[os/sf] a Million Raindrops - NCT's DoJae

ตอนที่ 19 : [sf] Blank Verse V

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 753
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    28 ธ.ค. 60

[sf] Blank Verse V

Dyland x Jaeden x












#SFaMilRaindrops

Setting: England (1900s)


16,440 words

BG Music: Florence + The Machine – Never Let Me Go

ฟังเถอะนะ ฟังไปอ่านไปกันเถอะนะ ;___;






























She thought there were no Gods;

no one was to blame;

and so she evolved this atheist's religion of doing good

for the sake of goodness.”

- Mrs. Dalloway, Virginia Woolf










*











เจย์เด็นเอื้อมมือมาจับข้อมือเล็กๆของพี่สาวตัวเองไว้ นัยน์ตาสีเดียวกับไพลิณเต็มไปด้วยประกายความสุข


“อืม ถ้างั้นตอนนี้ก็เจ็บอีกสิ"


เขาเอื้อมมืออีกข้างไปลูบบนกลุ่มผมสีบลอนด์สวย เจย์เด็นชอบมองนัยน์ตาสีฟ้าของลิลลี่ยามที่มันต้องกับแสงและอ่อนลง ดวงตาที่มักจะมองตามเขาเสมอ



“ในเมื่อผู้ชายที่ลิลเคยรักและกำลังรักอย่างสุดหัวใจ"



ลิลลี่คนโง่ที่เลือกจะพรากความรักของเจย์เด็น



“ทั้งสองคนน่ะ – รักผมด้วยทั้งหมดของหัวใจเลยล่ะ”




ลิลลี่ที่หลงลืมไปว่าพี่น้องมักจะชอบอะไรเหมือนๆกัน

ตกลงไปในหลุมที่ตัวเองขุดไว้



“แต่อย่างน้อยเจย์ก็ปล่อยให้ลิลได้ทำทุกอย่างที่ตัวเองต้องการแล้วนะ :)”




ลิลลี่ ไบรอนที่หลงรักสามีของตัวเองอย่างสุดหัวใจ





ภาพความทรงจำในวัยเด็กยังคงไหลย้อนคืนกลับมาราวกับพายุ ครอบครัวที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบ ทว่าไม่มีองค์ประกอบของบ้านชิ้นไหนที่สมบูรณ์ซักชิ้น มันแตกร้าวและพังทลาย กลายเป็นสิ่งที่ทิ่มแทงคนที่อาศัยอยู่ในบ้าน


แต่ถึงมันจะแตกหักแค่ไหน เจย์เด็นและลิลลี่ก็เคยโอบกอดกันและกันเพื่อผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาแล้ว




“ทำไมล่ะลิลลี่? พี่กลัวว่าผมจะเอาเรื่องลูน่าไปป่าวประกาศงั้นหรอ"




เจ้าของเสื้อแจ็กเก็ตสีดำไหวไหล่ เธอจับมือของเจย์เด็นขึ้นมาทาบ มือเรียวสวยที่มีขนาดพอๆกันๆ แต่สามารถจับและยึดอะไรไว้ได้มากกว่าเธอนัก ใบหน้าที่เหมือนกันราวกับแกะนั่นก็ด้วย


รอยยิ้มปรากฎขึ้นบนใบหน้าสวยของหญิงสาว เธอส่ายหัว ก่อนจะหันมาสบตาคนที่นั่งข้างๆ




“เจย์เด็น ฟิทเฮอร์เบิร์ทไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น"




เธอหัวเราะออกมา เมื่อพบว่าสุดท้ายมันก็จบลงอย่างที่คิดจริงๆ ในเมื่อเธอเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งในบ้านหลังนั้น คนที่มีชื่อสลักอยู่ในตระกูลอันเก่าแก่ทั้งสองตระกูล แต่กลับไร้อำนาจใดๆ


ไม่สามารถต่อกลอนกับใครได้

ไม่แม้แต่จะพยายามเรียกศักดิ์ศรีกลับมาให้คนเป็นแม่ –





“ในเมื่อโซลาร์ ฟิทเฮอร์เบิร์ทเป็นเพียงแค่นายหญิงคนเดียวในชีวิตของนายท่านฟิทเฮอร์เบิร์ทเป็นคนเดียวที่ผู้คนให้การนับถืออยู่แล้ว"





มันเป็นไปไม่ได้

เพราะอีกฝ่ายได้ทิ้งมันไปหมดแล้ว ยามที่ลูน่า แฮริสเลือกที่จะก้าวเข้าไปในโลกของเซพติมัส ฟิทเฮอร์เบิร์ท

และเพราะว่ามันไม่เคยอยู่ ลิลลี่จึงกอบกู้มันกลับมาไม่ได้



นั่นเป็นเหตุผลที่เจย์เด็นไม่จำเป็นต้องทำอะไรกับความจริงที่แสนโสมมข้อนี้ซักนิด

ในเมื่อลูน่า แฮริสเป็นแค่น้องสาวฝาแฝดของโซลาร์ แฮริส คนที่จากไปเพราะโรคประจำตัว จากไปทั้งๆที่อายุยังน้อย ลาโลกนี้ไปพร้อมๆกับที่ผู้คนต่างลืมเลือนเธอ





“พี่ก็เห็นแก่ตัวเหมือนแม่ของตัวเองเลย – ลิลลี่"





เจย์เด็นถอนสายตาจากนัยน์ตาคู่สวยนั่น ทันทีที่จิ๊กซอว์ทุกชิ้นในหัวมารวมกันจนได้คำตอบที่นึกสงสัยมานานก็ปรากฏ

การกระทำทั้งหมด ทุกอย่างที่ผ่านมา นำไปสู่เหตุผลเพียงข้อเดียว

คำตอบที่น่าขันยิ่งนัก



พวกเขานั่งข้างๆกันโดยปล่อยให้ความเงียบผ่านไปเรื่อยๆ

มีเพียงแต่เสียงร้องของสรรพสัตว์ที่ดังมาจากที่ไกลแสนไกล ปล่อยให้ภาพตรงหน้าขยับและค่อยๆแปลเปลี่ยนไป

ภาพของอีกาสีดำที่บินผ่านไป

ภาพของดอกไม้ที่เอนเอียงไปตามทิศทางของสายลม

ภาพของครอบครับที่ดูสุขสันต์กำลังนั่งปิคนิคกันอยู่ตรงพื้นหญ้า



ทุกอย่างดูเรียบง่ายเหลือเกิน

สำหรับคนบางคน – ความสุขก็ดูเป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไป ไม่ต้องใช้ความพยายาม



ช่างตรงกันข้ามกับลิลลี่ ไบรอน เหลือเกิน

ที่ใช้ความพยายามทั้งหมดในการไคว่คว้ามันแล้ว


– แต่ก็ล้มเหลวอย่างที่ถูกลิขิตไว้ –






“คราวนี้น้องก็จะโยนความผิดทุกอย่างมาให้ลิลเหมือนพ่อสินะ"





ลิลลี่ไม่เคยรักใครได้อย่างบริสุทธิ์ใจเลย

มันมีเพียงแต่ความสัมพันธ์ที่ทั้งรักทั้งเกลียด –

เหมือนที่เธอกำลังรู้สึกกับคุณพ่อ ลูน่า โซลาร์ และเจย์เด็น




แต่มันน่าตลกยิ่งนัก

ครั้งแรก – และครั้งสุดท้าย

กับการรักใครด้วยทั้งหมดของหัวใจ


พวกเขามองผ่านเธอไปยังคนที่ส่องสว่างกว่าอยู่เสมอ

คนที่เป็นนิยามของคำว่ารัก






“ลิลลี่ ฟิทเฮอร์เบิร์ท"




