลาบด้วยใบหน้าที่เศร้าโศก


เจย์เด็นเลือกที่จะยืนพิงต้นไม้ใหญ่เพื่อเฝ้ามองภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า







“นี่ – เจย์เด็น"






แต่ก็เป็นเสียงของดีแลนด์ที่ปลุกอีกฝ่ายขึ้นมาจากภวังค์ ร่างบางหันไปมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ถึงแบบนั้นคนอายุมากกว่าก็ไม่ได้พูดอะไร นอกจากขยับเข้าไปใกล้เจย์เด็นมากขึ้น สบตากับนัยน์ตาที่ยังคงเปล่งประกายแม้ว่าวันนี้มันจะหม่นแสงลง







“มีคนฝากมาให้"






มือแกร่งเอื้อมไปถอดสร้อยคอที่เจย์เด็นสวมอยู่ตลอด สร้อยที่มีแหวนประจำตัวของดีแลนด์ ไบรอน –








บัดนี้มันกำลังกระทบกับแหวนเกลี้ยงๆอีกหนึ่งวง

แหวนที่ถูกส่งทอดจากรุ่นสู่รุ่นประจำตระกูลฟิทซ์เฮอร์เบิท






เสียงใสหัวเราะออกมาท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของผู้คนในงาน

ก่อนมันจะเปลี่ยนเป็นเสียงที่กลมกลืนไปกับบรรยากาศและสถานที่








“อ่ะ"








ผมเดินเข้าไป ถอดแหวนที่สวมอยู่ตลอดเวลา

สอดมันเข้ากับสร้อยเส้นหนึ่งที่กำลังจะต้องรับน้ำหนักของแหวนสามวง






สร้อยเส้นหนึ่งที่จะกลายเป็นวงกลมทันทีที่ถูกสวมใส่ –

วงกลมที่ไม่มีทางหลีกหนี

วงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น








“ขอบคุณนะ"









เหมือนความรักของมนุษย์















Perhaps they were right putting love into books.

Perhaps it could not live anywhere else.”

– William Faulkner











The END





Please comment or tag #SFaMilRaindrops



Talk: มันไม่ใช่งานเขียนที่เพอร์เฟ็กต์ ภาษาอาจจะโดดไปบ้าง เพราะงั้นเราเลยอยากขอบคุณคุณคนอ่านทุกๆคนเลยนะคะที่อยู่ด้วยกันมาจนถึงตอนนี้ กำลังใจที่ยิ่งใหญ่ของทุกคนทำให้เราแต่งเรื่องราวของพวกเขาจบได้ในเวลาที่รวดเร็ว(กว่าปกติมากๆๆ) เพราะแรงฮึบเหมือนโด้บยามาเขียน จนเราเองยังตกใจเลย ;_____;


ขอบคุณสเตชั่นน้องแจนที่สร้างแรงบันดาลใจให้พี่ได้ขนาดนี้ ขอบคุณคุณโดที่เข้ามาอยู่ในหัวเราตลอดเวลา – ขอบคุณที่ทำให้การสร้างตัวละครนั้นเป็นไปได้ ขอบคุณจอห์นสำหรับความเป็นคุณ ขอบคุณนิยายของ Virginia Woolf, Mrs. Dalloway ที่ช่วยเราเปิดกว้างเรื่องจิตใจของคนหลากหลายรูปแบบ


แอบใจหายจริงๆค่ะที่ต้องจบเรื่องนี้แล้ว รู้สึกผูกพันธ์กับ เจย์เด็น ดีแลนด์ ลิลลี่ และจอห์นมากๆ T_______________T ความเป็นผู้หญิงที่ถูกกดขี่ การล่าแม่มดในหมูคนที่ชอบเพศเดียวกัน ความรับผิดชอบต่อตระกูล ความเน่าเฟ้ะของสังคม เป็นเรื่องแรกจริงๆที่แต่งไปแล้วน้ำตาไหลไป ตอนสุดท้ายคือแต่งแล้วอินจนต้องหยุดพิมพ์ .____.


