ครั้งหนึ่ง ณ คุนหมิง

ตอนที่ 2 : ภายใต้ความอบอุ่นของหัวใจสองดวง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 110
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    13 พ.ย. 62

ภายใต้ความอบอุ่นของหัวใจสองดวง

หลังพบเจอกันคืนนั้นที่สวนสาธารณะ เซียงหลานไม่ได้ออกไปพบเจอกับเขาอีกเลย อาจจะมีพูดคุยกันบ้างในวีแชทแต่ก็ใช่ว่าจะคุยกันตลอด แต่ทุกครั้งที่มีการส่งข้อความหากัน ไม่มีครั้งไหนที่จะทำให้ใบหน้าหวานนั้นหุบยิ้มลงได้ ถึงจะคุยกันน้อย แต่ก็เป็นการคุยกันที่ให้ความรู้สึกหวั่นไหวอยู่ตลอดเวลา

คืนวันศุกร์ในสัปดาห์นั้น บรรดาเพื่อนร่วมห้องเรียนสามสี่คนพากันออกไปนั่งดื่มที่ร้านเจ้าประจำ ลูกหว้าหนึ่งในกลุ่มซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับซิ่วอิงเมื่อตอนเรียนที่ไทย เอ่ยปากชวนซิ่วอิงและ เซียงหลานออกไปนั่งดื่มด้วยกัน

ด้วยความที่อยากเรียนรู้โลกภายนอกบ้าง เซียงหลานจึงตอบปากรับคำชวนเพราะตั้งแต่โตมาตัวเธอเองยังไม่เคยออกไปสถานบันเทิงหรือเที่ยวดื่มเหมือนบรรดาเพื่อนๆบ้าง แต่ฝั่งซิ่วอิงนั้นปฏิเสธที่จะออกไป เพราะเธอไม่ชอบเที่ยวที่แบบนั้นเธอเลือกที่จะนอนพักผ่อนมากกว่าใช้เวลายามค่ำคืนในสถานบันเทิง

เมื่อไปถึงร้านเจ้าประจำของกลุ่มเพื่อนร่วมชั้นเรียน ทุกคนเลือกโต๊ะที่ใกล้กับทางออกมากที่สุด เพราะสะดวกแก่การเดินไปเข้าห้องน้ำ และเดินออกมาซื้อของกินทานเล่นเป็นกับแกล้ม เซียงหลานไม่ใช่นักเที่ยวซึ่งนี่เป็นครั้งแรกของเธอที่ลองออกมาสัมผัสกับสถานที่รื่นเริงยามค่ำคืน จะว่าไปก็ราวกับนกน้อยที่เพิ่งออกจากกรงก็ว่าได้

นอกจากไม่ชอบเที่ยวแล้ว เธอยังดื่มไม่เป็นอีกด้วยเพราะงั้นหญิงสาวจึงเลือกที่จะสั่งแค่เครื่องดื่มที่ไร้แอลกอฮอล์ แต่ก็ถูกเพื่อนๆคะยั้นคะยอให้ดื่มจนได้ ด้วยความเกรงใจจึงต้องดื่มเพื่อรักษาน้ำใจเพื่อนๆบ้าง รสชาติของเบียร์จีนไม่ได้แย่แบบที่คิดขมอมเปรี้ยวเบาๆแต่กลับให้รสชาติที่กลมกล่อมลงตัว

‘คลิก’เสียงข้อความดังแจ้งเตือน

เซียงหลาน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ใบหน้างามคลี่ยิ้มอย่างพอใจ เป็นข้อความทักทายแรกของวันนี้จาก 'เขา'

"ทำการบ้านอยู่หรือเปล่า"เขาส่งมาถามไถ่เช่นทุกวัน

"ไม่ได้ทำฉันออกมาข้างนอก"เซียงหลานพิมพ์ตอบกลับไป

"ออกไปไหนในเวลาดึกดื่นแบบนี้"

"ออกมานั่งดื่มกับเพื่อนๆ"

"คุณ...ดื่มด้วยงั้นหรือ"

"ฉันดื่มน้ำอัดลมแต่ก็มีจิบๆเบียร์บ้างนี่เป็นครั้งแรกเลยที่ได้ลองดื่มเบียร์"

"อย่าดื่มหนักละเดี๋ยวจะเมาไม่รู้ตัว"

"แก้วแรกยังไม่หมดเลย"

"ผมไปหาได้ไหม"

"ตอนนี้เหรอ...แต่ฉันอยู่กับเพื่อนๆ"

"เพื่อนผู้ชาย?"

"มีแต่ผู้หญิง"

"ไปหาได้ไหม...อยากเจอ"

"ถ้าคุณว่างก็มาได้ค่ะ"

เขาตอบกลับมาพร้อมคำถามที่ว่าร้านที่เธอนั่งอยู่ตั้งอยู่ที่ไหน หลังจากได้คำตอบเขาบอกลาเธอทางแชทแล้วทิ้งท้ายประโยคไว้ "เจอกันนะ..."

จากที่เริ่มจิบเบียร์เบาๆแค่แก้วเดียวกลายเป็นสองและสาม แก้วที่สามหมดลง หญิงสาวเริ่มรู้สึกถึงความมึนเมาที่กำลังถาโถมเข้ามา เธอไม่ได้เมามาก แต่ก็รู้สึกได้ถึงการควบคุมตัวเองที่น้อยลง เธอจึงเปลี่ยนเป็นดื่มน้ำเปล่าแทนหากยังคงดื่มน้ำเมาต่อเดี๋ยวจะได้ฟุบลงก่อนใครเขา

เวลาล่วงเลยจากสองทุ่มมาเป็นห้าทุ่ม ไม่นานนักใครบางคนที่เธอเฝ้ารอ ก็มาถึงพร้อมเพื่อนอีกสองคน คือหวังหย่งและเตี๋ยหรง สามคนนี้ตัวติดกันราวปลาท่องโก๋ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ที่ไหนมีเฉิงฟงที่นั่นมักมีเพื่อนหนุ่มสองคนตามมาด้วยเสมอ

เตี๋ยหรงเดินยิ้มหน้าบานมาแต่ไกล ส่วนหวังหย่งและเฉิงฟงกำลังคุยกันอยู่ ทั้งสามเดินมาเรื่อยๆจนถึงโต๊ะที่ทุกคนนั่งอยู่ หมู่เพื่อนๆต่างขยับขยายและจัดแจงที่นั่งให้ชายหนุ่มทั้งสามคนที่เพิ่งเดินเข้ามาถึง

เฉิงฟงเลือกเก้าอี้ตัวที่ใกล้กับ เซียงหลานเขาหย่อนกายลงเคียงข้างเธอในขณะที่หวังหย่งเลือกที่จะนั่งลงอีกด้านหนึ่งของหญิงสาวเตี๋ยหรงที่ไม่มีเก้าอี้จึงต้องตามหาเก้าอี้อีกตัวมาวางลงนั่งใกล้กับหวังหย่ง

“คุณสวยมาก” เฉิงฟงที่นั่งใกล้หญิงสาวกระซิบข้างใบหูเธอ นั่นคือคำทักทายที่เขาเลือกใช้

ร่างบางสะท้าน พลันหวั่นไหวไปกับเสียงกระซิบเพียงน้อยนิดจากลมปากเขา

“สวัสดีเฉิงฟง คุณทักทายผู้หญิงแบบนี้เสมอเหรอ” ใบหน้างามขยับยิ้มหวาน แก้มนวลแดงปลั่ง

รอยยิ้มนั้นละมุน...ตรึงใจคนมอง เขาอยากจะดึงรั้งเธอเข้าหาอกแกร่งแล้วครอบครองริมฝีปากบางนั่นให้สมดังใจหมายแต่สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ คือไหวไหล่

“แค่คุณคนเดียว” เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่งาม

คำพูดแสนหวานนั้นจะอาบไปด้วยยาพิษหรือเปล่าหนอ...พลันความคิดหนึ่งแวบเขามาในสมอง เขาเป็นคนหน้าตาดี คารมคมคาย คงหยอดคำหวานแบบนี้จนบรรดาสาวๆพากันติดกับดักไปหลายคนแล้วกระมัง

เพื่อที่จะหลบตาเขา หญิงสาวจึงทำเป็นหันไปทักทายหวังหย่ง และเตี๋ยหรง ที่นั่งใกล้เคียงกัน

หวังหย่งในท่าทีสบายๆของเขาพลางทำให้เธอนึกชอบมอง คืนนี้เขาแต่งตัวแบบสบายๆตามแบบเขา เสื้อยืดคอกลมสีขาวกับกางยีนส์แสนธรรมดาอีกตัวและทรงผมที่ปล่อยพลิ้วลงมาโดยไม่สนใจจะจัดแต่งให้ทรงผมนั้นดูเรียบขึ้น ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาดูมีเสน่ห์ไม่เบา

“ไม่ดื่มเบียร์แล้วหรือ” เฉิงฟงชี้ไปยังแก้วน้ำเปล่าของหญิงสาวที่ไม่ยอมมองสบตาเขา

ร่างบางหันกลับมามองหน้าเขา เพียงแค่แวบเดียวเท่านั้น “เปล่าค่ะ ฉันดื่มไปสามแก้วแล้ว ตอนนี้เริ่มมึนจึงกินน้ำเปล่าก่อน” เพราะคุยกับเขาบ่อยๆตลอดหลายวัน ทำให้ภาษาจีนของเธอดีขึ้นมาก

“คออ่อนจริงเชียว” ไม่พูดเปล่าแต่กลับยื่นมือออกไปลูบหัวหญิงสาวอย่างอ่อนโยน
ตุบๆ...หัวใจเธอเต้นแรงสั่นไหวอีกระรอก แก้มที่แดงปลั่งเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ยิ่งแดงขึ้นไปอีกเมื่อเห็นแววตาและท่าทีของเขา

ผู้ชายอะไรหนอ...ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งไหวหวั่น...

