MSN (#mเอสn) - end

ตอนที่ 6 : 05 :: ความจริงเป็นสิ่งวุ่นวาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35,461
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,204 ครั้ง
    29 ธ.ค. 60



ตอนที่ 5

ความจริงเป็นสิ่งวุ่นวาย

 

            ผมถือสายค้าง มัวแต่อึ้งกับประโยคก่อนหน้าอยู่นาน...

            ไม่รู้ว่าจุดประสงค์ที่ไอ้ยุคหลอกผมคืออะไร ดูยังไงก็ไม่น่ามีเหตุผลที่เป็นไปได้ จะบอกว่าอยากมีเพื่อนแก้เหงาที่ผ่านมาแม่งก็อยู่ได้นี่หว่า

            ถ้าอยากแชร์หนังสือทำไมต้องลงทุนซื้อมาให้เยอะขนาดนี้ หรือหากจะบอกว่าอยากหาคนหารค่าข้าวสุดท้ายมันก็เป็นคนจ่ายในตอนสุดท้ายอยู่ดี มีเหตุผลอะไรที่ต้องดึงคนหน้าตาดีแถมสุดจะเพอร์เฟ็กต์คนนี้เข้าไปในชีวิตด้วย

            เบื่อครับ เบื่อความหล่อของตัวเอง

            [ชยิน ตายยัง] กว่าจะได้สติก็ตอนที่เสียงเข้มจากปลายทางส่งมาให้เนี่ยแหละ

            “ตายบ้านมึงสิ”

            [ก็เห็นเงียบไปนาน สรุปตอนนี้คัลลิสโตจีบมึงอยู่เหรอ]

            “จีบห่าไร ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ”

            [ก็ฟังจากที่มึงเล่ามันดูชอบวอแวมึงฉิบหาย เชื่อเถอะอีกไม่นานมึงติดเบ็ดชัวร์ๆ]

            “คิดเองเออเองเก่งนะมึง” ผมเถียงกลับไปเสียงสั่น รู้สึกกลัวอะไรบางอย่างขึ้นมาครามครัน

            [กูจะบอกอะไรให้นะ ในวงการนักเขียนใครก็รู้จักมัน แล้วรู้อะไรมั้ย คัลลิสโตไม่เคยพูดถึงผู้หญิงคนไหนหรือบอกว่าคบหากับใครมาก่อนเลย มึงว่ามันแปลกมั้ย]

            ไอ้ท็อปทำงานในวงการหนังสือ เพราะฉะนั้นมันจึงค่อนข้างกว้างขวางในเรื่องคอนเนคชั่นรวมถึงรู้จักนิสัยใจคอของนักเขียนบ้าง แน่นอนว่าไอ้ยุคคือหนึ่งในนั้น แถมนับวันก็ดูจะสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

            “มันเป็นคนสันโดษ จะป่าวประกาศให้คนอื่นเสือกทำไม”

            [มึงไม่รู้อะไรซะแล้ว ที่มันไม่บอกใครเพราะกำลังปกปิดตัวตนที่ชอบผู้ชายต่างหาก]

            “ฮะ!” ประโยคนี้แหกอกกูรุนแรงมาก

            เหตุการณ์ที่ผ่านมาเริ่มประเดประดังเข้ามาไม่หยุด ตลอดหลายวันที่มีโอกาสได้เจอกับอีกฝ่ายผมก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจบ้าง พฤติกรรมบางอย่างของไอ้ยุคค่อนข้างแปลก และคำพูดคำจาของมันก็ค่อนข้างส่อแววว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

            เหยดเข้! อย่ายุ่งกับกู กูอยากมีเมีย

            “อะ...ไอ้ท็อป” ถึงกับเสียงสั่นเลยครับ ต้องรวบรวมสติอยู่พักหนึ่งก่อนจะกรอกเสียงพูดต่อ “แค่นี้ก่อนนะมึง พอดีเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าปั่นผ้าทิ้งไว้”

            [เออๆ มีอะไรให้ช่วยก็บอก ส่วนนิตยสารก็รอรับได้เลย อีกสองสามวันคงถึง]

            “ขอบใจมาก”

            หลังวางสายจากไอ้ท็อป ผมรีบอันล็อกความเครียดด้วยการนั่งจกมาม่าดิบกินอยู่ตรงโซฟา พลันนึกถึงใครคนหนึ่งขึ้นมาครามครัน

