ครั้งหนึ่ง ณ คุนหมิง

ตอนที่ 1 : ไม่อยู่ในชีวิต แต่อยู่ในหัวใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 156
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    13 พ.ย. 62

ไม่อยู่ในชีวิต แต่อยู่ในหัวใจ

“กราบเรียนท่านผู้โดยสารทุกท่านโปรดทราบ ขณะนี้สายการบิน...เที่ยวบินที่...ได้นำท่านมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติคุนหมิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...”

ประกาศจากสายการบินดังขึ้น เรียกความสนใจจากหญิงสาวที่กำลังก้มหน้ามองแท็บเล็ตในมือ ให้หันไปมองยังหน้าต่างบานน้อยที่อยู่ถัดไปไม่ไกลจากตัวเธอนัก แววตาหม่นหมองเลื่อนออกไปมองด้านนอกหน้าต่าง เครื่องบินลงจอดแล้ว...เธอทอดถอนหายใจผ่านริมฝีปากบาง

ไม่เป็นไรหรอก การกลับมาที่นี่จะไม่มีวันส่งผลอะไรกับงานของเธอได้แน่ สองมือบางกำแท็บเล็ตในมือแน่น

ลมหนาวพัดโชยมาปะทะร่างบางที่ยืนนิ่งค้างอยู่หน้าสนามบิน พลันทำให้เธอหนาวสั่นไปจนถึงขั้วหัวใจ เพียงแค่สองเท้าเรียวงาม ก้าวออกจากสนามบินคุนหมิง ประเทศจีน ภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เคยเกิดขึ้น ณ เมืองนั้น ล่องลอยหวนกลับมาในความจำ ปลุกปั่นความคิดถึงที่ถูกฝังลึกที่สุดในก้นบึ้งของหัวใจให้โผล่ออกมาอีกครั้ง

แม้เรื่องราวจะผ่านมานาน...และเขาคนนั้นไม่ได้อยู่ในชีวิตเธออีกแล้ว แต่...เขายังคงอยู่ในหัวใจเธอเสมอ

ณ สถานที่แห่งนี้ เธอยังคงจดจำทุกเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นได้ไม่เคยจางหายไปจากใจ ในที่แห่งนั้น เต็มไปด้วยความทรงจำระหว่างความรัก ความผูกพัน มิตรภาพ และความเจ็บปวดที่เคยเกิดขึ้น

ความเจ็บปวดที่ทรมานเธอมาตลอดเจ็ดปี...หญิงสาวกล้ำกลืนก้อนแข็งๆลงคอ

เรื่องราวที่เกิดขึ้น มันผ่านนานเกือบเจ็ดปีแล้ว แต่ภาพความทรงจำเก่าๆกลับไม่เคยลบเลือนหายไปได้สักครั้ง หญิงสาวคิดมาตลอดว่า กาลเวลาอาจจะช่วยให้เธอค่อยๆลืมทุกอย่างไปได้เอง แต่ในความเป็นจริงนั้น...ไม่เลย จากวันเป็นเดือน จนกลายเป็นปี แต่ละปีค่อยๆผ่านพ้นไป เธอได้พบเจอผู้คนใหม่ๆมากมาย แต่ลึกๆในใจ ภาพของใครคนนั้นไม่เคยเลือนรางหายไปสักแม้วินาทีเดียว

“ความรักที่เกิดขึ้น แม้จะเป็นรักที่ไม่ได้สุขสมหวัง แต่ก็เป็นรักที่ ตราตรึงใจ ไม่เคยลืมเลือน”

การได้คิดถึงเขา เป็นสิ่งหนึ่งที่คอยหล่อเลี้ยงหัวใจเธอมาตลอด มันคงทำอะไรได้ไม่มากนัก กับเรื่องที่ผ่านมาแล้ว เพราะเรื่องบางเรื่อง...ทำได้แค่... คิดถึง

คิดถึงนะ เฉิงฟง

หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอด รับอากาศที่สุดแสนจะสดชื่นตรงหน้าให้เข้ามาแทนที่ความรู้สึกแปลบปลาบที่เกิดขึ้นในหัวใจดวงน้อย อย่าได้ปล่อยให้มีรอยร้าวเกิดขึ้นในใจมากเกินไป มันอาจจะส่งผลกระทบต่องานของเธอ

“จะไปไหนครับคุณผู้หญิง” คนขับแท็กซี่ถามเธอเป็นภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงที่ฟังค่อนข้างยาก
“คุณลุงพูดภาษาจีนได้นะคะ ฉันฟังออก” เธอตอบเป็นภาษาจีน
“จะไปไหนครับ” เขาถามพร้อมฉีกยิ้มกว้าง

หญิงสาวตอบจุดหมายปลายทางไป คนขับแท็กซี่พยักหน้ารับรู้พร้อมนำกระเป๋าเดินทางของเธอไปวางไว้ที่หลังรถ เขาเดินวนกลับมาเปิดประตูให้เธอเข้าไปนั่งด้านในแล้วจึงปิดประตูตามหลัง ลุงคนขับแท็กซี่วัยสี่สิบกว่าปีรีบก้าวขึ้นเบาะนั่งคนขับแล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ ขับเคลื่อนพารถออกไปยังจุดหมายปลายทาง

ระหว่างทาง หญิงสาวที่นั่งซุกกายอยู่บนเบาะหลังด้านในรถเริ่มมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง เธอทอดสายตาคู่งามผ่านกระจกรถ สถานที่ต่างๆมากมายรวมถึงถนนหนทางล้วนเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อครั้งอดีต เวลาล่วงเลยผ่าน อะไรๆก็เปลี่ยนแปลงไปหมด ไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักอย่าง

เขาเองก็คงเปลี่ยนไป...และลืมเลือนเธอ ตามกาลเวลา
แต่...เขายังคงชัดเจนในความทรงจำเธอเสมอ

ย้อนกลับไปเมื่อเจ็ดปีก่อน ครั้งนั้นเธอยังเป็นสาวน้อย อายุเพียงยี่สิบ แต่กลับคิดว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทั้งที่ความคิดของเธอในตอนนั้น ช่างเหมือนเด็กน้อยเสียเหลือเกิน หญิงสาวมักคิดเสมอว่าเธอโตพอแล้ว
แต่ความเป็นจริงคือ...เธอกำลังจะเติบโต และกำลังจะได้เรียนรู้ถึงรสชาติชีวิตของการเป็น ผู้ใหญ่

ในช่วงเวลานั้น เธอยังเป็นเด็กสาวนักศึกษาปีสองในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศไทย เธอชื่อใบเตย ซึ่งแปลเป็นจีนคือ “เซียงหลาน” ชื่อจีนนี้เธอได้มาจากใครคนหนึ่ง ซึ่งเขาเป็นคนตั้งให้...และมักเรียกเธอว่า เซียงหลานของผม อยู่เสมอ...

เซียงหลาน เรียนเอกภาษาจีนธุรกิจ และในสาขาที่เรียนนั้น หลังจบการศึกษาชั้นปีที่สอง ในระหว่างปิดเทอม ทางมหาวิทยาลัยจะมีนโยบายให้กลุ่มนักศึกษาสาขาภาษาจีนได้มีโอกาสไปศึกษาภาคฤดูร้อนต่อที่ คุนหมิง ประเทศจีน และนั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด

วินาทีแรกที่ย่างเท้าเข้าประเทศจีน เซียงหลานไม่มีความรู้สึกอะไรทั้งนั้น นอกจากความรู้สึกคิดถึงประเทศไทย เพราะเธอมีคนที่รักมากมายรออยู่ที่นั่น หญิงสาวไม่ค่อยสนิทกับเพื่อนๆในห้องเสียเท่าไหร่ การมาที่นี่จึงทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวคนเดียวในประเทศอันกว้างใหญ่แห่งนี้ นั่นคือเหตุผลที่เซียงหลานไม่อยากเดินทางมาเรียนภาคฤดูร้อนที่ประเทศจีน แต่เพราะความจำเป็นจึงจำใจต้องจากมา

