หางยาวเท้าปุย กับเส้นทางสู่ยอดปราการ (Yaoi)

ตอนที่ 22 : ตำนานเมืองดาราพิทักษ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,498
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 167 ครั้ง
    1 ม.ค. 61

*ลงครั้งแรก 10 มิ.ย. 60

*ปรับปรุงเนื้อหา 1 ม.ค. 61

 

 

ลูกบอลสานด้วยต้นกกขนาดกลางลูกหนึ่ง ถูกโยนขึ้นลงในมือเล็ก ด้านหน้าของเจ้าของมือที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ มีเสือสีขาวตัวเล็กขนฟูแลดูเหมือนแมวตัวใหญ่กำลังกลอกดวงตาสีอำพันขึ้นลงจ้องตามการเคลื่อนไหวของลูกบอล ณ ชั่วขณะหนึ่งที่ลูกบอลกลมหยุดนิ่ง เจ้าเสือขาวก็กระโจนเข้าหา หมายจะตะปบคว้าบอลลูกนั้น ทว่าเหมือนจะรู้ตัวล่วงหน้า มือเล็กที่ถือลูกบอลอยู่กลับโยกหลบอย่างรวดเร็ว ทำเอาเจ้าเสือขาวพลาดเป้า คว้าได้แต่อากาศแล้วต้องกลิ้งม้วนตัวไปกับพื้นอย่างน่าเสียดาย

 

ช้าไปนะเจ้าขาว แน่จริงก็มาเอาไปให้ได้สิ อิ ๆ

 

แฮ่!

 

เสียงแหลมเล็กของเด็กชายดังขึ้นหยอกล้อ จนเสือตัวน้อยแยกเขี้ยวขาวขู่อย่างไม่พอใจ ส่งผลให้เสียงหัวเราะใส ๆ ของเด็กชายที่ลุกขึ้นยืนแล้วดังขึ้นกว่าเดิม

 

ฮะ ๆๆๆ

 

หลังจากพยายามเดินวนเวียนรอบตัวเด็กชายที่คอยโยกมือเอาลูกบอลหลบเป็นระยะ ความหงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจก็ทำให้เสือตัวน้อยเดินถอยออกมา ก่อนจะกระโจนพุ่งเข้าใส่อกเด็กชายด้วยความเร็วสูงเอาดื้อ ๆ จนทั้งคู่ล้มลงไปด้วยกัน ส่วนลูกบอลเจ้าปัญหานั้น กระเด็นหลุดออกจากมือเด็กชายไปกลิ้งอยู่ด้านข้าง

 

เหวอออ

 

ตึก! ตุ้บ!! ขลุก ๆๆๆ

 

อูย... ขี้โกงนี่เจ้าขาว ข้าไม่ปล่อยหรอกให้เจ้าได้บอลไปหรอก ฮึ! เด็กนิสัยไม่ดีต้องโดนลงโทษ

 

แง่ง ๆๆ

 

เด็กชายตัวน้อยกอดรัดตัวเสือขาวขนฟูที่พยายามดิ้นหนีสุดแรงอย่างมันเขี้ยว เจ้าของขนนุ่มที่กำลังเสียเปรียบไม่ยอมแพ้ หันกลับมางับเจ้าของมือปลาหมึกเบา ๆ จนสุดท้ายก็กอดรัดกลิ้งกันไปกลิ้งกันมาบนพื้นหญ้าอย่างสนุกสนาน

 

ฮะ ๆๆๆ

 

คุณตา…”

 

โอ๊ย! อย่ากัดแรงนักสิ มันเจ็บนะ ฮะ ๆๆ

 

คุณตา คุณตาคร้าบบบ

 

ท่ามกลางภาพความสนุกสนานระหว่างตนกับเสือขาวแสนรัก อยู่ ๆ เสียงเล็กของเด็กหนุ่มก็แว่วดังแทรกขึ้นมา ดั่งลอยมาจากที่ไกลแสนไกล

 

หืมเสียงนี่มัน….