            ไม่รู้ตอนนี้มันตื่นหรือยัง เชี่ยนี่ยิ่งขี้เซาอยู่ด้วย แต่เพราะความสงสัยที่ค่อยๆ พอกพูนขึ้นไม่สามารถทำให้ผมนั่งนิ่งนอนใจได้ จึงต้องรีบกดโทรศัพท์ต่อสายหาเพื่อนรักที่พำนักในไทยอีกนับเดือน ซูปเปอร์เนิร์ดของห้อง...เมพเบิร์ด

            [มีไร] เสียงตอบกลับดูงัวเงียเต็มแก่ บ่ายโมงกว่าแล้วไม่น่าเชื่อว่ามันจะยังทำตัวเหี่ยวอยู่บนเตียงอย่างที่คิดไว้จริงๆ

            “เกือบบ่ายสองละ นอนกินบ้านกินเมืองจังวะ” ผมพูดค่อนแขวะออกไป ซึ่งก็ได้รับการตอกกลับอย่างเจ็บแสบเช่นกัน

            [ทีมึงตื่นหกโมงเย็นกูยังไม่เคยว่าเลย]

            “กูนอนเช้าเหอะ”

            [ส่วนกูก็เมา] ได้ข่าวว่าตั้งแต่มันไปเรียนอเมริกาก็เริ่มติดดื่ม ติดปาร์ตี้ หลังๆ คิดว่าน่าจะหนักกว่าผมไปไกลโข 

            “แฮงก์เหรอมึง”

            [จะเหลือเหรอ เมื่อคืนกลับตีสามอ่ะ]

            “งั้นรีบลุกขึ้นมาตอบคำถามกูก่อนเดี๋ยวค่อยแฮงก์ต่อ”

            [ประสาท เป็นเหี้ยอะไรของมึงอีกเนี่ย เหงาเหรอ] ปลายสายตอบอย่างแดกดัน ถ้าไม่ติดคบกันมานาน แถมสมัยเรียนให้ลอกการบ้านส่งครูตลอดกูจะตัดเพื่อนจริงๆ ด้วย

            “กูเปล่า แค่อยากหาไอเดียเขียนเพลง”

            [อ่าๆ ว่ามากูจะได้นอนต่อ]

            “สมัยมึงเรียนยู พอจะมีเพื่อนที่เป็น...เกย์มั้ย” ไม่รู้ทำไมคำนี้มันถึงพูดยากลำบากนัก เพราะกำลังกลัวหรือเปล่าว่าถ้าไอ้ยุคเป็นเกย์จริงๆ ผมจะสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นเป้าหมายให้มันล่อมาเชือด

            แล้วยิ่งเขียนนิยายแนวสืบสวนสอบสวนพ่วงฆาตกรรมเอาไว้ด้วย ไม่รู้ว่าวันไหนจะโดนหลอกไปฆ่าหมกห้องโดยไม่รู้ตัว

            [เพียบเลยว่ะ ถามทำไม]

            “แล้วคนเป็นเกย์นี่มักมีพฤติกรรมแบบไหนวะ”

            [ก็ชอบผู้ชายด้วยกันไง มึงโง่เหรอชยิน ถามอะไรปัญญาอ่อนแบบนี้วะ]

            “เอารายละเอียดปลีกย่อยอย่างอื่นสิ”

            [มันก็แล้วแต่คนไป บางคนก็ไม่ได้มีพฤติกรรมแตกต่างจากคนที่ชอบผู้หญิงเลย เรื่องนี้...มันอธิบายยากจริงๆ ว่ะ] หมดสิ้นแล้วหนทาง คำตอบไม่ได้ช่วยขยายความเข้าใจให้ผมเลยสักนิด

            “แล้วถ้าสมมตินะ อันนี้กูสมมติจริงๆ วันนึงมีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตมึง ชวนมึงออกไปกินข้าว ดื่มกาแฟ เอาหนังสือมาให้ที่ห้องทุกวัน พูดจาสองแง่สามง่าม แบบนี้เข้าข่ายเกย์มั้ยวะ”

            [นี่เรื่องของมึงหรือของใคร กูว่าไม่ใช่เรื่องสมมติละ] ฉลาดฉิบหายยยยยยยย

            ไอ้เบิร์ดกำลังทำให้ผมจนมุม แต่เพราะไม่อยากให้ใครรู้ถึงความกังวลใจของตัวเอง จึงทำได้แค่โบ้ยเรื่องทั้งหมดไปให้คนอื่น

            “เพื่อน” ตอบออกเสียงเข้ม เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายจับได้ว่ากำลังโกหกอยู่

            [มึงไม่มีเพื่อนสนิทที่จะเล่าเรื่องเหี้ยๆ ขนาดนั้นให้กันฟัง เพื่อนมหาลัยก็เทมึง สรุปมึงมีแค่กู] นอกจากเรียกเก่งแล้ว เรื่องเสือกและจับผิดชาวบ้านนี่ก็ใช่ย่อยเหมือนกัน