การใช้ชีวิตในช่วงสัปดาห์แรกผ่านไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากหญิงสาวต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆและต้องคอยช่วยเหลือตัวเองทุกอย่าง คนที่ได้รับการช่วยเหลือในเรื่องเล็กๆน้อยๆตลอดแบบเธอ จึงทำใจลำบากเมื่อต้องมาเผชิญกับปัญหาเพียงคนเดียว เมื่อมาอยู่คุนหมิง ทุกคนต้องพึ่งตัวเองและคอยช่วยเหลือตัวเอง

เวลาล่วงผ่านไปเป็นสัปดาห์ที่สองหญิงสาวเริ่มผูกมิตรกับเพื่อนร่วมห้องของตัวเอง ซึ่งเพื่อนแรกของเธอชื่อซิ่วอิง ซิ่วอิงเป็นคนที่น่ารัก แม้บุคลิกจะดูห้าว และดูไม่ค่อยเป็นมิตร แต่ในทางตรงกันข้าม ซิ่วอิงกลับมีนิสัยที่เอาใจใส่คนรอบข้าง และให้ความสนใจคนอื่นเสมอ เมื่อซิ่วอิงสังเกตเห็นเซียงหลานอยู่ตัวคนเดียวอย่างไร้เพื่อนฝูง เธอจึงเข้าหาหญิงสาว นั่นคือเหตุผลที่ทั้งสองเริ่มสนิทกัน หลังจากนั้นไม่นานเซียงหลานกับซิ่วอิง กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งสองคนยังได้เพื่อนเพิ่มอีกคนคือ เหม่ยหลิว

ซึ่งเมื่อตอนยังเรียนอยู่ที่ไทย พวกเขาทั้งสามอยู่กันคนละกลุ่ม ทำให้ต่างก็ไม่ได้สนิทสนมกันแต่อย่างใด แต่เมื่อมาเรียนที่คุนหมิงเพื่อนๆในห้องเริ่มแตกกลุ่มกัน ต่างจับกันเป็นกลุ่มใหม่ เพราะลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันออกไป จากเพื่อนที่สนิทเมื่ออยู่ไทย กลายเป็นเพียงเพื่อนร่วมห้องเฉยๆเมื่อมาอยู่ที่จีน เพราะที่นั่นทุกคนต้องกินนอนและใช้ชีวิตร่วมกัน ชี้ให้เห็นถึงแก่นแท้ของกันและกันมากขึ้น
เซียงหลานเองก็เป็นอีกคน จากที่ไม่สนิทใครเลย เมื่อตอนเรียนอยู่ประเทศไทย กลับมาสนิทสนมสองสาวในช่วงเวลาอันสั้น และได้เธอทั้งสองมาเป็นเพื่อนที่รัก คอยดูแลกัน เมื่ออยู่ที่จีน ถือว่าสามเดือนที่นั่น ได้ให้คำว่า‘มิตรแท้’ กับ เซียงหลานมาเช่นกัน

หนึ่งเดือนผ่านไป เซียงหลานสามารถปรับตัวได้และเริ่มรู้สึกชอบคุนหมิงขึ้นมาบ้าง อยู่ที่นั่นสาวๆทั้งสามคนเข้ากันได้ดีทีเดียว หญิงสาวรู้สึกพอใจและมีความสุขกับมิตรภาพที่ได้รับจากเพื่อนทั้งสอง

สามสาวมักออกไปเที่ยวในตัวเมืองด้วยกันบ่อยๆ เพราะเมื่อมาถึงประเทศจีน จะให้เอาแต่เรียนหรืออยู่แต่ในห้องคงน่าเบื่อแย่ ทั้งสามจึงถือโอกาสออกไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในวันเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดตามเทศกาลอื่นๆ

เดือนที่สองย่างกรายเข้ามาและผ่านไป ในเดือนที่สาม ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายแห่งการมาเรียนแลกเปลี่ยน เดือนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ได้เปลี่ยนชีวิตหญิงสาวไปตลอดกาล
เซียงหลานจำวันนั้นได้ดีขึ้นใจ...บ่ายวันนั้นเธอสามคนออกไปเดินเล่นที่ประตูจินหม่า ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของคุนหมิง ที่ว่าใครก็ตามที่มาคุนหมิงต้องแวะมาที่นี่ให้ได้ และที่นั่น...เธอได้พบกับ‘เขา’
เรื่องราวความรัก มิตรภาพ และความวุ่นวายจึงเกิดขึ้น

วันนั้นท้องฟ้าสดใสเป็นพิเศษ อากาศยังคงหนาวเย็น แต่แสงแดดนั้นร้อนจ้า เซียงหลานจึงเดินกางร่มสีชมพูของตัวเองเดินเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ อย่างหน้าระรื่น เธอเป็นคนชอบเที่ยวถึงขั้นว่ามากก็ว่าได้ เพราะฉะนั้นการมาเดินชมสถานที่แบบเรื่อยๆเอื่อยๆเช่นนี้ จึงเป็นอะไรที่ทำให้หญิงสาวอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

ในระหว่างที่เดินหญิงสาวรู้สึกได้ถึงสายตาของใครบางคนที่กำลังมองมาทางเธอ เซียงหลานพยายามไม่ใส่ใจและเดินย่ำเท้าไปพลางคุยกับเพื่อนหัวเราะเสียงดังไปเรื่อยเปื่อย เมื่อสามสาวเดินมาถึงจุดนั่งพัก เซียงหลานและเพื่อนหย่อนกายนั่งลงพูดคุยอย่างสนุกสนาน เธอและเพื่อนสาวต่างพูดถึงเรื่องผู้คนมากมายที่มาเดินชมสถานที่ และเด็กคนจีนหลายๆคนที่พยายามยัดเยียดขายดอกไม้ให้พวกเธอ

ถึงจะพยายามไม่สนใจและทำเป็นพูดคุยกับเพื่อน แต่เซียงหลานยังคงรับรู้ได้ถึงสายตาบางคู่ที่กำลังจ้องมายังเธอ ไม่ทันจะสิ้นเสียงพูดคุยของสาวๆ ชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาทักทายด้วยภาษาจีน

“หนี่ห่าว เหมยหนี่” หนุ่มจีนคนที่เดินเข้ามาใกล้ที่สุดทักทายด้วยคำว่า‘สวัสดี คนสวย’ เขาเป็นผู้ชายที่จัดว่าหน้าตาก็พอไปวัดไปวา ใบหน้าคมเข้ม ไม่ได้หล่อเหลาอะไรมากมาย แต่ทว่ารอยยิ้มของเขานั้นเปี่ยมเสน่ห์ลึกล้ำ ดึงดูดใจอย่างน่าประหลาด แค่เพียงเขายิ้มหลังทักทาย รอยยิ้มนั้นสามารถบาดลึกไปจนถึงส่วนลึกของหัวใจได้เลย
           รอยยิ้มกระชากใจ....นั่นคือ สิ่งแรกที่เซียงหลานนึกได้หลังจ้องมองรอยยิ้มนั้น
           เซียงหลานยิ้มตอบ “สวัสดี” เธอตอบเป็นภาษาจีนกลับไปให้
           ใบหน้าคมเข้มคลี่ยิ้มอีกครั้ง “ใช่คนจีนหรือเปล่า”
           “ไม่ใช่ค่ะ เป็นคนไทย” หญิงสาวตอบไปแบบไม่มั่นใจในภาษาจีนมากนัก
           “โอ้ เป็นคนไทยแต่พูดภาษาจีนชัดมาก” สีหน้าเขาดูประหลาดใจ “หน้าตาก็เหมือนคนจีนด้วย”
           “เรียนมาเลยพอพูดได้เล็กน้อย” เซียงหลานตอบเขาอย่างนั้น ก่อนจะสะกิดเพื่อนสาว อยากจะรู้ว่าที่เขาเข้ามาทักทายนั้นต้องการอะไรด้วยความที่เธอยังไม่เก่งภาษาจีนมากนัก เธอจึงโบ้ยไปทางซิ่วอิงซึ่งเป็นลูกครึ่งไทยจีนให้พูดแทน สักพักหลังพูดคุยกับหนุ่มจีนจนได้ความแล้ว ซิ่วอิงหันกลับมาบอกกับเธอว่ามีชายหนุ่มบางคนในกลุ่มนั้นสนใจจะขอเบอร์ติดต่อ