เจย์เด็นกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย จริงอยู่ที่ทุกอย่างมันเริ่มจากความแค้นและเขารู้ดีว่าพี่สาวของตัวเองเป็นคนแบบไหน ความรักบางๆที่แม่เหลือไว้ให้ กับความรักของพี่สาวที่แสดงให้เห็นอยู่ตลอดเวลา

ความรักที่เป็นเส้นขนานกับความเกลียดชัง




“นี่พี่ยังไม่เข้าใจอีกหรอ? – ว่ามันไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น ทุกอย่างมันเกิดจากการตัดสินใจของทุกๆคนและนั่นหมายความว่าพวกเขาต้องยอมรับกับผลที่ตามมาให้ได้"




เซพติมัส ฟิทเฮอร์เบิร์ท ผู้ชายคนนั้นที่รักฝาแฝดทั้งสองคนจริงๆ ต้องรับผิดชอบกับทุกการกระทำ โดยการมีชีวิตอยู่ต่อไป – ทนอยู่ด้วยความเจ็บปวด มองเห็นลูกทั้งสองคนที่เป็นภาพสะท้อนของคนรักทั้งสองคน ต้องฉีกยิ้ม หัวเราะและกอดเด็กทั้งสองคนไว้ด้วยหัวใจที่แตกสลาย


ลูกชายและลูกสาวทั้งสองคนที่เป็นหลักฐานในความรักของตัวเอง

ความรักที่ไม่เคยได้รับการยอมรับ

แต่จะไม่มีวันหายไปจากความทรงจำที่จะคงอยู่เท่าอายุขัยของตน




“ทั้งแม่ของลิลและก็แม่ของผมน่ะ พวกเขาพยายามอย่างเต็มที่แล้วกับการที่จะมีชีวิตอยู่ – เต็มที่กับมัน สร้างความทรงจำ เรียนรู้ทุกความเจ็บปวดและความสุขที่เกิดจากความรัก"




เจย์เด็นเหม่อมองออกไปยังท้องนภา ยื่นมือเรียวออกไปทาบส่วนกับพระอาทิตย์ที่ส่องแสงแดดอ่อนๆลงมา วันนี้หิมะไม่ตกลงมาหนักเหมือนเมื่อวาน มีเพียงแค่สายฝนอ่อนๆโปรยลงมาในชั่วขณะหนึ่ง




“ว่าลูน่า แฮริสน่ะได้ใช้พลังทั้งหมดในการให้กำเนิดพี่ เตรียมการทุกอย่าไว้ เขียนจดหมาย ก่อนจะจากโลกนี้ไป เช่นเดียวกับที่แม่เจย์รอให้ผมเติมโตพอที่จะสัมผัสความรักของเธอไว้จางๆ"





ลิลลี่ลุกขึ้นยืน ร่างบางเดินไปไล้สัมผัสดอกลิลลี่ที่ยังไม่บานเต็มที่ เธอชื่นชมมันอยู่ครู่ใหญ่ ฮัมเพลงที่สดใสเพื่อให้มันรู้สึกสดชื่นกว่าวันไหนๆ ก่อนจะตัดสินใจเด็ดมันออกมาหนึ่งดอก





“ทั้งพี่และผมก็รู้ – ว่าสิ่งที่ลูน่าและโซลาร์ แฮริสไม่อยากทำที่สุดน่ะ"







“คือการมีชีวิตอยู่สินะ"






หญิงสาวที่มีใบหน้าสะสวยราวกับตุ๊กตาเป็นคนต่อประโยคนั้นเอง เธอก้มลงก่อนจะหัวเราะออกมา เป็นครั้งแรกที่เจย์เด็นเห็นหยาดน้ำสีใสไหลลงมาจากนัยน์ตาคู่นั้น –




“อื้อ มีชีวิตอยู่ทั้งๆที่อีกครึ่งนึงของตัวเองได้จากไปแล้ว"






ดวงตาที่ไม่เคยร่ำไห้ต่อหน้าใครเลยซักครั้ง

ไม่แม้แต่ตอนที่เธอทะเลาะกับผู้เป็นพ่อ






You can have it, Jaeden”



ลิลลี่เดินจากไปแล้ว

ทิ้งไว้เพียงแต่ดอกไม้ดอกนั้นที่เธอพึ่งเด็ดออกมา



หยุดการเจริญเติบโตของมัน ทั้งๆที่ยังไม่ถึงเวลา



(Though the pressure's hard to take

It's the only way I can escape

It seems a heavy choice to make

And now I am under all)






ถึงความพยายามเหล่านั้นจะล้มเหลวในท้ายที่สุด

แต่เธอก็มีความสุขจริงๆ ในห้วงเวลาเหล่านั้น


เธอ – ลิลลี่ ไบรอน







*







พวกเราเลือกจะกินข้าวเช้าบนห้อง ก่อนจะเก็บของและเดินทางไปยังส่วนตัวเมือง เจย์เด็นกับจอห์นเลือกที่จะไปนั่งอ่านหนังสือ เดินเล่นที่สวน Princess Street ก่อนจะเดินชมเมืองและซื้อของพื้นเมืองระหว่างรอดีแลนด์ไปจัดการธุระ พวกเขานัดเจอกันที่ร้านอาหารในตอนเที่ยงครึ่ง



แน่นอนว่าดีแลนด์ต้องพาภรรยาของตัวเองไปด้วย เขาเลือกจะไปส่งต้นฉบับกับสำนักพิมพ์ก่อน



“ชื่อเรื่องสวยดีนะครับ คุณไบรอน :)”



คุณเกรแฮมเจ้าของสำนักพิมพ์เอ่ยทักเมื่อเหลือบไปเห็นชื่อหนังสือเล่มใหม่ของนักเขียนคนดัง เขาเลือกที่จะอ่านคำนิยามสั้นๆของหนังสือก่อนจะยิ้มออกมา


“น่าพิศวงนะครับ – เพราะเมื่อวานนักเขียนชื่อดังอีกคนก็ตั้งชื่อเรื่องคล้ายๆหนังสือของคุณเลย :)”


“เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ :)”



ดีแลนด์ยิ้มออกมา เขาไม่ได้ถามถึงชื่อนักเขียนอีกคน ร่างโปร่งชอบที่จะรอคอยและตื่นเต้นไปกับมันมากกว่า แต่จากสายตาที่จิมส่งมามันก็ทำให้เขาพอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายต้องเป็นคนที่มีชื่อเสียงพอสมควร



การเป็นนักเขียนชื่อดังมันไม่ได้รับประกันว่าหนังสือทุกเล่มท่ีคุณแต่งจะได้รับอนุญาตให้ตีพิมพ์ เพราะงั้นเวลาที่พวกเขาอยากจะโจมตีเรื่องต้องห้ามในสังคมที่อ่อนไหวเกินไป นักเขียนเหล่านั้นก็เลือกจะทิ้งชื่อเสียงของตัวเองเอาไว้ข้างหลัง เพื่อแลกกับการพิมพ์หนังสือและได้วาดเขียนจินตนาการตัวเองต่อไป


มันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร – บางคนก็เลือกจะพิมพ์มันโดยไม่ลงชื่อหรือเปลี่ยนชื่อใหม่ เพียงเพราะอยากจะวัดระดับความสามารถของตัวเองอีกครั้ง