            “เชี่ยโอไง อ้ออีก ไอ้ชลก็ด้วย”

            [ไม่ พวกมันไม่มีทางปรึกษามึง ไม่งั้นแม่งจะเหงามาเป็นปีขนาดนี้เหรอ บอกมาว่าใครที่ทำแบบนี้กับมึง]

            “ไอ้เบิร์ดแค่นี้ก่อนนะ พอดียุ่งว่ะ” ผมทำท่าจะวางสาย แต่แล้วเสียงเข้มก็ดังแทรกเข้ามาจนขี้หูแทบเต้นระบำ

            [ห้ามวาง! มึงยอมรับแล้วสินะว่ามีคนมาติดพันมึง]

            “กูไม่ได้พูดสักคำ”

            [ขอโทษนะไอ้ชยิน มึงยอมรับตั้งแต่พยายามกดวางสายกูละ ให้กูเจอเขา]

            “ไม่”

            [จะได้วิเคราะห์ให้ไงว่าคนคนนี้เป็นเกย์จริงมั้ย ไม่อยากรู้เหรอ] แพ้ทันทีเลยกู เอาเรื่องนี้เข้ามาล่อมีเหรอชยินจะปฏิเสธได้

            ผมไม่ชอบให้เรื่องอะไรติดค้างอยู่ในหัวนานๆ สงสัยก็ต้องหาคำตอบให้ได้ เหมือนที่พยายามสืบเรื่องของไอ้ 0832/676 อยู่ทุกวี่วันแต่ก็ไม่ได้เรื่องอะไรเลยเนี่ยแหละ ดังนั้นปวดหัวเรื่องเดียวก็มากพอแล้ว อย่าให้ผมต้องค้างคากับเรื่องอะไรอีกเลย

            “เออๆ ไว้วันไหนว่างจะให้มาเจอแล้วกัน” แค่ไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่ ขอเวลาทำใจก่อน

            [แต่วันนี้กูไปหามึงที่ห้องนะ พอดีว่างมาก]

            “งั้นรีบอาบน้ำล้างหน้า กูจะพาไปเลี้ยงกาแฟดำ”

            [โถะ! โทษนะเพื่อน หน้าอย่างมึงตอนนี้มีเงินด้วยเหรอ]        

            “สัดนี่”

            [ถึงเมื่อไหร่เดี๋ยวโทรหา ขอนอนต่ออีกสิบห้านาทีแล้วกัน]

            ไม่ปล่อยให้พูดอะไรเพิ่มเติมเพื่อนรักก็รีบตัดสายฉับพลัน ทิ้งให้ผมก่นด่าในใจพร้อมบดมาม่าในมือจนเละ

            สองชั่วโมงให้หลังเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ดูเหมือนไอ้เบิร์ดจะกระตือรือร้นกับการมาที่ห้องของผมค่อนข้างมาก ทั้งที่ปกติเรียกให้มาทีไรก็มักจะอ้างโน่นอ้างนี่ตลอด

            “ทีแบบนี้มาล่ะเสนอหน้ามาได้” ผมแซะมันกรายๆ

“ถ้าเรื่องงานกูไม่ค่อยว่าง แต่ถ้าคุยเรื่องชาวบ้านกูพร้อมเสมอ โคตรเหี้ยเลย แถมมาถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงเดินไปเปิดตู้เย็นแล้วบ่นออกมาราวกับเป็นแม่ ถามว่าทำความสะอาดห้องครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่บ้างล่ะ จนขนาดไม่มีน้ำอัดลมในตู้ให้กินบ้างล่ะ แทะผนังห้องแทนข้าวบ้างล่ะ

แหม...พ่อคนรวย วันไหนไม่มีงานอย่างกูมึงจะเข้าใจ

พอรื้อค้นหาอะไรกินไม่ได้นอกจากน้ำเปล่าและมาม่าแห้งแล้ว เราก็เปิดหนังดูกันไปเพลินๆ แม้จุดสนใจในตอนนี้จะไม่ใช่จอโทรทัศน์ตรงหน้าก็ตาม

“โปรแกรมกูเป็นไงบ้าง มีปัญหาอะไรมั้ย ฟังก์ชั่นโอเคหรือเปล่า กูใส่โค้ดเสริมเข้าไปให้มันสามารถแทรกเพลงลงไประหว่างเล่นได้ด้วย”

“เหรอ ไม่ยักรู้ เดี๋ยวจะลองไปเล่นดู แต่ตัวโปรแกรมไม่มีปัญหานะ” คนข้างๆ พยักหน้าเหมือนพอใจกับผลงานของตัวเองพอสมควร

“ผู้ชายคนนั้นเป็นใครวะ ใช่ 0832/676 มั้ย” นั่นไง มันเริ่มประเด็นจนได้

“ใช่ที่ไหนล่ะ เก่งจังนะเรื่องคาดเดาเรื่องชาวบ้านเนี่ย”

“มึงไม่ใช่ชาวบ้าน มึงเป็นเพื่อนกู” โอ้โหซึ้ง...