เซียงหลาน ปฎิเสธไปเพราะไม่คิดว่าจะสื่อสารภาษาจีนกับฝั่งนั้นรู้เรื่อง เธออาจจะเรียนเอกภาษาจีนก็จริงแต่ยังไม่เก่งขนาดจะคุยกับคนจีนรู้เรื่องไปหมด และก็ไม่รู้ว่าใครในกลุ่มนั้นที่สนใจอยากได้เบอร์ติดต่อของเธอด้วย หากมองไปยังกลุ่มผู้ชายสามสี่คนนั่นก็ไม่มีใครจะดูดีไปกว่าพ่อหนุ่มยิ้มกระชากใจคนนี้แล้วละ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้บอกว่าเขาต้องการเบอร์ของเธอนี่ เพราะงั้นคงไม่เป็นไรหากจะปฏิเสธไป

หลังปฏิเสธหนุ่มจีน สามสาวเดินกันต่อไปเรื่อยๆมีแวะเข้าชมสินค้าตามร้านค้าข้างทางบ้าง แต่ตลอดทางเซียงหลานกลับรู้สึกเหมือนยังมีใครสักคนคอยมองเธอตลอด ด้วยความอยากรู้หญิงสาวทำทีกวาดสายตาหันไปรอบๆแล้วก็จริงด้วย มีคนยืนมองเธออยู่ หญิงสาวสบตากับเขาเข้าอย่างจัง

เขากำลังจ้องมองมายังเธออย่างไม่วางตา หญิงสาวรีบหลุบสายตาหลบแทบทันที คนอะไร...มองกันแบบไม่เกรงใจเลย หัวใจดวงน้อยเต้นตึกตัก
            ใช่เขาหรือเปล่า...ที่คอยมองเธอมาตั้งแต่ต้น เซียงหลานรวบรวมความกล้า กลั้นใจ...ช้อนตาขึ้นมองเขาอีกครั้ง สายตาของเขาจับตรงมาที่เธออย่างแม่นยำ ทั้งสองสอดประสานสายตาเข้าหากัน ...ณ...วินาทีนั้น เหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างปะทุขึ้นในหัวใจของเธอ...

เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว ใบหน้าหล่อเหลา ออกไปทางตี๋ๆ แน่ละสิก็เขาเป็นคนจีนนี่จะให้ตาดูกลมโตหน้าคมคายได้ยังไง เซียงหลานเผลอหัวเราะกับความคิดของตัวเอง แต่กลายเป็นว่า เหมือนเธอส่งยิ้มให้เขา ชายหนุ่มที่มองอยู่แล้วจึงยิ้มกลับมา รอยยิ้มนั้นดูพึงพอใจ...

เอ๋...เขายิ้มอะไรหนอ ไม่ทันขาดคำในสมอง ชายหนุ่มเจ้าของสายตาคู่นั้นสาวเท้าเดินตรงมาหาหญิงสาวทันที และเมื่อเขาใกล้เข้ามา เธอยิ่งเห็นใบหน้าเขาชัดขึ้นเรื่อยๆ หืม...ผู้ชายอะไร หน้าใสจริง ผิวเขาเนียนราวกับผิวเด็ก ยิ่งใกล้ยิ่งชวนมอง ยิ่งมองยิ่งชวนหลงใหล เขาหล่อมากจริงๆ

  “สวัสดี” เขาเอ่ยทักทายเป็นภาษาจีน
              “สวัสดีค่ะ” เซียงหลานทักทายตอบเป็นภาษาเดียวกับเขาด้วยสำเนียงอายๆ
              “คุณชื่ออะไร” เขาถาม แต่เธอยังมองใบหน้าเขาไม่วางตา คนอะไรยิ่งมองใกล้ก็ยิ่งหล่อ และเมื่อเขาขยับปากพูดแต่ละครั้ง ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยพลังดึงดูดบางอย่าง ให้ตายสิ นี่เธอคิดบ้าอะไร
             ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นบ่อยนะ ที่จะได้เจอคนหน้าตาดีแบบไร้ที่ติแบบนี้ แต่ก็พึงรู้ไว้เสมอว่า ความหล่อแบบไร้ที่ตินั้นแสนอันตราย...
             “ฉันเป็นคนไทยมีแต่ชื่อภาษาไทย” หญิงสาวตอบเขาไปโดยไม่แน่ใจว่าภาษาจีนที่พูดออกไปเขาจะเข้าใจไหม
              แต่มันได้ผล เขาเข้าใจ
             “แล้วชื่ออะไรละ” ถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ราบเรียบ แต่ฟังดูอ่อนโยน แม้แต่น้ำเสียงของเขาเวลาพูดคุยยังเป็นอะไรที่ชวนเคลิบเคลิ้มได้เลย
            “ใบเตยค่ะ ที่แปลว่า เซียงหลาน” เธออธิบายชื่อเป็นภาษาจีนไปให้เขาฟัง
           “อ้อ...เซียง...ที่แปลว่าหอมใช่ไหม ถึงว่าตัวคุณหอมเหมือนชื่อเลย” เขาทอดเสียงหวาน ท่าทีดูสบาย

ช่างหยอดเสียจริงผู้ชายคนนี้ คำพูดก็ไม่แพ้หน้าตาเลยเชียวนะ ถึงหญิงสาวจะพูดภาษาจีนไม่ค่อยเก่งแต่เรื่องการฟังของเธอก็ยังได้เรื่องกว่า และน่าทึ่งที่เธอฟังเขาพูดรู้เรื่องแทบทั้งหมด

เมื่อชายหนุ่มแปลกหน้าเห็นหญิงสาวเอาแต่ยิ้มเขาจึงพูดต่อ "งั้นผมขอเรียกคุณว่า เซียงหลาน นะ จำง่ายกว่าชื่อไทย"

หญิงสาวคิดว่ามันก็เข้าท่าดี คิดได้แบบนั้นจึงยิ้มและผงกหัวไป ในใจก็อยากถามว่าเขาชื่ออะไร แต่โอ้ย...ลิ้นดันแข็งพลางไม่รู้จะพูดอะไรเลย

เพราะเห็นว่าเธอเอาแต่เงียบ เขาจึงถามต่อ "ผมขอเบอร์ติดต่อคุณได้ไหม" เขาพูดออกมาตามตรง "เมื่อกี้ผมให้เพื่อนมาถามแล้วแต่คุณปฎิเสธ" เขาชี้ไปยังกลุ่มคนจีนสี่ห้าคนที่ยืนอยู่ถัดไปไม่ไกลนัก ผู้ชายกลุ่มนั้นคือกลุ่มเดียวกับเมื่อสักครู่ที่เพิ่งมาขอเบอร์ของเธอ หนึ่งในนั้นที่โบกไม้โบกมือมา คือพ่อหนุ่มเจ้าของยิ้มกระชากใจ

ยิ่งมาเจอผู้ชายเดินเข้ามาหาแบบนี้ เซียงหลานยิ่งเขินขึ้นมาแบบบอกไม่ถูก จะให้แสดงออกโจ่งแจ้งก็กลัวจะไม่งาม เธอเก็บอาการเขินไว้ลึกสุด เพื่อปกปิดไม่ให้ใครต้องรับรู้ว่าเธอเองก็สนใจเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวจึงหันไปหาเพื่อนสองคนที่เลิกสนใจสินค้าในร้าน และหันมาสนใจเธอกับคนแปลกหน้าที่ยืนคุยด้วยกัน ตอนนี้เพื่อนทั้งสองกำลังยืนยิ้มหัวเราะคิกคักอยู่ข้างหลัง หญิงสาวหันกลับมาเพื่อขอความเห็น

"เอาไงดีละ" เซียงหลานกระซิบ ให้พอได้ยินกันสามคน ทิ้งให้หนุ่มจีนหน้าหล่อยืนรอคำตอบอยู่แบบนั้น
             "แล้วแต่เตย" เหม่ยหลิวพูดพลางอมยิ้ม
             "เราว่าไม่ต้องหรอก ยังไม่รู้จักกันจะให้ได้ไง" ซิ่วอิง ออกความเห็นด้วยความเป็นห่วง
            “แต่เขาก็น่ารักดีนะ เอาวีแชทให้ก็ได้ ไม่เสียหายหรอก” เหม่ยหลิวแนะนำ
           "จริงสิ...งั้นให้เป็นวีแชทแทนก็แล้วกัน" เซียงหลานพูดอย่างตัดสินใจได้ และรู้อยู่แล้วว่าคนจีนชอบเล่นวีแชทกัน พูดจบก็ขอให้ซิ่วอิง ช่วยอธิบายบอกเขา เพื่อนสาวคนเก่งรับปากก่อนจะยืนอธิบายยาวๆไป 

ทั้งเธอและเขาได้แลกวีแชทกันเป็นที่เรียบร้อย เขาเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะทิ้งท้ายประโยคว่า “อย่าลืมอ่านข้อความผมบ้างนะ” แล้วเดินจากไป

ทิ้งไว้แต่กระแสความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาในใจของหญิงสาว...เพียงแค่ได้พบ สบตา เขาดันมามีอิทธิพลต่อความนึกคิดและความรู้สึกของเธอเสียแล้ว...ความหล่อนั้น ช่างอันตราย...

