ครั้งหนึ่ง ณ คุนหมิง

ตอนที่ 3 : กอดแรกที่แสนละมุน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 87
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    13 พ.ย. 62

กอดแรกที่แสนละมุน

เช้าวันถัดมาเป็นเช้าวันอาทิตย์ เฉิงฟงโทรมาปลุกหญิงสาวแต่เช้า แต่คนที่แย่งพูดส่วนมากจะเป็นเตี๋ยหรงมากกว่า เขาเอาแต่แซวถึงเรื่อเมื่อคืน ว่าสองหนุ่มสาวมัวทำอะไรกัน ทำไมเฉิงฟงถึงกลับบ้านดึกขนาดนั้น

เซียงหลานบอกเตี๋ยหรงไปตามจริงว่าเขาทั้งคู่แค่นั่งคุยกัน เตี๋ยหรงทำท่าว่าจะไม่เชื่ออย่างเดียว เขาเอาแต่แซวจนหญิงสาวหมดคำจะพูดด้วย 

ไม่ทันไร เสียงหวังหย่ง ก็ดังแว่วๆมาจากปลายสาย พูดเป็นเชิงว่าเพราะเฉิงฟงเป็นคนไม่เอาไหน ไปหาสาวทั้งคืนแต่ก็ได้แค่นั่งคุย ถ้าเป็นเขานะคงได้จับมือหอมแก้มต่างๆนาๆ โม้ยาวเป็นหางว่าว ช่างน่าหมั่นไส้เหลือทน

มันอาจจะจริงของหวังหย่งก็ว่าได้ เพราะเขามักเป็นผู้ชายปากว่ามือถึง ถ้าไม่แกล้งแอบโอบไหล่เซียงหลานตอนเดิน ก็แกล้งจับมือขึ้นมาจูบบ้าง หรือคอยแกล้งเล่นหน้าเล่นตาหญิงสาวแทบจะตลอด รายนั้นคงเป็นคนเจ้าชู้ไม่เบาแน่นอน

เซียงหลานนั่งฟังสามหนุ่มนั้นเถียงกันไปมาในโทรศัพท์พลางนึกอิจฉามิตรภาพที่แน่นแฟ้นของเขาทั้งสาม ไม่ว่าจะทำอะไรที่ไหน สามคนนั้นมักไปด้วยกันตลอด จากที่ฟังเรื่องเล่าของทั้งสาม พวกเขาเป็นคนเสฉวนที่มาทำงานอยู่คุนหมิงด้วยกัน ทั้งสามต่างมีบ้านอยู่ติดกัน โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กทำให้สนิทสนมกันจนกลายเป็นเพื่อนรัก มิตรภาพแบบนี้ช่างหายากเหลือเกิน 

แต่ก็นับว่าโชคดีที่เธอเองก็พอมีมิตรภาพดีๆบ้าง อาจจะไม่ใช่มิตรที่เติบโตมาด้วยกันแต่เด็ก ถึงจะเป็นเพียงแค่มิตรภาพที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสองเดือนก่อน แต่ก็เป็นอะไรที่ทำให้เธอสัมผัสได้ถึงมิตรแท้ที่ ซิ่วอิงและเหม่ยหลิวมีต่อเธอ

ด้วยความรำคาญที่เพื่อนเอาแต่แย่งตัวเองพูด เฉิงฟงจึงเลี่ยงเดินออกจากห้องมาเพื่อคุยกับหญิงสาวเพียงลำพัง

“บ่ายนี้เราไปดูหนังกันไหม...แค่เราสองคน” เขาย้ำคำหลัง

“คืนนี้คุณไม่เข้างานหรือ” เธอกรอกเสียงถามไป

“ผมเข้างานสี่ทุ่ม ยังมีเวลาอีกเยอะ ไปไหม” เขาถามย้ำ และเงียบเพื่อรอคำตอบ

หญิงสาวตอบตกลง ทำไมต้องปฏิเสธละในเมื่อเธอเองก็อยากเจอเขา นอกจากช่วงเวลาเมื่อคืนที่ทั้งเขาและเธอได้ใช้ร่วมกัน นอกนั้นก็ไม่มีเวลาอยู่ด้วยกันเพียงสองคน ส่วนมากเวลาเจอกันมักจะเจอเขาพร้อมเพื่อนๆตลอด 