 

คุณตาคร้าบบบ ฮัลโหลลลว

 

สายตาสีเทาที่เลื่อนลอยค่อย ๆ ปรากฏประกายขึ้นทีละนิด จนกลับมากะพริบเหมือนดังปกติ แล้วหลุบลงมองต้นเสียงที่กำลังนั่งชันเข่าอยู่เบื้องล่าง จนสบเข้ากับดวงตากลมโตสีฟ้าใสคู่สวยที่จ้องมองตรงมาด้วยความเป็นห่วง หูที่เต็มไปด้วยขนฟูสีส้มบนกลุ่มผมหนาสีน้ำตาลกระดิกเล็กน้อย ชวนให้นึกถึงสิ่งมีชีวิตตัวเล็กที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลามาหลายวัน

 

เจ้าเจ้าเหมียว?”

 

เย่! คุณตารู้สึกตัวแล้ว ผมเรียกตั้งนาน นึกว่าจะไม่สบายซะอีก

 

ไม่เป็นอะไรใช่ไหมขอรับท่านผู้สืบทอด

 

ไม่เป็นไรข้าไม่เป็นไร แค่นึกถึงอดีต อดีตที่ผ่านมานานแสนนานมาแล้วก็เท่านั้น…”

 

ชายชราเครายาวหันไปตอบเจ้าเมืองที่มองมาอย่างเป็นกังวลทางด้านข้าง ก่อนจะหันกลับมาถามชายหนุ่มผมสีน้ำตาลตรงหน้า

 

ว่าแต่เจ้าเหมียว อะ..เอ่อเจ้าหนุ่ม เจ้ามีอะไรรึ

 

อ๋อ! ผมแค่อยากจะส่ง... อ่า..เควสท์ เอ่อ..”

 

พูดไปเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลก็เหล่มองชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนเยื้องไปด้านหลัง พลางส่งสายตากดดันให้ทำหน้าที่

 

พวกฉันบังเอิญไปเห็นอักขระเรืองแสงประหลาดกลางทะเลสาบมรกต ทางตะวันตกของเมืองเริ่มต้น พวกเราเลยอยากถามท่านหน่อยว่าพอจะรู้อะไรเกี่ยวกับอักขระนั่นบ้างรึเปล่า

 

จะ..เจ้าเจ้าว่าอะไรนะ อักขระเรืองแสงงั้นรึ ลักษณะมันเป็นเช่นไร! ไหนลองเล่าให้ละเอียดหน่อยซิ!”

 

ชายชราในชุดคลุมยาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าปลายประโยคนั้นกระชั้นจนฟังดูร้อนรน ดวงตาสีเทามองเข้าไปในดวงตาคมสีเพลิงด้วยสายตาอ้อนวอนที่ซ่อนไปด้วยประกายแห่งความหวัง จนชายหนุ่มที่เหมือนจะถูกสั่งกลาย ๆ เกิดใจอ่อนแล้วตอบไปโดยดี โดยมีอัศวินสามสีเป็นผู้ช่วยบรรยายแสงสีประกอบอย่างมีอรรถรส

 

“ท่านผู้สืบทอดขอครับ หรือว่า...”

 

“อืม”

 

พูดได้เพียงคำเดียว ชายชราที่นั่งนิ่งตั้งใจฟังจนจบก็มีน้ำตาเอ่อขึ้นคลอหน่วย ก่อนที่จะเอ่อล้นแล้วหยดลงบนเสื้อยาวบนหน้าตักจนเปียกเป็นดวง สร้างความตกใจให้อัศวินสามสีที่นั่งอยู่ตรงหน้าจนตกใจลนลาน

 

“ปะ..เป็นอะไรไปครับคุณตา เจ็บตรงไหน ยังเจ็บแผลเมื่อวันโน้นอยู่เหรอครับ อะ..อันนั้นผมไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะ”

 

“ไม่เป็นไร... ข้าไม่เป็นไร.... ข้าแค่ดีใจ ที่อาจจะได้สมหวัง ได้เห็นความรุ่งเรืองในอดีตหวนกลับมาด้วยตาของตัวเองก่อนจะตายก็เท่านั้น”

 

ว่าจบก็เอื้อมมือไปลูบผมสีน้ำตาลของคนตรงหน้าอย่างแผ่วเบาแล้วยิ้มออกมาอย่างปรานี

 

“หากพวกเจ้ามีเวลา ช่วยฟังนิทานเก่า ๆ สักเรื่องจะได้หรือไม่”

 

“ได้แน่นอนครับ คุณตา!