“คุณจะสั่งอะไรมาดื่มไหมคะ” หญิงสาวพูดเสียงสั่นเล็กน้อย

เขาตอบก่อนจะเรียกเด็กเสิร์ฟในร้านมาสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่นานนักเครื่องดื่มที่เขาสั่ง ถูกยกมาวางบนโต๊ะ เหยือกใสๆนั้นมีน้ำสีขาวอมเหลืองอ่อนๆบรรจุเข้ามาเกือบเต็มเหยือก

หญิงสาวมองดูด้วยความสงสัยว่าเครื่องดื่มในนั้นจะมีรสชาติเป็นอย่างไร ราวกับว่าคนข้างกายเธอจะรับรู้ได้ถึงความคิดนั้น

“อยากลองไหม” เฉิงฟง ถามพร้อมยื่นแก้วเครื่องดื่มในมือมาให้

บ้าไปแล้ว...จะให้เธอรับแก้วที่เขาดื่มไปแล้วมาดื่มได้ไง มันเหมือน...คิส...กันทางอ้อม

คิดแค่นั้นใบหน้านวลผ่องกลับแดงขึ้นมาอีก

“น่าลองค่ะ แต่รินใส่แก้วของฉันดีกว่า ดื่มแก้วเดียวกับคุณแล้วเกรงใจ” เธอเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกแก้วน้ำเปล่าในมือดื่มรวดเดียวจนหมด แล้วยื่นให้เขา

เฉิงฟง ยกเหยือกเครื่องดื่มขึ้นเทใส่แก้วของเธอครึ่งแก้ว “ลองก่อน” เขาพูดเหมือนไม่แน่ใจว่าหญิงสาวจะชอบไหม

ร่างบางยกแก้วในมือขึ้นจิบเบาๆแล้วลิ้มรสชาติของมัน อืม...มันก็ใช้ได้นะ คงเป็นเหล้าผสมกับน้ำชา ชาที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆแต่ก็ยังมีกลิ่นเหล้าจางๆ

“เหมือนเป็นน้ำชาที่ผสมเหล้า” เธอบอกเขา

“ใช่แล้ว รสชาติไม่ได้แย่ใช่ไหม”

“ไม่แย่เลย มีกลิ่นหอมของชาด้วย” พูดจบ หญิงสาวยกขึ้นจิบอีกหน อืม...อร่อยจริงเชียว ที่มันอร่อยเพราะชอบรสชาติของชาหรือเพราะเห็นใบหน้าของเขาแล้วอะไรๆรอบตัวกันพลางดีไปหมดละ...?

เพราะความหอมของกลิ่นชาอ่อนๆ ทำให้สาวเจ้าลืมนึกไปว่านี่ไม่ใช่น้ำชา แต่เป็นน้ำเมาที่ผสมกับชา แถมรสชาติยังดื่มง่ายกว่าเบียร์เสียอีก กว่าจะรู้ตัวเธอก็ดื่มไปหลายแก้วจนตัวเองเข้าขั้นเมาไปแล้ว

“ไหนว่าไม่ดื่ม แต่พอได้ยกเหล้าเข้าปากนะ วางไม่ลงเลย” หนึ่งในกลุ่มเพื่อนร่วมชั้นเรียนเอ่ยขึ้น ตามด้วยเสียงหัวเราะ สาวคออ่อนเมื่อได้ยินเพื่อนแซวก็หัวเราะตาม

แต่ละคนต่างก็จับกลุ่มคุยกันไปต่างๆนาๆ บางคนมานั่งดื่มเพื่อปรับทุกข์กับเพื่อนเรื่องความรัก บ้างก็มาเพื่อมองหาหนุ่มหล่อที่จะเข้ามาในชีวิต แต่บางคนก็มาเพื่อได้เรียนรู้ถึงสถานที่รื่นเริงยามค่ำคืน

เท่าที่จำได้ในตอนแรกนั้น เฉิงฟงไม่ได้นั่งใกล้ชิดเธอมากถึงเพียงนี้ แต่ตอนนี้ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนแทบไม่มีช่องว่างให้ลมผ่านได้แล้ว เขานั่งใกล้เธอจนสองกายแนบชิดติดกัน แถมมืออุ่นหนายังปัดป่ายไปมาระหว่างเอวบางและแผ่นหลังของเธออีก

“ไหวไหม” เขาพูดเชิงกระซิบที่ข้างแก้มนวล มือแกร่งนั้นลูบหลังเธอแผ่วเบาและนุ่มนวล

เอาอีกแล้วนะ...กระซิบอีกแล้วหรือ

เขาจะรู้หรือเปล่าว่า สิ่งที่เขาทำอยู่มันทำให้เธอปั่นป่วนใจ ยิ่งมืออุ่นร้อนที่คอยเคลื่อนไหวไปมาบนแผ่นหลังของเธอ ยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกไหวสะท้านไปกับแทบทุกสัมผัสของเขา

“อือ...” เธอตอบเป็นภาษาไทยออกไปพร้อมรอยยิ้มหวาน เพื่อยืนยันว่า ‘ไหว’

ในห้วงของความคิดร่างบางที่นั่งแอบอิงเขาอยู่นั้นคิดว่าตัวยังคงไหว แต่หากเธอจะรู้ตัวสักนิด สภาพนั้นคืออาการของคนที่แทบจะทรงตัวไม่อยู่แล้ว เธอยกแก้วขึ้นเพื่อจะชนแก้วกับหมู่เพื่อนๆแต่แก้วในมือดันตกลงมาด้านล่างเสียก่อน

เสียงเพล้ง! ดังขึ้น เรียกความสนใจจากทุกคน เพื่อนร่วมโต๊ะต่างหันมามองแล้วพากันหัวเราะ มีเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นแล้วชี้ไปทางเธอ “สภาพแบบนี้เมาแล้วแน่ๆ”

เซียงหลานยิ้มอย่างยอมรับ ใช่...เธอเถียงไม่ได้หรอก เพราะรู้อาการตัวเองดี เพียงแต่ไม่คิดว่าจะหนักถึงขั้นจับแก้วเครื่องดื่มไม่ไหว

“เอาแก้วใหม่มาๆ” เพื่อนอีกคนพูดขึ้น ก่อนจะจัดการเทเครื่องดื่มแก้วใหม่ให้เธอ ทั้งที่อีกคนเพิ่งจะพูดไปหยกๆว่าเธอคงเมาแล้ว แต่อีกคนกลับรินเครื่องดื่มให้ใหม่อีก

บ้าแน่ๆถ้าเธอยังดื่มแก้วนี้อีก คงได้หลับคาโต๊ะ

พนักงานในร้านเดินเข้ามาเก็บกวดเศษแก้วที่เธอทำหล่นไว้ เฉิงฟงพยุงหญิงสาวขึ้น ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาเป่ารดอยู่เหนือเรือนผมหอม สองกายแนบชิดติดกันจนหญิงสาวจะอยากหายเมาเสียตอนนั้น เธอรู้สึกร้อนไปทั้งตัว ทั้งที่อากาศภายนอกยังคงหนาวเหน็บ

ถ้าใกล้กันนานกว่านี้อาจเกิดไฟไหม้ได้...
 

เมื่อคิดว่าไฟจะไหม้จริงๆ หญิงสาวรีบสลัดตัวเองออกจากอ้อมแขนชายหนุ่มราวกับว่ามือเขานั้นเป็นของร้อน แต่ดันลืมไปว่า หากขาดแขนแข็งแรงของเขาแล้วเธอจะยืนเองได้ยังไง

พลันนั้นร่างกายที่ทรงตัวไม่ได้ของเธอกำลังจะล้มลง เฉิงฟงที่ถูกผลักออกรีบถลาเข้ารับร่างบางนั้นคืนทันที ในขณะเดียวกันหวังหย่งเองที่เห็นรีบพุ่งกายเข้ามาช่วยกันประคองหญิงสาวอีกแรง

ร่างบางที่กำลังตกใจกลัวว่าตัวเองจะล้มลงหัวฟาดพื้น ไม่ทันเห็นผู้ชายสองคนที่กำลังประคองตัวเธออยู่ยืนมองตากันนิ่ง...ความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว แต่แค่แวบเดียวเท่านั้น หวังหย่งฉีกยิ้ม รีบคืนร่างบางให้เฉิงฟงไป

“ฉันแค่ตกใจ กลัวเธอจะล้ม” หวังหย่งบอกกับชายหนุ่มที่ประคองหญิงสาวอยู่ในอ้อมแขน

“ขอบใจ” เฉิงฟง ตอบไปก่อนจะพยุงให้ร่างบางนั่งลง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันไวจนคนรอบข้างแทบไม่ทันสังเกต

เพื่อนอีกคนที่เห็นเซียงหลานเพิ่งนั่งลง ยกแก้วขึ้นมาชวนดื่มอีกหน หนนี้เธอคิดว่าจะตอบปฏิเสธกลับไป เพียงแค่คิด ไม่ทันไรใครอีกคนก็พูดแทนหญิงสาวขึ้นมา

“สภาพแบบนี้คงดื่มต่อไม่ไหวแล้วมั้ง” พอพูดจบ เฉิงฟงยกแก้วเครื่องดื่มของร่างบางที่นั่งเคียงข้างขึ้นจรดริมฝีปากตัวเองแล้วดื่มโกรกๆจนเหลือแค่ครึ่งแก้ว เขายื่นอีกครึ่งที่เหลือให้เพื่อนสนิทดื่มต่อ “ช่วยกัน” เขาว่างั้น