มันก็เหมือนการที่มนุษย์ทุกคนต่างก็มีบาปของตัวเอง

ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะสารภาพหรือปกปิดมันต่อไปก็เท่านั้น


ตราบใดที่มันยังเป็นความลับอยู่

นั่นหมายความว่าบาปนั้นจะยังสามารถกระทำต่อไปได้






เมื่อส่งต้นฉบับเสร็จแล้ว ดีแลนด์จึงขับรถไปยังพิพิธพันธ์ส่วนตัวของท่านดยุคต่อ มันเป็นงานเปิดตัวผลงานชุดใหม่ของดีแลนด์ ไบรอนที่กำลังจะถูกจัดแสดง ร่างโปร่งขยับเสื้อสูทให้เป็นทรง ยื่นมือไปให้ภรรยาจับ ก่อนจะส่งยิ้มไปให้บรรดาชนชั้นสูงที่กำลังชื่นชมผลงานของเขาอยู่




ภาพที่ถูกจัดวางอยู่ในส่วนที่เห็นชัดที่สุด – ภาพวาดชิ้นเอกของการแสดงครั้งนี้


ภาพวาดสีน้ำมันที่ถูกแต่งแต้มตามห้วงอารมณ์ ใบหน้าของใครบางคนที่ถูกวาดไว้เบลอๆ ถูกเติมเต็มด้วยแสงของดาวที่ระยิบระยับ นัยน์ตาสีฟ้าสวยที่มองตรงลงมานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึก สันจมูกโด่งที่มีรอยกระเรียงตัวสวยนั่นหยอกล้อและต้องแสงราวกับเป็นกลุ่มดาวที่ส่องประกายในตอนกลางวัน

เป็นเหมือนแสงจากดวงอาทิตย์ที่ลอดผ่านหน้าต่าง



ริมฝีปากสีพีชที่ยกยิ้มอย่างร้ายกาจ ทว่าดูบริสุทธิ์เหลือเกินท่ามกลางองค์ประกอบที่ดูอบอุ่นน่ัน ร่างบางสวมชุดแขนยาวสีขาวที่มีลูกไม้ตรงคอ มือเรียวที่ถูกพักไว้ตรงกระดูกไหปลาร้าปรากฏแหวนเกลี้ยงๆหนึ่งวง –


แหวนที่ไม่ใช่แหวนแต่งงาน






ใบหน้าสวยที่มีผมบลอนด์ยาวลงมา

ลิลลี่ ไบรอนหัวเราะออกมา เมื่อเธอพึ่งจะเข้าใจสาเหตุจริงๆที่สามีของเธอพามาทำงานด้วย มันชัดเจนจนเธอแทบจะสำรอกออกมา



เขาหันมาส่งยิ้มให้เธอขณะที่กำลังคุยกับแขกอยู่





(And it's peaceful in the deep

Cathedral where you cannot breathe

No need to pray, no need to speak

Now I am under all)






ภาพวาดชิ้นเอกของดีแลนด์ ไบรอน

ภาพชิ้นนั้นมี เจย์เด็น ฟิทเฮอร์เบิร์ทเป็นองค์ประกอบหลัก




คุณนายไบรอนนี่โชคดีจริงๆนะคะ คุณไบรอนถ่ายทอดภาพคุณออกมาได้สวยมากจริงๆ"





ลิลลี่หันไปยิ้มและกล่าวขอบคุณคุณนายคันนิงแฮมที่หันมายิ้มให้เธอ ก่อนจะกล่าวชื่นชมความสวยงามของภาพที่ถูกประดับอยู่กลางห้องต่อไป


ในวันนี้เธอก็ยังทำหน้าที่ของภรรยาได้เป็นอย่างดี–

ในการช่วยอธิบายความหมายเบื้องหลังของภาพที่สามีเธอสร้างขึ้น



ภาพ ที่ไม่ใช่ภาพของเธอ





พวกเขาใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงที่พิพิธพันธ์แห่งนั้น ภาพวาดของดีแลนด์กว่ายี่สิบชิ้นถูกประมูลไปด้วยราคาสูงทั้งหมด จริงๆภาพของดีแลนด์อาจไม่โดดเด่นเท่าภาพของศิลปินท่านอื่น แต่ลักษณะคำพูดและการบรรยายความหมายและที่มาของภาพแต่ละภาพมันกินใจและฝังลงไปในใจผู้ชม – มากกว่าศิลปินคนอื่น




“ไปกันเถอะ"




ลิลลี่พยักหน้า เธอควงแขนสามีก่อนจะเดินออกจากตัวพิพิธพันธ์ ภาพของทั้งคู่ที่เดินไปด้วยกันสร้างรอยยิ้มให้กับผู้คนที่มองจากข้างหลัง มันดูสวยงามและเหมาะสมกันราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดของศิลปินเอก




“อื้อ อย่างที่คุณคิดนั่นแหละ ลิลลี่"




เสียงของดีแลนด์ยังเป็นเสียงที่เธอชอบเสมอ แม้กระทั่งตอนนี้ที่เขากำลังใช้มันทำร้ายเธอ เป็นครั้งแรกที่อีกฝ่ายทำแบบนี้ หลังจากที่ทำหน้าที่สามีที่ดีให้เธอมาตลอด

เป็นครั้งแรกที่สุภาพบุรุษที่หลุดมาจากห้วงความฝันพูดอะไรออกมาตรงๆ




อย่าหลอกตัวเองเลยผมรู้ว่าคุณเห็น"




เธอไม่ได้หยุดเดิน – เป็นดีแลนด์ต่างหากที่เป็นฝ่ายหยุดเดินก่อน

เขารั้งเธอไว้ไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า




“ตั๋วรถไฟที่เจย์เด็นซื้อมา แต่ไม่ได้นั่ง ไม่เคยนั่ง – ตั๋วรถไฟที่ควรจะอยู่ที่บ้าน"




ลิลลี่ขำออกมา เมื่อตอนนี้เธอรู้แล้วว่าทำมันตกหายไว้ที่ไหน –

ตกและหายไปพร้อมกับความหวังทั้งหมดที่ยังคงเหลืออยู่ที่ไหนซักแห่งในห้วงความคิด




“ลิลคิดว่าเราควรคุยเรื่องนี้กันตอนที่ถึง Lake district แล้วนะคะ"




ดีแลนด์พยักหน้า ในเมื่อคนข้างๆแสดงออกว่ายังไม่พร้อมที่จะคุยเรื่องนี้ เขาก็จะให้เกียรติอีกฝ่ายเท่าที่จะทำได้ ลิลลี่ ไบรอน เป็นผู้หญิงที่น่ารักและเปราะบาง พอๆกับเจย์เด็น เธอเป็นความฝันของผู้ชายหลายๆคน




แต่การเป็นความฝันของใครหลายคนก็ไม่ได้ทำให้เธอกลายเป็นความฝันของสามีได้เลย

ในเมื่ออีกฝ่ายมีน้องชายของเธอเป็นแรงบันดาลใจ –

เป็น Muse ให้กับศิลปะทุกแขนงที่ดีแลนด์ ไบรอน รังสรรค์มันขึ้นมา






(And it's breaking over me

A thousand miles down to the sea bed

Found the place to rest my head

Never let me go)