บ่ายนั้น เซียงหลานออกมาตามนัดที่ให้ไว้กับเฉิงฟง ทั้งสองงนัดดูหนังกันเป็นเวลาบ่ายสามโมงซึ่งเธอไปสายหน่อย แต่ก็ทันหนังรอบนั้น ตลอดเวลาที่ดูหนังหญิงสาวเองไม่ได้เข้าใจไปเสียหมด เพราะหนังเป็นหนังจีนไม่มีซับไทยด้วยซ้ำ แต่เธอกลับมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ๆเขา ได้รับไออุ่นจากมือหนาที่คอยกุมมือเธอตลอดการนั่งดูหนัง

มีครั้งหนึ่งที่หญิงสาวกำลังทานขนมของตัวเอง แล้วเขากลับส่งเสียงกระซิบข้างกันว่า ‘ขอกินบ้าง’ นิ้วเรียวยาวยื่นถุงขนมไปให้ แต่เขายืนยันจะให้เธอป้อน หญิงสาวทำตามอย่างว่าง่าย ชายหนุ่มไม่ได้ขยับปากเพื่อทานแค่ขนมขบเคี้ยว แต่เขาตั้งใจใช้ริมฝีปากขบเม้มเบาๆที่เรียวนิ้วของเธอ 

ริมฝีปากหนานุ่มเลื่อนจากขบปลายนิ้วมาเป็น จูบลงบนฝ่ามือ เขาขยับเคลื่อนริมฝีปากขึ้นมาตามแนวแขนจนถึงหัวไหล่ หญิงสาวขนลุกชัน...ใจเต้นโครมครามจนแทบจะทุลุออกมาเสียให้ได้

เขากระซิบลงข้างแก้มนวล “ขนมอร่อยดีนะ” ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ข้างใบหู

เขาทำให้เธอหวั่นไหวอีกแล้ว...หญิงสาวไม่แม้แต่จะกล้าหันไปมองหรือหันไปสบตาเขา ร่างบางเอาแต่นั่งตัวแข็งทื่อ สับสนกับอารมณ์ตัวเองไปเสียหมด 

เธอควรจะทำตัวอย่างไรดี...?

ในขณะที่กำลังคิดหาทางออก ชายหนุ่มถอนกายถอยออกห่างไปนั่งดูหนังดังเดิม เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือข้างที่กุมเธอไว้ ยังคงกุมไว้อย่างนั้น ดวงตากลมโตแอบเหลือบไปมองเขา...เห็นรอยยิ้มบางๆแต้มบนใบหน้าหล่อนั้น เขาคงยิ้มพอใจที่ได้แกล้งให้เธอหวั่นไหวเป็นแน่ เธอบอกกับตัวเองเลย จะไม่ป้อนขนมเขาอีกเด็ดขาด ไม่ได้กลัวนิ้วมื้อจะโดนเขากัดหรอก แต่กลัวหัวใจตัวเองจะหลงใหลไปกับการกระทำของเขามากกว่า 

 

หลังหนังจบ ทั้งสองร่วมทานอาหารเย็นด้วยกัน เฉิงฟงพยายามอธิบายตอนจบของหนังให้หญิงสาวฟังเพราะเธอยังไม่ค่อยเข้าใจนัก หลังจากนั้นชายหนุ่มจึงชวนหญิงสาวนั่งรถเล่นไปตามเส้นทางขากลับ ก่อนจะแวะลงตรงสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ซึ่งเธอจำได้ว่าเมื่อคืนเขาเพิ่งบอกกับเธอ ว่าที่นั่นเป็นสวนที่หนุ่มสาวนิยมมาพบปะกัน

เซียงหลานแอบนึกยิ้มเมื่อจำที่เขาพูดได้ว่าบรรยากาศด้านในนั้นแสนจะโรแมนติก ที่เขาเธอแวะมาที่นี่เป็นเพราะเขาคิดอะไรกับเธอเป็นพิษเศษหรือเปล่า หรือจริงๆเขาอาจจะชอบเธอ เหมือนที่เธอเริ่มชอบเขาก็เป็นได้ คิดไปพลางยิ้มไปด้วยขณะเดิน

