69 (yaoi)

  • 99% Rating

  • 10 Vote(s)

  • 102,544 Views

  • 1,722 Comments

  • 3,477 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    226

    Overall
    102,544

ตอนที่ 5 : เส้นทางของเกล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5974
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 71 ครั้ง
    5 มี.ค. 58


บรรยากาศตอนนี้ยังกับวันสิ้นโลกเลยแน่ะ...

               ผมมองกลุ่มเมฆครึ้มๆหม่นหมองมัวซัว ที่กำลังพยายามเอากลุ่มก้อนสีเทาชวนหดหู่ของพวกมัน ไปบดบังดวงอาทิตย์ที่กำลังคล้อยต่ำลงหลังอาคารลิเบอร์ตี้ แสงสีแดงส่องลอดกลุ่มเมฆลงมาอาบไล้ตัวเมือง เหมือนพวกเรากำลังถูกเผาอยู่ในเตายักษ์ และอาคารทุกหลังก็กลายเป็นถ่านไฟร้อนๆ

               “เกล ทำไมพี่ทำหน้าเศร้าแบบนั้นล่ะ อกหักเหรอ”

               เสียงเล็กๆของเด็กผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงข้าม ดึงความสนใจของผมกลับมาที่เธอ “หือ... ว่าไงนะ พี่แค่เหม่อนิดหน่อยเอง ไหนดูซิ ทำไปถึงไหนแล้ว”

               “เสร็จตั้งนานแล้ว ถึงได้เห็นพี่เหม่อไง”

               ผมเอื้อมมือไปขยี้เส้นผมสีอ่อนหยิกเป็นลอนของเด็กผู้หญิงที่กำลังหน้าล้อเลียนใส่ผม อมิเลียเป็นลูกสาวคนเดียวของคุณโรเบิร์ต เจ้าของตึกที่ผมอาศัยอยู่ เธอเป็นเด็กผู้หญิงอายุ 8 ขวบ ที่สุขภาพไม่ค่อยดี อมิเลียขาดเรียนบ่อยมาก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมต้องมาช่วยสอนพิเศษให้เธออาทิตย์ละ 2 ครั้ง

               “เก่งนี่ ถูกทุกข้อเลย เสร็จก่อนเวลาด้วย” ผมกวาดตามองคำตอบของโจทย์คณิตศาสตร์ ที่เธอทำถูกหมดทั้ง 5 ข้อ อมิเลียฉลาด หัวไว แต่น่าเสียดายที่หัวใจไม่แข็งแรง

               “แล้วนี่เกี่ยวอะไรกับคณิตศาสตร์” ผมชี้ที่ภาพผีเสื้อตรงมุมกระดาษที่ยังวาดไม่เสร็จ และแกล้งตีหน้าไม่พอใจ

               อมิเลียหัวเราะคิก “ผีเสื้อโมนาร์ค ต้องรีบวาดเดี๋ยวมันจะสูญพันธุ์ไปซะก่อน”

               ผมยื่นสมุดคืนให้ อมิเลียรับไปและวาดต่อ ผมนั่งเท้าคางมองดูนิ้วเล็กๆป้อมๆที่ขยับไปมาอย่างคล่องแคล่ว อมิเลียชอบผีเสื้อมาก เธอวาดพวกมันลงในกระดาษเป็นร้อยๆแผ่น

               “ไว้เราไปดูตัวจริงของพวกมันดีมั้ย เธอเคยบอกว่ามันเป็นพันธุ์ที่อพยพถิ่นฐานนี่ ...จากที่ไหนนะ อเมริกาเหนือลงไปทางใต้ เอาไว้สักวันเราไปดูพวกมันที่แคลิฟอร์เนียกันมั้ย”

               “พี่อย่ามาหลอกทดสอบวิชาประวัติศาสตร์ของหนู เราไม่เหลือแคลิฟอร์เนียแล้ว ตอนนี้อเมริกามีแค่ 3 รัฐ และอีกอย่าง ผีเสื้อโมนาร์คก็คงไม่มีเหลือในธรรมชาติจริงๆแล้วด้วย เราเห็นมันได้แค่ในสวนพฤกษศาสตร์”

               ผมหัวเราะออกมา จริงอย่างที่อมิเลียพูด หลังจากสงครามครั้งล่าสุด สัตว์หลายชนิดต้องสูญพันธุ์จากสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย ที่ยังเหลืออยู่ก็คือสัตว์ที่ปรับตัวได้กับสภาพป่าและอากาศที่เป็นพิษ เราแทบจะไม่เห็นผีเสื้อหรือแมลงบินจากป่าที่อยู่นอกเขตควบคุมเข้ามาในเขตที่อยู่อาศัยของมนุษย์หรอก เสาทุกต้นที่ล้อมรอบเขตไม่ได้เป็นแค่รั้วไฟฟ้าที่มีการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรคเป็นระยะๆ แต่มันยังแผ่คลื่นที่ไล่แมลงและสัตว์ตัวเล็กๆไม่ให้เข้ามาด้วย เพราะฉะนั้น สัตว์ทุกตัวที่มีอยู่ในเขตรั้วยาวเหยียดที่ล้อมรอบพื้นที่ในแต่ละรัฐ  ก็คือสัตว์ที่อยู่ในการควบคุม

               “งั้นไว้เราไปเที่ยวสวนพฤกษศาสตร์กัน อาทิตย์หน้าดีมั้ย เดี๋ยวดูวันที่เธอไม่รู้สึกเหนื่อยมาก พี่จะเป็นคนขออนุญาติคุณโรเบิร์ตเอง” ผมบอก

               อมิเลียเงยหน้าขึ้นยิ้ม  “จริงนะ”

               “สัญญาเลย” ผมชูนิ้วก้อยขึ้นมาให้เธอเกี่ยวก้อยสัญญา แต่อมิเลียไม่ทำแบบนั้น เธอขยับตัวเข้ามาและยื่นหน้ามาจูบที่แก้มผมแทน ผมยิ้มตอบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความดีใจและคาดหวัง อมิเลียเป็นเหมือนน้องสาวตัวน้อยๆที่ผมไม่เคยมี และค่าจ้างสอนพิเศษที่ผมได้ ก็เทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกที่อมิเลียมอบให้ มันเป็นความผูกพันแบบคนในครอบครัว ในขณะที่คนในครอบครัวจริงๆของผมตายไปหมดแล้ว

               เสร็จจากสอนพิเศษให้อมิเลีย ผมก็เดินออกมาข้างนอกเพื่อออกไปหาอะไรกิน และคงต้องซื้อกลับมาฝากเควินด้วย ผมถอนใจแรงเมื่อนึกถึงเควิน ตั้งแต่วันที่ทางรัฐเอาตัวน้องสาวเขาไป ตามด้วยการประทับไลน์โค้ดลงที่ขมับของเขา สภาพของเควินก็ไม่ต่างอะไรกับศพที่ยังหายใจ

เควินแทบไม่ยอมกินอะไรถ้าผมไม่บังคับ เขาขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง ขดตัวอยู่ข้างเตียงว่างเปล่าของน้องสาว และไม่ยอมทำอะไรมากไปกว่านั้น แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องงาน เพราะเควินโดนไล่ออกจากงานเรียบร้อยแล้ว งานของเขามันดีเกินกว่าจะให้มนุษย์กลายพันธุ์เข้าไปทำ และนั่นก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่พวกมนุษย์กลายพันธุ์ต้องเจอ

