ปิดรีปริ้นท์(GOT7) Snow Drop Markbam,Bnior,Jackjae

ตอนที่ 5 : Chapter 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,632
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 160 ครั้ง
    27 พ.ค. 59

 







            “รถทหารเข้าออกตลอดเวลาเลยนะ” ไรอันเปรยขึ้น มองออกไปนอกหน้าต่างยังภาพของทหารที่ดึงประตูเปิดเพื่อให้รถคันใหญ่เข้ามา อเล็กซิสยืนด้านหลังมาร์คเกาะบ่าพ่อ มองรถคันเดียวกัน

“นั่นสิคะ”

“ตอนออกไปน่ะมีคนไปเต็มคันเลยนะ ทำไมตอนกลับมาไม่มีเลยล่ะ คนพวกนั้นไปไหน?” ชางวุคกอดอก เอ่ยในสิ่งที่สงสัยออกมา ทุกคนหันมามองเขาเป็นตาเดียว

“จริงด้วยค่ะอา! คนพวกนั้นไปไหนนะหรือว่าย้ายไปศูนย์อื่น ที่นี่มันก็คับแคบนะคนมาเพิ่มทุกวัน”

ลูกสาวของมาร์คลองเดา ทุกคนมองหน้ากันไปมาต่างก็คิดว่าอาจจะเป็นอย่างนั้นแต่มาร์คไม่คิดว่าเป็นเพราะสถานที่นี้รองรับคนได้ไม่พอหรอกต้องมีอะไรสักอย่างแน่

งานทหารก็ล้นมืออยู่แล้ว ใครจะว่างรับส่งคนย้ายไปศูนย์นั้นศูนย์นี้ได้ทั้งวัน

“พวกคุณมีใครเคยจับอาวุธมาบ้าง ไม่จำเป็นต้องเป็นปืน ถ้ามีทักษะการป้องกันตัวหรือศิลปะการต่อสู้ก็ใช้ได้ ถ้าใครไม่มีพื้นฐานในด้านใดเลยก็ก้าวออกมา”

นายทหารรูปร่างสูงใหญ่เอ่ยเสียงดังให้คนกลุ่มใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในศูนย์ได้ยินโดยทั่วกัน  ภายในโรงยิมเต็มไปด้วยชายหลากหลายวัยเกือบครึ่งร้อย และมีผู้หญิงประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ชายทั้งหมด

บ้านต้วนหันมาสนใจในสิ่งที่ทหารพูด ผู้หญิงเกือบทั้งหมดก้าวออกไปทางซ้ายมือใต้แป้นบาสตรงบริเวณที่ทหารชี้ให้ไปรวมตัวกัน ผู้หญิง 26 คนมีคนที่ใช้อาวุธได้เพียงหกคนรวมอเล็กซิสด้วย ปู่เคยสอนอเล็กซิสล่าสัตว์เลยใช้ปืนได้บ้างแล้วยังรู้ทักษะการป้องกันตัวที่แม่ลากไปเรียนด้วยอีก

นอกจากผู้หญิงหกคนก็มีผู้ชายอีกสิบกว่าคนที่เดินมารวมกลุ่ม อเล็กซิสมองผู้ชายคนหนึ่งเขม็ง นึกรำคาญผมที่ปรกหน้าแทนเขาจนอยากจะหากรรไกรมาตัดให้

“อเล็กซิสอย่าเสียมารยาท” มาร์คปรามลูกสาวที่จ้องคนแปลกหน้าอย่างไม่เกรงใจ

ชายคนนั้นยืนอยู่คนเดียวห่างจากคนอื่นในกลุ่มที่ใช้อาวุธเป็น ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจของเขาที่อยากยืนคนเดียวหรือคนอื่นรังเกียจความสกปรกมอมแมมจนไม่กล้าเข้าใกล้กันแน่

ที่นี่มีห้องน้ำให้พออาบน้ำได้อยู่นะแม้จะต้องใช้น้ำกันอย่างประหยัดก็เถอะ น่าจะดูแลตัวเองบ้าง

อเล็กซิสล้วงกระเป๋ากางเกงยีนหาของที่ต้องการ ก่อนจะเดินไปหาชายคนนั้น

“ติดผมหน่อยไหมคะ เผื่อจะมองอะไรชัดขึ้น” อเล็กซิสยื่นกิ๊บติดผมสีดำของตนให้ชายแปลกหน้า

ร่างสูงมองเด็กสาวนิ่ง มาร์คกลอกตาพลางถอนหายใจส่วนชางวุคนั้นยืนกลั้นหัวเราะตัวสั่น ไรอันมองเหตุการณ์เฉยๆ รอดูหลานสาวถูกคนแปลกหน้าดุ

 “ต้องติดด้วยเหรอ?” อเล็กซิสแปลกใจที่อีกฝ่ายมีน้ำเสียงมีเสน่ห์น่าฟังกว่าที่คิด ชายหนุ่มรับกิ๊บจากเด็กสาวไป

“ติดยังไง”

“ก็..รวบผมข้างหน้าขึ้นแล้วก็ติดลงไปไงคะ ไม่เคยติดกิ๊บให้แฟนเหรอ” อเล็กซิสพยายามอธิบายโดยวนมือไปแถวๆ ผมด้านหน้าของเขาแต่กะไม่ให้โดนคน

ชายคนนั้นจับผมด้านหน้าของตนเป็นพุ่มเล็กๆ แล้วม้วนอย่างเก้กัง อ้ากิ๊บออกด้วยนิ้วที่สั่นน้อยๆ แล้วพยายามติดมันลงบนผม

“เฮ้อ..” คนติดถอนหายใจโล่งอกเหมือนมันยากนักหนา อเล็กซิสมองเขาตาโตเมื่อเห็นหน้าเต็มๆ

“หล่อมากเลยนี่คะ?”

“จริงด้วย” ชางวุคเอียงคอมองพนักงานออฟฟิศหนุ่ม

“หยุดคุยกันได้แล้ว” ไรอันปรายตามองอย่างไม่ชอบใจ ผู้ชายคนนั้นไม่เห็นจะน่าไว้ใจตรงไหนเลย ทำไมต้องไปยุ่มย่ามด้วย สภาพก็สกปรกมอมแมมอย่างกับคนจรจัด

“เอาล่ะครับพวกคุณช่วยเข้าแถวด้วย ยืนเรียงหน้ากระดานเลย” เสียงของทหารทำให้เกิดความวุ่นวายเล็กน้อย เหล่าพลเรือนเลิกคุยแล้วยืนดีๆ รอว่าอีกฝ่ายจะให้ทำอะไร

มาร์คเดินไปยืนข้างชายแปลกหน้าแล้วดึงลูกสาวยืนอีกข้าง เห็นได้ชัดว่าต้องการแยกอเล็กซิสและเอาตัวเองมากั้นกลางระหว่างทั้งคู่ ร่างสูงยิ้มนิดๆ เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อที่ห่วงลูกสาว นึกอิจฉาคนข้างกายนิดหน่อยที่ยังมีทั้งลูกชายและลูกสาวอยู่กับตัวต่างจากตนเองที่ไม่เหลือใครแล้ว อยากรู้จริงว่าพาลูกทั้งสองรอดฝูงผีดิบมาได้ยังไง

 

 

 

 

“หัวหน้าจะทิ้งที่นี่ไปจริงๆ หรือครับ” นายทหารยศต่ำกว่าเอ่ยกับคนที่ควบคุมดูแลศูนย์ด้วยความตกใจ หลังอีกฝ่ายบอกว่าจะไปจากศูนย์อพยพชั่วคราวแห่งนี้แล้ว

“ใช่ ผมจะไปจากที่นี่ คุณยังมองเห็นทางรอดที่นี่อีกเหรอ” ร่างสูงใหญ่ในเครื่องแบบเอามือไพล่หลัง เดินอ้อมโต๊ะทำงานชั่วคราวมาหาลูกน้อง

“แต่ว่า..จะทิ้งพลเรือนเอาไว้หรือครับ”

“คุณจะโอบอุ้มพวกนั้นไปตลอดไม่ได้หรอกนะผู้รอดชีวิตมีมากเกินไป พวกเราทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”

“แต่รัฐบาลมีคำสั่งให้เราช่วยเหลือพลเรือนและกวาดล้างผู้ติดเชื้อให้หมดภายในสามเดือนนี่ครับ”

คนหนุ่มกว่าค้าน นี่เวลาผ่านมาแค่อาทิตย์เดียวเอง ถอดใจตอนนี้ไม่เร็วไปหน่อยหรือ!

“คุณคิดว่าเรามียุทธโธปกรณ์มากเพียงพอที่จะถล่มพวกติดเชื้อทั่วประเทศได้หรือ? ถึงเราจะมีพอเราก็ไม่ควรเอาไปใช้อย่างเปล่าประโยชน์แบบนั้น เบื้องบนก็บอกว่าถ้าไม่ไหวก็ปล่อยไว้ซะ เราจะเคลียร์พื้นที่แค่ส่วนหนึ่งแล้วปิดตายเมืองที่มีประชากรและผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ไม่ใช่มีแค่เราหรอกที่ต้องเอาตัวรอด ตอนนี้พวกคณะรัฐมนตรีก็หนีลงเรือไปหมดแล้ว พวกนักวิจัยถูกส่งไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย บางส่วนก็เอาลงเรือไปด้วย ถ้าสักวันพวกเขาทำยาได้พวกเราจะมีหวังอีกครั้ง มีแต่คนที่มีประโยชน์และคนที่มีอำนาจเท่านั้นที่จะสามารถอยู่รอดได้เพราะสถานที่ที่ปลอดภัยมันมีน้อยเหลือเกิน อยู่บนผืนแผ่นดินก็ไม่ต่างจากอยู่ในนรกหรอก”

ปิดตายเมือง?!

“แต่ผู้ติดเชื้อแค่ศพเดินได้ ถ้าเราตั้งใจจะทำลายต้องทำได้แน่ครับ! ถ้าเรากำจัดผู้ติดเชื้อในสถานที่สำคัญและยึดเอาระบบสาธารณูปโภคทั้งหมดคืนมาจากพวกนั้น เราก็จะมีทางชนะ ทั้งการไฟฟ้า การประปา และอาคารการสื่อสารที่กระจุกรวมตัวกันอยู่ใจกลางเมือง ถ้าหากกำจัดผู้ติดเชื้อที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพนักงานในสถานที่เหล่านั้นให้หมดแล้วส่งคนเข้าไปทำงานใหม่ก็จะช่วยให้ประชาชนสามารถรับข่าวสารเกี่ยวกับโรคระบาดและใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้น”

แจ็คสันเอ่ยอย่างมีความหวังแต่หัวหน้ากลับส่ายหน้าไม่เห็นด้วย

“ถึงยึดได้มันจะสามารถใช้ไปได้อีกนานแค่ไหนเหรอ ในเมื่อเราไม่สามารถเอาทรัพยากรมาใช้ได้เพราะทุกหนทุกแห่งมีแต่ผู้ติดเชื้อ เราไม่สามารถกวาดล้างได้หมดอยู่แล้ว เพราะตราบใดที่ยังไม่มียาต้านก็จะยังมีผู้ติดเชื้อเพิ่มมาเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น เราสูญเสียกำลังพลไปมากกว่านี้ไม่ได้ และหลายศูนย์ก็เริ่มทิ้งพลเรือนแล้วด้วยเพราะอาหารและน้ำมีจำกัด ศูนย์อื่นติดต่อผมมาว่าเสบียงสำหรับประชาชนใกล้จะหมดเต็มที เราจะไปหาจากไหนมาให้พวกเขากินอยู่สบายอีก ใครที่ไม่มีประโยชน์ก็ต้องเอาไปกำจัดเผื่อจะมีปาฏิหาริย์เจอคนที่มีแอนติบอดี้ต้านเชื้อได้และผมเห็นสมควรว่าเราควรจะทำอย่างศูนย์อื่นบ้าง”

“ผู้การ!” ชายหนุ่มยืนตะลึงเมื่อหัวหน้าเอ่ยเรื่องเลวร้ายออกมาได้หน้าตาเฉย เย็นชาเหลือเกิน

“คุณต้องเลือก คุณเป็นคนสนิทของผมนะผู้พันหวัง ผมสามารถพาคุณลงเรืออพยพด้วยได้อยู่แล้ว”

ผู้บังคับบัญชาตบบ่ากว้างหนักๆ สองทีแล้วเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ลูกน้องยืนนิ่งเพียงลำพัง

 

 

 

 

เรือลำใหญ่สีขาวที่บรรทุกคนได้หลายร้อยคนของกองทัพกำลังลอยอยู่ในทะเลห่างไกลจากชายฝั่ง

ณ โซนปลอดเชื้อภายในเรือที่มีไว้สำหรับกักตัวผู้ป่วยติดเชื้อเพื่อดูอาการและเป็นตัวอย่างทดลองในการหาทางรักษา ที่หน้าห้องกระจกห้องหนึ่งทางซ้ายมือริมสุดมีผู้คนกำลังยืนออกันอยู่ และมีชายร่างสูงใหญ่สวมเครื่องแบบของทหารบกติดยศสูงของกองทัพคนหนึ่งกำลังยืนมองคนภายในห้องพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

“พวกคุณต้องช่วยลูกสาวผม! คุณต้องช่วยแก” ชายคนนั้นหันมาพูดกับชายและหญิงหลายคนที่ยืนล้อมอยู่ ทุกคนมีสีหน้าลำบากใจ โดยเฉพาะชายหนุ่มสวมแว่นสายตาที่ซุกมือในกระเป๋าเสื้อกาวน์

“ดอกเตอร์! คุณกำลังผลิตยารักษาอยู่ไม่ใช่เหรอ เอามาช่วยลูกผมสิคุณต้องช่วยนะ ฮึก..ได้โปรด”

“ท่านนายพลครับ ได้โปรดอย่าทำแบบนี้..” หมอหนุ่มมีท่าทางลำบากใจรีบห้ามเมื่อคนแก่กว่าจะคุกเข่าขอร้องตน  เขาเข้าใจหัวอกของพ่อแม่ว่าเป็นเช่นไร ชายตรงหน้าเขาคงหัวใจแทบแตกสลายเมื่อรู้ว่าเวลาชีวิตของลูกสาวใกล้จะหมดลง

คนที่มีคำนำหน้าทั้งดอกเตอร์และนายแพทย์มองผ่านกระจกเข้าไปในห้องปลอดเชื้อสีขาว บนเตียงผู้ป่วยมีร่างบอบบางของเด็กหญิงวัย 12 ปีนั่งกอดเข่าอยู่ เธอดูอิดโรยและอ่อนแรงทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลย อาการเซื่องซึมของเธอมาจากพยาธิสภาพของโรค เชื้อร้ายกำลังกัดกินและทำลายร่างกายของเธอจากภายในอย่างช้าๆ  

ตามสถิติที่บันทึกไว้ ในผู้ติดเชื้อที่ยังเด็กจะอยู่ได้นานสุด 18 ชั่วโมง และตอนนี้เวลาของลูกสาวนายพลก็ผ่านไป 4 ชั่วโมงแล้ว เวลาที่เดินไปเรื่อยๆ เหมือนชนวนของระเบิดเวลาที่ค่อยๆ กลืนกินเวลารอระเบิด ไม่น่าแปลกใจที่ท่านนายพลจะสติแตกด้วยความห่วงลูก

“อย่างที่รายงานให้ท่านทราบ ยาที่กำลังวิจัยนั้นยังไม่สามารถนำมาใช้กับมนุษย์ได้จริงๆ เพราเรายังหาทางลบอาการข้างเคียงของยาไม่ได้ ยังไม่สามารถทดลองมันไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายได้นะครับ มันคืบหน้าแค่ 20 % ถ้าเราเอาให้คุณหนูตอนนี้เท่ากับฆ่าเธอให้ตายเร็วขึ้น ยาจะไปทำปฏิกิริยากับเชื้อที่ได้รับและเร่งการเจริญเติบโตของมัน จากเวลาที่เหลืออีก 14 ชั่วโมง เธออาจจะกลายสภาพภายใน 3 ชั่วโมง มันไม่คุ้มเลยนะครับที่จะเสี่ยง”

“คุณเป็นหมอที่เชี่ยวชาญด้านอิมมูนวิทยาที่สุดแล้วไม่ใช่เหรอ! ถ้าคุณทำมันไม่ได้คุณจะขึ้นมาบนเรือนี้ทำไม!” พลเอกชเวตวาดใส่หน้าหมอด้วยความโมโหและเสียใจ หมอหนุ่มไม่ถือโกรธเพราะนี่คือช่วงเวลาเลวร้ายที่กดดันหัวใจคนเป็นพ่ออย่างที่สุด ชายหนุ่มอธิบายต่ออย่างใจเย็น

“ท่านครับ ท่านต้องเข้าใจนะครับว่าผมไม่สามารถเสี่ยงได้ และเราก็ไม่มีตัวอย่างทดลองที่ดีที่สุดในการทดลองตัวยาก่อนให้คุณหนูด้วย คุณหนูมีกรุ๊ปเลือดที่หายากมากนะครับ ถ้าตัวอย่างทดลองมีเลือดกรุ๊ปเดียวกับเธอ เราอาจจะสกัดแอนติบอดี้จากตัวอย่างทดลองนั้นมาได้บ้าง”

“ใช่ค่ะท่าน  AB Rh- มีแค่หนึ่งในสองพันเท่านั้นท่านก็รู้ดี และคนบนเรือลำนี้ก็ไม่มีใครมีกรุ๊ปเลือดนี้เลยสักคน เราเสี่ยงไม่ได้หรอกค่ะ” นักวิทยาศาสตร์สาวที่ดำรงตำแหน่งนักวิทยาภูมิคุ้มกันเอ่ยเสริมคุณหมอ

“ในเมื่อเรือลำนี้มันหาคนที่มีเลือดกรุ๊ปเดียวกับโซจองไม่ได้ก็ไปหาจากที่อื่นสิ!..พวกคุณติดต่อไปที่ศูนย์อพยพทุกแห่งเพื่อหาคนที่มีเลือดกรุ๊ปเดียวกับลูกสาวผม ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ต้องหามาให้ได้ และพามาให้ทันก่อนจะหมดเวลาของโซจอง!ชเวซึงฮยอนพูดกับนักวิทยาศาสตร์สาวแล้วออกคำสั่งกับนายทหารผู้ติดตาม พวกเขามองหน้ากันก่อนจะรับคำสั่งแล้วไปทำตามหน้าที่

“ส่วนคุณนะดอกเตอร์ ถ้าคุณยังพยายามไม่มากพอก็ต้องหาคนที่เก่งกว่าคุณมาทำ คุณรู้ใช่ไหมว่าใครสามารถทำหน้าที่แทนคุณได้ คุณบอกชื่อเขามา ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนผมจะไปพาเขามาให้ได้!

มินยุนกิถอนหายใจเฮือก ในสภาพที่ทั้งประเทศเป็นนรกเขาจะไปรู้หรือว่า รุ่นพี่ อยู่ที่ไหน ถึงรู้กว่าจะพามาก็อาจไม่ทันเวลาของชเวโซจอง เวลามีแค่ 14 ชั่วโมงนะไม่ใช่ 14 วัน และต่อให้รุ่นพี่เก่งแค่ไหนก็ไม่สามารถทำให้ยาคืบหน้าไปมากกว่า 20% ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงได้หรอก พวกทหารนี่ช่างไม่เข้าใจอะไรซะเลย ถ้าทำได้ง่ายๆ มันก็สำเร็จไปตั้งแต่ก่อนเชื้อจะลุกลามไปทั้งประเทศแล้วสิ

“ถึงผมบอกชื่อไปท่านจะไปตามหาเขาเจอหรือครับ” ในเมื่ออยากตามหานักยุนกิก็ไม่ขัดใจหรอก

“เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ทุกคนถูกช่วยเหลือไว้ที่ศูนย์อพยพทั้งนั้น ถ้าจะหาทำไมจะประสานงานหาตัวไม่ได้ คุณรีบบอกมาเร็วๆ เลยว่าใครที่เก่งกว่าคุณ ผมจะส่งเฮลิคอปเตอร์ไปรับเขามา”

ซึงฮยอนเขย่าตัวหมอแรงๆ ยุนกิถอนหายใจอีกรอบ ถ้าเลือกได้เขาก็อยากจะพาพ่อแม่ไปอยู่ที่อื่นเหมือนกันล่ะน่า ไม่อยากมาทนอยู่ในสภาวะกดดันบนเรือแบบนี้หรอก

ยุนกิคิดถึงใครคนหนึ่งที่มีความสามารถโดดเด่นด้านพยาธิวิทยา*และภูมิคุ้มกันวิทยาจนบรรดาศาสตราจารย์พยายามเกลี้ยกล่อมให้พี่เขามาเอาดีทางแขนงนี้ แต่รุ่นพี่กลับเบนเข็มไปเรียนต่อเฉพาะทางเป็นศัลยแพทย์แล้วยังทำได้ดีมากซะด้วยสิ

“มันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเลย คนที่ผมยอมรับในตัวเขามีอยู่หนึ่งคน เขาชื่อกันต์พิมุกต์ ต้วนเป็นศัลยแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาล S ครับ แต่ผมไม่รู้หรอกนะว่าเขาจะไปศูนย์อพยพที่ไหนหรือเปล่า เราไม่ได้ติดต่อกันมาสักพักแล้วก่อนที่จะเกิดเรื่องซะอีก”

ยุนกิยังติดต่อกับรุ่นพี่อยู่เสมอทั้งปรึกษาเรื่องส่วนตัวและปัญหาเรื่องงาน ถ้ามีเวลาก็นัดไปดื่มกันบ้าง ใครที่สนิทกับรุ่นพี่ต่างรู้กันทั้งนั้นว่ารุ่นพี่รักครอบครัวมากแค่ไหน ในสถานการณ์ที่มีฝูงผีดิบระบาดไปทั่วคนอย่างรุ่นพี่ไม่มีทางยอมให้ทหารพาไปศูนย์อพยพแน่ แต่ถ้าไปพร้อมสามีและลูกก็เป็นไปได้

“ถ้าหาจากศูนย์อพยพที่ใกล้ที่สุดในแถบนั้นน่าจะเจอ” ชเวซึงฮยอนเริ่มมีความหวัง เขาเดินไปเกาะประตูกระจกเพื่อมองลูกสาวที่ไม่สนใจเขาเลยนอกจากนอนหลับตาด้วยความอ่อนเพลียเพราะพิษไข้

“พ่อจะต้องช่วยหนูให้ได้โซจอง” ร่างสูงมองลูกสาวจนพอใจให้มีแรงใจสู้ต่อก่อนจะผละจากประตูแล้วรีบเดินจากไปเพื่อสั่งการให้คนไปตามหาศัลยแพทย์คนนั้นให้เจอให้ได้

ยุนกิกอดอก มองตามนายพล ในใจนึกขอโทษรุ่นพี่ไปด้วย หวังว่ารุ่นพี่จะไม่ไปอยู่ที่ศูนย์ไหนนะ

 

 

 

“หัวหน้าไม่ไปลาดตระเวนแล้วเหรอครับ” นายทหารเอ่ยกับแจ็คสันเมื่อเขาเดินมาดูความเรียบร้อยที่จุดลงทะเบียน คนที่เหนื่อยล้าเพราะไม่ได้พักผ่อนมองประชาชนที่ยังคงมาขอเข้าพักพิงที่ศูนย์ตลอดทั้งวัน

ตาคมฉายแววเศร้าสร้อยจนผู้ใต้บังคับบัญชาเอะใจ

“หัวหน้า..เป็นอะไรครับ” คนที่คิดถึงเรื่องคำพูดของนายสะดุ้งเล็กน้อย ส่งยิ้มเนือยให้ทหารหนุ่ม

“เปล่า แค่เหนื่อยๆ นิดหน่อย”

“พักก่อนไหมครับ เดี๋ยวผมไปหาน้ำหวานจากจุดพยาบาลมาให้”

“ไม่เป็นไรขอบใจมาก ผมจะไปเอาเอง”

“มีเรื่องด่วน! ลัดคิวให้ก่อนได้ไหม ในศูนย์เรามีหมอชื่อกันต์พิมุกต์ต้วนหรือเปล่า ท่านนายพลสั่งให้ตามหา”

แจ็คสันมองนายทหารคนหนึ่งที่วิ่งเข้ามาในบริเวณจุดลงทะเบียน เขาเอ่ยขอโทษพลเรือนแล้วแทรกขึ้นมายืนข้างหน้าเกาะโต๊ะลงทะเบียนเอ่ยถามดังลั่น

“ทำไมไม่ลองไปดูที่จุดพยาบาลก่อนเล่า” ชายที่กำลังช่วยพลเรือนลงชื่อรับของแจกตวัดสายตาไปมองคนไม่มีมารยาท จะธุระของนายพลหรือใครก็เถอะ ต่อให้รีบก็ต้องต่อคิวเข้าแถวสิ!

ต่อให้โลกกำลังเปลี่ยนไปเราก็ต้องมีกฎระเบียบนะ ไม่อย่างนั้นทุกอย่างมันจะยิ่งวุ่นวาย

“ไปดูมาแล้วไม่มี”

“ไม่มีก็คือไม่มี ติดต่อไปสิว่าไม่มีหมอชื่อนั้น”

“บางทีหมอเขาอาจไม่ได้บอกใครว่าเป็นหมอไง หาให้หน่อยเถอะน่า”

“โอ๊ยยุ่งจริง!

ผู้พันหนุ่มคิ้วขมวดเมื่อรู้สึกคุ้นนามสกุลนั่นแปลกๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหน ช่างมันเถอะขี้เกียจนึก

แจ็คสันมองผู้คนมากมายก่อนเดินจากจุดลงทะเบียนไปต่อยังจุดพยาบาล เหนื่อยกายยังไม่เท่าเหนื่อยใจ  คนที่มาขออยู่ในศูนย์จะรู้ไหมนะว่าวันดีคืนดีอาจกลายเป็นตัวทดลองไม่ต่างจากหนูตัวเล็กๆ

เมื่อเดินไปถึงหน่วยพยาบาล แจ็คสันยืนมองทหารชั้นผู้น้อยที่กำลังช่วยกันตรวจอะไรบางอย่าง เขาเดินเข้าไปดูด้วยความสงสัย

“ทำอะไรกัน” เมื่อได้ยินเสียงแจ็คสัน ทหารสามนายรีบหันมาตะเบ๊ะให้

“กำลังตรวจหากรุ๊ปเลือดของผู้อพยพครับ”

“หาไปทำอะไร”

“ท่านนายพลมีคำสั่งให้หาตัวผู้อพยพที่มีกรุ๊ปเลือด AB Rh- แล้วส่งตัวไปที่เรือครับ”

“ส่งไปทำอะไร?”

“เอ่อ..” บรรดาจ่าทหารมองหน้ากันไปมา ไม่รู้ควรจะรายงานดีหรือไม่

“ผมถามพวกคุณก็ควรจะต้องตอบครับ” แจ็คสันกดเสียงเข้ม ลูกน้องมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะก้มหน้าตอบ

“ก็..ทำอย่างที่ศูนย์อื่นๆ เขาทำกันไงครับ ที่ส่งไปเอ่อ..

“ทดลอง..” อีกคนต่อคำเพื่อนเสียงเบา  แจ็คสันฟังแล้วรู้สึกหายใจไม่ออกขึ้นมาดื้อๆ คิดไปถึงคำพูดของผู้การก่อนหน้านี้ 

นี่ศูนย์ของเรากำลังจะเปลี่ยนไปแล้วหรือ แล้วอย่างนี้จะมีที่ไหนที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนอีก..

“เจอแล้ว! นี่ไง” จ่าคนหนึ่งหลบสายตาของแจ็คสันมองรายชื่อ เห็นข้อมูลของกระดาษแผ่นใหม่เข้าพอดีโดยบังเอิญ           นี่ยิ่งกว่าความโชคดีเสียอีก มีคนที่กรุ๊ปเลือดหายากในค่ายเรา!

          “เด็กหญิงชเวยองจี อายุ 8 ขวบ”

            “ว่าไงนะ!” แจ็คสันยืนอึ้ง ตกตะลึงกับความบังเอิญที่แสนโชคร้าย

          ชเวยองจี..คงไม่ใช่น้องสาวของเด็กอ้วนชเวยองแจนั่นหรอกใช่ไหม?

            จ่าทั้งสามสะดุ้งกับเสียงดังของแจ็คสัน

“เราหาคนที่ท่านนายพลต้องการเจอแล้วครับ ขอตัวไปถามที่จุดทะเบียนก่อนนะครับ”  ชายหนุ่มตะเบ๊ะให้แจ็คสันแล้ววิ่งไปที่จุดลงทะเบียนทันที แจ็คสันหันไปมองตามแผ่นหลังของลูกน้อง

แจ็คสันก้าวยาวๆ ก่อนจะกลายเป็นวิ่งเพื่อไปหาชเวยองแจและน้องสาวก่อนที่ลูกน้องจะเจอ การที่ยองจีจะถูกส่งไปบนเรือนั่นย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ เรือลำนั้นไม่ต้อนรับใครก็ตามที่ไม่มีประโยชน์

เด็กน้อยยองจีกำลังตกอยู่ในอันตราย!

           

 

 

            “แบรนดอน..แกไหวไหม ไม่สบายเหรอวะหน้าซีดมาตั้งแต่เช้าแล้ว” โดอุนนั่งลงเขย่าไหล่เพื่อนที่นั่งพิงผนังคอพับคออ่อน ลมหายใจติดขัดเหมือนหายใจไม่สะดวก เหงื่อก็ไหลทั้งที่อากาศไม่ได้ร้อนอบอ้าว

            “ฉัน..รู้สึกเหมือนจะมีไข้” แบรนดอนเอ่ยเสียงแหบแห้ง เมื่อเปิดเปลือกตาขึ้นมองหน้าเพื่อน โดอุนก็ต้องสะดุ้งเพราะนัยน์ตาสีสวยตามชาติพันธุ์ฝั่งตะวันตกนั้นเหมือนจะขุ่นขึ้น และตรงตาขาวก็แดงก่ำราวกับเส้นเลือดแตก ผิวที่ขาวอยู่แล้วกลับขาวขึ้นจนดูซีดเซียว..

            สภาพของเพื่อนดูต่างจากเคยและเหมือนไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดา..โดอุนหวาดหวั่นและตื่นตระหนก มือทั้งสองจับไหล่เพื่อนสนิทไว้แล้วเค้นถามทั้งที่กลัวคำตอบ

“ไอ้แบรนดอนมึงตอบกูมาตามตรง เมื่อวานที่มึงออกไปลาดตระเวนกับผู้กองปาร์ค..มึงโดนกัดหรือเปล่า

แบรนดอนจ้องหน้าเพื่อนทั้งที่สายตาเริ่มเลือนลางมองไม่ชัดเสมือนมีใยขาวบางๆ ครอบอยู่ในดวงตา หนุ่มลูกครึ่งดึงขากางเกงให้เพื่อนดูแผลที่น่อง หลับตาลงแล้วตัวสั่นน้อยๆ จับมือเพื่อนไว้แน่น

“เธอทิ้งกูไว้ในตึก..กูให้เธอช่วยแต่เธอไม่ช่วยและทิ้งกูไว้กับพวกติดเชื้อเกือบยี่สิบคน..กูพลาด..กูต้องหาทางออกมาเอง” แบรนดอนเล่าทั้งน้ำตา ถ้าเป็นพี่แจ็คสันพี่เขาไม่มีทางทิ้งลูกน้องอยู่ตรงนั้นแน่..

โดอุนรู้สึกเหมือนถูกทุบศีรษะ เขาอึ้งไปกับเรื่องที่ได้ยิน เพื่อนของเขา..เพื่อนสนิทของเขา

“มึง..” โดอุนน้ำตาคลอ ขบกรามแน่นเมื่อคิดไปถึงหัวหน้าคนใหม่ของหน่วยที่มาแทนพี่แจ็คสัน ยัยแม่มดนั่นมาจากหน่วยอื่นที่ใช้วิธีโหดร้ายในการหาคนที่ตรงกับที่นักวิจัยอยากได้

“กูขอร้องมึงอย่าบอกใคร..กูกำลังทำใจ..กูจะฆ่าตัวตายโดอุน” แบรนดอนยึดมือเพื่อนไว้แน่น ขอร้อง โดอุนปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา ร้องไห้เงียบๆ

“มึงจะตายแบบนี้ไม่ได้นะไอ้เหี้ย” โดอุนทำใจไม่ได้ที่ต้องเสียเพื่อนไปทั้งอย่างนี้ เพราะผู้กองเห็นแก่ตัวนั่น!