หวังหย่งรับแก้วจากมือเขาไปแล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด เขายื่นแก้วที่ว่างเปล่ากลับมาให้เธอ เซียงหลานรับมาก่อนจะเทน้ำดื่มลงไป

นี่มันบ้าอีกแล้ว... จะให้เธอดื่มน้ำจากแก้วที่ผู้ชายสงคนเมื่อกี้เพิ่งดื่มไปนะเหรอ...เธอยงไม่อยาก คิส ทางอ้อมกับใครเสียหน่อย ช่างคิดได้ จะเช็ดขอบแก้วก็ไม่กล้ากลัวเขาคิดว่าจะรังเกียจเลยทำใจดื่มมันไปแบบนั้น

แค่เรื่องเล็กๆน้อยๆน่า เธอบอกตัวเอง แต่ใจก็มิวายสั่นไหวแปลกๆ เมื่อหวนนึกถึงริมฝีปากของทั้งคู่ที่จรดบนขอบแก้วใบนั้น

ก่อนร้านปิดเพียงสามสิบนาที พนักงานเดินมาถามว่าจะรับอะไรเพิ่มไหม ต่างคนก็ต่างตอบว่าไม่เพราะแพลนกันว่าจะไปต่อยังที่ใหม่ สถานที่ที่มันปิดดึกมากกว่านี้ เซียงหลานนั่งคุยกับเพื่อนๆและสามหนุ่มที่นั่งใกล้เคียงเธอ พวกเขาต่างพูดคุยกันเรื่องการเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศจีน อาหารคนจีนและอาหารของไทย

หวังหย่งลอบมองหญิงสาวที่นั่งข้างกายเขาอยู่บ่อยครั้ง เสี้ยวหน้านวลเนียนอยู่ไม่ไกลเขามากนัก แวบแรกที่เดินเข้าร้านแล้วเห็นเธออยู่ตรงมุมนี้ สายตาเขาจับจ้องไปยังเธอทันที

ใบหน้างามประดับรอยยิ้มทักทาย ดวงตาเรียวงามถูกแต่งแต้มให้ดูสวยโดดเด่นมากกว่าทุกครั้งที่ได้พบเจอ เสื้อผ้าการแต่งกายดูจะเปิดเผยสัดส่วนมากกว่าปกติที่เคยเห็น เขาเพิ่งเคยเห็นเธอในลุคนี้ ซึ่งก็ทำให้เธอยิ่งดูสวยดึงดูดตา ชวนมองจนยากจะละสายตา

จะสวยธรรมชาติแบบใสๆที่เขาเจอเมื่อหลายวันก่อน หรือสวยแบบแต่งแต้มเช่นคืนนี้ ก็ล้วนถูกใจเขาไม่ต่างกัน เมื่อนึกย้อนไปวันแรกที่ได้เจอเธอ เขาเป็นคนเห็นเธอก่อน ร่างบอบบางนั้นสะดุดตาได้ในวินาทีแรกที่เห็น ทว่า...ปัญหาคือเธอไม่ได้สะดุดตาเขาแค่คนเดียว แต่ดันไปสะดุดใจเฉิงฟง เพื่อนสนิทเขาด้วย

ตลอดการสนทนา บ่อยครั้งที่เซียงหลานหันไปสบตากับหวังหย่ง หญิงสาวรู้สึกแปลกๆชอบกล กับสายาตาที่หวังหย่งคอยมองมาเป็นครั้งคราว ภายใต้แววตาที่ดูเป็นมิตรนั้นเธอไม่รู้ว่าเขา คิดอะไรอยู่

เสียงโทรศัพท์ของเฉิงฟงดังขึ้น ชายหนุ่มยกมันขึ้นมาดูครู่เดียว พลันนั้นสีหน้าเขากลับดูเงียบขรึมลง ชายหนุ่มขอตัวไปคุยธุระด้านนอก ทิ้งให้หญิงสาวอยู่กับเพื่อนอีกสองคนของเขา ซึ่งเธอก็ถือว่าชายหนุ่มทั้งสองคน เป็นเพื่อนเธอเช่นกัน

เพื่อนร่วมโต๊ะที่นั่งดื่มกันมาแต่ต้นเริ่มทยอยกันกลับ บางคนขอตัวกลับ บางคนขอตัวไปต่อที่อื่น มีครั้งหนึ่งที่ลูกหว้าเอ่ยชวนเซียงหลานให้ไปต่อ แต่ด้วยสภาพที่เป็นอยู่หญิงสาวจึงปฏิเสธไป เวลาผ่านไปราวยี่สิบนาทีไม่มีทีท่าว่าเฉิงฟงจะเสร็จธุระของเขาง่ายๆ ชายหนุ่มยังคงอยู่ด้านนอกนั่นด้วยสีหน้าที่ดูเคร่งขรึมกว่าครั้งไหนๆ

ทั้งโต๊ะจึงเหลือแค่เซียงหลานกับเพื่อนของเขาสองคน...ความเงียบเข้าครอบงำแทบทีที่ทุกคนจากโต๊ะไปหมด

"สร่างเมาบ้างหรือยัง" หวังหย่งเอ่ยถามทำลายความเงียบที่เกิดขึ้นชั่วขณะ

"ดีขึ้นค่ะ แต่ยังมึนๆอยู่เลย" หญิงสาวตอบเขา พร้อมหยิบมือถือขึ้นมากดดูนาฬิกา "ดึกมากแล้วอีกสักพักร้านก็จะปิด เรากลับกันเลยไหม"

"ยังไม่อยากกลับ นานๆทีจะได้ออกมานั่งดื่ม" เตี๋ยหรงพูดขึ้น

"พรุ่งนี้มาอีกก็ได้นะ คืนวันเสาร์ฉันว่าง" เซียงหลานหันไปบอกเขา ผิวแก้มแดงระเรื่อเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์

"ผมต้องทำงาน" เตี๋ยหรงทำเสียงเศร้า

เซียงหลานหัวเราะขำ "ไว้ว่างค่อยออกไปนั่งดื่มด้วยกันอีกนะ"

เตี๋ยหรงฉีกยิ้มแฉ่ง หวังหย่งพูดแทรก "ถ้าจะไปไหนห้ามลืมชวนฉันละ" เขาพูด

"ไม่ลืม..." เซียงหลานต่อ

ใบหน้ายามมึนเมา สายตาหวานหยาดเยิ้ม...ช่างชวนมอง

หวังหย่งส่งยิ้มละลายมายังเธอ นี่เขาคงหวังจะให้รอยยิ้มนั่นละลายเธอให้หายไปจากตรงนี้เลยหรือไง หญิงสาวยิ้มแห้ง

ในใจยังแอบหวังว่าเฉิงฟง อาจเดินกลับมาเพื่อใช้เวลาด้วยกันต่อ หากปล่อยเธอให้อยู่ใกล้หวังหย่งต่อไปแบบนี้เรื่อยๆ...ไม่ดีแน่... แต่เท่าที่เห็นก็รู้ดีว่าเขายังต้องการเวลาส่วนตัวอีกนาน เธอจึงตัดใจว่าจะกลับเลยเสียดีกว่า

เซียงหลานเอ่ยปากชวนสองหนุ่มกลับอีกครั้ง เพราะตัวเองก็อยู่ในสภาพที่ทั้งมึนทั้งง่วงเต็มทน

หวังหย่งเห็นด้วย "กลับก็ดี จะได้ไปนอนพัก" น้ำเสียงนั้นฟังดูห่วงใย หวังหย่งลุกขึ้นหันไปทางเตี๋ยหรง “อาหรงฝากดูเซียงหลานสักครู่นะ ฉันจะไปตามเฉิงฟง” พูดจบเขาก็หันหลังเดินออกไป

เตี๋ยหรงพยักหน้า “เดินคนเดียวไหวไหมยัยขี้เมา” เขาหัวเราะหึหึในลำคอ ก่อนจะยื่นมือมาให้เธอยืดเป็นหลักในการยันตัวลุกขึ้น

“ขอบใจนะ” หญิงสาวยื่นมือไปจับแขนเขาก่อนจะพยุงตัวลุกขึ้น “โอย...หัวหนักเป็นบ้าเลย มึนตึบๆ” เธอลืมตัวบ่นเป็นภาษาไทย

“คุณว่าอะไรนะ” เตี๋ยหรงฟังไม่เข้าใจ

เธอนึกได้ก็หัวเราะคิกคักออกมา “โทษที ฉันเผลอพูดไทยกับคุณแน่ะ”

พอเขารู้ว่าเธอเมาจนรวนจึงหัวเราะออกมาบ้าง “คุณนี่ดูๆไปก็น่ารักดีนะ ถึงจะเห็นอยู่ว่าสวย แต่ที่ไหนได้บ๊องเหลือเกิน” ประโยคสุดท้ายนั่น เขาหัวเราะก๊าก

เซียงหลานมองค้อน นี่สรุปจะชมว่าสวยหรือจะด่าว่าเธอบ๊องละคุยกันไปเดินกันไปแค่ครู่เดียวก็ออกมาถึงหน้าถนนใหญ่ ตามด้วยชายหนุ่มอีกสองคนที่เพิ่งเดินตามหลังมาไม่ห่าง

“เซียงหลาน” เสียงนุ่มทุ้มคุ้นหูดังขึ้น

ร่างบางเจ้าของชื่อหันกลับไปมอง เขาเสร็จธุระแล้วหรือ?

