ปิดรีปริ้นท์(GOT7) Snow Drop Markbam,Bnior,Jackjae

ตอนที่ 6 : Chapter 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,841
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 158 ครั้ง
    11 มิ.ย. 59

 

 

โอ๊ยให้ตายเถอะไกลมาก!”

จินยองบ่นอย่างหงุดหงิดขณะเดินเคียงไปกับแบมแบม  ข้างทางรกร้างเหมือนเมืองโดนถล่ม รถจอดต่อกันยาวหลายกิโลเมตร บ่งบอกถึงจำนวนคนมากมายที่จะต้องไปเจอในศูนย์อพยพ

พอไปถึงศูนย์คุณจะเข้าไปข้างในด้วยกันไหมแบมแบมหันมาถาม

เข้าสิ ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว อยากรู้เหมือนกันว่าข้างในอยู่กันยังไง จินยองพยักหน้าก่อนเดินไปแทงผู้ติดเชื้อคนหนึ่งที่เดินโซเซขึ้นมาจากข้างทางมาหาเขาสองคน

จินยองตวัดดาบไปฉับเดียวผู้ติดเชื้อก็คอขาด ช่างง่ายดายเหมือนบี้มดตัวหนึ่ง ฟันเสร็จแล้วเดินมาหาแบมแบมที่ยืนรอ

“คุณไม่จำเป็นต้องฆ่าก็ได้ เขาเดินช้าจะตายตามเราไม่ทันหรอก”

“ไอ้ผีดิบตัวนึงสำหรับเราสองคนน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่มันอาจจะอันตรายกับคนอื่นก็ได้นี่”

แบมแบมอมยิ้ม พอได้อยู่ด้วยกันจริงๆ และละความกลัวที่มีต่อจินยองทิ้งไป เขารู้สึกว่าเนื้อแท้ของจินยองเป็นคนดีนะแค่ไม่ค่อยแสดงออก คงมีเหตุจำเป็น

“ถ้าไปถึงศูนย์คุณอย่าเรียกผมว่าหมอนะ”

“ทำไม” จินยองสงสัย ก็ติดปากมาแต่แรก เรียกแต่หมอๆ

“ผมไม่อยากให้ใครรู้ ถ้าทหารรู้ว่าผมเป็นหมอผมไม่มีทางได้ออกมาจากศูนย์แน่ๆ”  

“จริงด้วย ลืมไปเลย แล้วจะให้เรียกอะไรวะ”

“ชื่อผมไง”

“แบมแบมอ่านะ”

“ใช่น่ะสิ หรือจะเรียกชื่อจริง”

“แบมแบมก็แบมแบม” จินยองบ่นไปเรื่อยเปื่อยให้ลืมหนทางที่ยาวไกล รถก็ขับเข้าไปไม่ได้ต้องเดินเท้า ลำบากไปอีก  ขอให้ไปถึงศูนย์แล้วได้เจอลูกกับผัวหมอเหอะ ที่ตามมานี่ไม่ได้อยากมาเป็นเพื่อนหมอมันอย่างเดียว แต่อยากเห็นหน้าครอบครัวหมอแค่นั้นแหละ อีกอย่างก็ขี้เกียจรอที่รถเฉยๆ น่าเบื่อ เดินเล่นยืดเส้นยืดสายบ้างดีกว่า

“แกว่าโลกจะกลับเป็นเหมือนเดิมได้ไหมวะ” จินยองเริ่มเปลี่ยนสรรพนามเพื่อความสนิทสนม แบมแบมไม่ได้ว่าอะไร คิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าอยู่กันไปนานๆ จินยองคงขึ้นกูมึงกับเขาเหมือนกันนั่นแหละ

“ไม่หรอก โรคร้ายแรงขนาดนี้การทำให้ทุกอย่างกลับเป็นเหมือนก่อนระบาดน่ะทำได้ยากมาก แต่มนุษย์เรามีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งต่างๆ เพื่อดำรงชีวิตได้อยู่แล้ว ยังไงก็ไม่สูญพันธ์หรอก”

“ชอบพูดอะไรยากๆ ตลอดเลยเหรอ”

“มันติดแล้วนี่จะให้พูดยังไง” จินยองแค่ยักไหล่ เริ่มชินกับความสุภาพและการที่ชอบพูดอะไรยากๆ ยาวๆ ของหมอแล้วเหมือนกัน

“วันแรกๆ ที่ติดเชื้อ วิทยุมันบอกว่านอกจากไอ้ศูนย์บนดินอะไรนี่ยังมีเรือสำหรับผู้อพยพด้วยนะ มีพร้อมทุกอย่างทั้งน้ำ ยา และอาหาร แต่มันเป็นเรือของกองทัพ”

“คุณไม่คิดพาลูกน้องไปขึ้นเรือหรือไง”

“ไม่ล่ะ รู้สึกตงิดใจแปลกๆ บนโลกนี้ไม่มีของฟรีหรอก เรือจะรองรับคนได้มากสักแค่ไหนกัน คงมีแต่อีพวกคนสำคัญๆ ของประเทศได้หนีตายไปอยู่กันบนนั้น”

แบมแบมเห็นด้วยกับจินยองนะเรื่องนี้ ไม่มีใครให้อะไรเราโดยไม่หวังผลตอบแทนหรอก

“เคยคิดมั่งมะว่าถ้าหาลูกไม่เจอจะทำไงต่อไป” จินยองเดินลงไปข้างทางเก็บดอกหญ้าริมทางมาถือเล่นแก้เบื่อแล้วกลับมาหาแบมแบม

“เคยสิ แต่ผมยังมีความหวังว่ายังไงก็ต้องเจอ และเราก็กำลังจะได้เจอพวกเขาแล้วนี่ไง”

แบมแบมยิ้มกว้าง มีความสุขจนเก็บซ่อนความรู้สึกไม่ได้เลย ความยินดีถ่ายทอดผ่านแววตาจนจินยองยังอิจฉาเลย  อิจฉาที่อีกฝ่ายยังมีลูกทั้งที่เขาไม่มีแล้ว

“แฮยองลูกสาวฉันที่ตายไปน่ะ 11ขวบแล้วล่ะ ฉันเคยคิดว่าฉันมันเป็นแม่ที่ไม่ดีเท่าไรเลยตั้งใจมีลูกแค่คนเดียวพอ แค่คนเดียวก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเลี้ยงยังไงให้โตมาเป็นคนดีแต่ก็เลี้ยงมาจนโตได้ อนาคตของแฮยองก็คงไม่พ้นเป็นหัวหน้าแก๊งเหมือนฉัน พ่อก็เลวแม่ก็ไม่ดี เด็กมันโตมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีมันจะโตมาดีเกินพ่อแม่ได้ยังไง จริงไหม แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นฉันก็ยังอยากจะเห็นแฮยองโตเป็นสาวนะ”

เมื่อพูดถึงลูกคนอื่นจินยองจึงเกิดคิดถึงลูกตัวเองขึ้นมา เพียงแค่นึกถึงจินยองก็น้ำตาจะไหล อยากกอดลูก แต่ต่อให้อยากกอดมากแค่ไหนก็ทำได้เพียงฝันเท่านั้นเอง

“จินยอง..” แบมแบมเห็นใจและสงสารจินยองเหลือเกิน อยู่ด้วยกันมาหลายวันจินยองเพิ่งพูดเรื่องของตัวเองให้เขาฟัง โดยเฉพาะเรื่องของลูกสาวที่ตายไป

ถ้าออสตินและอเล็กซิสเกิดเป็นอะไรไป แค่คิดแบมแบมยังไม่แน่ใจเลยว่าจะสามารถทำใจและเข้มแข็งได้เท่าจินยองในตอนนี้หรือเปล่า

“ไม่ต้องสงสารหรอกเรื่องมันผ่านไปแล้ว สักวันฉันก็คงทำใจได้เอง โลกมันเป็นแบบนี้ไปแล้วบางทีการที่แฮยองชิงตายไปก่อนมันอาจจะดีกับแฮยองมากกว่าก็ได้ จะได้ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากโดยที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับไปเป็นเหมือนเดิมไหม”

ต่อให้จินยองจะฝืนยิ้มและพูดอย่างนั้น แต่แบมแบมเชื่อว่าถ้าให้เลือกได้จินยองย่อมอยากมีแฮยองอยู่ข้างๆ มากกว่าอยู่แล้ว ไม่มีใครอยากสูญเสียคนที่ตนเองรัก

“แกน่ะน่าอิจฉานะแบมที่ยังมีลูกให้ตามหา ยังไงผัวแกก็ต้องดูแลลูกให้ปลอดภัยได้อยู่แล้วล่ะ มาร์คคงไม่เหมือนไอ้บ้าแฮจินนั่นหรอก ใช่ไหมล่ะ”

“มาร์คเป็นคนรักลูกมาก ผมเชื่อว่ายังไงเขาต้องทำทุกอย่างให้ลูกปลอดภัย”

“มีความหวังมันก็ดี แต่ฉันอยากให้แกทำใจไว้บ้างนะแบม ต่อให้เรามาถึงศูนย์แล้ว แต่เราจะเจอพวกเขาหรือเปล่าก็ยังไม่รู้”

จินยองไม่อยากให้แบมแบมหวังไว้มากจนเกินไป พอผิดหวังแล้วมันจะเจ็บ แบมแบมพยักหน้า

“ผมเผื่อใจไว้บ้างนิดหน่อย แต่อยากให้เจอกันมากกว่า”

จินยองตบบ่าแบมแบมเชิงให้กำลังใจ ถึงจะอิจฉาแต่เขาไม่อยากให้แบมแบมผิดหวัง อยากให้แบมแบมได้เจอครอบครัวสักทีเพราะเขารู้ซึ้งถึงคำว่าสูญเสียดีว่ามันทรมานมากแค่ไหน

แบมแบมและจินยองคุยกันหลายเรื่อง คุยไปคุยมาก็เดินมาถึงศูนย์อพยพโดยไม่รู้ตัว

“ทหารเยอะเหมือนกันนะ” จินยองมองผู้คนทั้งชายหญิงในเครื่องแบบที่ยืนอยู่แถวหน้าประตูโรงเรียนมัธยมซึ่งใช้เป็นสถานที่ตั้งศูนย์อพยพ ไม่ค่อยผิดไปจากที่จินตนาการไว้สักเท่าไร

“อืม” จินยองก้มมองมือตัวเองที่ถูกแบมแบมจับและบีบไว้ซะแน่น คงตื่นเต้นมั้งที่กำลังจะได้เจอลูก

“พวกคุณมีใครโดนกัดมาหรือเปล่า” ทหารหนุ่มคนหนึ่งวิ่งมาหาแบมแบมและจินยอง แบมแบมส่ายหน้าและบอกว่าปกติดี ขณะที่จินยองขยับมากระซิบข้างหูหมอ

“ถ้าโดนกัดใครมันจะโง่บอกวะ” แบมแบมแค่เพียงกลั้นยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรต่อ

“ตามผมมาเลยครับ เราต้องไปตรวจร่างกายกันก่อน” นายทหารกวักมือแล้วเดินนำ

“ต้องตรวจร่างกายด้วยเหรอ ยุ่งยากจัง” จินยองบ่น แค่จะมาหาคนทำไมต้องทำอะไรเยอะแยะ

“จำเป็นครับ เราต้องคัดกรองโรคเพื่อความปลอดภัยของคนในศูนย์”

“ผมเข้าใจครับ”  แบมแบมเข้าใจดี การที่มีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวเพื่ออาศัยในสถานที่เดียวกันมันเสี่ยงอยู่แล้ว ถ้ามีใครไม่สบายหรือติดเชื้อสักคนมันจะลุกลามได้ง่ายมากและหาต้นตอยากมากด้วย

จินยองกลอกตาอย่างเบื่อหน่ายแต่ต้องเดินตามแบมแบมไปตรวจร่างกายอยู่ดี บอกว่าจะเข้าไปในศูนย์ด้วยเขาก็ต้องเข้าไป ยังไงไปกันสองคนดีกว่าไปคนเดียวอยู่แล้วจะได้ช่วยกันหาคน

 

 

“เป็นอะไร ทำไมทำหน้าบูดแบบนั้น” แบมแบมทักคนที่ออกจากเต้นท์พยาบาลทีหลังตน จินยองเบะปาก

“น่ารำคาญ ไอ้หมอบ้านั่นมันให้ฉันแก้ผ้าหมดเลยนะ”

“เป็นธรรมดาไม่ใช่เหรอ” คุณไม่ได้โดนคนเดียวสักหน่อยนะจินยอง แต่ไม่ขนาดแก้หมดสักหน่อย ยังเหลือชั้นในนะ

“มันแต๊ะอั๋งฉันด้วย!

“คิดไปเองหรือเปล่า” พอแบมแบมไม่เชื่อจินยองก็มองตาขวาง

“แกโดนจับนมไหมล่ะ”

“เปล่า”

“โดนจับก้นไหม?”

“ไม่นะ”

“เออ! มันลวนลามฉันไง” จินยองพูดแล้วขึ้นจะเดินกลับไปเอาเรื่องหมอแต่แบมแบมรีบคว้าแขนไว้ไม่ให้ไป จินยองเซไปตามแรงดึงของแบมแบม

“ปล่อยสิวะ”

“คิดซะว่ามันเป็นอุบัติเหตุ มือเขาพลาดไปโดน”

“โหย!

“ลืมๆ ไปเถอะนะ ไม่ต้องคิดมากหรอก ไปๆ ไปจุดลงทะเบียนกันดีกว่า” แบมแบมพยายามปลอบใจจินยองให้ใจเย็น เขาก็โดนลวนลามทางสายตาเหมือนกันนั่นล่ะ ถือว่าโชคดีกว่าจินยองนิดหน่อย

“ถ้าไม่ติดว่าอยู่ในถิ่นมันฉันเอาดาบฟันให้ตัวขาดสองท่อนแน่”

“แล้วทำไมไม่เอาเรื่องตั้งแต่อยู่ในเต้นท์ล่ะ”

“ตอนนั้นมันไม่มีอาวุธป้องกันตัวนี่ ถ้าเกิดมันเอายาแปลกๆ มาฉีดให้จะทำไงล่ะ” จินยองฮึดฮัดกระฟัดกระเฟียด ตอนตรวจร่างกายมันต้องเอาเสื้อผ้า อาวุธ และสัมภาระออกนี่

“ฉลาดเหมือนกันนี่นา” แบมแบมกลั้นยิ้มขำ

“แหม คิดว่าฉันโง่นักรึไง” จินยองหน้าบูด ยอมเดินตามแบมแบมไปจุดลงทะเบียน แต่ระหว่างทางก็บ่นประปอดกระแปดไปตลอดจนแบมแบมอยากหาสำลีมาอุดหู

“เอาไงล่ะ จะเริ่มจากไหนก่อน”  จินยองเท้าเอว มองคนมากมายที่ต่อแถวเพื่อลงทะเบียน แบมแบมดึงข้อมือจินยองไปตรงจุดสอบถามก่อน

“ถ้าต้องการหาคนที่อยู่ในศูนย์นี้ต้องดูรายชื่อจากไหนครับ”

แบมแบมเดินไปเกาะโต๊ะถามทหารหญิง จินยองกอดอกยืนมองอยู่ใกล้ๆ

“นั่นน่ะค่ะ รายชื่ออยู่ตรงนั้น” เธอชี้ไปที่โต๊ะอีกตัวที่มีคนรุมล้อมอยู่หลายคน แบมแบมขอบคุณและจะผละไปแต่จินยองยึดแขนแบมแบมไว้ว่าอย่าเพิ่งไป เขายันมือกับโต๊ะถามทหารต่อ

“และถ้าเป็นคนที่ออกจากศูนย์ไปแล้วจะมีบันทึกรายชื่อไว้ไหมครับ”

“มีค่ะ ใครที่อยู่ในศูนย์แล้วจะออกไปต้องมาลงชื่อในแผ่นที่ตัวเองเซ็นไว้ เราจะได้รู้ว่าเต้นท์ที่พักตรงไหนว่างบ้าง เพราะคนเข้ามาขออยู่ในศูนย์ตลอด”

“ขอบคุณครับ” จินยองเอ่ยคำสุภาพที่สุดตั้งแต่แบมแบมได้ยินมา ก่อนจะลากแขนแบมแบมให้ไปหาชื่อคนในครอบครัว

 “เราแบ่งกันหาก็แล้วกัน ลูกกับผัวแกชื่ออะไรนะ”

“อี้เอินต้วน อเล็กซิสต้วน และก็ออสตินต้วนน่ะ”

“อี้เอินต้วนนี่ใครอ่ะ ญาติผัวเหรอ”

“สามีผมนั่นแหละ จะมาร์คหรืออี้เอินก็ชื่อเขา”

“ไหนว่าอเมริกันทำไมชื่อจีน ประหลาด” จินยองพึมพำก่อนจะช่วยแบมแบมหาชื่อ แบมแบมหวังไว้เต็มเปี่ยมเกือบไม่เผื่อใจว่ายังไงก็ต้องเจอทุกคน

ทั้งสองช่วยกันหาไปสักพัก จินยองก็ร้องออกมาด้วยความดีใจ

นี่ไงแบม! เนี่ยๆ ใช่ไหม” จินยองหยิบรายชื่อหันไปทางแบมแบมให้อีกฝ่ายดูพร้อมจิ้มไปตรงชื่อที่ตนเองเจอ แบมแบมรีบคว้าไปอ่านดูทันที ก่อนตากลมคู่สวยจะเบิกกว้าง

“ใช่จริงๆ ด้วย เจอแล้ว!” แบมแบมร้องออกมาด้วยความดีใจสุดขีดก่อนทั้งสองจะโผเข้ากอดกันแน่น คนรอบตัวที่อยู่ใกล้ต่างหันมองชายหนุ่มหน้าตาดีสองคนที่กระโดดกอดกัน

เป็นเรื่องปกติของศูนย์ไปแล้วที่มีทั้งคนที่ผิดหวังและสมหวังกับการตามหาคนในครอบครัว หลายคนมองอย่างอิจฉาที่จินยองและแบมแบมคงได้ข่าวดีได้เจอครอบครัว

“ลองดูซิว่าอยู่ตรงไหน” จินยองหยิบแผ่นรายชื่อจากมือแบมแบมมาดู  แบมแบมขยับตัวมาชิดเพื่ออ่านด้วย ตื่นเต้นและดีใจมากที่กำลังจะได้กอดลูกแล้ว

“เต้นท์ 07 และ 08 บล็อก G แต่เอ๊ะ..นี่มัน” จินยองเงยหน้ามองหน้าแบมแบม หมอหนุ่มนิ่งไปเมื่ออ่านสิ่งที่ต่อท้าย

ออกจากศูนย์ไปแล้ว..” จินยองพูดออกมาเบาๆ มองแบมแบมด้วยความเป็นห่วง

“อะ..อะไรนะ” แบมแบมกระชากรายชื่อจากมือจินยองไปจ้องเหมือนไม่อยากเชื่อสายตา อึ้งไปจนจินยองไม่รู้จะทำยังไง

“แกไหวไหม พวกเขาออกไปจากที่นี่แล้วว่ะ”

