MSN (#mเอสn) - end

ตอนที่ 7 : 06 :: YukYinCouple

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 33,621
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,233 ครั้ง
    29 ธ.ค. 60



ตอนที่ 6

YukYinCouple

 

            แฟนบอยของผมโดนผู้จัดการปลอมๆ ไล่กลับโต๊ะด้วยสีหน้าจืดเจื่อน ดีที่ไม่เกิดเรื่องชกต่อยเพื่อสร้างบรรยากาศแทนวงดนตรีที่เล่นอยู่บนเวที ไม่งั้นมันส์พะยะค่ะ เราอาจได้เห็นไอ้ยุคคลานออกร้าน หรือไม่ก็ผมเนี่ยแหละที่ถูกขวดเหล้าปาหัวเพราะเป็นต้นเหตุให้คนเขม่นกัน

            “ผมเช็กบิลแล้ว กลับกัน” เสียงทุ้มเอ่ยออกมา ผมเงยหน้ามองคนที่ยืนค้ำหัวด้วยสีหน้าไม่พอใจ

            เป็นพ่อกูเหรอ ทำมาเป็นสั่ง

            “ยังไงผมก็ต้องกลับอยู่แล้ว ไม่รอให้คุณมาบอกหรอก”

            “ทำหน้าแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะคุณ”

            “ผมจะทำหน้ายังไงก็เรื่องของผมสิ”

            “แล้วจะกลับได้หรือยังล่ะ”

            “รอเบิร์ดไปเข้าห้องน้ำกลับมาก่อน ค่าเบียร์เท่าไหร่ ผมจะจ่ายให้เพื่อนผมทั้งสองคน” มือข้างหนึ่งเตรียมท่าล้วงกระเป๋ากะจ่ายให้จบๆ ไป

            “สี่พันสามอ่ะ”

            “ฮะ!” แบงค์พันบางๆ สั่นแรงมาก

            “หารสี่ก็คนละหนึ่งพันเจ็ดสิบห้าบาท ถ้าจะจ่ายให้เพื่อนด้วยก็สามพันสองร้อยยี่สิบห้า” อย่าว่าแต่จ่ายให้เพื่อนเลย แม้แต่ของตัวเองยังไม่พอ

            ใคร! ใครมันแดกขนาดนี้วะ

            แต่เมื่อหันไปมองไอ้ท็อปที่เมาแอ๋นอนฟุบอยู่ตรงโต๊ะก็ได้คำตอบที่กระจ่างชัด แม่งเล่นซดโฮกแอลกอฮอล์เข้าไปในร่างกายจนหยดสุดท้าย แถมเบียร์ธรรมดาดันกลืนกันไม่ลงด้วยไง ต้องเบียร์แพงๆ เท่านั้นถึงจะดีต่อกระเพาะ ถุย!

            ยากจนเลยกู

            “เอ่อ...จำได้ว่าลืมกดตังค์อีกแล้ว เอาไปพันนึงก่อนเดี๋ยวผมรีบคืนให้วันหลัง” ว่าแล้วก็รีบล้วงแบงค์พันสุดท้ายในชีวิตไปให้ เพื่อความอยู่รอดเราต้องเนียนเข้าไว้

            “ไม่เป็นไรผมออกให้”

            “ไม่ต้องมาทำตัวป๋าหรอก ยังไงผมก็ไม่ลืมว่าคุณทำอะไรกับแฟนเพลงผม”

            “ที่ทำไปคือช่วยนะ อยากโดนจีบเหรอ”

            “ใครจะมาจีบ เขาแค่ขอคอนแท็กไว้ติดต่องานต่างหาก”

            “จนแล้วยังโง่อีก”

            แม่~~~~~~~~ 

            เจ็บจนไม่รู้จะอธิบายให้เข้าใจยังไง ไอ้ฟาย โดนกระทืบจากคนนับสิบยังไม่ได้ครึ่งกับประโยคก่อนหน้าของไอ้ยุคเลย แม่กูยังไม่เคยทำร้ายจิตใจลูกอย่างกูขนาดนี้เลยนะเว้ย

            “โอ๋จะร้องไห้เหรอ อ่ะ! เอาไปสองพันแล้วหยุดร้องไห้ซะ” ธนบัตรสีเทาถูกวางลงกลางโต๊ะ ผมก้มมองเงินสลับกับใบหน้าของไอ้ยุคไปมาด้วยความไม่พอใจ

            “คิดจะเอาเงินฟาดหัวเหรอ”

            “ผมวางบนโต๊ะ ฟาดหัวตรงไหน”

            โว้ยยยยยย ไม่เถียงแล้วแม่ง เถียงไปก็ไม่ชนะ

            ผมนั่งหันหลังใส่ รอจนไอ้เบิร์ดเดินเป๋กลับมาโน่นแหละผมถึงจะหลุดออกจากวงโคจรของความอัปปรีย์นี้ไปได้ แต่รอแล้วรอเล่าก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเพื่อนรัก สุดท้ายก็จำต้องเดินไปตามหามันถึงส้วม แต่ข่าวร้ายที่ได้คือไอ้เบิร์ดไม่อยู่ที่นี่แล้ว

            จากเมาๆ อยู่ถึงกับสร่างในทันที รีบก้าวเท้าไปยังลานจอดรถข้างนอก ซึ่งก็โป๊ะเชะ ไม่มีแม้แต่เงารถยนต์ที่ขับมา ไอ้เหี้ยเบิร์ดดดดด มึงลืมกู!

            ผมพยายามต่อสายหามันนับครั้งไม่ถ้วนแต่กลับไม่มีใครรับ เลยโมโหจนหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่ตรงนั้นกระทั่งไอ้ศตวรรษหามไอ้ท็อปที่หมดสติไปแล้วตามออกมา

            “เพื่อนคุณล่ะ” มันเอ่ยถาม ผมเลยกึ่งตอบกึ่งบ่นไปพลาง

            “กลับไปแล้ว ลืมด้วยซ้ำว่าพาผมมาด้วย”

            “งั้นกลับด้วยกันสิ นี่ผมก็จะพาไอ้ท็อปกลับเหมือนกัน”

            “ผมขับรถไอ้ท็อปได้ เดี๋ยวพาไปส่งเอง คุณกลับเถอะ” บอกตามตรงว่าไม่อยากอยู่กับนักเขียนในคราบนักฆ่าอย่างมัน จึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหลุดพ้น

            “รู้จักห้องท็อปเหรอชยิน ผมเดาว่าคุณไม่รู้นะ”

            “...” เออว่ะ ซวยไปอีกกู

            สุดท้ายเราเลยต้องทิ้งรถของพ่อคอลัมนิสต์ขี้เมาเอาไว้ที่ร้าน แล้วโดยสารไปบนรถยนต์ของไอ้ยุคเพียงคันเดียว ซึ่งผมก็พอรู้แหละว่ามันสองคนเริ่มสนิทกันมากขึ้นถึงขนาดรู้ที่อยู่กันและกัน แต่หลังจากแบกไอ้ท็อปไปทิ้งไว้ที่ห้องเนี่ยสิ อาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกก็บังเกิดอีกครั้ง เพราะผมต้องนั่งรถออกมากับไอ้ศตวรรษเพียงลำพัง

            “ส่งหน้าคอนโดก็พอนะคุณ”

            “อืม”

            ความเงียบปกคลุมไปทั่วพื้นที่ ผมพยายามอย่างมากที่จะไม่ปริปากพูดอะไรออกมา ปล่อยให้บรรยากาศมันเดดแอร์ไปอย่างนั้น ก่อนความเงียบจะค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยเสียงเพลงคลอเบา และความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ

            ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกันที่เผลอปิดเปลือกตาและหลับไป...

