SF (namjoo x jisoo) FRIENDSHIP SET ON FIRE

ตอนที่ 7 : friendship set on fire :: call you mine

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,024
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    21 ต.ค. 59

(c)              Chess theme




SF :: N A M J O O   x   J I S O O










 

“He is not my boyfriend, but he is still mine.”

 

ผมรู้ว่ามันอาจจะดูงี่เง่าไปซะหน่อย แต่ช่วยปล่อยมือจากเขาด้วย เขาเป็นของผมคนเดียวนะครับ”

 

 



 

 

“ในบรรดานักแสดงชายทั้งหมด คุณคิดว่าสัดส่วนรูปร่างของคุณอยู่ในอันดับที่เท่าไหร่?”

 

“เพราะว่ารูปร่างของผมค่อนข้างจะผอมอยู่มาก คิดว่าคงจะอยู่ประมาณลำดับที่สี่ครับ น่าจะถือเป็นไซส์มาตรฐานนะครับ”

 

“ถ้าคุณเป็นอันดับที่สี่ แล้วใครคืออันดับที่ห้าล่ะ?”

 

“จีซูฮยอง”

 




 

 

 

            มือเรียวกดเลื่อนกรอดูคลิปวิดีโอจากโทรศัพท์มือถือรอบแล้วรอบเล่า เน้นย้ำโดยเฉพาะท่อน “จีซูฮยอง” พร้อมหัวเราะคิกคัก ดวงตาชั้นเดียวฉายแววพอใจอย่างปิดไม่มิด

            และท่าทีมีความสุขจนล้นนั้นทำเอานัมจูฮยอกอยู่เฉยไม่ไหว ต้องเอื้อมมือไปบังหน้าจอเอาไว้ “พอได้แล้วน่า จะดูอีกกี่รอบกัน”

            “โจอือดะ โจอือดะ” จีซูยิ้มจนตาปิด “จะเอาไปตัดเป็นเสียงเตือนข้อความจากนายเลย”

            “จะมากไปแล้วนะ” นัมจูฮยอกส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ

            สาเหตุที่มาที่ไปของบทสัมภาษณ์แสนน่าอายของเขาอันนี้ก็มาจากการรวมตัวนักแสดงละครบางคนมานั่งสัมภาษณ์ร่วมกัน ในวันนี้ก็มีเขา พี่จีอึน พี่แบคฮยอน พี่ฮานึล พี่จุนกิ และพี่จงฮยอน นั่งคุยในรายการหนึ่งด้วยกัน

            อยู่ดีๆพิธีกรก็ถามเขาเรื่องหุ่นและร่างกายขึ้นมา ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาหลุดปากเรียกอีกฝ่ายว่าฮยองไป ก็ดันเป็นชื่อแรกที่แล่นเข้ามาในหัวนี่นา พูดแล้วก็คืนคำไม่ได้ซะด้วย

            ตอนแรกก็หวังอยู่ลึกๆในใจว่ารายการจะตัดออก ที่ไหนได้ เล่นตัดมาเป็นช็อตขยี้ใจกลางโซเชี่ยลเลย เฮ้อ สงสัยจะโดนล้อไปอีกนาน

            “ชอบอะ เรียกให้ฟังบ้างสิ จีซูฮยอง จีซูฮยอง แบบนี้” เจ้าของชื่อหัวเราะซ้ำอีกระลอก

            “ไม่ขำด้วยแล้วนะ” ตีหน้าขรึมใส่อีกรอบ แต่นั่นก็ไม่ทำให้จีซูรู้สึกกลัวเลยสักนิด ทำหน้าตลกใส่กลับมาอีกต่างหาก

            “จะโมโหทำไมเล่า ฉันยังไม่โกรธนายเลยนะ ที่นายให้หุ่นฉันเป็นอันดับที่ห้าแน่ะ” ทำปากคว่ำ “หาว่าฉันอ่อนแอกว่านายใช่มั้ยล่ะ”

            นัมจูฮยอกเบือนหน้าหนีไปทางอื่นคล้ายจะไม่อยากตอบ “แล้วนายอยากเป็นลำดับที่เท่าไหร่ล่ะ”

            “สามมั้ง” ทำหน้าคิด

            “ทำไมล่ะ”

            “อย่างน้อยๆก็แข็งแรงกว่านายไง”

            “โธ่ เห็นๆกันอยู่ว่าไม่ใช่” นายแบบหนุ่มยักไหล่ “ไม่อยากจะเปรียบเทียบหรอกนะ”

            “พอเลย” จีซูขัด “ถ้าข่มฉันอีกรอบจะไม่คุยด้วยเลยนะ”

            นัมจูฮยอกเอื้อมมือมาขยี้ผมเพื่อน “ทำไมชอบขู่แบบนี้ห๊ะ อยากจะมีเรื่องเหรอ”

            “หยุดทำผมฉันยุ่งได้แล้วเว้ย” จีซูสะบัดหัวหลบ “เดี๋ยวก็ไม่คุยด้วยจริงๆซะเลย”

            “นายทำไม่ลงหรอก ฉันรู้” นัมจูฮยอกหัวเราะพร้อมยักคิ้ว

            “ถ้าฉันทำได้ขึ้นมาจริงๆจะมีแต่นายนั่นล่ะ ที่จะกระฟัดกระเฟียด เจ้าขี้เหร่” ย่นหน้าแถม