“มึงจะให้กูทำยังไง กูไม่อยากเป็นผีดิบไล่กัดคนทั้งศะ..อ่อก!”  จู่ๆ แบรนดอนก็กระอักเลือดออกมา โดอุนปล่อยโฮเมื่อเห็นสภาพเพื่อนแย่ลง รีบเข้าไปประคองอย่างไม่กลัวตาย แบรนดอนยันมือกับพื้นห้องทั้งที่ไร้เรี่ยวแรง ใช้สติที่ลางเลือนในสามัญสำนึกของมนุษย์เอ่ยออกมา

“กูเปลี่ยนใจแล้ว..พากูไปหาผู้กองปาร์ค”

“มึง..

“กูจะหาเพื่อนตาย..และถ้ากูทำสำเร็จ มึงต้องเป็นคนยิงกู รับปากกูสิ”

“แต่..” ต่อให้เป็นเพื่อนรักการจะให้ยิงมันตอนเปลี่ยนสภาพโดอุนก็ทำใจไม่ได้อยู่ดี และการที่จะให้เพื่อนกัดผู้กองให้ตายไปด้วยกันมันก็เป็นเรื่องที่ทำใจยากอยู่ แม้เขาจะโกรธผู้กองมากแค่ไหนแต่จะให้ตายตกตามแบรนดอนไปเป็นเรื่องที่ควรทำหรือ?

“รับปากกู!” แบรนดอนยินดีตายด้วยน้ำมือเพื่อนดีกว่าโดนใครก็ไม่รู้มาจัดการเขา

“อืม” โดอุนเช็ดน้ำตาแล้วฉุดแขนแบรนดอนให้วางบนไหล่ หิ้วปีกพยุงไปยังห้องทำงานของผู้กองปาร์ค ในเมื่อมันเป็นความต้องการสุดท้ายเขาจะพาแบรนดอนไปหาผู้กองก่อน จะสู้จนรอดหรือสู้จนตายก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้กองเถอะ

“ถ้าไปไม่ถึงห้องแล้วกูเปลี่ยนก่อน..ยิงได้ทันทีเลยนะโดอุน”

“เงียบเถอะน่า!” โดอุนตวาดใส่เพื่อนทั้งที่กำลังสะอื้น แบรนดอนยังยิ้มทั้งที่เริ่มหายใจไม่ออกแล้ว

 

 

 

“ผมขอไปอยู่หน่วยอื่นครับ” นัมจุนเอ่ยกับสาวสวยที่นั่งกอดอกมองมาที่เขา

“นายจะไปอยู่ไหน ผู้พันเขามีงานต้องทำอีกเยอะ ไม่ว่างมาลาดตระเวนแล้ว”

“ผมขอไปอยู่หน่วยไหนก็ได้ที่ไม่ใช่หน่วยคุณครับ” นัมจุนพยายามระงับอารมณ์มากแล้ว เขาไม่พอใจการทำงานของหัวหน้าหน่วยคนนี้ และไม่อยากให้โดอุนกับแบรนดอนทนด้วย

“จงรักภักดีจังเลยนะ” ปาร์คโชอาเหยียดยิ้มเยาะเมื่อถึงถึงใครอีกคน ทั้งที่เป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนทหารมาด้วยกันแท้ๆ แต่หมอนั่นกลับก้าวไปไกลกว่าเธอก้าวหนึ่ง

“ฉันไม่ให้ไป”

“ผมจะไป!

“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น” เสียงของผู้มาใหม่ทำให้ทั้งสองคนในห้องหันไปมอง โดอุนประคองแบรนดอนเข้ามาในห้องพักครูที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องทำงานของทหาร

“นัมจุนปลดอาวุธผู้กอง” โดอุนบอกเพื่อน โชอาผุดลุกขึ้นดึงปืนออกมาจากสายคาดเอวอย่างรวดเร็ว นัมจุนเองก็ชักปืนออกมาขึ้นไกเตรียมยิงเล็งไปทางโชอาเช่นกัน

“พวกนายจะทำอะไร! กล้ามากนะที่ทำกับผู้บังคับบัญชาแบบนี้ อยากถูกขังลืมหรือไง!

“นาทีนี้คิดว่าพวกผมจะสนใจเรื่องนั้นหรือไงครับผู้กอง” โดอุนมองหน้าสวยของปาร์คโชอาเขม็ง

“หมายความว่าไงหมวดโดอุน นี่พวกนายต้องการอะไรกันแน่”

“เราจะ..ตายด้วย..กัน” หมวดหนุ่มที่ใกล้จะกลายสภาพเอ่ยด้วยลมหายใจขาดห้วง เลือดสดหยดจากปาก จากนั้นก็กระตุกเกร็งแล้วทรุดลงไปกับพื้น โดอุนและนัมจุนมองเพื่อนตาค้าง 

โชอาตะลึงเมื่อเห็นสภาพของลูกน้อง

“แกกำลังจะกลายร่าง ไอ้บ้าเอ๊ย!

 

 

 

ผู้กองปาร์คหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวดยกเท้าถีบประตูห้องออกอย่างแรง เธอกุมแขนที่ถูกอดีตลูกน้องกัดจนเลือดสาดเข้าไปในห้องกระจายเสียงของโรงเรียน

ประกาศจากร้อยเอกปาร์คโชอา ขณะนี้พันตรีหวังเจียเอ๋อ ร้อยตรีคิมนัมจุน และร้อยตรียุนโดอุน ทั้งหมดได้ติดเชื้อโรคที่กำลังระบาด เนื่องจากทั้งสามได้ออกลาดตระเวนแล้วถูกผู้ติดเชื้อทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บแต่เก็บเรื่องไว้เป็นความลับ เพื่อความปลอดภัยของทหารและพลเรือนในศูนย์อพยพขอให้ทหารทุกคนช่วยกันจับตายก่อนที่ทั้งสามจะแพร่เชื้อให้กับพลเรือน!

หญิงสาวรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดพูดออกไมโครโฟนก่อนจะทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้น กลั้นใจวิทยุเรียกลูกน้องคนสนิทมาหา

 

 

 

“พี่คะ หนูหิว” สาวน้อยที่นั่งบนตักพี่ชายเงยหน้าบอกเขา ยองแจจุ๊บหน้าผากยองจีแล้วหันไปค้นกระเป๋าหาขนมให้น้อง

“อ่า..เหลือชิ้นสุดท้ายแล้ว แบ่งครึ่งไว้กินตอนเย็นด้วยนะครับ” ยองจีพยักหน้าหงึก รับขนมที่พี่แกะห่อมาถือไว้ แล้วใช้มือน้อยๆ หักครึ่งมันออกและส่งให้พี่เก็บใส่กระเป๋าไว้ตามเดิม

“พี่คะอ้าม” ยองจีแบ่งครึ่งขนมของตนแล้วป้อนพี่ด้วย ยองแจส่ายหน้า

“ไม่เอาค่ะ พี่ยังอิ่มอยู่เลย หนูกินเถอะ”

“พี่กินอะไรไปล่ะ หนูยังไม่เห็นพี่กินอะไรเลยนะ”

“ไม่เอาจ้ะหนูกินเถอะ”

“ถ้าพี่ไม่กินยองจีก็ไม่กิน” ยองจียื่นคำขาด พี่ชายอมยิ้มแล้วงับที่มุมขนมไปนิดเดียวแทบไม่ได้กิน แต่แค่นั้นยองจีก็คิดว่ากินแล้วและเธอก็พอใจแล้วล่ะ

แจ็คสันหอบน้อยๆ ยืนมองสองพี่น้องด้วยความโล่งใจที่เขามาถึงก่อนลูกน้อง

ขณะที่จะก้าวไปหายองแจวิทยุสื่อสารก็ดังขึ้นเสียก่อน แจ็คสันตอบวิทยุลูกน้อง เป็นโดอุนที่ติดต่อมาหา แม้จะสงสัยว่าอีกฝ่ายอยากเจอทำไม แต่เขาก็บอกให้โดอุนมาเจอกันตรงจุดที่ยองแจอยู่

“อ่าวหมวด! มาทำไมอ่ะครับ หน้าตาบู้บี้เชียวอึไม่ออกเหรอ” ยองแจทักทายได้น่ารักมาก ถ้าไม่ติดว่าสถานการณ์กำลังไม่ดีโดนแจ็คสันตบหัวแน่

“อย่ามาลดขั้นกัน มีธุระด่วนจะคุยด้วย” แจ็คสันดึงแขนยองแจให้ลุกมาคุยกันท่ามกลางความงุนงงของสองพี่น้อง ยองจีนั่งมองพี่คนหล่อและพี่ชายไปมา

แจ็คสันกระซิบเล่าทุกอย่างให้ยองแจรับรู้ สายตามองไปยังเด็กน้อยตลอดเวลา ยองแจนิ่งอึ้งไปเมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากแจ็คสัน ชายหนุ่มมองหน้าเขาสลับกับน้องสาวไปมา

“นายต้องรีบพาน้องหนีไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้”

“แล้วผมต้องพายองจีไปไหน ต้องไปไหนเขาถึงจะหาไม่เจอ!” ยองแจร้อนรน แจ็คสันจับแขนคนที่กำลังจะสติแตกไว้

“ไปหลบซ่อนตัวที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ศูนย์อพยพ ผู้ติดเชื้อแสดงอาการอย่างมากก็ไม่เกินหนึ่งวัน นายพาน้องหลบสักวันนึงก็น่าจะรอด”

“ผะ..ผม..ผมไม่มีที่ไป” ยองแจจะร้องไห้ ในใจห่วงกังวลในความปลอดภัยของยองจี ไม่นึกเลยว่าทหารก็ไม่ใช่คนที่ไว้ใจได้ บ้าที่สุด!

ประกาศจากร้อยเอกปาร์คโชอา ขณะนี้พันตรีหวังเจียเอ๋อ ร้อยตรีคิมนัมจุน และร้อยตรียุนโดอุน ทั้งหมดได้ติดเชื้อโรคที่กำลังระบาด เนื่องจากทั้งสามได้ออกลาดตระเวนแล้วถูกผู้ติดเชื้อทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บแต่เก็บเรื่องไว้เป็นความลับ เพื่อความปลอดภัยของทหารและพลเรือนในศูนย์อพยพขอให้ทหารทุกคนช่วยกันจับตายก่อนที่ทั้งสามจะแพร่เชื้อให้กับพลเรือน!

ทั้งหมดต่างพากันชะงักไปเมื่อได้ยินประกาศจากทหาร ยองแจยิ่งสติแตกเมื่อได้ยินว่ามีทหารได้รับเชื้อปะปนอยู่ในศูนย์อพยพ

ไม่เพียงแค่ยองแจที่ตกใจ ทุกคนในศูนย์ที่ได้ยินประกาศต่างพูดกันอื้ออึงทันทีที่เสียงประกาศหยุดลง เกิดความระส่ำระสายไปทั่วค่าย ประชาชนที่อยู่ใกล้ทหารต่างหนีห่าง รวมถึงกลุ่มคนที่อยู่ใกล้สองพี่น้องและแจ็คสันด้วย

แจ็คสันยืนนิ่งเมื่อได้ยินชื่อตัวเองจากเพื่อนร่วมรุ่น เขาแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลยว่าโชอากำลังแต่งเรื่องให้ทหารทั้งค่ายฆ่าเขาและลูกน้อง ทำไมเธอต้องทำแบบนั้นด้วย!

“พี่แจ็คสัน!” นัมจุนและโดอุนวิ่งมาหาแจ็คสันหน้าตาตื่น หนุ่มหล่อมองลูกน้องที่เนื้อตัวเปื้อนเลือด

“มีอะไรกันทำไมโชอาประกาศแบบนั้น”

“เรื่องมันยาวครับเรารีบหนีก่อนเถอะ!”  

“อะไรกันวะ!” ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกก็จะให้หนี อธิบายกันสักคำไม่ได้หรือไง

“ไม่มีเวลาแล้วรีบไปเร็ว” โดอุนฉุดแขนแจ็คสันให้วิ่งแต่เขาขืนตัวไว้หันไปพูดกับยองแจ

“ไปหยิบกระเป๋านายมา!” แจ็คสันตรงเข้าไปอุ้มยองจีแล้วรอให้ยองแจสะพายกระเป๋าก่อนจะฉุดมือนิ่มให้วิ่งตามเขาและลูกน้องไป

“อยู่นั่นไง!

นัมจุนได้ยินเสียงทหารที่อยู่ใกล้เขาที่สุดแล้วก็รีบบอกให้ทุกคนรีบวิ่งไปยังลานจอดรถ เสียงตะโกนและเสียงปืนที่ดังไล่หลังเป็นยิ่งกว่าแรงผลักให้เอาชีวิตรอดออกจากศูนย์อพยพนี้ให้ได้  

“เดี๋ยวนะ ทำไมทหารคนอื่นวิ่งตามคุณ นี่อย่าบอกนะว่าพวกคุณคือทหารที่ติดเชื้อ!

ยองแจที่โดนแจ็คสันฉุดกระชากลากถูเกิดฉลาดขึ้นมากะทันหันจากการปะติดปะต่อเรื่องราวจากบทสนทนาและจากสถานการณ์ คนชื่อแจ็คสันไม่ได้ไปตามหาสามคนในประกาศแต่กำลังวิ่งหนี!

“เราโดนใส่ร้าย เราไม่ได้ถูกกัด ผู้กองที่เป็นคนประกาศต่างหากที่ถูกกัด” นัมจุนบอกพลางหันไปยิงสกัดเพื่อนทหารด้วยกันก่อนตัวเองและคนในกลุ่มจะโดนสาดกระสุนจนพรุน

“ฉันจะเชื่อคุณได้ไง พวกคุณจะพาน้องกับฉันหนีไปด้วยเพื่อเอาไว้เป็นเสบียงระหว่างทางตอนกลายร่างใช่ไหมล่ะ”

“โห ก็ช่างคิดได้นะ เชื่อไม่เชื่อก็หนีก่อนเถอะน่า!” โดอุนเอ่ยตัดรำคาญ ยองแจหยุดวิ่งทันทียื้อน้องสาวจากแจ็คสันมาอุ้มเพื่อจะหนีจากกลุ่ม แจ็คสันยื้อยองจีไว้ส่งต่อให้โดอุน

“จะทำอะไรน่ะปล่อยนะ!” ยองแจโวยวายเมื่อถูกทหารชื่อแจ็คสันอุ้มพาดบ่าแล้ววิ่งตามโดอุนไป

“อยู่เฉยๆ น่า! ถ้านายยังดิ้นฉันจะยิงน้องนาย” แจ็คสันขู่ทั้งที่ไม่คิดจะทำแม้แต่น้อย ยองแจเลยต้องหยุดดิ้น

“ไอ้พวกบ้า!” มันอะไรกันวะเนี่ย หนีผีดิบยังมาเจอทหารบ้าๆ นี่อีกเหรอ

 

           

 

“ใครซ่อมเฮลิคอปเตอร์ได้บ้างครับ”

ประชาชนที่นั่งกินข้าวกันหน้าเต้นท์ใครเต้นท์มัน บ้างก็พักผ่อนพูดคุยต่างไม่มีใครสนใจเหล่าทหารที่เดินแยกกันถามหาคนมีความสามารถจากกลุ่มประชาชนหลายร้อย

“ใครเป็นวิศวกรบ้างครับ” เมื่อเปลี่ยนคำถามก็มีหลายคนยกมือ หนึ่งในนั้นคือชางวุค น้องเขยสุดหล่อของมาร์ค ทหารที่อยู่ใกล้สุดเดินตรงมาหาทันที

“คุณเป็นวิศวกรอะไรครับ”

“ก็ดูเครื่องจักรได้แต่ผมไม่เคยซ่อมเฮลิคอปเตอร์นะ” ทหารฟังชางวุคแล้วหนักใจ

“ฮอของทหารไม่มีช่างบำรุงเฉพาะหรือไงครับ” ไรอันอดสงสัยไม่ได้

“ช่างที่ดูแลเฮลิคอปเตอร์ของศูนย์นี้เพิ่งโดนศพเดินได้กินไปเมื่อวาน ยังทำงานไม่ทันจะเสร็จเลยครับ ฮอก็มีอยู่ลำเดียวต้องเอาไปลาดตระเวนช่วยผู้รอดชีวิตด้วย”

โรงเรียนเล็กๆ แบบนี้ ที่ดาดฟ้ามีที่พอจอดฮอแค่ลำเดียวเท่านั้นแหละ

“ไม่หาคนจากศูนย์อื่นมาช่วยล่ะคะ” ดาฮยอนว่าช่างซ่อมเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพไม่น่าจะมีแค่คนเดียวนะ