 

เสียงที่ตอบอย่างหนักแน่นกับดวงตาที่มุ่งมั่นทำให้ชายชราอมยิ้ม แสร้งกระแอมเสียงดังแล้วเริ่มเล่า ดั่งชายแก่ที่เล่านิทานให้หลานตัวน้อยฟังข้างเตียง ดั่งที่เคยใฝ่ฝันมานาน

 

“อะแฮ่ม! กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... ย้อนไปถึงช่วงเวลาที่มวลมนุษย์ยังคงเร่ร่อนไร้ถิ่นฐาน เทพดาราพิทักษ์ เทวาแห่งการเยียวยารักษา ผู้มีขนปีกสีขาวเลื่อมพรายประกายเพชรกับเนตรสีเขียวมรกต ได้เดินทางลงจากวิมานชั้นฟ้ามายังโลกมนุษย์เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ หลังจากที่ต้องเฝ้าตรวจรักษาอาการราชันวิหคประกายรุ้ง พาหนะของเทพแห่งขุนเขา ไม่ได้ออกไปไหนมานานหลายร้อยปี

 

ณ ยามนั้น ท่านได้เดินทางมาพบกับดินแดนอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งที่รายล้อมไปด้วยขุนเขา ทุ่งหญ้า ป่าใหญ่ แดนหมอก และท้องทะเล ช่างเป็นสถานที่ประหลาดอันงดงาม ถูกใจท่านยิ่งนัก ประกอบกับสิ่งมีชีวิตน่าสนใจชนิดหนึ่งซึ่งอยู่กระจัดกระจายไปทั่วดินแดน สิ่งมีชีวิตที่มีความอยากรู้อย่างเห็นอย่างน่าเอ็นดู ผู้ขนานนามตนเองว่า มนุษย์

 

เหล่ามนุษย์ตัวน้อยคอยลอบมองส่องดูท่านอยู่เพียงระยะไกล พอท่านจะเข้าไปใกล้ก็เร้นกายหนี หากจากระยะนั้น เหล่ามนุษย์ก็คอยเลียนแบบพฤติกรรมต่าง ๆ ของท่านอย่างเห็นได้ชัดเจนจนต้องลอบอมยิ้ม ทั้งท่วงท่าการเคลื่อนไหว ไปกระทั่งเครื่องมือเครื่องใช้และอาหาร จนเทพดาราพิทักษ์ทรงเมตตา คอยหยิบสมุนไพรต่าง ๆ ในบริเวณนั้นมาทาน เป็นการถ่ายทอดความรู้ด้านสมุนไพรให้

 

เวลาผ่านไปเนิ่นนานถึงกาลที่องค์เทวาใกล้จะเสด็จกลับ ก็มีหนึ่งมนุษย์ผู้หาญกล้า เดินเข้ามาพร้อมกับผลไม้ถาดใหญ่ วางเอาไว้ไม่ใกล้ไม่ไกลจากพระองค์ท่านแล้วนั่งเฝ้านิ่งอยู่ ท่านเทพเห็นเข้าก็เกิดเอ็นดู จึงตรงเข้าไปหยิบองุ่นพวงหนึ่งขึ้นมาทาน แล้วจึงเปล่งวาจามอบพรศักดิ์สิทธิ์ให้

 

จากนี้ไปชั่วลูกชั่วหลาน ขอเจ้าและเหล่าทายาทจงสามารถสร้างและบังคับวารี เพื่อให้มีอาหารอันอุดมสืบไป

 

หลังจากนั้นไม่นาน องค์เทพดาราพิทักษ์ผู้สง่างามก็เสด็จกลับสู่สรวงสวรรค์ ทิ้งไว้เพียงเวทวารีในกายหนุ่มมนุษย์ผู้หาญกล้า และอักขระเรืองแสงประหลาดขนาดยักษ์ 4 แห่งในดินแดน เล่ากันว่าอักขระนั้นสลักเสลาลึกบนยกพื้นศิลาแกร่งสีเทา อักขระแต่ละตัวทอแสงสีเขียวมรกตดุจนัยน์ตาเทวาผู้สร้าง เป็นลำแสงจากผืนดินขึ้นสู่ท้องนภากว้าง เปล่งประกายมรกตที่มองเห็นได้ทั้งยามกลางวันและค่ำคืน