            กว่าจะรู้ตัวเสียงเครื่องยนต์ก็ดับแล้วเรียบร้อย ผมบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะลืมตาขึ้น ตั้งใจหันไปขอบคุณคนมาส่งและรีบลงจากรถ แต่ภาพที่อยู่หน้ากระจกกลับไม่คุ้นตาเอาเสียเลย

            “เฮ้ยคุณ ที่นี่ไม่ใช่คอนโดผม”

            “อ้าว เมาจนลืมว่าต้องไปส่งคุณเลย” ดูคำตอบมัน

            “ไม่ต้องมาเนียน เอาผมมาปล่อยที่ไหนวะเนี่ย” กูก็ยังคงโวยวายไม่หยุด

            “คอนโดผมเอง”

            “...!

            “โทษที พอดีแกล้งเมา”

            ไอ้คนข้างๆ เปิดประตูรถแล้วเดินออกไป ทิ้งให้ผมนั่งเข่นเขี้ยวอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะโดนกดดันให้ตามออกไปอย่างเงียบๆ

            “คืนนี้ดึกแล้ว นอนห้องผมก่อนเถอะ”

            “ไม่เอา ผมจะไปเรียกแท็กซี่”

            “มีเงินเหรอ หนึ่งพันที่ให้มาก็อยู่ที่ผมนะ” โหยหา...ความรักความเมตตา~

            เกลียดตัวเองที่จนกรอบถึงขนาดไม่มีเงินขึ้นแท็กซี่ คนอะไรมันจะกากได้ขนาดนี้วะ ชื่อแปลว่าชนะแต่นี่กูกลับแพ้ทุกอย่างเลย

            ถ้าไม่นับรวมรางวัลชนะเลิศการแข่งวิ่งเปี้ยวสมัยอยู่อนุบาล ชีวิตผมก็ไม่มีความภูมิใจอะไรเหลือเลย

            “ง่วงหรือยัง” เจ้าตัวถาม โดยมีผมเดินตามหลังต้อยๆ

            “ไม่อ่ะ”

            “อืม” มันไม่ได้พูดอะไรอีกนอกจากเดินเข้าไปในลิฟต์ กดไปยังชั้น 32 ซึ่งน่าจะเป็นชั้นสูงสุดของคอนโดแล้ว แต่เท่าที่จำได้ ไอ้ยุคแม่งอยู่ชั้น 21 นี่หว่า นี่กะหลอกกูไปฆ่าหรือเปล่าเนี่ย

            “เดี๋ยวนะคุณ ห้องคุณไม่ได้อยู่ชั้นสามสิบสองหนิ” ผมทักท้วงออกไป คนตัวสูงเลยหันมายิ้ม

            “จำได้ด้วยเหรอ”

            “ก็คุณเคยบอก อีกอย่างผมเป็นคนความจำดีมาก”

            “รู้แล้วครับ” ทว่ากลับไม่ได้รับคำตอบอะไรเพิ่มเติม กระทั่งลิฟต์เคลื่อนตัวมาถึงชั้นสูงสุดและประตูเปิดออก ไอ้ยุคก็เดินนำไปยังบันไดหนีไฟด้านขวาสุดทันที

            “เราจะไปไหนเนี่ย เดินทางข้ามมิติไปกอนดอร์เหรอ”

            “ก็ไม่เชิงหรอก”

            เราเดินขึ้นบันไดไปอีกหลายขั้นก่อนจะเจอประตูสีเทาเข้ม มือหนาจัดการดึงกลอนที่ลงเอาไว้แล้วผลักออกไปโดยแรง สิ่งแรกที่กระทบบนใบหน้าเลยก็คือความเย็นจากลมที่พัดโกรกเข้ามา ความสดชื่นของมันทำให้อารมณ์ขุ่นมัวก่อนหน้าหายเป็นปลิดทิ้ง

            ที่แท้ก็เป็นดาดฟ้าคอนโดนี่เอง

            “มาสิคุณ ที่นี่วิวสวยนะ”

            “ทำเหมือนผมเป็นเด็กที่จะตื่นเต้นกับอะไรแบบนี้ไปได้” รอบข้างก็มีแต่ตึก ท้องฟ้าก็มืดสนิทไม่มีดาวสักดวง แต่แปลกเหมือนกันที่พอมายืนอยู่ตรงขอบกำแพงที่ก่อขึ้นมาถึงระดับเอวแล้ว บรรยากาศที่ได้รับมันกลับแตกต่างจากที่คิดเอาไว้โดยสิ้นเชิง

            ถนนนับสิบเส้นตัดกันไปมา ยานพาหนะยังคงสัญจรอยู่แต่บางเบากว่าช่วงกลางวันมาก แสงไฟจากตึกสูงส่องสว่างแข่งกันเป็นภาพที่ดูเพลินตาไปอีกแบบ ปกติผมไม่ค่อยขึ้นไปบนดาดฟ้าเพราะคิดว่ามองจากระเบียงห้องก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ความคิดนี้ก็ถูกตีแตกกระจายไปในที่สุด

            “มันโอเคมั้ย” คนตัวสูงถาม

            “ก็ดีอ่ะ”

            “ความจริงพื้นที่ตรงนี้ไม่ค่อยมีใครขึ้นมาหรอก หลังๆ มันเลยกลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวของผมไปเลย”

            “เจ้าของเขาไม่ว่าเหรอ”

            “นี่ก็เป็นหนึ่งในเจ้าของ จ่ายเงินซื้อคอนโดแล้วก็ต้องมีสิทธิ์ใช้”

            “เก๋ามาจากไหน”

            “ไม่รู้อ่ะไม่ได้เป็นญาติกับเก๋า”

            ถ้าไม่กวนตีนกูสักวินาทีมันจะชักตายสินะ

            เราไม่ได้พูดอะไรกันอีกพักใหญ่ ปล่อยให้สายลมพัดผ่านร่างกาย มันช่วยให้ผ่อนคลายและสร่างเมาค่อนข้างมาก มีบางครั้งที่จะหันไปมองเสี้ยวหน้าของคนข้างๆ ซึ่งเจ้าตัวก็เหมือนจับสังเกตได้หันมามองอย่างสงสัยอยู่บ่อยครั้ง

            เอาจริง ความค้างคาใจบางอย่างมันยังติดอยู่ในหัว เพียงแต่ผมไม่มีความกล้าพอจะพูดออกไป นอกจากพาออกทะเลอยู่เรื่อย

            “ที่ร้านเหล้าจำได้ว่ามีคนมาขอเบอร์คุณ ได้มากี่เบอร์กันล่ะ”

            ไอ้ยุคหันมามอง พลางเอ่ยตอบราวกับไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่นัก

            “ไม่ได้”

            “ได้ไงอ่ะ”

            “เพราะผมไม่อยากได้ไง”

            “หล่อเหลือเกิ๊น” ถึงกับต้องพูดแดกดัน

            “ก็เรื่องจริง คุณไม่หล่ออย่างผมคงไม่เข้าใจ” โอ้โหหหห โคตรดูถูกหนังหน้าหลีดคณะสมัยเรียนมหาลัยเลย แม้ใครบางคนจะเคยบอกว่าหน้าผมเหมือนปลาดุกอะไรก็ช่าง แต่ผมมั่นใจว่าความลิมิเตดนี้ก็ยังคงดูดีอยู่บ้าง

            “ผมจะบอกอะไรให้นะ ตอนสมัยเรียนผมมีแต่คนตามกรี๊ด เอาขนมเอาดอกไม้มาให้แทบไม่ขาดสาย เท่จนสาวทั้งคณะต้องถวายตัวให้อ่ะคิดดู”

            “แล้วตอนนี้หายไปไหนหมดล่ะ”

            “อย่ากวนตีนได้ป่ะ ผมชอบสันโดษมากกว่าไง”