“ถ้าเรียกตัวมาได้เราก็อยากจะเรียกตัวมาช่วยนะครับ แต่ระยะห่างแต่ละศูนย์มันไกลกันมาก เราก็ส่งคนไปรับได้หรอกนะถ้าไม่มีฝูงศพเดินได้เดินทั่วเมือง เราต้องเสี่ยงหลายชีวิตมันก็ไม่คุ้มน่ะครับ ถ้าไม่มีทางซ่อมเฮลิคอปเตอร์จริงๆ คงต้องใช้รถลาดตระเวนเอา” ทหารอธิบายเหตุผลให้ฟัง แต่ก่อนจะหมุนกายเดินจากไปเขาก็ต้องหยุดเมื่อได้ยินพลเรือนหญิงอีกคนเอ่ยขึ้น

“มาร์คมันเป็นนักบินนี่ มันคงรู้เรื่องเกี่ยวกับเฮลิคอปเตอร์ด้วยล่ะมั้ง พาไปช่วยดูสิ” ฮยอนจินเอ่ยถึงคนที่ไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ด้วยกัน ทหารมีท่าทีดีใจ

“มีนักบินด้วยหรือครับ ใครครับ ผมขอแรงไปช่วยดูหน่อย”

“เขาไปเข้าเวรน่ะค่ะ ที่พวกคุณให้พลเรือนไปถืออาวุธเฝ้าค่าย”

“พาผมไปหาหน่อยสิครับ คุณก็ตามมาด้วยนะ” ทหารบอกไอรีนและชางวุค ไอรีนจะลุกแต่สามีกดบ่าไว้ให้นั่งลงตามเดิมก่อนหันไปคุยกับทหาร

“ผมไปคนเดียวก็พอ คนที่พูดถึงคือพี่ภรรยาผมครับ”

“นำไปเลยครับ”

 

 

 

มาร์คกอดอกพิงกำแพงมองฝ่าความมืดออกไปด้านนอกโรงเรียน บรรยากาศตอนกลางคืนและไฟริมทางติดๆ ดับๆ ชวนให้ขนลุกอยู่ไม่น้อย มองไกลๆ เห็นผู้ติดเชื้อเดินไปมา แต่ถ้าเดินใกล้เข้ามาเกิน500 เมตรจะถูกพลแม่นปืนยิงก่อนจะมาถึงประตู

ร่างสูงมองผู้ติดเชื้อโดยปราศจากความหวาดกลัวแต่พวกนั้นกระตุ้นความเป็นห่วงถึงใครคนหนึ่งให้เพิ่มมากขึ้น มีหลายครั้งที่มาร์คคิดไปว่าเขาอาจไม่มีโอกาสได้เจอภรรยาอีกแล้วถ้าเกิดอีกฝ่ายกลายเป็นศพเดินได้แล้วเดินหายไปไหนก็ไม่รู้..หรืออย่างร้ายที่สุดก็ถูกคนที่รอดชีวิตฆ่าตายซ้ำสอง..

และความคิดเลวร้ายนั่นก็ทำให้มาร์คหายใจไม่ออกเหมือนมีบางสิ่งกดทับหัวใจอยู่ตลอดเวลา

ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนนะแบมแบม..

เด็กสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลกันนักมองพ่อที่มีสีหน้าดูกังวลอยู่ตลอดเวลา ด้วยความเป็นห่วงเลยเข้าไปคุยด้วย

“มืดจังเลยนะคะ” อเล็กซิสเดินมายืนข้างพ่อ เธอเข้าเวรพร้อมพ่อเพราะพ่อไม่อยากให้เธอคลาดสายตาไปไหน

“ใช่..ยุงกัดบ้างหรือเปล่า”

“ไม่หรอกค่ะ หนูโอเค” อเล็กซิสใส่เสื้อคลุมแขนยาวเตรียมพร้อม  มาร์คหันมามองหน้าลูก ยกมือแตะแก้มเนียนที่เย็นขึ้นเพราะอากาศเริ่มเย็นแล้ววางมือบนศีรษะลูกสาว ลูบผมไปมา

“พี่มาร์ค” สองพ่อลูกหันไปมองเสียงเรียก พบว่าเป็นชางวุคที่วิ่งมากับทหาร

“คุณสินะครับที่เป็นนักบิน” ทหารส่งยิ้มให้มาร์คด้วยท่าทางเป็นมิตรเมื่อเห็นท่าทางระวังตัวของมาร์ค

สำหรับมาร์คต่อให้เป็นทหารแต่ถ้าเป็นคนแปลกหน้าเขาก็ไม่ไว้ใจทั้งนั้น จะว่าเขาเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายก็ไม่ผิดนัก ก่อนเกิดโรคระบาดเขาก็ไม่ค่อยมองโลกในแง่ดีเท่าไหร่อยู่แล้วจนแบมแบมว่าเอาบ่อยๆ พอเกิดโรคระบาดความรู้สึกและความคิดนั้นก็เพิ่มมากขึ้น ห่วงไปหมดสารพัด

“ครับ” แม้จะไม่เข้าใจว่าทหารถามทำไมแต่มาร์คก็ตอบรับ

“เฮลิคอปเตอร์พวกเรามีปัญหา ช่วยไปดูให้หน่อยได้ไหม”

“ผมไม่ถนัดเรื่องนั้น” เรื่องซ่อมบำรุงไม่ใช่หน้าที่นักบินอย่างเขานี่ ไม่งั้นจะมีฝ่ายช่างแยกไว้ทำไม

“คุณไม่ต้องซ่อมเองหรอกครับ เราหาวิศวกรเจอหลายคน มีคนช่วยคุณอยู่แล้ว เรามีเฮลิคอปเตอร์แค่ลำเดียวและต้องเอาไปลาดตระเวนช่วยผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ด้วย เผื่อมีคนตกค้างอยู่ตามตึกสูงน่ะครับ”

“ผมซ่อมไม่เป็น” มาร์คปฏิเสธ ถ้าไปดูอะไรให้แล้วพลาดฮอตกจนทหารตายทั้งลำเขาก็ซวยน่ะสิ

พอถูกปฏิเสธเสียงเรียบทหารก็หน้าเจื่อน

“พ่อไปช่วยเขาดูหน่อยสิคะ เฮลิคอปเตอร์กับเครื่องบินก็ไม่ต่างกันเท่าไรมั้งคะ” อเล็กซิสเกาะแขนพ่อให้ไปช่วย มาร์คมองหน้าลูก อยากจะบอกว่ามันไม่ได้ใกล้เคียงกันนะลูกถึงจะบินบนฟ้าเหมือนกันก็เถอะ

“นะครับ” ทหารขอร้อง

“ไปเถอะค่ะพ่อ” พอลูกขอร้องอีกคนมาร์คเลยจำใจพยักหน้ารับ

“จำเป็นต้องคืนนี้เลยหรือครับ ไปตอนเช้าไม่ได้เหรอ” ถึงจะไปให้แต่มาร์คก็ขอต่อรอง ไม่ได้อยากจะแล้งน้ำใจแต่ไม่วางใจให้ลูกห่างตัวก็เท่านั้น ออสตินอยู่กับไอรีนและคนอื่นๆ ยังพอวางใจได้

“ต้องตอนนี้ครับ”

“ไปเถอะค่ะหนูอยู่ได้ คนอยู่เวรกันตั้งเยอะ เราอยู่ในกำแพงไม่ต้องกลัวเรื่องผู้ติดเชื้อเลยนะ”

อเล็กซิสรู้นิสัยพ่อดี พ่อขี้ห่วงและขี้กังวลมากเลยนะ

“แน่ใจเหรอ?” ตอนนี้อยู่ในศูนย์ มาร์คไม่กลัวพวกติดชื้อถล่มหรอก มาร์คไม่ได้กลัวคนตายแต่กลัวคนเป็นในค่ายนี่ล่ะ

“แน่นอนค่ะ พ่อก็ไปไม่นานใช่ไหมล่ะ” อเล็กซิสพยักหน้ายืนยัน มาร์คเลยจำต้องตกลงไปกับทหารโดยทิ้งอเล็กซิสไว้ ก่อนจะไปมาร์คก็ยังกำชับให้ลูกดูแลตัวเองดีๆ อยู่หลายรอบ

เมื่อพ่อไปแล้วอเล็กซิสก็เดินไปยืนตรงจุดที่พ่อยืนก่อนหน้านี้ สองมือเรียวจับซี่เหล็กของกำแพงครึ่งบนมองออกไปด้านนอก นัยน์ตาคู่สวยเพ่งมองร่างที่เคลื่อนไหวโงนเงนชวนขนพองสยองเกล้าอยู่ไม่ไกลก่อนร่างนั้นจะล้มลงเพราะถูกยิงจากคนในกำแพง

การกำจัดผู้ติดเชื้อที่เข้ามาใกล้ศูนย์ยังเป็นฝีมือของทหาร ที่พวกเขาให้พลเรือนมาช่วยเฝ้าก็เพื่อเปลี่ยนเวรให้ทหารได้พักบ้างเท่านั้น สำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกปฏิบัติมาโดยตรงเหมือนทหารจะไปทำอะไรกันได้มากมาย จะยิงพวกที่เดินอยู่นอกกำแพงยังไม่ได้เลย ทหารห้ามว่ามันเปลืองกระสุนเพราะยิงแล้วอาจไม่ถูกเป้าหมาย แต่พ่อบอกว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ที่พวกติดเชื้อมากันเยอะๆ พลเรือนอาจถูกส่งไปเป็นอาหารของพวกนั้นก่อนก็ได้

ไม่น่าเกิดเรื่องนี้ขึ้นมาเลยนะ เมื่อไรโลกเราจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม คิดถึงจังเลย คิดถึงชีวิตเมื่อก่อน ชีวิตที่ได้นอนเตียงนุ่มๆ กินอาหารอร่อยๆ ฝีมือแม่ ได้ไปโรงเรียน

“ถอนหายใจทำไมจ๊ะ เขาว่ากันว่าถอนหายใจเมื่อไรความสุขในหัวใจเราจะถูกถอนหายไปด้วยนะ”

เด็กสาวยืนนิ่งเมื่อเสียงนั้นอยู่ใกล้หู แผ่นหลังรู้สึกได้ถึงร่างกายใครสักคนที่สูงใหญ่กว่าเธอมากเพราะเขากักเธอไว้ได้ทั้งตัว มือทั้งสองของชายคนนั้นก็จับเหล็กอันเดียวกับเธอด้วย

เด็กสาวหลับตาลง ตั้งสติ พยายามไม่ตื่นตกใจ

“ใกล้ไปแล้วนะ”

“เหรอ ฉันว่ากำลังดี” ร่างสูงหัวเราะน้อยๆ เมื่ออีกฝ่ายไม่ได้ขัดขืนจึงขยับชิดเข้าไปอีก เรือนร่างบอบบางเกือบติดกำแพงดีว่ายกมือยันเอาไว้ได้

อเล็กซิสศอกใส่คนที่อยู่ด้านหลังให้ผละจากเธอไปแล้วพลิกตัวหันกลับไปถีบจนอีกฝ่ายถอยห่าง

“แก!

“มีสิทธิ์อะไรมาจิกเรียกฉันแบบนั้นไอ้โรคจิต!

ชายหนุ่มตรงเข้ามาจะจับตัวอเล็กซิสแต่เด็กสาวก็ตั้งท่าพร้อมสู้ไม่ยอมง่ายๆ   การที่พวกนี้เข้ามาหาเธอในตอนที่พ่อไม่อยู่พอดีแสดงว่าต้องรอจังหวะอยู่แล้ว

โธ่เอ๊ย! เธอน่าจะเชื่อน้องชายที่บอกว่ามีคนแปลกหน้าเตือนมาให้ระวังตัว ใครจะไปคิดว่าออสตินจะพูดเรื่องจริง เธอนึกว่าเด็กนั่นมันหาเรื่องแกล้งหลอกเธอเล่นฆ่าเวลาแก้เบื่อ

เมื่อเธอเตะเขาก็หลบได้ ต่อยก็ยังเลี่ยงได้ อเล็กซิสเริ่มโมโหเมื่ออีกฝ่ายจัดการได้ยากกว่าที่เธอคิดไว้ แสดงว่าคงเป็นนักเลงเหมือนกันสินะ

“ฉันว่าเธออย่าขัดขืนจะดีกว่ามั้ง ไม่งั้นก็เหนื่อยเปล่า ฉันแค่อยากเป็นเพื่อนด้วย” หนุ่มหล่อยกยิ้มเย้ยเมื่ออเล็กซิสเริ่มมีอาการเหนื่อยให้เห็น แค่รอให้หมดแรงทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น

อเล็กซิสลดการ์ดมือลง เธอก้าวถอยหลังแล้วเดินหนีเพื่อไปจุดอื่น แม้แต่ละจุดจะค่อนข้างห่างกันแต่แค่ไปให้พ้นจากตรงนี้ได้ก็จะมีคนอยู่เป็นเพื่อน

“จะรีบไปไหนเล่า” อเล็กซิสชะงักเมื่อเจอชายร่างท้วมอีกคนมาดักหน้า พอจะหันหลังกลับก็เจอผู้ชายคนนั้น อเล็กซิสโกรธเมื่อถูกดักทางหนี

“ไอ้เลว แกต้องการอะไร”

“ฉันถูกใจเธอ”

“เธอไม่รู้ตัวหรือไงว่าเธอสวย”

“ฉันรู้ตัวดีว่าสวย แต่พวกแกมายุ่งกับฉันทำไม”

“ถึงจะเด็กแต่ไม่น่าไร้เดียงสาหรอกมั้ง ผู้ชายถูกใจความสวยผู้หญิงเขาต้องการอะไรล่ะ”

สายตาโลมเลียและท่าทางไม่น่าไว้ใจทำให้อเล็กซิสเริ่มตื่นกลัว ในใจคิดถึงพ่อเป็นคนแรกแต่พ่อไม่อยู่ ต่อให้ร้องตะโกนตอนนี้พ่อก็ไม่ได้ยิน

ท่าทางคุกคามของร่างสูงทำให้อเล็กซิสก้าวถอยหลังโดยลืมไปว่าข้างหลังก็มีคนอีกคน

“ช่วย..อื้อ!” เด็กสาวร้องขอความช่วยเหลือยังไม่ทันสุดคำก็โดนรวบตัวแล้วปิดปากจากทางด้านหลัง ขาเรียวยาวเตะคนที่เดินเข้าหาแต่ก็ถูกจับไว้ มือเล็กทั้งสองก็แกะมืออวบที่ปิดปากเธอไม่ออก

“เฮ้ๆ..ทำอะไรกันน่ะไอ้หนู”

ชายทั้งสองหันมองคนที่เข้ามายุ่ง อเล็กซิสก็ด้วย ตาคมเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าเป็นใคร พยายามส่งเสียงร้องอื้ออึงออกมาให้เขาช่วย

“อย่ามาเสือกดิลุง เรื่องของแฟนเค้า”

“ก็จะเสือก เพิ่งรู้ว่าเด็กสมัยนี้เขาทำเหมือนจะลากแฟนไปข่มขืน”

“ไอ้แก่นี่!

“ว่าใครแก่ไอ้เด็กนี่” ร่างที่สูงพอกันเริ่มอารมณ์ไม่ดี แค่ไว้หนวดไว้เคราแม่งเพิ่มอายุกลายเป็นลุงเลยหรือไงวะ!