ผมเลี้ยวตรงหัวมุมถนนเพื่อเดินไปยังร้านสะดวกซื้อเจ้าประจำ มันอยู่ไกลจากตรงนี้มากหน่อยและค่อนไปทางเขตตึกรวงผึ้ง แต่ที่นั่นบะหมี่ไก่แพ็คถูกๆ ซึ่งเป็นของโปรดของผมกับเควิน

“โอ๊ะ!” ผมร้องอุทานออกมา เมื่ออยู่ๆก็มีบางสิ่งพุ่งออกมาจากซอยข้างๆ และพ่นสเปรย์ใส่ผมดังฟืด ผมยกมือขึ้นมากันตรงใบหน้า และลดมือลงเมื่อละอองบางๆนั่นจางหายไป ออคโทปุสลอยเนิบนาบออกไป และพ่นยาฆ่าเชื้อโรคใส่มนุษย์กลายพันธุ์อีกคนที่มันพบ

“ไอ้ปลาหมึกเส็งเคร็ง!” ใครบางคนตะโกนด่าอย่างแค้นเคือง

ผมส่ายหัวอย่างเซ็งๆ ออคโทปุสหรือเครื่องพ่นยาฆ่าเชื้อโรคตัวใหม่ของรัฐ ที่สร้างสรรค์โดยบริษัทนรก สไตรเกอร์อินดัสทรี โดยไอ้ชาติชั่วกระหายเลือด คีธ สไตรเกอร์ เป็นนวัตกรรมล่าสุดที่มอบความบันเทิงให้กับพวกมนุษย์ธรรมดาอย่างมากมาย เพราะมันไม่ได้ฉีดพ่นไปในอากาศอย่างเดียว แต่ฉีดใส่ทุกอย่างที่มันสงสัยว่าอาจจะเป็นตัวนำเชื้อโรค มันเป็นตลกร้ายที่จะบอกว่าพวกเราน่ะโสโครก

ออคโทปุสถูกนำมาใช้แทนเครื่องพ่นยาฆ่าเชื้อโรครุ่นเก่าตั้งแต่เมื่อเย็นวาน เพียงแค่วันเดียว มันก็ได้รับเสียงชื่นชมอย่างอื้ออึงจากมนุษย์ธรรมดา และเสียงก่นด่าอย่างถล่มทลายจากมนุษย์กลายพันธุ์  ...แย่หน่อยที่เสียงของฝ่ายหลังมีอานุภาพเท่าเสียงเข็มหล่นลงบนพรมในวันฝนฟ้าคะนอง

“เดี๋ยวยิงทิ้งแม่_งเลย” ชายคนเดิมขู่

“อย่า” ใครอีกคนที่เป็นมนุษย์กลายพันธุ์ปรามขึ้น “มันจะยิงนายก่อนที่นายจะยิงมัน และก็อย่าได้คิดจะเด็ดหนวดมันเชียวนะ เมื่อเช้ามีคนลองแล้ว และตอนนี้เขายังนอนอยู่ในโรงพยาบาล”

ผมเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ และซื้อนมและกับอาหาร 2-3 อย่างไปตุนไว้เผื่อเควิน ขากลับผมเดินเล่นเลยย่านที่พักตัวเองเข้าไปยังฝั่งตัวเมือง ไม่ใช่ว่าจะไปเที่ยวคลับหรือหาซื้ออะไรหรอก แค่อยากเดินผ่านความศิวิไลซ์ให้แสงสีกับละอองความสุขและเสียงหัวเราะของคนอื่นมันปัดผ่านเนื้อตัว พอให้กระชุ่มกระชวยขึ้นบ้าง ไม่งั้นได้เครียดตายกันพอดี

ผมหยุดฝีเท้าลง เมื่อสะดุดตาเข้ากับหนังสือเล่มหนึ่งที่วางโชว์อยู่ในร้านหนังสือ ผมเอามือทาบลงบนกระจกและจ้องมองเข้าไป ไอกรุ่นจากปากกระทบผิวกระจกเป็นฝ้าบางๆ

Butterflies in the World  คือชื่อของหนังสือ บนปกมีรูปผีเสื้อหลายชนิดวาดด้วยสีน้ำ ผมชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านเพื่อถามราคา

 ผมถึงกับวิงเวียนขึ้นมาเลยตอนที่พนักงานบอกตัวเลข มันแพงจนน้ำตาจะไหล แต่บังเอิญว่าผมไม่ได้เหลือใครในโลกนี้ให้แคร์มากเท่าไหร่ การขูดเลือดขูดเนื้อตัวเองซื้อหนังสือดีๆเป็นของขวัญให้อมิเลียสักเล่ม จึงเป็นตัวเลือกที่ควรจะรับไหว ผมกัดฟันทาบแถบข้อมือลงบนเครื่องคิดเงิน และรีบผลุนผลันออกมาก่อนที่จะเป็นลมไปจริงๆ

ผมกลับไปยังที่พัก และแวะไปดูเควินที่ห้องข้างๆครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาที่ห้องตัวเองและเข้านอน อากาศข้างนอกหนาวแต่ในห้องค่อนข้างอุ่นและที่นอนก็นุ่มดี ผมก็เลยหลับไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกปลุกให้ตื่นใน 3 ชั่วโมงต่อมา

...นี่มัน ...แสงอะไรเนี่ย?

ผมยกมือขึ้นมาบังตรงดวงตา เมื่อรู้สึกถึงแสงจ้าที่สาดส่องเข้ามาในห้อง มันแช่นิ่งๆอยู่ 2-3 วินาที ก่อนจะเบนออกและหายไป มันคงจะเป็นการตรวจตราตามปกติของทางรัฐ ที่ต้องมีการบินตรวจตามบล็อกในเวลากลางคืน แต่ปกติแล้วมันจะบินผ่านๆ ไม่ส่องไฟจ้าเข้ามารบกวนประชาชนแบบนี้  ผมขยุกขยิกอย่างงัวเงียก่อนจะหลับต่อ

และรอบที่ 2 ก็ตามมาในเวลาห่างกันไม่ถึง 5 นาที

ผมเลิกผ้าห่มออก และพยายามหยีตามอง แสงนั่นแช่อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันเหออกไป ผมชั่งใจว่าจะลุกขึ้นไปปิดม่านดีไหม แต่แล้วก็ฉุกคิดได้ว่า ม่านอะไรก็ไม่สามารถกันอำนาจทะลุทะลวงจากแสงของยานลาดตระเวนได้หรอก ผมพลิกตัวตะแคงหันหลังให้หน้าต่างและหลับตาลง

ผมลืมตาโพลงเมื่อรอบที่ 3 เวียนมาถึง

 “อะไรนักหนาวะเนี่ย!

ผมทะลึ่งพรวดขึ้นนั่ง โมโหขึ้นมาจริงๆแล้วคราวนี้! กะจะไม่ให้หลับให้นอนกันเลยรึไง!? ผมพยายามหยีตาเขม้นมองไปยังต้นแสง ก่อนจะต้องแปลกใจ เมื่อเห็นว่าแสงนั่นส่องแช่เข้ามาเฉพาะในห้องนอนของผม หมายถึงห้องผมห้องเดียวจริงๆ แบบที่ไม่เผื่อแผ่ความสว่างไปให้ห้องอื่นเลย

แล้วแสงจัดจ้าแสบตาก็ค่อยๆหรี่ลง มันอ่อนลงจนอยู่ในระดับที่สามารถมองเห็นว่ามันมาจากไฟหน้าของยานลาดตระเวนจริงๆ ผมเบิกตากว้าง เมื่อมองเห็นใบหน้าของคนที่ขับเคลื่อนยานลำนั้น

...แพทริค!