            ความจริงน่ะเหรอ กูแทบจะซื้อกิน ถ้าเกิดมารวยตอนนี้คงเทคโอเวอร์อาบอบนวดเป็นของตัวเองแล้ว ไม่มาหวังลุ้นจะเจอรักแท้ห่าเหวอะไรเหมือนทุกวันนี้หรอก

            “โอเค สันโดษมากจริงๆ” ดูมันพยักหน้าตอแหลใส่ ผมจึงต้องพูดเกทับไปอีกนิดหน่อย

            “ไม่เชื่อเหรอ อย่างห้างนี่ผมไม่เดินเลยนะ กลัวแมวมองมาเจอเลยอยู่แต่ในห้อง”

            “ไม่ใช่คุณไม่มีเงินออกไปข้างนอกเหรอ”

            “คุณเข้าใจผิดแล้ว” ไขความกระจ่างเสร็จ ผมรีบยกมือขึ้นมาเสยผมเปิดหน้าผากไอ้อีกฝ่ายดู “นี่เห็นมั้ยสิวที่ขึ้นหน้าผากเม็ดนึงนี่ตั้งใจนะ”

            “ยังไง”

            “ผมตั้งใจไม่ล้างหน้าเพื่อจะได้ขี้เหร่บ้าง เบื่อความหล่อของตัวเองแล้วเอาจริง”

            “ยอมรับแล้วก็ได้ว่าคุณหน้าตาดี”

            “ใช่มั้ย” ผมยิ้มอย่างผู้ชนะ เป็นครั้งแรกที่เหมือนกรรมการจะเอนเอียงมาฝั่งผม เป็นความภูมิใจลึกๆ อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนตั้งแต่อนุบาล

            “เหมือนเด็กจังเลย” ไอ้ยุคมองหน้าผมนิ่ง บรรยากาศเริ่มแปลกแปร่งอีกครั้ง ก่อนเจ้าตัวจะเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างรวดเร็ว “คุณเชื่อมั้ยว่าวันนี้วันเกิดผม”

            ไม่รู้ว่าตาของผมเบิกกว้างมากแค่ไหน แต่ยอมรับว่าค่อนข้างตกใจมาก

            “เฮ้ยจริงดิ”

            “พรุ่งนี้ก็ใช่ มะรืนก็ใช่”

            “คนบ้าอะไรเกิดทุกวันวะ”

            “วันไหนก็เป็นวันเกิดผมได้ทั้งนั้นแหละถ้าผมอยากจะเกิด”

            วันตายมึงก็เหมือนกันสินะ กวนตีนทั้งขึ้นทั้งล่อง

            “วันเกิดก็เหมือนวันธรรมดา วันสำคัญอะไรสำหรับผมมันธรรมดาทั้งนั้น จริงๆ วันนี้ก็คือวันธรรมดาอีกหนึ่งวัน แต่ผมก็อยากบอกความรู้สึกบางอย่างกับคุณ”

            ตอนกูเมาเบียร์เนี่ยนะ

            ความรู้สึกบางอย่างกำลังบอกว่าการกระทำของคนตรงหน้าเริ่มไม่ปกติ เรายืนอยู่ข้างกันตรงระเบียงดาดฟ้า คนตัวสูงกว่าหันมามองผม สายตาดูจริงจังจนสัมผัสได้ และเพราะสายตาแบบนี้เลยทำให้ใจของผมกวัดแกว่งขึ้นมาดื้อๆ

            กลัวอะไรก็ไม่รู้ที่ยังมาไม่ถึง ขณะเดียวกันก็ได้แต่ภาวนาว่ามันจะไม่เป็นอย่างที่คิด

            “ผมชอบคุณ”

            “นั่นไงว่าแล้ว ฮะ!!” ถึงกับตกใจแทบผงะ แต่ข้อมือกลับถูกตรึงไว้ไม่ให้ผมขยับถอยไปด้านหลัง หรือล้มตึงไปซะก่อน

            ผมไม่อยากเชื่อหูตัวเองนัก อยากถามกลับไปแต่ก็ไม่กล้า กลัวว่าสิ่งที่ได้ยินจะเป็นความจริง หน้าตอนนี้คงถอดสีไปมาก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรทำยังไง

            กว่าจะรวบรวมสติได้ก็ใช้เวลาอยู่นานเลย แถมคนตรงข้ามก็ไม่ยอมพูดอะไรเพิ่มเติมอีก

            “คุณ ผมโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่มีเวลามาเล่นเป็นเด็กๆ” เอ่ยบอกคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            “แต่นิสัยคุณแม่งโคตรเด็กเลย”

            “คุณนั่นแหละที่เด็ก พูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า เมาใช่มั้ย หรือหยอกเล่น ผมบอกตรงๆ ว่าไม่ตลกเลย” ผมพูดทุกประโยคด้วยความอัดอั้น และยังมีอีกมากมายที่อยากพูดออกไป

            “ผมพูดจริง อืม...ก็ชอบแหละตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้จักเลย”

            เสียงทุ้มนั้นบางเบามาก เบาจนคล้ายกับมันได้เจือจางไปกับสายลมจนหมด

            คนกวนตีนแบบนี้ หน้ามึนขนาดนี้ แถมยังดูแปลกประหลาดไปซะทุกอย่างทำไมถึงได้มาชอบผม ทำไมถึงได้พูดอะไรตรงเผงจนน่าตกใจ

            “แต่ผมไม่ได้ชอบคุณแบบนั้น”

            “เข้าใจไม่ชอบก็ไม่ชอบสิ ผมก็แค่อยากบอก”

            จนตอนนี้ยังไม่เข้าใจว่านี่จริงจังหรือล้อเล่น ความจริงหรือความฝัน เมาหรือปกติดี ทุกอย่างดูปนเปไปหมดคล้ายกับถูกค้อนหนักๆ ทุบหัวซ้ำๆ แต่ก็ยังรู้สึก

            ผมสูดลมหายใจเข้าปอด เลือกบิดข้อมือของตัวเองออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายก่อนจะบอกความรู้สึกของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน

            “ผมไม่ได้รักใครมานานแล้วอ่ะคุณ”

            “...”

            “ที่รู้สึกเหงา ที่เคยต้องการใครสักคนมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่พอถึงเวลามันไม่ง่ายหรอกที่จะเริ่มต้น” ยิ่งกับใครสักคนที่ตรงข้ามกับความชอบน่ะ ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย

            “ชยิน” มือหนาเอื้อมมาจับหน้าของผมให้หันไปสบตาตรงๆ “ความรู้สึกของผมคือชอบ”

            “...”

            “ถึงแม้ไม่ได้เป็นอย่างใจคิด อย่างน้อยผมก็หวังว่าจะมีคุณอยู่ในชีวิต ไม่ว่าในฐานะอะไรก็ตาม”

            พระรองในละครสัดๆ แล้วกูก็กลายเป็นนางเอกละครน้ำเน่าไปเลย ไม่ได้โรแมนติกเลยนะเว้ยเอาจริง

            “แต่ผมเป็นผู้ชายที่ชอบผู้หญิง”

            “แล้วไง”

            “คุณเป็นนักเขียน มีชื่อเสียง หลายคนรู้จัก คุณไม่กลัวเขาจะมองคุณไม่ดีเหรอ”

            “อะไรคือไม่ดี”

            “การที่คุณชอบผู้ชาย”

            “ผมไม่แคร์อ่ะ ผมแคร์คนที่อยู่กับผม แนะนำผมให้ดีขึ้น ไม่ใช่มาด่าแล้วก็ไป มันตลก”

            “เอาความจริงนะ ตอนนี้ผมยังมึนๆ อยู่เลย” คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าชื่อศตวรรษ เป็นนักเขียนแนวสืบสวนที่บังเอิญมารู้จักกันตอนไปสัมภาษณ์นิตยสารเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน แต่ตอนนี้กลับมายืนสารภาพรักผมทั้งที่เราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน

            ความชอบของคนคนนี้คืออะไร ผมไม่เข้าใจ

            “ยุค”

            “ว่า...”