 

หลังจากที่ลำแสงเหล่านั้นปรากฏขึ้นมา ก็ดั่งได้รับการปกปักรักษา เหล่าพืชพันธุ์ในดินแดนที่มีมากอยู่แล้วก็ยิ่งอุดม อสูรน้อยใหญ่ก็อพยพเข้ามาพึ่งพิงอาศัย หากแต่ไร้ซึ่งเงาเหล่าอสูรร้าย เมื่ออยู่ภายในดินแดน หากผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ร่างกายก็จะค่อย ๆ สมานได้เองอย่างน่าอัศจรรย์

 

ด้วยความศรัทธาในองค์ทวยเทพ มนุษย์เล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง นำโดยมนุษย์หนุ่มผู้ได้รับพรวารีอันล้ำค่า ได้ออกเดินทางค้นหาที่ตั้งแท่นอักขระแห่งเทพเทวาทั้ง 4 ว่ากันว่า แต่ละที่นั้นตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงามจนแทบจะลืมหายใจ หนึ่งผืนน้ำกว้างใหญ่ หนึ่งภูผาไร้ยอด หนึ่งทางลับแห่งป่า และหนึ่งมายาแห่งทุ่งหญ้าอันกว้างไกล เมื่อหมู่มนุษย์กลุ่มนั้นได้ค้นพบและอาบไล้ลำแสงมรกตแห่งอักขระมนตราแล้ว ก็พลันได้เข้าใจถึงวิทยาการต่าง ๆ อักขระเรียนรู้นำพาวิทยาแห่งการสื่อสาร อักขระเติบโตเปิดทางสู่การเพาะพืชพันธุ์น้อยใหญ่ อักขระป้องกันสู่การปัดป้องรักษาตนแทนที่เพียงจะชิงชัย หนึ่งอักขระฟื้นฟูนั้นไซร้สอนให้รู้รักษาเยียวยาตน

 

จากมนุษย์ล้าหลังอ่อนแอ ด้วยวิทยาการทั้ง 4 ก็เริ่มเข้าใจหาทางเอาตัวรอดปกป้องตนเองจากธรรมชาติ กลุ่มมนุษย์นั้นได้ลงหลักปักฐานก่อตัวขึ้นเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เพาะปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ สร้างเขตแดนระวังภัย ก่อนจะขยายตัวขึ้นจนกลายเป็นมหานครกว้างใหญ่นาม เมืองดาราพิทักษ์ ซึ่งมีประชากรเรือนหมื่นในอีกหลายร้อยปีต่อมา

 

ทว่ากาลเวลาที่ผ่านเลย กลับพาให้ผู้คนทั้งหลายลืมเลือนจุดกำเนิด เมื่อมหานครได้ล่วงเข้าถึงปีที่หนึ่งพัน ก็ไร้ผู้รำลึกถึงอักขระแห่งเทวา สถานที่เริ่มประสิทธิ์ประสาทวิชาการทั้งปวง เมื่อไร้มนุษย์มาเยี่ยมเยือน ลำแสงจากเหล่าอักขระก็ค่อย ๆ ลดประกายแสง จนจางหายดั่งไม่เคยปรากฏ จากแผ่นดินอุดมสงบสุขก็เริ่มมีอสูรร้ายมาแผ้วพาน พืชพันธุ์ธัญญาหารค่อย ๆ ลดจำนวน มนตราแห่งการสมานแผลก็เริ่มสูญสลายหายไป จากเมืองที่เคยยิ่งใหญ่ก็ค่อย ๆ หดเล็กลง ผู้คนทยอยอพยพไปยังดินแดนที่สมบูรณ์ปลอดภัยกว่า

 

กว่าลูกหลานผู้สืบทอดวารีเวท ผู้ปกครองแห่งมหานครจะรู้ตัวก็สายเกินไปเสียแล้ว บันทึกถึงที่ตั้งอักขระแห่งเทวาทั้งหมดล้วนสูญหาย เหลือเพียงคำบอกเล่าปากต่อปากซึ่งก็มิได้ชัดเจน เฮ้อ.......”