“ฉันไม่อยากมีเรื่องด้วย ลุงจะไปไหนก็ไปซะ” ชายหนุ่มร่างท้วมพูดด้วยดีๆ เพราะเห็นสายตาแข็งกร้าวน่ากลัวจากคนที่มายุ่งเรื่องชาวบ้าน

“ไม่ไป พวกแกปล่อยมือจากยัยหนูนี่แล้วให้เขาพูดกับฉันเองว่าเป็นแฟนพวกแกจริงๆ ถ้าแกไม่ได้จะทำอะไรไม่ดีก็น่าจะไม่ขัดข้องใช่ไหม”

ชายหนุ่มร่างสูงไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะใช้อาวุธอยู่แล้วเพราะที่นี่คือในศูนย์ เขาปล่อยอเล็กซิสให้เพื่อนจับไว้ ส่วนตัวเขาก็เดินเข้าหาคนแก่กว่าพร้อมกับเอื้อมมือไปที่เอวด้านหลังเพื่อหยิบอาวุธออกมา

“ชอบเสือกเรื่องคนอื่นนักก็ไปนอนเล่นที่เต้นท์พยาบาลสักวันสองวันแล้วกันนะลุง” ชายหนุ่มแสยะยิ้ม มั่นใจ ไอ้ลุงท่าทางสกปรกมอมแมมอาจเป็นแค่คนจรจัดก็ได้ จะมีแรงมาสู้อะไรกับคนหนุ่มอย่างเขา

“อื้อ!” อเล็กซิสจะร้องบอกให้คนมาช่วยระวังมีดแต่ก็ร้องไม่ได้  คนมาช่วยเองมองมือข้างที่ถือมีดจะแทงเขาแล้วขยับหลบ พอเห็นว่าวืดหนุ่มหล่อก็ขยับตามเข้าหาเพื่อจะทำร้ายให้ได้

“คิดว่ามีคนเดียวหรือไง” ร่างสูงหยิบมีดด้ามเล็กที่เอาไว้แกะสลักออกมาจากกระเป๋า อเล็กซิสอยากจะเป็นลมเมื่ออาวุธคนมาช่วยดูจะไม่สามารถสร้างแผลให้ใครได้เลย

“ล้อกันเล่นหรือไงลุง ตลกตายล่ะ!” ขายาวของเด็กนิสัยไม่ดีเตะเฉี่ยวโดนคนที่กระโดดหลบไม่ทัน อาศัยความแขนยาวตวัดมีดใส่จนกรีดเกี่ยวโดนหน้าท้อง เลือดไหลซิบออกจากแผล แต่แย่กว่านั้นคือเสื้อตัวเดียวที่มีของพลเมืองดีก็ขาดเป็นทางไปด้วย

“ฝีมือไม่เก่งให้เหมือนปากล่ะ!” คนหนุ่มย่ามใจตามติดเข้าประชิดเพื่อทำร้ายให้หนัก สั่งสอนว่าอย่ามายุ่งเรื่องชาวบ้าน ร่างสูงหลบหลีกเท่าที่ทำได้ก่อนจะถีบสวนมาจนคนหนุ่มเซผงะไปด้านหลัง เขารีบตามซ้ำด้วยหมัดจนอีกฝ่ายมึนงงแต่ยังไม่ล้ม

“ปล่อยเด็กคนนั้นซะ”

“กูบอกว่าอย่าเสือกไง” ชายหนุ่มดึงข้อมือคนชอบแส่แล้วดึงหาตัวยึดแขนไว้ อีกมือก็แทงมีดสวนมาหาหมายจะเอาให้ฝังลงท้องจนมิดด้าม สัญชาติญาณทำให้คนจะโดนแทงเบี่ยงหลบจนได้แผลถากอีกแผล หน้าตาหล่อเหลาเหยเก และความเจ็บก็ทำให้หมดความอดทน ชายที่คนอื่นมองว่ามอมแมมจับข้อมือที่ถือมีดบิดออกอย่างแรงจนมีดตกแล้วแทงเข่าสวนเข้าที่ท้องแกร่งของอีกฝ่ายอย่างแรงจนทรุด

“แค่ก..” เมื่อเห็นว่าล้มแล้วร่างสูงก็เตะเข้าที่กกหูซ้ำอีกทีอย่างรวดเร็วก่อนที่อีกฝ่ายจะทันตั้งตัว

“แกล่ะจะปล่อยได้หรือยัง!” ร่างสูงหันไปตวาดใส่อีกฝ่าย หงุดหงิดเพราะความเจ็บ ชายร่างท้วมมองเพื่อนหนุ่มที่หมดสติไปแล้วก็รีบปล่อยมือจากอเล็กซิส

เด็กสาวหันไปตบหน้าด้วยความโมโหก่อนจะรีบวิ่งมาหลบอยู่ข้างหลังคนที่มาช่วย

“พาเพื่อนแกกลับที่พักไปซะ” ร่างสูงมองจนหนึ่งคนที่ได้สติพาอีกคนที่หมดสติเดินหายไปแล้วก็ถอนหายใจ

“ขอบคุณนะคะที่ช่วยหนู ถ้าคุณไม่ผ่านมาพอดีหนูคงแย่” อเล็กซิสโค้งให้พร้อมขอบคุณ

“ไม่เป็นไรหรอก อยู่เวรเดียวกันพอดี พ่อไปไหน” ร่างสูงยืนอยู่อีกจุด เห็นพ่อของเด็กคนนี้เดินไปกับทหาร นึกห่วงว่าอเล็กซิสอาจจะอยู่คนเดียวเลยลองเดินมาดู ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องจริงๆ

“ไปกับทหารค่ะ เขาบอกว่าจะให้พ่อช่วยไปดูเฮลิคอปเตอร์ มันมีปัญหา”

“พ่อเป็นช่างเหรอ”

“เปล่าค่ะ นักบิน เฮ้อ ถ้าไม่ได้น้าช่วยหนูต้องแย่แน่ๆ ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”

“ไม่เป็นไร ฉันเคยได้ยินสองคนนั้นพูดหน้าห้องน้ำทำนองว่าสนใจหนู เลยตามพวกนั้นที่ตามหนูไปที่เต้นท์อีกที เลยได้เห็นครอบครัวหนู พอเจอออสตินเลยฝากเขาไปเตือน”

“อ่า” นี่เองคนแปลกหน้าที่ออสตินเคยบอก อเล็กซิสรู้สึกเสียใจที่ไม่ระวังตัวและไม่เชื่อน้อง

“น้าได้แผลด้วย ไปเต้นท์พยาบาลกันเถอะค่ะ” อเล็กซิสชี้ไปที่ท้องและข้างลำตัวของอีกฝ่ายที่มีเลือดซึม ร่างสูงก้มมองตัวเอง

“แผลแค่นี้เองช่างมันเถอะ” เขาไม่ได้ใส่ใจอะไรตัวเองมากนัก จะอยู่หรือตายก็ไม่ได้สนใจอะไรแล้วเพราะชีวิตเขาก็เหลือตัวคนเดียว จะเป็นแผลติดเชื้อตายก็ช่างมันเถอะ  

“ช่างไม่ได้นะคะ! แผลเล็กหรือใหญ่ก็ไม่รู้ ยังไงก็ต้องไปทำแผล ไม่ควรปล่อยมันไว้แบบนี้เดี๋ยวมันจะติดเชื้อและอักเสบ ถ้าติดเชื้อในกระแสเลือดน่ะเรื่องใหญ่เลยนะ”

ร่างสูงทำตาปริบๆ เมื่อโดนเด็กอายุคราวลูกดุใส่เสียงดังท่าทางขึงขัง แล้วยังถือวิสาสะเปิดเสื้อเขาดูด้วย

“จะว่าแผลไม่ลึกก็ไม่ใช่ ไปทำแผลเถอะ อาจจะต้องเย็บสักเข็มสองเข็มด้วยซ้ำไป” อเล็กซิสเป็นห่วงเมื่อมองบาดแผลบนกล้ามท้องและชายโครงซ้ายของอีกฝ่าย

“รู้เรื่องแผลด้วยเหรอ”

“แม่หนูเป็นหมอ ไปเถอะค่ะ” อเล็กซิสเอาเสื้อเขาลงแล้วฉุดมือเขาให้เดินตาม

“หนูชื่ออเล็กซิสนะ แล้วน้าล่ะคะชื่ออะไร” ร่างสูงนิ่งไปนิดก่อนจะยอมตอบ

“แจบอม..อิมแจบอม”

 

 

 

“เสร็จสักทีรอบสุดท้ายของวันนี้ โคตรเหนื่อย เกือบไม่รอดจากฝูงผีดิบแล้ว” นายทหารร่างยักษ์คนหนึ่งเปิดประตูดาดฟ้าของโรงเรียนเข้ามา เสียงแหบห้าวดังไปทั่วบริเวณที่มีเพียงเสียงพูดคุยกันเบาๆ

ทหารที่ยืนอยู่กับเหล่าพลเรือนห้าคนส่งสัญญาณให้เพื่อนเงียบซะ

“อะไรของมึงทำท่าทางเหี้ยอะไร พรุ่งนี้กูไม่ทำละไอ้หน้าที่ขนย้ายตัวทดลองเนี่ย น่าเบื่อ”

มาร์คชะงัก มองหน้าชางวุค น้องเขยเองก็สงสัยเช่นกันว่าทหารขนย้ายตัวทดลองอะไร

“ว่ายังไงคุณมาร์ค คุณนาอึน พอจะทำได้ไหมครับ”

เมื่อส่งสัญญาณแล้วเพื่อนไม่รู้ ทหารก็ส่งเสียงดังเพื่อให้เพื่อนรู้ตัวแทน คนที่สายตาสั้นไม่ทันกวาดมองว่าคนที่อยู่ในแสงสลัวจากไฟฉายหลายคนคือพลเรือนก็นิ่งอึ้งไป

“เราสามคนทำได้ค่ะ ขอแค่ใช้เวลาหน่อย” หญิงสาวที่บอกว่าตัวเองเรียนวิศวกรรมการบินและอวกาศปีสามเอ่ยกับทหาร สามคนที่เธอบอกคือตัวเธอ มาร์คและชางวุค แม้เธอจะเรียนมาด้านที่สร้าง ซ่อม พัฒนาทุกอย่างที่บินบนฟ้าได้แต่เธอยังเรียนไม่จบ ก็ต้องทำเท่าที่ทำได้ โชคดีที่มีนักบินและวิศวกรคอยช่วย

“ทำไมมึงไม่บอกแต่แรกว่ามีพลเรือน”

“ก็มึงมันปากพล่อย”

มาร์คเงี่ยหูฟังทหารคุยกันขณะช่วยงานนาอึน คำพูดแปลกๆ ก่อให้เกิดความสงสัยในใจมาร์คเพิ่มขึ้นจนสลัดไม่หลุด ตั้งแต่ที่เห็นรถทหารเข้าออกเขาก็สงสัยอยู่แล้วว่าต้องมีเรื่อง

ลางสังหรณ์กำลังบอกเขาว่าอยู่ที่ศูนย์นี้ต่อไปน่าจะไม่ปลอดภัย

 

 

“ถ้าออกจากที่นี่แล้วเราจะไปที่ไหนต่อ” ไรอันนั่งขัดสมาธิกอดอก เอ่ยถามน้องชาย

ภายในเต้นท์มีมาร์ค ชางวุค ฮยอนจิน และไอรีนนั่งล้อมวงปรึกษากันในเรื่องที่มาร์คและชางวุครู้เห็นมาเมื่อคืน ส่วนเด็กๆ ก็พักผ่อนอยู่อีกเต้นท์

“ศูนย์วิจัยทางใต้” มาร์คสบตาพี่ชาย ฮยอนจินหันไปสะกิดไอรีน

“มันไกลมากไหมไอ้ศูนย์นั่น” ไอรีนพยักหน้าเป็นการบอกว่าไกลมาก

“ถ้าไกลแล้วเราจะไปกันยังไง พวกศพเดินได้อยู่เต็มเมืองไปหมดแล้ว ฉันไม่ไปเสี่ยงตายข้างนอกหรอกนะ อยู่ที่นี่ก็ดีแล้วนี่” ฮยอนจินปฏิเสธทันที

“เราอยู่ไม่ได้หรอกพี่ ที่ผมกับพี่มาร์คคุยกันก่อนหน้านี้คือ เราสองคนสงสัยว่าเรื่องที่ทหารพูดจะเกี่ยวกับที่ทหารพาคนออกไปแล้วไม่พากลับมา พวกเขาอาจพาคนไปเป็นตัวทดลอง ในสถานการณ์ที่โรคระบาดไม่หยุดแบบนี้ อะไรจะใช้ทดลองได้ดีมากเท่ามนุษย์ล่ะ”

ชางวุคก็พูดตามที่พี่ภรรยาบอกมา ฮยอนจินหน้าเสีย ไรอันถอนหายใจ

“ทำไมต้องไปไกลแบบนั้นด้วย เราไปหาที่ปลอดภัยที่ไหนสักแห่งหลบกันก่อนก็ได้”

“ถ้าเกิดแบมแบมไปหาลูกที่บ้านเราได้จริงๆ..ผมให้พ่อบอกแบมแบมว่าเขาจะสามารถหาผมกับลูกได้ที่ไหนบ้าง มีที่นี่กับศูนย์วิจัย ก่อนที่แบมแบมจะเป็นศัลยแพทย์เขาเก่งด้านโรคอะไรพวกนี้มากเลยนะ ผมคิดว่าถ้าเราไปเจอกันที่นั่น ความสามารถของแบมแบมอาจจะช่วยเราและคนอื่นๆ ได้”

มาร์คบอกสิ่งที่เขาคิดมาตลอดแต่ไม่ได้พูดให้ทุกคนฟัง ใจหนึ่งเขาก็ไม่อยากไปเพราะหวังว่าแบมแบมจะตามมาทัน แต่จะให้รอนานกว่านี้เขาไม่อยากเสี่ยง เพื่อความปลอดภัยของทุกคนยังไงก็ต้องไปต่อ

ไรอันรับฟังโดยไม่พูดอะไรไปครู่ เมื่อคิดดีแล้วก็เอ่ยออกมา

“ถ้าระหว่างทางเกิดอะไรขึ้นกับพวกเราจะทำยังไง” การเดินทางต่อไปทั้งที่ไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้า ความตายมาเยือนได้เร็วกว่าสิ่งอื่นใด

“เราจะไม่เป็นไร” มาร์คยืนยันกับพี่ชายแต่ไรอันส่ายหน้า

“คนที่แม่นปืนก็มีแค่เราสามพี่น้อง”

“เราสามคนจะปกป้องทุกคนได้”

“ถ้าสิ่งที่แกกับชางวุคได้ยินมาไม่เป็นไปอย่างที่เดาไว้จะทำยังไง”

“ถ้าสถานการณ์โรคระบาดยืดเยื้อ..ซึ่งผมคิดว่าต้องรอเวลาอีกนานกว่าจะควบคุมได้ ศูนย์อพยพไม่มีทางหาน้ำและอาหารมาให้พวกเราทุกคนกินไปได้นานนักหรอก พี่คิดว่าทหารจะลำบากเลี้ยงคนไว้ทำไม เขาจะตั้งศูนย์นี้อยู่ได้อีกนานแค่ไหนเราก็ไม่มีทางรู้ สักวันคนก็ต้องกระจัดกระจายกันไปอยู่ดี สู้เราไปซะวันนี้ไม่ดีกว่าเหรอ” มาร์คกังวลเรื่องนี้ด้วย คนออกไปแต่ก็มาเพิ่มตลอด ถ่ายเทไปมาแบบนี้ไม่จบสิ้น จะเอาอาหารมาจากไหนนักหนา

“ฉันเห็นด้วยกับพี่มาร์ค เราควรไปจากที่นี่” ไอรีนพิจารณาตามเหตุผลแล้วก็เห็นด้วย

“เร่ร่อนไปทั่วทั้งที่มีคนตายเดินไปมาเต็มเมืองน่ะหรือ” ฮยอนจินขลาดกลัว ไม่อยากนึกถึงสภาพข้างนอกเลย ระหว่างทางมาศูนย์อพยพเธอหัวใจจะวายตายวันละหลายรอบ

“พี่จะอยู่ที่นี่ต่อไปก็ได้นะ” ไอรีนไม่บังคับอยู่แล้ว ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป

“เราไม่ไปดีไหมไรอัน อยู่ที่นี่เถอะ”  ฮยอนจินเขย่าแขนสามีให้อยู่ที่นี่ ไรอันคิดหนัก

ถ้าต้องออกเดินทางต่อเขาก็ห่วงลูกเมียแต่เขาก็ไม่อยากแยกกลุ่มเหมือนกัน

“อยู่ด้วยกันเยอะๆ จะอุ่นใจกว่านะคุณ ผมไม่อยากให้เราแยกกัน มีอะไรจะได้ช่วยกันได้” ไรอันหันไปบอกภรรยา ฮยอนจินยึดแขนสามีไว้มั่น

“แต่ว่า”

“ดาฮยอนท้องอยู่ ซองจินก็พึ่งพาอะไรไม่ได้ การมีญาติพี่น้องคอยช่วยยังไงก็ดีกว่าการที่เราดูแลลูกกันแค่สองคน ถึงคนเยอะจะเดินทางลำบาก แต่ค่อยๆ ไปก็ได้”

เมื่อสามีตัดสินใจอย่างนี้ฮยอนจินก็ต้องตกลง พอพี่ชายตัดสินใจจะไปแล้วมาร์คก็ลุกขึ้น

“ผมจะไปคุยกับเด็กๆ”

 

 

หลังจากมาร์คเล่าเรื่องทุกอย่างให้ดาฮยอน ซองจิน และลูกทั้งสองฟังจบ เด็กๆ ก็ไม่คัดค้านอะไร ซองจินที่รู้ว่าพ่อตกลงจะเดินทางก็ไม่พูดอะไรเหมือนกัน ถ้าพ่อแม่ไปเขาก็ไป

“พ่อคะหนูมีเรื่องอยากคุยด้วย” อเล็กซิสบอกพ่อแล้วออกจากเต้นท์ไปก่อน มาร์คลุกตามไปคุยด้วย

“เรื่องที่หนูจะเล่า พ่อฟังให้จบก่อนค่อยโวยวายนะคะ”

“มีเรื่องอะไร ทำไมพ่อต้องโวยวาย?”