แบมแบมทรุดลงไปนั่งยองกอดเข่ากับพื้นเหมือนคนหมดแรงทันที จินยองเข้าใจแบมแบมเลย

หมอคงผิดหวังมากล่ะสิ หวังว่าจะได้เจอลูกผัวซะขนาดยิ้มหน้าบานไม่ยอมหุบ เจอแบบนี้ไปใครก็ทรุด เพิ่งยิ้มได้ไม่ทันไรเอง

คนที่ถูกความผิดหวังซัดมาหาอีกครั้งเงียบไปครู่หนึ่งจนจินยองใจไม่ดี ก่อนที่จินยองจะพูดอะไรแบมแบมก็เอ่ยออกมา

..มันอะไรกัน อุตส่าห์ตามเจอแล้วเชียว ทำไมฉันมาไม่ทันพวกเขาอีกแล้ว” น้ำเสียงของแบมแบมเต็มไปด้วยความเสียใจ

“เฮ้ยแก อย่าร้องไห้นะโว้ย” จินยองย่อกายลงนั่งข้างๆ วางมือบนบ่าบาง ไม่รู้จะปลอบใจยังไง เกิดมาในชีวิตนี้ก็เคยปลอบแต่ลูก

“ฮึก..ฉันมาช้าไปอีกแล้วจินยอง ทำยังไงดี ฉันจะทำยังไงดี” ความรู้สึกย่ำแย่จนแบมแบมทนกลั้นน้ำตาไม่ไหวจริงๆ

“อย่าเพิ่งมานั่งเศร้าสิ อาจจะเพิ่งไปจากที่นี่กันได้ไม่นาน เราต้องตามพวกเขาทันสิวะ”

“ถ้าไปหลายวันแล้วจะทำยังไงล่ะ” แบมแบมเงยหน้าขึ้น ใช้สองมือปิดหน้าที่เปื้อนน้ำตา

“จะกี่วันก็ต้องตามหาอยู่ดี นี่ไม่ใช่เวลามาร้องไห้นะ ไปจากที่นี่เหอะ” จินยองลุกขึ้นก่อนแล้วดึงรั้งแบมแบมให้ลุกตามจะได้รีบไปจากที่นี่สักที จินยองไม่ชอบศูนย์อพยพนี่เลย ไม่อยากอยู่นานๆ

แบมแบมเช็ดน้ำตา ทิ้งตัวไว้ไม่ยอมไปไหนจนจินยองต้องออกแรงลาก พยายามฉุดกระชากให้แบมแบมไปด้วยกันให้ได้ แต่เพราะขนาดตัวไม่แตกต่างกันมากนักจินยองเลยต้องออกแรงมากกว่าปกติ

แค่มาไม่ทันลูกผัวแค่นี้แม่งต้องช็อกขนาดนี้เลยหรือไงวะ

“เฮ้ยๆ มานี่ซิๆ” ทหารคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากจินยองและแบมแบมกวักมือเรียกเพื่อนทหารที่กำลังจะเดินผ่านให้มาหา

“มีอะไร หิวข้าว จะไปกินข้าวแล้ว”

“เออ ถามอะไรแป๊บ ตกลงหาเจอไหมวะหมอคนนั้นน่ะ

“ยัง ถึงหาเจอตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วล่ะ ลูกสาวท่านนายพลกลายร่างไปแล้วเรียบร้อย ท่านนายพลโกรธมากจนไอ้พวกที่อยู่บนเรือแทบอยู่กันไม่ได้แล้ว”

“ขนาดนั้นเลยหรือวะ”

“เออสิ ใครจะไปทำได้วะ ให้หาตัวคนคนนึงทั้งที่ไม่รู้ว่าอยู่ไหนให้เจอภายใน 14 ชั่วโมง”

“ได้ยินคนพูดกันว่าดอกเตอร์ระบุตัวว่าคนนี้น่ะเก่งมาก”

“อือ เก่ง แต่ป่านนี้กลายเป็นพวกกัดไปแล้วมั้ง”

“เขาชื่ออะไรวะ อาจจะมีญาติพี่น้องหลบที่ศูนย์ไหนก็ได้นะ ถึงช่วยลูกท่านนายพลไม่ได้แต่ถ้าเราเจอตัวเขา เราก็จะทำยารักษาได้นะโว้ย” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างมีหวัง เพื่อนทำท่านึก

“ชื่อ..ชื่ออะไรกันต์ๆ นี่แหละ กูจำได้แค่นามสกุลเขาชื่อต้วนน่ะ ชื่อเรียกยากฉิบหาย”

ชายหนุ่มถอนหายใจ หาคนเป็นๆ ในฝูงพวกกัดเต็มเมืองมันยากมากนะ ไม่ตายก็ต้องซ่อนตัว และในสถานการณ์โรคระบาดไม่มีใครเขาอยู่กับที่หรอก ต้องเคลื่อนย้ายครอบครัวเอาชีวิตรอดกันทั้งนั้น

“บางทีหมอคนนั้นอาจตายไปแล้วก็ได้ถึงหาตัวไม่เจอเลยสักศูนย์ หรือไม่ก็ไม่ได้อยู่ในเกาหลี ใครจะไปรู้ก่อนเกิดเรื่องหมออาจเดินทางไปไหนก็ได้นี่ ใครรับรองได้บ้างล่ะว่าหมอทำงานอยู่ในโรงพยาบาลตอนเกิดเรื่อง หาให้ตายก็ไม่เจอหรอก กูไปกินข้าวละนะ หิวไส้จะขาด ต้องออกไปลาดตระเวนต่อ”

ทหารหนุ่มยกมือเป็นเชิงไว้คุยกันใหม่แล้วเดินไปหาอะไรกิน  ส่วนคนชวนคุยก็เดินไปทางอื่น

จินยองเขย่าแขนแบมแบมอย่างแรง คนที่นั่งอึ้งหันมองจินยอง ทั้งสองสบตากัน

“ที่สองคนนั้นมันพูดถึงน่ะใช่แกไหมเนี่ย” จินยองกระซิบกระซาบ แบมแบมไม่ตอบแต่รีบลุกขึ้นยืนแล้วลากจินยองออกมาจากจุดลงทะเบียน

จินยองแอบค่อนในใจว่าอุตส่าห์ออกแรงกระชากไม่ยอมลุก พออย่างนี้ล่ะลุกเร็วเชียว

“ว่าไงวะแบม ตกลงที่ไอ้สองคนนั้นพูดหมายถึงแกรึเปล่า”

“ไม่รู้ อาจจะใช่ก็ได้ รีบไปจากนี่เถอะ” แบมแบมไม่อยากให้ใช่ แต่คนเกาหลีจะมีชื่อเรียกยากๆ เหมือนชื่อเขาเหรอ แล้วยังจะนามสกุลนั่นอีก แถมเป็นหมอด้วย เป้าน่าจะชี้ตรงมาที่เขาแล้วล่ะ แต่ใครกันนะที่บอกว่าเขาเก่งและทำให้คนระดับนายพลอยากหาตัว 

แค่เป็นหมอก็ต้องหลบซ่อนตัวแล้ว นี่ยังถูกระบุตัวว่าต้องถูกตามหาอีก ไม่แย่ไปหน่อยเหรอ

“แกคงเก่งมากเลยสิ ไม่งั้นทหารคงไม่อยากได้ตัวแก” จินยองรู้ว่าหมอทุกคนมันก็ต้องเก่งอยู่แล้วระดับหนึ่งไม่อย่างนั้นคงไม่เรียนจบกันมาได้หรอก แต่แบมแบมเก่งกว่าหมอทั่วไปอีกเหรอ?

“ไม่หรอก”

“อย่าถ่อมตัวมันยิ่งทำให้น่าหมั่นไส้”

“ฉันไม่ได้เก่งอะไรก็แค่หมอผ่าตัดคนหนึ่ง” แบมแบมเป็นหมอเฉพาะทางที่ไม่น่าจะถูกทหารตามหาตัวเลยนะ เพราะไม่ว่าหมอคนไหนถ้าจำเป็นต้องผ่าตัดก็ต้องทำได้อยู่แล้ว หรือไม่ก็ต้องหาตัวศัลยแพทย์คนอื่นแทนได้

จากที่ฟังถ้าให้เดาก็คงไม่ใช่ความสามารถทางด้านการผ่าตัดแต่น่าจะเป็นความสามารถด้านวิทยาภูมิคุ้มกันและพยาธิวิทยาที่เขามีมากกว่า เพราะทหารพูดถึงยารักษาโรคระบาด ตอนนี้คงมีคนกำลังวิจัยตัวยารักษาให้ได้อยู่ ถ้าทำได้เราก็มีความหวังที่จะเหลือผู้รอดชีวิตมากกว่านี้

ถ้ามีทางที่จะเอาชนะโรคร้ายได้แบมแบมก็อยากจะช่วยแต่เขาไปตอนนี้ไม่ได้ เขาต้องตามหาลูกให้เจอก่อน เรื่องอื่นค่อยเอาไว้ว่ากันทีหลัง

เขาไม่ใช่ฮีโร่ที่อุทิศตนช่วยมนุษยชาติโดยไม่สนใจครอบครัว เขาเป็นแค่แม่คนหนึ่งที่อยากอยู่กับลูก ขอแค่มีลูกอยู่ด้วยจะใช้เขาไปทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ ยินดีจะช่วย

“อ่าวคุณหยุดก่อน! คุณสองคนนั้นน่ะ คุณที่เป็นพี่น้องกันแล้วสะพายดาบญี่ปุ่นน่ะ!

สองคนที่กำลังเร่งฝีเท้าเพื่อออกจากศูนย์อพยพพากันหันไปมองตามเสียงเรียก

จินยองมองไปรอบตัวก็ไม่เห็นมีใครสะพายดาบเลยนอกจากเขากับหมอ ทหารก็คงเรียกเขาสองคนนี่แหละ แต่เขากับแบมแบมไม่ใช่พี่น้องกันนี่หว่า มันมองยังไงของมัน หน้าเหมือนกันมากเลยสิ?

“มีอะไรหรือครับ” แบมแบมเอ่ยกับทหารด้วยรอยยิ้มและท่าทางปกติ จินยองถอนหายใจ

อีกนิดเดียวก็จะพ้นประตูโรงเรียนอยู่แล้ว จะเรียกทำห่าอะไรวะ

“พวกคุณเพิ่งเข้ามาเองไม่ใช่เหรอ ได้ไปลงทะเบียนและรับอาหารหรือยังครับ จะออกไปไหนกัน”

ทหารความจำดี เขาเพิ่งบอกทั้งสองให้ไปที่บล็อก T เพื่อไปใช้เต้นท์ทางฝั่งผู้ชาย 

“พวกเราเพิ่งนึกได้ว่าทิ้งกระเป๋าไว้ในรถตอนหนีพวกกัดมาที่นี่น่ะ เราไม่มีเสื้อผ้ากับของใช้ก็เลยว่าจะออกไปเอาหน่อย ถ้าตรวจร่างกายแล้วจะออกไปข้างอีกได้ไหม”

จินยองโกหกอย่างรวดเร็ว แบมแบมมองหน้าจินยองที่ตอบได้อย่างไม่ติดขัด ปล่อยให้จินยองคุยกับทหารคนเดียวจะได้ไม่พูดจาขัดแย้งกันเองให้ทหารสงสัย

“ออกได้ แต่พวกคุณลงทะเบียนหรือยัง ตอนกลับเข้ามาจะได้แจ้งชื่อกับทหารได้ว่าพวกคุณผ่านการตรวจร่างกายแล้วและไม่โดนกัด”

“ยังเลย เอาไว้มาลงชื่อตอนกลับมาไม่ได้เหรอ”

“คุณจะยอมตรวจร่างกายอีกรอบไหมล่ะ เซ็นชื่อมันเร็วกว่าตรวจร่างกายนะ”

จินยองฟังแล้วก็สงสัย ถ้าพวกที่ลงทะเบียนออกไปข้างนอกแล้วกลับมาอีกได้โดยไม่ต้องตรวจร่างกายซ้ำ แม้รอบแรกไม่โดนกัดแต่กลับเข้ามารอบสองแล้วโดนกัดแต่ปกปิดไว้ไอ้ทหารพวกนี้มันจะรู้ไหมเนี่ย กฏระเบียบมีช่องโหว่และไม่รอบคอบมากๆ

“อือ เดี๋ยวกลับมาตรวจอีกรอบก็ได้ เราต้องรีบไป น้องฉันมันไม่สบายต้องฉีดอินซูลินให้ตรงเวลา แล้วยาก็อยู่ในกระเป๋า” จินยองตีไหล่หมอที่กลายเป็นน้องชายไปซะแล้ว

“อ่าว ถ้าอย่างนั้นให้น้องรออยู่ในศูนย์ดีกว่านะ” ทหารเป็นห่วง จินยองสะกดกลั้นอารมณ์อยากโวยไว้ แหมจะมาเป็นคนดีห่วงใยอะไรตอนนี้วะ คนในศูนย์มีเป็นร้อย

“ไม่ได้หรอก ของเยอะหลายกระเป๋าฉันแบกมาคนเดียวไม่ไหว ไปละนะ ยิ่งคุยยิ่งช้า”

จินยองโอบไหล่แบมแบมพาเดินไปทางประตูแล้วขอทหารอีกนายออกไปข้างนอก ทหารเห็นท่าทางรีบร้อนของจินยองแต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไร ถ้าเขามีน้องป่วยอยู่คงไม่อยากเสียเวลาเหมือนกัน

เมื่อพ้นประตูโรงเรียนมาได้จินยองก็จับมือแบมแบมออกวิ่งทันที ไปไกลจากศูนย์เร็วเท่าไรยิ่งดี

“คิดได้ไงว่าผมเป็นเบาหวานเนี่ย”

“ยังไงก็ออกมาได้แล้วกันน่ะ แกคงไม่อยากไปทำยารักษาโรคอะไรนั่นตอนนี้หรอกมั้ง”

“ผมก็ยังไม่ได้ว่าอะไรคุณสักคำนะคุณพี่”

“ฉันเป็นลูกคนเดียว ไม่ต้องล้อ”

“แต่คุณก็หัวไวดีนี่ รับสมอ้างได้เนียนดี”

“หึ มันจำเป็นหรอกน่ะ ใครจะไปใจดีเหมือนนาย รับสมอ้างเป็นแม่ของเด็กแปลกหน้าที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วยังจะรับเป็นลูกบุญธรรมอีก”

“คุณรู้?!” แบมแบมตกใจเลยนะเนี่ย ไม่คิดว่าความลับจะแตก จินยองรู้ได้ยังไงกัน?

“รู้สิ บังเอิญได้ยินแกกับยูคยอมคุยกันน่ะ”

“คุณคิดยังไงที่ผมหลอกคุณ”

“ไม่คิดยังไงนี่ ไอ้พวกลูกน้องฉันก็รู้ว่ายูคยอมเป็นลูกเลี้ยงของแก พวกมันก็ไม่ว่าอะไร เพราะมันเรื่องของแกกับยูคยอม แกมีเมตตากับเด็กกำพร้าตาดำๆ ฉันยังทำอย่างแกไม่ได้เลยแบมแล้วจะไปว่าแกได้ยังไง ถ้าเป็นฉันคงไม่ยอมรับภาระใหญ่นั่นหรอก ตอนนี้แค่เอาตัวเองรอดให้ได้ยังลำบากเลย”

มีเรื่องอะไรจินยองก็บอกเด็กๆ ทั้งสี่ของตนให้รับรู้ด้วย เพราะถือว่าเราไม่มีความลับต่อกัน

“ผมก็ไม่ได้คิดว่ายูคยอมเขาเป็นภาระนี่ ผมเอ็นดูเขาเหมือนน้อง เห็นเขาก็ทำให้คิดถึงลูกน้อยลงไปหน่อย วิ่งไปพูดไปมันก็เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย”

คุณหมอที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังเริ่มมีอาการเหนื่อยเพราะต้องวิ่งให้ทันจินยอง ซึ่งจะวิ่งทำไมก็ไม่รู้เหมือนกัน โดนลากให้วิ่งก็วิ่ง จริงอยู่ที่หลังเกิดโรคระบาดก็ต้องวิ่งหนีพวกกัด แต่แค่ไม่กี่วันไม่มีทางทำให้ร่างกายแบมแบมชินไปได้หรอก

“ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายล่ะสิ”

“อือ แล้วเราจะวิ่งกันทำไมเนี่ย”

“ออกแรงซะบ้างเถอะ แกดูบอบบางมากนะหมอ ไม่น่าเชื่อว่าแกพายูคยอมและตัวเองรอดพวกกัดมาได้ด้วย”

“ใครจะไปถึกเหมือนคุณล่ะ ผมจำต้องทำเพราะไม่อยากตายก่อนได้เจอลูกต่างหาก”

“อยากโดนต่อยใช่ไหมห๊ะ! แหม ผอมกว่านิดเดียวอย่ามาปากดีว่าคนอื่นเขานะ”

“กลัวจัง” แบมแบมรีบวิ่งให้เร็วกว่าเพื่อไปให้ถึงรถก่อน เดี๋ยวจะโดนจินยองกระชากไปต่อยเข้าจริงๆ

“ชิ” จินยองเห็นแก่ที่อีกฝ่ายกำลังเศร้าเรื่องลูกหรอกนะ ไม่งั้นได้โดนดีแน่ๆ มาว่าเขาถึกได้ยังไง

“โอ๊ย..” แบมแบมเอามือยันเข่า ก้มตัวหอบหายใจด้วยความเหนื่อยตรงหน้าประตูรถบ้าน ไม่ถึงนาทีจินยองก็ตามมาถึง เขาดันแบมแบมให้ถอยไปเพื่อจะก้าวขึ้นรถ

“ทำไมกลับมาเร็วกันจังเลยครับ แล้ว..” ยูคยอมเดินมายืนหน้าประตู มองทั้งสองคนที่ต่างหอบหายใจด้วยความเหนื่อยแล้วชะโงกหน้ามองไปไกลตรงถนน แต่ไม่มีใครตามมาเลยสักคน

“เรามาช้าเกินไปน่ะ ทุกคนมาที่นี่แต่ว่าออกจากศูนย์ไปแล้ว” จินยองตอบยูคยอมแทนแบมแบมที่กำลังหายใจให้เป็นปกติอยู่

“หาดีแล้วหรือครับ”

“อือ ที่ศูนย์มันมีให้ลงทะเบียนด้วยน่ะ คงเอาไว้ให้คนไว้ตามหาญาติมั้งแล้วก็รับของแจก ก็แค่ไปหาชื่อทุกคนจากจุดลงทะเบียน มันมีลงไว้นะ ทุกคนเลยแต่เซ็นออกจากศูนย์กันไปแล้ว ไม่รู้ว่าไปตั้งแต่เมื่อไรเหมือนกัน โรงเรียนมันก็ไม่เล็กนะแต่คนมากันเยอะจนแน่นไปหมด โคตรอึดอัดเลย ไปทางไหนก็มีแต่คนเดินกันให้เต็ม ก่อนจะเข้าศูนย์ได้ก็ยุ่งยาก ต้องตรวจร่างกายด้วย”

จินยองบอกยูคยอมก็เหมือนเล่าให้ทุกคนฟังไปพร้อมๆ กันจะได้ไม่ต้องถามกันเยอะ

“ช้าไปหรือครับ..” ยูคยอมหน้าสลด แบมแบมได้ยินเสียงจ๋อยของเด็กที่เก็บมาได้ก็เงยหน้าขึ้นมอง

 “เป็นอะไรไปยูคยอม อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ”