“ท่าทางของคุณเหมือนดูจะไม่ไหวเอาเสียเลย” เฉิงฟงที่หายหน้าไปสักพัก เดินตามมาพูดอยู่ข้างกายเธอ เขาดึงเธอเข้ามาพยุงแทนที่เตี๋ยหรง "ขอบใจ" เขาหันไปบอกเพื่อน

“เดี๋ยวพวกเราเดินไปส่งนะ” หวังหย่งเดินเข้ามาใกล้ แต่ก็เว้นระยะห่างไว้

“อืม ขอบคุณค่ะ” เธอตอบเป็นภาษาไทย พอนึกขึ้นได้จึงตอบไปอีกครั้งว่า “เซี่ยๆ” เป็นภาษาจีนซึ่งแปลว่าขอบคุณ

เฉิงฟงเลื่อนมือแกร่งมาจับเอวบางไว้ เขากระชับอ้อมแขนมากขึ้นในขณะที่เดิน สองกายอุ่นเบียดกันไปมา เกิดประกายไหววูบบางอย่างขึ้นมาในดวงตาของหญิงสาว

เธอไม่ชอบให้เขาเข้าใกล้เธอแบบนี้เอาเสียเลย เธอกลัวหัวใจตัวเองจะคิดไปไกลเกินกว่าจะดึงกลับมาได้ หญิงสาวจึงพยายามเบี่ยงกายออกห่างเขา แต่ชายหนุ่มไม่ยักจะสนใจกลับรัดเธอให้แน่นขึ้นอีก

กลิ่นกายหอมกรุ่นจากร่างบางโชยปะทะเข้าจมูกเขาบ้างเป็นครั้งคราว ปลุกความปรารถนาบางอย่างในตัวเขาขึ้นมา

“ตัวคุณช่างหอมเสียจริง” ไม่พูดเปล่ายังยื่นใบหน้าเข้าใกล้เธออีก

ดวงหน้างามแดงซ่านด้วยความเขินอาย เธอเบือนหน้าหนีไปด้วยความหวั่นใจ ไม่อยากให้เขาเห็นว่าเธอนั้นสุดแสนจะไหวหวั่น เธอได้แต่ภาวนาขอให้ถึงที่พักไวๆเถอะ ก่อนที่เธอจะหลอมละลายไปกับคำพูดและการกระทำของเขา

“ฉันว่าฉันดีขึ้นบ้างแล้ว” เธอบอกเขา เพื่อให้เขายอมปล่อยเธอเป็นอิสระจากการโอบเอวเธอเดิน

“ให้ช่วยพยุงแบบนี้ก็ดีแล้ว เดี๋ยวล้มหัวฟาดพื้นเป็นอะไรขึ้นมาก็ยุ่งอีก”

“เอ่อ...ฉัน ไม่ เป็น ไร แล้ว จริงๆ” เธอเน้นย้ำทุกคำที่พูด

ได้ยินดังนั้นเขาจึงลองปล่อยเธอตามที่ว่า แต่ไม่ทันที่จะปล่อยมือไปไหนไกล เจ้าหล่อนก็ทำท่าจะเซเอาเสียแล้ว เขาดึงเธอเข้าหากายแกร่งอีกครั้ง “เห็นไหม จะล้มอยู่แล้ว”

เมื่อเป็นดังที่เขาว่า หญิงสาวจึงยอมให้เขาโอบพยุงเธอเดินต่อไป อาจจะจริงถ้าเธอดันดื้อรั้นขึ้นมาแล้วล้มลงไปกองบนพื้นคงอายทุกคนแย่ แค่เขาทำท่าจะปล่อยเธอก็แทบทรงตัวไม่อยู่แล้ว อาจเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ครึ่งหนึ่งส่วนอีกครึ่งนั้นเป็นเพราะเขาเองนั่นแหละที่ทำให้แข้งขาเธอแทบไร้เรี่ยวแรง

เดินกันไม่ไกลมากนักก็ถึงที่หน้าหอพักของหญิงสาว ชายหนุ่มที่โอบประคองร่างบางไว้แทบไม่อยากปล่อยเธอให้หลุดมือไป แต่ก็จำใจต้องปล่อยให้เธอได้กลับไปพักผ่อน เขาทอดถอนหายใจยาว ก่อนจะบอกลาเธอ

ซิ่วอิงที่ตื่นมารับโทรศัพท์กลางดึกเป็นได้ต้องลงมารับเพื่อนสาวจอมขี้เมา แล้วพากลับมายังห้องนอน ทุกคนบอกลาและรอให้สองสาวขึ้นไปบนตึกห้าชั้นก่อน หลังจากนั้นพวกเขาก็พากันเดินกลับไป

ณ ที่แห่งนั้น หญิงสาวสัมผัสได้ถึงเส้นใยแห่งมิตรภาพบางๆระหว่างเธอและสามหนุ่มจีนเกิดขึ้น กับสองคนนั้นอาจเป็นมิตรภาพที่คิดว่าดี แต่กับ ใครอีกคน ความรู้สึกที่มีมัน‘พิเศษ’ มากกว่านั้น

 

 

เช้าวันเสาร์เซียงหลานตื่นมาด้วยอาการแฮงค์อย่างหนัก และนั่นคือครั้งแรกที่เธอแฮงค์ในชีวิต ความรู้สึกยามนั้นช่างทรมานเสียเหลือเกิน อาการปวดหัวตุบๆยังไม่หนักเท่าอาการจุกแน่นกลางอกและรู้สึกแสบร้อนภายในลำไส้ เธอเพิ่งรู้ว่าอาการที่เขาเรียกว่า แฮงค์ มันช่างเลวร้ายจริงๆ เธอบอกกับตัวเองในวันนั้นว่าจะไม่มีวันเผลอลืมตัวดื่มหนักขนาดนั้นอีก

หญิงสาวหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อดูเวลา โอ้โห...อยากจะบ้า นี่ก็ปาเข้าไปเที่ยงแล้ว แต่เธอยังนอนเหมือนซากศพอยู่บนที่นอน สภาพหน้าตาที่ไม่ได้ล้างจากเมื่อคืน ยิ่งกว่าหมีแพนด้าเสียอีก ถ้าใครมาเห็นเธอในสภาพนี้เข้าคงตกใจ

“ว้าย...เตย” ซิ่วอิงที่หอบถุงอาหารเข้ามาตกใจร้องว้ายแทบทันที

“นั่นไง” ว่าแล้วเชียวว่าถ้าใครเห็นต้องตกใจ “ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นสักหน่อย” เธอบ่นเพื่อน

“ฮ่าๆ เราก็แกล้งหยอกนะ ตื่นก็ดีแล้ว เอ้านี่เราซื้อบะหมี่จีนมาฝาก เจ้าที่เตยชอบนะ” เธอพูดพร้อมโชว์ถุงบะหมี่

เซียงหลานกลืนน้ำลายลงคออึก ชักหิวแล้วสิ เธอนี่ช่างโชคดีที่มีเพื่อนรู้ใจ

“ไปเลย ล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อยแล้วมาทานบะหมี่กัน” ซิ่วอิงชี้ไปยังประตูห้องน้ำ

หญิงสาวเกาหัวแกรกๆอย่างคนขี้เกียจก่อนจะเดินหาววอดหายเข้าไปในห้องน้ำ พอจัดการตัวเองเรียบแล้ว เธอเดินออดมาเพื่อนคนสวยก็จัดแจงเทบะหมี่ใส่ถ้วยให้เรียบร้อย

“หืมหอมจัง” เซียงหลานว่างพลางเดินเข้าไปนั่งตรงข้ามเพื่อน “อิงอิงนี่น่ารักตลอดเลย”

“เมื่อคืนกลับดึกไปนะ เรากับเหมยนี่เป็นห่วงแทบแย่”

“แค่เที่ยงคืนเองนี่นะ” เจ้าหล่อนว่าพลางใช้ตะเกียบคีบบะหมี่เข้าปาก “ยังต้องห่วงอีกเหรอ ก็บอกแล้วว่าสามคนนั้นเขาเป็นคนดี นี่ไงเห็นมะ ว่ากลับมาครบสามสิบสองส่วน” พูดไปทั้งที่ยังเคี้ยวอาหารตุ้ยๆ

“ห่วงจริงนะ เตยเพิ่งจะรู้จักเขาเอง ไม่น่าออกไปไหนต่อไหนด้วยกันตอนกลางคืน ยิ่งกับกลุ่มลูกหว้านะ เราไม่อยากให้เตยไปด้วยเลย” ซิ่วอิงบ่นเหมือนคนเป็นแม่ไม่มีผิด แต่ที่เธอพูดมาก็ถูก เพราะเธอกับลูกหว้าเคยเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อน เธอจึงรู้นิสัยของลูกหว้าดีว่าเป็นคนแบบไหน

“สรุปอิงอิงจะไม่กลับไปคบลูกหว้าแล้วเหรอ” เซียงหลานถามเพราะอยากรู้ เห็นว่าตั้งแต่ซิ่วอิงย้ายเข้ามานอนห้องเดียวกับเธอ ซิ่วอิงกับลูกหว้าดูห่างๆกันไป

“อือ เราว่าจะถอยออกมาเงียบๆ ไม่อยากมีปัญหา คนยิ่งคบกันมานาน เสียดายวันเวลาเก่าๆ”

“ดีแล้วละ ถ้าอยู่ตรงไหนแล้วไม่สบายใจ เราก็ก้าวออกมา อยู่ตรงไหนรู้สึกดีกว่าก็อยู่ตรงนั้น”