เด็กสาวสูดลมหายใจเรียกกำลังใจเตรียมรับอารมณ์จากพ่อก่อนจะเล่าเรื่องเมื่อคืนให้พ่อฟัง แค่รู้ว่ามีผู้ชายแปลกหน้าทำมิดีมิร้ายลูกสาวมาร์คก็โวยออกมาทันที

“พวกมันอยู่ไหน!

อเล็กซิสหน้าเจื่อน ไม่ผิดไปจากที่เธอคิดเลยว่าพ่อต้องโกรธคนพวกนั้นมากๆ

“พ่อคะ! หนูบอกให้พ่อใจเย็นๆ ไง พ่อฟังหนูก่อน”

“ทำไมเพิ่งมาบอกพ่อตอนนี้!

“ก็เพราะเรื่องมันผ่านไปแล้วบอกตอนไหนก็เหมือนกันไงคะ ใจเย็นก่อนนะ หนูไม่เป็นไร”

อเล็กซิสจับมือพ่อไว้ พยายามพูดให้พ่อสงบสติอารมณ์ก่อน เห็นสีหน้าพ่อแล้วนึกกลัว คิดถึงแม่ขึ้นมาจับใจ ถ้าแม่อยู่แม่ต้องพูดให้พ่อใจเย็นได้ดีกว่าเธอแน่

“ไอ้พวกเลวนั่นมันกล้าดียังไงมาทำลูกพ่อแบบนี้!” มาร์คกำหมัดแน่น รับรองเลยว่าถ้าพวกมันอยู่ตรงนี้เขาเอาตายแน่

“โธ่พ่อคะ หนูไม่อยากให้พ่อเป็นแบบนี้เลยนะ ฟังหนูก่อนสิ”

“จะให้พ่อฟังอะไรอีก พ่อจะไปตามหาพวกมันให้เจอ”

“พ่อคะ!” อเล็กซิสรีบยื้อแขนพ่อไว้สุดแรงไม่ให้ไป

“ที่หนูบอกเพราะหนูอยากให้พ่อช่วยคนคนนึง! ฟังหนูบ้างสิ”  อเล็กซิสถอนหายใจเฮือกเมื่อพ่อหยุดฟังเธอสักที แต่คิ้วเข้มที่ขมวดกันแน่นก็ทำให้รู้ว่าพ่อคงหยุดฟังเธอได้ไม่นาน  

“เรื่องเมื่อคืนหนูคงรอดมาอยู่ตรงนี้กับพ่อในสภาพปกติไม่ได้หรอกนะถ้าไม่มีคนมาช่วยไว้ คุณน้ามอมแมมที่ยืนกับเราที่โรงยิมพ่อจำได้ไหม คนที่หนูให้กิ๊บติดผมเขาไป เขาเข้าเวรกะเดียวกับเราเขาเป็นห่วงเลยเดินมาดูและเจอหนูถูกทำร้ายพอดี  เขาเคยได้ยินคนพวกนั้นคุยกันว่าจะทำร้ายหนู เขาเลยฝากออสตินมาเตือนแต่หนูเองที่ไม่สนใจระวังตัว ยังไงเราก็จะเดินทางกันอยู่แล้วพ่อให้น้าเขาไปด้วยได้ไหม หนูสงสารเขา น้าเขาเหลือตัวคนเดียวลูกเมียก็ตายหมดเพราะไอ้โรคบ้าๆ นั่น หนูไม่อยากให้เขาถูกทหารพาตัวไปทำอะไรเหมือนที่พ่อบอกน่ะ ได้ไหมคะ”

มาร์คเริ่มใจเย็นลงบ้างเมื่อได้ยินว่ามีคนมาช่วยลูก และเป็นคนที่เขาเคยคิดว่าไม่น่าไว้ใจด้วย คนเรามองภายนอกไม่ออกจริงๆ

“เขาคงไม่ได้ทำดีเพื่อให้เราตายใจหรอกนะ”

“พ่อคะ เขาเป็นผู้มีพระคุณกับหนูนะ เราต้องตอบแทนถึงจะถูกไม่ใช่ไปว่าเขา” อเล็กซิสรู้อยู่ว่าพ่อเป็นคนยังไง แต่บางทีก็คิดในแง่ร้ายเกินไป

มาร์คยืนนิ่ง คิดอยู่ครู่

“เราต้องถามคนอื่นๆ ก่อนว่าจะรับคนแปลกหน้ามารวมกลุ่มไหม พ่อตัดสินใจคนเดียวไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องบอกลุงและอาเขา”

“หนูจะคุยเอง แค่พ่อตกลงทุกคนก็ตกลง” ตอนนี้พ่อเธอก็เหมือนผู้นำครอบครัวนั่นล่ะ ถ้าพ่อยอมมีหรือคนอื่นจะไม่ยอม

“เราเพิ่งเคยเจอเขาครั้งเดียวเอง”

“แต่เขาช่วยหนูไว้ไม่ให้ถูกข่มขืนนะ”

สองพ่อลูกมองหน้ากันก่อนมาร์คจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ยอมตกลงให้ผู้ชายแปลกหน้าเดินทางไปด้วย

“ขอบคุณค่ะพ่อ!” อเล็กซิสดีใจ รีบเข้าไปในเต้นท์เพื่อบอกทุกคน มาร์คยังหนักใจอยู่ ไม่รู้ว่าการรับคนแปลกหน้าเข้ามาเพิ่มในครั้งนี้ในอนาคตจะส่งผลดีหรือร้ายกันแน่

 

 

บริเวณเต้นท์ฝั่งผู้ชายที่มีไว้สำหรับคนที่เดินทางมาขอพักคนเดียว ชายหลากหลายวัยต่างทำกิจกรรมของตนเองไป มีผู้ชายคนหนึ่งที่มีผ้าพันแผลพันท้องนั่งแกะสลักตุ๊กตาไม้อยู่เงียบๆ หน้าเต้นท์หลังหนึ่ง เขาปลดกระดุมเสื้อที่ขาดออกทำให้เห็นแผลชัดเจน

 “ไงวะมึง” ชายหนุ่มร่างสูงที่เมื่อคืนโดนแจบอมเล่นงานเดินเข้ามาถีบแจบอมจนเขาล้มกลิ้งไปกับพื้น แจบอมหน้านิ่ว ไม่ได้เจ็บที่โดนถีบแต่เจ็บแผลที่ท้อง

“หึ..เสือกเรื่องชาวบ้านนักคราวนี้กูจะแทงให้ไส้ทะลุเลย” ชายหนุ่มอาฆาตแรง มองแจบอมด้วยสายตาแค้นเคือง ทั้งเสียหน้าและเสียดายคนสวยเมื่อคืนด้วย

คนรอบข้างต่างไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่ง ต่างยืนมองกันอยู่ห่างๆ ในสภาวะตึงเครียดแค่คิดเรื่องตัวเองก็หนักพอแล้ว ไม่มีใครอยากช่วยชายหนุ่มสกปรก

“อยากนักมึงก็ช่วยตัวเองสิจะไปขืนใจคนอื่นทำไม ไอ้เด็กพ่อแม่ไม่สั่งสอน”

“ปากดีนักนะมึง!” ชายหนุ่มเตะเข้าที่แผลแจบอมอย่างแรงจนแผลฉีกเลือดซึม แจบอมงอตัวด้วยความเจ็บปวด เขาไม่อยากสู้ทั้งที่ฮึดแรงสู้ได้

ได้ช่วยเด็กผู้หญิงก่อนตายก็ดีแล้ว เขาเองก็ไม่มีห่วงไม่มีคนที่ต้องดูแล ตายตามลูกเมียไปคงดีกว่า

“ฉันว่าพอแค่นั้นดีกว่ามั้ง”

หนุ่มหล่อชะงักเท้าที่กำลังเหยียบขยี้ลงไปที่แผลแจบอมแล้วหันมองคนที่มายุ่ง ตาคมหรี่ลงเมื่อเจอคนสวยเมื่อคืนเดินตามหลังชายคนหนึ่งมา

“พ่อคะ ไอ้สองคนนี้แหละที่มันจะปล้ำหนูเมื่อคืน” อเล็กซิสฟ้องทันที เมื่อมีพ่ออยู่เธอไม่กลัวอะไรทั้งนั้น

คนเป็นพ่อได้ยินดังนั้นความโกรธที่หายไปก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง มือสวยสอดเข้าไปใต้ชายเสื้อแล้วหยิบปืนที่เหน็บเอวออกมาทันที สองหนุ่มเห็นวัตถุสีดำก็ผงะด้วยความตกใจ กระทั่งอเล็กซิสเองก็ตกใจไม่คิดว่าพ่อจะใช้ปืน

“พ่อคะนี่มันในค่ายนะ!

“เดี๋ยวเราก็จะไปจากที่นี่อยู่แล้วนี่ลูก” มาร์คขึ้นไกเล็งไปทางหนุ่มหล่อที่มองเขาตาไม่กระพริบ

“มึงสองคนใช่ไหมที่ทำร้ายลูกกู”

“คุณครับ..ผม..ผมขอโทษ อย่าทำอะไรผมเลย ไอ้นี่มันสั่ง มันบังคับผม!” ชายร่างท้วมยกมือสองข้างเป็นเชิงจำนน รีบเอ่ยขอร้องมาร์คปากคอสั่น คนที่ถูกโบ้ยสะดุ้ง

“ไอ้เหี้ย เรื่องอะไรมาโยนให้กูคนเดียว มึงก็เห็นดีด้วยนี่”

“ก็มึงบอกว่าไม่เป็นไรนี่นา!

“ไอ้ทรยศ!

“มึงไม่ต้องเถียงกัน!

มาร์คตวาดลั่นจนหนุ่มทั้งสองสะดุ้งเฮือก ความเก่งกล้าที่มีต่อแจบอมหายวับไปทันที ไม่เพียงคู่กรณีที่ตกใจ คนรายรอบก็ตระหนกไปด้วย แม้จะกลัวโดนลูกหลงแต่ยังไม่หนีไปไหนกัน

“เมื่อคืนมึงทำลูกกูทำไม”

“ผม..

มาร์คจ้องชายทั้งสองด้วยสายตาดุดันจนอีกฝ่ายหายใจไม่ทั่วท้อง ถ้าไม่มีเสียงลูกกระซิบบอกว่าอย่ายิงนะ มาร์คคงลั่นไกไปแล้ว

“คุณแจบอมใช่ไหม”

“อือ” แจบอมสะดุ้งนิดๆ เมื่อมาร์คหันมาถามตนแต่มือยังเล็งปืนไปทางคนหนุ่ม

“คุณมีข้าวของอะไรบ้าง”

“ไม่มีเลย” แจบอมส่ายหน้า มาร์คอนาถใจกับความสิ้นไร้ของแจบอม

“ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณ” มาร์คลดปืนลง ในเมื่อลูกห้ามเขาก็จะไม่ยิง เขามาเพื่อพูดคุยกับแจบอม

ไม่ใช่ว่ามาร์คไม่อยากทำอะไรเด็กเวรสองคนนั่น แต่เขารู้ว่าถ้าได้ลงมือเขาจะหยุดไม่อยู่และอาจจะเผลอหนักมือฆ่าพวกมันตายจริงๆ ก็ได้  เขายังไม่อยากทำให้อเล็กซิสผิดหวังที่มีพ่อเป็นฆาตกร ทางที่ดีที่สุดคือรีบพาแจบอมไปคุยที่อื่นที่จะไม่ต้องเห็นหน้าเด็กเลวสองคนนี่

แจบอมยันตัวลุกขึ้นแล้วเดินมาหามาร์ค อเล็กซิสรีบเข้าประคองเมื่อเห็นเลือดสีสดไหลจากบาดแผลของเขา

“คุณระวัง!” เสียงจากพลเมืองดีเอ่ยเตือน ยามที่มาร์คหันหลังหนุ่มร่างสูงก็ชักมีดเตรียมจะเข้าทำร้ายเขาจากทางด้านหลัง มาร์คหันกลับไปมองแล้วเบี่ยงตัวหลบทันเพียงเสี้ยววินาที

“ปืนนั่นน่ะเอามาให้กูใช้ดีกว่ามั้ง” พ่อของยัยนั่นหล่อสำอางแบบนี้จะเก่งอะไรถ้าไม่มีอาวุธ ถ้าแย่งปืนได้เขาจะกระทืบไอ้หมอนี่ให้กระอักเลือดไปเลย!

“พวกมึงนี่ไม่สำนึกสินะ” มาร์คหลบหมัดของอีกฝ่ายแล้วเตะสวนเข้าที่กลางลำตัวจนร่างสูงเซ แล้วยิงเข้าที่ขาซ้ายหนึ่งนัดก่อนที่ไอ้เด็กนรกจะโถมเข้าใส่เขาได้

เมื่อถูกยิงก็สิ้นท่า มันทรุดลงกับพื้นร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดพร้อมสบถด่ามาร์คอย่างโกรธจัด

“กูต้องยิงกรอกปากมึงอีกนัดไหมไอ้เด็กเหี้ย กูอุตส่าห์ใจดีปล่อยมึงเพราะลูกกูขอ ถ้ากูไม่สั่งสอนมึงก็ไม่สำนึกใช่ไหม!” มาร์คถีบเข้าที่ยอดอกจนมันล้มหงาย แม้แต่เพื่อนยังไม่กล้าเข้าช่วยเพราะกลัวมาร์ค

“พ่ออย่า!” อเล็กซิสรีบเข้ามาห้ามเมื่อพ่อจ่อปืนเข้าที่กลางอกของไอ้เลวนั่น แม้มันจะเลวแต่เธอก็ไม่อยากให้พ่อฆ่าคนหรอกนะ

“ไม่ต้องมาห้ามอเล็กซิส! ไอ้พวกนี้มันหมาลอบกัด”

“หนูรู้! และหนูก็โกรธเหมือนกันที่มันจะแทงพ่อแต่สั่งสอนแค่นี้ก็พอแล้วนะคะ เชื่อหนูเถอะค่ะ แค่นี้ก็พอแล้ว หนูไม่อยากให้พ่อฆ่าคน ใจเย็นๆ เถอะค่ะ”

อเล็กซิสกอดแขนพ่อไว้แน่น จะร้องไห้แล้วนะ พ่ออารมณ์ขึ้นเร็วขนาดนี้เพราะผสมความโกรธจากเรื่องที่เธอถูกทำร้ายด้วยแน่นอน ไม่ใช่แค่เพราะมันจะทำร้ายพ่อหรอก

“คุณทำอะไรกัน นี่ยิงปืนในค่ายหรือครับ!” ทหารสามนายวิ่งมาทางพวกมาร์คเพราะได้ยินเสียงปืน ร่างสูงยกเท้าออกจากตัวเด็กเวร หันไปมองทหาร

“คุณมาก็ดีแล้ว ผมไม่ได้ยิงปืนอย่างไร้เหตุผลหรอกนะ เมื่อคืนสองคนนี้จะข่มขืนลูกสาวผม วันนี้ผมมาธุระฝั่งนี้เพื่อคุยกับเพื่อน เห็นมันสองคนทำร้ายเพื่อนผมอยู่และเขาก็บาดเจ็บ แต่มันสองคนนอกจากจะยังไม่สำนึกยังจะใช้มีดแทงผมอีกผมเลยต้องป้องกันตัว ถ้าคุณไม่เชื่อก็ถามคนอื่นดูได้ อ้อ มันไม่มีกฎยิงปืนในค่ายใช่ไหม และปืนนี่ก็ของผมเองไม่ใช่ของทหาร ดังนั้นผมก็ไม่ผิด”

มาร์คพูดจบก็เก็บปืนแล้วดึงข้อมือลูกสาวพาไปจากตรงนี้ทันที ทหารยังยืนมองหน้ากันอย่างอึ้งๆ

“โอ๊ย! มาช่วยพาไปทำแผลหน่อยสิโว้ย ทหารต้องช่วยประชาชนไม่ใช่รึไง!” คนเจ็บร้องโวยวาย

“คุณก็ให้คนอื่นพาไปสิ งานพวกเราก็ยุ่งนะ” ทหารไม่สนใจเด็กหนุ่มแล้วแยกย้ายกลับไปทำงาน นอกจากเพื่อนร่างท้วมก็ไม่มีใครสนใจคนโดนยิงเลยสักคน

เมื่อมาถึงเต้นท์พยาบาล ระหว่างที่ให้พยาบาลทหารทำแผลให้ใหม่ แจบอมก็เอ่ยถึงเรื่องที่มาร์คบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับตน มาร์คกอดอกยืนมองแจบอมทำแผลอยู่ข้างลูกสาว

“อเล็กซิสบอกผมว่าคุณช่วยแกไว้เมื่อคืนผมเลยอยากมาขอบคุณ”

“ไม่เป็นไร”

“เป็นสิ ขอบคุณมากที่ช่วยอเล็กซิสไว้ และอีกเรื่องคือลูกผมบอกว่าคุณตัวคนเดียว เราจะออกเดินทางต่อแกเลยอยากให้ผมชวนคุณไปด้วยกัน” มาร์คมองหน้าแจบอม เสียงราบเรียบน่ากลัวของพ่อทำให้อเล็กซิสบอกให้พ่อหยุด เธอจะคุยเอง

“ไปด้วยกันเถอะค่ะน้า ยังไงอยู่เป็นกลุ่มก็ดีกว่าต้องอยู่คนเดียวนะ น้าจะได้ไม่เหงาด้วย”

คนที่เคยคิดอยากอยู่คนเดียวมองสบแววตาที่จริงใจของเด็กสาวก็นิ่งไป ความรู้สึกตื้นตันเอ่อล้นเพราะสัมผัสได้ว่าเธอห่วงและอยากช่วยจริงๆ..