*







พวกเขาออกเดินทางจาก Edinburgh ในช่วงบ่าย หลังจากรับประทานอาหารและเดินเล่นในตัวเมืองเสร็จ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยัง Lake District ที่ห่างออกไปประมาณสามชั่วโมง มันเป็นอุทยานที่ขึ้นชื่อเรื่องความงามจนกวีเอกแห่งยุคย่าง William Wordsworth ยังต้องพรรณนาความงดงามของมันออกมาผ่านตัวกลอน – เรื่องราวความสวยงามของธรรมชาติที่ถูกร้อยเรียงผ่านจดหมายจากน้องสาวของกวีเอกชื่อดัง ถูกนำมาเขียนเป็นกลอนที่ได้รับความนิยมจนถึงตอนนี้



ภาพของธรรมชาติที่ทำให้เขาอยากจะล่องลอยไปบนฟ้าเหมือนกลุ่มก้อนเมฆ ล่องลอยอย่างโดดเดียวทว่าความเหงานั้นกลับถูกเติมเต็มด้วยการดื่มด่ำไปกับภาพของทุ่งดอกแดฟโฟดิลที่แสนสวยงาม สายลมที่พัดปลิวผ่านทำให้กลุ่มดอกไม้นับพันนับหมื่นนั้นเต้นไปตามจังหวะหายใจของสายลม เช่นเดียวกับกลุ่มคลื่นที่ซัดมาจากทะเลสาบ ภาพที่งดงามนั่นทำให้กลุ่มก้อนเมฆหรือก็คือตัวกวีคลายความเหงาในใจไปได้


มันคือความหัศจรรย์ของตัวอักษรที่ถูกร้อยเรียงออกมาอย่างสวยงาม บทกลอนที่มีสัมผัส การเปรียบเปรย ความงดงามของบทกวีที่ขลับให้ธรรมชาติสวยงามขึ้น ดึงดูดสิ่งมีชีวิตที่ประเสริฐที่สุด – มนุษย์ให้มายังสถานที่แห่งนี้โดยปราศจากความลังเล



ทะเลสาบถูกล้อมรอบด้วยภูเขาซ้อนทับกันไปเรื่อยๆ ตัวบ้านเมืองและตึกที่ถูกสร้างไปตามความลาดชันของผืนดิน พวกเขาตัดสินใจพักที่ทะเลสาบWindermere หนึ่งในทะเลสาบที่ได้รับความนิยมของจากเขตทะเลสาบแห่งนี้





ทั้งสี่คนปล่อยให้พนักงานจัดการเรื่องกระเป๋าและรถที่โรงแรม Old English โรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดและมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในบริเวณ ก่อนจะแยกย้ายกันไปเปลี่ยนชุดสำหรับการดื่มน้ำชาตอนบ่าย


เจย์เด็นเลือกจะสวมเสื้อคอเต่าสีขาวทับด้วยแจ็กแก็ตหนังสีดำและกางเกงแสล็คสีเดียวกัน ในขณะที่จอห์นเลือกจะใส่เสื้อเชิ้ทสียีนส์ทับด้วยเสื้อสเวตเตอร์สีดำและกางเกงสีเดียวกัน ทั้งสองคนออกมานั่งรอที่ส่วนห้องนั่งเล่น




“ข้างนอกหนาวนะจอห์น"




ดีแลนด์ที่เดินออกมาในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำที่ถูกปลดกระดุมออกสองเม็ด กางเกงสีเดียวกันและเสื้อเทร้นช์โค้ทสีเทาเข้ม มือแกร่งถือหมวกแบบ top hat เขาสบตากับจอห์น – คนที่ถูกทักไหวไหล่ก่อนจะเดินกลับไปเอาเลือกเสื้อโค้ทในห้อง




“วันนี้แดดไม่อ่อนไปใช่ไหม?”




ร่างโปร่งหันไปสบตากับคนที่นั่งเอนตัวลงบนโซฟาด้วยความง่วง อีกฝ่ายยิ้มออกมาเมื่อพบว่าประโยคที่คนเป็นพี่เขยกล่าวออกมาน่ะหมายความแฝงอะไร เจ้าของใบหน้าสวยแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากด้วยความเคยชิน ส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกให้ ทั้งๆที่ภรรยาของคนๆนั้นกำลังแต่งตัวอยู่ในห้อง





“อื้อ ผมรู้น่าว่าพี่ไปงานเปิดตัวนั่นทำไม"



“good boy :)”




(And the arms of the ocean are carrying me

And all this devotion was rushing out of me

And the crashes are heaven for a sinner like me

But the arms of the ocean delivered me)





เจย์เด็น ฟิทเฮอร์เบิทน่ะฉลาดเกินไป – อีกฝ่ายเป็นเด็กดีที่หัวไวกับทุกๆเรื่อง

ไม่ต้องอธิบายให้มากความ ไม่ต้องพยายามใส่หน้ากากเข้าหา





“นี่ ดีแลนด์ หนังสือเล่มใหม่พี่ชื่ออะไรหรอ?”


“ลองเดาก่อนสิ"


“ให้ตายเหอะ อย่างน้อยก็ให้คำใบ้อะไรมาหน่อยได้ไหม"




ดีแลนด์ยกยิ้ม เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆเจย์เด็น ไม่มีส่วนใดในร่างกายของพวกเขาสัมผัสกัน นอกจากนัยน์ตาสองคู่ที่เย้าหยอกกันผ่านทางสายตา





“มันเกี่ยวกับคำอธิษฐานของเจย์เด็น :)”



เจย์เด็นหัวเราะ มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย

ในเมื่อมันมีเพียงคำขอเดียวที่เจย์เด็นเอ่ยขอดีแลนด์ ไบรอน





“As the Sun Rises?”




ดีแลนด์พยักหน้า แอบส่งมือเข้าไปประสานกับมือคู่สวย

พระอาทิตย์สาดแสงแดดเข้ามาในห้องจนเขาต้องหรี่ตาลง





“มันเกี่ยวกับอาณาจักรที่พระอาทิตย์จะไม่มีวันตกดิน"




ดีแลนด์ ไบรอน เป็นมากกว่าพระอาทิตย์

แต่เจย์เด็นก็ไม่ต้องการให้อีกฝ่ายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้เหมือนกัน



นัยน์ตาสีเทาที่สวยกว่าผลึกของอัญมณีชิ้นไหนๆ

คนที่บอกกับเจย์เด็นว่าเขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ



และเพราะแบบนั้นอีกฝ่ายจะยอมรับทุกการตัดสินใจ –

ไม่ว่าเจย์เด็นจะเลือกวิธีไหนในการเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไปของตนเอง




“และมันจะออกวางแผงในวันเกิดของผมสินะ?”