            นายแบบหนุ่มทำหน้าหมั่นไส้ “ก็รู้อยู่แล้ว ถ้างั้นก็อย่าทำสิ”

            จีซูยิ้มตาหยี “นายนี่น่ารักจังเลยน้า” เอื้อมมือไปลูบแก้มคนตรงหน้าอีกสองสามครั้ง

            และนัมจูฮยอกก็เต็มใจยืนให้อีกฝ่ายทำเสียด้วยสิ

 

 

 

            ตอนนี้ทั้งคู่กำลังยืนอยู่ในงานเลี้ยงอาหารเย็นของกองละคร Moon Lovers ที่จัดขึ้นเพื่อเลี้ยงขอบคุณทีมงานและนักแสดงที่ตั้งใจทำงานกันเป็นอย่างดีตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา จริงๆแล้วก็มีงานเลี้ยงจัดขึ้นบ่อยๆอยู่แล้วล่ะนะ ให้ทุกคนได้มาพบปะพูดคุยดูละครฉายไปพร้อมๆกัน

            “จูฮยอก จีซู มานั่งด้วยกันสิ” อีจุนกิร้องเรียกแล้วกวักมือชวนอีกต่างหาก

            ซึ่งเจ้าของชื่อทั้งสองคนก็ไม่ได้คิดจะปฏิเสธอะไรด้วย จึงเดินตรงไปยังโต๊ะนั้นทันที

            “จีซู!” แต่ก็มีเสียงขัดขึ้นซะก่อน คังฮานึลเดินลิ่วมาแต่ไกลพร้อมรอยยิ้มกว้างที่ดึงจีซูเข้าไปสวมกอดอย่างแน่น “คิดถึงนายจังเลย เป็นไงบ้าง”

            เรียกว่าทำเอาทุกคนรอบๆนั้นถึงกับยิ้มแล้วส่ายหัวกับเสียงหัวเราะที่ดังลั่นนี่เลย

            จีซูหัวเราะแล้วกอดอีกฝ่ายกลับอย่างเขินๆ “อะไรของพี่ครับเนี่ย”

            “โธ่ ก็นายเล่นไม่ตอบข้อความฉันเลย กว่าจะตอบได้นี่ฉันก็รอแล้วรออีก มีของจะอวดอีกตั้งเยอะ” คังฮานึลพูดรัวจนลิ้นแทบจะพันกัน

            “ผมก็ถ่ายละครอยู่ไงเล่า พี่น่ะ ส่งมารัวจนมือถือผมสั่นไปหมด” จีซูแก้ตัว

            “ก็ฉันคิดถึงนายนี่นา”

            “จะคิดถึงอะไรนักหนา” ฮงจงฮยอนเดินตามมาสมทบ “ก็เพิ่งไปปั่นจักรยานด้วยกันมาไม่ใช่รึไง”

            คำแฉของฮงจงฮยอนทำเอาทุกคนบนโต๊ะนั้นร้องโห่ด้วยความอิจฉาทันทีที่สองคนนี้แอบไปใช้เวลาส่วนตัวด้วยกัน คังฮานึลหัวเราะร่วนไม่รู้สึกอะไร ส่วนจีซูก็ได้แต่ยกมือโบกไปมาว่าไม่มีอะไร แต่สายกลับหันไปมองแต่เพื่อนสนิทที่เอาแต่ยืนเงียบจนชวนใจเสีย

            นัมจูฮยอกไม่ยอมละสายตาไปจากจีซูเลยแม้แต่น้อย แววตาเต็มไปด้วยคำถามมากมาย ตั้งแต่ว่าไปปั่นจักรยานที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไมเขาไม่เคยรู้เลย หรือกระทั่งว่ารุ่นพี่คังฮานึลส่งข้อความคุยกับอีกฝ่ายเยอะแค่ไหน และเริ่มคุยมาตั้งแต่เมื่อไหร่

            มีกี่อย่างกันที่เขาไม่เคยได้รู้เลย

            “ไปนั่งที่โต๊ะฉันนะจีซู เราจะได้คุยกันต่ออีกเยอะเลย” คังฮานึลชวนโดยที่มีฮงจงฮยอนพยักหน้าเป็นลูกคู่อยู่เบื้องหลัง

            จีซูกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จริงๆจะไปนั่งกับรุ่นพี่ทั้งสองคนนี่ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่อะไรหรอก แต่สายตาของนัมจูฮยอกตอนนี้น่ะสิ ที่ทำให้เขาไม่กล้าจะก้าวเท้าไปทางไหน เล่นจ้องเขม็งซะขนาดนี้

            “น่า นะ..ไปนั่งด้วยกัน” คังฮานึลยังชวนต่อ

            กลายเป็นอีจีอึนที่ทำให้บรรยากาศนุ่มนวลลง “จะขโมยจีซูไปแบบนี้ได้ยังไงล่ะ เราก็รู้กันไม่ใช่เหรอว่าเขาตัวติดกับจูฮยอกอย่างกับอะไรดี”

            สายตาทั้งหมดจึงพุ่งเป้ามายังชายหนุ่มขายาวอีกคนที่ยังไม่เปิดปากพูดอะไรออกมา ก่อนที่ทุกคนจะหัวเราะร่วนกันอีกครั้ง