จริงๆแล้วทุกคนล้วนก็มีบาปเป็นของตัวเองนั่นแหละค่ะ เพียงแค่มันจะเล็กน้อย ยิ่งใหญ่หรือมีคนรู้หรือเปล่า และสำหรับตอนจบจริงๆ ถ้าความสัมพันธ์ทั้งหมดของพวกเขาถูกเปิดเผย การเข้ารับเคมีบำบัดกับความตาย – สำหรับเรา เราคิดว่าคนที่อ่านเรื่องราวของพวกเขามาตลอดคงคิดแทนได้ไม่ยากฮะ .___. ส่วนเจย์เด็นที่พึ่งตระหนักถึงความรักที่ลิลมันส่งผลสำหรับความเข้มแข็งให้น้องไม่น้อยเลยแหละค่ะ แต่ความมั่นคงนั่นมันก็ขึ้นอยู่กับดีแลนด์และจอห์นด้วย ;___;


เราเลือกที่จะไม่เขียนจุดจบของความสัมพันธ์ของ ดีแลนด์ เจย์เด็นและจอห์น ด้วยความหวังว่าพวกเขาโลดแล่นต่อไปในจินตนาการของใครซักคน (รวมถึงเราด้วย แฮ่) :)



ปล. เราคิดว่าอาจจะมาลง Q&A เกี่ยวกับสิ่งที่แฝงอยู่ในบริบทเรื่องนี้ เพื่อความเข้าใจในตัวเรื่องมากขึ้น (คำถามคงเอามาจากที่หลายคนถามมาในดีเอ็ม ฮับบบ) ถ้าใครสงสัยหรืออยากให้อธิบายเพิ่มตรงไหนสามารถ ask(@petchyyjae) มาถามได้เลยฮับบบ :)



ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตอนนี้นะคะ :)

ด้วยความรักอันมหาศาลลลล ;___;



TearsFate



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 43 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

621 ความคิดเห็น

  1. #582 Iroowx757 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2562 / 09:27
    เป็นนิยายที่ดีมากเลยค่ะไรท์ภาษาที่ใช้ออกมาก็สวยและดีมากเลยค่ะ บรรยายทุกๆอย่างออกมาได้อย่างหมดจดมากเลยค่ะ รักเลยเรื่องนี้
    #582
    0
  2. #380 fanggy.fuu (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:02

    พิมพ์มากไม่ได้ใจหาย
    #380
    0
  3. #299 wijiiiiiii (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 3 กันยายน 2561 / 21:47
    john*jaehyun*doyoung คือ Holy Trinity ของเราค่ะ น้ำตาจะไหล นานๆจะหาแบบได้อ่านได้สักทีนึง

    เรารู้สึกว่ามีสัญลักษณ์หลายอย่างมากที่ซ่อนอยู่ในเนื้อเรื่อง เช่นเคย ต้องอ่านไปตีความไป ระแวงไป หลัวว่าตอนที่อ่านอยู่คือกราฟสูงสุดแล้วก็จะดิ่งลง