“เป็นอะไร ยิ้มคนเดียว” 

“เอ้อ...ก็คิดไปเรื่อยเปื่อย” ดวงหน้างามยิ้มกลบเกลื่อน

ชายหนุ่มอมยิ้มตาม...เขาถือวิสาสะดึงเธอเข้าไปใกล้แล้วโอบไหล่บางไว้ราวกับทั้งสองนั้นช่างสนิทชิดเชื้อกัน

เขาชวนคุยแล้วชี้ให้ดูโน่นนี่ ตลอดเวลาที่พูดคุยกันเหมือนหญิงสาวจะลืมใส่ใจบทสนทนาระหว่างกัน ใจเธอมันจดจ่ออยู่แต่กับฝ่ามือหนาที่เริ่มซุกซนจากโอบไหล่เลื่อนลงมาตามแผ่นหลังแล้วโอบเอว บ้างก็ลูบวนบนแผ่นหลังอย่างแผ่วเบา 

ทุกที่ที่มือเขาสัมผัสโดน หญิงสาวรู้สึกร้อนผะผ่าวไปหมด ใจพลันอยากจะดุเจ้ามือแสนซุกซนนั่นเสียเหลือเกิน 

เขาทำให้ช่องท้องเธอปั่นป่วนไปหมด...

“หาที่นั่งกันก่อนไหม” เขาถามเมื่อทั้งสองเดินดูบรรยากาศรอบๆกันสักพักแล้ว

“นั่งก่อนก็ดีค่ะ ตรงนั้นไหม” เธอรีบชี้ไปยังม้านั่งตัวที่ใกล้ที่สุด ขืนหากปล่อยให้เดินกันต่อแบบนี้มีหวังแข้งขาเธอคงอ่อนแรงหมดก่อนจะเดินทั่วสวนแห่งนี้

เมื่อหันไปยังม้านั่งที่ตั้งอยู่ริมสระบัว มีเพียงแสงไฟสลัวส่องแทรกเขามา เขายิ้มพอใจ “เป็นความคิดที่ดีนะ” 

สองหนุ่มสาวเดินไปหย่อนกายลงนั่งข้างกันในขณะที่มือของเขานั้นยังคงโอบเอวเธออยู่

“ปล่อยได้แล้วมั้ง” น้ำเสียงนั้นดูเอียงอาย

“ไม่ละ” เขาตอบก่อนจะกระชับโอบเธอให้แน่นขึ้น “ผมชอบอยู่ใกล้คุณแบบนี้” 

ดวงหน้าเล็กก้มลงอย่างขวยเขิน ท่าทีเอียงอายนั้นช่างดูน่ารัก น่าหลงใหล นวลแก้มขาวผ่องแดงปลั่งภายใต้แสงไฟสลัว หัวใจของเขาพองโต รู้สึกถูกอกถูกใจกับท่าทางที่ไม่ประสีประสาของเธอ 

อายุเพิ่งจะยี่สิบ ในขณะที่เขาก็ปาไปยี่สิบหกแล้ว เขาล้วนผ่านเรื่องราวความรักหลากหลายรูปแบบรวมถึงการโอบกอดหรือจับมือดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเขา แต่กับเธอดูเหมือนว่า อาจจะยังไม่เคยผ่านเรื่องราวเหล่านี้มาก่อนเสียด้วยซ้ำ 

ท่าทางที่ดูเขินอายตลอดนั้น ตอกย้ำให้เขากลับมีความรู้สึกพิเศษบางอย่าง เขาอยากทะนุถนอมเธอไว้  ไม่อยากจะรุกเร็วเกินไป กลัวเธอจะเสียขวัญเป็นกระต่ายตื่นตูมวิ่งหนีไปเสียก่อน 

ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้น...และแววตาที่เขาใช้มองเธอนั้น มีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้รับสิ่งเหล่านี้จากเขา เธอ...แตกต่างจากผู้หญิงมากมายที่เขาเคยพบเจอ และแตกต่างโดยสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับผู้หญิงคนนั้น...