เขามองตรงมาที่ผม มุมปากมีรอยยิ้มสนุกปนหยามหยัน มือทั้ง 2 ข้างรองอยู่ตรงท้ายทอยเหมือนกำลังผ่อนคลาย ขณะที่ยานลอยนิ่งอยู่ในอากาศ ผมอ้าปากค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ แล้วจู่ๆแพทริคก็เปิดไฟส่องวาบใส่ห้องผมอีกรอบ ผมคำรามในลำคออย่างเดือดดาล ก่อนจะตลบผ้าห่มคลุมโปงด้วยความคับแค้น

กว่าผมจะได้หลับลงอีกครั้งก็เกือบสว่าง แพทริคบินวนกลับมากวนผมอีกรอบเดียวก็จริง แต่ผมเสียเวลาไปอีกเป็นชั่วโมงๆ กับความคลั่งแค้นและความหวาดระแวงว่าเขาจะโผล่มา กว่าจะหลับตานอนได้

แพทริคหน้าตาดี แต่นิสัยมะเร็งเส็งเคร็งผิดกับหน้าตาลิบลับ ผมไม่รู้ว่าเขาเกลียดชังมนุษย์กลายพันธุ์มาจากชาติไหนนักหนา หรือแค่เสียหน้ามากๆที่เผลอมาทำญาติดีกับผมในวันแรกที่เราเจอกัน จะว่าไปมันก็ไม่เชิงแค่ญาติดีหรอก ผมว่าเขาเกือบๆจะจีบผมด้วยซ้ำ ก่อนจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นฝ่าเท้าตอนที่รู้ว่าผมเป็นมนุษย์กลายพันธุ์

บอกเลยว่าผมไม่ได้อ่อยเขา การยิ้ม มันไม่ได้แปลว่าอ่อยเสมอไปนะ และถ้าเขาจะประสาทแดกหาเรื่องโทษว่าผมจงใจอ่อยเขาคืนนั้น เขาก็อ่อยผมเหมือนกันรึเปล่าล่ะ ที่มาเลี้ยงเบียร์ผม แถมยังส่งสายตามีลับลมคมในแฝงมาในรอยยิ้มหยิ่งจองหองนั่นอีก ดังนั้นการแก้หน้าตัวเองด้วยการทำแบบนี้ เป็นเรื่องที่ห่วยแตกสิ้นดี

เช้าวันต่อมา ผมตื่นขึ้นมาด้วยความอ่อนเพลีย และลากสังขารไปทำงานด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ก่อนจะรู้ในอีกหลายชั่วโมงต่อมา ว่านั่นมันแค่การโหมโรง...

และอีก 2 วันต่อมา ผมก็ทะลักจุดเดือด

แพทริคเป็นไอ้ทุเรศบ้าอำนาจ หรือไม่ก็เป็นพวกถึงจุดสุดยอดได้ด้วยการเห็นความทรมานของคนอื่น เขาวนเวียนก่อกวนผมทุกคืน และในคืนล่าสุด เขาถึงกับกินแฮมเบอร์เกอร์ไปด้วย ขณะที่มองผมคลุ้มคลั่งขว้างหมอนและผ้าห่ม

ความกดดันพาให้คนเราไปสู่อะไรก็ตามที่เราอาจไม่คาดคิด  หลังจากสาปแช่งและครุ่นคิดถึงการแก้แค้นในรูปแบบต่างๆท่ามกลางความขมุกขมัวในสมองและดวงตาที่แดงซ่านจากการอดนอน ผมก็ข้ามผ่านความรู้สึกที่อยากจะตัดชิ้นส่วนเขาแล้วโยนให้หมากิน ไปสู่อย่างอื่นที่ละเมียดละไมกว่า แต่เจ็บลึกในขั้วหัวใจมากกว่า

แพทริกเกลียดมนุษย์กลายพันธุ์ เขาทั้งดูถูกและเหยียดหยาม ผมยังจำสายตาที่บ่งบอกถึงความชิงชังดูถูก ตอนที่เห็นผมว่ายน้ำโชว์คนในงานเลี้ยง และท่าทีรังเกียจอย่างจงใจ ตอนที่ไหล่ผมเกือบจะแตะโดนตัวเขาที่สวนสาธารณะนั่นอีก

ดี... ยิ่งรังเกียจกันมากๆแหละยิ่งดี

และในคืนนั้น หลังจากจัดการอะไรๆเสร็จ ผมก็ล้มตัวลงนอนตามเวลาปกติ ผมสอดตัวเข้าไปในผ้าห่ม ดึงผ้าขึ้นมาคลุมถึงคอ และนอนตะแคงหันหลังให้หน้าต่าง

เที่ยงคืนตรงเป๋ง แพทริคก็ปรากฏตัว

แสงจากไฟหน้าของยานลาดตระเวนกวาดผ่านห้องผมไปรอบหนึ่ง มันเป็นแสงในระดับปกติที่ไม่สว่างจ้าเกินไป ยานลาดตระเวนบินวกกลับมาและหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าต่างห้องผม ก่อนที่ไฟหน้าจะดับลง

ผมนิ่งและเตรียมตัวรอ ...และก็เป็นไปตามที่คาด แพทริคเปิดสวิทช์สาดแสงไฟใส่ห้องผมจนสว่างโร่  

ผมขยับตัวขยุกขยิกอยู่ใต้ผ้าห่ม เหมือนคนถูกรบกวนการนอน แต่ก็เพลียจนตื่นขึ้นมาไม่ไหว ไม่กี่วินาทีแพทริคก็เปลี่ยนรูปแบบ เขาเปิดไฟสลับกับปิดไฟเป็นจังหวะ ยังกับห้องผมเป็นไนท์คลับ ผมกระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนจะพลิกตัวหันไปทางหน้าต่างทั้งๆที่ยังหลับตา พร้อมกับปัดผ้าห่มให้เปิดออก เผยให้เห็นเนื้อตัวที่ไม่มีเสื้อผ้าติดกายแม้แต่ชิ้นเดียว

แสงนั่นส่องนิ่งค้างเหมือนกำลังตะลึง ผมเพิ่มดีกรีความช็อคด้วยการเลื่อนมือมาลูบที่อก ส่วนมืออีกข้างก็เคลื่อนผ่านท้องน้อยต่ำลงไปใต้ผ้าห่มที่ปกปิดตรงจุดยุทธศาตร์ไว้ได้อย่างหมิ่นเหม่ เหมือนคนกำลังฝันเรื่องทะลึ่งแล้วก็ลูบไล้สัมผัสตัวเองแบบไม่รู้ตัว ผมแกล้งสูดปากเบาๆและบิดตัวอย่างเสียวซ่าน เมื่อนิ้วมือแตะคลึงตรงยอดอก

การแสดงดำเนินต่อไปได้อีกไม่กี่นาที แสงไฟก็ดับพรึ่บลง ตามด้วยเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มที่บินหักเลี้ยวเปลี่ยนทิศ ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปเหมือนคนกำลังโมโห
         ผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะคิกคักออกมาคนเดียว ก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงคออีกครั้งและหาวหวอด

 

แล้วคืนนั้นผมก็หลับสบายไปจนถึงเช้า โดยไม่มีใครหรืออะไรมารบกวนอีกเลย...