 

“แล้วยังไงต่อครับคุณตา”

 

หนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลที่เกาะเข่าชายชรานั่งฟังตาแป๋ว เอ่ยถามด้วยความอยากรู้ ขัดกับร่างสูงผมดำด้านหลังที่ยกมือวาดตวัดไปมาในอากาศอย่างคร่ำเคร่ง

 

“จวบจนปัจจุบัน เหล่าทายาทแห่งผู้สืบทอดก็ยังพยายามตามหาอักขระแห่งเทวาผู้มีคุณ หากก็พบแต่เพียงความล้มเหลว จึงได้เพียงผันตัวไปเป็นผู้ปกปัก คอยรักษาเมืองแห่งบรรพบุรุษเอาไว้ด้วยวารีเวทที่มี รอคอยเพียงว่าในวันหนึ่ง จะพบเบาะแสอักขระแห่งเทวาที่ถูกลืมเลือน จนฟื้นฟูเมืองแห่งบรรพบุรุษให้กลับมารุ่งเรืองปลอดภัยได้ดังเดิม...”

 

ชายชราเครายาวที่เล่าเรื่องอย่างเรื่อยเฉื่อย หันมากลับทางชายหนุ่มร่างเล็ก ยื่นมือเหี่ยวย่นแตะบ่าคนตรงหน้า แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังที่แฝงไปด้วยความหวัง

 

“หากข้าบอกเจ้าว่ามหานครที่ล่มสลายนั้น คือเมืองที่พวกเจ้าเรียกว่าเมืองเริ่มต้นแห่งนี้ และข้าสิทธิ์สาคร ก็คือหนึ่งในลูกหลานผู้สืบทอดวิถีวารีเวท ที่กำลังตามหาอักขระแห่งเทพเทวาที่ถูกลืมเลือนนั้น พวกเจ้าจะช่วยชายแก่ผู้นี้ตามหาอักขระเหล่าแห่งองค์เทวาได้หรือไม่”

 

ตริ๊ง

/ ภารกิจ ปริศนาเมืองดาราพิทักษ์ 1: ปริศนาจากดวงดาว (เสร็จสมบูรณ์)

ท่านได้รับฟังเรื่องเล่าขานจากผู้เฒ่าไม้เท้าแดง ผู้สืบทอดเมืองดาราพิทักษ์ที่ล่มสลาย เกี่ยวกับตำนานทวยเทพที่เคยมาท่องเที่ยวพักผ่อนในดินแดนเมืองดาราพิทักษ์ และทิ้งอักขระอำนวยพรไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งทำให้ในอดีต เมืองดาราพิทักษ์เคยเป็นเมืองที่รุ่งเรืองถึงขีดสุดก่อนที่จะล่มสลายไปกับกาลเวลา

 

ท่านได้รับภารกิจใหม่ ปริศนาเมืองดาราพิทักษ์ 2: ตามหาอักขระอำนวยพรที่ถูกลืมเลือน (เริ่มต้น)

ท่านได้รับการร้องขอจาก ผู้เฒ่าไม้เท้าแดง ให้ท่องไปทั่วดินแดนดาราพิทักษ์ เพื่อตามหาและรวบรวมลำแสงแห่งอักขระอำนวยพรที่เลือนหาย และนำมาให้ผู้เฒ่าเพื่อวิเคราะห์ถึงการฟื้นฟูเมืองดาราพิทักษ์

อักขระเรียนรู้ ณ ผาอันไร้ยอด (0/1)

อักขระเติบโต ณ มายาแห่งทุ่งหญ้ากว้าง (0/1)

อักขระป้องกัน ณ ทางลึกลับแห่งผืนป่า (0/1)

อักขระฟื้นฟู ณ ผืนน้ำกว้างใหญ่ (0/1) /

 

ประกายแสงสีขาววิ่งวนเป็นเกลียวล้อมรอบร่างเล็ก บ่งบอกถึงระดับที่เพิ่มขึ้นหลังจากจบเสียงประกาศ ส่วนชายชราต้นเรื่องยังคงมองหน้าชายหนุ่มทั้งสองสลับกันไปมาด้วยความหวัง

 

“ได้แน่นอนครับคุณตา หน้าที่ช่วยกอบกู้เมืองนี่ไว้ใจผมได้เลย!