“เคยมีแฟนไหม” เขาถามตามที่ใจคิด นึกอยากจะรู้เรื่องราวในชีวิตของเธอมากขึ้น

หญิงสาวส่ายหัว เธอฉีกยิ้มกว้าง “ตอบว่าไม่มี คุณคงไม่เชื่อ” เธอพูด 

แต่ความจริงแล้วเธอไม่ใช่คนขี้ริ้วขี้เหร่อะไร จึงเป็นเรื่องปกติที่มักมีผู้ชายมากหน้าหลายตามาคอยตามจีบตามตื้อเธออยู่เรื่อย แต่ก็ไม่เคยมีใครสักคนที่จะเข้ามาฉิวเฉียดหัวใจเธอได้ จนกระทั่งได้พบกับ...เขา...

“ตอบตามความจริง ผมเชื่อคุณทุกอย่าง” คำพูดนั้นฟังดูมีความหมาย 

“ไม่เคยมีแฟนที่คบกันหรอกนะคะ แต่พอมีคนคุยๆบ้าง ส่วนมากไม่ค่อยถูกใจหรอก”

“ทำไมละ ผู้ชายไทยไม่ได้น่ารักแบบผมใช่ไหม” 

ตายแล้ว...เขาไปเอาความมั่นใจขนาดนี้มาจากไหนกัน หญิงสาวกลั้นหัวเราะ “คงใช่” เธอบอกเขาแววตาขบขัน ผู้ชายไทยหล่อและน่ารักมีมากมาย แต่หากเป็นใครสักคนที่ไม่ใช่ ยังไงก็ไม่ใช่   “บางที...มันอาจจะยังไม่ถึงเวลาที่เราจะเจอคนถูกใจในเวลานั้น”

“แล้วตอนนี้ละ...มีคนถูกใจบ้างหรือยัง” สายตาเขาคาดคั้น อยากจะรู้เสียจริงว่าจะเป็นเขาหรือเปล่าที่เธอพอจะถูกใจบ้าง 

“ก็มีนะ” เธอยิ้มเขิน...ใช่ เธอถูกใจเขา “แต่ก็ไม่แน่ใจ” ไม่แน่ใจว่าเขาจะถูกใจเธอด้วยไหม คำสุดท้ายเธอพูดเองภายในใจของตัวเอง

“มี...แต่ไม่แน่ใจ แปลว่าอะไร” เขาถามย้ำ

“ก็คือฉันมีคนที่ชอบแล้ว...แต่ไม่แน่ใจว่าเขาจะชอบฉันไหม” เธอสูดลมหายใจเข้าก่อนจะกลั้นใจพูดมันออกไป

สีหน้าเขาดูจะพอใจกับคำตอบ ท “ไม่มีใครที่จะไม่ชอบคนสวยแบบคุณหรอกเซียงหลาน” เขายิ้ม มีหรือที่สาวน้อยแบบเธอจะปิดบังความรู้สึกที่มีต่อเขาได้ แค่มองตาเธอ เขาก็รู้ได้ในทันทีว่าแววตาคู่นั้นได้มีเขาเข้าไปอยู่ด้านในแล้ว 

แล้วคุณละชอบฉันไหม’ เสียงคำถามดังกึกก้องภายใต้ความคิด แต่เธอไม่ได้กล้าพอจะไถ่ถามเขา 

หญิงสาวรีบสลัดคำถามนั้นทิ้งไป “ไม่เสมอไปหรอกค่ะ เพราะบางทีความสวยก็ไม่ได้ทำให้ใครจะมาชอบเราจริง มากไปกว่าเขาชอบที่เราเป็นเรา” 

“ความสวย มักเป็นความประทับใจแรกเสมอ...แต่ความประทับใจต่อมาอยู่ที่ตรงนี้” เขาจิ้มนิ้วชี้ลงที่กลางใจของเธอ “จิตใจและลักษณะนิสัย” 

“แล้วคุณละคะ มีใครในใจหรือยัง” เธอถามต่อบ้าง 

“เคยมี” น้ำเสียงนั้นฟังดูหม่นหมองลงแทบทันที แต่เขาไม่ปล่อยความรู้สึกนั่นมาทำลายความรู้สึกดีๆที่กำลังขึ้น ในตอนนี้หรอก “นานแล้ว ใครๆก็เคยมีรักแรกกันทั้งนั้น จริงไหม” เขาปรับน้ำเสียงให้กลับมาเป็นปกติ