หลังจากเขาเดินจากไป เซียงหลานกับเพื่อนตกลงกันว่าจะกลับเนื่องจากใกล้เวลาเย็นมากแล้ว ทีแรกสามสาวตกลงกันว่าจะกลับกันก่อนบ่ายสามแต่เพราะเที่ยวเพลินจึงพากันกลับราวๆสี่โมงกว่า พอกลับมาถึงที่พัก เวลาล่าวงเลยมาเกือบหกโมงเย็นแล้ว สามสาวลงกันที่ป้ายรถเมล์ใกล้ๆแถวมหาลัย ก่อนจะแวะทานก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ แล้วพากันเดินกลับมายังหอพัก พอมาถึงก็มืดค่ำพอดี ซิ่วอิงตรงดิ่งไปอาบน้ำเป็นคนแรก ด้วยความเหนื่อยล้า เซียงหลานล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างขี้เกียจพลางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็คดู ปรากฏว่ามีข้อความสั้นๆเป็นภาษาจีนโชว์อยู่ตรงหน้าจอ ข้อความนั้นเขียนว่า

“กลับถึงที่พักหรือยัง”
             หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ ก่อนจะเต้นแรงและรัวขึ้นมา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครคือเจ้าของข้อความนั้น รอยยิ้มน้อยๆปรากฏบนใบหน้าของเธอ พลันนั้นหญิงสาวเอง...ใบหน้าหล่อเหลาของเขาล่องลอยขึ้นมาปรากฎอยู่รอบๆตัวเธอ

หญิงสาวกดเปิดข้อความอ่าน...และพิมพ์ตอบกลับไป
             “เพิ่งมาถึงเอง คุณละตอนนี้อยู่ที่ไหน” พอพูดถึงเรื่องพิมพ์ละก็ เธอค่อนข้างเก่งทีเดียว ไม่เพียงแต่จะพิมพ์เองได้แล้วยังมีตัวช่วยดีๆจากกูเกิ้ลด้วย
            ข้อความที่หญิงสาวส่งไปถูกอ่านในสองนาทีต่อมาและเขาก็ตอบกลับ “ผมกำลังเข้างาน”
           “คุณทำงานในช่วงกลางคืนหรือ”
           “ใช่ แล้วคุณละเรียนหรือทำงาน”
           “ฉันยังเรียนอยู่” เซียงหลานกดส่งข้อความไป เขาอ่านแต่ไม่ได้ตอบ รอยยิ้มจางๆบนใบหน้าเธอเริ่มหุบลง แต่ก็คงไม่เป็นไร เขาอาจจะกำลังทำงานจึงไม่มีเวลาตอบ เธอปลอบตัวเองแบบนั้น จึงวางโทรศัพท์ลงและเตรียมตัวไปอาบน้ำ

หลังอาบน้ำเสร็จ ก็คงยังไร้วี่แววการตอบกลับจากเขา หญิงสาวเลิกรอว่าเขาจะตอบกลับมาหรือไม่ เธอหยิบหนังสือภาษาจีนขึ้นมาอ่านและทำการบ้านที่ค้างให้เสร็จเพื่อเตรียมให้พร้อมกับบทเรียนใหม่ในวันพรุ่งนี้ กว่าการบ้านจะเสร็จ เวลาก็ปาเข้าไป ห้าทุ่มแล้ว หน้าจอมือถือยังคงว่างเปล่าไม่มีการตอบกลับจากเขา หญิงสาวจึงตัดสินใจเข้านอน เธอเดินไปปิดไฟ เพราะซิ่วอิงนอนก่อนหน้านั้นแล้ว

เซียงหลานล้มตัวลงนอน ปิดเปลือกตาลงช้าๆ พลันความคิดในสมองก็โลดแล่นไปถึงความประทับใจแรกที่มีต่อเขา ใบหน้าที่หล่อเหลาอย่างไร้ที่ติ กับน้ำเสียงนุ่มทุ้มที่แค่ได้ยินก็ชวนเพ้อฝัน ใบหน้าหวานผุดรอยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมาท่ามกลางความมืดสลัวในห้องนอน คืนนี้เธอคงหลับฝันดี เมื่อได้นึกถึงเจ้าของสายตาคู่นั้นที่เอาแต่เฝ้ามองเธอ ราวกับว่าเขาเองก็ถูกใจเธอไม่น้อยไปกว่าที่เธอประทับใจในตัวเขา
นี่คงเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆของคำว่า ‘ชอบ’ ใช่หรือเปล่า

เช้าวันใหม่
            เซียงหลานงัวเงียตื่นขึ้นอย่างขี้เกียจเพราะเสียงนาฬิกาปลุกของซิ่วอิง แต่เจ้าตัวก็ยังคงนอนต่อไม่สนใจที่จะปิด

“อิงอิง นาฬิกาปลุกอะ ปิดได้แล้ว” เซียงหลานขยับเรียกเพื่อนเบาๆ ซิ่วอิงกับเธอพักห้องเดียวกัน ส่วนเหม่ยหลิว พักอยู่กับเพื่อนอีกคนในอีกห้องหนึ่ง เพราะงั้นในห้องนี้จึงมีแค่ซิ่วอิง และเธอ

ซิ่วอิงงัวเงียหยิบโทรศัพท์มือถือมาปิดก่อนจะหลับต่อ เป็นแบบนี้ประจำ เธอมักตั้งนาฬิกาปลุกแต่เช้าตรู่ แต่ไม่ค่อยจะตื่นตามเวลาสักเท่าไหร่ เซียงหลานเองมักบ่นประจำว่า หกโมงเช้า มันเช้าไปตั้งสักเจ็ดโมงก็ได้ แต่ซิ่วอิงก็ยืนยันเสียงแข็งว่าจะตื่นเวลานี้จริงๆ พอถึงเวลาตื่นจริงๆทั้งเซียงหลานและ ซิ่วอิงกลับไม่มีใครยอมลุกจากเตียงสักคน เวลาผ่านไปอย่างไว จวบจนเจ็ดโมงเช้า เสียงนาฬิกาปลุกของเซียงหลานดังขึ้น นั่นละทั้งสองคนถึงจะลุกจากเตียงจริงๆ

เซียงหลานกดปิดนาฬิกา แต่สายตาดันเห็นข้อความสั้นๆบนหน้าจอ เธอรีบเปิดอ่านอย่างดีใจ เพราะเห็นว่าเขาตอบกลับมาแล้ว

“สวัสดีตอนเช้า เซียงหลาน” เขาทิ้งข้อความสั้นๆไว้ตอนตีสาม หรือนั่นจะเป็นเวลาเลิกงานของเขานะ

“สวัสดีตอนเช้าเช่นกัน” เธอส่งกลับไป แต่ไม่มีวี่แววว่าจะมีคนอ่าน เขาอาจจะหลับไปแล้วก็ได้ คิดได้แบบนั้นหญิงสาวจึงวางโทรศัพท์ลงและอาบน้ำเตรียมตัวไปเรียนคาบแรกในช่วงเช้า