 

วันต่อมา ผมตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่น และการทำงานในวันนั้นก็ราบรื่นมีประสิทธิภาพ ผมยังไม่ได้แวะเอาหนังสือไปให้อมิเลีย เพราะมัวยุ่งกับเรื่องของเควิน เจ้านายผมแนะนำให้เควินไปทำงานในร้านอาหารย่านตึกรวงผึ้ง ที่เขาพอจะมีคนรู้จักให้ฝากฝังได้ ผมขอบคุณในความมีน้ำใจของเขา แต่ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าเควินจะพร้อมสำหรับการเริ่มต้นอะไรก็ตามในตอนนี้

...นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว เรื่องของคลอเดียยังเงียบฉี่ ไม่มีใครรู้ชะตากรรมของเด็กหญิงที่กลายร่างเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ครึ่งแมงมุมคาห้องเรียนนั่นเลย รัฐยังไม่ยอมให้ข่าวอะไร ในขณะที่ข่าวใต้ดินก็เปะปะจนไม่รู้ว่าอะไรจริงอะไรมั่ว เสียงซุบซิบคาดเดาในทางร้ายหนาหูขึ้นทุกทีในเวลาที่ผมเดินไปตามท้องถนน บรรยากาศของความเก็บกดคับแค้นแผ่กระจายไปทั่ว และยิ่งเพิ่มความตึงเครียดขึ้นไปอีกจากการปรากฏตัวของของออคโทปุส  มันไม่ได้เป็นแค่เรื่องของคลอเดีย แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ธรรมดากับมนุษย์กลายพันธุ์

หลังเลิกงานผมตัดสินใจแวะไปที่โบสถ์ มันเป็นเวลาเกือบสองทุ่มแล้วตอนที่ผมก้าวผ่านประตูโบสถ์เข้าไป  แสงเทียนสว่างวอมแวมเป็นจุดๆทั่วโบสถ์ เหมือนความหวังของพวกเราทุกคน ที่ถึงแม้จะเล็กจ้อยจนเหมือนไม่มีทางจะต่อสู้กับพลังของความมืดได้เลย แต่อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่าเราไม่ได้เป็นเทียนแค่เล่มเดียวที่พยายามจะส่องแสง ทุกคนมาที่นี่เพื่อสวดภาวนาให้เด็กหญิงที่ถูกจับตัวไป ขออย่าให้เธอต้องเจอกับสิ่งเลวร้าย หรือถ้ามันจะเลวร้าย ก็ขอให้ยังมีความเมตตาหลงเหลืออยู่ในนั้นบ้าง

ผมนั่งลงตรงม้านั่งยาวตัวหนึ่ง และกำลังจะเริ่มสวดภาวนา แต่การปรากฏตัวของใครอีกคน ที่นั่งลงข้างๆผมในม้านั่งตัวเดียวกัน ทำให้ผมต้องเอียงหน้าไปมอง

“ไฮ...เกล” ฝ่ายนั้นทักขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ เขานั่งลงด้วยท่าทีสบายๆ เรือนผมสีน้ำตาลแดงยุ่งๆปรกอยู่เหนือคอปกเสื้อโค้ทสีน้ำตาลเข้ม ผมย่นคิ้วเมื่อเห็นหน้าเขา

“มาร์คัส..” ผมพูดเสียงเบาเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนอื่น “เข้ามาขายข่าวถึงในนี้เลยเหรอ”

มาร์คัสยักไหล่ “อยากจะซื้อรึเปล่าล่ะ”

“ไม่” ผมปฏิเสธ “แค่ข่าวลือที่พูดกันไปทั่วก็เยอะพออยู่แล้ว ”

มาร์คัสหัวเราะเบาๆ เขากวาดตามองกลุ่มคนที่นั่งกระจายอยู่ตามม้านั่ง “คนเยอะดีนะ แต่ถ้าเยอะไปกว่านี้ เดี๋ยวคงไปกระตุกต่อมขี้หงุดหงิดของพวกหน่วยลาดตระเวนเข้าจนได้”

“ทุกคนมาที่นี่เพื่อสวดภาวนา มันไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง”

“เด็ก 5 ขวบยังรู้เลย ว่ามันโคตรเกี่ยว”

ผมจ้องตามาร์คัส “ที่นี่คือโบสถ์ เราทุกคนต้องให้ความเคารพตรงจุดนี้”

“เหรอ” เขามองตอบผม รอยยิ้มเขาท้าทายผสมยียวนกวนประสาท “แล้วนายบอกได้มั้ย ว่าในนี้มีคนที่เข้าร่วมอุดมการณ์ขององค์กรหมายเลข 6 อยู่กี่คน ...หนึ่ง สอง สาม สี่ หรือทั้งหมด พวกนายเข้ามาทำอะไรกัน สวดภาวนาเฉยๆอย่างที่ตาเห็น หรือที่จริงแอบซ่องสุมลักลอบส่งข่าวกันอยู่ใต้จมูกรัฐ โดยเอาหลังคาโบสถ์คุ้มหัว แล้วก็ส่งอาวุธกับเงินทุนสนับสนุนเพื่อให้เกิดการรวมตัวต่อต้าน ที่นำไปสู่สงครามกลางเมืองในเขตต่างๆ”

“ฉันตอบไม่ได้สักอย่าง เพราะฉันไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์กรนั่น”

“แล้วทำไมถึงไม่ล่ะ ในเมื่อองค์กรที่ว่านั่นกำลังต่อสู้เพื่อพวกนาย”

ผมเบิกตากว้างขึ้น ...นี่มาร์คัสกำลังพยายามจะทำอะไร? พยายามจะเค้นให้ได้ว่าผมมีใจฝักใฝ่กับขบวนใต้ดิน ที่การเรียกร้องความเสมอภาคให้มนุษย์กลายพันธุ์น่ะเหรอ

“มาร์คัส” ผมเค้นเสียง “ถ้านายอยากจะล้วงเอาข่าวจากฉันเพื่อเอาไปขยายมั่วๆแล้วขายต่อ ก็เลิกคิดได้เลย ฉันไม่มีอะไรจะให้ เพราะฉันไม่ใช่ ...ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ไม่สนใจ และไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับองค์กรอันตรายนั่น ฉันปฏิเสธการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ฉันเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่ดันมีเลือดในตัวเป็นสัตว์ชนิดอื่นด้วย และต้องการแค่ให้ตัวเองมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกวัน ขอที่ทางให้ฉันได้ยืนบ้าง”

“...เฮ้ ใจเย็นก่อนสิเพื่อน ฉันคงพูดมากไปเอง” มาร์คัสขอโทษขอโพยทั้งที่ยังอมยิ้ม “ฉันก็แค่จะมาสวดภาวนาเหมือนคนอื่นๆแค่นั้นเอง”

“ตลกล่ะ”

“ตรงไหน?  ทำไมฉันถึงดูไม่เหมือนคนที่กำลังห่วงใยในสวัสดิภาพของเด็กผู้หญิงคนนั้น”

“นายเป็นมนุษย์ธรรมดา เหตุผลแค่นั้นก็เพียงพอแล้วมั้ง”

“ใจแคบไปแล้วนะ เกล” มาร์คัสส่ายหน้า ก่อนจะหันไปมองไม้กางเขนที่อยู่บนฝาผนังเหนือแท่นบูชา เขาประสานมือและก้มหน้าสวดภาวนา

ผมหันกลับมา รู้สึกปวดแปลบในอกขึ้นมา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโกรธ เสียใจ หรืออึดอัดคับแค้น ผมประสานมือและมองรูปจำลองของพระเยซูที่ถูกตรึงอยู่กับไม้กางเขน พระองค์สละชีวิตตัวเองเพื่อคนอื่น ...มันต้องเป็นแบบนั้นเหรอ? ...ต้องมีคนที่ยอมเสียสละเสมอเลยใช่มั้ย?