            “คุณชอบผมเพราะอะไร จะบอกว่าผมหล่อก็คงไม่ใช่มั้ง เงินก็ไม่มีด้วย แถมคอนโดยังผ่อนอยู่เลย ผมไม่เคยทำดีเพื่อคุณสักอย่างแต่ทำไมคุณถึงชอบผม”

            เป็นครั้งแรกที่จริงจังกับการพูดอะไรสักอย่างขนาดนี้ ขนาดขอแฟนคนแรกเป็นแฟนยังไม่เคยเรียบเรียงประโยคให้วุ่นวายเลย

            “เพราะคุณทำให้ผมเติบโต และเพราะคุณอีกเหมือนกันที่ทำให้ผมกลายเป็นเด็ก”

            เสียงนั้นดูเพราะกว่าทุกครั้งที่เปล่งออกมา...

            “ผมเกลียดการเป็นผู้ใหญ่เพราะต้องแบกรับหน้าที่อะไรหลายๆ อย่าง ผมอยากเป็นเด็กที่ไม่ต้องคิดอะไรนอกจากใช้ชีวิตไปวันๆ แต่กาลเวลาเอาความเป็นเด็กกลับมาไม่ได้”

            “...”

            “ตอนที่ผมได้เจอคุณครั้งแรก มันทำให้ผมคิดว่าผมอยากเป็นผู้ใหญ่ อยากดูแลคุณ อยากแบกรับภาระทุกอย่างที่มีคุณอยู่ ขณะเดียวกันความสดใสของคุณ ความคิดเด็กๆ ของคุณมันทำให้ผมได้รับช่วงเวลาวัยเด็กกลับมาพร้อมๆ กัน”

            “...”

            “คุณเป็นมันทุกอย่าง”

            ไม่รู้สิ ตอนนี้ก็พูดไม่ถูกเหมือนกันว่าควรรู้สึกยังไง รู้แค่ว่าอยากร้องไห้ ฮือ...

            มึงเหยียบตีนกู สัดยุค!

            ผมต้องกลั้นใจดึงตีนตัวเองออกมา ก่อนจะก้มมองรอยเปื้อนบนรองเท้าผ้าใบที่สวมอยู่

            “เดี๋ยวซักให้” และเหมือนอีกฝ่ายจะรู้รีบแก้ต่างทันที อะไรที่พูดมาก่อนหน้าแทบลืมไปหมด กว่าจะวกกลับเข้าเรื่องได้เวลาก็ปาไปเกือบตีสาม

            “เรื่องรองเท้าช่างมันเถอะน่า ไหนๆ คุณก็ตรงไปตรงมากับผมแล้ว ผมก็อยากจะพูดตรงๆ กับคุณเหมือนกัน” เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองฮอตมาก เวลาต้องปฏิเสธใครสักคน “ผมไม่ได้ชอบคุณแบบนั้น แต่ถ้าเป็นเพื่อน...ก็อาจจะดีกว่า”

            “อืม” ตอบมาสั้นๆ แค่นี้เหรอ นี่ผมคาดหวังอะไรอยู่วะเนี่ย

            “ไม่ตื๊อเหรอ”

            “ไม่ใช่วิถีผมอ่ะ”

            “ตัดใจง่ายว่ะ”

            “ได้บอกเหรอว่าตัดใจ แค่เข้าใจ”

            “แล้วเคยมีแฟนที่เป็นผู้ชายมาก่อนมั้ย”

            “ไม่อ่ะ คุณคนแรก”

            “ผมยังไม่ใช่แฟนคุณไง”

            “เออ ก็เข้าใจอีกนั่นแหละ”

            ทำไมเข้าใจอะไรง่ายจังวะ คงมีผมคนเดียวสินะที่อึ้งอยู่ วันดีคืนดีมีคนมาบอกชอบ แต่พอปฏิเสธคนคนนั้นก็บอกว่าเข้าใจ โอ้โห! อะไรมันจะอินดี้ปานนั้น

            “ชยิน”

            “หืม”

            “จากวันแรกที่เจอคุณจนวันนี้ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่...”

            “...”

          “ผมชอบคุณมากขึ้นทุกวันเลยว่ะ”

            ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก ต่างฝ่ายต่างพิงตัวไปกับระเบียง สายตาเพิ่งมองไปยังแสงไฟจากตึกนับร้อยที่อยู่รายรอบ คืนนี้ไม่มีดาว ไม่มีพระจันทร์ ท้องฟ้าก็มืดสนิทเหมือนทุกครั้งที่เป็นอยู่ แต่แปลกดีเหมือนกันที่ความรู้สึกของผมกลับไม่เหมือนเดิม

            ยี่สิบห้า ปีชง ผมไม่มั่นใจนักว่าชีวิตที่ผ่านมาจะมีแต่เรื่องแย่ๆ ซะทีเดียว

            อืม...อย่างน้อยก็ยังมีเรื่องดีๆ ที่มีใครสักคนชอบที่เราเป็นเรา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ผมตื่นเช้ามาก หรือจะบอกว่าไม่ได้นอนก็คงไม่ผิด การเปลี่ยนที่ซุกหัวนอนหนึ่งคืนในห้องของคนที่ชอบเราฝ่ายเดียวนี่มันแปลกประหลาดชอบกล ดังนั้นพอพระอาทิตย์ขึ้นเลยไม่รอช้ากุลีกุจอขอตัวกลับเป็นการด่วน

            ไอ้ยุคไม่ได้บังคับผม มันคืนเงินหนึ่งพันบาทสุดท้ายในชีวิตให้เพื่อเอามาจ่ายค่าแท็กซี่กลับ แล้วเปลี่ยนเป็นลงบัญชีหนี้สินแทนเพราะผมยึดมั่นเสมอว่าเพื่อนไม่มีทางเอาเปรียบกัน วันไหนมีเงินก็จะตามเอามาคืนทุกบาททุกสตางค์

            หลังกลับถึงห้องผมล้มตัวลงนอนอย่างหมดสภาพ ตื่นมาอีกทีเวลาก็ปาไปตั้งบ่ายสามโมงแล้ว มือถือค้างมิสคอลไว้ถึงยี่สิบสายจากเพื่อนรักสองคน นั่นคือไอ้เบิร์ดกับไอ้ท็อป

            ผมต่อสายหาไอ้เบิร์ดเป็นคนแรก จากนั้นก็จัดการฉะอีกฝ่ายจนยับ พอใจก็วางสายก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายเป็นไอ้ท็อป ไอ้นี่ก็อีกราย ถ้ารู้ว่าเมาแล้วเรื้อนเป็นหมาขนาดนี้ผมจะไม่ชวนมันมาอีก

            [ชยิน โทรไปก็ไม่รับสายไอ้เวร]

            ยังไม่ทันได้กรอกเสียงลงไป ไอ้เพื่อนนรกก็รัวปืนกลใส่ทันที

            “กูหลับ ไม่ได้นอนทั้งคืน เมาแล้วเรื้อนอย่างมึงจะไปรู้อะไร ตัวก็หนักอย่างกับควายแม่งเอ๊ย”

            [ขอโทษได้มั้ยล่ะ]           

            “กูไม่ให้อภัย”

            [แล้วเมื่อคืนนี้กลับยังไง ไอ้เบิร์ดโทรหากูแต่เช้าบอกมึงไม่รับโทรศัพท์ มันเมาจนลืมมึงไว้ที่ร้าน] เพื่อนแต่ละคนดีๆ ทั้งนั้นอ่ะ

            “กลับกับไอ้ยุค”

            [ไอยะ มาส่งที่ห้องหรือไปต่อที่อื่น]

            “มึงรู้อะไรมา ไอ้ยุคปากพล่อยบอกมึงเหรอ”

            [อย่าว่าคัลลิสโตกู กูแค่เดา]