“ก็..เพราะผมเราเลยต้องเดินทางช้า ถ้าผมไม่เจ็บอยู่หลายวันเราก็คงมาทันทุกคน”

ยูคยอมถอนหายใจ สีหน้าไม่สู้ดี แบมแบมถอนหายใจ ก้าวขึ้นรถแล้วปิดประตู จะได้เริ่มออกเดินทางกันต่อ

“อย่าพูดแบบนี้ให้ได้ยินอีกนะ ถ้าเรายังจะพูดเรื่องนี้กันอีกจะไม่พูดด้วยแล้วนะ”

“งือออ” เจ้ามดตัวโตบึนปากเมื่อถูกดุ แบมแบมหยิกแก้มใสอย่างแรงจนยูคยอมสะดุ้ง

“พอเลย ไปๆ ไปนั่งได้แล้ว” แบมแบมวางดาบลงบนโต๊ะที่เดียวกับดาบจินยองแล้วเดินไปทางครัวเพื่อหาอะไรให้ทุกคนกิน

ร่างบางแกะไส้กรอกออกจากห่อพลาสติกวางไว้ข้างกะทะใบเล็ก สองมือยันไว้กับเคาน์เตอร์ ก้มหน้าลงแล้วหลับตา

แบมแบมไม่ได้ท้อแค่รู้สึกว่าความหวังที่ก่อตัวมาเต็มเปี่ยมมันพังทลายลงในเวลาไม่กี่วินาที เหมือนลูกอยู่ตรงหน้าแค่เอื้อมแต่พอยื่นมือไปกลับสุดเอื้อม

“พี่หมอ..” ยูคยอมที่เดินตามมายืนมองพี่หมอที่ยืนนิ่งอยู่ครู่ก่อนจะกล้าส่งเสียงเรียก แบมแบมเงยหน้าขึ้นเพื่อกลั้นน้ำตาก่อนจะหันไปหายูคยอม

“ว่าไง”

“ผมขอโทษนะ”

“ไม่ต้องรู้สึกผิด พี่ไม่ได้โทษว่าเป็นความผิดของเรา อ้อ พี่มีเรื่องจะบอกด้วยนะ”

แบมแบมหันกลับไปตั้งใจทำอาหารอีกครั้ง

“อะไรเหรอครับ”

“คุณจินยองรู้ว่าเราไม่ใช่แม่ลูกกันแล้วล่ะ บังเอิญได้ยินเราคุยกัน ยูคยอมจะกลับไปเรียกพี่ว่าพี่แทนแม่ก็ได้นะ”

“เขาบอกพี่หมอเหรอ”

“อื้อ ระหว่างทางกลับมาเมื่อกี้ เราคุยกันหลายเรื่องเลยน่ะ”

“พี่ไม่เป็นไรจริงๆ นะ” ยูคยอมเดินไปช่วยแกะไส้กรอก เอ่ยเสียงเบา แบมแบมอมยิ้ม ขยี้ผมของเด็กหนุ่มไปมา

“ไม่เป็นไร”

ยูคยอมพยักหน้าก่อนจะยิ้มหม่นๆ ออกมา แบมแบมไม่ได้พูดอะไรอีกเพราะต่อให้ปลอบมากกว่านี้ยูคยอมก็คงไม่เลิกโทษตัวเองอยู่ดี

“หมอ คิดว่าผัวแกจะไปทางไหน เยรินมันให้มาถาม”

จินยองเดินมาหาแบมแบมขณะที่อีกคนกำลังทำแซนวิชสำหรับเจ็ดคน ร่างบางส่ายหน้า

“ผมให้คุณตัดสินใจ คุณว่าทางไหนพวกกัดน่าจะน้อยก็ไปทางนั้นแหละ”

“ที่ไหนก็มีทั้งนั้น แต่แกน่าจะเดาได้สิว่าครอบครัวน่าจะตัดสินใจไปทางไหน”

จินยองชูแผนที่ของเมืองให้แบมแบมดู

แบมแบมฝากให้ยูคยอมจัดการอาหารต่อแล้วเดินตามจินยองไปหาเส้นทางการเดินทาง

  

 

 

 

“เราจะไปทางไหนดีพี่มาร์ค” สาวสวยยืนเท้าเอวมองแผนที่ในมือพี่ชายคนรอง ส่วนพี่ชายคนโตมองนาฬิกาข้อมือแล้วป้องมือกันแดดที่ส่งมากระทบตา

บ้านต้วนขับรถมาได้ไม่กี่กิโลเมตรก็ต้องหยุดเพื่อหาหนทางไปต่อ ระหว่างถนนสายหลักและทางเลี่ยงเมือง รถจอดทิ้งไว้กลางถนนสร้างความลำบากให้ไม่น้อย

“นี่ก็ปาไปเที่ยงวันแล้ว รีบๆ เลือกเถอะเราต้องเสียเวลาหาที่พักกันอีก” ไรอันหยีตาเพราะแสบตาจากแดดพลางพูดกับมาร์ค

“ฉันว่าเราควรจะหาที่พักแบบที่ไม่ต้องเสี่ยงไปเจอพวกกัด ในเมืองตัดทิ้งไปได้เลย” ไอรีนเอ่ยกับไรอัน พี่คนโตส่ายหน้าไม่เห็นด้วย

“แกจะไปไหน ในเมืองแบบนี้มันก็มีแต่ตึกรามบ้านช่อง ถ้าจะหาที่ปลอดภัยคงต้องเป็นป่าเลยนั่นแหละ แล้วแกดูสิว่าแถวนี้มันมีป่าไหม”

“แต่ก่อนจะคิดว่าจะไปไหน เราต้องหาเสบียงก่อน อาวุธก็สำคัญนะครับ”

แจบอมเอ่ยแทรกไอรีนและไรอัน มาร์คเงยหน้าจากแผนที่มองหน้าแจบอม

“นั่นสิ เรามีอาหารเหลือน้อยมากนะ คงอยู่กันได้ไม่กี่วัน” ชางวุคพยักหน้าเห็นด้วยกับสมาชิกใหม่ อาหารและน้ำมีปริมาณมากพอควร แต่สำหรับคนสิบคนมันก็ไม่พอให้ใช้ชีวิตไปได้หลายวัน

“ผมคิดถึงเรื่องอาวุธมากกว่า” มาร์คเอ่ยกับแจบอมแบบเจาะจง

“คุณอยากไปหาอาวุธใช่ไหม”

“ในสถานการณ์อย่างนี้เราจะไปหามาจากไหน อย่าเพิ่งไปคิดถึงเรื่องนั้นเลย เอาแค่ที่นอนคืนนี้ก่อนเถอะ” ฮยอนจินค้าน เธอเหลียวมองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวงกลัวเจอพวกกัด

“ถ้าเราต้องเดินทางต่อแล้วเราไม่มีอาวุธมันลำบากนะครับ” มาร์คพับแผนที่แล้วส่งให้น้องสาวถือ

“แต่เรามีปืนตั้งหลายกระบอกนี่” ฮยอนจินค้าน

“มีปืนแต่ไม่มีกระสุนน่ะเหรอ” มาร์คและพี่น้องใช้กระสุนจากปืนล่าสัตว์ไปกับพวกกัดจนหมดเพื่อพาทุกคนไปให้ถึงศูนย์อพยพ

“ผมว่าเราควรจะหาที่พักก่อนแล้วค่อยไปหาอาวุธกัน” มาร์คตัดสินใจ ยังไงก็ต้องพาทุกคนไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนล่ะนะ

“คุณจะไปหาอาวุธที่ไหน?” แจบอมสงสัย ทุกคนก็เช่นกัน มาร์คตอบคำถามของแจบอมขณะเดินไปขึ้นรถ

“เรื่องนั้นผมคิดเอาไว้แล้วครับ”

 

 

 

“สำหรับมาร์ค ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด เขาน่าจะรู้ว่าทางนอกเมืองต้องมีคนไปจำนวนมากเพราะใครๆ ก็ต้องหนีจากพวกกัดในเมืองใช่ไหมล่ะ ผมว่ามาร์คน่าจะไปหาที่พักใกล้ๆ ตัวเมือง เพราะในเมืองหาของกินของใช้ได้ง่ายกว่าแม้จะอันตรายไปสักหน่อย เขามีคนจำนวนมาก เสบียงมีค่ากับพวกเขาที่สุด”

แบมแบมเคาะแผนที่แล้วบอกทุกคนที่นั่งล้อมรอบ ศูนย์อพยพที่เพิ่งออกมาตั้งอยู่รอบนอกแล้วนะ ไม่ใช่ในตัวเมืองที่มีคนพลุกพล่าน มีทางเลือกแค่กลับเข้าไปในเมืองใหม่หรือว่าจะออกไปไกลกว่านี้

“ดูเหมือนจะรู้ใจผัวมากเนาะ จะหย่ากันเพราะเรื่องอะไรเหรอ”

คำถามนี้แน่นอนว่ามีแต่จินยองที่กล้าถาม แบมแบมชะงัก มองด้วยสายตาดุๆ จนจินยองหัวเราะคิก ชยอนูตีไหล่จินยองให้เลิกพูดจาขัดหูคนอื่น

“แต่ไอ้ใกล้ๆ ตัวเมืองที่ว่านี่มันต้องไปเริ่มตรงจุดไหนล่ะคะ” หญิงสาวหนึ่งเดียวพักหน้าที่คนขับพูดแล้วกัดแซนวิช นั่งกอดเข่ามองเส้นทางหลายสายบนแผนที่

“ไม่รู้เลย มีแต่ต้องลองเสี่ยงไปดูเท่านั้น มันอันตรายพวกคุณไม่ต้องไปด้วยกันหรอก เราสองคนไปเองได้” แบมแบมไม่อยากให้ทุกคนไปเสี่ยงชีวิต พวกจินยองควรไปหาที่ปลอดภัย

“มาด้วยกันแล้วก็ไปด้วยกันนี่แหละครับ เรามีอาวุธตั้งมากมายจะกลัวอะไรกับพวกกัด”

ฮันบินพูดพลางแกะห่อขนม ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย

“ขอบคุณนะทุกคน” แบมแบมซึ้งใจจริงๆ ที่ทุกคนจะไปด้วยกัน

 

 

 

“เราต้องทิ้งรถไว้ตรงนี้แล้วเดินต่อ” มาร์คบอกทุกคนแล้วหยิบกระเป๋าใบใหญ่หลังรถมาสะพาย

ครอบครัวต้วนมาติดอยู่ตรงถนนใหญ่ซึ่งถูกขวางกั้นไปด้วยรถจำนวนมากทั้งสภาพปกติและสภาพไม่ปกติ บางคันล้มคว่ำ บางคันตะแคงพลิก สิ่งของมากมายที่ไม่สามารถบอกได้ว่ามีอะไรบ้างกระจัดกระจายเกลื่อนไปทั่วถนนและบาทวิถี ศพที่สภาพร่างกายไม่สมบูรณ์มีให้เห็นประปราย  

“เราจะไปไหนพักที่ไหนกันเนี่ย แล้วทิ้งรถไว้แบบนี้รถไม่หายเหรอ” ฮยอนจินห่วงรถนะ รถใหม่ด้วย นี่ยังผ่อนไม่หมดเลย

“คอนโดที่เพิ่งสร้างเสร็จข้างหน้านี่ไงครับ ส่วนรถน่ะไม่หายหรอก เราไม่ได้ทิ้งกุญแจรถไว้สักหน่อย ทางข้างหน้ามันเอารถไปไม่ได้แล้ว มีแต่ต้องเดินเท้า”

มาร์คชี้ไปที่ป้ายโฆษณาตึกระฟ้าแห่งใหม่ที่บอกให้รู้ว่าโครงการคอนโดหรูที่เปิดให้จับจองอยู่ห่างออกไปอีกหนึ่งกิโลเมตร เพิ่งตัดสินใจได้เมื่อกี้นี้เองว่าจะไปที่นั่น

อเล็กซิสสะพายของมายืนข้างพ่อและจับมืออสตินไว้ รอทุกคนให้ช่วยกันแบกสัมภาระพร้อมเดินทางต่อ แจบอมช่วยอเล็กซิสขนของ

“เราไปหาที่อื่นอีกหน่อยก็ได้นี่ครับ ยังไม่เย็นเลย” ซองจินอิดออดที่ต้องเดินไกลอีกแล้ว

“เราต้องเผื่อเวลาหาของอีก ได้ที่ไหนก็นอนๆ ไปเถอะ” อเล็กซิสเบ้ปากใส่ลูกผู้พี่ แค่มองหน้ายังไม่อยากจะมองเลย

“ตอนนี้เราไม่มีอาวุธพอที่จะป้องกันอันตรายให้ทุกคนได้ พี่ไรอันเอาปืนไป พี่คอยระวังหลัง เด็กๆ เดินเกาะกลุ่มกันอยู่ตรงกลาง ข้างหน้าอาดูเอง”

มาร์คส่งปืนพกให้พี่ชายก่อนหยิบมีดมาถือเตรียมพร้อม แจบอมไม่มีอะไรจะป้องกันตัวได้นอกจากมีดแกะสลักของตัวเอง ถึงคราวคับขันคงต้องพึ่งเท้านี่ล่ะ

“แกนำหน้า เจอพวกกัดก่อน แกเอาปืนไว้ไม่ดีกว่าเหรอ มันป้องกันระยะไกลได้นะ”

ไรอันยื่นปืนคืนแต่มาร์คดันมือพี่ชายกลับ

“พี่เอาไว้ดีแล้ว เผื่อฉุกเฉิน ฉันจะใช้มีดจะได้ไม่เกิดเสียงเรียกพวกกัดมาเพิ่มไง”

“อือ”

แจบอมยืนมองสองพี่น้องต้วนคุยกัน  เขาสังเกตคนกลุ่มนี้มาตั้งแต่ออกจากค่ายจนถึงตอนนี้ แม้มาร์คจะไม่ได้อายุมากที่สุดแต่เขาเป็นผู้นำของกลุ่มสินะ

“ถ้าพวกกัดมากันเยอะแล้วผมบอกให้วิ่งทุกคนต้องวิ่งเลยนะ อเล็กซิสจับมือน้องไว้ตลอดนะ ถ้าจะวิ่งต้องไปด้วยกัน ห้ามทิ้งน้องเข้าใจไหม” มาร์คเป็นห่วงทุกคนโดยเฉพาะลูกทั้งสอง

“ค่ะ” อเล็กซิสกระชับมือน้องแน่นขึ้น

“ยังไงก็ต้องเจอผู้ติดเชื้อแต่จะมากหรือน้อยเราไม่รู้ ดังนั้นทุกคนต้องตั้งสติ มีอะไรอย่าแตกกลุ่มหรือทิ้งกันเด็ดขาดถ้าไม่อยากพลาดถูกกัด”

มาร์คกำชับทุกคนอีกครั้ง ในใจกังวลแต่พยายามไม่แสดงออกมา จำนวนคนเยอะการเคลื่อนตัวยิ่งลำบาก และที่เลวร้ายที่สุดคือพวกเขาไม่มีอาวุธป้องกันตัวมากพอที่จะให้ทุกคนถือครองเพื่อดูแลตัวเองได้

“หรือเราจะล่วงหน้าไปดูสถานที่ก่อนดีครับ ไปดูว่าทางข้างหน้ามีผู้ติดเชื้อมากน้อยแค่ไหน ไปทางไหนที่อันตรายน้อยกว่า และคอนโดที่เราจะไปพักมันมีพวกกัดหรือเปล่า”

แจบอมรู้ถึงความกังวลของมาร์ค คุณพ่อนักบินนิ่งคิด มองไปทางชั้นบนสุดของคอนโดสูงที่มองเห็นได้จากที่ไกลๆ  แม้ย่านนี้จะเงียบสงบจนไม่น่าจะมีผู้ติดเชื้อหลงเหลือแต่ประมาทไม่ได้ ทหารผ่านมาทางนี้แน่นอนแต่ไม่มีใครรับรองได้ว่าพวกกัดจะถูกจัดการไปหมด ระวังไว้ก่อนดีกว่า

“ถ้าอย่างนั้นทุกคนรออยู่ตรงนี้ ผม แจบอม และชางวุคจะไปดูความปลอดภัยให้ก่อน”

มาร์คตัดสินใจที่จะไปดูลู่ทางให้ทุกคน และการที่เลือกให้แจบอมไปด้วยเพราะยังไม่ไว้ใจมากพอที่จะให้อยู่ไกลตา

“ไม่เอานะ! พ่อจะไปไม่ได้นะคะ เราไปพร้อมกันเลยไม่ได้เหรอ”

อเล็กซิสไม่อยากห่างจากพ่อ ในตรอกซอกซอยหลายทางข้างหน้า ทางไหนจะมีผู้ติดเชื้อมากเท่าไรไม่มีใครรู้ ตอนนี้เธอยังไม่พบแม่เลย ถ้าพ่อพลาดถูกกัดไปเธอจะทำยังไงล่ะ

“เราไม่มีอาวุธแล้วนะลูก พ่อมีมีดแค่เล่มเดียวมันไม่สามารถปกป้องทุกคนพร้อมกันได้หรอกนะ พ่อจะไปเคลียร์ทางให้ก่อน พ่อสัญญาว่าจะกลับมา”

มาร์คจับมือลูกให้คำมั่นแต่อเล็กซิสส่ายหน้าไม่ยินยอม มาร์คหนักใจ มองหน้าน้องสาวให้ช่วยหน่อย ไอรีนขยับมาหาหลานสาว จับไหล่อเล็กซิสไว้

“พ่อไปไม่นานหรอกอเล็กซิส หนูทำอย่างนี้จะทำให้เสียเวลานะลูก อารู้ว่าหนูห่วงพ่อแต่เราไม่มีอาวุธแล้วจริงๆ หนูก็รู้ ถ้าเราไปพร้อมกันหมดนี่แล้วไปเจอผู้ติดเชื้อข้างหน้าเราไม่มีทางสู้ได้แน่นอน เราทุกคนจะเป็นภาระให้พ่อนะ”

“แต่ว่า..” อเล็กซิสมีสีหน้าไม่สู้ดี จับมือพ่อไว้แน่นบอกว่าไม่อยากให้ไป

“พี่อย่าดื้อสิ พ่อลำบากใจไม่ใช่เหรอ อย่าทำให้พ่อเป็นห่วงนะ”

ก่อนที่มาร์คจะพูดอะไรออกมาออสตินก็เท้าเอวเอ่ยกับพี่สาว ตาคมสวยจ้องพี่เขม็ง คำพูดของแกทำให้ทุกคนแปลกใจ เด็กชายไม่มีท่าทีกลัวอะไรเลยนอกจากท่าทางขึงขังเกินตัวราวกับผู้ใหญ่

“นายไม่เป็นห่วงพ่อเลยหรือไงออสติน” เจ้าน้องบ้า ทำไมถึงยังนิ่งได้ทั้งที่พ่อกำลังจะไปเจอกับพวกกัดโดยมีมีดป้องกันตัวแค่เล่มเดียว

“ห่วงสิ! แต่พ่อไปเพื่อพวกเรานะ พ่อบอกให้รอเราก็ต้องรอสิ เรามีลุงไรอันกับอาไอรีนอยู่เป็นเพื่อนนะ ลุงไรอันมีปืนด้วย อยู่ที่นี่ดีแล้ว พ่อจะได้รีบไปรีบกลับ”