ผมก้มหน้าลงและเริ่มสวดภาวนา ขอให้คลอเดียปลอดภัย ขอให้เธอได้กลับมาอยู่กับเควินที่เขต 3 เหมือนเดิม อย่าให้เธอถูกส่งตัวไปที่เขต 4 ที่เต็มไปด้วยอาชญากรนั่นเลย ต่อให้คลอเดียต้องถูกบังคับให้รับยากดสภาพ ไม่ให้ลักษณะของมนุษย์กลายพันธุ์ในร่างเธอแสดงตัวขึ้นมาได้อีก มันทรมานและทำให้คลอเดียเหมือนคนพิการที่ได้แต่นั่งอยู่บนรถเข็น แต่อย่างน้อยพี่น้องก็ได้อยู่ด้วยกัน และเควินคงยินดีจะใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อดูแลน้องสาว

วูบหนึ่งผมนึกถึงอมิเลียขึ้นมา เด็กทั้งสองคนมีอายุพอๆกัน แต่อยู่กันคนละสถานภาพ อมิเลียสุขภาพอ่อนแอแต่อย่างอื่นที่เหลือในชีวิตของเธอนั้นดีเยี่ยม คลอเดียมีสุขภาพแข็งแรง แต่กำลังจะถูกพิพากษาให้มีชีวิตอยู่ในความทรมานสักรูปแบบหนึ่ง ผมเม้มริมฝีปาก และพยายามคิดถึงเรื่องดีๆที่พอจะเกิดขึ้นได้ ขอให้การภาวนาเป็นผล ...ขอให้คำอธิษฐานของพวกเราก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นมาด้วยเถอะ

และนั่นก็เป็นความหวังเหมือนเทียนที่ส่องแสงในความมืด ก่อนที่พวกเราจะรู้ว่าปาฏิหาริย์ไม่มีจริง...

......

...เขต 5

คลอเดียถูกส่งตัวไปเขต 5 ตั้งแต่เมื่อ 3 วันก่อน!

ผมตัวสั่นเมื่อมองภาพที่ฉายขึ้นมาในอากาศ ขณะกำลังเสิร์ฟอาหารค่ำในภัตตาคารที่ผมทำงานอยู่ รัฐมีการแถลงข่าวให้ประชาชนได้รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น  ตามสี่แยกใหญ่ๆมีการฉายภาพซ้ำๆให้เห็นถึงสภาพของคลอเดียเมื่อเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์กลายพันธุ์เต็มตัว และภาพที่เธอถูกพาตัวขึ้นเครื่องบินเพื่อส่งไปยังเขต 5  เพื่อให้ประชาชนมั่นในในการปฏิบัติงานของรัฐ และสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างสบายใจ

“เฮ้อ... โล่งอกไปที” เสียงผู้หญิงวัยกลางคนแต่งตัวหรูหราคนหนึ่งพูดขึ้น เธอยกแก้วแชมเปญขึ้นจิบ “ฉันนึกไม่ออกเลย ว่าถ้าต้องเดินสวนกับตัวอะไรแบบนั้นตามถนน ใครจะรับรองความปลอดภัยให้เราได้”

“ถ้าเป็นแบบนั้น ผมคงต้องย้ายครอบครัวไปอยู่เขตอื่น หรือไม่ก็รัฐอื่นไปซะเลย” ผู้ชายอีกคนที่นั่งโต๊ะติดหน้าต่างพูดขึ้นบ้าง เขาชูแก้วเหล้าขึ้น “ดื่มให้รัฐ และความโชคดีอีกครั้งของพวกเรา ”

โต๊ะอื่นๆยิ้มตอบ หลายคนยกแก้วขึ้นบ้างและพึมพำตาม ก่อนที่ทุกคนจะหันไปสนใจอาหารนานาชนิดที่ปรุงอย่างดีและจัดเสิร์ฟอย่างสวยงามบนโต๊ะของตัวเอง และเรื่องของเด็กผู้หญิงกลายพันธุ์ที่ถูกส่งตัวไป ก็เป็นแค่ภาพจางๆที่เลือนหายไป

ผมเม้มริมฝีปากแน่น มือทั้งสองข้างสั่นเทิ้มไปหมด ...นี่มันโหดร้ายยิ่งกว่าที่ผมหรือใครๆคาดไว้ คลอเดียถูกส่งตัวไปที่เขต 5 ซึ่งเป็นเขตการแพทย์ ที่แทบจะไม่มีใครรู้จริงๆว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่นั่น เพราะคนที่ถูกส่งตัวไปไม่เคยได้มีโอกาสกลับมาบอก การถูกส่งไปเขต 5 ก็คือการบอกลาชั่วนิรันดร์

“ไหวรึเปล่า...เกล” วิกเตอร์เพื่อนผมถามขึ้น

ผมสั่นหัว วิกเตอร์ดึงถาดออกจากมือผมและบอกเบาๆ “ไปพักข้างหลังก่อน เดี๋ยวฉันดูแลตรงนี้เอง”

ผมก้าวออกจากตรงนั้น ไม่ทันคิดแม้แต่จะขอบใจวิกเตอร์ด้วยซ้ำ ผมเข้าไปในครัว และนั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง

...พวกเขาทำกับคลอเดียแบบนี้ได้ยังไง

ผมก้มหน้า กลั้นความรู้สึกที่พล่านอยู่ในอก พนักงานคนอื่นยังเดินผ่านเข้าออกในครัว แต่ไม่มีใครเรียกให้ผมออกไปช่วยงานด้านนอก ขอบคุณพวกเขาที่ยังอุตส่าห์เข้าใจความรู้สึกผม เวลาผ่านไปอีกกี่นาทีผมไม่รู้ แค่รู้สึกว่ามือที่บีบเข้าหากันนั้นชาหนึบ

ติ้ด...

เสียงจากแถบข้อมือส่งสัญญาณบอกว่ามีคนโทรเข้ามาหาผม ผมเลื่อนมือไปกดรับอย่างเลื่อนลอย แล้วภาพคุณโรเบิร์ตเจ้าของตึกที่ผมอาศัยอยู่ก็ปรากฏขึ้น เขาดูมีสีหน้าไม่สู้ดี

“เกล เธอต้องรีบกลับมาที่นี่” เขาพูดอย่างร้อนรน

“ครับ...” ผมย่นคิ้ว นึกถึงอมิเลีย ลูกสาวของเขาขึ้นมา

“เร็วๆ  ...เควินกำลังแย่”

ผมตาโต ประสาททุกส่วนตื่นตัวขึ้นมาทันที ผมผลุนผลันออกไป และตรงดิ่งไปยังที่นั่นอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อผมผ่านประตูของตึกที่พักอยู่เข้าไปข้างใน ก็รู้ทันทีว่ามันเกิดเรื่องขึ้นมาแล้ว ประตูห้องของเควินเปิดอ้า เสียงของเขาแผดออกมาอย่างสั่นเครือ

“ไอ้พวกสารเลว!  แกคิดว่าแกดีกว่าฉันหรือไง ...พวกแกยังมีหัวใจอยู่รึเปล่า แกเตะฉันออกไปแบบนี้ไม่ได้!