“ทำไมต้องชวนผมไปด้วยล่ะ บ้านคุณก็มีคนเยอะแล้วนะ” แจบอมหันไปพูดกับมาร์ค

“บุญคุณต้องตอบแทนไง และผมก็ไม่อยากขัดใจลูกสาว”

“แสดงว่าคุณไม่อยากให้ผมไปด้วย?”

“บอกตามตรงว่าไม่อยาก ผมไม่เคยไว้ใจใครง่ายๆ แต่การที่คุณช่วยอเล็กซิสก็ถือว่าคุณเป็นคนดี ไปด้วยกันเถอะ คนเยอะก็ยิ่งปลอดภัย ระหว่างทางต้องเจอผู้ติดเชื้ออีกมากคุณอาจจะช่วยอะไรเราได้”

แจบอมหัวเราะเมื่ออีกฝ่ายพูดตรงเหลือเกิน ดี! เป็นคนเปิดเผยดี แม้จะดูเจ้าอารมณ์และร้ายๆ แต่พ่อของอเล็กซิสก็ท่าทางจะคบได้

“เหมือนเอาผมไปใช้ประโยชน์เลยนะ”

“ถ้าคุณมีประโยชน์นะ”

อเล็กซิสฟังพ่อกับน้าแจบอมคุยกันแล้วเหนื่อยใจชอบกล นี่คืออะไร ทะเลาะกันหรือเปล่า ทำไมคำพูดชวนให้ลงไม้ลงมือกันจังเลย

แจบอมเงียบไปเหมือนกำลังคิดหนักอยู่ สองพ่อลูกเลยรอคอยเงียบๆ จนกระทั่งแจบอมทำแผลเสร็จ ทั้งสามก็เริ่มคุยกันอีกครั้งระหว่างเดินกลับที่พัก มาร์คตัดสินใจเล่าถึงเรื่องที่ตนรู้มาให้แจบอมฟัง

“จริงหรือครับ” แจบอมไม่อยากจะเชื่อเลย แต่มาร์คก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องโกหกเขานี่

“ไม่รู้สิ แต่น่าจะเป็นไปได้ไม่ใช่หรือครับ”

“จะจริงไม่จริงสักวันศูนย์นี้ก็ต้องร้างถ้าไม่มีของกิน” ถึงไม่ถูกทดลองก็ต้องอดตายสินะ

“ใช่ ตกลงคุณจะไปกับเราไหม”

“ไปก็ได้ แล้วครอบครัวคุณยอมเหรอ” แจบอมคิดสะระตะดีแล้วก็ตกลง เหตุผลหลักคือชอบคุยกับออสติน เด็กคนนั้นตลกดี

“อเล็กซิสไปช่วยพูดให้แล้ว ก่อนเดินทางผมว่าคุณควรไปอาบน้ำสักหน่อยนะ”

ทั้งหมดเดินมาถึงเต้นท์พอดี มาร์คเข้าเต้นท์ไปหาของใช้และเสื้อผ้าของตนเองมาให้แจบอมไปจัดการตัวเอง แจบอมก้มศีรษะทักทายคนอื่นๆ ที่นั่งกันอยู่หน้าเต้นท์

ระหว่างที่แจบอมไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า คนบ้านต้วนก็ช่วยกันเก็บของเตรียมออกเดินทาง

“โอ้โห อย่างกับนายแบบแน่ะค่ะ” ดาฮยอนประหลาดใจที่สมาชิกใหม่ดูดีกว่าที่คิด

แจบอมส่งของคืนมาร์ค ท่าทางขัดเขินนิดหน่อยที่ทุกคนมองเขาเป็นตาเดียว ผมยาวที่เปียกชื้นถูกเสยไปด้านหลัง กิ๊บของอเล็กซิสก็ติดอยู่ที่ศีรษะนั่นแหละ หนวดเคราถูกโกนจนเกลี้ยงเกลาทำให้ความหล่อเปล่งประกายเชียว เนื้อตัวสะอาดสะอ้านมีเสื้อโปโลสีน้ำตาลและยีนราคาแพงสีน้ำเงินเข้มสวมใส่อยู่

“ก็ดูดีขึ้นนะ” ไรอันออกความเห็น อย่างกับคนละคน

“ก่อนเกิดเรื่องน้าทำอาชีพอะไรเหรอคะ” ถ้านายแบบอเล็กซิสต้องรู้จักสิ

“คนเขียนบทละครน่ะ”

“จริงหรือคะ เรื่องอะไร” ไอรีนดูตื่นเต้น ฮยอนจินก็ด้วย ตามประสาคนบ้าละคร

“หลายเรื่องครับ เรื่องล่าสุดก็ที่เจบีเล่นกับจูเนียร์”

“อ๊าย! จริงเหรอคะ ฉันติดละครที่คุณเขียนบททุกเรื่องเลย สนุกมากๆ ค่ะ” ฮยอนจินเข้ามาคุยด้วย และแจบอมก็โดนไอรีนและฮยอนจินชวนไปนั่งคุยกันโดยที่เขาไม่อาจปฎิเสธได้

ชางวุคที่นั่งเก็บของใส่กระเป๋าทำตาปริบๆ ละครที่เห็นเมียชอบเปิดดูนี่มาจากฝีมือคนคนนี้รึ?

“ตั้งแต่เกิดเรื่องผมเพิ่งจะเห็นไอรีนดูสดใสขนาดนี้”

“ฮยอนจินก็เหมือนกัน” ไรอันถอนหายใจ เดินเข้าไปดูในเต้นท์ว่ามีของอะไรหลงเหลืออีกบ้าง

“อย่างน้อยแม่ก็คงมีกำลังใจเดินทางแล้วแหละ” ซองจินพูดขึ้นเบาๆ ทุกคนเห็นด้วย

 

 

 

ศัลยแพทย์หนุ่มนั่งก้มหน้าเขียนบางอย่างอยู่อย่างตั้งใจ จินยองมายืนกอดอกมองอยู่ตั้งนานยังไม่รู้สึกตัว

เขียนอะไรน่ะหมอจินยองเดินมานั่งขัดสมาธิข้างกายคนที่นั่งกับพื้นระเบียง แบมแบมสะดุ้งโหยง

มาไม่ให้สุ้มให้เสียงตกใจหมด!

ขวัญอ่อนเชียวนะ ว่าแต่เขียนอะไรจินยองดึงสมุดจากมือแบมแบมมาอ่าน แบมแบมอยากจะต่อว่าคนที่ถือวิสาสะอย่างไร้มารยาทแต่จนใจจะว่าเพราะรู้ว่ายังไงจินยองก็คงไม่สนใจ

“เขียนอะไรนิดหน่อยเกี่ยวกับโรคระบาดน่ะ”

“หือ หมายความว่าไง”

“ก็เขียนข้อสังเกต อาการ สภาพหลังได้รับเชื้อและตาย แล้วก็ความจะน่าเป็นที่จะเกิดโรค..อ่า แบบว่าโรคน่าจะแพร่ระบาดมาจากสาเหตุอะไรน่ะ แต่ระยะเวลาในการแสดงอาการหลังได้รับเชื้อยังไม่รู้ ไม่มีคนป่วยให้ติดตามผล” แบมแบมพยายามพูดให้อีกฝ่ายเข้าใจง่าย จินยองอึ้งไปนิด

“เอาเวลาที่ไหนไปสังเกต”

“ตั้งแต่เกิดเรื่องผมก็ฆ่ามาหลายคนนะผู้ติดเชื้อน่ะ มีเวลาได้มองนิดหน่อยว่าสภาพเขาเป็นยังไง แบบว่าพวกผิวหนัง ตา และก็อะไรอย่างอื่น ดูพยาธิสภาพของโรคจากศพไง..

“เหรอ”

“อืม แต่ไม่ค่อยได้อะไรหรอก ไอ้ทฤษฎีพวกนี้ผมก็เดาๆ เอาเอง” แบมแบมหยิบสมุดคืนมาแล้วยิ้มให้ จินยองไม่ค่อยเชื่อเท่าไรว่าเดา เห็นตั้งใจเขียนซะขนาดนั้น

“ถ้ารู้เยอะกว่านี้จะรักษาได้ไหม”

“น่าจะเป็นไปได้ ถึงจะมีโรคที่รักษาให้หายขาดไม่ได้และโรคนี้ก็ไม่รู้ว่าจะหายขาดได้หรือเปล่า แต่ทุกโรคมันมีวิธีการยื้อและบรรเทา..ถ้ามีอะไรพร้อมก็อยากจะทำให้ได้เหมือนกัน”

แบมแบมมองลายมือตัวเองในสมุดนิ่งงัน คิดถึงแม่อลิสที่ติดเชื้อ ถ้าสักวันมีทางรักษาได้ก็คงดี

“ไหนบอกแค่เดาๆ เอา” จินยองกังขาในความสามารถหมอ แบมแบมอมยิ้ม ปิดสมุด

“ไปนอนกันเถอะ” ร่างบางยันกายลุกขึ้นยืนก่อนก้มมองคนที่ฉุดมือตนไว้ เมื่อเห็นว่าจินยองกำลังมองอะไรบางอย่างก็หันไปมองบ้าง ก่อนจะขนลุกไปทั้งตัว..

“ดูเหมือนเราจะไม่ได้นอนแล้วว่ะ”

จินยองหนักใจเมื่อมองเห็นผู้ติดเชื้อหลายสิบคนเดินกันแน่นถนน เส้นทางที่ตรงมายังบ้านหลังนี้

“รั้วคงกันไม่ได้แน่ เราต้องออกเดินทางกันตอนนี้ ไปปลุกทุกคนเร็ว!” จินยองผุดลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งไปปลุกคนของตัวเอง แบมแบมรีบแยกไปหายูคยอมที่ห้องนอน

            คนที่ถูกปลุกหายงัวเงียเป็นปลิดทิ้งเมื่อได้ยินว่ามีผู้ติดเชื้อมาหน้าบ้าน ต่างคนต่างรีบหาอาวุธของตนเอง

            “ฮันบินไปดูที่ประตูด้านหลังว่ามีพวกผีดิบไหม ถ้าไม่เจอรีบกลับมาบอก เราจะได้หนีออกทางนั้น เยรินไปรอที่รถเลย มึงขับ ชยอนูกับยูคยอมก็ด้วย ไปรอที่รถ”

            จินยองสั่งลูกน้องและหันไปบอกสองคนเจ็บที่ยังไม่หายดี ร่างกายไม่พร้อมก็ไม่ควรสู้ รังแต่จะเพิ่มภาระ ทางเข้าบ้านนี้มีหลายทางแต่ที่สามารถออกไปสู่ถนนสายหลักได้มีแต่ทางหน้าบ้านและทางหลังบ้านเท่านั้น และเป็นโชคดีที่แบมแบมเป็นคนเตรียมพร้อม จึงให้จินยองและลูกน้องขนของทั้งอาวุธและอาหารใส่รถบ้านเอาไว้ เวลาจะออกเดินทางจะได้ไม่ต้องมามัวจัดของ

จินยองที่เคยค่อนความเจ้าระเบียบของแบมแบมนึกชมแบมแบมก็ตอนนี้แหละ!

            “พี่ๆ ข้างหลังก็มีนะไอ้พวกผีดิบ” ฮันบินหายไปไม่นานก็วิ่งกลับมาบอกจินยอง

            “กี่ตัว” จินยองตรวจเช็กกระสุนในปืนพกแล้วใส่ซองปืนที่คาดเอว หยิบดาบญี่ปุ่นแบบเดียวกับที่ให้แบมแบมมาถือเตรียมไว้

“เท่าที่กวาดสายตาคร่าวๆ ก็เกินยี่สิบอ่ะพี่”  

จินยองมองคนที่พร้อมสู้สี่คนแล้วหนักใจ เขา ฮันบินและวีน่ะไหว แต่หมอไม่แน่ใจ น่าจะไหวนะ

“ไม่ต้องคิดนานหรอกทางหน้าบ้านมีเยอะกว่านี้ ไปจัดการทางหลังบ้านดีกว่า” แบมแบมดึงดาบออกจากฝักแล้วก้าวนำไปทางหลังบ้านทันที จินยองแค่นหัวเราะ วีเป่าปาก

“พี่หมอนี่แม่งเท่สัส..” สวยด้วยเก่งด้วย กล้าอีกต่างหาก ร่างโคลนนิ่งลูกพี่เปล่าวะ

 

 

“นี่ใจคอจะไม่เหลือให้คนอื่นเลยหรือไง” จินยองออกปากเมื่อเห็นเพื่อนใหม่ตวัดดาบสองทีผีดิบคอขาดไปสาม

“โคตรโหดอ่ะพี่หมอ” วีหัวเราะพลางเดินเข้าหาผู้ติดเชื้อตัวที่ใกล้ที่สุดแล้วใช้มีดสั้นแทงที่หัวจนทะลุ

“พี่จินยองยอมเหรอ” ฮันบินพูดพลางยกเท้าถีบผู้ติดเชื้อออกไปตัวหนึ่งเพื่อจัดการแทงหัวอีกตัวที่จะโถมใส่

“ฉันได้เยอะกว่า” จินยองหันไปอวดแบมแบมเมื่อใช้ดาบฟันลงที่หัวผู้ติดเชื้อคนหนึ่งแล้วตัดหัวผู้ติดเชื้ออีกสี่คนในเวลาอันรวดเร็ว

“ครับ..” มันใช่เวลามาอวดเหรอปาร์คจินยอง ผมไม่ถนัดจับดาบ ผมถนัดจับมีดผ่าตัด

“อะไร! ชมกันหน่อยสิ” จินยองอารมณ์เสียแล้วฟันแขนขาของผีดิบจนขาด แม้เหลือแต่ตัวก็ยังกระเสือกกระสนจะมากัด จินยองปักดาบลงไปที่หัวของมันปิดท้าย

“เก่งมากครับ”

“ให้มันจริงใจหน่อย”

“คุณจะเอายังไงกับผมกันแน่เนี่ย” แบมแบมส่ายหน้าระอาขณะฟันหัวผู้ติดเชื้ออีกคนจนล้มลง

“นายนี่มันน่าเบื่อ”

“คุณต่างหากที่น่าเบื่อ”แบมแบมเดินห่างจากจินยองไปจัดการผู้ติดเชื้อตัวอื่น ยิ่งจัดการได้เร็วก็ยิ่งออกจากที่นี่เร็วขึ้น

“จินยองระวัง!” แบมแบมร้องบอกอีกคนเมื่อเห็นผู้ติดเชื้อโถมใส่จากด้านหลัง จินยองสะบัดตัวหนีออกมาได้ทันฉิวเฉียดก่อนจะโดนหน้าเละฝังบนไหล่กัดให้เนื้อขาดเล่น

“อี๊” จินยองทำสีหน้าขยะแขยงเมื่อเห็นสภาพของผู้ติดเชื้อระยะประชิด เจอทีไรก็ไม่ชิน กลิ่นเหม็นเน่าฉุนกึกเข้าจมูกเต็มๆ จนผะอืดผะอมอยากอ้วก

“โอ๊ย! ทำไมไม่เกิดโรคระบาดที่ดีกว่านี้หน่อยวะ! จะกลายพันธุ์ทำเหี้ยอะไร ตายแล้วลุกมากินคนนี่สนุกเหรอ อร่อยหรือไง ระบบย่อยอาหารมึงก็ทำงานกันไม่ได้แล้วนะจะกินไปทำบ้าอะไรอีก!