 

“เฮ้อ... ถึงคนแก่เจ้าของเรื่องจะปากเสียจนไม่น่าช่วย แต่เรื่องราวมันก็รันทดจนทนดูไม่ไหว จะช่วยสักหน่อยก็แล้วกัน”

 

ชายชราที่กำลังทำหน้าปลาบปลื้มกับคำตอบของหนุ่มร่างเล็กยิ้มค้าง ก่อนจะเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันหันไปมองร่างสูง แต่ก็กล้ำกลืนความรู้สึกแล้วเผยรอยยิ้มการค้าให้กับคนทั้งสอง

 

“ข้าดีใจที่เจ้าทั้งสองตอบรับคำขอของชายแก่อย่างข้า ยอมช่วยเหลือเมืองดาราพิทักษ์แห่งนี้ ฉะนั้นพวกเจ้าจงรับผลึกมนตราเหล่านี้ไป”

 

ชายชราควานหาผลึกสีขาวใส รูปทรงคล้ายนำเอาฐานของผลึกพีระมิดฐานสี่เหลี่ยมสองอันมาประกบเข้าด้วยกัน มือเหี่ยวย่นยื่นผลึกมนตราให้แก่ชายหนุ่มคนละสี่ก้อน ก่อนจะกล่าวกำชับ

 

“จงนำผลึกเหล่านี้ หนึ่งชิ้นไปอาบลำแสงมรกตแห่งอักขระเทพดาราพิทักษ์หนึ่งแห่ง เท่าที่ข้ารู้ แท่นอักขระแห่งองค์เทวามีอยู่ด้วยกัน 4 ที่ อักขระเรียนรู้ปรากฏ ณ ผาอันไร้ยอด อักขระเติบโต ณ มายาแห่งทุ่งหญ้าอันกว้างไกล อักขระป้องกันในทางลึกลับแห่งผืนป่า และอักขระฟื้นฟูท่ามกลางผืนน้ำกว้างใหญ่ เมื่อใดที่พวกเจ้ารวบรวมลำแสงมนตราจากอักขระทั้ง 4 ได้ครบ จงกลับมาหาข้า เพื่อค้นหาวิธีการฟื้นฟูเมืองต่อไป ขอเทพแห่งขุนเขา พงไพร และสายน้ำจงอำนวยพรให้แก่พวกเจ้า”

 

“เชื่อมือพวกเราได้เลยครับท่านตา พวกผมต้องหาอักขระพวกนั้นเจอแน่ ๆ !

 

หากยังไม่ทันได้พูดต่อไป ก็มีเสียงขออนุญาตแทรกมาจากด้านนอก

 

“ขออภัยขอรับท่านผู้สืบทอด นักเดินทางนาม ราชันย์ปีกนิลแห่งกิลด์อินทรีดำและผู้ติดตาม ขอเข้าพบท่านเพื่อแจ้งข่าวเกี่ยวกับอักขระแห่งทวยเทพขอรับ”

 

“โอว..อย่างงั้นรึ พอดีเลย! รีบให้พวกเขาเข้ามา”

 

ชายชราอุทานลุกขึ้น แล้วมองไปทางท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ด้านข้างอย่างยินดี จึงไม่ทันได้เห็นอัศวินสามสีที่สะดุ้งโหยงแล้วหันซ้ายหันขวาหาทางหลบหนี หูและหางลู่ตกอย่างเป็นกังวล กับชายหนุ่มนัยน์ตาสีเพลิงที่หลุบตาลงครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียด

 

“ท่านผู้เฒ่า พวกผมคิดว่า ท่านควรเก็บเรื่องที่ท่านขอร้องพวกเราเป็นความลับน่าจะดีกว่า สำหรับพวกเราแล้ว การตามหาเป็นกลุ่มเล็กนั้นอิสระและคล่องตัวกว่ามาก ผมเชื่อว่านั่นจะทำให้พวกเราค้นพบอักขระได้รวดเร็วขึ้น”