            “มึงไปเป็นผัวมันไป”

            [โมโหอะไรของมึงเนี่ย กูพูดอะไรจี้ใจดำมึงเหรอ] น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความยั่วยุ ซึ่งผมไม่อยากให้ตัวเองเผลอระบายอารมณ์กับอีกฝ่ายเลยรีบตัดบททันที

            “ถ้าไม่มีอะไรแค่นี้นะมึง”

            [เดี๋ยวชยิน! เดี๋ยว! กูมีเรื่องสำคัญจะบอก] ผมยังคงถือสายค้างไว้ รอฟังเสียงของไอ้ท็อปที่ดูร้อนรนขึ้นทันที [คืองี้เว้ย วันนี้ทางมาร์เกตติ้งแจ้งมาว่านิตยสารที่มึงให้สัมภาษณ์ขายดีมาก ตอนนี้หมดทั้งแผงแล้ว]

            “ขนาดนั้น?” ผมไม่ได้ขึ้นปกสักหน่อย ทำเป็นเว่อร์ไปได้

            [เออตอนนี้มีคนพูดถึงมึงเยอะมาก ไม่เชื่อลองเข้าไปในแฟนเพจหรือยูทูปดูดิ]

            “เกิดอะไรขึ้นวะ”

            [เข้าไปเถอะน่า เดี๋ยวมึงก็รู้เอง กูจะโทรมาบอกแค่นี้แหละ ถ้ามีงานอะไรจะจ้างกูจะโทรหาอีกที ขาขึ้นของมึงแล้วว่ะชยินเอ๊ย]

            ไอ้ท็อปวางสายไป ผมไม่รอช้าวิ่งไปเปิดแล็ปท็อป เว็บแรกที่เข้าไปเลยก็คือแฟนเพจส่วนตัวที่ผมใช้ติดต่องานและพูดคุยกับลูกเพจ โอ้โห กูแทบขยี้ให้ลูกตาดำหลุด ข้อความอินบ็อกซ์ค้างอยู่สองร้อยข้อความ บวกคอมเมนต์ตามโพสต์ต่างๆ ที่โพสต์เอาไว้อีกมากมาย

            ผมกวาดตาอ่านด้วยความไวแสง ข้อความส่วนใหญ่มาแนวเดียวกัน

 

          พี่ชยินน่ารักมากกกกก หนูเป็นเอฟซีพี่ค่ะ

          ‘มีแฟนหรือยังคะ อยากจีบนักแต่งเพลง

          ‘ติดตามผลงานคุณชยินต่อไปนะครับ แต่งเพลงดีมากเลย ตัวจริงก็ดีมาก

          ‘ขนาดรูปตอนเผลอๆ ยังหล่อเลย คนที่เจอพี่เมื่อคืนตายแล้วหรือยัง

 

            แถมแนบรูปตอนกูหัวฟูๆ นั่งจิบเบียร์ประกอบซะด้วย ตอนนี้ผมเลยพอเดาทางออกว่าเหตุผลที่หลายคนพูดถึงผมมากมายขนาดนี้เป็นเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่รูปพวกนี้

 

            ผมชอบพี่มากเลยครับพี่โคตรไอดอลผม

 

            แต่มึงแนบรูปไอ้ยุค มึงมองไอดอลผิดคนแล้วฟาย

            ก็ได้แต่อ่านๆ ไปแต่ไม่คิดตอบข้อความไหนเพราะเยอะเหี้ยๆ พอเปลี่ยนไปเปิดยูทูบตามเพลงต่างๆ ที่เคยแต่งท็อปคอมเมนต์ก็ล้วนพูดถึงผมจนรู้สึกสงสารนักร้องขึ้นมาจับใจ

           

            ตามมาจากชยิน

          ‘ตามมาจากร้านเหล้าเมื่อคืนครับ

 

            เออเข้าใจตามนะ ไม่คิดว่าตัวเองจะดูหล่อขนาดนี้ รู้งี้ไปประกวดหนุ่ม Cleo ดีกว่าเผื่อสาวจะกรี๊ดแตกบ้าง

            ผมใช้เวลาทั้งหมดไล่อ่านข้อความในยูทูบ มันช่วยคลายเหงาได้เป็นอย่างดีจนกระทั่งอ่านเจอข้อความหนึ่งเข้า ซึ่งมันเป็นท็อปคอมเมนต์จากเพลงรักที่เธอเคยมีของ A little bliss แถมยังมีไลก์เยอะมากอีกต่างหาก

                                   

            ตามมาจาก #YukYinCouple ในทวิตค่า ฟินมากกกกก

          ‘#YukYinCouple น่ารักมากจริงๆ >//<’

 

          อะไรคือ #YukYinCouple วะ

            ผมไม่ค่อยได้เล่นทวิตเตอร์นัก จะบอกว่าเล่นแทบไม่เป็นด้วยซ้ำ ที่สมัครไว้ก็แค่ตามกระแสเซเลบในวงการหลายคนเท่านั้น เห็นเขาเล่นเลยอยากเล่นตาม แถมแอคเคาท์นั้นยังระบุตัวตนไม่ค่อยได้อีกเพราะผมใช้รูปการ์ตูน

            นี่นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ได้กดเข้าไปในทวิตเตอร์อีกครั้ง จิ้มนิ้วลงไปบนแป้นพิมพ์เพื่อค้นหาแฮชแท็กที่ใครหลายคนพูดถึง พอเปิดออกมาเท่านั้นแหละ

            ผ่าง! ความอลังการที่ไม่เคยพบเจอในชาตินี้ได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว

            กูตายไปเลยครับ

            รูปของผมว่อนอยู่เต็มแท็ก บางรูปมาจากอินสตาแกรมด้วยซ้ำ ขนาดล็อกแอคเคาท์ไว้และมีคนติดตามแค่น้อยนิดมันก็ยังเอาออกมาได้ ที่สำคัญแท็กนี้ไม่ได้มีแค่รูปของผมแต่ยังเหมารวมไอ้ยุคเข้าไปด้วย

            ว็อท!

           

            ‘คุณนักแต่งเพลงกับคุณนักเขียนเหมาะกันมากค่า

          ‘ฟินค้างเลย เมื่อคืนเห็นเดินจับมือกันออกร้านด้วย

          ‘เขากลับด้วยกันนะค้าาาาาา นี่ไม่จิ้นแล้วค่า นี่คือเรื่องจริง

          ‘เราฟังเพลงพี่เขา เพลงดีมากจริงๆ ส่วนพี่นักเขียนเราเพิ่งรู้ว่านามปากกาคัลลิสโต คือเราตามเพจเขามานานแล้ว

          ‘คัลลิสโตตัวจริงหล่อมากกกกกก

          ‘ชยินก็น่ารัก

          ‘Fic รักสร้างสรรค์ #YukYinCouple (เคะท้องได้) ตอนแรกอัพแล้วค่า

 

            เรื่องนี้ผมท้องได้ด้วยเหรอ ทำไมจู่ๆ น้ำตาก็ไหลลงมา ฮือ...