ดีแลนด์พยักหน้า

ใช่ – มันคือของขวัญครบรอบอายุสิบเก้าปีของเจย์เด็น ฟิทเฮอร์เบิท



เจย์เด็น ฟิทเฮอร์เบิทที่เป็นเหมือนร้อยกรองที่ดีแลนด์ชอบ – 'กลอนเปล่า’ บทกวีที่เหมือนจะไร้กฏเกณฑ์ ไม่กำหนดสัมผัส แต่กลับกำหนดจำนวนพยางค์และเสียงพยัญชนะหนักเบาสลับกันไป


มันเป็นร้อยแก้วแบบที่ง่ายต่อการถ่ายทอดจินตนาการออกมาเป็นคำพูด อิสระและไร้รูปร่างที่ชัดเจนเหมือนเด็กผู้ชายคนนั้น –

เป็นกลอนที่ถูกเรียกว่า ร้อยแก้ว เพราะไร้สัมผัส ต่างจาก ร้อยกรอง ประเภทอื่นๆ


เจย์เด็น ฟิทเฮอร์เบิท ที่มีได้เพียงคนเดียวบนโลกใบนี้

เจย์เด็น ฟิทเฮอร์เบิท ที่พิเศษกว่าใครทั้งหมด






(And the arms of the ocean so sweet and so cold

And all this devotion I never knew at all

And the crashes are heaven for a sinner released)





เจย์เด็นกับดีแลนด์ลุกขึ้นยืนเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูห้องสองห้องที่ดังขึ้นพร้อมๆกัน ลิลลี่ ไบรอนแต่งตัวสไตล์โกธิค ชุดกระโปรงสีดำฟูฟ่อง วันนี้เธอสวมรัดเกล้าสีขาวที่ตัดกับตัวชุด ใบหน้าสวยที่แต่งแต้มเครื่องสำอางค์หนักกว่าทุกวัน ลิลลี่ยกยิ้มอย่างอ่อนหวานกว่าทุกวัน



“ไปกันเถอะค่ะ"








ทั้งสี่คนเลือกที่จะนั่งจิบน้ำชาที่ร้านน้ำชาชื่อดังติดตัวทะเลสาบ ทะเลสาบในหน้าหนาวอาจไม่ใช่ฤดูที่ส่องประกายมันที่สุด แต่ไม่ใช่ที่ทะเลสาบ Windermere แห่งนี้ ภาพของน้ำสีใสที่ทอดยาวออกไปสุดลูกหูลูกตา ถูกรายล้อมไปด้วยภูเขาที่มีหิมะสิขาวปกคลุมไปทั่ว เป็ดสีขาวที่ออกมาเดินรอบบริเวณชายหาดและตามบ้านเรือน เสียงไวโอลินที่ถูกเล่นจากร้านดนตรีที่อยู่ถัดออกไป ชารสเลิศที่ถูกนำเข้ามาจากอินเดียและคุ้กกี้สูตรพิเศษจากเจ้าของร้านส่งกลิ่นหอมเย้ายวนจนฝูงนกและแมวเจ้าถิ่นต่างเลือกจะมาพักใจที่หน้าร้าน



“Chopin or Mozart?”



จอห์นเอ่ยถามออกมาหลังจากที่อีกฝ่ายพึ่งเล่าประสบการณ์การไปอยู่ที่ฝรั่งเศสกว่าสองปีของตัวเองจบ



“Beethoven”




ดีแลนด์ตอบกลับไป จอห์นยกยิ้มก่อนจะเดินออกไปนั่งเล่นเปียโนที่ถูกตั้งอยู่กลางร้าน คนถูกตามใจยกยิ้มก่อนจะหลับตาลงเพื่อซึมซับบทเพลงที่อีกฝ่ายกำลังขับกล่อมพวกเรา 'Ninth Symphony’ หนึ่งในเพลงที่ดังที่สุดของบีโธเฟ่น – เพลงที่ถูกแต่งขึ้นหลังจากที่นักดนตรีชื่อดังสูญเสียการได้ยินทั้งหมด




ผู้คนต่างตีความไปว่าศิลปินเอกคนนั้นคงไม่มีวันได้ยินเสียงดนตรีที่ถูกเล่น ทั้งๆที่มันเป็นเพลงที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน

แต่ผู้คนพวกนั้นกลับไม่ลองคิดถึงจุดเริ่มต้นของมัน




ถ้าบีโธ่เฟ่นไม่สามารถได้ยินบทเพลงของตัวเอง เขาจะสามารถแต่งมันขึ้นมาได้อย่างไร?

นั่นไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายจำโน้ตได้ทุกเสียงได้หรอกหรือ?

เปียโนที่ถูกเล่นในหัวของนักดนตรีเอกคนนั้นน่ะ ไม่มีเสียงไหนที่ขาดหายไปหรอกนะ



การสูญเสียอะไรบางอย่าง

มันไม่ได้หมายความว่าจะทำลายสิ่งที่เคยมีอยู่ทั้งหมด





“เจย์ไปเดินเล่นนะ"



ลิลลี่เงยหน้าขึ้นไปมองเจย์เด็นโดยไม่ได้พูดอะไร เธอยกยิ้มบางๆให้น้อง ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินออกไปโดยไม่หันกลับมาสนใจคนข้างหลัง เธอใช้มือทั้งสองข้างยกแก้วชาขึ้นมาจิบ กลืนมันลงไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี




“พูดออกมาสิ – ลิลลี่"





ดีแลนด์ส่งสายตาที่บอกกับเธอโดยนัยว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเก็บความคิดพวกนั้นไว้ในใจอีกแล้ว







“คุณก็รู้ว่าเจย์เด็นแอบมีจอห์นลับหลังคุณ"





ดีแลนด์พยักหน้า เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นมาท้าวกับโต๊ะ พิงใบหน้าไปกับช่วงแขนตัวเองเพื่อลดระยะระหว่างตนกับภรรยา นัยน์ตาที่เป็นเหมือนแก่นกลางมหาสมุทร –


แก่นกลางมหาสมุทรที่ลิลลี่ ไบรอน เชื่อว่ามันเป็นสีเทาและมีผลึกสีมรกตวางไว้ตรงปลายเขตแดน ผลึกที่เป็นเหมือนหลุมดำที่ดึงดูดทุกคนที่มองเข้าไป – หลุมดำที่มีทางออก แต่เธอเลือกที่จะไม่เดินออกไปหาแสงสว่างภายนอกเอง



นัยน์ตาคู่นั้นมองมาที่เธอราวกับจะสำรวจความคิดและเจ้าของใบหน้าสะสวยนั่นก็ปล่อยให้คนที่เป็นคู่ชีวิตเข้ามาสำรวจมันอย่างง่ายดาย



“Well – “



“...”



“ผมรู้เรื่องนี้มาซักพักแล้ว ตั้งแต่ไปสอนที่อีตัน มันไม่ใช่ความลับท่ีเจย์เด็นตั้งใจจะปิดบังจากผมเสียทีเดียว"





มันเป็นตอนบ่ายที่ยังสงบเหมือนอย่างที่เคยเป็น ทว่าผู้คนในร้านไม่ได้ให้ความสนใจกับคู่สามีภรรยาคนดังที่นั่งอยู่ติดกระจกเท่าไหร่นัก เพราะตอนนี้ทุกคนกำลังดื่มด่ำไปกับเสียงเปียโนที่ขับกล่อมโดยผู้ชายที่ดูสง่าคนนั้น


บทเพลงที่ถูกถ่ายทอดออกมานั้นเต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก แผ่นหลังกว้างที่ตั้งตรงสวยงามราวกับใบปิดภาพยนตร์ ใบหน้าที่ไม่ได้บ่งบอกอารมณ์ใดเท่าปลายนิ้วที่กำลังสะบัดไปตามคีย์เปียโน







“มันเป็นความลับที่เจย์เด็นอยากให้ผมเข้าใจต่างหาก – เจย์เด็น ฟิทเฮอร์เบิร์ทในวัยสิบห้าปีที่ถูกทรยศและรู้ความลับอันโสมมของตระกูลในเวลาไล่เลี่ยกันน่ะ"



“...”