หญิงสาวแอบผิดหวัง ที่เขาไม่ตอบว่า เธอ...เป็นคนในใจของเขา แต่เขากลับพูดถึงใครอีกคนที่เป็น รักแรก 

“รักแรก...ฉันยังไม่เคยมีเลยค่ะ” เธอบอกเขา แต่คิดว่าตัวเองกำลังจะมีเร็วๆนี้    “ที่คุณพูดว่า เคยมี...แสดงว่าตอนนี้ ไม่มีแล้วเหรอ” เธอวนกลับไปที่คำถามเดิม 

“ตอนนี้มีคนใหม่แล้ว” คำพูดนั้นดูไม่จริงจังเสียเท่าไหร่ 

เขาเองยังไม่แน่ใจว่าหญิงสาวตรงหน้าจะเข้ามาแทนที่รักแรกของเขาได้หรือเปล่า แต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจในตอนนี้คือ ความรู้สึกดีๆที่เขาเริ่มมีให้เธอ มันเริ่มมากขึ้นทุกรั้งที่ทั้งสองได้พบเจอกัน เป็นความรู้สึกพิเศษบางอย่างที่เขาเองก็อธิบายไม่ถูก 

หญิงสาวหลบสายตาเขาหันไปอีกด้านหนึ่ง ไม่อยากให้เขาเห็นความรู้สึกบางอย่างในดวงตาคู่งามของเธอ กลัวเขาจะรู้ว่าเธอแอบน้อยใจกับบางคำพูดของเขา “มีผู้หญิงเยอะจัง” เธอว่าพลางหันกลับมาด้วยแววตาใสแจ๋วเช่นเดิม

“ถึงจะเยอะ แต่ก็ไม่ได้จริงกับใครเท่าคนนี้” ใบหน้าหล่อฉาบยิ้มบางเบา

คำพูดของเขา ไม่รู้จะเชื่อได้มากสักแค่ไหน จะเชื่อตรงที่ว่า มีเยอะ หรือเชื่อตรงที่ว่า จริงจังกับคนนี้ 

หญิงสาวยิ้มตอบ ก่อนจะชวนเขาคุยไปเรื่อยเปื่อย เพื่อเปลี่ยนประเด็นการพูดคุย สองหนุ่มสาวคุยแลกเปลี่ยนกันเรื่องประสบการณ์ชีวิตและครอบครัวของอีกฝ่าย คุยกันได้สักพักใหญ่ จวนใกล้เวลาสามทุ่ม ซึ่งเฉิงฟงต้องเตรียมตัวไปทำงาน 

ร่างบางทอดถอนหายใจ อดเสียดายเวลาแสนสั้นที่ได้ใช้ร่วมกับเขาไม่ได้ เธอชอบทุกช่วงเวลาที่ได้ใกล้ชิดเขาและพูดคุยกับเขา ชอบสายตาที่เขาใช้มองเธอเวลานั่งใกล้กัน ชอบน้ำเสียงนุ่มทุ้มที่เขาคอยพูดว่าทั้งสองควรจะทำโน่นนี่ด้วยกันแบบนั้นแบบนี้ แต่เวลาแห่งวามสุขมักแสนสั้นเสมอ...

คืนที่แสนโรแมนติก จบลง เธอคิดพลางทำหน้าเศร้าเพียงเล็กน้อย แต่เขาไม่ทันสังเกต เพราะมัวแต่มองหารถรับส่งอยู่ เขาบอกจะเรียกแท็กซี่ให้ คืนนี้คงไม่ได้นั่งแท็กซี่ไปส่งเพราะเขาต้องกลับไปทำงาน

ระหว่างรอแท็กซี่ ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาชิดใกล้ร่างบาง เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ขอกอดลาได้ไหม...เซียงหลาน” เขาเอ่ยถามด้วยความสุภาพ 