          เห็นเขาพูดกันว่าแฮชแท็กที่ตั้ง ชื่อที่ขึ้นต้นเป็นรุก ชื่อตามหลังเป็นรับ อ้าวเฮ้ยทำไมกูไม่ได้รุกเลยวะ เนื่องจากทนความยุติธรรมที่เกิดขึ้นไม่ได้เลยพิมพ์เสนอกลับไป แต่ถ้าตอบแบบแมนๆ กลัวคนอื่นจะสงสัยเลยต้องแอ๊บเกิร์ลอย่างแนบเนียน

           

            พี่ชยินเขาเท่มากนะคะ น่าจะเป็นรุก

 

            หวังว่าหลายคนจะเห็นด้วยนะ และในไม่กี่นาทีหลังทวีตข้อความนั้นลงไปใครคนหนึ่งก็เข้ามาตอบ

 

          ‘ตะเองไม่ใช่สาววายใช่มั้ย พี่ชยินไม่น่ากดพี่ยุคได้นะคะ

 

            แล้วอีกคนหนึ่งก็มาตอบในทำนองเดียวกัน

 

          ‘เธอยังไม่รู้จักพี่ชยินดี

 

            ก็กูนี่ไงชยิน คนบ้าอะไรไม่รู้จักตัวเองดีพอ

            งานนี้พี่พร้อมไฝว้ นั่งเถียงกับคนอื่นในทวิตเตอร์จนแทบเสียสติ ส่วนเจ้าของแอคเคาท์แม่สไปดี้เมียโทนี่สตาร์คนี่ใครวะ ดูจะเป็นแกนนำของทุกคนในโลกหล้า ปั่นกระแสจนหลายคนเข้ามาหวีดกันไม่หยุดหย่อน

            ผมอ่านข้อความเหล่านั้นด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ สุดท้ายก็รีบคว้ามือถือแล้วกดค้นหาเบอร์ของใครคนหนึ่งที่บันทึกเอาไว้ แต่ยังไม่ทันกดโทรออกผมก็สะบัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว จัดการโยนมือถือกลับไปที่เดิมอย่างหงุดหงิด

            ยังไงก็จะไม่โทรหาไอ้ยุคเด็ดขาด

            ทำได้แค่เป็นบ้าอยู่คนเดียว รีบปิดแล็ปท็อปแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียง คิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดสองวันมานี้เพียงลำพัง จู่ๆ ก็มีคนมาบอกชอบ แล้วจู่ๆ อีกเหมือนกันชีวิตของผมก็มีแต่คนพูดถึง ทั้งตลกและตกใจไปพร้อมๆ กัน

            คนพวกนี้มองออกได้ไงวะว่าคนสองคนจะชอบกัน มองแม่นฉิบหาย แต่ผิดอยู่ประเด็นเดียวตรงที่ผมไม่ได้ชอบด้วยไง

            หนึ่งวันผ่านไปแบบเลื่อนลอย ผมกินมาม่าแล้วนอนจนถึงเช้า

            ไอ้ 0832/676 หายไปจากสารบบของผมอย่างน่าใจหาย มันไม่ออนไลน์ MSN มาสองวันแล้วทั้งที่มีเรื่องอยากปรึกษาร้อยแปดพันเก้า ผมทิ้งข้อความมากมายเอาไว้เผื่อมันจะกดเข้ามาอ่านแต่ก็ไม่มีวี่แวว ไอ้ยุคก็เงียบหายไป ชีวิตเริ่มกลับมาเคว้งสัดๆ อีกครั้ง

            เชี่ยเบิร์ดหนีเที่ยวหัวหินกับครอบครัวเลยไม่ได้แวะมาหาผม สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็วพร้อมกระแสในทวิตเตอร์ที่ยังคงคุกรุ่นเช่นเคย กระทั่งไอ้ท็อปต่อสายหาผมเพื่อนัดสัมภาษณ์นิตยสารเดือนหน้า เนื่องจากเห็นว่าหนังสือขายดีเลยกะทำยอดตามกระแส

            ไอ้ยุคก็เป็นหนึ่งในแผนการตลาด การสัมภาษณ์คู่จึงใกล้มาถึงในเร็ววันนี้ เพียงแต่ว่าไอ้ท็อปไม่สามารถติดต่ออีกฝ่ายได้ เลยไหว้วานให้ผมเป็นฝ่ายบอกข่าวกับมันแทน

            ไม่รู้ว่าชีวิตของไอ้นักเขียนในคราบนักฆ่าเป็นยังไงบ้าง จะวุ่นวายเหมือนที่ผมเป็นอยู่มั้ย เพราะมันไม่ได้เอาหนังสือของมูราคามิมาให้ผมอีกเลยตั้งแต่วันนั้น

            จะให้โทรไปก็ดูยังไงอยู่ ทว่าตอนนี้ผมไม่อยากเก็บความสงสัยเอาไว้ฝ่ายเดียว เลยตัดสินใจแวะไปหามันถึงห้อง นี่ไม่ได้แคร์นะ แค่ไอ้ท็อปวานให้มาบอกข่าวเฉยๆ

            ก๊อกๆๆ

            ลองเคาะประตูไปสองสามครั้งก็ได้ยินเสียงลากฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนคนด้านในเปิดประตูออกมาเผชิญหน้าตรงๆ

            “ใครครับ”

            “...!” ถามอะไรของมันวะ

            ยังไม่ทันได้ตอบอะไรกลับ คนตัวสูงกว่าก็โน้มหน้าเข้ามาใกล้จนจมูกของเราแทบชนกันอยู่รอมร่อ ผมเผลอกลั้นหายใจอัตโนมัติก่อนจะถอยหลังไปเล็กน้อย

            “อ๋อชยิน”

            “กะ...ก็ผมน่ะสิ เห็นเป็นใคร”

            “ผมเห็นไม่ชัด สายตาสั้นน่ะ” เพิ่งได้รู้ความจริงอีกอย่างของมัน ที่ผ่านมาไม่ได้สังเกตเลยสักครั้งว่าใส่คอนแท็กเลนส์อยู่

            “ทำไมไม่ใส่แว่น”

            “นอนอยู่เลยขี้เกียจใส่ คอนแท็กเลนส์ก็เคืองตา เข้ามาข้างในสิ” ผมถอดรองเท้าเอาไว้ตรงชั้นวางก่อนเดินตามอีกฝ่ายเข้าไป

            ไอ้ยุคเป็นพวกประหลาด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลิ่นหอมแปลกๆ ที่ดูเป็นเอกลักษณ์ กับเตียงกว้างที่ล้อมรอบไปด้วยตู้หนังสือทั้งสามด้านดูเข้ากับบุคลิกของมันดี

            ผมทิ้งตัวลงนั่งตรงโซฟา มองดูกายสูงเดินไปที่โต๊ะทำงานแล้วจัดการล้างคอนแท็กเลนส์มาใส่

            “ลำบากตัวเองไปมั้ย”

            “อะไร” เจ้าตัวถามกลับมา

            “ใส่คอนแท็ก”

            “มันก็ไม่ได้ลำบากอะไรมาก อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมมองเห็นคุณชัดขึ้นล่ะนะ”

            “เดี๋ยวเทคคอร์สให้ไปทำเลสิก”

            “คุณจะมาอยู่เฝ้าผมตอนทำอะไรไม่คล่องมือเหรอ”

            “เหอะ!” ได้แต่หัวเราะในลำคอกับคำพูดนั้น แต่ก็ไม่วายถามต่อเป็นการทำลายบรรยากาศแปลกๆ ในตอนแรก “ทำไมสายตาสั้นเล่นคอมบ่อยเหรอ”

            “ตอนเด็กๆ คิดว่าคนใส่แว่นแม่งโคตรเท่ เลยพยายามทำทุกอย่างให้สายตาสั้นเพื่อจะได้ตัดแว่น”

            ความคิดกะโหลกกะลาฉิบหาย

            “แล้วตอนนี้สั้นเท่าไหร่”

            “เจ็ดร้อย”

            “หาาาา แล้วเห็นอะไรบ้างเนี่ย”

            “เห็นลางๆ เหมือนวิญญาณอ่ะ ยิ่งเป็นคุณยิ่งเหมือน”

            สัดเอ๊ย!