วันนั้นทั้งวัน เซียงหลานแอบรอข้อความจากเขาด้วยใจจดจ่อ ความหล่อบนใบหน้าเขายังคงตรงตรึงใจเธอไว้ หญิงสาวพลางนึกไปเรื่อยๆ เหมือนว่าตัวเองจะชอบเขาขึ้นมาจริงๆทั้งที่แทบจะไม่รู้จักกัน แม้แต่ชื่อเขาเธอยังไม่รู้เลย ได้คุยกันยังไม่ถึงสิบประโยคด้วยซ้ำ หรืออาจเป็นเพราะเธอคงหลงเสน่ห์ใบหน้าที่หล่อแบบตี๋ๆของเขาเข้าแน่ๆ นึกไปพลางก็ยิ้มไปคนเดียวกับตัวเอง

ผู้หญิงเรานี่หนอ ชอบแสดงออกว่าไม่ค่อยสนใจเวลาที่ใครเขาเข้ามาคุย แต่พอลับหลังแล้วละก็แทบจะนั่งรอว่าเมื่อไหร่เขาจะตอบข้อความกลับมา บ้าจริง...เธอแอบด่าตัวเองเบาๆ ที่ดันเป็นคนอ่อนไหวง่ายดายเสียเหลือเกิน มีผู้ชายเดินเข้ามาพูดคุยด้วยหน่อยเดียวก็ปันใจไปชอบเขาเสียแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนเสียหน่อย แค่กับ‘คนบางคน’ ที่เธอถูกใจ เท่านั้นเอง

เคยมีคนพูดไว้ว่าเราสามารถใช้เวลาไม่ถึงแปดวิเพื่อตกหลุมรักใครคนหนึ่ง แต่อาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อลืมเขา แล้ว‘คนเราสามารถตกหลุมรักใครสักคนได้ในเวลาแปดวินาทีจริงเหรอ?’

ทานข้าวเที่ยงเสร็จ อาจารย์ยกเลิกคลาสเรียนช่วงบ่าย เซียงหลาน เหม่ยหลิว และซิ่วอิง ตกลงกันว่าวันนี้เธอทั้งสามจะไม่ไปไหน จึงพากันขึ้นมาบนหอพัก และนอนหลับเอย อ่านหนังสือบ้าง ดูหนังดูซีรีย์กันไป

เหม่ยหลิวนั้นชอบดูซีรีย์จีนเป็นอย่างมาก เธอชอบพูดถึงเรื่องราวของซีรีย์นั้นให้ฟังเป็นประจำ จนทำให้เซียงหลานรู้สึกสนใจอยากจะดูบ้าง แต่พอเห็นจำนวนตอนที่มากมายของซีรีย์เรื่องนั้นๆ เซียงหลานก็ยอมแพ้ไปเลย

เซียงหลานเป็นผู้หญิงรักสวยรักงาม ชอบแต่งหน้าแต่งตัวเป็นที่สุด แล้วยังเป็นคนหนึ่งที่ทำอะไรก็ดูชักช้าไปหมดจนชื่อเตย ใกล้จะกลายพันธุ์เป็นชื่อเต่าไปแล้ว แถมเธอยังเป็นหนอนหนังสือที่ถ้าได้อ่านหนังสือสักเล่มละก็ ไม่ยอมวางกันเลยทีเดียว หนังที่ชอบดูก็เป็นหนังสไตล์ที่เพื่อนทั้งสองคนต้องร้องว่า ไม่เอาไม่ดู ดูไม่รู้เรื่อง

ส่วนซิ่วอิงนั้น เป็นสาวขาลุย ชอบทำอะไรแบบห้าวๆ ทั้งที่จริงเธอออกจะเปราะบางและอ่อนโยน เหมือนคนแข็งนอกอ่อนใน เธอไม่ชอบดูหนัง ไม่ชอบอ่านหนังสือ เหมือนจะไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วซิ่วอิงชอบทำอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่เพื่อนทั้งสองคนเห็นเป็นประจำคือ เธอชอบนอน เธอจะบ่นเหนื่อยและอยากนอนอยู่ตลอดเวลา บางครั้งดูเหมือนเธอจะไม่ชอบแต่งหน้าหรือดูมีความเป็นผู้หญิงสักเท่าไหร่ แต่พอได้จับเธอมาแต่งหน้าทำผมแล้วละก็เธอเองก็สวยไม่เบา สวยในแบบหมวยๆเหมือนสาวจีน หลายครั้งที่เซียงหลานมักบ่นให้ซิ่วอิงหัดเป็นสาวเจ้าสำอางบ้าง แต่เจ้าตัวมักบ่นว่าขี้เกียจแต่งเอย ไม่มีเวลาเอย หรือแต่งไม่เป็น นั่นแหละสาเหตุที่ทำให้คนสวยแบบเธอจึงดูเหมือนยัยเฉิ่มอยู่แบบนั้น

ส่วนเหม่ยหลิว เป็นคนที่ดูจริงจังกับการใช้ชีวิต เธอเป็นคนมีความมุ่งมั่นเมื่อตั้งใจไว้แล้วก็จะทำเช่นนั้นเสมอ ทำให้บุคลิกของเธอออกไปทางผู้หญิงที่ค่อนข้างเคร่งเครียดกับชีวิต แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังมีมุมน่ารักแบบเด็กๆให้เห็นเสมอ เช่นกลัวความสูง หรือกลัวอะไรหลายๆอย่างที่ไม่ควรกลัว เวลากลัวเธอจะร้องไห้ออกมาสุดเสียงแบบเด็กตัวน้อยๆทำกัน นั่นช่างขัดกับบุคลิกเธอเหลือเกิน

ในขณะที่เซียงหลานกับซิ่วอิงชอบทำอะไรที่มันตื่นเต้น เหม่ยหลิวมักจะเป็นฝ่ายค้านเสมอ เธอทั้งสามมักชอบอะไรแตกต่างกันไป เหมือนจะไปกันคนละแนว ไม่มีอะไรเหมือนกัน แต่กลับเข้ากันได้ดียิ่งกว่าปี่ขลุ่ยเสียอีก แต่อย่างว่ามิตรภาพมักเกิดขึ้นได้เสมอต่อให้ต่างกันสุดขั้วแต่ถ้ารัก และจริงใจต่อกันก็สามารถอยู่ด้วยกันได้

‘คลิก’ เสียงข้อความโทรศัพท์ดังขึ้น ในขณะที่เซียงหลานกำลังนอนกลิ้งอ่านหนังสืออยู่บนเตียงพลางนึกถึงเรื่องราวของตัวเองกับเพื่อนๆ หญิงสาวรีบหยิบมาดูเพราะเธอเองก็ตั้งใจรอมาทั้งวัน แล้วรอยยิ้มพอใจน้อยๆก็แต่งแต้มบนใบหน้างาม ใช่...คิดไม่ผิดหรอก เขาเองที่ทักมา
             “วันนี้คุณทำอะไร”
            “วันนี้ฉันเรียนหนังสือ แต่อาจารย์เพิ่งยกเลิกคลาสช่วงบ่ายไป”
            “แสดงว่า คุณว่างแล้ว”
            “ใช่ค่ะ”
            “เป็นไปได้ไหม ถ้าผมอยากจะเจอคุณ”
             ข้อความสั้นๆนั้น เล่นเอาหญิงสาวใจเต้นขึ้นมาเสียดื้อๆ “เราเพิ่งจะเจอกันเมื่อวานนี่” เธอตอบไปแบบนั้น ทั้งที่ในใจอยากจะตอบว่า ได้ค่ะ แต่ก็นะคนเรา ต้องตอบแบบรักษาภาพลักษณ์ไปก่อน
             “เมื่อวานถือเป็นการเจอกันโดยบังเอิญ แต่วันนี้ถ้าคุณไม่รังเกียจผมก็อยากเจอคุณอีกครั้งโดยที่คุณเองก็ยินดี” ข้อความนั้นยาวเป็นพิเศษ เซียงหลานจึงรีบปลุกเพื่อนที่นอนข้างๆให้ตื่นขึ้นมาช่วยแปล ถึงแม้จะแปลเองจากกูเกิ้ลแล้ว แต่ก็ยังอยากให้เพื่อนช่วยแปลเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง

ใช้เวลาเพียงไม่นานเซียงหลานยอมตอบตกลงที่จะออกไปเจอเขาอีกครั้ง...ถึงภาษาจะเป็นอุปสรรค แต่ถ้าใจนึกอยากจะลองทำอะไรใหม่ๆดสักครั้ง อุปสรรคนั้นก็ไม่สำคัญสักนิด