    นับถือลิลลี่นะ เป็นเราคงอึดอัดมาก เหมือนอยู่ในที่ที่ไม่ใช่ที่ของตัวเอง การจากไปของลิลลี่เหมือนส่งต่อให้เกิดอะไรขึ้นอีกเยอะเลย ไม่ต้องห่วงอะไรแล้วนะลิล
    #299
    0
  4. #176 wuingpcx (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 16 มกราคม 2561 / 06:35
    ลิลลี่เป็นผู้หญิงที่ฉลาดมากๆอะ นางเลือกจบชีวิตตัวเองแต่ก็จากไปแบบทิ้งอะไรเอาไว้ ทั้งเรื่องราวของตัเอง ความรู้สึกผิดบาปในใจคนทั้งสาม ประวัติศาสตร์ที่ว่าคสามรักของเธอยิ่งใหญ่แค่ไหน ความเจ็บปวดให้เซพติมัสพ่อของตัวเอง ความทรงจำทุกๆอย่าง เหมือนเตรียมตัวมาอย่างดีแล้ว พร้อมจะจากไปนานแล้ว เรื่องนี้เหมือนตัวละครทุกตัวเป็นสีเทาๆ ไม่มีดีหมด เลวหมด เราอยู่ระหว่างที่ดำและขาวนั่นแหละ อ่านแล้วเชื่อจริงๆว่ามันไม่ทีใครผิดนั่นแหละ ทุกคนต่างมีเหตุของการกระทำเป็นของตัวเอง ที่สำคัญคือชอบภาษามากค่ะ ประกอบกับเนื้อรื่องแล้วยิ่งรู้สึกมากยิ่งขึ้น มันบอกไม่ถูก แต่ชอบมากๆค่ะ
    #176
    0
  5. #174 asummernight12 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 22:28
    ลิลลี่ที่เสียทั้งน้อง ทั้งรักแรก ทั้งสามี แต่ทิ้งอะไรที่โคตรอิมแพคต่อความรู้สึกของคนอยู่มากๆ เลยดูเหมือนจะทดแทนสิ่งที่เสียไปได้ จะชิงชังก็ไม่ใช่ แต่จะบอกว่ารักก็ไม่เชิง ลิลลี่จากไปแบบแม่ของเจย์เด็น จากไปแต่ยังมีคนจดจำแต่เรื่องราวดีๆ ส่วนเจย์เด็นกลับต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อเหมือนแม่ของลิลลี่ที่ไม่ได้รับการยอมรับและตายจากไป แต่สิ่งที่ทำให้น้องไม่เหมือนแม่ของลิลลี่คือนางมีดีแลนกับจอห์นนี่แหละ รักน้องไปนานๆนะทั้งคู่ ฮื่ออออ
    ดีใจนะที่น้องมีคนอย่างดีแลนละก็จอห์นอยู่เคียงข้าง ความเจ็บปวดที่น้องเจอตั้งแต่เรื่องแม่ เรื่องพ่อ เรื่องพี่สาว ให้มันจบๆไปเถอะ

    และเจย์เด็นก็ยังคงทำให้ฉันรักนางจนตอนสุดท้าย น้องไม่ผิด น้องแค่ปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไป(หรา)เหมือนที่คุณดีแลนทำ พวกเขาแค่รักกัน ;-; ต่อให้โลกมันเปลี่ยนไปแค่ไหน สังคม หรือแม้แต่คนในครอบครัวก็ทำอะไรสองคนนี้ไม่ได้อ่ะ เราคิดว่าถ้าถูกจับได้เค้าก็พร้อมจะตายไปด้วยกันพร้อมกับความรักบาปๆของทั้งคู่นั่นแหละ ;-; จุดนี้ต้องขอบคุณ(?)ลิลลี่ที่เป็นไม้กันหมาให้ทั้งตอนอยู่และตอนตายไปแล้ว
    และและและ ฉันรักคุนดีแลน ฟามฮ็อตปรอทแตกของคุนเค้า ทำบ้าไรก็หล่อไปหมดเลยเว้ยยยยยย
    ประโยคบอกรักที่ไม่มีความว่ารักของคุณเค้าที่กรี้สมากๆคือนี่ ‘หนึ่งราตรีในฤดูร้อน ทุกบทกลอนหลังจากวันนั้น’
    เราว่าความรักของเจย์เด็นมีคุนเป็นส่วนนึงในความรู้สึกนั้น ละเพราะมีคุนเดอ คลิฟฟอร์ดมันเลยเป็นอีกความรู้สึกนึง(ที่น้อยกว่าคุณดีแลน)ของน้องด้วย แต่สำหรับคุนน้องคือทั้งหมด น้องคือMuse ;-; ทั้งหัวใจ ทั้งชีวิต จุดนี้เลยยกความหล่อให้เค้าเต็มๆ