            “พวกนายน่ะไปเลยนะ ฉันชวนสองคนนี้ก่อน เขาจะนั่งโต๊ะนี้ ไปเลยไป” อีจุนกิโบกมือไล่ ทั้งคังฮานึลและฮงจงฮยอนจึงร้องโอดครวญอย่างเสียดายแต่ก็ยอมถอยทัพไปแต่โดยดี

 

 

            “จูฮยอกอา...” จีซูเข้าไปเลียบๆเคียงๆเรียกชื่ออีกฝ่ายเบาๆขณะที่ยืนตักอาหารข้างๆกัน

            แต่นายแบบหนุ่มกลับเอาแต่นิ่งเงียบคล้ายคนกำลังพยายามสะกดอารมณ์

            “จูฮยอกอา...” จีซูวางจานอาหารลงบนโต๊ะแล้วเอื้อมมือไปแตะลูบหน้าท้องอีกฝ่ายเบาๆ “พูดกับฉันหน่อย”

            “ทำไมต้องปิดบัง” คำถามแรกถูกส่งออกมา

            “อะไร”

            “ถ้าวันนี้ไม่ได้รู้เองก็จะไม่บอกใช่มั้ย”

            “เรื่องพี่ฮานึลน่ะเหรอ”

            “หรือว่ายังมีคนอื่นอีก” หันไปประจันหน้า “ทำไมล่ะ อีกกี่คนเหรอที่ฉันไม่รู้น่ะ”

            “นายเป็นบ้าอะไร ทำไมต้องโมโหขนาดนี้ด้วย” จีซูจ้องตากลับ “นายชักจะทำให้ใจฉันขุ่นแล้วนะ”

            นัมจูฮยอกกลอกตามองเพดานห้องจัดเลี้ยง “ขอโทษแล้วกัน”

            “ไอ้บ้านี่” จีซูผลักอกอีกฝ่ายเบาๆ “ทำไมงี่เง่าแบบนี้วะ”

            “งี่เง่าเหรอ” นัมจูฮยอกมองอย่างอึ้งๆ “นี่นายใช้คำนี้กับฉันเลยเหรอ”

            จีซูต้องเป็นฝ่ายบอกให้ตัวเองสงบใจลงบ้าง “เรายังอยู่ในงานนะ”

            “ฉันถึงต้องกลั้นใจไม่ให้อาละวาดออกมาไง”

            “นายนี่แม่ง...” จีซูกัดฟัน

            “เออ ฉันก็เป็นแบบนี้ล่ะ” นัมจูฮยอกบอกด้วยน้ำเสียงเย็นชาแล้วคว้าจานอาหารเดินกลับไปที่โต๊ะซึ่งทุกคนเริ่มทานกันไปบางส่วนแล้ว

 

 

            ตลอดช่วงเวลาที่กินข้าวอันเงียบเชียบของนัมจูฮยอกท่ามกลางงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยความเฮฮา มีนักแสดงและทีมงานผู้หญิงจำนวนมากแวะเวียนมาขอเจ้าของบทบาทองค์ชายผู้หล่อเหลาที่สุดแห่งซงอัค

            นัมจูฮยอกจำต้องผุดลุกผุดนั่งอยู่หลายรอบโดยไม่ปฏิเสธใครเลยสักคน ด้วยเหตุว่าเป็นเพื่อนร่วมงานกัน เขาไม่ควรจะแสดงท่าทีที่จะให้ใครเข้าใจผิดว่าเป็นคนหยิ่งไปได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่อยู่ในอารมณ์ที่อยากจะยิ้มให้ใครเลยก็ตามเถอะ

            จีซูวางตะเกียบและช้อนในมือหันไปมองคนที่ต้องลุกอีกรอบหลังจากลุกๆนั่งๆมาสักพักจนเขาแทบจะเวียนหัวเพราะนั่งอยู่ข้างๆกัน

            “องค์ชายแพคอานี่เนื้อหอมจริงๆนะคะเนี่ย” อีจีอึนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซว

            “อะไรล่ะครับนูน่า ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ” นัมจูฮยอกหันไปปฏิเสธ

            อีจุนกิเอ่ยล้อบ้าง “ฉันชักจะอิจฉานายแล้วนะเนี่ย ฉันนั่งอยู่นี่ยังไม่มีใครมารุมขอถ่ายรูปแบบนายบ้างเลย”

            เล่นเอาทั้งโต๊ะหัวเราะอย่างครื้นเครง

            แบคฮยอนที่เพิ่งว่างจากตารางงานและตามมาทีหลังพูดขึ้น “เนื้อหอมทั้งในจอและนอกจอเลยนะ”

            “ทำไมมารุมผมกันแบบนี้ล่ะครับ” นัมจูฮยอกโอดครวญ

            “แล้วนายชอบสไตล์ไหนล่ะ” อีจุนกิเปิดประเด็นใหม่ “คนแบบไหนน้าที่จะโดนใจหนุ่มดอกไม้แบบนาย”

            “พี่ก็เป็นหนุ่มดอกไม้เถอะครับ ทำมาเป็นชมผม” นัมจูฮยอกส่ายหัว

            “อย่าเปลี่ยนประเด็นซี่ ฉันว่าทุกคนที่นี่ก็อยากรู้นะ” อีจีอึนไม่ยอมให้อีกฝ่ายหลุดรอดไปได้

            นัมจูฮยอกแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อนก่อนที่สายตาจะหันไปสบกับแววตาลูกหมาแสนหงอยที่จ้องมองตนอยู่ก่อนแล้ว ริมฝีปากอิ่มนั้นเผยอคล้ายกำลังเฝ้ารออะไรอยู่

            และสุดท้ายนายแบบหนุ่มกลับเบือนหน้าหนีไปอีกทาง

            “คนในแบบที่ผมชอบเหรอครับ...” นัมจูฮยอกทำหน้านึก “มันแยกกันนะระหว่างลักษณะภายนอกกับลักษณะนิสัย”

            “เอาหน้าตารูปร่างก่อนก็ได้” อีจุนกิรุกต่อ

            นัมจูฮยอกหัวเราะเบาๆ “ตา...ชั้นเดียวมั้งครับ” พูดโดยที่ไม่หันไปมองคนที่นั่งฝั่งซ้ายของคน “แล้วก็ชอบคนยิ้มสวยครับ ให้เวลายิ้มทีนี่ตาปิดไปหมด น่ารักดีครับ”

            ไม่รู้ถึงเหตุผลได้ แต่จีซูกลับรู้สึกว่าแก้มทั้งสองข้างของตนนั้นร้อนผ่าวไปหมดจนต้องตักข้าวเข้าปากอีกหลายคำ

            “โหย ง่ายๆแค่นี้เลยเหรอ” บยอนแบคฮยอนร้อง “แล้วนิสัยล่ะ นิสัยๆ”

            นัมจูฮยอกอมยิ้มน้อยๆ “ขี้โวยวาย โมโหหิวกลางดึกบ่อยๆ เวลาไม่ได้ดั่งใจก็จะอาละวาด ชอบทำให้เราประสาทเสียอยู่บ่อยๆมั้งครับ”

            “เดี๋ยวนะ” อีจีอึนยกมือห้ามพลางหัวเราะ “นี่ลิสต์มาแต่ข้อเสียเลยนะเนี่ย อะไรกัน”

            “ไม่ครับ” นัมจูฮยอกส่ายหัว “ทั้งหมดที่ว่าไปนั่นก็คือข้อดีนะครับ”

            ทั้งโต๊ะได้แต่โห่ร้องและผิวปากแซวจนนัมจูฮยอกต้องร้องห้าม

            “แต่ระบุได้ละเอียดแบบนี้ แสดงว่าก็มีแล้วน่ะสิคนที่ชอบน่ะ” คนหนึ่งในโต๊ะลองหยั่งเชิงถาม และทำเอาจีซูสำลักน้ำขึ้นมาในจังหวะเดียวกัน

            “ตาชั้นเดียว...และยิ้มสวยเหรอ..” อีจุนกิลากเสียงยาวและนั่นก็ทำเอานัมจูฮยอกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาเลยล่ะ

            “ทำไมคะ พี่รู้เหรอว่าใคร” อีจีอึนเรียกความสนใจยิ่งกว่าเดิม

            อีจุนกิกวาดสายตาไปทั่วก่อนจะยิ้มแป้น “ก็ฉันไง!” ตามมาด้วยเสียงโห่ให้กับความมั่นหน้าของคนๆนี้

            “พี่นี่ไม่ไหวเลยนะครับ” บยอนแบคฮยอนส่ายหัวหนักกว่าใครเพื่อน

            “โวยวายอะไรกันอยู่ ดูน่าสนุกเชียว” คังฮานึลเดินเข้ามาทักอีกรอบ วางมือบนไหล่จีซูอย่างสนิทสนม

            บยอนแบคฮยอนอาสาเป็นคนเล่า “จูฮยอกบอกว่าชอบคนที่ตาชั้นเดียวและยิ้มสวย พี่จุนกิก็ขี้ตู่ว่าเป็นแบบตัวเอง ถ้าอย่างนั้นนะ ผมก็เข้าข่ายดิ ตาผมก็ชั้นเดียว” คนพูดแกล้งเอานิ้วดึงหางตาตัวเองให้เรียวเล็กแทบจะเป็นเส้นตรง

            “ไอ้นี่เว้ย” อีจุนกิแทบจะปาตะเกียบมาใส่

            ไอดอลหนุ่มยังไม่จบแค่นั้น “หรือถ้าจะเอาตาตี่จริงๆก็นี่ไง จีซูก็ตาตี่เหมือนกัน” โยนโครมมาใส่จังๆแบบนี้จีซูนั่งเอ๋อเลยทีเดียว

            นัมจูฮยอกยกมือขึ้นถูจมูกตัวเองเบาๆ แม้สายตาจะจ้องไปยังมือของคังฮานึลที่วางอยู่บนไหล่คนข้างๆก็ตามเถอะ

            “เอ่อ...ผมเหรอ...” จีซูหัวเราะแหะๆ

            “ไม่ได้นะ!” คังฮานึลร้องดังพร้อมใช้สองมือกอดจีซูจากด้านหลังโยกไปมา “ฉันก็ชอบแบบจีซูเลย”

            เสียงหัวเราะระคนผิวปากจากทั่วสารทิศทำเอาจีซูชักจะอายขึ้นมาบ้าง แต่รุ่นพี่ฮานึลก็กอดเอาไว้แน่นจนไม่กล้าจะทำอะไรนอกจากยิ้มแหยๆ