ด้วยความกล้าและความอยากเจอหน้า ‘เขา’ อีกครั้ง ทำให้เซียงหลานพาตัวเองมายังจุดนัดพบนั่นคือ ประตูจินหม่า เมื่อไปถึง เขาอยู่ที่นั่นรอก่อนแล้วพร้อมกับเพื่อนอีกสองคน คนหนึ่งใส่แว่นตามฉบับผู้ชายจีนทั่วไป ส่วนสูงพอประมาณ ส่วนอีกคนสูงสุดในกลุ่มจะเป็นใครไปได้ นอกจากผู้ชายคนเมื่อวานเจ้าของรอยยิ้มกระชากใจ

เซียงหลานเดินเข้าไปทักทายทุกคนด้วยภาษาจีนแบบง่ายๆ “สวัสดี ฉันเซียงหลานนะ” พูดได้แค่นี้ลิ้นก็กลับไปแข็งเช่นเดิม เธอจึงเลือกที่จะส่งยิ้มทักทายทุกคน

“ว้าว คุณยิ้มสวยจังเหมยหนี่” เหมยหนี่ ที่แปลว่า‘คนสวย’ คำทักทายแรกออกมาจากปากของคนตัวสูงสุดในกลุ่ม “ฉันชื่อ หวังหย่ง” เขาแนะนำตัวพร้อมเผยรอยยิ้มแบบที่ชอบส่งยิ้มให้สาวไปทั่ว

เซียงหลานยิ้มรับ

“ส่วนผมชื่อ เตี๋ยหรง” เพื่อนอีกคนที่ใส่แว่นพูดขึ้นมา “ไนซ์ ทู มีท ยู (ยินดีที่ได้รู้จัก)” ต่อด้วยภาษาอังกฤษ สำนวนจีนสุดๆ หญิงสาวแทบกลั้นขำไม่หยุด ที่จริงเขาก็ดูน่ารักและช่างพูดจา

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ” เธอตอบเป็นภาษาอังกฤษ สำเนียงไทยๆเช่นกัน ก่อนจะหันมาสบตากับใครอีกคนหนึ่ง ที่ซึ่งเขายังไม่ปริปากพูดเลยตั้งแต่เธอมาถึง “ฉันยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย” หญิงสาวถามเขาเป็นภาษาจีนเช่นเดิม

“เฉิงฟง” สองพยางค์ที่แทบจะทำให้หญิงสาวหัวใจหยุดเต้น น้ำเสียงนุ่มลึกสร้างความรู้สึกวาบหวามขึ้นมาทันที

“เอ่อ...เฉิงฟง” เธอทวนชื่อเขาพร้อมรอยยิ้ม พยายามควบคุมไม่ให้เสียงสั่น

เฉิงฟงพยักหน้ารับ “พูดชัดมากเลยนะ เซียงหลาน” เขาย้ำชื่อเรียกของเธอ

“เธอชื่อเซียงหลานเหรอ” หวังหย่ง กระโดดลุกจากที่นั่งเดินเข้ามาใกล้ฉัน พร้อมทำท่าสูดๆดมๆ “หืม...หอมจัง” เขาหยอกล้อ
เซียงหลานแอบค้อนในใจ เพื่อนกันไม่ต่างกันเสียเท่าไหร่ มุกตัวหอมนี้เฉิงฟงเล่นไปเมื่อวานแล้ว เธอคิดแล้วอมยิ้ม พร้อมกับรีบถอยห่างออกมาจากคนตัวสูง

เตี๋ยหรงขยับตามมาอีกคนเพื่อดึงให้หวังหย่งกลับมาที่เดิม “มานี่เลย เห็นสาวสวยไม่ได้เชียวนะ เป็นต้องเข้าใกล้ตลอด” เขาแซวเพื่อน
“มาเถอะ เดี๋ยวพวกเราจะพาคุณไปทานขนมกัน” เฉิงฟง ลุกขึ้นจากม้านั่งแล้วเดินเข้ามาใกล้หญิงสาวเพื่อยืนเคียงข้างเธอ เขาตัวสูงกว่าเธอไม่มากจนเกินไป เทียบกันแล้วหญิงสาวสูงระดับคางของเขา แต่ถ้าหากจะเทียบกับหวังหย่งละก็ เธอสูงเพียงระดับไหล่หวังหย่งเท่านั้นแหละ เพราะเขาตัวสูงกว่าเธอมาก

“มาสิ...” เฉิงฟงเดินนำไปกับหญิงสาว ปล่อยให้สองเพื่อนหนุ่มเดินตามหลังกันมา
            “จากที่พักมาที่นี่ เดินทางไกลไหม” เขาเอ่ยถามระหว่างเดินเคียงข้างกัน
            “ราวๆ สี่สิบนาที” เซียงหลานตอบสั้นๆ
            “ขอบคุณที่ออกมาเจอกันนะ” เขาบออกขอบคุณ แต่สายตาที่ส่งมาให้นั้นลึกล้ำกว่าคำว่าขอบคุณไปอีก เขาชอบใช้แววตาแบบนั้นมองเธออยู่เรื่อย เหมือนเขาอยากจะหลอมเธอให้ละลายไปกับสายตาคู่นั้น

ทั้งสี่คนเดินเท้ากันไม่นานก็มาถึงร้านขนมเจ้าดังที่สามหนุ่มแย่งกันอวดว่าอร่อยมากถ้าได้ทานคู่กับชาร้อนๆ พอมาถึงในร้านก็จัดแจงหาที่นั่งกันเรียบร้อย เซียงหลานไม่รู้ว่าจะต้องสั่งอะไรดี จงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสามหนุ่มที่จะสั่งเมนูแนะนำให้เธอได้ลองทานขนมที่ว่า
ภายในร้านเป็นร้านเล็กๆ มีเพียงสามสี่โต๊ะเท่านั้น ผู้คนไม่ได้เยอะมากมายแต่ก็มีลูกค้าคอยแวะเวียนมาอุดหนุนตลอด รสชาติของขมที่ทานคู่กับชากุหลาบร้อนๆนั้นอร่อยจริงสมดังที่สามหนุ่มอ้างไว้ ทั้งสี่คนนั่งทานขนมและพูดคุยกัน บางครั้งก็พากันหัวเราะส่งเสียงดังจนโต๊ะรอบข้างหันมามองบ้าง

คนที่พูดมากที่สุดคงจะเป็นเตี๋ยหรง เขาไม่ได้แค่พูดมากแต่ยังชอบพูดภาษาอังกฤษแบบผิดๆถูกๆมากอีกต่างหาก เขามักจะพูดบ่อยๆว่า ในอนาคตเขาจะต้องย้ายไปอยู่ฝั่งยุโรปให้ได้ เพราะงั้นตอนนี้เขาจึงจำเป็นต้องฝึกภาษาอังกฤษให้คล่องก่อน เมื่อวันหนึ่งที่เขามีเงินเก็บมากพอและได้ย้ายไปอยู่ที่นั่น เขาจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องภาษา ซึ่งเพื่อนทั้งสองของเขาไม่เพียงแต่ให้กำลังใจแถมยังออกปากชมว่าภาษาอังกฤษของเขาไม่เลวเลย ทั้งที่จริงนั้น...เขาเองต้องฝึกฝนอีกเยอะ นั่นแหละที่มาของเสียงหัวเราะในกลุ่ม กับภาษาอังกฤษของเตี๋ยหรง

หลังทานขนมเสร็จ สามหนุ่มตกลงกันว่าจะพาหญิงสาวไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะแถวๆนั้น เพื่อชมสวนดอกไม้ที่เพิ่งปลูกเสร็จได้ไม่นานมานี้ มันกำลังเบ่งบานอวดโฉมเฝ้ารอผู้คนนับร้อยไปเยี่ยมเยือน

ที่สวนสาธารณะนั้น ทั้งสี่คนเดินคู่กันมา ตลอดเส้นทางเดินจะเป็นเตี๋ยหรงมากกว่าที่มักชวนคุยภาษาจีนปะปนไปกับภาษาอังกฤษอยู่เรื่อย เซียงหลานเองก็แทบจะไม่ได้นิ่งเงียบเพราะต้องคอยตอบคำถามเตี๋ยหรงแบบถูกๆผิดๆไปบ้าง บางครั้งที่ต่างไม่เข้าใจกันก็ใช้ภาษามือสื่อสารกันบ้าง ภาษากูเกิ้ลบ้าง แต่แล้วก็สามารถสื่อสารกันเข้าใจดี