ตอนที่ดีแลนด์ไบรอนเป็นเพียงแค่ศิลปินคนนหนึ่ง มันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่จอห์น เดอ คลิฟฟอร์ดเข้ามาในชีวิต เพราะงั้นมันคงไม่แปลกอะไรถ้าเจย์เด็นจะตกหลุมรักเด็กผู้ชายคนนั้น – คนที่เป็นความสบายใจ ความเป็นไปได้และความไม่แน่นอน"




จอห์น เดอ คลิฟฟอร์ด

ความเป็นไปได้ที่จะรักใครพร้อมกันสองคน

ความไม่แน่นอนที่ส่งผลกระทบต่อรักแรก – ความรักที่ว่ากันว่าทรงพลังที่สุด คนที่ทำให้รักแรกของเขาไม่ใช่รักเดียว




ดีแลนด์ ไบรอน

ความเป็นไปได้ที่จะรักใครซักคนเพียงแค่แรกเห็น แรกสัมผัสดนตรีที่เป็นจิตวิญญาณของอีกฝ่าย

ความไม่แน่นอน – เป็นความรักที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการมีชีวิตอยู่ หากสังคมรับรู้ถึงเส้นความสัมพันธ์ที่ถูกสอดประสานไว้อย่างแน่นแฟ้น





“...”



“และใช่ – มันเป็นความสัตย์จริงที่ผมเข้าใจและยอมรับมันได้ – หากการที่เจย์เด็น ฟิทเฮอร์เบิท ได้รับความรักจากคนสองคน"



“...”



“ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกปลอดภัยและมีความสุขกับโลกใบนี้มากขึ้นล่ะก็ – มันก็ไม่มีเหตุผลที่ดีแลนด์ ไบรอน จะเข้าไปขัดความรู้สึกนั้น"





เขายังสง่าเหมือนเดิม –

โดยเฉพาะตอนนี้ ตอนที่ริมฝีปากคู่นั้นเอ่ยยอมรับเรื่องที่ผู้คนในสังคมต่างมองเป็นเรื่องประหลาด



ดีแลนด์ ไบรอน ที่ผู้คนมากมายในสังคมต่างให้การยอมรับและเชิดชู

กลับก้มลงให้กับสิ่งที่ผู้คนมองว่ามันเป็นความสำส่อนและน่ารังเกียจ



เขาคนนั้นที่ก้มลงแทบเท้าให้กับสิ่งมีชีวิตที่เป็นเหมือนเกล็ดหิมะ

เจย์เด็น ไบรอน ที่สวยงาม ทว่ามิอาจจับต้องได้



เพราะทันทีที่คุณเข้าไปจับ

มันจะละลายและหายไป – ไร้รูปร่าง



ดีแลนด์ ไบรอนจึงเลือกจะรักใครคนนั้นด้วยความสายตาและสัมผัส

ไม่เข้าไปบิดเบือนรูปร่างหรือทำให้มันแตกสลายไปมากกว่านี้








In this respect, I’m the one who’s having an affair :)”






ดีแลนด์ ไบรอน ที่ทำให้บาปนั้นกลายเป็นสิ่งที่หอมหวานกว่าผลึกน้ำตาล

ดีแลนด์ ไบรอน ที่เลือกทำทุกอย่างให้ความปรารถนาและคำอธิษฐานของเจย์เด็น ฟิทเฮอร์เบิทเป็นไปได้

ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าคำอธิษฐานนั้นจะคงอยู่ตลอดไปหรือไม่









(Though the pressure's hard to take

It's the only way I can escape

It seems a heavy choice to make

And now I am under all)






ใบหน้าที่ไร้ที่ตินั้นไม่ได้แสดงความเห็นใจอย่างที่ควรจะเป็น

นั่นอาจเป็นเพราะอีกฝ่ายคิดว่าพวกเราทุกคนต่างก็เต็มใจกับสิ่งที่กำลังทำและเป็นอยู่


เหมือนกับที่ลิลลี่ ไบรอนเลือกจะเดินเข้าไปในเส้นทางที่สวยงามนี้อย่างเด็ดเดี่ยว ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความหวาดกลัวที่เต็มไปด้วยความรัก





“Dyland Byron”






ฝนกำลังตก –

และมันกำลังจะกลายเป็นลูกเห็บในไม่ช้า


ท้องทะเลาสาบต่างสั่นไหว กลายเป็นคลื่น

พระอาทิตย์รีบหลบเข้าไปในกลุ่มปุยนุ่นสีเทา



เพราะว่าวันนี้อากาศดีเหลือเกิน







“I DO Love You”







(And it's over

And I'm going under

But I'm not giving up

I'm just giving in)






เธอจึงเลือกบอกมันออกไป

ความรู้สึกที่เอ่อล้นในใจมานานแสนนาน




“I love you to the moon and back –“



บอกมันออกไป

ในวันที่ท้องฟ้ารับรู้ถึงความรู้สึกของเธอ




“to the moon and back again :)”




บอกมันออกไปทั้งๆที่รู้ดีอยู่แก่ใจ

ว่ามันจะไม่มีวันไปถึง – แม้คนที่เธอรักจะอยู่ใกล้แค่ไหน


ถัดไปแค่ไม่กี่ลมหายใจ




“I know – “






ใครคนนั้นไม่ได้ถอนหายใจหรือทำหน้าเอือมระอา

สูดหายใจเข้าไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองผู้หญิงที่แสนโง่เขลา



เขาส่งยิ้มมาให้เธอ

รอยยิ้มที่มีค่ามากกว่าทรัพย์สมบัติใดๆ


รอยยิ้มที่มีมูลค่าสูงกว่าการมีอยู่ของ ลิลลี่ ฟิทเฮอร์เบิท





“You’ve been showing it”




เธอยิ้ม โดยปราศจากหยาดน้ำตา

ยิ้มด้วยความรู้สึกทั้งหมดของหัวใจ


หลับตาลงเพื่อเก็บภาพของใครคนนั้นไว้ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ





“And I know an absolute reason behinds those actions – of yours”






คนที่มักจะเข้าใจคนอื่นเสมอ

คนที่อ่อนโยนกับผู้หญิงอย่างเธอตลอดมา

คนที่เป็นที่รักของคนทุกเพศ ทุกวัยและชนชั้น

คนที่เป็นเหมือนหลุมหลบภัยในวันที่มีพายุหิมะ


คนที่มองตามเธอทุกการกระทำด้วยความเข้าใจเสมอ







“Lilly Byron –“






ดีแลนด์ ไบรอน

คนที่เป็นสามีที่ถูกต้องตามกฏหมาย

คนที่เป็นของเธอแค่ในห้วงนิทรา


คนที่เคารพและให้เกียรติทุกการตัดสินใจของผู้หญิงที่ไร้อำนาจ






“History repeats itself –“






แต่ตอนนี้ดีแลนด์ ไบรอนคนนั้น –

กำลังขอร้อง ลิลลี่ ไบรอน






“Yet, I wish you’d stay”





ขอร้องให้เธอเลือกทางเดินที่ต่างอออกไป

ขอร้องให้เธอลืมจุดประสงค์ทั้งหมดของการกระทำ





(I'm slipping underneath

So cold and so sweet)








*







อากาศอันหนาวเหน็บไม่อาจหยุดความตั้งใจของพวกเขาทั้งสี่คนต่อการล่องเรือในทะเลสาบหลังจากที่ฝนและลูกเห็บหยุดตกได้ ทะเลสาบวินเดอร์เมียร์มีกลิ่นที่ต่างไปจากทะเลสาบแห่งอื่น – ราวกับว่ามันเป็นทะเลสาบที่เกิดจากหยาดน้ำตาแห่งความสุข