แต่จุดประสงค์แม่งคือเสือกไง ตื้นตันใจได้แป๊บเดียวก็กลับมาหมั่นไส้ เพราะมองทะลุสันดานออกอย่างทะลุปรุโปร่ง

“เลิกหัวหมอพูดเอาใจกูเถอะ ไอ้คนนั้นมันเป็นนักเขียน เจอกันตอนไปสัมภาษณ์งานกับไอ้ท็อป แต่มันไม่ได้จบไงเพราะหลังจากนั้นแม่งเล่นเสือกตามกูแจเลย”

“ไม่ดีเหรอ มึงจะได้ไม่เหงาไง”

“ถ้ามันอยู่เป็นเพื่อนก็ดีดิ แต่ถ้ามันเป็นเกย์...” ผมไม่ได้พูดอะไรต่อ นอกจากมองหน้าเพื่อนสนิทเพื่อเติมประโยคที่เหลือในใจ

“ชยิน มึงไม่ใช่คนแบบนี้” ประโยคเดียวที่ออกจากปากซูปเปอร์เนิร์ดของห้องทำเอาผมอึ้ง สายตามันเต็มไปด้วยความไม่เชื่อและผิดหวังอยู่กรายๆ

“อะไรวะ กูทำอะไรผิด”

“ปกติมึงไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยนี่หว่า เวลาคบใครมึงเลือกคบเพราะนิสัย อย่างกูเนี่ยโคตรเนิร์ด ตัวมืดมนของห้อง หน้าตาก็แย่ ไม่เห็นมึงจะเอาภาพลักษณ์มาเป็นตัวตั้งในการคัดเลือกคนเลย”

“...”

“เพศสภาพบอกว่าเขาเป็นคนไม่ดีเหรอวะ” ทำเอากูดูเลวไปเลย

“มันก็ไม่ใช่แบบนั้น แต่จะว่าไงดีวะ กูก็แค่อยากรู้ว่าไอ้คนนั้นมันเป็นยังไง จะได้ทำตัวถูกเวลาอยู่ด้วยกัน ไม่ได้ตั้งใจดูถูกห่าอะไรทั้งนั้นแหละ”

“ถ้าเขาชอบมึงนี่จะยอมรับได้มั้ย”

“คนอื่นอาจจะได้ แต่ถ้าให้คบกับมันกูขอครองตัวเป็นโสดจนถึงวัยชราภาพเลยเถอะ”

“มึงไม่ยอมรับความจริง”

“กูยอมรับความจริง แต่นิสัยกวนตีนของมันกูรับไม่ได้จริงๆ”

“เจอคนปราบพยศได้หน่อยแล้วดิ้นหนักเลยนะมึง”

“ดูปากกูนะ กู...ไม่...ได้...ดิ้น” ผมทำหน้าจริงจัง ไอ้เบิร์ดเลยพยักหน้าเข้าใจ นั่งจกมาม่าดิบแดกฆ่าเวลากันเพลินๆ กระทั่งเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ผมสะดุ้งโหยง ขนแขนลุกชันโดยอัตโนมัติ

ไม่คิดไม่ฝัน...

“ใครมาวะ” ไอ้เนิร์ดเอ่ยถาม แต่สายตาเหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าคนด้านนอกเป็นใคร

ที่มึงมาหากูถึงห้องนี่คือวางแผนมาแล้วใช่มั้ย เพื่อนสารเลว!