สองสาวนั่งทานบะหมี่และพูดคุยกันไปสักพักใหญ่ หลังทานอาหารเสร็จเซียงหลานอาสาช่วยซิ่วอิงล้างจานเพราะเธอเป็นคนซื้ออาหารมาและจัดแจงให้กิน แต่แม่เพื่อนคนดีกลับไล่ให้เธอกินยาแก้ปวดแล้วนอน เพราะแบบนี้แหละซิ่วอิงจึงเป็นเพื่อนที่เธอรู้สึกว่าเขารักและห่วงเธอจริงๆ หญิงสาวไม่ยอมทำตามที่เพื่อนว่า สุดท้ายเลยกลายเป็นทั้งสองคนช่วยกันล้างจาน

บ่ายนั้นหลังเธอกินยาแก้ปวดเสร็จก็นอนต่อยาวๆจนตื่นขึ้นมาอีกที เป็นเวลาสี่โมงเย็นแล้ว วันเสาร์ทั้งวัน เธอหมดเวลาไปกับการนอนเป็นยัยขี้เมา เซียงหลานหยิบมือถือขึ้นมาเช็คดูข้อความตามประสา บนหน้าจอมีข้อความเป็นภาษาจีนเต็มไปหมดทั้งจากเตี๋ยหรง หวังหย่ง และเฉิงฟง

ข้อความแรกเป็นของเตี๋ยหรง “ตื่นได้แล้ว ยัยขี้เมา” เขาเรียกเธอว่าแบบนั้น ช่างตลกเหลือเกินนายคนนี้ เธอกับ เตี๋ยหรงอายุห่างกันเพียงแค่สามปี ทำให้เกิดความสนิทสนมและวางคำพูดเป็นกันเองได้มากกว่า ในขณะที่หวังหย่งและเฉิงฟงดูจะอายุมากกว่า เพราะเขาทั้งสองห่างกับเธอไปหกปี

ข้อความถัดมาเป็นของหวังหย่ง “สวัสดีเหมยหนี่ ฉันหวังหย่ง”

คงไม่ต้องแปลกใจ ว่าทำไมทั้งสองหนุ่มจึงส่งแชทมาก่อกวนเธอได้ เพราะเมื่อคืนตอนนั่งดื่มกันพวกเขาได้ทำกันแลกวีแชทเป็นที่เรียบร้อย แถมหวังหย่งยังช่วยสอนให้เธอรู้จักใช้วีแชทมากขึ้นอีกด้วย

และข้อความสุดท้ายที่เธอเปิดอ่านจะเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากคนของใจ บ้าไปแล้ว...เมื่อไหร่กันที่กล้าเรียกเขาว่า คนของ...ใจ

“เซียงหลาน หากตื่นแล้ว ช่วยโทรมาหน่อยนะ” เชื่อไหม ข้อความสั้นๆแค่นั้นแต่กลับทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นบอกไม่ถูก นั่นสิ...เธอควรโทรไปหาเขา เพราะตอนนี้อยากฟังเสียงเขาจะแย่

แต่เธอก็ไม่ได้โทรไปดังที่ใจคิด เพราะใจยังไม่กล้าพอ จึงทำได้แค่กดส่งสติกเกอร์น่ารักๆตอบกลับไป ถึงภาษาจีนของเธอจะดีขึ้นมากแต่ก็ใช่ว่าจะเข้าใจทุกอย่างที่สื่อสารกัน ยิ่งผ่านการคุยกันแบบไม่เห็นหน้ายิ่งเข้าใจยาก เธอจึงตัดสินใจส่งแค่ข้อความไปก่อน คำไหนไม่เข้าใจจะได้หาคำแปล

แค่เพียงเขาเห็นสติกเกอร์ที่เธอกดส่งไปเท่านั้น ชายหนุ่มจึงเป็นฝ่ายโทรเข้ามาเองหญิงสาวลังเลตัดสินใจเพียงชั่วครู่ก่อนจะกดรับสาย

“สวัสดี” เธอกรอกเสียงแหบๆตัวเองไปในสาย

“เสียงฟังดูแหบๆ เพิ่งตื่นละสิ” เขานี่ช่างทายถูกจริงๆ

“ใช่แล้ว คุณละตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่แล้ว”

“วันนี้ผมมีเรื่องต้องจัดการเลยตื่นแต่เช้า”

หญิงสาวยังเงียบ เขาจึงพูดต่อ “เรื่องเมื่อคืน ขอโทษนะที่ทิ้งคุณไว้คนเดียวแบบนั้นตั้งนานสองนาน”

“ไม่เป็นไรค่ะ อันที่จริงคุณก็ไม่ได้ทิ้งฉันไว้คนเดียว เพราะฉันยังมีเพื่อนของคุณอยู่ด้วยตั้งสองคน”

เขาหัวเราะเบาๆมาตามปลายสาย “คุณไม่โกรธผมใช่ไหม”

“ไม่ค่ะ”

“ถ้าคืนนี้คุณว่าง ผมอยากพบคุณอีก”

“ว่างค่ะ...เจอกันที่ไหนดีคะ”

“มีร้านหนึ่งที่ผมอยากพาไป มันเป็นร้านอาหารนะไม่ใช่ร้านนั่งดื่ม”

“ก็ดีนะ ฉันชอบอาหารจีน” ตอบไปงั้นละ จริงๆเธอชอบอาหารทุกอย่าง เป็นคนกินไม่เลือกมากกว่า

“เจอกันตอนทุ่มตรง คุณสะดวกไหม”

“สะดวกค่ะ” ฉันตอบตกลง

พอรู้ว่าเย็นนั้นมีนัดแล้ว เซียงหลานรีบกระเด้งลุกจากเตียงหันไปหา ซิ่วอิงเพื่อชวนเธอไปเป็นเพื่อนทันที แต่ก็ได้รับการตอบปฏิเสธกลับมา

ซิ่วอิงมักมีสารพัดข้ออ้างเพื่อที่จะได้อยู่แต่ในห้องเสมอซึ่งตรงกันข้ามกับเธอที่มักหาเรื่องออกไปข้างนอกตลอด แม้ขนาดเวลาสี่ทุ่มในบางครั้งเธอยังบ้าบิ่นลงไปวิ่งออกกำลังกายที่สนามบาสเกตบอลใกล้ๆหอพักอีก เมื่อเพื่อนปฏิเสธมา เธอจึงตัดใจว่าจะไปคนเดียว ยังไงเสีย เธอเองก็เคยไปคนเดียวมาหนหนึ่งแล้วนี่ หนนี้คงไม่ต่างกัน

อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ปาไปหกโมงพอดี เมื่อเตรียมตัวเสร็จแล้วหญิงสาวเอ่ยบอกเพื่อนว่าจะออกไปไหน ก่อนที่จะเดินไปยังป้ายรถเมล์แล้วต่อรถไปลงตามชื่อร้านที่ชายหนุ่มส่งมาให้อีกที

ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงชั่วโมง เธอก็พาตัวเองมาถึงที่ไหม ระยะทางนั้นไม่ได้ไกลมากแต่เพราะต้องเปลี่ยนป้ายรถเมล์สองสามป้าย แถมต้องเดินอีก ทำให้การเดินทางครั้งหนึ่งก็ต้องเผื่อเวลามากขึ้นอีกหน่อย

เมื่อมาถึงที่หมาย เซียงหลานมองเห็นใครบางคนยืนรอเธออยู่ที่นั่นก่อนแล้ว

“หนีห่าว เหมยหนี่” หวังหย่งควันทักทายหญิงสาว ซึ่งมันแปลว่า‘สวัสดี คนสวย’ เขาชอบเรียกเธอแบบนั้นอยู่เรื่อย คำก็คนสวย สองคำก็คนสวย

เซียงหลานขมวดคิ้วเข้าหากันนึกแปลกใจว่าทำไมไม่เห็นเฉิงฟงและเตี๋ยหรง เพราะทุกครั้งที่นัดเจอกันมักเห็นสามคนนี้ไปไหนมาไหนด้วยกันอยู่ตลอด

“เฉิงฟงเข้าห้องน้ำ” เขาชี้ไปทางด้านหลังร้านอาหาร

เธอพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ “สวัสดีหวังหย่ง” ฉันทักทายเขา “เตี๋ยหรงละ”

“วันนี้เตี๋ยหรงเข้างาน ไม่ได้หยุด” เขาพูดพร้อมจ้องมองหน้าเธอ จ้องอยู่แบบนั้น จนหญิงสาวเริ่มรู้สึกอึดอัด

“แสดงว่าคุณกับเฉิงฟงหยุดเหรอ”

“ไม่หรอก เฉิงฟงหยุดคนเดียว แต่ฉันเข้างานกะสี่ทุ่ม เลยออกมาทานมื้อค่ำกับพวกเธอ”

“อ๋อ” เซียงหลานยิ้มให้แล้วพยายามทำไม่รู้ไม่ชี้กับท่าทีและแววตาที่เขาแสดงออกชัดเจนว่ากำลังจ้องมองเธออยู่แบบนั้น จนในที่สุดเธอก็เป็นฝ่ายทนไม่ไหวเอง “ทำไมต้องจ้องหน้าฉันขนาดนั้นด้วย” เธออยากรู้

“เธอสวยนี่” เขายิ้มกริ่ม

เจ้าชู้เสียจริงผู้ชายคนนี้

“ประเทศคุณไม่มีคนสวยหรือไง เลิกเรียกฉันคนสวยสักทีเถอะ” เธอชักสีหน้าบอกให้เขารู้ว่าถ้าเรียก คนสวย อีกทีเธอจะโกรธนะ