ดวงหน้าน้อย อมยิ้มอย่างขวยเขิน เป็นอีกครั้งที่เขาทำให้เธอใจสั่น 

นั่นไม่ใช่แค่ความต้องการของเขาเพียงฝ่ายเดียว เธอเองก็ปรารถนาอ้อมกอดอุ่นนั้นเช่นกัน หญิงสาวพยักหน้าเป็นเชิงยินยอม เธอเคลื่อนไหวร่างบางเข้าหาอกแกร่ง เขากางแขนออกอ้ารับเธอเข้าหาอ้อมอกอุ่น ใบหน้างามซบลงแนบชิดติดกับแผงอกกว้าง 

กายอุ่นร้อนของเขาและเธอสอดประสานกันจนแนบชิด ร่างนุ่มนิ่มของคนตัวเล็กบดเบียดกับแผงอกแกร่ง หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาที่ก้มมองดูอยู่แล้ว ไออุ่นจากลมหายใจสาวเป่ารดที่ต้นคอเขา ชายหนุ่มบรรจงจุมพิตลงบนหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา

กอดแรก ของเธอนั้นแสนละมุน

กลิ่นหอมโรยรินจากกายสาวโชยอบอวล ปลุกปั่นความรู้สึกบางอย่างภายในให้แตกตื่น เขาอยากจะทำอะไรที่มากกว่านั้น อยากเสกให้ทั้งสองหายตัวไปจากที่ตรงนี้ไปยังเตียงนุ่มภายในห้องที่มีแค่เขา และเธอ...

ชายหนุ่มรีบสะบัดวามคิดนั้นทิ้ง  เขาถอนลมหายใจอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเคลื่อนกายออกห่างเธอมาอย่างเสียไม่ได้... เขายืนอยู่ไม่ห่างมากนัก หากยังยืนกอดกันกลมอยู่แบบนั้น เขาอาจจะไร้ซึ่งการยับยั้งชั่งใจแล้วเผลอล่วงเกินเธอ แม่สาวน้อยคงตื่นตูมน่าดู 

เมื่อเห็นว่ามีรถกำลังตรงมาทางเธอและเขา ชายหนุ่มจึงเอ่ยขึ้น “แท็กซี่มาแล้ว” เขาชี้ไปทางด้านหลังเธอ

หญิงสาวหันกลับไปมองตาม ในขณะเดียวกันเขาเองก็เหลือบสายตามองแก้มนวลอย่างนึกอดใจไม่ไหว ใจยังนึกถึงกลิ่นหอมของเธอเมื่อสักครู่

...ดวงหน้างาม ใกล้กับเขาเพียงเท่านี้... 

ไม่ทันสิ้นเสียงความคิด ใบหน้าหล่อยื่นริมฝีปากฉกลงใบหน้าหวานอย่างฉับไว เขาประทับจุมพิษอันวาบหวามฝากฝังไว้บนแก้มนวลก่อนเจ้าตัวจะทันรู้ตัวด้วยซ้ำ หญิงสาวเจ้าของแก้มนั้นรีบหันกลับมา ริมฝีปากเธอแทบจะชนกับริมฝีปากเขาอยู่รำไร

“ทำอะไรแบบนี้” เธอรีบถอยผละออกมา รู้สึกราวกับริมฝีปากเขายังฝังอยู่บนแก้มนวลเนียนนั้น ใบหูร้อนผ่าว

“แค่นิดเดียว” เขายิ้มพึงพอใจ 

แท็กซี่หยุดลง ชายหนุ่มหันไปคุยกับคนขับถึงจุดหมายปลายทางที่เขาต้องไปส่งเธอ พูดจบก็เปิดประตูรถแล้วดันร่างบางที่ยืนตัวแข็งทื่อเข้าไปนั่ง

เขาล้วนเคยอยู่ใกล้ชิดผู้หญิงมามากมาย เคยเกยกอดกับหญิงสาวมาหลายหน แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะให้ความรู้สึกดีเท่าการได้อยู่ใกล้เธอ และกอดนั้นช่างให้ความรู้สึกซาบซ่านไปทั้งใจ...