            “จีซูยา...เรามาคบกันเถอะนะ ฮยองจะดูแลนายอย่างดีเลย” คังฮานึลยังเล่นต่อ

            “ทำไมแบบนี้น้องเขาใจเสียหมดแล้วนะ” อีจีอึนพูดทั้งๆที่ยังหัวเราะอยู่

            จีซูกลืนน้ำลายลงคอ “ผมไม่น่ารักขนาดนั้นหรอกครับ”

            คังฮานึลยังไม่ยอมปล่อยอ้อมกอดง่ายๆ และก็ยังหัวเราะไม่หยุดจนคนทั้งโต๊ะได้แต่ส่ายหัวให้กับความขี้เล่นของคนๆนี้

            จีซูเหลือบสายตาไปมองคนที่เอาแต่หันข้างให้ตนแล้วก็ชักใจเสีย วันนี้ไอ้เพื่อนบ้านี่ทำตัวเหมือนระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างได้ตลอดเวลา

            แล้วแบบนี้จะให้ทำยังไงล่ะ

 

 

 

            กว่างานเลี้ยงจะเลิกก็ดึกดื่นอยู่เหมือนกัน เวลาห้าทุ่มแบบนี้ทั้งผู้จัดการของนัมจูฮยอกและจีซูต่างก็แยกย้ายกลับไปก่อนนานแล้ว เพราะตอนมานายแบบหนุ่มอาสาว่าจะไปส่งจีซูที่คอนโดเอง

            แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าความตั้งใจนั้นจะสลายไปแล้ว

            “ลงไป” นัมจูฮยอกสั่งเสียงเย็น

            “อะไรนะ” จีซูที่ขึ้นมานั่งบนรถพร้อมคาดเข็มขัดเรียบร้อยแล้วหันมาถาม

            “กลับเอง ฉันไม่ไปส่ง”

            “อะไรวะ” จีซูเบิกตาตี่ๆนั้นให้กว้างด้วยความโมโห

            นัมจูฮยอกนั่งนิ่งไม่ยอมหันไปมองหน้าอีกฝ่าย “บอกให้ลงก็ลงไปสิ”

            “นายชักจะเอาใหญ่แล้วนะวันนี้น่ะ เป็นบ้าอะไรก็พูดออกมาสิวะ”

            “นายไง นายนั่นล่ะที่ทำให้ฉันเป็นบ้าน่ะ!!” นัมจูฮยอกโพล่งออกมาลั่นรถ “ทำไมวะ ทำไมชอบทำให้ฉันโมโหจังเลย”

            “แล้วทำไมนายจะต้องโกรธต้องอารมณ์เสียทุกครั้งด้วยที่ฉันมีเพื่อนน่ะ!!” จีซูเองก็อารมณ์ร้อนสุดขีดเช่นกัน “จะให้ฉันคบแต่นายคนเดียวเลยรึยังไงในโลกนี้น่ะ ไอ้บ้า!!

            เสียงลมหายใจสองเสียงหอบแฮ่กใส่กันเพราะเหนื่อยจากการตะโกน จีซูจ้องมองนัมจูฮยอกไม่วางตา ในขณะที่อีกคนกลับหันมองออกนอกหน้าต่างรถ

            “หลบหน้าทำไมวะ ก็หันมาคุยกันดิ กี่รอบแล้วอะ ที่เป็นแบบนี้ จะให้ทำยังไง ก็บอกแล้วว่าเพื่อนร่วมงานทั้งนั้น”

            “เออ เพื่อนก็เพื่อน ร่วมงานก็ร่วมงาน” นัมจูฮยอกสบถต่อในลำคอ

            “อย่ามาประชดแบบนี้นะเว้ย ฉันก็อารมณ์ไม่ดีเป็นเหมือนกันนะ ไอ้บ้านัมจูฮยอก!

            “แล้วจะมาทนนั่งอยู่ในรถของคนบ้าแบบฉันทำไมล่ะ ลงไปสิ!

            จีซูรู้สึกโกรธจนอยากจะซัดคนตรงหน้าสักหมด แต่สิ่งที่เลือกทำกลับเป็นการเปิดประตูลงแล้วก้าวลงไปต่างหาก “นายแม่ง...โคตรใจร้ายเลยว่ะ”

            นัมจูฮยอกขยับมือสตาร์ทรถแล้วขับออกไปทันที ทิ้งให้จีซูยืนเคว้งอยู่กลางลานจอดรถแบบนั้น

            ดูเหมือนความสัมพันธ์จะกลายเป็นความยุ่งเหยิงเสียแล้ว

 

 



            จีซูนอนจ้องหน้าจอมือถืออยู่ท่ามกลางความมืดสนิทในห้องนอน มองดูเวลาก็เข้าสู่ตีหนึ่งแล้ว ยังไม่มีสักสายหรือสักข้อความจากเจ้าเพื่อนขี้โมโหเลยจนเขารู้สึกชักใจไม่ดี

            จากที่เคยคุยกันทุกวัน ส่งข้อความรายงานตัวกันทุกคืน พอมันมาว่างเปล่าแค่คืนนี้คืนแรกเขาก็ยังรู้สึกได้ชัดเจนว่ามันแปลกไป