    และและและและและและคุณชายเดอ คลิฟฟอร์ดของฉัน ไม่รู้จะพูดไร นังคือตัวแทนฉันเอง ความคลั่งรักคุนดีแลนและรักน้องเจย์เด็น ทั้งหมดคือฉันนนนนนน 5555555555 พอไปอ่านจอนตอนเจอคุนดีแลนที่ห้องเรียนคือกุบั่บ ลูก ลูกกกกกกกก นุต้องใจเยนๆ ลูกสาวแม่ ยังคงคิดว่านังปลื้มแบบไอดอลต่อไปจนกระทั่งมาเจอที่นังพูดเรื่องกวีที่ซ่อนคนสองคนไว้ในบทกลอนเดียวกัน เทอนี่เองงง นังตัวดี ยิ่งตอนสุดท้ายนี่ชัดเลย แม่หนูรักเค้ามากๆ 55555555555
    แต่จอห์นก็เข้ามาในเรื่องแบบหล่อมากๆเลยนะ มาตอนที่น้องเจย์เด็นกำลังจะแตกสลาย ;-; ฮื่อ ขอบคุน

    ปล.นี่มันเปนโดจยาแจที่สาแก่ใจอิช้อยจริมๆ
    ปล.2เรื่องนี้ไม่มีใครดีเลยว่อยยยย ฉันก็ด้วย ฉันโอเคมากๆกับการที่สามหน่อมีแต่บาปแบบนี้
    #174
    0
  6. #173 teddy.soo (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 11:38
    จบลงพร้อมกับความเงียบที่ดังที่สุดจริงๆ เป็นความรู้สึกเดียวที่เกิดขึ้นในขณะอ่านตอนนี้ การที่เรารักใครซักคนอย่างสุดหัวใจนี่มันยิ่งใหญ่มากจริงๆเลยล่ะ ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วแต่ก็เคารพการตัดสินใจของคนที่เป็นรักยิ่ง ทั้งๆที่เลือกที่จะแสดงออกได้แต่กลับปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการของเขา แหวนสามวงที่มารวมกันที่เจย์เด็นคือความปลอดภัยที่เจย์เด็นจะรู้สึกมั่นใจได้แล้วจริงๆว่าเจย์เด็นยังมีลิลลี่ ดีแลน์และจอห์นอยู่ด้วยเสมอ สำหรับเราแล้วเราว่าลิลกับเจย์เด็นเหมือนจะเหมือนแต่ก็ต่างกัน ถึงจะไม่ต่างกันสุดขั้วแต่ความกล้าหาญของลิลทำให้เรารู้สึกได้เลยว่าเธอคือตัวแทนของผู้หญิงที่แข็งแกร่งคนนึง เธอสามารถเลี้ยงดูและโอบอุ้มน้องชายเพียงคนเดียวด้วยความรักทั้งหมดที่เธอมีจนทำให้เจย์เด็นเติบโตขึ้นมากลายเป็นคนโปรดของพระเจ้าและใครหลายๆคนได้ ไม่รู้จะเม้นอะไรแล้วอ่า ทุกอย่างมันจบแบบสวยงาม ความรู้สึกโศกเศร้าและห่วงหายังคงอยู่ในใจทุกคนเสมอรวมถึงคนอ่านอย่างเราด้วย ขอบคุณจริงๆนะคะสำหรับสิ่งสะท้อนสังคมที่เน่าเฟะและโสมมอย่างฟิคเรื่องนี้ ปล.มันไม่ได้ดาวน์มากหรอฮับ อย่ากังวลไปเลย มันดีมากๆๆๆแล้วจริงๆ ขอบคุณลิลด้วยนะที่ทำให้เราตระหนักได้ถึงคุณค่าความเป็นผู้หญิงของเรา ทำให้เราเข้มแข็งและอยากจะทำอะไรเพื่อคนที่รักเหมือนลิล :)
    #173
    0