ออสตินชี้ไปทางลุงที่ยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล อเล็กซิสอยากจะแย้งว่าน้องต่างหากที่ไม่รู้อะไรแต่ไรอันก็เดินมาแทรกเสียก่อน

“ไปเถอะทางนี้ฉันดูแลเอง” ไรอันเอ่ยกับมาร์ค ร่างสูงพยักหน้าเป็นเชิงขอบใจแล้วลูบหัวลูกชายและลูกสาวคนละทีก่อนจะผละจากไป

ก่อนชางวุคจะไป ไอรีนจับมือสามีไว้บอกให้เขาระวังตัว รวมไปถึงฝากฝังทั้งสามีและพี่ชายไว้กับแจบอมด้วย ให้คอยดูแลกันดีๆ

ทุกคนที่ยืนรอแถวรถของพวกเขามองชายหนุ่มทั้งสามที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ กังวลและเป็นห่วง ต่างภาวนาให้ทุกคนกลับมาอย่างปลอดภัย

“เด็กๆ ขึ้นไปนั่งบนรถเลย เร็วๆ” ฮยอนจินต้อนลูกชายและลูกสาวให้ขึ้นไปนั่งในรถกระบะของตน รวมถึงให้อเล็กซิสและออสตินขึ้นรถของพ่อพวกเธอด้วย

ไอรีนเดินไปอีกทางเพื่อคอยระแวดระวังเผื่อมีพวกกัดโผล่มาจะได้จัดการ ฮยอนจินเดินมายืนข้างสามีที่ถือปืนเตรียมพร้อมเผื่อเจอผู้ติดเชื้อ

 

 

“คุณรู้ใช่ไหมว่าถ้าเจอมันต้องแทงที่หัว” ชางวุคเอ่ยกับแจบอม ร่างสูงพยักหน้าก่อนหันไปหามาร์ค

“คุณจะไปทางไหน”

“ตรงไปทางนี้ล่ะ ผมจะไม่เสียเวลาอ้อมไปตรอกไหนทั้งนั้น พอไปถึงคอนโดเราจะแยกกัน ชางวุคสำรวจทางด้านหลังตึก ผมกับคุณไปสำรวจทางหน้าตึก”

มาร์คเอ่ยพลางเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น แจบอมกระซิบกับชางวุคที่วิ่งเหยาะๆ ตามพี่ภรรยาไป

“ถ้าไม่รู้ว่าเขาเป็นนักบินจะนึกว่าเขาเป็นทหาร ดูดุชะมัด”

“ภายนอกพี่มาร์คดูเป็นคนน่ากลัวแต่ความจริงไม่มีอะไรหรอกครับ เขาใจดี”

“ผมไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไร”

“อยู่ไปเดี๋ยวคุณก็รู้ พี่แค่เข้มงวดและมองโลกในแง่ร้ายไปหน่อย แต่เขารักครอบครัวมากนะ เพราะมีเขาอยู่ด้วยผมถึงมั่นใจว่าพวกเราจะไม่เป็นไร”

ชางวุคเอ่ยด้วยความเชื่อมั่นในตัวมาร์คอย่างเต็มเปี่ยม แจบอมพยักหน้าช้าๆ จะรอดูว่าจริงไหม

เมื่อเดินไปได้เพียง 400 เมตร มาร์คก็ส่งสัญญาณมือให้ทุกคนหยุด ชางวุคเดินไปหยุดอยู่ข้างๆ

“มีอะไร”

“ได้ยินเสียงฝีเท้าไหม” มาร์คกระซิบ ก่อนจะรีบเดินไปใกล้ตึกสีน้ำตาลทางซ้ายมือ ใช้ตึกเป็นที่บังสายตาแล้วชะโงกหน้าไปดูตรงถนนว่าเสียงนั้นมันคนเป็นหรือคนตาย

คนตายเนื้อตัวรุ่งริ่งน่าสยดสยองหลายคนกำลังเดินมาทางตึกที่มาร์คซ่อนตัวอยู่

“ผู้ติดเชื้อ” มาร์คหันมาบอกแบบไม่มีเสียง ชางวุคและแจบอมตื่นตัวขึ้นมาทันที เตรียมพร้อมที่จะสู้

ชางวุคมีเพียงไขควงแค่อันเดียวติดตัว ไม่มีอะไรป้องกันตัวที่ดีกว่านี้เหมือนกัน

“สิบ..คนละสามไหวไหม?” มาร์คเอ่ยกับทั้งสองคน ทุกคนพยักหน้า

ยังไงก็ต้องกำจัด ปล่อยผ่านไปไม่ได้ เพราะทุกคนที่รถต้องผ่านมาทางนี้

“ผมอยากได้อะไรที่ดีกว่าไขควงจังเลย” ชางวุคบ่นอุบ ก่อนจะรวบรวมความกล้าเดินหาผู้ติดเชื้อสาวในชุดนักเรียนเปื้อนเลือด พยายามท่องไว้ในใจว่าเธอตายไปแล้ว

“อย่าช้า ทำให้ไวที่สุด” มาร์คร้องบอกน้องเขยขณะถีบผู้ติดเชื้อคนหนึ่งให้ถอยห่างแล้วปักมีดเข้าที่หัวของผู้ติดเชื้อร่างอ้วนไส้ทะลัก ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบ้เพราะกลิ่นเหม็นของไส้เน่า

“โอย..ถ้าโลกกลับเป็นเหมือนเดิมผมจะเลิกกินเครื่องใน” แจบอมโอดขณะยกเท้ากระทืบหัวผู้ติดเชื้อที่เขาเตะล้ม มีดแกะสลักช่วยอะไรไม่ค่อยได้เลย มันเล่มเล็กและไม่คมพอที่จะแทงทะลุกระโหลก

“เหมือนกัน” ชางวุคตอบด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ ขยะแขยงแค่ไหนก็ต้องทำ และต้องไม่พลาดด้วย

“อย่ามัวแต่คุยสิ มีสมาธิกันหน่อย!” มาร์คดุโดยไม่หันมามองเพราะต้องระวังไม่ให้มีผู้ติดเชื้อคนไหนกัดแขนได้ การสู้ระยะประชิดนั้นเสี่ยงมากเหลือเกิน

“เนี่ยนะใจดี” แจบอมนินทามาร์คกับชางวุค ชายหนุ่มไม่ตอบอะไรแค่ยิ้มให้เพราะพะวงกับผู้ติดเชื้อที่เดินเข้าหา

 

 

ยิ่งเข้าใกล้คอนโดยิ่งเจอผู้ติดเชื้อมากขึ้น เจอครั้งละหลายคนจนตอนนี้ชางวุคหายกลัวแล้ว แจบอมใช้ท่อน้ำเก่าขึ้นสนิมที่หาได้จากถังขยะเป็นอาวุธ หวดให้ผู้ติดเชื้อล้มแล้วกระทืบจากนั้นก็แทงท่อน้ำใส่อีกที กว่าจะจัดการได้คนหนึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรจนมาร์คต้องช่วยอยู่หลายครั้ง

มาร์ครู้ว่าแจบอมสามารถช่วยได้มากกว่านี้ถ้าเขามีอาวุธที่ดีมากพอ

“หน้าคอนโดมีแปดคน”

แจบอมนวดขาที่ปวดเมื่อยเพราะออกแรงมากพลางนับจำนวนผู้ติดเชื้อที่เดินไปมาหน้าคอนโดหรู เขานั่งยองอยู่ข้างมาร์ค ทั้งสามนั่งพักเหนื่อยอยู่หลังรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้หน้าร้านขายอาหารสัตว์ตรงข้ามคอนโด ทางเข้าหน้าคอนโดโล่งไม่มีอะไรปิดบังสายตา

“ผมต้องอ้อมไปดูหลังตึกใช่ไหม” ชางวุคใช้คอเสื้อเช็ดเหงื่อและเลือดที่กระเด็นโดนหน้า โชคดีที่ไม่เข้าปาก พี่มาร์คบอกว่าอย่าให้เลือดของผู้ติดเชื้อเข้าปากและตาเด็ดขาด

“เดี๋ยว” มาร์คจับแขนน้องเขยไว้ก่อนชางวุคจะลุกไป

“พี่ว่าเราไปด้วยกันดีกว่า” มาร์คเป็นห่วงไม่อยากให้ชางวุคไปคนเดียว

“ยังดีที่มีไม่เยอะ เราพอจะจัดการกันไหว” ถ้ามาทียี่สิบสามสิบคนมาร์คก็ต้องถอยเหมือนกัน

“รีบทำเถอะ เรามากันนานมากแล้ว” แจบอมมองนาฬิกาข้อมือ แม้ระยะทางไม่ไกลมากแต่พวกเขาเสียเวลาในการกำจัดผู้ติดเชื้อไปเกือบชั่วโมง เพราะเจอทุกช่วงตึกเลยทีเดียว

“อืม คุณหลอกล่อมันให้ผมกับชางวุคเหมือนเดิมนะ”

มาร์คเอ่ยกับแจบอมแล้วลุกขึ้นยืน มองซ้ายขวาจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ติดเชื้อเดินมาเพิ่มก็ตรงเข้าไปยังกลุ่มผู้ติดเชื้อทั้งแปดทันที ชางวุคและแจบอมรีบวิ่งไปช่วย

เพราะอาวุธของแจบอมจัดการพวกกัดได้ช้าจึงรับหน้าที่เบี่ยงเบนความสนใจไม่ให้ศพเดินได้ไปรุมมาร์คและชางวุค เขาหวดและขยับหลอกล่อให้ผู้ติดเชื้อสนใจ มาร์คและชางวุคจะได้มีเวลาแทงที่หัวของตัวอื่นๆ ที่ไม่ได้สนใจแจบอมแทน

เมื่อจัดการผู้ติดเชื้อหน้าคอนโดเสร็จทั้งสามคนก็อ้อมไปดูด้านหลังตึก เมื่อเห็นว่าปลอดภัยก็หาทางเข้าคอนโดเพราะประตูของคอนโดใช้ระบบเปิดปิดด้วยไฟฟ้า และแน่นอนว่าตอนนี้มันเปิดไม่ได้

“โธ่เอ๊ย อุตส่าห์เจอที่พักดีๆ แล้วเชียว” ชางวุคทรุดลงนั่งยองอย่างหมดแรง มาร์คเท้าเอวมองประตูที่ไม่สามารถเข้าได้ แจบอมเดินไปรอบๆ เผื่อจะเจอทางเข้าทางอื่น

“ตึกมันต้องมีทางเข้าออกนอกจากทางที่ต้องพึ่งระบบเทคโนโลยีนะ ถ้าเกิดไฟไหม้ขึ้นมา ลิฟต์ลงไม่ได้ สัญญาณไฟถูกตัด คนในคอนโดไม่ตายกันหมดหรือไง”

คนที่อาศัยในอพาร์ทเม้นต์เอ่ยขึ้น สองคนที่เคยชินกับการอยู่บ้านกว้างๆ หันมองแจบอม

“คุณคิดว่าทางเข้านั้นมันจะอยู่ตรงไหนล่ะ” มาร์คเองก็อยากรู้เหมือนกันนั่นแหละ

“เรายังไม่ได้ไปดูที่ลานจอดรถใต้ดินเลยไม่ใช่เหรอ” แจบอมเดินนำไปทางด้านหลังตึกที่มีทางลงไปใต้ดิน ซึ่งถูกสร้างเป็นลานจอดรถสำหรับผู้พักอาศัยในคอนโด

“ระวังกันด้วยนะ” มาร์คหยิบไฟฉายออกมาเปิด เดินลงไปที่ลานจอดรถเป็นคนแรก ลานจอดรถโล่งว่างเพราะคอนโดยังไม่มีผู้พักอาศัย มันมืดและชวนให้ขนลุกไม่น้อย

“มีประตูอยู่นั่นไง” ชางวุคชี้ไปที่ประตูเล็กบานหนึ่งที่อยู่ใกล้ทางเข้าออกชั้นใต้ดินของคอนโด แจบอมมองผ่านประตูกระจกเข้าไปเห็นลิฟต์ด้วย

“เห็นไหมล่ะมันเขียนว่าทางหนีไฟ” แจบอมชี้ไปที่รูปคนสีขาวบนป้ายสีแดงเหนือประตู

“มันล็อก” มาร์คลองหมุนลูกบิดดู

“ผมจัดการเอง” ชางวุคเดินไปแทนที่มาร์คก่อนจะมองไปทางแจบอม แจบอมถามด้วยสายตา

“ยืมกิ๊บติดผมหน่อย” ชางวุคชี้ไปที่ศีรษะของแจบอม ร่างสูงดึงกิ๊บที่อเล็กซิสให้มาส่งให้ชางวุค น้องเขยมาร์ครับไปสอดเข้าในลูกบิด ขยับนิดหน่อยไม่กี่วินาทีประตูก็ถูกเปิดออก

“วิชาโจรสินะ” มาร์คหัวเราะเบาๆ

“ผมทำบ่อยตอนไอรีนไม่ให้เข้าบ้าน” ชางวุคฉีกยิ้มกว้าง ภาคภูมิใจเหลือเกินกับที่มาของทักษะนี้

มาร์คโคลงศีรษะอย่างอ่อนใจ แจบอมอมยิ้มขำ

ชางวุคคืนกิ๊บให้แจบอมแล้วเดินเข้าไปก่อนคนแรก มันเป็นห้องที่ไม่กว้างนัก แค่สามเมตรคูณสามเมตรแต่มีบันไดให้ขึ้นไป

“เราต้องหาห้องควบคุมให้เจอ เราจะสามารถใช้ไฟฟ้าสำรองได้ และผมว่ามันน่าจะมีน้ำสำรองให้ใช้ด้วยแหละ มันกำลังจะเปิดให้คนเข้าพักก็ต้องมีทุกอย่างเตรียมไว้พร้อมใช่ไหมล่ะ”

ชางวุคเอ่ยกับพี่ชายและแจบอมขณะวิ่งขึ้นบันไดไปก่อน แจบอมตามเป็นคนที่สอง มาร์คปิดท้าย

“แล้วนายคิดว่าห้องควบคุมน่าจะอยู่ที่ไหน”

“โดยทั่วไปก็อยู่ชั้นแรกกับชั้นสอง เราจะหาก่อนหรือว่าจะกลับไปรับทุกคนก่อน” ชางวุคเดินออกไปที่ชั้นแรกตรงบริเวณทางเข้าหน้าคอนโดและล็อบบี้ เห็นศพเดินได้ที่พวกเขาจัดการยังนอนเกลื่อนตรงที่เดิม

“นายอยู่หาห้องควบคุมที่นี่ พี่กับแจบอมจะกลับไปรับทุกคนมา”

“โอเค”

 

 

ชางวุคเจอห้องควบคุมที่ชั้นแรก และเขาก็ทำให้เครื่องปั่นไฟใช้ได้จนตอนนี้สามารถใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในห้องได้แล้ว ครอบครัวต้วนเลือกพักกันที่ชั้นสามในห้องริมสุดไกลจากบันไดและลิฟต์

“คืนแรกเราควรนอนรวมกันห้องนี้ก่อนเพื่อความปลอดภัย” มาร์คเอ่ยกับทุกคนที่ต่างแยกย้ายกันไปนั่งตามจุดต่างๆ ของห้องหรู

ห้องชุดของที่นี่มีสองห้องนอน สองห้องน้ำ หนึ่งห้องครัว หนึ่งห้องนั่งเล่น หนึ่งห้องแต่งตัว และบริเวณอเนกประสงค์ระหว่างครัวกับห้องนั่งเล่น มีระเบียงด้วย

อเล็กซิสนั่งอยู่กับดาฮยอนบนโซฟาสีครีม ซองจินนอนเหยียดยาวบนเก้าอี้เอนข้างชุดโซฟา ฮยอนจินและไอรีนกำลังนับจำนวนของกินที่เหลืออยู่ตรงโต๊ะรับประทานอาหารสำหรับหกที่นั่ง ไรอันสำรวจห้องครัว แจบอมยืนมองด้านนอกผ่านกำแพงกระจก ส่วนชางวุคกำลังจัดการกับโทรทัศน์จอยักษ์เผื่อจะหาสัญญาณช่องดาวเทียมเจอบ้าง

“เราเหลืออาหารพอกินสามมื้อได้อีกแค่สามวัน แต่ถ้าประหยัดหน่อยลดเหลือสองมื้อน่าจะได้อาทิตย์นึง” ฮยอนจินเดินมาบอกมาร์คที่นั่งข้างลูกสาวบนโซฟา

“เราต้องไปหาเสบียงเพิ่ม และต้องหายาติดตัวไว้บ้าง”

“มีห้างห่างออกไปจากที่นี่สองกิโลฯนะอา” ซองจินแย่งหนังสือของออสตินมาอ่านพลางเอ่ยขึ้น  

อเล็กซิสขยับไปถีบซองจินแล้วยื้อหนังสือคืนมาโยนให้ออสติน ซองจินชักสีหน้าใส่อเล็กซิสแต่ก็ได้แค่ฮึดฮัดไม่กล้าทำอะไร

“ฉันจะไปห้างนั่นเอง แกต้องไปด้วยนะซองจิน” ไรอันเดินมารวมกลุ่มกับทุกคนแล้วเอ่ยขึ้น ซองจินผุดลุกขึ้นนั่งทันที

“ได้ไง ทำไมผมต้องไปด้วยล่ะ”

แกจะให้พ่อไปคนเดียวหรือไง เราควรสลับกันไปบ้าง แจบอม อามาร์คและอาชางวุค เคลียร์ทางมาคอนโดแล้ว พวกเขาเหนื่อยจะตายแกยังจะให้เขาออกไปอีกรอบเหรอ”

“โห..พ่อคิดว่าระหว่างทางจากนี่ไปถึงห้างจะไม่มีผีดิบหรือไง เราจะเอาตัวรอดกันยังไง พ่อมีปืนแต่ผมไม่มีอะไรเลยนะ”

“คนขี้ขลาด นายจะเอาแต่รักสบายไม่ได้หรอกนะ ออกไปเสี่ยงชีวิตซะบ้าง” อเล็กซิสทนไม่ไหว ซองจินไม่ทำอะไรเลย เห็นแก่ตัว

“เก่งนักแกก็ออกไปเองสิ!