            ความเหงา...เข้ามาทักทายเป็นอย่างแรก ตามมาด้วยความกระวนกระวายใจ อยากรู้ว่าอีกอย่างกำลังคิดอะไรอยู่ เขาทำอะไรผิดขนาดที่ต้องโกรธมากมายขนาดนี้เลยเหรอ

            “เจ้าขี้เหร่...ฉันคิดถึงนายจัง” ไม่อยากให้ต้องทะเลาะกันแบบนี้เลย

 


            เสียงกดกริ่งทำให้เจ้าของห้องเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงทันที รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นพร้อมประกายความหวังในใจ รีบเดินไปออกไปยังประตูด้านหน้าอย่างรีบร้อนด้วยความเคยชินโดยที่ไม่ต้องเปิดไฟเพิ่มความสว่างเลย

            นัมจูฮยอกปรากฏอยู่เบื้องหน้าเมื่อประตูเปิดออก นายแบบหนุ่มมองหน้าเจ้าของห้องโดยอาศัยไฟที่สว่างตามทางเดิน ใบหน้าเรียบเฉยไม่พูดอะไร เดินเข้าไปในห้องแล้วตรงดิ่งไปยังห้องนอนทันที

            ร่างสูงโปร่งถอดชุดภายนอกออกจนเหลือเพียงกางเกงขาสั้นขาในและเสื้อกล้ามจึงล้มตัวนอนลงบนเตียงหันหน้าออกอีกด้านทันทีคล้ายว่าจะเตรียมตัวนอน

            จีซูรู้สึกว่าแบบนี้มันยิ่งทำให้บรรยากาศอึดอัดเสียงยิ่งกว่าเดิมอีก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินขึ้นเตียงไปนอนแล้วหันหลังให้คนที่มาบุกรุกยามวิกาลแบบนี้

            ความเงียบเข้าปกคลุมห้องไว้ราวกับว่าทุกคนหลับสนิท แต่ก็ไม่เป็นแบบนั้น ต่างฝ่ายต่างยังลืมตาในความมืดกันอยู่ คล้ายว่าความขุ่นใจนั้นไม่อาจจะทำให้ฝืนข่มตาหลับได้ลง

            “กอดหน่อย...” จีซูเอ่ยขึ้นเบาๆ “หันมากอดหน่อย”

            นัมจูฮยอกกลับยังนอนนิ่งอยู่แบบเดิม

            จีซูพูดขึ้นอีก “โกรธฉันขนาดนั้นเลยเหรอ”

            นายแบบหนุ่มถอนหายใจจนได้ยินสะท้อนไปทั่วห้อง

            นักแสดงดาวรุ่งเม้มปากแน่น “ขอโทษ” แม้จะไม่รู้ว่าตนทำอะไรผิดก็ตาม

            นัมจูฮยอกพลิกตัวหันมาวาดแขนรอบเอวจีซูแล้วดึงอีกฝ่ายมานอนกอดแนบชิดแผ่นอก กดหน้าซุกลงบนลาดไหล่และท้ายทอยของอีกคน อดไม่ได้ที่จะฝังจมูกลงบนซอกคอที่ประปรายด้วยเส้นผมสั้น

            “อยู่นิ่งๆ ขอสงบใจก่อน”

            จีซูวางมือของตนลงบนมือคนที่ลูบหน้าท้องของตนไม่ยอมห่าง ไออุ่นที่แผ่กระจายอยู่ทั่วแผ่นหลังทำให้เขาใจชื้นขึ้นมาบ้าง แม้จะยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมถึงชอบตัวเองตอนที่ได้อยู่อ้อมแขนของอีกคนนักก็ตาม

            นัมจูฮยอกกดริมฝีปากเบาๆ เคลื่อนไปทั่วต้นคอของจีซู ไล้ไปตามสันกราม ขมับและใบหู คล้ายว่าไอร้อนจากตัวอีกคนนั้นจะสามารถปลอบประดลมให้ตนใจเย็นขึ้นได้บ้าง

            “วันนี้ฉันรู้ว่าฉันทำตัวได้แย่มาก” เริ่มเปิดปากพูด “แต่พอกลับไปถึงบ้านแล้วก็นอนหลับไม่ลงเลย อยากเจอหน้านายตลอดเวลา”

            “อือ” จีซูพยักหน้าในความมืด

            “ฉันเพิ่งร้ตัวเองเหมือนกันว่างี่เง่าได้ขนาดนี้”

            จีซูเม้มปาก ไม่รู้จะตอบกลับยังไงดี

            “แต่ว่านะ ฉันไม่ชอบเลยตอนใครต่อใครมาวอแวกับนาย มาแสดงท่าทีพออกพอใจต่อนายขนาดนั้น” นัมจูฮยอกค่อยๆพูดต่อ “พี่เขากอดนายซะแน่นแบบนั้น จะไม่ให้ฉันคิดมากได้ยังไง แถมเขายังบอกชอบนายอีก ขอนายคบเลยด้วยซ้ำ”

            “เจ้าโง่” จีซูเอ็ด “พี่เขาก็แค่แกล้งเล่น”

            “แกล้งยังไงนายก็เคยไปเดตสองต่อสองกับเขามาแล้ว”

            “เราแค่ไปปั่นจักรยานกันต่างหากล่ะ”