เฉิงฟง แทบไม่ละสายตาไปจากหญิงสาวที่เดินหัวเราะอยู่ด้านหน้า ความรู้สึกบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นในครั้งแรกที่เห็นเธอเดินกางร่มสีชมพู จนวินาทีนี้มันชัดเจนขึ้นทุกครั้งเมื่อสบตาเธอ

ใช่...เขาชอบเธอ และหลงชอบเธอไปจนหมดตั้งแต่รูปร่างหน้าตา เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และบุคลิกที่ดูแสนน่ารักน่าทะนุถนอมของเธอ เขาชอบที่จะมอง....และสายตาที่เขาใช้มองเธอ ไม่ใช่สายตาที่เขาจะมองผู้หญิงคนไหนง่ายๆ เพียงแค่เห็นเธอแวบแรก เขาก็รู้สึกได้ทันทีว่า‘ถูกใจ’

เซียงหลานที่รู้สึกเหมือนถูกมองอยู่ตลอดเวลาหันกลับมา เขามองเธอด้วยสายตาแบบนั้นอีกแล้วสินะ ในแววตานั้นต้องการจะบอกอะไรเธอหนอ หญิงสาวส่งยิ้มให้เขา เขายิ้มตอบ แต่ก็มิวายมีใครอีกคนอยากจะส่งยิ้มมาให้เธอด้วย จะเป็นใครไปได้นอกจาก หวังหย่ง รายนี้ เขาดูเป็นคนเจ้าชู้ทีเดียว ปากว่ามือถึง อะไรนิดหน่อย แตะมือ ถือแขน คอยฉวยโอกาสอยู่ใกล้หยอดคำหวานตลอด ถึงจะเพิ่งรู้จักกันเขาเองก็หยอดคำหวานไปจนน้ำตาลในร่างหญิงสาวแทบล้นปริออกมาแล้ว

บรรยากาศรอบด้านของสวนแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่แบบที่ประเทศไทยไม่ค่อยจะมี ตรงส่วนกลางของสวนจะเป็นแหล่งน้ำใหญ่ๆและมีสะพานจีนแบบโบราณข้ามน้ำไปอีกฟาก เหมือนอย่างฉากในหนังจีนสมัยก่อนยังไงอย่างงั้น เซียงหลานและสามหนุ่มเพื่อนเกลอพากันเดินไปจนถึงกลางสะพาน เตี๋ยหรงพลางชี้กลับไปอีกด้านที่ทุกคนเดินผ่านมา

“ลองมองกลับไปทางนั้นสิ เซียงหลาน คุณจะเห็นสวนดอกไม้ที่พวกเราเดินผ่านทั้งหมดจากที่นี่” เตี๋ยหลงกล่าว
เซียงหลานหันกลับไปตามเสียงเรียก จากมุมที่ยืนอยู่นั้น สามารถเห็นสวนดอกไม้หลากสีถูกปลุกเรียงรายสลับกันไปมาอย่างสวยงาม

“โหว...มันสวยงามมาก” เธออุทานออกไปแบบลืมตัว

เฉิงฟงที่ยืนเคียงกายหญิงสาว แนบเสียงกระซิบข้างใบหู “สวยเหมือนคุณ”

ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ข้างแก้มนวล ใบหน้างามแดงระเรื่อ ใจพลันรู้สึกแปลกๆขึ้นมาอย่างประหลาด เป็นอีกครั้งที่หัวใจของเธอสั่นสะท้าน รู้สึกไหวหวั่นกับคำพูดของเขา

ใบหน้าหวานยิ้มเอียงอาย เธอช้อนสายตาขึ้นมองเขา ตาสบตา...แต่กลับไม่พบความเขินอายจากสายตาเขาสักนิด มีเพียงแววตาเจิดจรัสที่บ่งบอกถึงความรู้สึกบางอย่าง

เพียงอึดใจเดียว หากยังสบตากันอยู่แบบนี้ เธอคงได้ละลายไปก่อนแน่ เซียงหลานไม่สามารถที่ยืนสบตาเขาอยู่แบบนั้นได้อีก กลัวจะเผลอพูดอะไรบ้าๆออกไปเสียก่อน “ฉันอยากถ่ายรูปสวน” เธอพูดขึ้นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไปทางสวนดอกไม้ต่อ

พูดไปพลางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปสวนนั้นไว้แล้วชวนทุกคนมาถ่ายรูปร่วมเฟรมเดียวกัน เตี๋ยหรงและหวังหย่งเดินเข้ามาใกล้สองหนุ่มสาว หวังหย่งเลือกที่จะยืนอีกฝั่งข้างหญิงสาวตามด้วยเตี๋ยหรง ส่วนอีกฝั่งนั้นเฉิงฟงยืนเคียงกายเธออยู่แล้ว เซียงหลานนับหนึ่งถึงสามแล้วจึงกดปุ่มถ่าย เสียงดังคลิก บ่งบอกทุกคนว่าได้รูปรวมแล้ว

ณ ที่แห่งนั้น มิตรภาพเล็กๆได้ก่อตัวขึ้น

ถึงแม้ว่าสามหนุ่มกับหญิงสาว เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่ชั่วโมงและคุยกันไม่มากมาย แต่เธอกลับรู้สึกสนุกและอุ่นใจเมื่ออยู่กับเขาทั้งสามคน อาจเป็นความรู้สึกที่เธอคิดไปเองหรือเพราะเขาทั้งสามคนเป็นคนดีก็ว่าได้ เธอจึงไม่ได้รู้สึกแย่ที่จะอยู่ใกล้พวกเขา

หลังถ่ายรูปเสร็จ ทุกคนพากันเดินลงสะพานมายังอีกฟาก ทางฝั่งนี้จะเป็นกลุ่มผู้คนมากมายที่ตั้งร้านขายของ หรือว่ามาทำกิจกรรมร่วมกัน ในบางมุมจะมีกลุ่มผู้สูงอายุมาร่วมวงกันเล่นดนตรีร้องเพลง บางกลุ่มก็ร่วมกันรำไทเก๊กเพื่อประโยชน์ของสุขภาพ เสียงเพลงและเสียงพุดคุยต่างๆดังแซ่ซ้องไปทั่วสวน แต่ก็มีเสียงหนึ่งที่รั้งเธอไว้

หญิงสาวหยุดเดินเมื่อได้ยินเสียงซอจีนจากอีกด้านหนึ่ง เธอหันไปมองเป็นชายแก่ๆคนหนึ่งกำลังสีซอนั่นด้วยเพลงที่ฟังดูแล้วเศร้าเกินจะบรรยาย เหมือนเพลงนั้นสะกดให้เธอหยุดฟัง

“ขอฉันไปนั่งฟังตรงนั้นสักพักได้ไหม” เซียงหลานหันไปบอกชายหนุ่มทั้งสามที่เดินมาด้วยกัน

“เธอชอบเสียงซอเหรอ” หวังหย่งถามอย่างใคร่รู้

“ใช่ ฉันเคยเป็นนักดนตรีเล่นสะล้อ คล้ายๆซอจีนนี่แหละ” เพราะได้คลุกคลีกับดนตรีไทยมาแต่เด็กเลยทำให้เธอมักชอบเสียงแบบนี้เป็นพิเศษ

ร่างบางหย่อนกายลงที่ม้านั่งตัวหนึ่งภายใต้ต้นไม้ใหญ่ เสียงซอยังคงบรรเลงไปเรื่อยๆ เฉิงฟงหย่อนกายลงข้างเธอ เจ้าม้านั่งตัวนี้ก็ดีเสียเหลือเกิน ที่ทำให้นั่งได้เพียงสองคนเท่านั้น ชายหนุ่มอีกสองคนจึงเลือกม้านั่งตัวถัดไป

ข้างกายเซียงหลานในยามนี้มีใครอีกคนมานั่งเคียงข้าง และเขาคนนั้นก็เป็นคนที่ทำให้หัวใจของเธอสั่นไหวอยู่บ่อยครั้ง กลิ่นอายของเขาแผ่อวลเข้ามาปะทะจมูก โอบล้อมเธอเอาไว้ อืม...หอมจัง