“เป็นผู้ชายซะเปล่า ฉันออกไปเองก็ได้ แต่อาหารที่ฉันหามานายไม่มีสิทธิ์กิน ตกลงไหมล่ะ”

“หนอยยัยเด็กบ้า!” ซองจินเงื้อมือขึ้นจะตี อเล็กซิสกำหมัดเตรียมชกเหมือนกัน

“เอาเซ่! แลกคนละหมัดไหมล่ะ”

“หยุดทะเลาะกันเดี๋ยวนี้!” ไรอันเอ่ยเสียงดัง ซองจินมองพ่อด้วยสายตาไม่พอใจ ยังไม่ลดมือลง

มาร์คถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ตวัดสายตาดุๆ ปรามทั้งลูกและหลาน

“ถ้านั่งใกล้กันแล้วมีปัญหามากนักก็เลิกอยู่ใกล้กันสักที ซองจินไม่ต้องไป”

ซองจินยิ้มเยาะให้อเล็กซิสที่จะค้านพ่อเพราะไม่พอใจ ก่อนรอยยิ้มบนใบหน้าคมคายของซองจินจะเลือนลงเมื่อได้ยินประโยคต่อมาของอามาร์ค

“ซองจินไม่มีฝีมือการต่อสู้และยังใจไม่กล้าพอ ถ้าเอาไปด้วยแล้วเกิดสติแตกทิ้งกลุ่มขึ้นมา นอกจากทุกคนจะซวยแล้วเขาเองยังจะเอาชีวิตไม่รอดด้วย ไปก็เสี่ยงตายซะเปล่าๆ อยู่ที่นี่ล่ะดีแล้ว”

อเล็กซิสเป็นฝ่ายยิ้มเย้ยบ้าง ขยับปากด่าซองจินว่าตัวถ่วงแบบไม่มีเสียง  ซองจินไม่พอใจที่อามาร์คว่าตนแต่ก็พูดอะไรไม่ได้ เพราะขืนปฎิเสธแล้วอวดเก่งปากดีได้ออกไปหาเสบียงด้วยแน่ๆ

“ฉันจะไปกับพี่เอง” มาร์คพูดกับไรอัน พี่ชายพยักหน้า ได้มาร์คไปด้วยก็อุ่นใจ

“ผมไปด้วย” ชางวุคยกมือเสนอตัวแต่ไอรีนกลับตีไหล่กว้างอย่างแรงจนสามีสะดุ้ง

“เดี๋ยวคราวนี้ฉันไปเอง คุณพักเถอะ”

“ไม่เป็นไรไอรีน ผมไปได้ ผมไม่อยากให้คุณออกไปเสี่ยง คุณอยู่ดูแลหลานกับพี่ฮยอนจินที่นี่เถอะ”

“พวกคุณสองคนอยู่กันที่นี่แหละครับ ผมไปเอง” แจบอมอาสา เขาอยากทำประโยชน์ให้กลุ่มมากกว่าอยู่รอเฉยๆ

“แต่คุณก็ต้องการพักเหมือนกัน” ชางวุคแย้ง แจบอมส่ายหน้า

“มาร์คเองก็ต้องพักแต่เขายังไปเลย”

“เราไปหาเสบียงพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอคะอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ค่ำแล้ว อันตรายนะ” อเล็กซิสเป็นห่วงไม่อยากให้พ่อออกไปเสี่ยงอีก แค่ตอนมาเคลียร์ทางที่คอนโดเธอยังห่วงไปสารพัด

“พ่ออยากไปวันนี้เลยมากกว่าจะได้ไปหาอาวุธด้วย ถึงที่นี่จะดูปลอดภัยดีแต่ถ้าเราต้องเดินทางยังไงเราก็ต้องมีอาวุธติดตัวนะ”

“หนูคงห้ามไม่ได้ใช่ไหมคะ” อเล็กซิสถอนหายใจ มาร์คกอดลูกสาวแล้วจูบที่ผมแกเบาๆ

“พ่อจะระวังตัว”

“พ่อ! ผมอ่านจบแล้ว” ออสตินลุกมาหาพ่อแล้วชูหนังสืออวดพร้อมรอยยิ้มกว้าง มาร์ครับหนังสือจากลูกชายแล้วโอบแกไว้

“เร็วจัง”

“พ่อบอกว่าถ้าผมอ่านจบแม่จะมาหา เราจะได้เจอแม่แล้วใช่ไหมครับ” ออสตินทวงถึงคำที่พ่อเคยพูดไว้ ทุกคนนอกจากแจบอมต่างพากันชะงัก มองเด็กน้อยด้วยความสงสาร

เวลาผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้ว ความเป็นไปได้ที่แบมแบมจะตามหาพวกเขาเจอมันแทบจะเป็นศูนย์  

 มาร์คมองหนังสือในมือที่มีจำนวนหน้าหลายร้อยหน้าและมีคำศัพท์ยากๆ มากมาย แต่ลูกชายของเขากลับพยายามอ่านจนจบ คำไหนที่แกยังอ่านไม่ออกก็ถามคำอ่านกับคนในครอบครัวอยู่หลายครั้ง

หนุ่มหล่อนิ่งไป สงสารลูกชายจับใจที่ให้ความหวังแกไปโดยที่เขาก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เราจะเจอแม่เมื่อไรก็ไม่รู้ บางทีต่อให้ออสตินอ่านจบไปสิบรอบก็อาจจะยังไม่เจอแม่เลยก็ได้

“ครับ เดี๋ยวแม่ก็มาแล้วล่ะ เก่งมากเลยลูก ถ้าแม่รู้ว่าออสตินอ่านหนังสือยากๆ ได้แม่คงดีใจ”

มาร์คเสยผมลูกชาย กอดแกไว้ อเล็กซิสหันหน้าไปทางอื่นทนมองรอยยิ้มของน้องชายไม่ได้

“พ่อเอาขนมมาฝากแม่ด้วยนะ” ออสตินกอดคอพ่อ สีหน้าและรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความดีใจที่จะได้เจอแม่ทำให้คนเป็นพ่อสะท้อนในอก กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ซบหน้ากับแก้มลูก

“ครับ พ่อจะเอามาเผื่อเยอะๆ เลยนะ”

แจบอมมองออสตินแล้วหันไปกระซิบถามกับไรอันว่ามีอะไร ไรอันเล่าสั้นๆ ว่ามาร์คเคยบอกลูกไว้ตอนเกิดเรื่องวันแรกๆ ว่าแม่จะมาหาถ้าอ่านหนังสือเล่มนั้นจบ แต่ทุกคนก็ไม่รู้ว่าแม่ของออสตินและอเล็กซิสอยู่ที่ไหนและยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า

แจบอมถอนหายใจ สงสารออสติน แกยังไร้เดียงสาเหลือเกิน ออสตินอยู่ด้วยความหวังว่าจะเจอแม่ ความหวังจากคำพูดของพ่อ มาร์คเองตอนนี้คงจะกำลังเจ็บปวดอยู่ที่โกหกลูกไปอย่างนั้น แต่การหล่อเลี้ยงความหวังในหัวใจลูกในสถานการณ์เลวร้ายมันก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันจำเป็นต้องทำ

“ไปกันเถอะมาร์ค รีบไปจะได้รีบกลับ” ไรอันสะพายเป้ที่ว่างเปล่า เหน็บปืนไว้ที่เอว เร่งให้น้องชายรีบลุก ชางวุคเดินไปหยิบไขควงมาส่งให้แจบอมใช้แก้ขัด

“ถ้าค่ำแล้วก็ปิดไฟให้หมดนะ อย่าให้มีแสงไฟลอดออกไปเด็ดขาด” มาร์คบอกทุกคนแล้วรับกระเป๋าจากไอรีนมาสะพาย เดินตามไรอันออกไปจากห้อง แจบอมรีบเดินตามสองพี่น้องต้วนไป

“เราจะไปหาอาวุธจากที่ไหน” ไรอันถามน้องชายขณะเร่งฝีเท้าลงบันไดไปด้วยกัน แจบอมที่วิ่งตามหลังสองพี่น้องกำลังสงสัยอยู่เหมือนกันว่ามาร์คจะไปหาอาวุธจากไหน

“พี่จำไม่ได้เหรอว่าแถวนี้มีสถานีตำรวจ”

“นี่แกอย่าบอกนะว่า..

“เราจะไปปล้นของหลวงกัน”

แจบอมอมยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดของมาร์ค ไรอันตบบ่าน้องชาย เขานึกไม่ถึงเลยนะ ไม่คิดว่ามาร์คมันจะคิดได้

  

 

 

            “เราจะใช้ปืนเท่าที่จำเป็นจะได้ไม่เรียกพวกมันมาเพิ่ม” มาร์คพูดกับพี่ชายขณะเดินตามคนนำทางอย่างไรอัน

มาร์คแค่จำได้ว่ามีสถานีตำรวจแต่ไม่แน่ใจเส้นทางว่าต้องไปทางไหนถึงจะเร็ว เพราะเขาบินบ่อยกลับมาทีก็อยู่แต่บ้านกับลูกเมีย ไอ้สถานที่ห่างไกลจากบ้านอย่างย่านนี้บอกเลยว่ามาร์คไม่เชี่ยวชาญจริงๆ

จะหวังพึ่งแจบอมก็ไม่ได้เช่นกัน ถ้าไม่เก็บตัวเขียนบทอยู่ในบ้านก็ออกนอกเมืองหลวงไปเลย

            “ไม่ใช้ปืนแล้วจะทำยังไงวะ”

“มีดไง”

“งั้นแกทำอะไรวะ?” ไรอันหยุดวิ่งเมื่อมาร์คกระชากให้หยุด ทั้งหมดมาจนจะถึงสถานีรถไฟใต้ดินแล้ว และถ้าจุดไหนมีการคมนาคมจุดนั้นย่อมมีคน และเมื่อมีคนย่อมหมายความว่ามีผู้ติดเชื้อ

ทั้งสามกำลังยืนอยู่ในซอยของร้านค้าที่มองเห็นผู้ติดเชื้อเดินไปมามากมายจนกะจำนวนคร่าวๆ ไม่ถูกเลย

“เราอ้อมได้ไหม ไม่ต้องผ่านทางนี้” แจบอมที่มีเพียงไขควงไม่พร้อมสู้กับผู้ติดเชื้อจำนวนมาก

 “งั้นต้องไปอีกซอย แต่มันไกลและเราจะเสียเวลา” ไรอันค่อยๆ ถอยหลังกลับช้าๆ ไม่ให้เกิดเสียงและภาวนาว่าอย่าให้มีผู้ติดเชื้อหันมาเห็นเขาทั้งสามคน  

“งั้นอ้อมเลย เสียเวลาก็ช่างมัน” มาร์คพยักหน้าพลางเบี่ยงตัวหลบให้พี่เดินกลับออกไปตามทางที่พวกเขามา ตามด้วยแจบอม ส่วนตนคอยมองระวังหลังให้

มาร์คและแจบอมวิ่งตามไรอัน การเดินทางสะดุดบ้างเพราะเจอผู้ติดเชื้อ ส่วนมากจะเป็นมาร์คและแจบอมที่เป็นคนจัดการ ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงทั้งสามคนก็มาถึงสถานีตำรวจประจำเขตจนได้

“โอ้โห พังพินาศน่าดู” ไรอันพึมพำเบาๆ รถตำรวจหน้าสถานีพังยุบหลายคัน ศพเกลื่อนกลาดอุจาดตาเลยทีเดียวล่ะ

“ถ้าแกคิดได้ว่าควรจะมาหาอาวุธที่นี่ คนอื่นก็น่าจะคิดได้เหมือนกันไหม?”

“คงจะเป็นอย่างนั้น แต่ไม่ลองหาดูก็ไม่รู้นะ” มาร์คเดินไปยังรถตำรวจที่ไร้คนขับ ชะโงกหน้าไปมองภายใน รอยเลือดกองใหญ่อยู่บนเบาะและที่พักเท้า เขาเปิดประตูแล้วค้นในเก๊ะ

“เจอแล้วหนึ่ง” โชคชั้นแรกหล่นใส่ มาร์คเจอของที่ต้องการในเวลาอันรวดเร็ว เขาเช็กดูกระสุนเห็นว่ายังเหลือหลายนัดก็โยนปืนสั้นให้แจบอมรับ ค้นอะไรกุกกักอีกสักพักก็ออกมาแล้วเดินไปเปิดท้ายรถ ไรอันและแจบอมเลยเดินไปค้นรถคันอื่น

“เจอวิทยุด้วยล่ะ ใช้ได้ไหม” ไรอันหยิบวิทยุสื่อสารสีดำออกมาชูให้แจบอมดู

“เก็บไปสิครับอาจจะมีประโยชน์ก็ได้” แจบอมตอบแล้วค้นของในรถต่อ เมื่อไม่เจออะไรก็ไปหาที่รถมอเตอร์ไซค์ตำรวจ

“เจออะไรกันบ้าง ไปดูข้างในกันเถอะ” มาร์คถามทุกคนขณะนั่งลงคุกเข่าค้นศพตำรวจรายสุดท้าย ไม่เจออะไรเลยนอกจากซองใส่ปืน

“วิทยุสอง” ไรอันตบเป้ที่สะพายเบาๆ

“ผมเจอแต่ปืนที่ไม่มีกระสุน” แจบอมยื่นมือที่ถือปืนสองกระบอกให้ดู

“เก็บไว้ กระสุนไปหาข้างในมันน่าจะเหลือ” มาร์คกระชับมีดเตรียมพร้อมเดินนำแจบอมและไรอันเข้าไปในสถานีตำรวจ

ภายในชั้นล่างของตึกสามชั้นนั้นมีข้าวของระเกะระกะมากมาย โต๊ะทำงานกระจัดกระจาย มีคนตายเกลื่อน ห้องขังที่มีไว้ฝากขังผู้ต้องหามีเสียงครางฮื่อดังมาชวนขนลุก

“โรงพักก็ระบาดสินะ” แจบอมเดินชิดกำแพงตรงข้ามห้องขัง ไรอันแทบจะรวมตัวกับผนังเพราะกลัวผู้ติดเชื้อที่ถูกขังไว้ หรือจะพูดให้ถูกคือผู้ต้องหาติดเชื้อแล้วกลายสภาพ

เมื่อผู้ติดเชื้อเห็นว่ามีเนื้อสดสามก้อนเดินผ่านก็วิ่งมากระแทกลูกกรงจนเกิดเสียงดัง เสียงคำรามต่ำแสดงความต้องการลิ้มรสดังผสานไปกับเสียงเขย่าลูกกรง ถ้าคนขวัญอ่อนมาเจอคงขวัญผวาน่าดู

“รีบวิ่งไปเลยเร็วๆ” มาร์คเร่งให้แจบอมและไรอันวิ่งขึ้นไปชั้นสอง

“ช่วยผมด้วย!

ทั้งสามชะงักเมื่อได้ยินเสียงร้องจากห้องขังห้องสุดท้ายที่อยู่ตรงข้ามบันได ภายในห้องนั้นมีชายฉกรรจ์ร่างสูงคนหนึ่งยืนเกาะลูกกรงอยู่ด้วยความดีใจ

“คุณครับช่วยผมหน่อยนะ พาผมออกไปที” เสียงแหบแห้งและท่าทางอ่อนแรงบอกให้รู้ว่าคงอดน้ำและอาหารมาหลายวัน

มาร์คเขม่นมองผ่านเขาไปยังมุมอื่นในห้องขัง เห็นคนตายนอนอยู่สองคน

“ไปเถอะ” มาร์คมองหน้าผู้ต้องหาคนนั้นแล้วหันมาบอกไรอันและแจบอม ไรอันไม่สนใจผู้ต้องหาเช่นกัน แต่แจบอมจับแขนมาร์คไว้

“เราไม่ช่วยเขาหน่อยเหรอครับ”

“เขาเป็นคนร้ายนะ และเราก็ไม่รู้ด้วยว่าเขาโดนกัดหรือเปล่า ไม่เห็นหรือไงว่าในนั้นมีคนตายด้วย”

“ไม่ครับ! ผมไม่ได้โดนกัด” ชายคนนั้นรีบร้องบอกเพราะได้ยินแจบอมกับมาร์คสนทนากันชัดเจน

“เราไม่มีความจำเป็นที่ต้องช่วยคุณ”

“ได้โปรดเถอะครับ แค่ช่วยปล่อยผมไปก็ได้ ผมจะไม่รบกวนอะไรพวกคุณเลย ผมอยากกลับไปหาลูก ผมไม่ได้ทำผิดร้ายแรงอะไรแค่ขโมยของในร้านสะดวกซื้อเท่านั้น”

ชายคนนั้นวิงวอนขอความเห็นใจจากมาร์คแต่มาร์คไม่เชื่อ ไม่มีอะไรมายืนยันว่าคนในห้องขังแค่ขโมยของ เขาอาจจะเสพยา ฆ่าคนตาย ทำร้ายร่างกาย หรือไปข่มขืนใครมาก็ได้นี่นา

            “ผมขอคิดดูก่อน” มาร์คเอ่ยอย่างเย็นชาแล้ววิ่งขึ้นบันไดไปหาพี่ชาย แจบอมเหลียวมองร่างสูงที่ถูกกักขังอิสรภาพอีกครั้งแล้ววิ่งตามมาร์คไป

“แกได้ปล่อยมันไหม” ไรอันถามน้องที่เพิ่งตามขึ้นมา เขายืนรอมาร์คและแจบอม ยังไม่ได้ค้นหาอะไร มาร์คส่ายหน้าแทนคำตอบแล้วบอกให้ทุกคนเดินหาห้องที่ใช้เก็บของกลาง

“แล้วแกจะปล่อยมันหรือเปล่า” ไรอันเดินตามมาร์คพลางมองห้องต่างๆ ไปด้วย มีแต่ห้องทำงานเจ้าหน้าที่และห้องแล็บ

“ไม่”

“แต่ผมว่าปล่อยเขาไปก็ได้นี่ครับ ต่างคนต่างไป ไม่มีเรื่องต้องเกี่ยวข้องกัน เขาเองก็คงอยากกลับไปหาครอบครัว” แจบอมคิดต่างจากมาร์ค

ในสถานการณ์อย่างนี้ทุกคนมีสิทธิได้อยู่กับคนในครอบครัวนะแม้จะเป็นคนไม่ดีก็เถอะ

“เอาไว้ค่อยคิดหลังเราหาของที่ต้องการเจอก็แล้วกัน” มาร์คตัดบทแล้วเดินขึ้นไปชั้นสาม ไรอันมองหน้าแจบอมแล้วแค่ยักไหล่

“นี่ไง” มาร์คหาห้องที่เก็บของกลางเจอจนได้

“ห้องนี้ก็น่าสนใจนะ” ไรอันเดินไปเปิดห้องที่ประตูเปิดแง้มไว้ออกกว้าง ทำให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน

อาวุธมากมายของตำรวจถูกเก็บไว้ที่นี่ แม้จะถูกหยิบไปใช้ไปเยอะแล้วแต่ก็ยังพอมีให้ทั้งสามหนุ่มได้กอบโกยอยู่ดี มาร์คยิ้มกว้างทันที

“นี่แหละที่ฉันอยากได้น่ะไรอัน”

ทั้งสามช่วยกันขนอาวุธใส่เป้เท่าที่จะใส่ได้ ทั้งกล่องกระสุนขนาดต่างๆ และปืนหลายชนิด  

“เอาไปทำอะไร” มาร์คหันไปมองแจบอมที่หยิบกุญแจมือใส่กระเป๋า

“เผื่อได้ใช้ประโยชน์ไงครับ เราควรไปหาอาวุธอื่นๆ จากของกลางที่ตำรวจยึดมาได้ด้วยนะ สู้แบบไม่ใช้เสียงมันก็ดี ผมว่าน่าจะมีมีดดีๆ ที่เอาไว้ใช้ต่อสู้ได้อยู่บ้างล่ะ”

มาร์คเห็นด้วยกับแจบอม กระสุนใช้แล้วก็หมด แต่มีดใช้ได้นาน

พอได้อาวุธมาคนละสองกระเป๋า ไรอันก็นึกได้

“แล้วเราจะเอากระเป๋าไหนใส่ของกิน”

“ที่ห้างมีร้านขายกระเป๋านี่ครับ เราก็เอากระเป๋าที่นั่นแหละ” แจบอมตอบแล้วออกจากห้องไปห้องเก็บของกลางก่อน