แววตาขวยเขิน รอยยิ้มเอียงอาย ราวกับเป็นกอดแรก ท่าทางเหล่านั้นช่างน่ารักติดตรึงใจ ใครเล่าจะอดใจไหวไม่ให้ขโมยกลิ่นหอมจากแก้มนวลนั้นมาเชยชม

“อีกสองวันถ้าฉันว่างเจอกันอีกนะ...เซียงหลาน ของผม” เขาเอื้อนเอ่ยคำลา แล้วปิดประตูรถ 

ทิ้งไว้เพียงแต่ความรู้สึกซาบซ่านที่ก่อตัวขึ้นในหัวใจดวงน้อย

ทุกอย่างผ่านไปอย่างรวดเร็วจนเธอแทบตั้งตัวไม่ทัน คนบ้าอะไรนะ แอบหอมแก้มกันโดยไม่ขอแถมไม่ทันตั้งตัว... ไม่ทันไรเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นข้อความภาษาจีน จากเขาเอง หญิงสาวเปิดอ่านข้อความพร้อมรอยยิ้มที่เขินอายปนความรู้สึกหมั่นไส้คนบางคน

“แก้มคุณช่างหอมชื่นใจ...คืนนี้ผมคงมีแรงใจมากมายในการทำงาน” หญิงสาวเปิดอ่านแต่ไม่ตอบ เพราะใจยังล่องลอยหวนนึกถึงแต่รอยประทับตราจากริมฝีปากของเขา

ข้อความใหม่เด้งเข้ามาอีกหน “โกรธเหรอ ที่ผมแอบหอมแก้มคุณ”

“เปล่าค่ะ” เธอตอบไปสั้นๆ 

“ขอโทษนะ ถ้าทำให้ไม่สบายใจ” 

“ไม่ใช่แบบนั้น ฉันแค่อาย” เธอตอบไปตามความจริง เพราะเธอไม่เคยให้ใครต้องมาเฉียวเฉียดแก้มเธอได้เลย หากพูดไปว่าเขาเป็นคนแรก เขาเองก็คงจะไม่เชื่อ จึงตอบไปแค่นั้น 

“แล้วชอบไหม” เขาช่างถามตรงเสียเหลือเกิน 

เธอไม่ตอบแต่ส่งสติกเกอร์หัวใจไปแทน

“น่ารัก” เขาพิมพ์สั้นๆมาแค่นั้น 

“คุณก็น่ารักนะ” หญิงสาวพิมพ์ตอบไป หัวใจพลางเบิกบาน 

ชายหนุ่มส่งสติกเกอร์รูปหัวใจกลับมาเช่นกัน....

คืนนั้นหญิงสาวนอนหลับไปด้วยหัวใจพองโต...เธอคิด...ว่าเธอกำลังจะมี ‘ความรัก’ โอ้เจ้าความรักเอย...เคยได้ยินแต่ชื่อ ไม่เคยได้แตะต้องสัมผัสถึงมัน แต่เวลานี้...เธอก็ได้รู้จักกับเจ้าความรักเสียที “ยินดีที่รู้จักนะเจ้าความรัก”

รัก หรือ หลง ใครเล่าจะบอกได้จนกว่าทุกอย่างจะชัดเจนถึงจะรู้ว่า ความรู้สึกนี้คืออะไร

 

 

เช้าวันจันทร์ที่สดใส เซียงหลานตื่นมาพร้อมความกับความรู้สึกเบิกบานใจ ใบหน้าอิ่มเอมไปด้วยความสุข นี่หรือเปล่าอาการของคนกำลังมีความรัก เธอนึกและคิดถึงเขาคนนั้นอยู่เสมอ เฝ้านึกถึงรอยยิ้มที่แต่งแต้มบนใบหน้าหล่อ น้ำเสียงนุ่มคุ้นหูที่เธอชอบฟังเขาพร่ำพูดคำหวาน กลิ่นกายความเป็นชายที่ชวนใจไหวหวั่น กับอ้อมกอดแสนอบอุ่นของเขา 

เธอส่งข้อความทักทายเช้าวันใหม่ไปให้เขา...