เจย์เด็นยื่นมือออกไปสัมผัสกับผิวน้ำอย่างแผ่วเบา ในจังหวะเดียวกับที่ลิลลี่นั่งพิงดีแลนด์ จอห์นใช้กล้องฟิล์มบันทึกภาพของเหล่าภูเขาที่ล้อมรอบแหล่งน้ำนี้ด้วยความหลงไหล ทะเลสาบที่ใสจนสะท้อนภาพของสิ่งแวดล้อมทุกอย่าง



สะท้อนภาพตัวเรือ

สะท้อนภาพของภูเขา

สะท้อนภาพต้นไม้และท้องฟ้า

สะท้อนภาพของเจย์เด็น – เจย์เด็น ฟิทเฮอร์เบิท

สะท้อนภาพของดีแลนด์ – ดีแลนด์ ไบรอน

สะท้อนภาพของลิลลี่ – ลิลลี่ ไบรอน

สะท้อนภาพของจอห์น – จอห์น เดอ คลิฟฟอร์ด



แต่ถึงแบบนั้น ภาพสะท้อนนั่นมันก็ไม่ใช่ตัวตนจริงๆของพวกเขา

ถึงจะบอกว่ามันไม่ใช่ตัวตนของตัวเอง แต่เจย์เด็นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวตนที่แท้จริงของเขามันเป็นแบบไหนกันแน่


เพราะทุกอย่างมันเป็นตัวแทนของความไม่แน่นอนและความเป็นไปได้






(Looking up from underneath

Fractured moonlight on the sea

Reflections still look the same to me

As before I went under)






เจย์เด็นที่เป็นภาชนะบรรจุความรู้สึกหลากหลายแบบทั้งความเจ็บปวด ความผิดหวัง ความอดทน ความเหนื่อยล้า ความสุขที่ไม่ได้เกิดจากตัวเอง

และเพราะแบบนั้น – อาจเป็นเพราะเหตุผลนั้น

ทำให้ภาชนะของเจย์เด็น ฟิทเฮอร์เบิทต้องการเพียงแค่ความรัก






ความรักที่จะไม่มีวันสิ้นสุดและหมดลงเหมือนน้ำในทะเลสาบ

แม้ว่าตัวเจย์เด็นจะต้องดำดิ่งลงไปยังแก่นกลางท่ีมืดมิดและหนาวเหน็บก็ตาม



มันไม่เป็นไรจริงๆตราบใดที่ความรักทำให้เขารู้สึกปลอดภัย




มันน่าตลกที่เจย์เด็นมักจะเผชิญและซึมซับสิ่งที่สังคมเรียกว่าแปลกเสมอ ทั้งการหลงรักคนที่มีเพศสภาพเดียวกัน คนที่เป็นสามีของพี่สาว ทั้งการรักคนสองคนพร้อมๆกัน


'มันเป็นเพราะว่าเจย์เด็นเป็นคนที่พระเจ้าเลือกยังไงล่ะ เป็นคนโปรดที่พระเจ้าอยากจะชมการแสดงของนายในหลายๆบทบาท' มันเป็นคำตอบ – เป็นการปลอบประโลมของจอห์น เดอ คลิฟฟอร์ดในคืนฤดูใบไม้ผลิที่หนาวเหน็บ



'เพราะว่าเจย์เด็นเป็นคนพิเศษยังไงล่ะ นายถึงมีทางออกถึงสองทาง – ส่วนความรู้สึกผิดทั้งหมดนั่น ก็แค่โยนมันให้กับคนที่สร้างทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้’ ดีแลนด์ไบรอนพูดพลางลูบหัวเจย์เด็นอย่างใครร่รักในวันที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาว




แต่ว่านะ เจย์เด็น ฟิทเฮอร์เบิทน่ะ

ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมในหัวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

เขาเติบโตมาในโลกที่มีแต่ความบิดเบ้ียว – เหมือนกับลิลลี่ ฟิทเฮอร์เบิทนั่นแหละ


      เจย์เด็นน่เรู้จักแค่การให้ความรักและการถูกรัก






“ลิล ร้องเพลงหน่อยซี่ – "






เจย์เด็นพูดออกมาทั้งๆที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นไปสบตากับอีกฝ่าย ผู้หญิงที่มีใบหน้าเหมือนกับตุ๊กตานั่นยิ้มออกมา จอห์นหันกล้องไปทางดีแลนด์ที่นั่งฝั่งตรงกันข้ามกับเจย์เด็นและลิลลี่ที่นั่งซบสามีของตัวเองด้วยใบหน้าที่ว่างเปล่า –




ว่างเปล่า แต่กลับเต็มไปด้วยความสุข

ความว่างเปล่าที่กีดกั้นความสุขได้ไม่เต็มร้อย


แต่ก็ยังแปลกแยก ไม่อาจรวมเป็นหนึ่ง






“And the arms of the ocean delivered me

Never let me go

Never let me go

Never let me go

Never let me go

Deliver me”






เสียงหวานที่ทรงพลังถูกขับร้องออกมาและดังก้องไปทั่วบริเวณ เสียงเอคโค่ที่ถูกสะท้อนกลับมาเรียกร้อยยิ้มจากหญิงสาวอย่างง่ายดาย เธอลุกขึ้นนั่งดีๆก่อนจะส่งมือลงไปบนผิวน้ำบ้าง


น้ำเสียงที่ดูเฉยเมยต่อทุกสิ่ง ทว่าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความรักและความสุข




ดีแลนด์ ไบรอน ยังคงเป็นผู้สังเกตและผู้ฟังที่ดีเสมอ ใบหน้าที่ไร้ที่ตินั่นมองเข้าไปในดวงตาของเจย์เด็น เขายืดขายาวๆออกไปจนมันแตะกับอวัยวะเดียวกันของใครอีกคน



เจย์เด็น ฟิทเฮอร์เบิท ที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยความรัก

ความรักจาก ดีแลนด์ ไบรอน

ความรักจาก จอห์น เดอ คลิฟฟอร์ด


เจย์เด็นส่งเสียงหวานออกมาประสานกับคนเป็นพี่ในท่อนสุดท้ายของเพลง





“I'm slipping underneath

So cold and so sweet”






และความรักจาก ลิลลี่ ไบรอน





Never let me go”






TBC


 

*Blank verse (กลอนเปล่า) = เป็นลักษณะกลอนชนิดหนึ่งของอังกฤษค่ะ ตัวสัมผัสท้ายพยางค์หรือระหว่างวรรคจะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่จะกำหนดพยางค์ในแต่ละวรรคอย่างชัดเจน การออกเสียงต้องสลับเสียงหนักและเบา (Iambic Pentameter) ค่ะ กลอนเปล่าที่ดังก็มี Hamlet, Merchant of Veniceของ Shakespeare เป็นต้นคั้บบ :))



Please comment or tag #SFaMilRaindrops




Talk: แฮ่ นั่นแหละค่ะ ที่เขาคุยกันบนรถในตอนสาม ลิลลี่รู้ตั้งแต่ตอนนั้นละเด้อ;--;

โดยปกติเขาจะไม่ตั้งชื่อฝาแฝดกันแบบนี้นะคะ พราะถ้าตั้งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกันมันจะกลืนกันเอง อาจจะตั้งเป็นชื่อที่อยู่ใน category เดียวกันแทน แต่จะไม่ใช่ชื่อที่เป็นคู่ตรงข้ามกันงับ