เสียงหัวเราะถูกใจดังขึ้น “เรียกคนสวยมันผิดตรงไหน” เขาไหวไหล่

“ผิดที่ฉันไม่ชอบไง” เธอบอกเขา

“ใครๆก็ชอบให้คนอื่นเรียกคนสวยทั้งนั้นแหละ” น้ำเสียงเจือปนรอยยิ้มถูกใจ “ถ้าไม่ชอบให้เรียกคนสวย เรียก...ที่รัก...ได้ไหม” น้ำเสียงท้ายประโยคนั้นดูจะเจาะจงพูดให้นุ่มนวลเป็นพิเศษ ‘ที่รัก’

เขาสบประสานสายตากับเธอ...ทั้งสองนิ่งเงียบ เซียงหลานมองลึกเข้าไปในดวงตาเขาอย่างต้องการจะทำความเข้าใจกับท่าทีเหล่านั้น น้ำเสียงและสายตาพิลึกของเขาสร้างความรู้สึกว้าวุ่นภายในจิตใจจนทำให้เธอแทบอยู่ไม่สงบสุข

“เล่นตลกอะไรของคุณอีก”

“จริงจังนะ” เขายื่นหน้าเข้าใกล้

“หยุดเลยนะ” เธอดันใบหน้ายียวนเขาออกห่าง บ้าจริง ทำไมต้องใจสั่นเธอหลบสายตาเขา เฉฉายมองไปทางอื่น

ร่างสูงใหญ่ปรายตามองเธออย่างขบขัน ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะอย่างชอบใจ‘ช่างดูน่ารักเสียจริง’เขาพลันนึกในใจ

“หัวเราะอะไรกัน” เฉิงฟงที่เดินมาทันได้ยินเพื่อนเขาระเบิดเสียงหัวเราะ

เซียงหลานหันไปทางต้นเสียง “สวัสดีเฉิงฟง เพื่อนคุณแกล้งฉันอีกแล้วค่ะ” หญิงสาวรีบฟ้อง
เขาส่งยิ้มนุ่มนวลเป็นการทักทายก่อนจะสาวเท้าเดินเข้ามาใกล้เธอ กลิ่นหอมจากกายแกร่งอวบอวลไปทั่ว

“แหย่เล่นหน่อยเดียวเอง” หวังหย่งหันไปหาเพื่อน แต่ก็มิวายมองหน้าฉันแล้วยิ้ม

“แกล้งบ่อยๆ ระวังเธอจะไม่อยากออกมาเจอพวกเรานะ” เฉิงฟงออกปากพูด

“แกล้งบ่อยๆ จะได้สนิทกันไง” ทำน้ำเสียงขบขัน แล้วเดินนำไปด้านหน้า

สองหนุ่มสาวเดินตามหลังเขาไปไม่ห่าง

“น่าเสียดายที่วันนี้เตี๋ยหรงไม่มา” เซียงหลานชวนคุยระหว่างเดิน

“ไม่ต้องเสียดายหรอก รายนั้นไม่มาก็ดีแล้ว จะได้สงบหูลงบ้าง”หวังหย่งหัวเราะ เฉิงฟงหัวเราะตาม

“ฉันฟ้องเตี๋ยหรงแน่” หญิงสาวทำเสียงขู่จริงจัง

“ถ้าฟ้อง...ฉันจะทำโทษเธอ” หวังหย่งขู่บ้าง

ร่างบางไม่สนคำขู่ เธอเชิดหน้าหนี ก่อนจะหันไปฟ้องเฉิงฟง “คุณดูสิเฉิงฟง เพื่อนของคุณเขาขู่จะทำโทษฉัน”

“เขาไม่ขู่หรอก เขาทำจริง” เฉิงฟงยิ้มกว้าง

อ้าว อะไรเนี่ย กลายเป็นว่าเธอตัวคนเดียวหรอกหรือ ไม่มีพรรคพวกเสียเลย ใช่สิสองคนนั้นเขาต่างก็เป็นเพื่อนกันนี่ เธอทำหน้าย่นใส่สองคนนั้น พลางบ่นอุบอิบเป็นภาษาไทย

“ผมฟังไทยออกนะ” เฉิงฟงเอ่ยขึ้น

“จริงเหรอ ไหนแปลสิว่าฉันพูดอะไร”

“ถ้าแปลถูกคุณก็รู้สิว่าผมเข้าใจภาษาไทย” เขาอ้าง

เซียงหลานหัวเราะร่วน อวดรู้จริงเชียว ที่แท้ก็ไม่รู้ “ขึ้นไปบนร้านกันไหม ฉันหิวจะแย่ ยังไม่ได้กินอะไรเลย” เธอลูบไปที่ท้องของตัวเอง

สองหนุ่มมองตามก่อนจะแซวว่าเธอเป็นตัวกินจุ เขาเห็นความจริงข้อนั้นจากเมื่อคืนที่หญิงสาวเล่นกินกับแกล้มคนเดียวไปเกือบหมดจาน

ทั้งสามคนเดินขึ้นบรรไดไปบนร้านอาหาร ภายในร้านอาหาร เป็นร้านอาหารแบบเล็กๆมีโต๊ะแค่ เจ็ดโต๊ะ ทุกโต๊ะล้วนเต็มไปด้วยกลุ่มคน สี่ห้าคนนั่งทานข้าวด้วยกัน มีโต๊ะว่างอยู่โต๊ะหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับระเบียง

พนักงานร้านเดินเข้ามาต้อนรับ แล้วพาทั้งสามคนเดินไปยังโต๊ะตัวนั้น ซึ่งเฉิงฟง อธิบายสั้นๆกับหญิงสาวว่า ร้านนี้ถึงจะดูเป็นร้านเล็กๆแต่อาหารอร่อยมาก โต๊ะจะเต็มตลอด ถ้าใครจะมาต้องจองไว้ล่วงหน้าก่อน

หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบๆร้าน ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ ผู้คนไม่พลุกพล่านและมากมายแบบร้านอาหารใหญ่ บรรยากาศในร้านดูเงียบสงบ ตัวร้านจะออกแนวร้านอาหารแบบจีนโบราณสมัยก่อน มีโคมไฟสีแดงห้อยประดับตามจุดต่างๆตามทางเดิน ประตู และริมระเบียง ตัวโต๊ะจะมีลักษณะเป็นวงกลมปูด้วยผ้าสีแดง และมีกระบอกไม้ไผ่สลักตัวอักษรจีนใส่ตะเกียบไว้ทุกโต๊ะ

ใกล้กับริมระเบียงร้านเป็นธารน้ำเล็กๆที่ไหลผ่านตัวร้านลงไปด้านล่าง ลำธารที่นี่ดูใสสะอาดออกไปทางสีเขียวจางๆ เสริมให้บรรยากาศในร้านดูเข้ากับธรรมชาติกลมกลืนราวกับย้อนยุคไปทานอาหารจีนในอดีต

เซียงหลานเลือกนั่งหันหน้าไปทางริมระเบียงเพื่อมองวิวและชื่นชมความสวยงามของสายน้ำเล็กๆ เสียงน้ำไหลกระทบเหล่าหินน้อยใหญ่ส่งเสียงไพเราะจับหู ต่างชวนให้รู้สึกผ่อนคลายและอยากนั่งแช่ตรงนั้นไปนานๆ

“เมนูอาหาร” เฉิงฟงยื่นเมนูที่แต่ภาษาจีนเต็มไปหมดมาให้หญิงสาว

เธอกางออกและเปิดดูเมนูอาหารแต่ไม่มีรูปอาหารประดับเลย มีเพียงตัวอักษรจีนที่เป็นแบบตัวเต็ม ตามที่เรียนมาเธอเรียนมาแต่ตัวย่อ ทำให้ยังอ่านตัวหนังสือด้านหน้าไม่ออกสักตัว

“ฉันยังอ่านตัวเต็มของจีนไม่ออกหรอกนะ” เธอหันไปบอกเขา
เฉิงฟง ยิ้มเอ็นดู “คุณชอบกินอะไรละ เดี๋ยวผมสั่งให้”

“เอาเมนูที่คุณคิดว่าอร่อยที่สุดของร้านก็แล้วกัน”

“ตกลง” เขาบอกก่อนจะหันไปคุยและตกลงอะไรบางอย่างกับหวังหย่ง จากนั้นทั้งสองจึงเลือกเมนูอาหารได้

พนักงานเดินเข้ามารับออเดอร์ก่อนจะเดินหายกลับไปในครัว ใช้เวลาไม่นานอาหารที่สั่งก็ถูกเสิร์ฟมาเรียงไรไว้บนโต๊ะของพวกเขา พร้อมน้ำชา ซึ่งเป็นชาร้อน เพราะอากาศทุ่นหมิงยังอยู่ในฤดูหนาว ถึงจะหนาวไม่มาก แต่ก็ยังเย็นๆ

หวังหย่งหยิบตะเกียบขึ้นคู่หนึ่ง เขาทำท่าพูดงึมงำแล้วเป่าเพี้ยง ก่อนจะยื่นให้ร่างบางที่มองดูอยู่แล้ว เธอรับมาแล้วกล่าวขอบคุณแบบงงๆ

“คุณทำอะไร” เธอถามด้วยความสงสัย

“อธิษฐานกับตะเกียบ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงกรุ้มกริ่ม สีหน้ายิ้มแย้ม

“อธิษฐาน” หญิงสาวทวนคำเหมือนถามย้ำ และไม่ชอบท่าทีกรุ้มกริ่มนั่นเอาเสียเลย

“ใช่ ขอพรให้เธอชอบ...” เขาหยุดพูดไป “ชอบอาหารที่พวกเราสั่ง”