 

ชายหนุ่มผมดำเอ่ยออกตัวขึ้นมาก่อน ยามที่นายทหารออกไปเชิญผู้ขอพบตามคำสั่ง

 

“อืม... อย่างนั้นรึ”

 

“ใช่แล้วครับคุณตา อีกอย่าง... ผมไม่ค่อยชอบหน้าเจ้าพวกนั้นเลย”

 

อัศวินสามสีที่ได้ทีก็พูดเสริมขึ้นมา ดวงตาสีฟ้าใสแฝงแววอ้อนวอนร้องขอ

 

“อืม... นั่นสินะ ก่อนหน้านี้ก็เหมือนพวกนั้นจะจดจ้องคอยจะรังแกเจ้าอยู่บ่อย ๆ”

 

หนุ่มผมดำขมวดคิ้วเหลือบมองร่างเล็กอย่างสงสัยเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากขอตัว

 

“ถ้าอย่างนั้น พวกผมขอตัวก่อน พวกเราจะพยายามรวบรวมแสงอักขระให้รวดเร็วที่สุด แต่ขอท่านอย่าลืมเก็บเรื่องของพวกเราเป็นความลับ เรื่องนี้... ก็รบกวนท่านเจ้าเมืองเช่นกันนะครับ”

 

“ดี! ได้ยินอย่างนั้นข้าก็สบายใจ ข้ารับปากจะเก็บความลับตามที่พวกเจ้าขอ เดินทางดี ๆ ข้าไม่ส่งล่ะ”

 

“หากท่านผู้สืบทอดกล่าวเช่นนั้น ข้าก็รับปากพวกเจ้าเช่นกัน ขอจงเดินทางโดยสวัสดิภาพ และนำพาความสำเร็จกลับมา”

 

“ถ้างั้นผมลาละครับคุณตา”

 

เมื่อเดินออกมายังไม่ทันพ้นประตูดี ทั้งสองก็เดินสวนกับคนกลุ่มใหญ่ นำหน้าโดยหนุ่มหน้าหวานในชุดคลุมแบบนักเวทสีม่วง ผู้พาดเปียยาวสีเงินบนบ่าข้างหนึ่งอย่างเป็นเอกลักษณ์ ทำเอาเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลเดินหลบหลังชายหนุ่มร่างสูงกว่าแทบไม่ทัน

 

“เงาอัคคี... อดีตมือโจมตีอันดับหนึ่งแห่งกิลด์หงส์เพลิง ช่างน่าแปลกใจที่พบนายที่นี่”

 

หนุ่มหน้าหวานเอ่ยถามขึ้นก่อนเมื่อทั้งสองกลุ่มเดินเข้ามาใกล้กัน นัยน์ตาสีทองทรงอำนาจกวาดมองร่างที่สูงกว่าตนเล็กน้อยตรงหน้า ก่อนจะมองเลยไปยังผู้ที่พยายามซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง ดวงตาคมจับจ้องแล้วหรี่ลงน้อย ๆ

 

“ผมก็แปลกใจเหมือนกัน ที่เห็นผู้ยิ่งใหญ่หัวหน้ากิลด์อินทรีดำมีเวลามาเดินเล่นแถวนี้ด้วยตัวเอง”

 

“เรื่องบางอย่างก็สำคัญเกินกว่าที่จะปล่อยให้คนอื่นทำ ว่าแต่ นายจะไม่แนะนำตัวคนข้างหลังหน่อยเหรอ”

 

ชายหนุ่มผู้ถูกถามเหลือบตามองหาคนตัวเล็กที่พยายามซ่อนตัวสุดฤทธิ์ด้านหลัง ก่อนจะตอบกลับอย่างสุภาพ

 

“ต้องขอโทษด้วย แต่พวกเรากำลังรีบ ไว้โอกาสหน้าก็แล้วกัน ลาล่ะ”

 

พูดจบสองร่างต่างความสูงก็ก้าวเดินไปยังทางออกใหญ่อย่างเร่งรีบ ทิ้งให้ชายหนุ่มหน้าหวานหรี่ตามองตามอย่างครุ่นคิด

 

“บอกคนของเรา ให้ตามคนคู่นั้นอย่าให้คลาดสายตา แล้วก็... ไปสืบมาให้ได้ว่าคนด้านหลังนั่นใคร!