เมื่อได้ของที่ต้องการมาร์ค แจบอม และไรอันก็ต้องลงมาเจอกับผู้ต้องหาหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ในสถานี มาร์คเอามีดไว้ให้ชายคนนั้นช่วยตัวเองออกมาเพราะหากุญแจไขประตูให้ไม่ได้

“เราไม่มีเวลาช่วยเขาออกมาหรอก เราเองก็ต้องรีบไปเหมือนกัน” มาร์คบอกแจบอมก่อนอีกฝ่ายจะเปิดปากให้เขาช่วยผู้ชายคนนั้นออกมา

แจบอมพยักหน้าเข้าใจ แค่มาร์คยอมให้อาวุธอีกฝ่ายไว้ช่วยเหลือตัวเองก็ดีแล้ว

พอมีอาวุธดีๆ ที่เข้ามือแจบอมก็สู้กับผู้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ไรอันใช้ปืน เขาและมาร์คใช้มีดที่ได้จากห้องเก็บของกลาง มันถนัดมือกว่า

 

 

 

“เราขับรถไปต่อไม่ได้แล้ว” เยรินลงจากที่นั่งคนขับแล้วเปิดประตูรถ ทุกคนทยอยเดินลงมา

“ถ้าเราจะเข้าไปในเขตชุมชนนี้เราต้องเดิน พี่หมอจะหาที่นี่ก่อนใช่ไหมคะ”

“เราต้องทิ้งรถเหรอ เสียดาย ถ้าเราจะไปศูนย์ควบคุมโรคทางใต้เราต้องใช้รถนะ” ฮันบินเท้ามือกับตัวรถบ้าน

“เราต้องเอารถไปซ่อน” ชยอนูคิดว่ารถบ้านจำเป็นกับพวกเขามาก มันหาไม่ได้ง่ายๆ นะ

“จะเอาไปซ่อนที่ไหนล่ะครับ” แบมแบมไม่เห็นว่าแถวนี้มีที่ซ่อนรถบ้านคันใหญ่เลยนะ

“แถวนี้มีโรงงานขนมปัง มันมีตู้คอนเทนเนอร์ เอารถไปไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ก็ได้มั้ง” จินยองออกความเห็น แบมแบมคิ้วขมวด

“มันก็ดีที่จะใช้ตู้ซ่อนรถ แต่โรงงานมีคนเยอะ ถ้าคนเยอะพวกกัดก็เยอะนะครับ”

“อ่า..จริงอย่างที่พี่หมอว่านะ” วีพยักหน้าเห็นด้วย

“แล้วจะเอารถไปไว้ไหน” จินยองโยนปัญหากลับมาหาหมอ แบมแบมมองไปรอบๆ แล้วหยุดที่รถคันหนึ่งอยู่ครู่

“สุสานรถ..แถวนี้มีสุสานรถไม่ใช่เหรอครับ”

“เอ้อจริงด้วย! เราเอาไปไว้สุสานรถก็ได้นี่นา ไม่มีใครไปที่นั่นหรอก” ฮันบินเห็นด้วย

“มันไกลอยู่เหมือนกันนะ เราจะไปกันหมดนี่หรือว่าจะแยกกัน” จินยองมองหน้าเรียงคน

“หรือไม่เราก็ทิ้งมันไว้แบบนี้ ไม่มีกุญแจรถก็ไปไม่ได้” วีคิดว่าไปสุสานรถคงจะเสียเวลามาก

“ดูดน้ำมันออกให้หมดเลยด้วยดีไหมครับ” ยูคยอมว่าการทำให้มันใช้ไม่ได้น่าจะดีกว่านะ

“ถ้าอย่างนั้นจอดไว้ที่นี่ก็แล้วกันครับ แค่เอาน้ำมันออกน่าจะพอ” แบมแบมเอ่ยกับจินยอง ไม่ควรเสียเวลาไปมา

“แกสองคนจัดการ” จินยองชี้ฮันบินและวี ก่อนจะเดินไปนั่งบนบาทวิถี ล้วงซองบุหรี่ออกจากกระเป๋ากางเกงยีนพร้อมไฟแช็กมาจุดสูบ

“บุหรี่ไม่ดีต่อสุขภาพนะ มันจะทำให้คุณเป็นโรคปอด ถุงลมโป่งพองและก็มะเร็ง” คุณหมอยืนพูดอยู่ห่างๆ จินยองชูนิ้วกลางใส่หมอแล้วหัวเราะเมื่อหมอด่าฟัคกลับมา

ยูคยอมและชยอนูไปช่วยฮันบินและวีหาถังแกลลอนกับสายยางสำหรับดูดน้ำมัน เยรินเดินมายืนใกล้จินยอง ล้วงเอาขวดรูปร่างแบนขนาดเล็กที่บรรจุน้ำสีอำพันจากกระเป๋ากางเกงขาสั้นออกมาดื่ม

“ไม่ต้องว่ามัน เห็นอย่างนี้มันแดกมาตั้งแต่สิบสี่แล้ว” จินยองเอ่ยดักคอก่อนหมอจะร่ายยาวเรื่องโทษของเหล้าให้เยรินฟัง

“ดื่มตั้งแต่อายุน้อยมันไม่ดีนะเยริน” หมออดไม่ได้ เยรินอายุมากกว่ายูคยอมปีเดียวเองนะ

“ให้หนูดื่มเถอะค่ะพี่หมอ โรคระบาดอย่างนี้จะรอดจนดื่มได้อีกสักกี่วัน เนอะพี่จินยอง”

“อือ แดกๆ ไปเหอะ” จินยองโบกมืออนุญาตอย่างไม่ใส่ใจ

“คิก..พี่หมอเอาหน่อยไหมคะ” เยรินยื่นให้ แบมแบมส่ายหน้า

“อย่าบอกว่างดเหล้า เป็นผู้ชายทั้งทีไม่ดื่มนี่ไม่เชื่อนะ” จินยองพ่นควันไปทางแบมแบม หัวเราะชอบใจเมื่อหมอด่ากลับเสียงหลง

“ดื่ม แค่ตอนนี้ไม่มีอารมณ์”

แบมแบมเดินหนีทั้งสองคนไปอยู่ไกลๆ เดินไปได้ไม่นานก็ต้องชะงัก ตากลมเบิกกว้างเมื่อเห็นรถที่คุ้นตาจอดอยู่

หมอหนุ่มวิ่งไปเกาะรถยนต์ยี่ห้อและสีเดียวกับรถของสามี รีบก้มมองทะเบียนรถด้วยใจเต้นรัวเพราะความตื่นเต้น

รถของมาร์คนี่

รถมาร์ค..มาร์คมาแถวนี้จริงๆ ด้วย!

ความยินดีไหลอาบไปทั่วทั้งหัวใจ ในที่สุดเขาก็ตามทัน เขาหาเจอแล้ว แต่มาร์คอยู่ไหนล่ะ ลูกอยู่ที่ไหน!

แบมแบมน้ำตาคลอ สองมือยกขึ้นปิดปาก ขาเรียวก้าวถอยแล้วหมุนกายก้าวเร็วๆ กลับไปหาจินยอง

“ฉันเจอรถของมาร์คแล้วจินยอง!” แบมแบมยิ้มกว้าง ตะโกนบอกจินยอง ร่างบางสะดุ้งเฮือกหันมองคนที่วิ่งมาหา

“ว่าไงนะ”

“ฉันเจอรถมาร์ค มันอยู่นั่น!” แบมแบมร้องบอกอย่างตื่นเต้นแล้วชี้ไปทางทิศที่รถมาร์คจอดอยู่

“เฮ้ย! จริงน่ะ!” จินยองลุกพรวด ชะเง้อไปทางมือหมอชี้ทั้งที่ลืมไปว่าไม่เคยเห็นรถสามีหมอมาก่อน

“จริงๆ ทะเบียนรถก็ตรงกัน ลูกฉันอยู่แถวนี้!” แบมแบมกรีดร้องแล้วกระโดดกอดจินยองเต็มรักจนร่างบางพอกันเซไปทางด้านหลัง เยรินผวาเอามือไปรองรับเผื่อหงายล้มกันทั้งคู่

“เออๆ ดีใจด้วย โชคดีมากนะ บอกแล้วว่าต้องตามทัน”  จินยองดีใจไปด้วยจริงๆ แบมแบมเช็ดน้ำตากับเสื้อจินยองแล้วผละออก ยิ้มกว้าง

“เราต้องหาพวกเขาให้เจอก่อนจะพวกเขาจะไปที่ไหนอีก” แบมแบมเขย่ามือจินยอง ท่าทางดีใจมากจริงๆ

“เออรู้แล้วๆ ใจเย็นก่อน รอไอ้พวกนั้นจัดการรถแป๊บนึงแล้วเราไปกันเลย นึกไว้สิว่าจะไปหาตรงไหนก่อน” จินยองมองหาเด็กๆ เห็นยูคยอมและวีหาถังแกลลอนมาได้แล้ว แต่ฮันบินและชยอนูไม่รู้ไปไหน

“พี่บอกว่าเขามีคนเยอะ เขาคงไม่ไปไกลๆ หรอก” เยรินช่วยคิด พลอยตื่นเต้นไปด้วยที่หมอรู้ความคืบหน้าของครอบครัว อาจจะหาได้เจอเร็วกว่าที่คิดอีกนะ

“นั่นสิ จะไปหลบอยู่ที่ไหนกันนะ” แบมแบมมองไปรอบๆ อีกครั้ง แต่ทุกที่ก็ดูว่างเปล่าเหลือเกิน อย่าว่าแต่ไม่น่าจะมีคนรอดชีวิตเลย กระทั่งพวกกัดยังไม่มีเลย

แต่ถ้าจะหลบซ่อนตัวก็ต้องหลบกันเงียบๆ ล่ะนะ ต่อให้ต้องหาทุกตึกแถวนี้แบมแบมก็จะทำ จะหาให้เจอให้ได้เลย

“ค่อยๆ คิดไปไม่ต้องรีบ ถ้าคราวนี้คลาดกันอีกก็ซวยเกินไปแล้ว” จินยองตบบ่าหมอแล้วเดินไปหาวีกับยูคยอม บอกข่าวดีเรื่องครอบครัวของหมอ

เยรินดีดเถ้าบุหรี่ลงพื้นแล้วเดินเล่นฆ่าเวลา ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นป้ายโฆษณาคอนโดหรูราคาแสนแพงที่ชาตินี้ไม่มีปัญญาซื้อ

“ไหนๆ โลกก็เปลี่ยนไปแล้ว เข้าไปนอนฟรีได้ไหมวะ” เยรินจี้บุหรี่ลงบนป้ายโฆษณาก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอหมุนกายกลับไปหาพี่หมอ

“พี่หมอๆ”

“อะไรเหรอเยริน” แบมแบมเงยหน้าจากแผนที่ กำลังคิดว่าจะเริ่มหาลูกจากตรงไหนก่อนดี

“นั่นน่ะค่ะลองไปดูกันไหม มันอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลมากนะ” เยรินชี้ไปยังป้ายโฆษณาที่ยืนดูเมื่อกี้ แบมแบมมองตามมือของเธอ

“คอนโดเหรอ”

“อื้อ คอนโดสร้างใหม่ พี่ว่าเป็นไปได้ไหมว่าครอบครัวพี่อาจจะไปหลบที่นั่นก็ได้ มันน่าอยู่ที่สุดแล้วอ่ะ เป็นหนูนะหนูก็ไป อยากนอนไอ้ห้องหรูๆ แบบนั้นบ้าง” เยรินพยักหน้าหงึก แม้บ้านของพี่จินยองจะกว้างขวางอยู่สบายแต่มันก็คนละแบบกับคอนโดแบบนั้นนะ

“ไม่รู้สิ..แต่เราลองไปดูกันก่อนก็ได้จ้ะ ถ้าไม่เจอเราก็อาศัยนอนที่นั่นได้นะ” แบมแบมตามใจเยริน ในเมื่อไม่รู้จะเริ่มที่ไหนก่อนก็ไปเริ่มที่คอนโดนั้นก็ได้ ถ้าไม่เจอค่อยหาที่ตึกอื่น

แบมแบมได้แต่ภาวนาว่ามาร์คอย่าเพิ่งพาลูกย้ายที่ไปไหนไกลเลย

 

 

 

“หาสัญญาณเจอแล้ว!” ชางวุคกำมือแล้วร้องเยส ทุกคนในห้องหันมาสนใจเขา ตื่นเต้นไปด้วย

“เจอแล้วเหรอ ช่องอะไร” ฮยอนจินเงยหน้าจากหนังสือมองหน้าจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่มีภาพขึ้นสักที

“สัญญาณดาวเทียมน่ะครับ มันรับได้แต่สถานีของต่างประเทศนะ นี่ช่องของจีน”

ชางวุคนั่งลงกับพื้นเงยหน้ามองจอ ทุกคนต่างมานั่งรวมกันตรงโซฟาเพื่อดูโทรทัศน์ด้วยกัน

ภายในจอขนาดใหญ่กำลังแสดงภาพของนักข่าวสาวสวมแว่นสายตาที่กำลังนั่งพูดอยู่ที่โต๊ะข่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สลับกับมีภาพเหตุการณ์ของผู้ติดเชื้อแทรกขึ้นมา

คนที่ฟังภาษาจีนออกอย่างไอรีนและอเล็กซิสหน้าซีด มองหน้ากัน ดาฮยอนเขย่าแขนน้องสาวแรงๆ

“เขาพูดอะไรเหรออเล็กซ์ แปลให้ฟังหน่อย”

ชางวุคคลานมานั่งข้างโซฟาเดี่ยวที่ภรรยานั่งอยู่ เงยหน้าถามเธอ

“นักข่าวเขาพูดว่าอะไรเหรอคุณ”

อาหลานบ้านต้วนที่รู้ภาษาจีนเอาแต่มองไปที่ทีวี ฟังการรายงานจนจบแล้วถึงจะเอ่ยขึ้น

“นักข่าวรายงานว่าตอนนี้สถานการณ์การระบาดในจีนแย่ลงมาก ยังไม่สามารถควบคุมได้ และตอนนี้เอเชียก็ติดเชื้อไปค่อนทวีปแล้ว ไม่ใช่แค่จีน ทุกที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แย่มาก แทบจะปิดตายประเทศแล้ว บ้านเราขึ้นเป็นพื้นที่อันตรายแห่งใหม่จากองค์การอนามัยโลกแล้วค่ะ ประเทศแถบอเมริกา อัฟริกาและยุโรปยังรอดอยู่แต่เขาไม่อนุญาตให้อพยพ ไม่ให้เครื่องบินจากประเทศในเอเชียลงจอดที่สนามบิน ประชากรที่เป็นชาวเอเชียและมาจากพื้นที่กลุ่มเสี่ยงถูกกักตัว ทั้งยังไม่มีรายงานจากประเทศมหาอำนาจที่ไหนตอบรับที่จะส่งคนมาช่วยเหลือเพราะเป็นเชื้อโรคร้ายแรงมาก ประเทศจีนก็เหลือพื้นที่ที่ควบคุมได้แค่ไม่กี่มณฑล และไม่อนุญาตให้คนจากประเทศที่มีการระบาดข้ามชายแดน น่านน้ำก็ไม่ให้มีการล่วงล้ำ ประเทศในเอเชียที่ยังไม่มีรายงานว่ามีผู้ติดเชื้อก็สั่งปิดประเทศเพื่อป้องกันเชื้อแล้วเช่นกัน..

ไอรีนเอ่ยสิ่งที่รับรู้ออกมา ทุกคนต่างเงียบกริบ อึ้งกันไปหมด

“นั่นเท่ากับว่า..เราไม่มีที่ไป ประเทศไหนที่ติดเชื้อก็ต้องควบคุมดูแลกันเอง เชื้อโรคมันระบาดไปรวดเร็วมากเพราะมันเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อจากการกัดของผู้มีเชื้อโดยตรง” อเล็กซิสเอ่ยเสริมอาสาว กอดน้องชายไว้แน่น เธอเองก็กำลังช็อกที่เหตุการณ์นรกไม่ได้เกิดที่บ้านเธอที่เดียว

“อะไรกัน! ไอ้พวกปิดประเทศมันก็อยู่กันสบายเลยสินะ ทีเรื่องการเมืองและเรื่องนิวเคลียร์นี่แส่มายุ่งจัง ทีเรื่องอย่างนี้กลับไม่ช่วย กะจะให้เราถูกลบออกจากแผนที่โลกเลยหรือไง”

ซองจินเอ่ยออกมาอย่างโมโห ฮยอนจินกัดเล็บด้วยความกังวล

“ตะ..แต่เราอาจจะมีทางรอดนะคะ มันระบาดได้ก็ต้องหยุดได้นี่นา เราต้องทำยาต้านได้แน่”

ดาฮยอนเอ่ยอย่างมีความหวังว่าต้องมียาแก้

“แต่กว่าจะทำยาได้คนก็หมดประเทศพอดี” ฮยอนจินเอ่ยตัดความหวังลูกสาว ดาฮยอนหน้าเสีย

“แม่ทำได้!” ออสตินที่นั่งเงียบฟังมาสักพักโพล่งขึ้น ทุกสายตาหันมามองเขา

“จริงๆ นะครับ แม่เก่งมากๆ เลยนะ แม่เคยไปเรียนเมืองนอกด้วย แม่บอกว่าครูของแม่อยากให้เป็นหมอที่เมืองนอกด้วยล่ะ ใช่มั้ยพี่ เนอะ” ออสตินเขย่าแขนพี่สาวเพื่อให้เธอบอกว่าเห็นด้วยกับเขา

 “นั่นสินะ แม่ออสตินอาจจะทำได้ก็ได้นะ” ชางวุคยิ้มเจื่อน ยังกังวลอยู่ แต่พอนึกถึงพี่สะใภ้ของภรรยาก็เกิดมีต้นอ่อนเล็กๆ ของความหวังเกิดขึ้นในใจ

การอยู่อย่างมีความหวังมันก็ดีกว่าไม่มีไม่ใช่เหรอ

“หึ..นายดูจะเชื่อมั่นจังเลยนะว่าแม่นายทำได้”  ซองจินค่อนขอด นี่ยังไม่อยากจะพูดมากกว่านี้ว่าอาแบมแบมวิเศษมาจากไหนกันถึงจะทำยาต้านเชื้อโรคบ้าๆ นี่ได้

เขาอดหงุดหงิดไม่ได้ที่เห็นรอยยิ้มและความหวังของออสติน เด็กนี่ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลยว่าโลกเรากำลังแย่มากแค่ไหน อาแบมแบมไม่ใช่อัจฉริยะสักหน่อย

“ถ้าแม่ได้ลองดูแม่อาจจะทำได้ก็ได้” อเล็กซิสไม่สนใจซองจิน เอ่ยกับน้องชายพลางลูบผมเขาเบาๆ

“อนาคตมันอาจจะระบาดไปทั่วโลกก็ได้นะ ไม่มีอะไรแน่นอนหรอก ต่อให้ป้องกันมากแค่ไหนก็เถอะ”

ไอรีนถอนหายใจ รู้สึกทดท้อใจเหลือเกิน ชางวุคจับมือเธอไว้ ให้กำลังใจกัน

 

 

 

 “มีคนมาก่อนเราแล้ว” จินยองที่สะพายปืนเดินนำหน้าหยุดเดินครู่หนึ่งก่อนจะใช้เท้าเขี่ยผู้ติดเชื้อที่นอนตายรอบสอง