“แบบนี้ก็ได้เหรอ ขอพรกับตะเกียบ” เธอกลั้วหัวเราะ

“แบบนี้ที่หวังหย่งชอบทำกับสาวสวย เป็นประจำ” เฉิงฟงเอ่ยขึ้น

ใบหน้างามแต้มยิ้ม พยักหัวมองไปทางหวังหย่งแล้วยกยิ้มที่มุมปากตัวเองเบาๆ “เจ้าชู้จริง” เธอเอ่ยแซว ก่อนจะขอตัวทานอาหารตรงหน้าที่ดูช่างหน้าทาเหลือเกิน เรื่องกินนะให้ไว้ใจเธอเถอะ

มือบางยื่นตะเกียบไปคีบเกี๊ยวสีขาวที่ถูกห่อมาอย่างสวยงามด้วยความตั้งใจ แต่เจ้าเกี๊ยวนั่นดันลื่นเสียงเหลือเกิน หยิบเท่าไหร่ก็ไม่ได้ เจ้าตัวเริ่มฉุนมองหาช้อนที่กระบอกไม้ไผ่ แต่ก็เห็นเพียงตะเกียบเรียงรายกัน

“ที่นี่ไม่มีช้อนเหรอ ฉันคีบเกี๊ยวไม่ได้เลย” พูดไปงั้น เพราะจริงๆเธอแทบจะใช้ตะเกียบไม่เป็น เพราะอยู่ไทยขนาดกินก๋วยเตี๋ยว เชื่อไหม...เธอยังใช้ช้อนส้อมกิน

“ที่นี่ไม่มีช้อนหรอก เราใช้ตะเกียบกินและถ้วยใบเล็กนี้ยกซด” เฉิงฟง พูดพลางชี้ไปที่ถ้วยซุปเล็กๆ พอพูดจบเขาก็คีบเกี๊ยวในจานส่งมาในถ้วยของเธอ

หญิงสาวขยับปากเอ่ยขอบคุณก่อนจะยกถ้วยขึ้นใกล้ๆปากแล้วคีบเกี๊ยวนั่นกิน สักพักหวังหย่งเองก็คีบกับข้าวอย่างอื่นบนโต๊ะให้เธอทานบ้าง

“อันนี้เราเรียกว่า เป็ดปักกิ่ง แต่จริงๆเป็นเป็ดของคุนหมิงนี่แหละ” เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะคีบเนื้อเป็ดคุนหมิงใส่ถ้วยข้าวของหญิงสาว

“ขอบคุณ” เธอรับมาก่อนจะลองชิมดู พอได้กินเท่านั้นแหละ หืม...อร่อยจริงเชียว “ขออีก” เธอยื่นถ้วยในมือให้หวังหย่ง เขาก็ดูท่าจะชอบใจ ตักให้อีกชิ้นและอีกชิ้น

เฉิงฟงเองก็ไม่ยอมแพ้เพื่อน เขาตักผักคะน้าต้มสุกที่ถูกเรียงกันไว้ข้างๆตัวเนื้อเป็ดใส่จานหญิงสาว “กินผักด้วย ดีต่อสุขภาพ” เขาพูดจบก็หยิบอาหารอย่างอื่นให้ฉัน หวังหย่งเห็นแบบนั้นก็จะตักเพิ่มบ้าง

“โอ้ยพอแล้วนะ ฉันกินไม่หมดหรอก” เซียงหลานยกถ้วยในมือหนี ชายหนุ่มทั้งสองมองหน้ากันแอบขำเบาๆ ถึงจะพูดไปแบบนั้น แต่เธอก็ยังนั่งกินและขอเพิ่มอีกสองสามครั้ง จนรู้สึกว่าอิ่มท้องมากแล้ว จึงหันไปรินน้ำชาดื่มแทน

สงสัยคำอธิษฐานกับตะเกียบของหวังหย่งจะได้ผล เพราะไม่ว่าอาหารอะไรก็ตาม ที่ตักเข้าปากดูจะอร่อยไปเสียหมด แถมยังได้นั่งทานข้าวพร้อมชมวิวสวยๆไป นอกจากวิวยังได้เห็นหน้าหนุ่มหล่อถึงสองคนอีก ถึงเฉิงฟงจะหล่อกว่าหน่อย แต่หวังหย่งองก็ยิ้มน่ารักไม่เบา คิดแล้วพลางทำให้สุขใจ มื้อนี้ช่างเจริญอาหารตาและอาหารที่ทานจริงๆ

มื้ออาหารผ่านไป หนุ่มสาวพากันคุยเรื่องอาหารไทยบ้างอาหารจีนบ้าง ถกเถียงกันไปต่างๆนาๆว่าอาหารอะไรอร่อยกว่า ทั้งที่สองหนุ่มนั่นยังไม่เคยกินอาหารไทยด้วยซ้ำกลับยืนยันเป็นกระต่ายขาเดียวว่าอาหารจีนอร่อยกว่าแน่นอน เซียงหลานจึงสัญญากับสองหนุ่มไว้ว่า หากเขาได้มีโอกาสมาเที่ยวไทยเธอจะพาไปกินอาหารไทยแล้วเขาสองคนจะเปลี่ยนคำพูด

แต่จริงๆ อาหารจีนรสชาติก็อร่อยไม่แพ้กัน เพียงแต่อร่อยสู้ตำปูปลาร้าของเธอไม่ได้เท่านั้นเอง จะว่าไปแล้วอาหารแต่ละแบบก็ล้วนมีรสชาติที่ดีเป็นของมัน เพียงแต่ว่าจะถูกปากใครก็เท่านั้น

กว่าทั้งสามคนจะออกจากร้านจริงๆ เวลาล่วงเลยจวบจนสามทุ่ม หวังหย่งบอกลา เพราะต้องกลับไปเข้างานกะดึก

ซึ่งเซียงหลานเองยังไม่แน่ใจนักว่า จะเข้าใจถึงงานที่เขาทำเวลาเขาพูดถึง เพราะบางคำศัพท์เธอก็ยังไม่แน่ใจว่าแปลถูกไหม แต่เหมือนพวกเขาสามคนจะทำงานที่เดียวกัน เป็นคล้ายๆกับบ่อนหรือร้านอาหารใหญ่ๆที่มีร้านคาราโอเกะด้วยประมาณนั้น งานของพวกเขาคือยืนเป็นการ์ดคอยดูแลรักษาความปลอดภัย และตรวจเช็คความเรียบร้อยภายในร้าน กับตรวจค้นผู้คนที่เข้าไปด้านใน

“มาเถอะเซียงหลาน เดี๋ยวผมนั่งแท็กซี่ไปส่งคุณ” เฉิงฟง ฉวยจับมือหญิงสาวเป็นครั้งแรก ท่าทางราวกับคนคุ้นเคยกัน เขาพาเธอเดินข้ามถนนไปอีกด้าน หลังจากที่บอกลากับหวังหย่ง

กระแสไออุ่นจากมือหนาแผ่กระจายโอบล้อมมือเล็กบาง หญิงสาวระบายยิ้มระหว่างที่สองคนเดินเคียงคู่กันข้ามถนนไปยังอีกฟาก

...นั่นเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองจับมือกัน...

รถแท็กซี่จอดลง เขายังคงจับมือเธอแนบแน่น หลังพูดคุยกับคนขับแท็กซี่เป็นที่เรียบร้อย ชายหนุ่มเปิดประตูดันร่างบางเข้าไปก่อน เขาจึงขยับตามมานั่งลง กายอุ่นหนาซุกลงเบียดกับร่างบางเพียงเล็กน้อย มือแข็งแกร่งโอบเอวบางแนบชิดติดข้างกาย สัมผัสอันอบอุ่นนุ่มนวลแผ่ซ่านไปทั่วตัว ร่างบางร้อนวูบวาบขึ้นมาแทบทันที

ชายหนุ่มใช้อีกมือหยิบมือถือขึ้นมากดข้อความหาใครบางคน เธอแอบปรายตาขึ้นมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลา เขาดูนิ่งเฉยเหมือนไม่ได้รับรู้ด้วยซ้ำว่าการที่มีเขานั่งเบียดอยู่ข้างๆ ทำให้เธอใจเต้นแรง ตัวร้อน และแก้มแดง

ใจเย็นไว้นะ เซียงหลาน...

“ไง” ชายหนุ่มหันมาทักเมื่อเห็นเธอเอาแต่จ้องเขา ใบหน้าหล่อชิดใกล้กับดวงหน้างามเพียงแค่คืบ จนทั้งสองต่างสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนของกันและกัน

กลิ่นกายที่คุ้นเคยโอบล้อมเธอไว้ เขาสบประสานสายตากับเธอ จนเธอแทบจะมองเห็นภาพสะท้อนของตัวเองในดวงตาเขา

หายใจสิ...หายใจ...