            ปล่อยให้ด่าในใจได้พักหนึ่ง ไอ้ยุคก็ยื่นแก้วน้ำดื่มและขนมกินเล่นมาให้ ผมรับมาไว้เฉยๆ แล้วรีบพูดเข้าประเด็นที่ได้รับมอบหมายมา

            “ไอ้ท็อปติดต่อคุณไม่ได้ มันอยากสัมภาษณ์คุณในคอลัมน์เดือนหน้า ถามจริงทำไมไม่รับโทรศัพท์”

            “เฮิร์ต เป็นไข้ใจเพราะคุณไม่รับรัก”

            “พูดจริงพูดเล่น”

            “เปล่า โดนเดดไลน์”

            โล่งอกไปกู กลัวจะเป็นต้นเหตุให้คนคิดสั้นเพราะเกิดมาฮอตเกินไป

            “แล้วสองสามวันนี้คุณได้ตามข่าวมั้ย”

            “ข่าวอะไร”

            “ก็...” จะพูดต่อไปดีมั้ยวะ แต่ปัญหานี้ก็ควรรับรู้กันทุกฝ่ายป่ะวะ “เรื่องที่มีคนพูดถึงคุณกับผมในเชิงคู่จิ้นอะไรแบบนี้อ่ะ พอดีผมสมัครแอคหลุมไว้ตามเลยรู้”

            “หลุมไหน”

            “หลุมศพคุณมั้ง”

            “เกรี้ยวกราดจัง เรื่องนั้นผมเห็นอยู่ พอดีคนอ่านแปะลิงก์ไว้ในอินบ็อกซ์”

            “แล้วรู้สึกยังไง”

            “ตลกดีออก มีคนตัดหน้าผมไปคู่กับคุณด้วยว่ะ แถมเนียนกว่าถ่ายภาพจริงอีก”

            โว๊ะ!

            “ผมอ่านเรื่องนั้นด้วย” คนตัวสูงพูดต่อ

            “อะไร”

            “เรื่องที่คุณท้องได้ ตลกมากเลย”

            “อย่าอ่านโว้ย ไม่ให้อ่าน”

            “คุณน่ารักมากเลยนะ แถมมีฉากคัทให้ไปตามอีกต่างหาก เลือดกำเดาแทบไหลแน่ะ”

            “ไอ้ยุค ไอ้หื่นกาม!” ผมแหวใส่เสียงดัง แต่กลับได้ยินเพียงเสียงหัวเราะกลับคืนมา โมโหว่ะ แทนที่จะมีคนเข้าใจเป็นเดือดเป็นร้อน นี่กลับมีความสุขที่เขาเอาหน้ากับชื่อตัวเองไปเขียนนิยายอีกต่างหาก

            “นี่ยังมีเรื่องนี้อีกนะ”

            “หยุด” ผมถลาเข้าไปปิดปากมัน แต่ก็ถูกรวบมือเอาไว้อย่างง่ายดาย

            “เรื่องที่คุณกับผมเมกเลิฟกันตรงระเบียงอ่ะ อ่านแล้วอยากทำตามเลย”

            “ไปตายไป”

            “ตายไม่ได้ เดี๋ยวคนแต่งนิยายเรื่องนั้นเขียนไม่จบนี่แย่เลย”

            “รำคาญว่ะ!

            “ผมเป็นเอฟซีเค้า”

            ผมสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย ก่อนหมุนตัวกลับมานั่งโซฟาเพื่อสงบสติอารมณ์ของตัวเอง ไอ้ยุคเห็นความไม่พอใจที่แสดงออกทางสีหน้าก็เลิกพูดล้อเลียนแล้วทิ้งตัวนั่งข้างผมเงียบๆ พร้อมกับหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน

            การกระทำของอีกฝ่ายอยู่ในสายตาของผมทุกอย่าง บางครั้งก็สร้างความสงสัยให้ไม่น้อยเหมือนกัน

            “คุณชอบดมกระดาษเหรอ โรคจิตใช้ได้” ไม่ดมอย่างเดียวด้วย ลูบๆ คลำๆ ราวกับเป็นสรีระของผู้หญิง บ้าบอคอแตก

            “หอมออก เท็กเจอร์เวลาสัมผัสก็ดี” แล้วดูมันตอบ

            “มันก็เหมือนๆ กันทุกเล่มมั้ย”

            “ไม่เคยรู้เหรอ หนังสือของแต่ละเล่มมีกลิ่นเฉพาะตัว ทั้งกลิ่นจากกระดาษและกลิ่นของน้ำหมึก”

            “งั้นระหว่างหนังสือเรื่องอิทกับของรัมโปะ อันไหนหอมกว่ากันอ่ะ”

            “ไม่ชัวร์ แต่ที่รู้เลยก็คือมันหอมกว่าหัวคุณแน่นอน”

            “มั่ว ผมใช้แชมพูที่แพงมากเลยนะ”

            “ไม่รู้ล่ะ เอาหัวมาให้ดมอีกรอบสิเดี๋ยวจะบอกให้ว่าหอมกว่ากระดาษจริงมั้ย”

            วินาทีนั้นร่างกายของราวกับถูกแช่แข็ง เมื่อมือหนาเอื้อมมาจับหน้าของผมเอาไว้ ก่อนจะรั้งให้เอนไปชิดกับจมูกสันโด่งของมัน

            “อืม ก็หอมกว่ากระดาษนิดหน่อย”

            เจ้าตัวปล่อยมือที่เกาะกุมใบหน้าแล้วส่งยิ้มให้

            ร้ายว่ะ...

            “เปลี่ยนแชมพูเหรอ” ไอ้ยุคถามหน้านิ่ง

            “มะ...ไม่ได้เปลี่ยน” ให้ตายเถอะ กูหน้าแดงอยู่หรือเปล่าวะ

            “ผมคุณออกซิไดซ์กับอากาศหรือเปล่า กลิ่นมันเลยเพี้ยน”

            นี่จมูกมึงเป็นอินดิเคเตอร์เหรอ รู้ดีเหลือเกิน

            “เลิกยุ่งกับหัวผมเถอะน่า ไปทำงานของคุณเถอะผมจะกลับแล้ว”

            “เนี่ยมายั่วให้อยากแล้วก็จะจากไป”

            “เลิกกวนตีนเลย”

            “ชยินคุณโกรธผมเหรอครับ แต่ถึงจะโกรธยังไงก็ควรดูแลลูกในท้องของเราให้ดีนะครับ”

            “โว้ยยยยยยยย เมื่อไหร่จะเลิกล้อเรื่องนิยายวะ”

            “ก็จนกว่าจะมีนิยายเรื่องอื่นที่สนุกกว่าอ่ะ” ผมปาขนมในจานใส่หัวไอ้ยุคเพื่อระบายอารมณ์ ก่อนจะเดินไปยังประตู ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น

            ผมหันไปมองไอ้ศตวรรษครู่หนึ่ง เห็นมันพยักหน้าเป็นการอนุญาต เลยจัดการหมุนลูกบิดออกไปเผชิญหน้ากับคนมาใหม่

            “ยุคล่ะคะ อ้าวววว น้องชยิน”

            คนตรงหน้าเป็นผู้หญิงผมลอน ใบหน้าขาวจั๊วะราวกับสำลี ทาลิปสติกสีแดงแถมกรีดอายไลเนอร์แทบพุ่งไปถึงหางคิ้ว การแต่งตัวก็ดูเปรี้ยวแซ่บจนผู้ชายอย่างผมยังเผลอกลืนน้ำลายออกมา

            “สวัสดีครับ คุณคือ...” ถามไม่ทันจบประโยคดีอีกฝ่ายก็ฉีกยิ้มกว้างรีบตอบอย่างไวว่อง

            “ชื่อพี่ปาล์มค่ะ เป็น บ.ก.ของยุค”

            “อ๋อ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

            บรรณาธิการอะไรวะเซ็กซี่ฉิบหาย

            “เข้ามาข้างในก่อนสิ” ไอ้ยุคตะโกนตามหลัง แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับส่ายหัวไปมา

            “อยู่ข้างนอกเนี่ยแหละ พอดีมาทำธุระแถวนี้เลยแวะมาหา เห็นหายหัวไปนานเลย”

            “ปกติเราก็ไม่ได้เจอกันบ่อยอยู่แล้วนี่”

            “ค่ะ แต่ที่มามีเรื่องด่วนจะถาม คุณนักเขียนคะระหว่างปิดต้นฉบับกับตามจีบนักแต่งเพลงจะเลือกอะไรคะ” ผมถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินสองคนนี้คุยกัน และมันอาจพาดพิงมาถึงตัวเอง

            “ไม่น่าถาม”

            “ปิดต้นฉบับใช่มั้ยคะ งั้นเดดไลน์...