“ไปซะเถอะพ่อหนุ่ม เห็นแก่ที่พวกเราไม่เคยบาดหมางอะไรกัน” เสียงผู้ชายจากห้องหนึ่งที่อาศัยอยู่เหนือชั้นของเราพูดขึ้น เขายืนเกาะราวกั้นตรงทางเดินหน้าห้อง และมองลงมาที่เควิน

“เควิน!” ผมตะโกนออกไป และวิ่งสุดฝีเท้าไปหาเขา ใจผมกระตุกวูบ เมื่อเห็นเควินนั่งหน้าประตูห้อง เสื้อผ้าและข้าวของบางอย่างกระจัดกระจายอยู่ตามพื้น มันเหมือนถูกจับโยนออกมา

“เกล...” เควินหันมาเห็นผมแล้ว

ผมถลันเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็ว “นี่มันเรื่องอะไร!?”

“พ...พวกนั้น ม...ไม่ให้ฉันอยู่” เควินตะกุกตะกัก ฝ่ามือเขาจิกเกร็งอยู่บนต้นแขนผม “พวกเขาไล่...”

“น้องสาวเขาเป็นมนุษย์กลายพันธุ์สายพันธุ์อันตราย เราไม่รู้ว่าตัวเขาจะเป็นพวกแสดงผลช้าเหมือนกันรึเปล่า” คุณลุงที่อยู่ถัดออกไปอีกสองห้องผลักบานประตูที่แง้มอยู่ให้เปิดกว้าง และก้าวออกมา

ผมมองอย่างตกตะลึง ในขณะที่บานประตูของห้องอื่นๆก็เริ่มเปิดอ้าออกมาด้วยเหมือนกัน “นี่มัน...บ้าไปกันใหญ่แล้ว พวกคุณไม่รู้จักเควินกันรึยังไง!? เขาอยู่ที่นี่มาเป็นปีๆแล้ว มีใครเคยเห็นเขาก้าวร้าวใส่คนอื่นบ้าง!

“คุณคอสเนอร์..” ผมหันไปทางชายแก่อีกคนที่อาศัยอยู่ชั้นล่างลงไป “คุณต้องรู้ดีสิ เควินเคยช่วยประคองคุณเวลาจะขึ้นลงบันไดอยู่บ่อยๆนี่ เขาเป็นคนมีน้ำใจ คุณพูดออกมาเลยสิ!

เขาเม้มริมฝีปาก และไม่พูดอะไรออกมาเลย

ผมมองอย่างไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะเบนสายตาไปทางผู้หญิงคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ชั้นเดียวกับเรา เธออุ้มเด็กทารกไว้ในในอ้อมแขน เด็กผู้ชายตัวเล็กๆอีกคนยืนหลบอยู่ข้างหลังเธอ และมองออกมาด้วยสายตาหวาดระแวง

“มาเรีย...” ผมพูดชื่อเธอ “เควินดีกับคุณเสมอเลยใช่มั้ย”

เธอกระชับทารกในอ้อมกอดแน่นขึ้นอย่างปกป้อง “ฉันมีลูกเล็ก ...ฉัน ไม่รู้สึกปลอดภัย”

ยิ่งกว่าขว้างมีดมาปักท้องผม ผมกวาดตามองผู้คนที่ยืนรายล้อมรอบราวกั้นในแต่ละชั้น ทุกคนมองมาตรงนี้ด้วยสายตาและท่าทีหลายแบบ มีทั้งหลบตา อึดอัดใจ ไม่ไว้ใจ และแข็งกร้าวอย่างเอาเรื่อง แต่ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะพูดเพื่อเควิน

“นี่มัน...” ผมพึมพำเสียงแห้งโหย

“เกล..” เสียงเรียกที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้ผมต้องหันไปมอง

คุณโรเบิร์ตกำลังก้าวเข้ามาหาผม สายตาเต็มไปด้วยความเห็นใจ

“คุณโรเบิร์ต” ผมรีบพูด “คุณเป็นหัวหน้าตึก คุณพูดสิว่าให้เควินอยู่ที่นี่ได้ เขาไม่ใช่มนุษย์กลายพันธุ์เดียวในตึกนี้นี่ ทั้งผมและอีกสิบกว่าคนก็เป็นมนุษย์กลายพันธุ์เหมือนกัน แต่เราก็อยู่ด้วยกันได้ และอันที่จริง เควินอาจไม่ใช่มนุษย์กลายพันธุ์ด้วยซ้ำ”

“เกล...” คุณโรเบิร์ตดูอึดอัดใจอย่างมาก “เธอกับคนอื่นๆเป็นสายพันธุ์ที่ไม่อันตราย แต่น้องสาวของเควิน...ไม่เหมือนกัน”

ผมขบกรามแน่น ความรู้สึกตรงท้องเหมือนมีรอยโหว่ที่กำลังขยายตัว และตับไตไส้พุงผมกำลังจะหลุดออกมา

“ฉันขอโทษที่เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้ ฉันเสียใจ” คุณโรเบิร์ตเปล่งเสียงแต่ละคำออกมาอย่างยากเย็น  “แต่ฉันใช้ความรู้สึกส่วนตัวตัดสินใจแทนคนอื่นๆไม่ได้ ฉันเป็นหัวหน้าตึก แต่ไม่มีสิทธิ์บังคับให้พวกเขายอมรับหรือยอมทนในสิ่งที่พวกเขาหวาดกลัว”

กลายเป็นว่าเควินทำความเข้าใจกับคำพูดนั้นได้ดีกว่าผม เขาปล่อยมือจากแขนผม และพูดผ่านริมฝีปากแห้งผาก “เกล...ฉันจะไป”

เควินขยับตัวออกและเริ่มเก็บข้าวของจากพื้นขึ้นมา และเอามันไปใส่ในกระเป๋า คุณโรเบิร์ตเดินเข้าไปหา เขาเอากระดาษแผ่นหนึ่งใส่มือเควิน และกำชับให้เควินใช้มันเพื่อติดต่อเข้าพักในตึกรวงผึ้งหลังหนึ่ง คุณโรเบิร์ตยังแอบทาบแถบข้อมือตัวเองเข้ากับแถบข้อมือของเควิน  เพื่อเติมเงินให้เขาจำนวนหนึ่งด้วย

ผมมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกทรมานใจ และในที่สุดผมก็พูดออกมา

“ผมจะไปกับเควินด้วย”

คุณโรเบิร์ตหันควับ ในขณะที่เควินดูตกใจ

“เกล เธอไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น ที่นี่ไม่มีใครมีปัญหากับเธอ และยิ่งไปกว่านั้น ฉันรู้จักกับพ่อเธอ ฉันปล่อยให้เธอไปแบบนี้ไม่ได้” 

“ถ้าเควินไป ผมก็ไป และใครก็ห้ามผมไม่ได้” ผมพูดหนักแน่น

คุณโรเบิร์ตนิ่งอึ้งอย่างพูดไม่ออก ผมเดินผ่านเขาเข้าไปในห้อง และเก็บข้าวของที่จำเป็นใส่ในกระเป๋า ก่อนจะกลับออกมาอีกครั้ง ผมหันไปทางคุณโรเบิร์ตและยื่นหนังสือ Butterflies in the World ให้เขา

“ผมฝากให้อมิเลียด้วย ฝากลาเธอ และบอกเธอด้วยว่าถ้ามีโอกาส ผมจะแวะมาเยี่ยม แล้วก็อย่าลืมกำชับให้เธอทำโจทย์เลขเยอะๆ เธอค่อนข้างไปได้ดีกับวิชานี้ และสำหรับคุณ...” ผมสูดลมหายใจ “อย่าโทษตัวเองว่ามีส่วนผลักไสผมออกไป มันไม่ใช่ความผิดของคุณและผมเข้าใจดี ผมเป็นคนเลือกเอง ไม่ได้มีใครบังคับ ขอบคุณสำหรับความเมตตาที่มีให้ผมเสมอมา”