            “แต่นายก็ไม่เคยบอกฉัน มันน่าเสียใจตรงนี้ล่ะ”

            จีซูบีบหลังมืออีกคนเบาๆ “ฉันขอโทษ ผิดไปแล้ว ให้อภัยได้มั้ย”

            นัมจูฮยอกถอนหายใจเป่าลมร้อนใส่ใบหูนิ่ม “ก็ให้มาตลอดล่ะ”

            “อย่าเย็นชาได้มั้ย ฉันเจ็บนะ” จีซูพูดเสียงแผ่ว

            นัมจูฮยอกเลื่อนใบหน้าไปให้ริมฝีปากแนบชิดกับหูข้างหนึ่งของจีซู เอ่ยกระซิบเบาๆ 



           “งั้นนายช่วยเป็นของฉันคนเดียวจะได้มั้ย”



            คำถามที่แฝงคำเว้าว้อนอันชวนให้ใจสั่นนั้นทำให้จีซูพลิกตัวกลับไปเผชิญหน้าอีกฝ่ายทันที แม้ว่าความมืดจะทำให้เราไม่สามารถมองเห็นกันได้ชัดๆก็ตามเถอะ

            จีซูวาดมือลงบนเอวของนัมจูฮยอกแล้วเลื่อนฝ่ามือไปลูบแผ่นหลังอีกฝ่ายคล้ายอยากจะปลอบประโลมให้ใจเย็นลง ปัดเป่าเอาความไม่สบายใจในส่วนลึกออกไปให้หมด

            นัมจูฮยอกเลื่อนมือขึ้นจากเอวอีกฝ่ายปัดป่ายขึ้นมาตามแขนและหัวไหล่จนกระทั่งสองมือนั้นสามารถลูบสัมผัสกับแก้มตอบทั้งสองข้างของจีซูจนได้ ความมืดไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรต่อเวลานี้เลย

            จีซูหลับตาพริ้มเมื่อสองมือของนัมจูฮยอกกดแตะเบาๆไปทั่วเครื่องหน้าของตัวเอง จนกระทั่งนิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างไล้คลึงไปมากอยู่บนริมฝีปากอิ่ม

           


 

            “จูฮยอกอา...” เรียกเสียงแผ่ว มือก็กำเสื้อบริเวณหลังอีกฝ่ายแน่น

            ลมหายใจอุ่นๆของนัมจูฮยอกกระทบกับใบหน้าของจีซูจนสัมผัสได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แรงกดคลึงอันนุ่มนิ่มจากนิ้วมือนั้นก็สบายอยู่ไม่น้อย

            “จูฮยอกอา...” จีซูลองเรียกอีกครั้ง

            นัมจูฮยอกแทบจะกลั้นหายใจ “อ้าปากหน่อยได้มั้ย”

            เสียงหัวใจสองดวงเต้นจนถี่จนแผ่นอกที่บดเบียดแนบชิดกันอยู่นั้นรับรู้ได้ถึงจังหวะการเต้นใต้อกของอีกฝ่าย นิ้วโป้งของนัมจูฮยอกยังลูบเบาๆอยู่บนริมฝีปากของจีซู สัมผัสตั้งแต่มุมปากไปจนถึงกึ่งกลาง แม้จะไม่ได้เห็นด้วยตาแต่ภาพที่ฉายในใจกลับเด่นชัด

            “คือ...” ฝ่ามือที่กำชายเสื้ออีกฝ่ายของจีซูกำลังสั่นระริก

            “อ้าปากนะ นิดเดียว...” ปลายนิ้วอีกสี่ที่เหลืองคลึงผิวแก้มของจีซูแผ่วเบาจนกลายเป็นความรู้สึกสบาย รู้ตัวอีกทีปลายลิ้นชื้นก็มอบสัมผัสกระตุ้นให้นิ้วหัวแม่มือของนัมจูฮยอกไปซะแล้ว

 



            นักแสดงดาวรุ่งท็อปสตาร์เบิกตากว้างเมื่อสัมผัสบริเวณปากของตนนั้นเปลี่ยนไป ปลายนิ้วถูกแทนที่ด้วยความนุ่มหยุ่นและถูกเสียดสีริมฝีปากของตนจนอุ่นและร้อนขึ้นตามลำดับ จังหวะดูดและงับสลับกันไปมาท่ามกลางความมืดและไร้เสียงจากท้องถนนใดๆมารบกวน

            เสียงเฉอะแฉะค่อยๆกลายเป็นความแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นในห้องนอนแห่งนี้ ความเปียกชื้นก่อเกิดในโพรงปากของจีซูเพิ่มเสียงน่าอายจนใบหน้าร้อนผ่าว ริมฝีปากล่างเริ่มเปียกชุ่มพอๆกับที่ริมฝีปากบนกระทบกับปลายฟัน

            ลิ้นชื้นของจีซูถูกพินอบพิเทาด้วยสัมผัสจากอวัยวะเดียวกัน ค่อยๆตัดจากความอ่อนหวานกลายเป็นความลุ่มหลงทีละนิดคล้ายกับกำลังถูกชักนำให้หลงมัวเมาไปกับสัมผัสแบบนี้ ท่ามกลางการมองไม่เห็นอะไร เสียงและสัมผัสกลายเป็นสิ่งที่โสตประสาททำงานหนักมากที่สุด