“เอ่อ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแอบมองคุณคุยแชทนะคะ” หญิงสาวรีบบอกเขาเพราะกลัวเขาคิดว่าที่นั่งจ้องมองเขาเพราะกำลังเสียมารยาทแอบดู

“ผมไม่ได้ว่างั้นนี่ จริงๆไม่ได้คุยกับใครหรอก ส่งข้อความไปหาเตี๋ยหรงเฉยๆ” เขายื่นแชทนั้นมาให้ดู แต่ใบหน้าขาวหล่อนั่นยังอยู่ใกล้ๆไม่ขยับไปไหน 

ร่างบางแทบจะไม่กล้าหายใจแรงเลยด้วยซ้ำ กลัวเขาจะรู้ว่าลมหายใจของเธอมันร้อนเกินไป หญิงสาวแสร้งทำเป็นก้มดูแชทแล้วยิ้ม ก่อนจะรีบเบือนหน้าออกไปทางหน้าต่างแล้วถามถึง เตี๋ยหรง “เขาส่งข้อความมาว่าไงบ้างคะ” น้ำเสียงเธอไม่มั่นคง 

“เตี๋ยหรงถามว่าเป็นยังไงกันบ้าง ผมตอบไปว่าพวกเราทานอาหารกันเสร็จแล้วกำลังส่งเซียงหลานกลับ”  เขาไม่พูดเปล่าแต่ดันโน้มใบหน้าเข้าใกล้เธอมากกว่าเก่า “ดูนั่นสิ” เขาพูดเสียงเบาลง แล้วชี้ไปยังสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง แขนอีกข้างของเขาพาดผ่านด้านหน้าร่างบางไปตรงหน้าต่างข้างตัวเธอ ราวกับจะกักเธอไว้ที่ตรงนั้นไม่ให้ขยับไปไหนได้

“ที่นั่นเป็นสถานที่ที่คนหนุ่มสาวนิยมไปพบปะกันมากที่สุด เพราะค่อนข้างเงียบ และในยามค่ำคืนแบบนี้บรรยากาศมันโรแมนติกนะ” เขาพูดแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม 

แต่น้ำเสียงนั่นกับลมหายใจอุ่นๆของเขา...มันช่างรบกวนจิตใจเธอเสียเหลือเกิน 

ใบหน้าที่ว่าแดงแล้วยังแพ้ใบหูที่แดงกว่า ความรู้สึกร้อนวูบวาบไม่ได้จางหายไปเลยมีแต่จะประดังถาถมเข้ามามากขึ้น แล้วเขาละ...จะไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือ... 

“ช่วยเบาฮีตเตอร์หน่อยได้ไหม ฉันรู้สึกว่าร้อนมากเลย” ร่างบางขยับกายออกจากวงแขนของใครอีกคน แล้วยื่นหน้าออกไปด้านหน้าเพื่อบอกกับคนขับรถ 

คนขับรถเลื่อนมือไปปรับฮีตเตอร์ตามที่เธอร้องขอ 

“ไม่สบายเหรอตัวร้อนเชียว” กายแกร่งที่นั่งใกล้ๆกัน เริ่มสังเกตได้ถึงอุณหภูมิที่ผิดแปลกไปของร่างบาง เขายกมือขึ้นอังหน้าผากเธอเล็กน้อย นี่ถ้าในรถมีแสงมากกว่านี้เขาคงเห็นว่าเธอแก้มแดงจนเป็นลูกตำลึงไปแล้ว 

“หือ...เปล่า” ใบหน้างามรีบขยับออกห่างฝ่ามืออุ่นร้อนของเขา 
               เฉิงฟงหัวเราะเบาๆกับท่าทีของหญิงสาว เขายกมือนั้นขึ้นลูบหัวเธอไปมาเบาๆ ก่อนจะพูดว่า “อายเหรอ” 

“อายอะไร” หญิงสาวรีบทำเสียงใส

“อายที่เรานั่งใกล้ๆกันแบบนี้” พูดจบก็ใช้กายแกร่งเบียดเข้าหาเธอเพิ่มอีกจนจะจะไม่มีช่องว่างให้ลมผ่านได้แล้ว ยังไม่ทันไรมือแกร่งก็สอดกลับเข้าไปทางแผ่นหลังแล้วโอบรัดเธอไว้ดังเดิม 

“ห้าม...ขยับ...”    เขากระซิบข้างใบหูเธอด้วยโทนเสียงทุ้มต่ำ เพราะเห็นทีท่าว่าหญิงสาวกำลังจะขยับหนี

 หญิงสาวนิ่งเงียบ เพราะทำตัวไม่ถูก เธอไม้แม้แต่จะขยับราวกับเด็กที่เชื่อฟังผู้ใหญ่เป็นอย่างดี ท่าทางเหมือนเด็กของเธอช่างถูกใจเขายิ่งนัก 

“เด็กดี” มือใหญ่ลูบไล้เอวคอดอย่างถือสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ ก่อนจะแนบลมหายใจอุ่นร้อนลงบนกลุ่มผมของเธอ “ตัวหอม...ผมก็หอม” เขายิ้มละมุน

หัวใจดวงน้อยสั่นคลอนไปกับสัมผัสนุ่มนวลของเขา 

น่าแปลกใจที่เธอกลับชอบอ้อมกอดอุ่นและกลิ่นอายลมหายใจของเขาที่รินรดรอบตัวเธอโดยไม่คิดรังเกียจแต่อย่างใด...แต่น่ากลัวว่า เธอจะโหยหามันหลังจากต้องแยกจากเขา 

ร่างบางอิงกายแนบลงแผ่วเบาบนแผงไหล่กว้างแข็งแรง เธอปล่อยให้เขาโอบเธอไว้อย่างนุ่มนวลแบบนั้น โดยที่เขาเองไม่ได้ล่วงเกินหญิงสาวมากไปกว่านั้น ทั้งสองคนนั่งกันเงียบๆ ภายใต้ความอบอุ่นของหัวใจสองดวงที่กำลังเบ่งบานไปพร้อมกัน จนกระทั่งแท็กซี่คันนั้นมาถึงที่หมาย 

ทำไมเวลาแสนสุขแบบนี้...มันช่างแสนสั้นนัก 

เฉิงฟงจัดการกับค่ารถแท็กซี่แล้วหันมาจูงมือหญิงสาวให้เดินตาม ทั้งคู่เดินตามกันไปจนถึงบริเวณหอพักที่เธอพักอยู่ ใกล้ๆกับบริเวณนั้น...มีที่นั่งใต้ร่มไม้อยู่สามสี่ที่ ที่นั่นมีคู่บ่าวสาวสองคู่นั่งคุยกันอยู่แล้ว 

“นั่งคุยกันตรงนั้นก่อนนะ สักพักผมค่อยกลับ” เฉิงฟงบอก

ดวงหน้างามพยักหน้าตกลง ก่อนจะพากันเดินมาหย่อนกายนั่งคู่กันบนม้านั่งตัวหนึ่งใต้ร่มไม้ คราวนี้เขาไม่ได้นั่งเบียดใกล้ชิดเธอเหมือนตอนนั่งด้วยกันบนรถแท็กซี่ แต่เขาก็ขยับมานั่งใกล้ๆกันโดยเว้นระยะห่างไว้เพียงเล็กน้อย ท่าทีเขายังคงดูสุภาพและนุ่มนวล 

“เวลาเขิน คุณดูน่ารักนะ” เขาเอ่ยขึ้น หลังจากทั้งสองคนนั่งเงียบกันสักพัก

“ฉันเปล่าเขินนะ” เฮ้อ...ก็ยังปฏิเสธออกไปนะ 

“ช่างไม่ยอมรับความจริง” ใบหน้าหล่อขยับปากพูดพร้อมใช้นิ้วชี้แตะไปบนสันจมูกหญิงสาวเบาๆ แล้วเลื่อนมาเกลี่ยเส้นผมข้างแก้มนวล ฝ่ามืออุ่นร้อนสัมผัสลงบนใบหน้างามอย่างอ้อยอิ่งก่อนจะเลื่อนลงมาที่ริมฝีปากลากไปยังคางเรียวเล็ก เขาเชยคางเธอเข้าหา 

ร่างบางแทบกลั้นหายใจ... 

เธอรีบปัดมือเขาออกเบาๆ เพราะกลัวหัวใจตัวเองจะโอนอ่อนไปกับเขาสัมผัสที่เย้ายวนของเขา แต่ก็ช้ากว่ามือแกร่งที่ปรับเปลี่ยนมาฉวยมือบางไว้ ใบหน้าเรียบนิ่ง...แต่แววตานั้น...นุ่มนวลเป็นประกาย 

“มือช่างนุ่มนิ่ม” เขาหันมากระซิบ 

เสียงกระซิบนั้นดังซาบซ่านอยู่ในอก 

“ปล่อยก่อนเถอะ อายเขา” มือน้อยรีบชักออก แต่ไม่ได้ผล เพราะเขายังคงจับไว้นิ่ง 

“คู่อื่นเขาทำมากกว่าจับมืออีกนะ...เซียงหลาน” 

“อื้ม...” ร่างบางจำยอมให้เขากอบกุมมือของเธออยู่แบบนั้น 

คืนนั้น...สองหนุ่มสาวนั่งคุยกันจนค่อนคืนเขาจึงขอตัวกลับ ชายหนุ่มเดินมาส่งหญิงสาวที่หน้าทางเข้าหอพักพร้อมเอื้อนเอ่ยคำลาที่ทำให้เธอจะต้องเก็บไปนอนฝัน 

“ฝันดีนะ...เซียงหลานของผม ขอให้ในฝันของคุณมีแต่ผม” นั่นคือประโยคบอกฝันดีที่เขาทิ้งทวนไว้ 

ผู้ชายอะไรแบบนี้...คนแบบนี้ยังมีอยู่จริงหรือ คนที่หน้าตาดี นิสัยน่ารักแถมยังอ่อนโยนและนุ่มนวล แล้วยังจะสายตาคู่นั้นอีกที่ชอบเปล่งประกายแวววาวราวกับเห็นเธอเป็นสิ่งของมีค่า น้ำเสียงทุ้มต่ำนุ่มคุ้นหูของเขายิ่งชวนเพ้อฝัน...

แต่...ใครจะรู้ นั่นอาจเป็นเพียงภาพมายาที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อให้เธอตายใจก็ได้ 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น