ผมกระตุกแขนเควินให้เดินตามมากับผม

“เกล” คุณโรเบิร์ตส่งเสียงไล่หลังผมมา “ฉันจะถือว่าเธอยังอยู่ที่นี่ รหัสเข้าห้องของเธอจะยังเหมือนเดิม ฉันจะปล่อยมันไว้แบบนี้โดยไม่เปลี่ยนแปลงอะไร เธอกลับมาที่นี่ได้ทุกเมื่อที่เธอต้องการ”

ผมยิ้มออกมาและเอ่ยขอบคุณเบาๆ เสียงฝีเท้าของเราทั้งคู่ย่ำไปบนพื้น ท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่ที่จ้องมอง

 

ผมออกมาเผชิญกับสายลมแรงและอุณหภูมิที่ลดต่ำเรื่อยๆอยู่ข้างถนน เควินห่อไหล่และไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ผมก็ไม่พูดอะไรเหมือนกัน ได้แต่ยิ่นนิ่งและมองทุกสิ่งเคลื่อนผ่านไปด้วยสายตาเหม่อลอย ความเก่งกล้าอวดดีที่แสดงออกไปเมื่อครู่ละลายหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ เหลือไว้แต่ความหวาดหวั่นไม่มั่นใจ และไม่รู้จะเริ่มต้นแบบไหน

“เฮ้... หนุ่มน้อยปลาทอง มายืนตากลมอยู่ตรงนี้ทำไม”

เสียงคุ้นหูที่ดังขึ้นไม่ไกล ทำให้ผมหันต้องค่อยๆเบนสายตาไปมอง

มาร์คัส คนขายข่าวเดินตรงเข้ามาหาผม เขาสวมเสื้อโค้ทยาวตัวเดิมที่ผมเห็นเมื่อวาน เรือนผมสีน้ำตาลแดงยุ่งๆโผล่พ้นหมวกออกมา

มาร์คัสมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม เควินไม่หันมามองเลย เขาเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งแล้ว

“นายดูย่ำแย่มากเลย” มาร์คัสพิจารณาใบหน้าผม “ให้ฉันเรียกแท็กซี่ให้มั้ย”

ผมพยักหน้า มาร์คัสดึงกระดาษออกจากมือผมไปดู แล้วกดเรียกแท็กซี่จากแถบข้อมือตัวเอง เรายืนอยู่เคียงข้างกันท่ามกลางความหนาวเย็นและแสงจากตึกสูงที่รายล้อม ที่ยิ่งทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเล็กลงจนแทบไม่เหลือตัวตน ...ที่นี่ไม่ต้องการผม และผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ไหนจะต้องการ แค่ที่เล็กๆให้ผมได้ยืนก็อาจจะไม่มี

“เรื่องมันแย่สินะ” มาร์คัสพูดขึ้น

“อืม” ผมงึมงำ ความรู้สึกบางอย่างกำลังพุ่งขึ้นไปยังจมูกและหัวตา

“ถึงเวลาที่นายจะสนใจองค์กรหมายเลข 6 หรือยัง”

ผมหันไปมองมาร์คัส และคิดว่าตัวเองฟังผิดไปรึเปล่า มาร์คัสมองมาที่ผมและยิ้มบางๆ มันดูแปลกไปกว่าทุกที มันไม่เหลือการกระเซ้าเย้าแหย่อย่างเจ้าชู้แบบที่เขามักจะทำใส่ผมเลย

“นี่ไม่ใช่คำถาม” รอยยิ้มยังคงระบายอยู่บนริมฝีปากของมาร์คัส ในขณะที่แววตาเขาไม่เหมือนเดิม “มันคือการเชื้อเชิญ”




           .......................................................................................................................................



หายไปหลายวันเลยค่ะ  เพราะมีงานแล้วก็เดินทางไปทำนู่นทำนี่

ฝั่งน้องเกลดูท่าจะมีอะไรให้ลุ้นขึ้นมาแล้ว ส่วนใครที่อยากอ่านฝั่งนิโคลัสก็เตรียมตัวรอตอนหน้าค่ะ  ^ ^

ตอนนี้ผู้แต่งเปิดให้เล่นเกมทายสายพันธุ์ของคนอุกอาจบุกเข้าไปหานิโคลัสในห้องอยู่ค่ะ  มีของรางวัลนิดๆหน่อยๆให้ด้วย แต่เน้นเฮฮาสนุกสนานมากกว่า ใครสนใจอยากเล่นก็ตามไปเล่นในเพจได้เลยค่า  ตามลิ้งก์ไปนะ


https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=630368023773231&id=460290080781027&comment_id=633455173464516&offset=0&total_comments=51&notif_t=feed_comment

อ้อ... บางครั้งผู้แต่งจะมีการเข้ามาแก้ไขบางคำพูดในนิยายบางตอนอยู่เรื่อยๆนะคะ  ไม่ได้ตั้งใจอัพหลอกแต่อย่างใด  แต่บางทีมันต้องแก้จริงๆค่ะ  เพราะมีจุดเกี่ยวเนื่องกับตอนใหม่ที่กำลังแต่ง  ถ้าไม่แก้ทันทีเดี๋ยวมันจะลืมค่ะ  ...อย่าว่ากันน๊า

คิดถึงทุกคนค่า...


(ขอบคุณทุกคนที่ช่วยทักเวลาเจอคำผิด หรือเจออะไรแปลกๆในนิยายนะคะ ^ ^ ) 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 71 ครั้ง

38 ความคิดเห็น

  1. #1702 สนุกดีค่ะ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2561 / 05:37

    มีบางคำพิมพ์ผิดค่ะ เช่น อนุญาต (ที่ถูกไม่มีสระตรง ต) สังเกต (ไม่มีสระตรง ต เช่นกันค่ะ) ไม่แน่ใจว่ามีใน ตอน 5 หรือเปล่า แต่มีในตอนอื่นก่อนหน้านี้ เราจำไม่ได้ว่าตอนไหนบ้าง

    #1702
    0
  2. #1677 sehun-hunhan (@hunhan-sehun) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 06:21
    มาร์คัสก็เป็นมนุษย์ธรรมดานี่นา
    #1677
    0
  3. #1658 C Griffin (@mungmingii) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:12
    สองคู่นี้ตะมาเกี่ยวข้องกันได้ไหม
    #1658
    0
  4. #1594 kanun0_0 (@kanun0_0) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 17:57
    มาคัสนี่ใคร หนึ่งในองค์กรหรอ
    #1594
    0
  5. #1561 Boatbateau (@boatnp) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 21:47
    แพททริกนี่ยังไง ชอบเกลเหรอ
    #1561
    0
  6. #1482 f_onp97 (@bonjour0301) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 15:51
    แพทริคนานกวนเกลได้เด็กน้อยมาก55555
    #1482
    0
  7. #1440 KrisYeol xx (@vipexotic) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 กันยายน 2559 / 16:03
    ตอนแพทริคกวนเกลเหมือนคนเอามือไปคนในขวดโหลแก้วแหย่ปลาทองจนปลาทองโมโหอ่ะ แพทริคกวนได้น่ารักปนกวน..อะไรขนาดนี้ ตอนนี้สงสารเควินมากเลย แค่ได้ข่าวน้องก็คงเสียใจจะแย่อยู่แล้วยังต้องโดนแบบนี้อีก แล้วเกลจะเข้ากลุ่มนั้นไหมอ่ะ
    #1440
    0
  8. #1409 JAMNIN (@vi-o-let) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2559 / 16:51
    ลุ้นตลอดตอนเลย ดำเนินเรื่องเก่งจัง สนุกมากกกก
    ผ่านไปแต่ละตอนก็รับรู้ถึงความโหดร้ายของมนุษย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
    น่าสงสาร ปลาทองน้อยคงจะเข้าองค์กรแล้วสินะ 
    #1409
    0
  9. #1274 ไอแอมอะก้อย (@pk4u) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2559 / 10:06
    อ่า ตกใจมาก เฮียมาคัส คนธรรมดา เป็นคนองค์กร no.6 งั้นหรอ
    #1274
    0
  10. #1200 AlowHa (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2559 / 19:19
    เริ่มจะสนุกเเล้วสิ