“มีคนรอดชีวิตจริงๆ อาจเป็นบ้านพี่หมอก็ได้” ชยอนูออกความเห็น แม้จะยังเจ็บแผลอยู่นิดๆ และขยับตัวมากๆ ไม่ได้แต่ฝีมือการใช้ปืนก็เป็นรองแค่วี เขาสามารถช่วยได้ถ้าต้องเจอผู้ติดเชื้อ

“ถ้าใช่ก็ดีนะครับ” ยูคยอมเอ่ยอย่างมีหวัง เขาสะพายดาบที่ได้มาจากจินยองครั้งแรก และมีปืนที่ใช้ได้ถนัดมือกว่าอีกกระบอกใส่ในซองปืนข้างเอว

ใบหน้าหล่อเหลาของยูคยอมเหลือรอยช้ำนิดๆ และบาดแผลที่แห้งแล้วและกำลังตกสะเก็ด อาการบอบช้ำก็ดีขึ้นมากจนเกือบจะปกติดี พี่หมอเลยสอนให้ใช้อาวุธไว้บ้างจะได้ช่วยเหลือตนเองได้

“ใช่ไม่ใช่ก็ต้องหาดู” จินยองมองไปทางแบมแบมที่ก้มมองผู้ติดเชื้ออยู่

“ได้อะไรเพิ่มเหรอแก”

“ฉันแค่ดูความแตกต่างของศพพวกนี้น่ะ ไม่มีอะไร ไปต่อเถอะ”

แบมแบมยิ้มให้จินยอง เร่งฝีเท้าเดินข้างกัน ทั้งกลุ่มคอยระแวดระวังเผื่อเจอพวกกัด

“สูงจัง น่าจะเกินยี่สิบชั้นแน่” ฮันบินเงยหน้ามองตึกสูง เยรินก้มมองผู้ติดเชื้อที่นอนตายกันเกลื่อน วีลองนับเล่นๆ

“แปดคน ตลอดทางกว่าจะมาถึงนี่ก็เจอหลายศพ คนที่มาก่อนเราน่าจะเก่งเหมือนกันนะ”

“ผู้ติดเชื้อที่เราเจอศพมาตลอดทางกับหน้าคอนโดนี่มาจากฝีมือของคนกลุ่มเดียวกัน ที่หัวมีแต่รอยมีดกับรอยซึ่งน่าจะเป็นของมีคมขนาดเล็กเพราะความกว้างของแผลเล็กมาก อาจจะเป็นไขควงก็ได้หรือไม่ก็เครื่องมืออะไรสักอย่าง และมีรอยจากการถูกของหนักๆ กระแทก สำหรับคนที่ไม่มีอาวุธครบมืออย่างเราก็ถือว่าเก่ง” คุณหมอบอกสาเหตุการตายครั้งที่สองของผู้ติดเชื้อกับทุกคน จินยองยกยิ้มมุมปาก

“เล่นเป็นคุณหมอในหนังสืบสวนอยู่เหรอ”

“แก้เครียด ไปสำรวจตึกหาทางเข้ากันเถอะ” แบมแบมอมยิ้ม แตะมือบนอกจินยอง ตีเบาๆ แล้วเดินผละไป จินยองยกขาเตะก้นหมออย่างหมั่นไส้

พอได้เบาะแสของลูกแล้วนี่ทำหน้าตาระรื่นเชียวนะ

“มีลานจอดรถใต้ดินด้วยครับ!” ยูคยอมที่เดินไปดูด้านหลังกับชยอนูมาตะโกนบอกทุกคน คนที่เหลือจึงเดินตามเขาไป

 “ประตูนี้เปิดได้นี่นา” เยรินเปิดประตูเล็กข้างประตูทางเข้าของคอนโดที่ทุกคนไปออกันอยู่ แบมแบมรีบเดินมาหาเธอ

“ลองขึ้นไปดูกันเถอะ”

“ตึกหลายชั้นแบบนี้จะหาหมดทุกชั้นเลยหรือไง เดินเหนื่อยตาย” จินยองหยิบน้ำในกระเป๋าออกมาดื่มแล้วส่งให้คนอื่นดื่มบ้าง

“เราหาแค่ห้าชั้นแรกก่อนก็แล้วกันครับ” แบมแบมจำกัดการค้นหาพลางส่ายหน้าปฏิเสธน้ำจากยูคยอมแล้วให้เขาดื่มไปก่อนเลย

“ถึงจะมีคนอยู่แต่อาจไม่ใช่ลูกแกก็ได้นะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็หามันไปทุกชั้นจนกว่าจะเจอ ไม่เจอก็ไปหาตึกใหม่ ยังไงก็ต้องเจอ” แบมแบมพูดจบก็วิ่งขึ้นบันไดไปก่อน จินยองส่ายหน้า ระอา ก่อนจะวิ่งตามไป

พอมาถึงชั้นแรกของคอนโดก็พบว่ามันเป็นเพียงล็อบบี้ ฟิตเนส สปา ห้องซักรีด และห้องอาหารเท่านั้น

“ถ้าอย่างนั้นแยกกันหา ชั้นแรกก็เป็นแค่ล็อบบี้ เราต้องเริ่มหาจากชั้นสองไปเลย แก ฉัน และยูคยอมหาชั้นสอง เยรินและชยอนูไปชั้นสาม วีกับฮันบินไปชั้นสี่ ใครเจอห้องไหนที่น่าจะมีคนอยู่ก่อนอย่าเพิ่งผลีผลามเรียกคนที่อยู่ในห้อง อีกสิบนาทีเราลงมาเจอกันที่ล็อบบี้แล้วเราจะไปห้องที่มีคนอยู่พร้อมกัน”

จินยองแบ่งคนให้ไปชั้นละสองคนเพื่อให้คอยช่วยกันระวังความปลอดภัย

“ถ้าเราจะนอนที่นี่คืนนี้เราลงมาหาของกินในห้องอาหารขึ้นไปกินได้ไหม” วีถามจินยองขณะเดินขึ้นบันไดไปด้วยกัน

“แกเห็นเหรอว่ามันมีของกิน”

“มีซี่ มีตั้งเยอะ ห้องเย็นเก็บเนื้อก็มี” วีแอบไปสำรวจมานิดหน่อย

“มันไม่เน่าไปแล้วเหรอ แล้วมันยังไม่เปิดให้คนเข้าพักจะมีของกินได้ไงวะ” จินยองสงสัย วีหัวเราะ

“ไม่รู้ อาจจะเตรียมไว้สำหรับคนที่จะเข้าพักก็ได้ จากป้ายโฆษณามันให้เข้าพักหลังเกิดเรื่องไม่กี่วันเอง มันก็ต้องเตรียมนั่นนี่ให้พร้อมสิ”

“อยากกินอะไรค่อยลงไปเอา” จินยองไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว

 

 

“พี่ชยอนู! มานี่เร็ว มานี่ๆ” เยรินที่วิ่งไปสุดทางเดินวิ่งกลับมาหาคนที่เดินมาถึงแค่กลางทางของชั้นสาม

“อะไรวะ”

“ห้องนั้นน่ะ ห้องสุดท้ายมันเย็นผิดปกติ น่าจะมีคนอยู่ มีแสงสลัวโผล่ออกมานิดนึงด้วย ไปดูสิ”

เยรินกระตุกชายเสื้อร่างสูงแรงๆ ชยอนูรีบเดินตามเยรินไปดู

“เออจริงด้วย” ชยอนูกระซิบกับเยรินเบาๆ เมื่อรู้สึกได้ถึงไอเย็นจากอีกด้านของประตูที่ลอดออกมา มีแสงไฟด้วยแม้จะแค่นิดเดียวก็ตาม ชายหนุ่มลุกจากท่าคุกเข่าขึ้นยืนเต็มความสูง

“ลงไปรอคนอื่นๆ ข้างล่างเถอะ”

“พี่ว่าเราจะโชคดีเจอครอบครัวพี่หมอไหม”

“ไม่รู้สิ แต่พี่อยากให้เขาได้เจอกัน” ชยอนูยิ้มให้เยริน ยังไงเขาก็อยากให้คนที่ช่วยชีวิตเขาไว้ได้เจอครอบครัวนะ หมอควรจะได้เจอ

 

 

 

“ห้องนี้เหรอ” แบมแบมวางมือทาบลงกับประตู หันมองชยอนูและเยริน ทั้งสองคนพยักหน้า

“ให้ฉันกดเรียกเองดีกว่า” จินยองดันแบมแบมให้ถอยไป ลังเลว่าจะกดออดหรือวิดีโอดอร์แล้วก็ตัดสินใจกดออด

เสียงออดทำให้ทุกคนในห้องตื่นตัว ทุกสายตามองไปยังประตูก่อนอเล็กซิสจะรีบลุกขึ้นเพื่อไปเปิดประตู

“เดี๋ยวก่อนอเล็กซิส หนูไม่ควรรีบเปิดก่อนจะแน่ใจอะไรนะ” ชางวุคจับแขนหลานสาวไว้ อเล็กซิสหันไปมองอาด้วยสายตาไม่เข้าใจ

“ทำไมล่ะคะ พ่อต้องกลับมาแล้วแน่ๆ จะเป็นใครถ้าไม่ใช่พ่อกับทุกคนกลับมาแล้ว”

“แต่นี่จะไม่เร็วไปเหรอ พวกเขาไปห้างที่ห่างจากที่นี่ตั้งสองกิโล กว่าจะไปกว่าจะกลับต้องนานกว่านี้นะลูก เพราะพวกเขารีบร้อนไม่ได้ ต้องค่อยๆ ไปและระวังผู้ติดเชื้อด้วยนะ มันต้องใช้เวลานานกว่าตอนที่โลกปกติมากนะอเล็กซ์”

คำพูดของชางวุคทำให้คนอื่นๆ คิดตามและก็เห็นด้วย

“ถ้ามันเป็นคนไม่ดีล่ะอเล็กซิส แกเปิดไปเราไม่ตายกันหมดเหรอ อาวุธอะไรก็ไม่มี” ฮยอนจินตำหนิ แต่หลานสาวไม่สนใจ อเล็กซิสมองหน้าอาชางวุคสลับกับประตู

“แต่..แต่ถ้าไม่ใช่พ่อแล้วจะเป็นใครล่ะคะ ต่อให้เป็นคนอื่นที่คิดจะมาพักที่นี่เหมือนกันมันก็มีห้องอื่นและชั้นอื่นให้เลือกอยู่อีกตั้งเยอะแยะ ไม่จำเป็นเลยที่ต้องมาห้องเรา และการที่เขากดออดต้องหมายความว่ารู้ว่าห้องนี้มีคนอยู่ ต้องเป็นพ่อแน่ๆ”

อเล็กซิสบิดแขนออกจากมืออาแล้ววิ่งไปเปิดประตูก่อนที่อาหนุ่มจะห้ามทัน

“พ่อคะ!” อเล็กซิสส่งเสียงเรียกออกไปขณะเปิดประตูออกกว้าง

เสียงหวานใสที่แบมแบมจำได้ขึ้นใจลอยเข้าหู ร่างบางรีบเดินไปหน้าประตูก่อนใบหน้าที่แสนคิดถึงจะปรากฏต่อสายตา

อเล็กซิสไม่ได้เห็นพ่ออย่างที่คิดไว้แต่มันเป็นความรู้สึกที่ดีไม่น้อยไปกว่ากัน ดวงตาคมสวยเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าใครมา

“แม่..

แบมแบมเซไปเล็กน้อยเมื่อถูกโถมกอดจากร่างเล็กๆ วงแขนเรียวโอบกอดลูกสาวไว้ ไม่คาดคิดว่าจะโชคดีเจอลูกในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้ ไม่เคยคิดเลย..

“ที่รักของแม่”

“ฮึก..แม่มาแล้ว..แม่ยังไม่ตายจริงๆ ด้วย” อเล็กซิสซบหน้ากับบ่าแม่ กอดด้วยความคิดถึง

“แม่!” ออสตินที่ได้ยินเสียงพี่สาวเรียกแม่จึงวิ่งมาหาอีกคน พอเห็นว่าแม่มาก็โผเข้ากอดทันที

ออสติน!แบมแบมย่อกายลงเพื่อกอดลูกชายและดึงเล็กซิสให้นั่งลงเพื่อให้แม่กอดพร้อมๆ กัน  

เป็นไงบ้าง..แม่คิดถึงมากเลย..ฮึก..คิดถึงจะตายอยู่แล้ว

แบมแบมร้องไห้ออกมาด้วยความโล่งใจ ดีใจ และปิติยินดีที่ได้เจอลูกอีกครั้ง สองแขนของแม่กอดลูกแนบอก กอดให้สมกับความเป็นห่วงและความคิดถึง

เด็กๆ ร้องไห้โฮด้วยความคิดถึงและดีใจมากเช่นกัน กอดแม่ไว้แน่นเหมือนกลัวว่าแม่จะหายไปอีก แบมแบมหอมลูกทั้งสองหลายครั้งให้ชื่นใจ

แบมแบมไม่อยากจะเชื่อว่าจู่ๆ จะได้เจอกันอีก แบมแบมไม่เคยหมดหวังแต่ความหวังมันก็ริบหรี่ลงทุกที

คุณหมอซบหน้ากับผมลูกชายและจูบหน้าผากของลูกสาวอีกทีก่อนจะปล่อยให้พวกแกเป็นอิสระ

“แม่ตามหาพวกหนูไปทุกที่ที่คิดว่าจะไปแต่เราก็คลาดกันทุกทีเลย” แบมแบมแตะแก้มลูกทั้งสอง มองให้หายคิดถึง มองให้ตัวเองเลิกคิดว่าฝันไป นี่คือความจริง ลูกอยู่ตรงหน้าเขาแล้วจริงๆ

“พี่แบม” ไอรีนยกมือปิดปาก น้ำตาคลอ ดีใจที่พี่สะใภ้ยังไม่ตาย แบมแบมลุกขึ้นยืนแล้วอ้าแขนให้เธอเข้าสู่อ้อมกอด

“ดีใจจังเลยค่ะที่พี่ปลอดภัย” ไอรีนปลื้มใจจริงๆ ถ้าพี่มาร์ครู้คงดีใจ

“เหมือนกัน พี่ดีใจนะที่ได้เจอเธออีก” แบมแบมกอดไอรีนแล้วส่งยิ้มให้ชางวุคที่ค้อมหัวทักทายด้วยรอยยิ้มเช่นกัน

“แม่คะ” อเล็กซิสกอดแขนแม่เมื่อแม่ปล่อยอาไอรีนแล้ว แบมแบมมองหน้าลูกสาว

“มีอะไรเหรอจ๊ะ”

“แม่มากับใครเหรอคะ เพื่อนแม่หรือเปล่า” อเล็กซิสมองไปยังกลุ่มคนที่ยังยืนอยู่หน้าห้อง

“อ่อ นี่เพื่อนแม่เองจ้ะ เราเจอกันกลางทาง พวกเขาช่วยชีวิตแม่ไว้” แบมแบมต้อนเด็กๆ เข้าห้องแล้วให้พวกจินยองเดินเข้ามาเพื่อจะได้ปิดประตู

สองพี่น้องต้วนและคนอื่นในครอบครัวมองไปทางกลุ่มคนที่เพิ่งเดินเข้ามา นำหน้าด้วยร่างสูงโปร่ง ใบหน้านั้นทั้งหล่อและสวยผสมกันอย่างลงตัว

“ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยแม่ไว้” อเล็กซิสโค้งให้ทุกคน จินยองเป็นตัวแทนโบกมือไปมาว่าไม่เป็นไร

“เราต่างคนต่างช่วยกันน่ะ”

“ออสติน อเล็กซิส ทักทายพี่ๆ เขาสิ นี่ลุง..โอ๊ย!” แบมแบมร้องเสียงหลงเมื่อถูกจินยองฟาดเข้าที่ไหล่อย่างแรง ครอบครัวต้วนสะดุ้งตามเลย

“พี่ก็พอ”

“ห๊ะ คุณแก่กว่าฉันนะ”

“พี่โว้ย” จินยองถลึงตาใส่แบมแบม หมอหน่ายใจก่อนจะพยักหน้าเออออ

“อือ พี่ก็พี่ นี่พี่จินยอง พี่ชยอนู พี่เยริน พี่ฮันบิน พี่วี และก็พี่ยูคยอม คนนี้อายุมากกว่าอเล็กซ์ของแม่แค่สามปีเอง แม่เจอเขาก่อนกลุ่มพี่จินยอง แม่ช่วยเขาไว้ เขาก็ช่วยแม่เหมือนกัน และแม่รับเขาเป็นลูกบุญธรรมด้วยเพราะพ่อแม่พี่เขาไม่อยู่แล้ว เราสองคนก็สนิทกับพี่เขาไว้ล่ะ”

 แบมแบมแนะนำเรียงคนให้ทุกคนในครอบครัวรู้จักกลุ่มใหม่ของเขา ออสตินและอเล็กซิสโค้งให้ทุกคน ผู้ร่วมเดินทางของแบมแบมยิ้มเอ็นดูเด็กทั้งสองคน

 “แม่จะไม่ไปไหนอีกแล้วใช่ไหมครับออสตินเงยหน้าถามแม่เบาๆ กอดเอวแม่ไม่ยอมไปไหน แบมแบมพยักหน้าให้ออสติน หยิกแก้มนุ่มของลูกชายด้วยความเอ็นดู

“ไม่ไปไหนแล้วครับ แม่จะอยู่กับออสตินตลอดเลยนะ”

“งื้อ” พ่อหนูน้อยซุกกอดแม่ ดีใจที่จะไม่ต้องจากกันไปไหนอีกแล้ว จินยองมองเด็กชายหน้าตาดีท่าทางออดอ้อนแล้วก็นึกถึงลูกสาวขึ้นมา

ถ้าแฮยองยังอยู่ก็คงมีเพื่อนเล่นนะ และการอยู่ต่อไปในโลกบ้าๆ นี่ก็คงไม่น่ากลัวจนเกินไป แต่น่าเสียดายที่แฮยองไม่โชคดีเท่าออสติน

แล้วแกจะไม่แนะนำครอบครัวแกให้พวกเรารู้จักหน่อยเหรอจินยองวางกระเป๋ากองรวมไว้ข้างชั้นวางหนังสือที่ยังว่างโล่ง บิดไหล่ไปมาคลายความเมื่อยแต่ยังสะพายดาบไว้

พอเห็นลูกพี่ทำตัวตามสบายเด็กๆ ใต้อาณัติเลยทำบ้างแต่ไม่มีใครเอาอาวุธห่างตัว ฮยอนจินและซองจินมองกลุ่มคนน่ากลัวเขม็ง ซุกกอดกันอยู่สองคนแม่ลูก ส่วนดาฮยอนมองเพื่อนใหม่ของอาสะใภ้อย่างสนใจ เพราะดูจะเก่งกันทุกคน

“นั่นพี่สะใภ้ของสามีผมเอง เธอเป็นภรรยาของพี่ชายมาร์ค ชื่อฮยอนจิน ที่กอดกันอยู่คือลูกชายชื่อซองจินน่ะ”