ปล. ส่องแท็กแล้วดีใจมากค่ะที่คนอ่านมีความไบโพล่าเป็นเพื่อน5555 มีแรงฮึบในการแต่งขึ้นเยอะเลยค่ะ ฮื่ออ ;__;

ในที่สุดดดด ตอนหน้าจบแล้วนะคะ (ลากยาวเหลือเกิน เก็บดีเทลไม่หมดซักที ;___;)

ปล2. ค่าตัวจอห์นแพงมาก ไม่พูดอะไรแต่บทบาทสำคัญเหลือเกิน เป็นผช.คูลๆ ฮรุก ;___;



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

621 ความคิดเห็น

  1. #469 Felicia_Kirisora (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 / 19:13
    เรื่องนี้เป็นนิยามของคำว่า bittersweet ที่แท้จริง อ่านแล้วหน่วงๆ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกอ่อนหวาน เป็นความรักที่ปนกับความเศร้า
    #469
    0
  2. #168 teddy.soo (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 11:30
    อืมม ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดีเลยอ่า แต่หลังจากอ่านจบมันค่อนข้างจะมองคุนเปลี่ยนไปพอตัวเหมือนกัน ในมุมเราเรารู้สึกว่าคุนไม่ได้สมบูรณ์แบบแบบที่เขาเคยบอกจริงๆ เขารักเจย์มาก มากจนเขายอมตายเพื่อปกป้องเจย์ได้เลย เขาไม่ได้พยายามปกป้องเจย์แต่เขาปกป้องชื่อเสียงของเจย์ด้วย แต่วิธีที่เขาเลือกใช้มันอาจจะถูกโหดร้ายกับลิลไปหน่อยแต่ลิลก็ยอมทำตาม มันเป็นความสัมพันธ์ของพี่น้องที่ทั้งรักและเกลียดกันแต่ก็ยังดูแลกันและกัน เจย์รักลิลแต่เจย์ก็รักตัวเองมากกว่าถึงเลือกที่จะดึงดีแลนด์เอาไว้ เราไม่รู้ว่าความรักของคุนกับเจย์จะมีจุดพลิกอะไรอีกมั้ย แต่สำหรับเร่ความพีคทุกอย่างมันอยู่ที่ลิลอ่า ลิลสามารถทำอะไรก็ได้เลยอ่ะในตอนนี้ แต่ลิลก็รักคุนอ่ะเนาะ ลิลคงไม่ทำอะไรให้คุนเดือดร้อนหรอก แต่จุดที่เรากลัวจุดสุดท้ายคือจอห์น5555 คนอะไรน่ากลัวเป็นบ้า จอห์นทั้งรักทั้งหลงเจย์และจอห์นคงไม่ยอมเจย์ง่ายๆเหมือนที่ดีแลนด์ยอม ไม่ใครก็ใครสักคนที่ต้องหายไป แต่เราไม่อยากให้ลิลหายไป เราว่าลิลน่าสงสารมากๆเลยนะ ลิลอาจจะผิดที่เลือกทำแบบนั้นตั้งแต่แรกแต่มาถึงตอนนี้แล้ว ลิลคงต้องยอมรับผลของการกระทำที่เกิดขึ้นโดยมีปัจจัยใหม่แทรกเข้ามาด้วย เอ้อ อีกอย่างเท่าที่เรารู้สึกได้คือเจย์ต้องการความรักจากใครก็ได้และเจย์ก็พร้อมที่จะมอบความรักให้เขาคนนั้นตอบกลับมาเช่นกันเพราะความรักของความสุขเดียวที่เกิดจากตัวเองสำหรับเจย์ การมีจอห์นอยู่มันไม่ได้แย่แต่มันก็ไม่เหมือนกับการมีดีแลนด์อยู่ เจย์รักคุนจากใจจริงเหมือนที่คุนก็รักเจย์อย่างสุดหัวใจเหมือนกัน แต่มันแค่ผิดและมันต้องมีการปิดบัง ลิลคือเครื่องมือในการทำให้ความรักของดีแลนด์ยังคงดำเนินต่อไปได้แบบไม่มีอุปสรรคและจอห์นคือตัวช่วยในการเบี่ยงเบนความสนใจของคนอื่นในมุมของเจย์ เรารู้สึกได้จริงๆนะว่าเจย์รักคุนมากกว่าจอห์นแต่ความรักที่จอห์นให้เจย์มามันก็มากพอที่จะทำให้เจย์ยังอยากมีจอห์นอยู่ข้างๆเหมือนที่มีคุน ฮื่อออ มันจะจบแบบไหนเราเดาไม่ออกเลยจริงๆนะ แต่เราภาวนาให้จอห์นไม่ทำอะไรอีก 555 แค่นี้ก็พอแล้ว หนักพอแล้วที่จะทำให้คุนเขาเครียด ฮื่อออ
    #168
    0
  3. #162 VevyyK (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2560 / 06:33
    ฮือออ ตอนหน้าจะจบแล้วสินะT___T
    #162
    0
  4. #161 #AAZ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2560 / 01:41
    หน่วงจังเลยแฮะ แบบพูดไม่ออกจะร้องไห้ก็ไม่ได้จะสุขก็ไม่สุด
    #161
    0
  5. #160 ₩₩₩💛 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2560 / 00:25
    ฮือ ยิ่งอ่านยิ่งแอบสงสารลิลลี่ ทั้งจอห์นที่เป็นรักแรกกับดีแลนด์ที่ลิลลี่กำลังรัก ทั้งสองคนรักเจย์เด็นสุดใจจริงๆอะ รักถึงขั้นที่รู้กันทั้งคู่เลยว่าเจย์เด็นไม่ได้มีตัวเองคนเดียวแต่ทั้งสองคนก็เลือกจะรักษาเจย์เด็นไว้อยู่ดี เหมือนพระเจ้าสร้างให้เจย์เด็นเกิดมาเพื่อถูกรักแล้วก็อยู่ได้ด้วยความรักจริงๆ นี่รู้สึกว่าถึงทั้งลิลลี่กับเจย์เด็นจะเปิดใจคุยกันถึงขั้นนี้แล้ว ลึกๆสองคนนี้ยังรักกันมาก ทั้งรักทั้งเกลียดจริงๆ สองคนนี้อยู่ด้วยกันทีไรหน่วงไปหมดเลย กลัวลิลลี่ฆ่าตัวตายจังค่ะ ซีนเด็ดดอกลิลลี่ทำเอาหน่วงไปหมด ยิ่งที่บอกประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยยิ่งกลัว กลัวลิลลี่เลือกจะทิ้งความรักไว้จางๆแล้วจากไปแบบนั้นอีกคน ;-; เป็นฟิคที่อ่านแล้วหม่นสุด แง เซฟติมัสยังรักทั้งสองแฝด แต่ดีแลนด์กับจอห์นดูรักแค่เจย์เด็นคนเดียวอะ เหมือนเจย์เด็นอยู่ในจุดที่ลิลลี่ไม่มีวันเป็นได้เลย
    ปล.ตอนหน้าจะจบแล้วหรอคะ ฮืออออ ยังอินอยู่เลย เป็นฟิคที่อ่านแล้วเปลี่ยนมุมมองความคิดไปแทบทุกตอนจริงๆค่ะ ฮื่อออ 555
    #160
    0