แล้วลุกไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเข้าห้องเรียนในคาบเช้า เวลาล่วงเลยไปจนเที่ยง ยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะตอบกลับมา เธอยังคงไม่เดือดเนื้อร้อนใจ และเฝ้ารอข้อความตอบกลับจากเขาอย่างใจเย็น

เขาคงยังไม่ตื่น หรือเขาอาจจะมีเรื่องต้องทำมากมาย เธอบอกตัวเองไปแบบนั้น จนกระทั่งเย็นเขาก็ยังไม่ตอบมา ซึ่งเวลาปกติเขามักจะตอบมาในช่วงสายของทุกวัน หลังตื่นนอนหรือเสร็จธุระของตัวเอง แต่จวบจนเวลานี้เขายังคงเงียบไป เธอจึงหันไปสนใจและชวนเพื่อนไปวิ่งออกกำลังกาย 

ค่ำนั้นผ่านไป มีเพียงข้อความที่ส่งมาจากหวังหย่ง แต่เธอไม่ได้อยู่ในโหมดที่จะเปิดอ่านข้อความเขา คืนนั้นหญิงสาวเข้านอนด้วยความรู้สึกน้อยใจเล็กๆ แต่บางครั้งเขาอาจจะมีเหตุผลที่หายไปก็ได้ 

คนเรานี่อย่างไรหนอ...เมื่อคืนเพิ่งผ่านพ้นช่วงความรู้สึกดีๆมาด้วยกันแท้ๆ แต่วันนี้กลับหายเงียบไปได้ 

วันอังคารเขายังคงเงียบไป และเธอก็พยายามไม่ใส่ใจ...อีกคืนที่เธอนอนหลับไปด้วยหัวใจที่กำลังเฝ้าคิดถึงใครบางคน ที่มาทำให้รู้สึกดีแล้วอยู่ๆก็หายไป 

วันพุธเวียนมาถึง...เมื่ออดไม่ไหวที่จะไถ่ถามเรื่องเขาจากเพื่อน เซียงหลานจึงเข้าวีแชทเพื่ออ่านข้อความของหวังหย่ง ข้อความนั้นฝากไว้ว่า “เซียงหลานนี่ผมเอง เฉิงฟงนะ เมื่อคืนผมทำโทรศัพท์หาย”

พลันนั้นเอง แววตาที่หมองมัวกลับสดใสขึ้นทันตา เขา ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เธอต่างหากที่ช่างไม่รู้อะไรเลย หญิงสาวรีบตอบกลับไป 

“ขอโทษนะที่ไม่ได้ตอบ ฉันไม่รู้ว่าเป็นคุณที่เขียนมา” ถึงว่าทำไมเขาดูจะหายไปเลย

เพียงไม่นานก็มีข้อความถูกส่งตอบกลับมา “ฉันหวังหย่ง ไม่ใช่เฉิงฟง ตอนนี้ไม่ได้อยู่กับเขา หากกลับที่พักจะบอกเขาให้ว่าเธอเขียนถึงเขา” 

“ขอบใจ” หญิงสาวส่งข้อความกลับ 

“สองวันมานี้ เฉิงฟงเอาแต่ถามฉันว่าเธอตอบกลับมาบ้างไหม ไม่เห็นเธอเปิดอ่านเลย คืนนั้นเธอสองคนเป็นอะไรกัน ทำไมถึงเงียบไป” 

“เปล่าเงียบนะ ฉันแค่ไม่รู้ว่ามือถือเขาหาย แล้วก็ยุ่งกับการเรียนมากๆเลยไม่ได้เปิดอ่านข้อความ” เธอเอาเรื่องการเรียนมาอ้าง ทั้งที่จริงเธอเอาแต่รอข้อความจากเขา 

ช่วงอาทิตย์นั้นเซียงหลานกับเฉิงฟงต้องคุยกันผ่านข้อความบนมือถือของหวังหย่งตลอด ด้วยความเกรงใจหวังหย่ง ทำให้ทั้งสองคุยกันน้อยลง แต่ความรู้สึกที่มีต่อกันกลับไม่ได้น้อยลงไปเลย

ช่วงอาทิตย์นั้น เธอได้คุยกับหวังหย่งมากเป็นพิเศษเช่นกัน เพราะหลายครั้งที่ข้อความถูกส่งไป คนที่เปิดอ่านจะเป็นหวังหย่งมากกว่า ทำให้เธอได้เห็นความน่ารักในบางมุมในตัวของหวังหย่ง เธอมั่นใจว่าความรู้สึกเล็กๆที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพียงมิตรภาพที่เธอมอบให้เขาเท่านั้นไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น

แต่...สำหรับเขาแล้ว ใครจะรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น