“แกมีสิทธิอะไรมาบอกชื่อของฉันกับลูกให้คนแปลกหน้ารู้ก่อนฉันจะอนุญาตยะ” ฮยอนจินตาขวางใส่แบมแบมทันที แม้จะเป็นสะใภ้เหมือนกันแต่เธอกับแบมแบมก็ไม่ได้สนิทสนมรักใคร่กันเหมือนที่ชางวุคเป็นกับแบมแบมหรอก เธอเกลียดขี้หน้าแบมแบมเพราะพ่อแม่ของไรอันปลื้มแบมแบมมากกว่าเธอ

แบมแบมถอนหายใจในขณะที่ทุกคนในกลุ่มใหม่ของแบมแบมเกิดความรู้สึกไม่ชอบหน้าฮยอนจินขึ้นมาตงิด เพราะจากการที่อยู่กันมาหลายวันพวกเขาต่างรู้ว่าพี่หมอเป็นคนดีน่าคบ การที่ฮยอนจินพูดจาไม่ดีกับแบมแบมทุกคนเลยรู้สึกติดลบกับฮยอนจินทันที

“พวกคุณก็จำไว้ละกันว่าอย่าไปยุ่งกับสองแม่ลูกนั่น เธอไม่ชอบผม”

ไม่ต้องให้แบมแบมบอกทุกคนก็ไม่ยุ่งกับฮยอนจินและซองจินหรอก

“นี่ไอรีน เป็นน้องสาวของสามีผม นี่ชางวุคสามีของไอรีน” แบมแบมแนะนำคู่สามีภรรยา ไอรีนมีมนุษยสัมพันธ์ดีเสมอ เธอจับมือทุกคนพร้อมยิ้มให้

“มีอะไรก็ช่วยๆ กันนะคะ ฉันยินดีช่วยพวกคุณเหมือนกัน ขอบคุณที่ช่วยพี่สะใภ้เอาไว้นะคะ”

“เช่นกันครับ” ชางวุคเองก็ยินดีที่ได้พบทุกคน

จินยองยกนิ้วโป้งให้แบมแบมเป็นการบอกว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ใช้ได้ แบมแบมอมยิ้มก่อนจะเดินไปหาดาฮยอนที่นั่งมองอยู่ วางมือลงบนบ่าแก

“ส่วนนี่ลูกสาวคนเล็กของพี่ฮยอนจินชื่อดาฮยอน แกเป็นเด็กน่ารักนะ”

“สวัสดีค่ะทุกคน” ดาฮยอนค้อมหัวทักทายด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร

“เธอล่ะคบได้หรือเปล่า คงไม่หยิ่งใส่พวกเราเหมือน..” เยรินเอ่ยกับดาฮยอนพาดพิงไปถึงมารดาของเธอ ฮยอนจินชักสีหน้าใส่เยริน เด็กสาวเบ้ปาก ไม่กลัวสักนิด

“ฉันยินดีที่ได้รู้จักทุกคนค่ะ” ดาฮยอนรู้สึกดีที่มีคนมาเพิ่ม จะได้อุ่นใจ เพราะพวกเขามีอาวุธกันด้วย

“ท้องอยู่ด้วย สามีไปไหนล่ะ” จินยองเดินมานั่งโซฟาเดียวกับดาฮยอน ถามไถ่พลางมองท้องกลมๆ

“ตายแล้วค่ะ”

“อ่อเหรอ” ดาฮยอนไม่คิดอะไรมาก เพราะเธอไม่ได้สนใจผู้ชายเลวๆ พรรค์นั้นอยู่แล้ว ตอนนี้เขาอาจจะกลายเป็นผีดิบไปแล้วจริงๆ ก็ได้

“เดี๋ยวนะ เท่าที่พี่หมอแนะนำมา ขาดพี่ชายพี่มาร์คและพี่มาร์คไปไม่ใช่เหรอ” ฮันบินมองไปรอบห้อง ไม่เห็นคนอื่นอีกเลยนะ ทุกคนก็เพิ่งสังเกตเช่นกัน

“เออ นั่นสิหมอ ผัวแกไปไหนเนี่ย” จินยองยกขาไขว่ห้าง ปลดดาบวางลงกับโต๊ะตัวเล็ก

ฮยอนจินมองอาวุธของจินยองและตัวเขาด้วยท่าทางไม่ไว้ใจ แค่ผิวขาวเนียนมีรอยสักเธอก็คิดไปแล้วว่าเขาต้องเป็นคนไม่ดีแน่ คนอื่นๆ ที่มาด้วยก็เหมือนกัน แต่ละคนต้องมีรอยสักตามร่างกายหนึ่งจุดที่ตาสามารถมองเห็นได้ ไม่รู้ว่าใต้เสื้อผ้าจะมีอีกมากน้อยแค่ไหน แบมแบมมันพาใครมา คงไม่ใช่พวกคนไม่ดีที่จะมาปล้นชิงหรือฆ่าพวกเธอหรอกนะ

“พ่อ ลุงไรอัน และก็น้าแจบอมไปหาเสบียงค่ะ” อเล็กซิสตอบให้ แบมแบมมุ่นคิ้วกับชื่อแปลกปลอม

“ใครเหรอลูกน้าแจบอมน่ะ”

 “คนที่พวกเราเจอในศูนย์อพยพค่ะ ภรรยาและลูกของน้าเขาเสียไปแล้ว เขาช่วยหนูไว้หนูเลยให้พ่อรับน้าเขาเข้ากลุ่มด้วย”

“ช่วย? หนูเป็นอะไร!” คนเป็นแม่ใจไม่ดีเมื่อได้ยินว่าเกิดเรื่องกับลูก อเล็กซิสมองอาไอรีน ไม่แน่ใจว่าควรเล่าให้แม่ฟังดีไหม อาส่ายหน้า

“เดี๋ยวหนูจะเล่าให้ฟังทีหลังนะคะ แม่กับทุกคนกินอะไรมาหรือยังคะ”

“เฮ้ๆ นี่แกคงไม่จะเอาอาหารของเราให้เพื่อนของอาแบมกินหรอกใช่ไหม”

ซองจินเอ่ยแทรกอเล็กซิส ทุกคนหันไปมองชายหนุ่ม ซองจินหน้านิ่ว กวาดสายตามองคนแปลกหน้าด้วยความไม่พอใจ

“ทำไมจะให้พวกเขากินไม่ได้”

“ลืมไปหรือไงว่าอาหารเรามีน้อยแค่ไหน แกจะเอาให้ใครก็ไม่รู้กินเนี่ยนะ”

“ไม่ใช่ใครก็ไม่รู้นะ พวกเขาช่วยแม่ฉันไว้”

“แล้วไง? อาแบมไม่ใช่แม่ฉันนี่ เพื่อนของอา อาก็หาให้พวกเขากินเองสิ เรื่องอะไรจะให้เขามากินของของเราโดยไม่ทำอะไร” ซองจินไม่ได้มีความเกรงใจแบมแบมเลยสักนิด

อเล็กซิสอารมณ์ขึ้นทันที เธอก้าวไปหาชายหนุ่ม กอดอก จิกตาใส่อย่างไม่พอใจ

“หึ..แกคงทำมากเลยสินะไอ้ซองจิน นอนกระดิกตีนอยู่ในนี้อย่างสบายทั้งที่พ่อแกลำบากออกไปหาเสบียง ตอนฆ่าผีดิบก็ไม่ช่วย ไม่ทำอะไรสักอย่างแล้วยังจะปากดี ทำเหมือนอาหารที่มีแกเป็นคนไปหามา”

“แกไม่มีสิทธิมาจิกเรียกลูกชายฉันว่าไอ้นะอเล็กซิส!” ฮยอนจินไม่พอใจผุดลุกขึ้นยืนทันที จะคว้าแขนอเล็กซิสแต่แบมแบมเอาตัวเข้ามาบังไว้ได้ทัน

“พี่ฮยอนจินจะทำอะไรลูกผม”

“จะสั่งสอนมันน่ะสิ ตอนแกไม่อยู่มันก็ทำร้ายร่างกายลูกชายฉันด้วย!

“ที่หนูกระทืบซองจินก็เพราะมันปากหมาแช่งแม่หนูว่าแม่ตายนะป้า อย่าขุดเรื่องเก่ามาพูดทั้งที่พูดความจริงไม่หมดจะดีกว่า!

“พอเถอะน่าอย่ามาทะเลาะกันต่อหน้าคนอื่นได้ไหม” ไอรีนเข้ามาแยกสองแม่ลูกทั้งของพี่ชายคนโตและคนรองออกจากกัน

“ไม่เป็นไรอเล็กซิส พี่ขอบใจหนูมากนะที่มีน้ำใจอยากจะแบ่งปัน แต่พี่ไม่รบกวนอาหารของหนูหรอก ของพวกพี่ก็มี มีเยอะด้วย ในเมื่อแยกว่าของใครของมัน ต่อไปมีอะไรเราก็ไม่ต้องแบ่งให้ฮยอนจินและซองจินด้วยใช่ไหม” จินยองพูดกับอเล็กซิสด้วยรอยยิ้ม ฮยอนจินหันขวับมาจ้องจินยองทันที

“ฉันกับลูกไม่กินของพวกแกหรอก”

“อ่าวป้า อย่ามาจิกเรียกกันแบบนี้นะโว้ย เดี๋ยวปืนลั่นโป้งป้างป้าไส้แตกขึ้นมาจะหาว่าไม่เตือนนะ”

วีสะบัดชายเสื้อคลุมไปด้านหลัง เท้าเอว ทำให้เห็นปืนที่พกไว้  ฮยอนจินอ้าปากค้าง ชี้หน้า

“แก..แกเรียกใครว่าป้าห๊ะ ฉันไม่ใช่ญาติแกนะ”

“พูดไม่รู้ฟังใช่มะ?”

“ไอ้วี” จินยองกดเสียงต่ำปราม วีแค่นหัวเราะยอมเลิกราชั่วคราว

“ไปคุยกันหน่อย” จินยองลุกขึ้นยืนแล้วดึงแขนแบมแบมไปคุยในห้องนอน เด็กๆ ของจินยองนั่งรวมกันกับพื้น ก่อนวีจะนึกขึ้นได้ว่าขอพี่จินยองไว้เรื่องห้องอาหาร

“หนูไปด้วยสิ” อเล็กซิสยกมือขอไปด้วย วีพยักหน้า

“ไปดิ ไปช่วยกันขนของ”

“ผมไปช่วยด้วยนะ” ยูคยอมไม่มีอะไรทำ วีพยักหน้าแล้วเดินนำทั้งสองออกจากห้อง

เยริน ชยอนู และฮันบินจับกลุ่มคุยกับไอรีน ชางวุค และออสติน มีคนท้องมาร่วมด้วยอีกหนึ่ง ไม่มีใครสนใจสองแม่ลูกฮยอนจินและซองจินเลยสักนิด

 

TBC.

**

เราไม่ถนัดบรรยายสถานที่ เอาไปแค่นี้ก่อนเนอะ

ตัดสินใจไม่ได้ว่าใครจะโดนกัด ขอยกไปตอนหน้า

ส่งคำตอบได้นะว่าอยากให้ใครตาย คนจะได้ลด ตอนนี้กลุ่มใหญ่มากแล้ว

© themy butter
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 158 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,523 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:43
    ผูกมิตรกันไว้ก็ดีอยู่แล้วววว ป้านี่ก็สติแตกจริงๆ
    #2,446
    0
  2. #2321 Chiracc (@Chiracc) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 16:18
    เจอกันแล้ววววว ในที่สุดดดดดด
    #2,321
    0
  3. #2187 Spices_smile (@igot7ibambam) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 12:32
    ฮืออออ ในที่สุดดด ลุ้นตัวโก่ง
    ตอนนี้เหลือเเค่ป๊ามาร์คกลับมานะ
    #2,187
    0
  4. #2119 vviiwwyy (@vviiwwyy) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 00:05
    เยสสส เจอกันสักที โอ้ยยย ลุ้นนน
    #2,119
    0
  5. #2110 LOOK_WALAK (@N_Nam0802) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 22:05
    และแล้วแบมก็เจอลูก พี่มาร์ครีบกลับมาค่ะ มากอดแบมได้แล้ว ไม่ใช่ตอนหน้าไปสู้กับผีดิบอีกล่ะ
    #2,110
    0
  6. #2033 opoceleste (@opoceleste) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 22:56

    เจอกันแล้ว เจอกันสักที

    #2,033
    0
  7. #1948 FrontHyuk (@chocolatepie) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2561 / 10:54
    แม่ลูกเจอกันแล้วฮืออออ แล้วพ่อของลูกล่ะ จะมีปฏิกิริยายังไงนะ เมื่อเจอกัน ดีใจแทน...ปล.เกลียด 2 แม่ลูก เห็นแก่ตัวนี่จริงๆ อยากจับโยนออกไปนอกระเบียงให้พวกกัด กินจริงๆ
    #1,948
    0
  8. #1916 raribb (@raribb) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 18:57
    ลุ่นจนตัวโก้งเจอกันสักทีเน้อนี้รอแจ็คแจมารวมกลุ่ม
    #1,916
    0
  9. #1700 MBAIYW (@0962106015) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 22:11
    ป้าฮยอนจินกับซองจินไปเลย ไม่มีประโยชน์ตัวถ่วงสุดๆแถมมีหน้ามาเห็นแก่ตัวอีก หมั่นไส้
    #1,700
    0
  10. #1640 markbammuay (@markbammuay) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 / 22:09
    โอยยยยยแม่ลูกเจอกันแล้ววววววววโอยยยยยจะบ้า5ตอนจาบ้าาาาาาา
    #1,640
    0
  11. #1631 mew_wwp (@mew_wwp) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 / 01:09
    เอาเด็กผีซองจินกับมนุษย์ป้าฮยอยจินละกัน ไม่มีประโยชน์สุด 555
    #1,631
    0
  12. #1559 Only We Know Untill (@369963nq) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 12:35
    ดีใจมากกกกกก อ่านแล้วลุ้นแบบ จะร้องไห้แล้ว ตื้นตันใจสุดๆ แม่ลูกเจอกันแล้ว รอพ่อน้า //อยากรู้ว่าจะบีเนียร์ยังไง 555
    #1,559
    0
  13. #1524 PaulaPum (@yukiko12) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 กันยายน 2560 / 21:25
    เขาจะเจอกันแล้ว ฮือออ ตื่นเต้น พี่มาร์ครีบมานะ!
    #1,524
    0
  14. #1425 Cake__Cake (@Cake__Cake) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 / 21:36
    จะต้องมีใครโดนกัดเหรอ. ขอเป็นฮยอนจินก่อนละกัน
    #1,425
    0
  15. #1399 wslloogpa (@wslloogpa) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 07:10
    ให้ไอสองแม่ลูกปากมากโดนกัดตายจะได้มะ รู้สึกรำมาก
    #1,399
    0
  16. #1372 zmgebob (@zmgebob) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 15:52
    ลำไยอะสองแม่ลูกคู่นี้อะ. ไรอันนี่คิดได้แล้ว แต่เมียกับลูกนี่กู่ไม่กลับมากๆเป็นภาระไม่พอยังแขวะเค้าไปทั่ว นี่เดาได้เลยว่าในอนาคตอาจจะต้องมาขอความช่วยเหลือจากแบมแน่ๆเพราะซองจินอาจจะโดนกัดเข้าสักวัน
    #1,372
    0
  17. #1131 EUNHWA_OK (@EUNHWA_OK) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 มีนาคม 2560 / 17:13
    ไม่น๊าาาาา ไม่มีใครตามแล้วได้ไหมมม

    ถ้าตายก็สองแม่ลูกนั้นแหละ
    #1,131
    0
  18. #1042 MBKY; (@withmbky) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 16:02
    แยกกันเหอะแบบนี้ ซฮงจินกับแฟนของไรอันอะ เป็นคนเห็นแก่ตัวและอ่อนแออีกต่างหาก
    คนแบบนี้จะอยู่ได้นานแต่สุดท้ายก็จะต้องตายเพราะความเห็นแก่ตัวถ้าเราช่วยเขาไว้
    ไม่มีค่าพอที่จะต้องช่วย
    แบมพาลูกไปกับพสกจินยองเถอะ ถ้ามาร์คจะต้องรักษาครอบครัวของตัวเองไว้
    แล้วจะแยกกับแบมก็แยกเลย 
    #1,042
    0
  19. #1010 N_udaen_G (@nudaeng) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2559 / 23:24
    ในที่สุด แบมก็เจอลูกแล้ววววว ดีใจอะ แต่สองแม่ลูกนั้นแบบ เหอะ! ระวังตัวไว้นะคะ
    #1,010
    0
  20. #1002 Oh Nipaporn Jong (@19940412) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2559 / 19:26
    โอ้ยยยย!! โล่งมากเลยยย อยากน้อยในสถาณการณ์ร้ายๆแบมกับลูกก็ได้เจอกันแล้ว ดีใจมากกกกกกก ตอนที่อเล็กซิสกับออสตินเจอแม่แบม โง้ย น้ำตาคลอ ที่นี้ก็เหลือแค่พอของลูกล่ะน่ะ พี่มาร์ครีบกลับมาไวๆ เมียมาแล้วววว พอตัวละครเยอะนี่รู้สึกอบอุ่นใจมากเลย ไม่อบากให้ใครโดนกัดยกเว้นสองแม่ลูกนั่น 555555 ล่ะนี้จะเป็นจุดสปาร์คบีเนียร์ไหมน่าาาา >\\\\<
    #1,002
    0
  21. #929 ❥가인♪ (@ritjang-zizi) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 / 22:25
    ฮยอนจินน อีมนุษย์ป้า อีบ้าาา 5555 ถ้าโลกนี้มีผู้ชายแบบจินซองมาจีบนี่บอกเลยค่ะว่ายอมนก ยอมขึ้นคานทองตลอดชีวิต ไปตายซะไป โอ้ยยยยย
    #929
    0
  22. #901 NumYoungjae (@NumloveBamBam) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 / 07:42
    อยากให้อิมนุษย์ป้าฮยอนจินโดนกัด แล้วก็-ซองงจินด้วยยย อ้ากกกกก!!(อินไปมั้ย555)
    #901
    0
  23. #787 TimeQKung (@timesecond) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2559 / 12:47
    รอมาร์คมาา
    #787
    0
  24. #764 Saowaluk0711 (@Saowaluk0711) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2559 / 10:43
    ในที่สุดก็หาเจอ เดี๋ยวพี่มาร์คก็มานะ ได้เจอกันแน่ๆ เราลุ้นตามมม
    ปล.อยากรู้จังว่าอะไรที่ทำให้มาร์คกับแบมกลายมาเป็นคนที่เย็นชาจนถึงกับจะหย่ากัน อ่านๆมาแบบ เค้าดูรักกันมากเลย
    #764
    0
  25. #645 chzckhnp (@chzckhnp) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2559 / 12:47
    ดีใจนะที่ได้เจอกันแล้ว แบมแบมได้เจอลูกแล้ว เหลือพ่อของลูกเนอะ ฮือปริ่ม ;-; ส่วนเรื่องที่อยากให้ใครโดนกัด ขอเป็นสองแม่ลูก-ได้มั้ยคะ คนอื่นอย่าเลยนะ ;-; ต้องช่วยประคับประคองกันไปให้รอด หรือถ้ากลุ่มใหญ่ไปอย่างมากก็แค่แยกกลุ่มกัน อย่าให้โดนกัดเลยนะ ;-;
    #645
    0