    ปิดท้ายได้น่าติดตามมาก

    เราชอบวิธีการเขียนอ่ะ

    มันจะมีบางประโยคปิดท้ายที่อ่านเเล้วสะใจจริงๆ

    จริงๆแล้วนะ เรารู้สึกว่าฉากเควินกับน้องน่าจะรีดอารมณ์ได้อีก

    โครงเรื่องมาดีแล้ว

    ถ้าเรารู้จักคลอเดียนานกว่านี้กับเห็นสภาพเควินมากกว่านี้

    น่าจะอินกว่า เราว่านะ

    #1200
    0
  11. #1170 BeautcH (@tewsri) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 07:09
    มีความถูกชะตากับมาร์คัสแรงมาก ตอนแรกนึกว่าจะโยงนิคเข้ากับเกลเพราะเปิดมาเป็นตัวเด่นทั้งคู่ สรุปคือเคะคู่สินะคะ ฮุๆ
    #1170
    0
  12. #1096 Sweet Time (@ging3) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 05:35
    โอเคเริ่มทำใจเรื่องนิค ได้ นิดนึงละ
    #1096
    0
  13. #1083 Dearest ❤ Deer (@pretty-angel) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 19:30
    มาร์คัสนี่เป็นสมาชิกองค์กรหมายเลขหกหรือเปล่าเนี่ย
    #1083
    0
  14. #919 Azlyss (@Azlyss) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2559 / 03:14
    เราได้แต่คิดซ้ำๆว่าทำไมทำไม ทำไมเป็นแบบนี้
    ทั้งที่ก่อนเควินเองก็เคยดีกับคนอื่นพอทีนี้กลับไม่มีใครเขื่อใจ มันเจ็บปวดอ่ะ ย่ำแย่ที่สุด ตอนนนี้เราชอบมาร์คัสยัไงไม่รู้ ดูใจดีอ่า เกลจะเข้าร่วมมั้ยน้า
    #919
    0
  15. #800 Plankton J (@jthida) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 เมษายน 2559 / 21:48
    อ่านแล้วน้ำตาไหลเลยค่ะ เจ็บปวดแทนเควินจริงไ
    #800
    0
  16. #578 เรนนี่ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2558 / 23:16
    เหตุการณ์คืนนั้นมีผลกับการตัดสินใจของนิครึเปล่าเนี่ย

    มาร์คัสคงจะเป็นคนหาพวกเข้าองค์กรสินะ
    #578
    0
  17. วันที่ 16 เมษายน 2558 / 23:04
    ตอนนี้เศร้ามากค่ะ  สงสารเกลกับเคลวิน  ถูกกดขี่สุดๆ  เหยียดพันธ์ุกัน
    ชะตาชีวิตน้องเกลจะเป็นยังไง  ถูกเชิญเข้าร่วมองกรลับด้วย  ลุ้นว่าจะมีผลต่อโลกมนุษย์ยังไงค่ะ
    มีแต่เรื่องน่าลุ้น  ตอนแรกก็ไม่ชอบแพทริค  หลังๆเริ่มเชียร์นิดๆ
    แต่ตอนนี้เอนเอียงไปทางมาร์คัสซะแล้ว  เลือกเชียร์ไม่ถูกค่ะ  ฮ่าๆ
    #270
    0
  18. #225 RINKUWAc .™ (@hasuki) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 มีนาคม 2558 / 17:08
    แพทริคเป็นบ้าเหรอ กวนประสาทสุดๆ 55555555555+
    // สงสารเคลวินมากเลยอ่ะ YYAYY โลกช่างไม่ยุติธรรมเลย!
    เรื่ององค์กร 6 ทำไมมาคัสถึงเป็นคนชวน ถ้าเป็นอย่างนั้นมาคัสอาจจะเป็นมนุษย์กลายพันธุ์เหมือนกัน แต่ไม่แสดงอาการ ?
    #225
    0
  19. #215 KillerKill (@valasmps) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 มีนาคม 2558 / 02:34
    บางทีแพทริคก็ตลกนะ //สงสารเควินกับเกลจัง
    #215
    0
  20. #192 tea (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 มีนาคม 2558 / 11:53
    ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกแย่กับการเป็นมนุษย์ ...



    ไม่ต้องเป็นมนุษย์กับสายพันธุ์อื่นก็ได้ แค่มนุษย์ด้วยกันเอง บางที่เราก็คงรู้สึกแบบนั้น



    เพื่อให้ตัวเองปลอดภัย อยู่รอด ถึงจะต้องฆ่า ทำร้าย หรือทำลายฝ่ายอื่นได้(และคิดว่าตัวเองมีสิทธิที่จะทำด้วย)



    สงสารแต่ไม่รู้จะทำอะไร ...



    เหมือนที่เคยมีคนเปรียบเปรย.. เรื่องของภาคใต้คนเมืองหลวงดูข่าวแล้วก็พูดเพียงแค่ น่ากลัวจังนะ น่าสงสารจัง



    แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น และข่าวก็เลื่อนหายไปพร้อมๆกับมื้อค่ำ





    เม้นท์เวิ่นไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องอีกแล้ว ..



    ขอโทษค่ะ

    #192
    0
  21. #191 nong pair (@pair160242) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 มีนาคม 2558 / 09:24
    โอยยย ทำไมแบ่งแยกกันแบบนี้?! ความยุติธรรมไม่มีอยู่เลยเหรอ? ถึงจะเป็นมนุษย์กลายพันธุ์แต่ก็มีหัวใจเหมือนกันนะ โหดร้ายง่ะ TTOTT แล้วทีนี้น้งปลาของเราจะตอบตกลงหรือเปล่า?? น่าติดตามๆ ><
    #191
    0
  22. #190 little-red-cap (@little-red-cap) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 มีนาคม 2558 / 00:12
    โอ้ย ร้องไห้อีกแล้ว ทำไมแบ่งแยกได้ขนาดนี้ อยากรู้คำตอบของปลาน้อยจัง
    #190
    0
  23. #189 Oum SP (@hughhana) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 มีนาคม 2558 / 17:53
    ขอบคุณไรท์สนุกสนานมากมาย^^
    #189
    0
  24. #188 ปักษาวาโย (@duff090) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 มีนาคม 2558 / 17:22
    เกลแซ่บมากขอบอก แพทริกถึงกับสตั้น
    น่าสงสารทั้งเกลทั้งเควิน ชอบมาร์คัสมากค่ะ ดูกวนๆ เป็นหนุ่มอารมณ์ดี
    เกลจะเข้าองค์กรหมายเลข6แล้ว
    #188
    0
  25. #187 kaokorn (@kaokorn) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 มีนาคม 2558 / 13:13
    ความจริงมักโหดร้ายเสมอ
    สงสารเควิน และเกล
    ไม่เข้าใจแพททริก
    ดังนั้น ตามอ่านต่อไปฮะ 555+
    #187
    0