            ความกล้าของจีซูค่อยๆไต่ระดับมากขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งยินยอมที่จะยื่นริมฝีปากล่างไปหาอีกฝ่ายหลังจากที่ผละให้กันได้กอบโกยลมหายใจเข้าปอดไม่กี่วินาที ผลคือมันถูกดูดดึงให้เริ่มเจ่อและบวมช้ำขึ้นทีละนิด ลมหายใจร้อนๆกับสัมผัสแนบชิด จีซูขบเม้มความนิ่มอยู่ที่ริมฝีปากตนสัมผัสอยู่กลับบ้าง เสียงครางในลำคอยิ่งทำให้ย่ามใจอยากจะสัมผัสให้มากขึ้น


            ยังไม่พอ...ยังอยากจะสัมผัสมากขึ้นอีก

            ความนุ่มนิ่มที่กำลังได้รับอยู่นี้...อยากให้มันดำเนินต่อไปอีกนานๆ

            เสียงเฉอะแฉะตัดกับความเปียกชื้น ไออุ่นร้อนที่ผลัดมอบให้กัน ฝ่ามือสั่นระริก จังหวะหัวใจที่เต้นถี่ ทุกอย่างล้วนทำให้รู้สึกดีไปหมด

 



            ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ว่าริมฝีปากของเราจะดีขนาดนี้

            ทำยังไงดีล่ะ...

            มันเรียกว่า “จูบ” ใช่มั้ย

 



            ตอนนี้ไม่อยากเลิกจูบเลย ขออีกครั้งนะ

           

 

 

 

 


- - - - - - - - - - - - - - - - -


. //// .)/ ไฮ เจอกันที่ #นัมจูชวนจีซูเล่นกับไฟ


ความมืดนี่น่ากลัวจังเลยนะ...มองไม่เห็นอะไรเลย

แล้วต่อไปเพื่อนสองคนนี้จะไปทางไหนดีล่ะ?

อย่าลืมคอมเม้นเยอะๆ ติดแท็กสนั่น และกดโหวตด้วยนะงับ

ขอบคุณมากๆเลย





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

164 ความคิดเห็น

  1. #152 029748045 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 16:56
    เขินจังข่ะ .///////. กรีดร้องหนักมาก เค้าจูบกันนน เค้าจูบกันแล้วว้อยยยยยยยยยย
    #152
    0
  2. #148 marktuan1a (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 เมษายน 2560 / 09:18
    โอ้ยยยยยย เค้าจูบกันค่ะแม่!!!
    #148
    0
  3. #137 Chankuma (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 มีนาคม 2560 / 23:49
    แม่เจ้าโว้ยยยยยย!!! เพื่อนที่ไหนเค้าจูบกันคุณ คนอ่านฟินตาย
    #137
    0
  4. #97 ดีเจ มิ้ง >////< (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 / 19:13
    เขิน-////////-
    #97
    0
  5. #83 toeyy-2212 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2559 / 19:57
    โอ้ยยยยนนนนนนยยยวยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย เป็นการจูบที่ต้องมุดหมอนอ่าน ข่นบร้าาาาาาา เขินอะไรเบอร์เนนนน้-///////-
    #83
    0
  6. #80 IN2704 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 10:35
    ดีงามพระรามแปด ฟินมากค้าาาาาา
    #80
    0
  7. #77 _nnnnumx_ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2559 / 21:42
    ฮือออออออแม่คะเขาจูบกันแล้วววววว ฮ่อยยยยยยจะขาดใจตายก่อนอ่านจบทำไมนี้ต้องกลั่นหายใจตาม2คนนั้นด้วยก็ไม่รู้แต่ที่รู้แน่ๆคือตอนนี้ฟินมากเลยต้ะ จะบ้าตายตอนนี้ฉันหยุดยิ้มไม่ได้

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 21 ตุลาคม 2559 / 21:43
    #77
    0
  8. #76 Cartoon (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2559 / 20:16
    เราฟินนนนโว้ยยโอ๊ยจูบบบบบบบhot kiss👄💋
    #76
    0
  9. #75 Wuyeol (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2559 / 16:00
    เขาจูบกันแล้วววว กริ๊ดดดดดด สิ่งที่รอคอยมานานนน >\\\<
    #75
    0
  10. #74 kanyahrat188 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2559 / 15:40
    อร้ายยยยยยยวยยจูบกันแล้วววว เขินมากกก จำทำอะไรต่อจากจูบน้าาาาากรี้ดๆๆๆ6555555
    #74
    0
  11. #73 TeB_B (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2559 / 14:04
    เค้าจูบกันแล้ววว แม่ขา เค้าจูบกัน ทำไมดีต่อใจขนาดนี้คะ ฮืออออ ดีอะ ดีจัง ชอบเค้าจังค่ะTT___TT
    #73
    0
  12. #72 `arleszx03° (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2559 / 13:39
    ฮืออออออออออออออ เค้าจูบกันแล้วข่าาาาาาาาาาาา ฮืออออออออออออ ฟินตาย =//////////=
    #72
    0
  13. #71 forfia (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2559 / 13:00
    คนบ้าาาาาาาาาาาาาาาคนผีทะเลลลลลลล โอ้ยเขินนนนนนนนนน ฟินมากกกกกกกก ตายยยยยยยยย -//////-
    #71
    0