จินยองหงุดหงิดไล่ฟันแล้วกระทืบซากคนตายซ้ำ แบมแบมหันไปมองฮันบินและวี ต่างคนต่างจนถ้อยคำ ปล่อยให้จินยองไล่ฆ่าศพเดินได้เพียงลำพัง ก็ช่วยบ้างนิดหน่อยแต่ส่วนใหญ่ก็ปล่อยจินยองฆ่าระบายอารมณ์ไป

เมื่อผู้ติดเชื้อไม่เหลือให้ฆ่าจินยองก็ใช้ให้วีและฮันบินลากศพออกไปให้พ้นหน้าประตู จากนั้นวิ่งตามแบมแบมกลับไปที่รถ

 

(ภายในรถบ้าน) 


ออกรถเลยเยริน ฮันบินกับวีรอหน้าประตูพวกเขาเคลียร์ศพเปิดทางให้

ค่ะพี่หมอเยรินไม่ได้สตาร์ทรถรอเพราะกลัวเปลืองน้ำมัน ตั้งใจจะแวะปั๊มเก็บน้ำมันสำรองไว้ด้วย

พอก้าวขึ้นรถได้จินยองก็ตรงไปห้องน้ำทันที แบมแบมเดินไปนั่งข้างยูคยอมบนโซฟา

“นี่ชยอนู ลูกพี่นายเขาท้องหรือเป็นไบโพล่าร์ ดูอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ” แบมแบมสงสัยจริงนะ ชยอนูที่นั่งตรงขั้นบันไดหัวเราะกับคำถามของหมอ

“ท้องหรือเปล่าไม่รู้อ่ะครับไอ้ไบโพล่าร์นี่อะไรอ่ะ”

“อารมณ์สองขั้วน่ะ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย”

“อ่า น่าจะเข้าข่ายมั้งครับ”

“นินทาอะไรกัน! ได้ยินนะโว้ย” จินยองตะโกนสวนออกมาจากห้องน้ำ ทุกคนบนรถหัวเราะขำ ฮันบินและวีที่เพิ่งจะก้าวขึ้นรถมาทำหน้างง

“หัวเราะอะไรกันน่ะ” วีเอ่ยในสิ่งที่ฮันบินคิดจะถามพอดี

“พี่หมอสงสัยว่าพี่จินยองจะท้องหรือเปล่า หรือเป็นแค่พวกอารมณ์ไม่ปกติ”

ชยอนูตอบให้ ฮันบินขำพรืดแล้วเดินไปนั่งกับยูคยอม วีเท้าเอว หัวเราะหึๆ

“พี่จินยองก็เป็นอย่างนี้นานแล้วครับ จะท้องไม่ท้องก็เป็นคนแบบนี้แหละ ถ้าท้องก็อัพเลเวลขึ้นอีกนิดหน่อย”

“ไม่ท้องโว้ย ป้องกันดี และไม่ได้ป่วยด้วย!” จินยองเดินตึงตังมาฟาดคนพูดมากไปคนละทีสองทีแก้หงุดหงิด ทุกคนอมยิ้มไม่ถือสาอะไร

แบมแบมอดคิดไม่ได้ว่าจินยองก็เป็นคนตลกดี ตลกแบบแปลกๆ นี่แหละ

 

 

 

 

“น้าแจบอมไปรถหนูนะ” อเล็กซิสชวนแจบอม ส่วนมาร์คกำลังเช็กเครื่องยนต์ก่อนเดินทาง

“ถ้าน้าแจบอมไปรถอเล็กซิส พี่จะไปนั่งรถอาไอรีนก็แล้วกัน” ดาฮยอนที่ขามานั่งมากับอามาร์คก็อาสาย้ายรถไปเอง

“แล้วทำไมแกไม่มานั่งรถพ่อล่ะดาฮยอน” ซองจินเท้าเอวมองน้องสาว ดาฮยอนเบ้ปาก

“จะนั่งไปกับพี่ให้พี่หาเรื่องค่อนแคะฉันหรือไง ไม่เอาหรอกหนวกหู”

“เอาเถอะไม่ต้องเถียงกัน น้องมันจะนั่งคันไหนก็เรื่องของน้องมันสิ” ไรอันตัดบท ไม่อยากให้ลูกทะเลาะกันให้ขายหน้าคนอื่น ตอนนี้เราไม่ได้อยู่กันตามลำพังแค่คนในครอบครัว ยังมีแจบอมอีกคน

“รถผมเรียบร้อยพร้อมออกเดินทาง พี่ไรอันกับพี่มาร์คเช็กเสร็จยัง” ชางวุคปิดกระโปรงรถตัวเองลง ร้องถามชายหนุ่มอีกสอง มาร์คพยักหน้าว่าเรียบร้อย ไรอันก็เช่นกัน

“รีบขึ้นรถเถอะ เราต้องหาที่พักที่ปลอดภัยก่อนค่ำ”

ชางวุคพยักหน้าให้ทุกคน ชายหนุ่มทั้งหลายมีท่าทางเหนื่อยอ่อนเพราะต้องเข็นรถของตัวเองให้หลุดจากบรรดารถที่มาจอดต่อกันไปยาวเหยียด เสียเวลากันไปเป็นชั่วโมง

อเล็กซิสอาสาจะขับรถให้พ่อเอง ส่วนไอรีนก็จะขับแทนชางวุค ฮยอนจินขับแทนไรอัน เอาไว้ไปเปลี่ยนกันระหว่างทาง 

          “นั่นรถบ้านนี่ครับ เราน่าจะมีแบบนั้นสักคันนะ” ออสตินที่ยืนมองรอบกายแก้เบื่อชี้ไปยังรถคันใหม่ที่แล่นมาตามถนนสายหลัก ทุกคนหันไปมองตาม

“นั่นสิ ถ้ามีรถแบบนั้นฉันไม่มาหรอกค่ายน่ะ เอาไปจอดตั้งแคมป์ที่ป่าหรือริมน้ำยังดีซะกว่า”

ฮยอนจินอิจฉา รถสวยแบบนั้นคงราคาแพงมากทีเดียว

“มาจอดทิ้งไว้แถวนี้คงได้เปลี่ยนมือเจ้าของเร็วๆ นี้” มาร์คพูดแล้วเดินไปนั่งข้างคนขับที่ลูกสาวแย่งหน้าที่พ่อไปแล้ว ยัยลูกสาวยังไม่มีใบขับขี่แต่ในสถานการณ์อย่างนี้ไม่มีตำรวจจราจรคอยจับแล้วล่ะ

“ขึ้นรถเถอะออสติน” แจบอมดันหลังเด็กชายให้ขึ้นรถก่อนตนจะก้าวขึ้นไปนั่งข้างหลังเป็นเพื่อน

บ้านต้วนต่างแยกย้ายกันขึ้นรถใครรถมัน อเล็กซิสขับนำคันแรก ฮยอนจินตามหลังและไอรีนขับปิดท้าย เริ่มออกเดินทางสู่จุดหมายปลายทางที่สอง

 

 

 

 “คนเยอะแฮะ ดูจำนวนรถสิ” ชยอนูเปิดม่านตรงหน้าต่างกระจก ชี้ชวนให้ทุกคนดู

“ใครๆ ก็กลัวตายกันทั้งนั้น เลยพากันมาพึ่งทหาร” ยูคยอมเอ่ยเสริมก่อนสะพายกระเป๋าเตรียมจะลุก แบมแบมกดบ่าเขาให้นั่งลงตามเดิม ยูคยอมทำหน้างง

“ไม่ต้องไปหรอกอยู่นี่กับพี่ๆ เขานี่แหละ แม่จะไปดูแป๊บเดียวว่าพวกเขาอยู่กันที่นี่ไหม” แบมแบมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม รู้สึกมีความหวังและตื่นเต้นมากที่ในที่สุดก็มาถึงศูนย์อพยพ เขาจะได้เจอหน้าลูกสักที

“แต่ว่าไปคนเดียวจะดีเหรอครับ”

“ดีสิ แม่จะรีบไปรีบกลับ” แบมแบมลูบผมเด็กหนุ่ม ยืนยันไม่ให้กังวล ยูคยอมฝืนยิ้ม บาดแผลเขายังไม่หายสนิทนัก จะไปด้วยก็กลัวจะเป็นภาระพี่หมออีก

“เอางี้เดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อน ยูคยอมจะได้ไม่ต้องห่วงนาย” จินยองอาสา หันไปหยิบอาวุธมาเตรียมพร้อม แบมแบมพยักหน้าว่าเอาอย่างนั้นก็ได้

“ดูแลกันดีๆ นะ” จินยองสั่งลูกน้องทุกคนรวมยูคยอมด้วย ก่อนจะก้าวลงจากรถตามแบมแบมไป

 

 

 

*พยาธิวิทยา (Pathology) เป็นการศึกษาและวินิจฉัยโรคจากการตรวจอวัยวะ, เนื้อเยื่อ, เซลล์, สารคัดหลั่ง และจากทั้งร่างกายมนุษย์ (จากการชันสูตรพลิกศพ) และยังหมายถึงการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของการดำเนินโรคซึ่งหมายถึงพยาธิวิทยาทั่วไป (General pathology) แบ่งออกเป็น 2 สาขาหลักๆ ได้แก่ พยาธิกายวิภาค (Anatomical pathology) และพยาธิวิทยาคลินิก (Clinical pathology)

วิชาพยาธิวิทยามักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการศึกษาเกี่ยวกับพยาธิหรือปรสิตเนื่องจากมีคำที่พ้องรูปกัน ซึ่งในความเป็นจริงวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพยาธิคือวิชาปรสิตวิทยา (Parasitology) นะคะ

 

TBC.

 **

คลาดกันอีกแล้ว #หลบรองเท้า (ยศในเรื่องอิงจากทหารไทยนะ)

งงไทม์ไลน์ไหม เราย้อนไปย้อนมาเนาะ ตอนที่มาร์คได้ยินทหารพูดและอเล็กซิสโดนปล้ำ เป็นเวลาเดียวกับที่แบมแบมเจอพี่บี้และหนีออกจากบ้าน ช่วงเวลาที่แบมแบมเดินทางมาถึงศูนย์จะทันกันตอนที่มาร์คเองก็ออกจากศูนย์พอดี

กลุ่มเริ่มใหญ่ แยกกระจายอาจดูไม่เยอะ ถ้าบ้านต้วน สองคุณแม่ และแจ็คแจรวมกันจะใหญ่

แต่กฎธรรมชาติใครแข็งแกร่งคนนั้นอยู่รอด ต้องมีตัดทิ้งบ้างเป็นธรรมดา

© themy butter
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 160 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,523 ความคิดเห็น

  1. #2480 mew_wwp (@mew_wwp) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 มีนาคม 2563 / 14:05
    ฮือออ~ทับใจมากกกอ่านรอบที่สามก็ยังตื่นเต้ววเหมียนเดิมเรยยย
    #2,480
    0
  2. #2474 Khampoohnaka (@Khampoohnaka) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:13
    คลาดกันนิดเดียว ฮืออออ
    #2,474
    0
  3. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:56
    อือฮือออออ~~ เจอกันสักทีเถอะน้าาาาา~ ดั่ยโป่ดดดดดดด //คุกเข่า//
    #2,445
    0
  4. #2320 Chiracc (@Chiracc) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 22:58
    ตอนหน้าจะต้องมีคนตายอีกหรอเนี่ยยย แล้วก็คลาดกันอีกแล้ว งื่อออออ
    #2,320
    0
  5. #2186 Spices_smile (@igot7ibambam) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 11:52
    ฮืออออออออ น่ากลัว
    #2,186
    0
  6. #2144 SUGARBOYXX♡ (@amimikuma) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:20
    "เรื่องล่าสุดที่เจบีเล่นกับจูเนียร์" เเหมมมีปมนยอง555
    #2,144
    0
  7. #2143 SUGARBOYXX♡ (@amimikuma) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:08
    เเจบอมเผยตัวมาเเล้ววว;-; <3
    #2,143
    0
  8. #2109 LOOK_WALAK (@N_Nam0802) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 21:29
    แบบว่าหมั่นเขี้ยวไรท์มากอ่ะ อยากตีไรท์!!!

    จะเจอกันแล้วนะ ~~~~
    แล้วยังมาท๊อกให้ขวัญเสียเหมือนว่าจะต้องมีใครตายอีก ลุ้นนะคะ
    #2,109
    0
  9. #2032 opoceleste (@opoceleste) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 22:45

    โอ้ยยยยย คลาดอีกแล้วววว ฮืออ

    #2,032
    0
  10. #1947 FrontHyuk (@chocolatepie) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2561 / 00:25
    โอยยย อะไรอ่ะ จะเจอกันแล้วอ่ะ คาดกันอีกแล้วหรอ ฮืออออ อีกนิดเดียวเองน้าาา
    #1,947
    0
  11. #1862 ((((d^dek^d)))) (@smart_girl) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 มีนาคม 2561 / 17:20
    เหมือนโชคชะตาลิขิตมาเลยยย คนนึงมา อีกกลุ่มไปปป ฮืออออ
    #1,862
    0
  12. #1778 zzzcc (@zzzcc) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 21:25
    เขาเห็นกันแล้วแต่เขาไม่รู้อะ แงงงจะร้อง
    #1,778
    0
  13. #1770 tongonea (@tongonea) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 12:23
    โอ๊ยยยยนิดเดึยวเอง!!!!! ขอให้ปลอดภัยแลถพบกันเร็วๆ
    #1,770
    1
  14. #1639 markbammuay (@markbammuay) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 / 03:12
    แบบนิดเดียวแบบเห็นรถแล้วแกกกกกกกฉันจะบ้า
    #1,639
    0
  15. #1578 PPPPPPW (@PPPPPPW) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 กันยายน 2560 / 03:22
    โอ้ยย ทำไม นิดเดียวเอง นิดอะ แล้วมาค่ายแบมจะไม่โดนจับไปช่วยช่ะ ฮื้ออออออ มาอ่านตอนดึกเลิกอ่านไม่ได้ ชอบเรื่องนี้นะคะ ชอบมากๆเลย
    #1,578
    0
  16. #1558 Only We Know Untill (@369963nq) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 กันยายน 2560 / 23:35
    อีกแค่นิดเดียวเอง อีกเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น โอ้ยยยยยยยยยย อึดอัดดด มันสนุกมากอ่ะ ฮือ ทำไมเพิ่งเจอฟิคนี้ TT บีเนียร์จะมา แจ็คแจเรียบร้อย มัคคึแบมเล่าาาาา
    #1,558
    0
  17. #1523 PaulaPum (@yukiko12) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 กันยายน 2560 / 19:37
    โอ๊ยยย นิดเดียวเองนะ!! เมื่อไหร่จะเจอกันซักที
    #1,523
    0
  18. #1509 Anongnat Meengoen (@mimmomoney) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 กันยายน 2560 / 01:48
    โอ้ยยยยย ไรท์อ่ะ!
    #1,509
    0
  19. #1424 Cake__Cake (@Cake__Cake) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 / 20:35
    ว่าแล้วมั๊ยล่ะ ไม่มีอะไรน่ากลัวกว่าไรท์อีกแล้ว

    เราไม่งงไทม์ไลน์นะ
    #1,424
    0
  20. #1398 wslloogpa (@wslloogpa) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 05:54
    ม่ายยยยยยยย แค่เสี้ยววิ โหดร้ายยยยย
    #1,398
    0
  21. #1371 zmgebob (@zmgebob) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 15:06
    เห้นยยยยย ไม่เอาอย่าคลาดกันนนน
    #1,371
    0
  22. วันที่ 31 มีนาคม 2560 / 13:35
    เขาจะได้เจอกันมั่ยอ่ะ..........ใจจะ
    ขาดรอนๆ
    #1,190
    0
  23. #1130 EUNHWA_OK (@EUNHWA_OK) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 มีนาคม 2560 / 16:13
    อ๊ากกกกกก ใจจะขาดที่เขาคลาดกัน T^T

    นิดเดียวเองอ่ะ

    แบมเอ้ยยย ตามให้ทันนะ
    #1,130
    0
  24. #1105 Bubii09 (@nepall44) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560 / 02:37
    หืมมมมม เกือบปารองเท้าไปแหนะ//หยอกกกกก
    #1,105
    0
  25. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:06
    โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยย
    ใจจะขาดดดดดดดดดดดดด
    คลาดกันนิดเดียววววววว
    #1,089
    0