          “ผมจะตามจีบนักแต่งเพลง”

            “โอเคงั้นเจ๊ไป”

            “รีบไปเลย”

            “ส่งงานช้าคงไม่อยากได้เงินสินะ”

            “เงินไม่สำคัญสำหรับผมขนาดนั้น”

            “จ้าาาาาาา” เธอลากเสียงยาว ก่อนหันมายิ้มให้ผม “ดีใจที่เจอนะคะชยิน นิยายที่น้องชยินท้องได้น่ารักมากเลย เอฟซีค่ะ”

            ปัง!

            เธอตวัดมือสวยปิดประตูไปต่อหน้าต่อตา ทิ้งให้ผมก่นด่าตัวเองในใจ

            เชี่ยอะไรวะเนี่ยยยยยยยยยยยยยย

            “ชยิน สงสัยคุณต้องท้องจริงๆ แล้วล่ะ ดูหลายคนจะลุ้นมาก”

            “ไปเล่นตรงโน้นไป”

            “อย่าไปถือสาพี่ปาล์มล่ะ เขากับผมชอบแซวกันแบบนี้อยู่แล้ว” ร่างสูงเดินเข้ามาประชิด หยิบรองเท้าตรงชั้นวางมาไว้ตรงเท้าให้ พร้อมกับหยิบของตัวเองออกมาด้วย “เดี๋ยวผมไปส่ง”

            “ผมกลับเองได้น่า”

            “แต่ถ้าผมไปส่งคุณจะประหยัดเงินค่ารถไปเยอะมากเลยนะ” ไอ้ยินเรื่องเงินกูถึงกับหยุดคิดทันที

            “แล้วคุณไม่ทำงานตัวเองหรือไง”

            “ผมทำทุกอย่างตามที่ตัวเองหวังไว้หมดแล้ว เขียนหนังสือให้ได้ปีละสี่เล่ม ตอนนี้ก็ครบโควตาพอดีเลยไม่ต้องรีบ ออกกำลังกายวันละ 30 นาที ผมก็ลงไปเล่นฟิตเนสตอนเช้าแล้ว เลิกสูบบุหรี่ผมก็กำลังทำอยู่ เหลืออยู่ข้อเดียว”

            “อะไร”

            “เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของใครสักคน”

            “...”

            “และในสิ่งที่ผมหวังทั้งหมด คุณเป็นหนึ่งในนั้น”

          ผมไม่รู้ว่าวันนั้นจะมีอีกมั้ย วันที่ผมใจอ่อนให้กับใครสักคนได้มากมายขนาดนี้

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.233K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,710 ความคิดเห็น

  1. #3698 softless (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 มกราคม 2564 / 01:36
    นายคนนนี้มันร้ายว่ะ จีบเก่งจริงๆ
    #3,698
    0
  2. #3653 rattanalak44 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 09:18
    โว๊ะ ยุคนี่ร้ายเอาเรื่อง😅😅
    #3,653
    0
  3. #3626 May Ling Pcm (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 16:29
    ตายค่ะตาย ชยินหรอ? ป่าว! เราเอง!! 5555
    #3,626
    0
  4. #3601 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 10:00

    ไรท์เขียนเรื่องตลกหรือไง หรือผมเส้นตื้นว่ะสงสัยจะอย่างหลังเพราะผมอ่านแล้วอารมณ์ดีขอบคุณคับ

    Take care คับ

    #3,601
    0
  5. #3566 fahriyafhon (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 21:54
    ตายๆๆ รีบท้องเลยนะชยิน
    #3,566
    0
  6. #3550 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 22:30
    ตลกแง5555555 ก็กูในไงชยิน

    โอ้ย สงสารคนโดนยัดเยียดโพ55554
    #3,550
    0
  7. #3526 Saaree6612 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 19:42
    โอ๊ยยนยยดีอ่าาาา พี่ยุคคืออบอุ่นนนนเกินนนน
    #3,526
    0
  8. #3506 Londar (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 03:50
    โอ๊ยยยชอบพระเอกแบบยุคมากอ่ะ
    #3,506
    0
  9. #3478 Fern_matin (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 10:03
    คุณจิตติคือสร้างสรรค์มาก เลิ้ปทุกเรื่อง หื้อออออ ใจอ่อนยวบยาบ
    #3,478
    0
  10. #3471 Carareemmer Kadi (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 23:49
    โคตรตลกอะตอนซึ้งๆแต่ชยินโดนเหยียบเท้านี่มันจังหวะโบ๊ะบ๊ะมากก555555555555
    #3,471
    0
  11. #3466 Atchyfone (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 02:00

    งื้ออ พี่ยุคคค เขินอ่ะ

    #3,466
    0
  12. #3438 Masxy (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 00:22
    ตลกมากจริงๆขำมาก

    ทั้งขำทั้งฟิน. ใจจริงก็อยากหั้ยขยินท้องได้นะ5555
    #3,438
    0
  13. #3425 Deuxnxay (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 18:37
    ว้อยยยปล่อยท้องค่ะ ชยินนน 5555
    #3,425
    0
  14. #3409 Stampzzz (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 21:58
    เหมียวกรอยใจกรุบมากกกก ใจเหลวแน้ววววว
    #3,409
    0
  15. #3373 -HUAHED- (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 มีนาคม 2563 / 09:49
    เอื้ออ อ่านไปขำไป อ่านไปยิ้มไป พอ2ตอนเมื่อกี้ อ่านไปร้องงื้อไป เขินมาก

    เขินเว่อ ห่ได้ที่ไหนนคนแบบศตวรรษ
    #3,373
    0
  16. #3319 kaim123456 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 / 13:40
    ฮื่อออออ ใจช้านนนนนนนน ชยินไม่เขินหรอลูกกกก
    #3,319
    0
  17. #3292 aemly (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 13:59

    เค้าจีบกัน????????????

    #3,292
    0
  18. #3273 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 02:00
    หยุดขำไม่ได้เลยย แม่อยากเห็นหน้าหลานนะชยินนน
    #3,273
    0
  19. #3252 MCVL (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 06:20
    น่ารักง่าาาา
    #3,252
    0
  20. #3220 ThkTheks (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 01:24
    หยอดเก่งจังเลยพ่อนักเขียน คุณคนแต่งเพลงเค้าไปไม่เป็นแหล่ว
    #3,220
    0
  21. #3207 12311232123312 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 09:11
    น่ารักกก5555555555555555
    #3,207
    0
  22. #3189 hh_9094 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2562 / 13:53
    ก็คืออ่อยเช้าอ่อยเยฌนเลยนะคุณนักเขียน
    #3,189
    0
  23. #3172 Goi9972 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 / 03:28
    พระเอกอ่อยเก่งมา

    ถ้าจะขนาดนี ตีหัวแล้วลากเข้าถ้ำเลยจร้าาาา
    #3,172
    0
  24. #3162 Eyesudarat (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 11:26
    ตายยยยย
    #3,162
    0
  25. #3142 HOBInaenaYING (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 / 19:45
    ชั้นเข้าใจฟีลคู่ที่ชั้นชิปแน้ว

    ขำตรงท้องได้หนิแหละ555 ใครมันเป็นคนแต่ง คนอ่านเยอะมากเลยนะรู้ตัวรึเปล่า
    #3,142
    0