หูยังคงฟังเสียงซอบรรเลงไป เขาตวัดสายตามองคนตัวเล็กที่นั่งข้างกันด้วยความอ่อนโยน แก้มขาวนวลแดงฝาด เป็นเพราะอากาศหนาว หรือเพราะเธอเอาแต่เขินอายเขา ทุกครั้งที่เธอแสดงออกว่าเขินอาย ทำไมเขาถึงถูกใจนัก

ไออุ่นจากหญิงสาวแผ่กระจายไปรอบตัว สองมือต่างวางใกล้กันจนผิวกายที่สัมผัสกันหลายครั้งโดยไม่เจตนาทำให้เขาอารมณ์ปั่นป่วน ชายหนุ่มยื่นมือตัวเองออกไปกุมมือเธอไว้ภายใต้แสงไฟสลัว ความอบอุ่นบนมือนุ่มนิ่มนั้นคล้ายดั่งสัมผัสลงบนขั้วหัวใจ

ความรู้สึกอบอุ่นแปลกๆพลันผุดขึ้นในหัวใจของคนตัวเล็ก ร่างบางหันมาทางชายหนุ่ม เธอมองมือเขาที่กุมมือเธอไว้ มือบางไม่ได้ชักหนี แต่กลับคงไว้แบบนั้น ด้วยรอยยิ้มพึงพอใจไม่ต่างจากเขา ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มละมุนตา

เพียงแค่เห็นริมฝีปากบางขยับเลื่อน เลือดในกายฉีดพล่าน อยากจะก้มลงประทับรอยตราไว้บนริมฝีปากเนียนนุ่ม เพื่อประกาศความเป็นเจ้าของ แต่หากทำเช่นนั้นแกะน้อยอย่างเธอ คงมีหวังหนีหายไปก่อนจะได้เริ่มต้นความสัมพันธ์ดีๆระหว่างกัน เขาลอบถอนหายใจ ก่อนจะตัดความคิดชั่ววูบนั้นทิ้งไป

“คุณอายุเท่าไหร่แล้ว” ชายหนุ่มชวนคุย
            “ยี่สิบ แล้วคุณละ”
              เขายิ้มเป็นนัยบอกว่าไม่อยากพูดถึงอายุ ทั้งที่เขาเป็นคนเริ่มก่อน “แก่กว่าคุณแล้วกัน” เขาพูดพร้อมหัวเราะเบาๆเสียงหัวเราะและท่าทีของเขาดูสบาย
            “ชอบไหม” น้ำเสียงนั้นนุ่มลึก ราวกับอยากจะถามว่าเธอชอบเขาไหม
            “ชอบอะไรละ สถานที่ หรือเสียงดนตรีที่เรากำลังฟังอยู่” หญิงสาวพูดออกไปแบบตะกุกตะกัก ไม่ใช่เพราะเขินอายแต่เพราะภาษาจีนฉันยังไม่เก่งพอจะพูดติดกันทีเดียว
          “ทุกอย่าง”
          “ฉันชอบนะ” เธอขยับปากพูดแต่สายตาก็บ่งบอกเขาชัดเจนถึงมืออบอุ่นคู่นั้นที่เขาใช้กุมมือเธอไว้ ที่จริงแล้วเธอชอบทุกอย่างรวมถึงเขาด้วย และยิ่งชอบเมื่อได้นั่งกุมมือใกล้ๆเขาแบบนี้

คำตอบของหญิงสาวทำให้เขายิ้มกว้างขึ้น มือหนายิ่งกุมกระชับให้แน่นขึ้นเพื่อส่งต่อความรู้สึกผ่านกัน และอีกครั้ง ณ ที่นั่น ความรู้สึกเล็กๆระหว่างคนสองคนกำลังก่อตัวขึ้น

สองหนุ่มสาวนั่งฟังเพลงและพุดคุยกันตรงนั้นจนชายแก่บรรเลงเสียงซอเป็นเพลงที่สาม สี่ ห้า เตี๋ยหรงที่นั่งมาสักพักจึงลุกขึ้นและเป็นฝ่ายชวนให้ทุกคนเดินกันไปต่อ หญิงสาวจำใจต้องลุกขึ้น น่าเสียดายที่ต้องลุกไปเพราะในใจยังอยากนั่งอยู่แบบนั้นใกล้ๆเขาและฟังเสียงซอไปเรื่อยๆ

เธอชอบช่วงเวลาแบบนี้...เวลาที่ได้อยู่ใกล้ๆเขา

หลังจากเดินชมสวนเสร็จ สามหนุ่มที่เซียงหลานเริ่มเรียกว่าเพื่อน ก็พาเธอกลับมายังประตูจินหม่าซึ่งตอนนั้นเวลาใกล้พลบค่ำแล้ว ฟ้าเริ่มมืดลง ตรงประตูจินหม่าจึงมีแสงไฟสีส้มระยิบระยับออกมาช่วยเสริมให้บรรยากาศในยามนี้กลับดูสวยไปอีกแบบจากในยามกลางวัน เสียงผู้คนที่ดังพลุกพล่านเริ่มซาลง คนเหลือไม่ค่อยเยอะเหมือนเมื่อบ่าย

“ถ่ายรูปกันอีกไหมพวกเรา” เซียงหลานเอ่ยชวนทุกคนอีกครั้ง

“ได้สิ” หวังหย่งตอบพร้อมเดินนำเพื่อนมาก่อน สองหนุ่มเดินมาประกบยืนเคียงร่างบางที่ยืนรอทุกคน

ทุกคนร่วมเฟรมกันอีกครั้ง เพื่อบันทึกภาพแห่งความทรงจำนั้นไว้ ภายในภาพคือหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างชายหนุ่มสามคน ทุกใบหน้าแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มแห่งมิตรภาพและความสุขใจ แต่ใครเล่าจะรู้อนาคตหนอว่าจะเป็นเช่นไร

ค่ำวันนั้นเซียงหลานกลับหอพักไปด้วยความรู้สึกสุขใจอยู่ลึกๆ เหมือนหัวใจดวงน้อยกำลังเบ่งบานดังเช่นดอกไม้แรกแย้มที่เธอเพิ่งได้เห็นมา

เมื่อกลับถึงที่พัก เฉิงฟงมิวายส่งข้อความมาตามหลัง เขาช่างเป็นคนที่อบอุ่นนุ่มนวลยามพบเจอและยามห่างไกล กลิ่นไอของความเป็นเขายังคงอวบอวลอยู่รอบตัวหญิงสาว แม้ตัวจะไกลกันแต่กลับรู้สกถึงกันตลอดเวลา มันจะดูมากเกินไปหรือเปล่าที่เธอจะปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับใครสักคนที่เพิ่งเคยเจอกันแค่ครั้งสองครั้ง

‘เฉิงฟง’ เป็นผู้ชายที่ดูเงียบขรึม มากกว่าเป็นคนขี้เล่นแบบเพื่อนทั้งสอง ถึงเขาจะ เป็นคนพูดน้อยแต่ก็คอยชวนคุยเสมอ บุคลิกเขาดูนิ่งๆ ออกไปทางผู้ชายเนี๊ยบๆ ดูได้จากการแต่งตัว

ในขณะเดียวกันหวังหย่งนั้นเลือกที่จะใส่เสื้อผ้าที่ดูสบายๆ ปล่อยผมให้ลงมาปรกหน้าบ้างบางส่วน ไม่ได้เซตผมให้ดูเรียบขนาดเฉิงฟง แต่บุคลิกแบบนั้นก็ทำให้เขาดูดีไปอีกแบบ ส่วนเตี๋ยหรงนั้น เขาชื่นชอบ ลายสกอต มากเป็นพิเศษ ทุกอย่างรอบตัวล้วนเป็น ลายสกอต ทั้งนั้น
 

 

 

 

 

 

 

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขียนขึ้นมาสั้นๆ มีไม่กี่ตอนค่ะ แต่ก็เป็นเรื่องราวที่เขียนมาจากความรู้สึกลึกๆ พยายามเรียบเรียงออกมาเป็นตัวอักษรเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกไปยังผู้อ่านทุกท่านให้ได้รู้สึกถึง ความรักครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ที่เป็นรักแรก...

ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น