  7. #172 VevyyK (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 05:24
    ฟิคดีมากๆเลยค่ะ
    #172
    0
  8. #171 ₩₩₩💛 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 03:01
    จุกไปหมดเลยค่ะ สุดท้ายลิลลี่ก็เลือกทางของตัวเองจนได้ กลัวแล้วก็หน่วงๆในใจมาหลายตอนแล้วว่าลิลลี่จะฆ่าตัวตายเหมือนอย่างที่แม่เจย์เด็นทำหรือเปล่า แล้วมันก็เกิดขึ้นจริง ตอนอ่านถึงจุดที่ทุกคนยืนดูลิลลี่กำลังจะทำแบบนั้น แต่ทุกคนเคารพการตัดสินใจของลิลลี่ ช่วงที่เขียนถึงว่าความสุขนิรันดร์ของลิลลี่ ไม่สามารถมีเจย์เด็นอยู่ในนั้นได้ คือน้ำตาไหลเลยค่ะ ;-; สองพี่น้องนี่เลิฟเฮทจริงๆ เจย์เด็นต่อให้อยากห้ามแค่ไหนแต่ก็รู้ดีว่าลิลลี่จะมีความสุขที่สุดถ้าจะไป ยิ่งคำพูดลิ่ลลี่ที่บอกให้เจย์เด็น be loved , be tortured and be alive ยิ่งแบบ ... ฮือ ความทั้งรักทั้งเกลียดนี้ คือนับถือใจลิลลี่ที่จบเรื่องนี้โดยที่สามคนที่ยังอยู่จะไม่โดนสังคมทำร้าย สามคนนี้จะไม่ได้เจ็บปวดเพราะคนอื่น ลิลลี่ยื่นความสุขให้ทุกคนให้ความรักของทุกคนที่ลิลลี่รักมันกลายเป็นเรื่องเป็นไปได้เสียที ส่วนตัวมองว่าลิลลี่เสียสละมาก อย่างน้อยก็คิดแล้วว่าถ้าตัวเองจะไปมีความสุขก็ยังจะทิ้งความสุขไว้ให้คนที่ตัวเองรัก แต่ว่าสุดท้ายสามคนที่ยังอยู่แล้วก็ยังได้รักก็จะจมอยู่กับความลับแล้วก็ความรักที่รู้กันแค่สามคนไปตลอดจริงๆ ;-; หน่วงจริงค่ะ ฮือออ คืออ่านเรื่องนี้ของไรท์แล้วความรู้สึกมันฟุ้งๆในตัวเองมากเลย ปกติเวลาอ่านฟิคจะรู้สึกค่อนข้างชัด จะเศร้า จะสุขอะไรแบบนี้ แต่ฟิคนี้มีอะไรให้คิดตามเยอะมากจริงค่ะ ขอบคุณที่แต่งมาให้อ่านค่ะ รอติดตามผลงานค่า :3
    #171
    0
  9. #170 JAONinE09 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 23:38
    ลึกซึ้งมากเลยค่ะ บรรยายออกมาได้ดีมากๆ ทุกประโยคมีนัยแฝงอ่านไปด้วยตีความไปด้วยเพลินมากๆเลย มีงงบ้างอาจจะเพราะตีความไม่เก่ง แต่เข้าใจทุกประโยคที่ไรต์ต้องการสื่อ ก็เลยทำให้รู้สึกว่าหลังจากอ่านตอนจบแล้วอารมณ์ดิ่งลงมากๆ พาร์ทช่วงก่อนจะ suicide เป็นอะไรที่บีบอารมณ์มากๆเกือบดึงตัวเองกลับมาไม่ทันค่ะ อินหนักมากกก;-; ขอบคุณที่เขียนงานดีๆแบบนี้มาให้พวกเราอ่านนะคะ ภาษาสวยมากๆ คุณไรต์เตอร์เก่งมากๆเลย สู้ๆนะคะเป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #170
    0