 

“ครับ ท่านราชันย์”

 

 

*****-----*****-----*****

 

 

ร่างเล็กที่หลุดออกมาจากป้อมใหญ่กลางเมืองได้ ทอดถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่เมื่อหันไปเห็นทาสหนุ่มผมดำที่จ้องตรงมาอย่างจะจับผิด ก็มองไปรอบ ๆ อย่างลุกลี้ลุกลน

 

“เหมือนเรามีเรื่องต้องคุยกันหลายเรื่องเลยนะครับ... น้องจา”

 

เจ้าของนัยน์ตาสีเพลิงก้มกระซิบเสียงเบาที่ข้างหู ทว่าด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

 

”แต่ตอนนี้เราคงต้องหลบไปหาที่ปลอดภัยกันก่อน”

 

พูดจบ ชายหนุ่มร่างสูงก็สะบัดเสื้อคลุมยาวสีดำสำหรับปกปิดข้อมูลขึ้นคลุมร่างเล็ก ก่อนจะย่อลงช้อนตัวร่างตรงหน้าขึ้นอุ้มในท่าอุ้มเจ้าสาว แล้วออกวิ่งซอกแซกออกจากกลางเมืองด้วยความเร็วสูง

 

“เฮ้ย! มันวิ่งไปโน่นแล้ว พวกเรา ตาม!

 

แล้วในวันนั้น ผู้คนในเมืองเริ่มต้นก็เห็นกลุ่มผู้เล่นจากกิลด์อินทรีดำวิ่งค้นหาบางสิ่งไปทั่วทั้งเมืองวุ่นวาย จนซุบซิบกันหนาหูว่ากิลด์อินทรีดำนั้นช่างร่ำรวย ตกเป็นเป้าหมายจากจอมโจรลึกลับในตำนานได้ซ้ำ ๆ ไม่จบไม่สิ้น

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 167 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

759 ความคิดเห็น

  1. #584 #DESTINY# (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:11
    สนุกมากครับบบบบ
    #584
    0
  2. #229 นู๋ฝ้าย จร๊าาาาา (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2560 / 19:55
    โอ๊ย ขำมากกับข่าวโจรขโมยของเนี่ย! 55555
    #229
    0
  3. #228 Kukkiik (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2560 / 18:42
    สนุกมากกกกกกกกกกกเลยค่ะ
    #228
    0
  4. #227 []SO_DadE[] (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2560 / 10:33
    เราชอบเรื่องซุบซิบไปเอง ตลกมาก 5555
    #227
    0
  5. #226 oDeeo (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2560 / 23:24
    หึๆ น้องจา
    #226
    0
  6. #225 supine.ty (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2560 / 20:33
    น้องจาน่ารักฮืออออ ท่าอุ้มเจ้าสาวทำเอาเลาเขิ้นนนนแงงงงง
    #225
    0
  7. #224 Kronos-Hades (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2560 / 20:10
    น่ารักกกกกกกกกกกก
    #224
    0
  8. #223 pompomy (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2560 / 20:01
    อุ้มท่าเจ้าสาวด้วย ฮิ้ว~!!!
    #223
    0
  9. #222 แมวดำ มุ้งมิ้ง (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2560 / 18:39
    น้องจาร่างคนก็ดีอยู่หรอก แต่ก็อดคิดถึงร่างแมวน้อยไม่ได้เลย
    #222
    2
    • #222-1 KARENA(จากตอนที่ 22)
      10 มิถุนายน 2560 / 19:01
      ใช่ๆ เห็นด้วยเลยยยย
      #222-1
    • #222-2 ALOHA(จากตอนที่ 22)
      10 มิถุนายน 2560 / 20:06
      จริง ๆ คิดถึงน้องจาตอนเป็นแมว เจ้าทาสน่ารัก
      #222-2