            “มึงนั่งอยู่ตรงนี้เลยนะ ไม่ต้องเสนอหน้าเดินตามกูมา” สั่งเอาไว้แบบนั้นพลางเดินไปยังประตู สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วผ่อนออกมา ก่อนตัดสินใจหมุนลูกบิดเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายตรงๆ

            “หวัดดีคุณ”

            และไม่ผิด ไอ้ศตวรรษยืนอยู่ตรงนี้กับเสื้อผ้าสีโทนเดิมๆ หมวกใบใหม่ที่ไม่เคยใส่ซ้ำ รองเท้าแตะอดิดาสคู่คุ้นตา และหนังสือของมูราคามิฉบับภาษาอังกฤษหนึ่งเล่มที่ถือติดมือมาด้วย

            “จะมาทำไมไม่โทรบอกก่อน ผม...ผมจะได้เตรียมตัว”

            “เตรียมทำไม ต่อไปคุณจะเดินแก้ผ้ามาเปิดให้เหรอ” สมองก็คิดแต่เรื่องแบบนี้อ่ะ จังไรไม่มีที่สิ้นสุด

            “รำคาญ เอาหนังสือมาให้ใช่มั้ย ขอบคุณครับ” ผมรีบยื่นมือไปคว้าหนังสือจากมือหนา กะว่ารับแล้วอีกฝ่ายจะได้รีบกลับไปเหมือนทุกๆ วัน แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

            “ใครมาเหรอชยินนนนนนนนน”

            ตายโหง! ไอ้เพื่อนเหี้ยเริ่มก่อเรื่องแล้ว ไม่พอมันยังสลอนหน้าออกมาทักทายไอ้ยุคถึงหน้าห้องด้วย กูล่ะเกลียดใบหน้ายิ้มแย้มแสนตอแหลของมันเต็มแก่

            บอกสิว่ามึงเก่งแต่เรื่องเรียน ที่เปลี่ยนไปนี่คือติดนิสัยมาจากเพื่อนมหาลัยเหรอ

            “เพื่อนมาเหรอคุณ” ร่างสูงถามอย่างสงสัย

            “สวัสดีครับ ผมชื่อเบิร์ด เป็นเพื่อนสนิทชยิน”

            “ผมชื่อยุค ไม่คิดว่าชยินจะมีเพื่อน”

            “ใช่มั้ย ปกติก็ไม่มีใครเอามันหรอกนอกจากผม เข้ามาข้างในก่อนมั้ยครับ แต่รกหน่อยนะ ไอ้นี่มันสกปรกที่สุดในรุ่นแล้ว” เวรเอ๊ย วางอำนาจเป็นเจ้าของห้องไม่พอยังมีหน้าเชื้อเชิญคนนอกเข้ามาอีก

            “ไม่เป็นไร ผมรับได้”

            “ง่อวววววววววว damn good

            สัดเบิร์ด...

            “แล้วปกติมาหาชยินบ่อยๆ เหรอครับ เป็นเพื่อนกันหรือว่ายังไง” ไอ้เบิร์ดเริ่มต้นคำถามพลางดันตัวไอ้ยุคให้เดินไปนั่งตรงโซฟา ด้านหน้ามีซากมาม่าแห้งวางแบอย่างหมดสภาพอยู่

            “ไม่เชิงเพื่อนหรอก ผมเป็นเจ้ากรรมนายเวรมากกว่า”

            “ฮ่าๆ ดีเลย ว่าแต่วันนี้คุณว่างมั้ย ผมกับไอ้ชยินจะชวนกันไปกินบุฟเฟ่ต์อาหารทะเล มีคุณไปด้วยคงจะดี”

            มึงว่าไงนะ กูไปตกลงกับมึงตอนไหนไม่ทราบ!

            ผมพยายามกระตุกมือไอ้เบิร์ดอยู่หลายครั้งให้มันหุบปาก แต่ก็ถูกสะบัดออกอย่างไร้เยื่อใยทุกครั้งไป งานก็ไม่มี เงินก็หมด ยังมีหน้าสร้างภาระด้วยการชวนคนแปลกหน้าไปกินบุฟเฟ่ต์อีก นี่มันวันซวยอะไรของผมวะเนี่ย

            “ชยินไม่ชอบอะไรที่ต้องแกะไม่ใช่เหรอ คุณสองคนไปกินอาหารทะเลกันจริงดิ”

            “โอ้โห รู้กันถึงขนาดนี้ ผมไม่เคยรู้เลยนะเนี่ยยยยยยย” จะลากเสียงยาวทำสันหอกอะไรวะ ผมทนไม่ได้เลยต้องเอ่ยปรามมันซะหน่อย

            “หุบปากไปเลยมึงอ่ะ”

            “ก็กูตื่นเต้นที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่อ่ะ คุณยุคที่นั่นไม่เชิงมีอาหารทะเลอย่างเดียวหรอก ยังมีหมูและเนื้อด้วย ยังไงก็ไปด้วยกันนะครับ”

            “อืม วันนี้ก็ว่างพอดี ถ้าไม่รบกวนพวกคุณอ่ะนะ”

            “ไม่เลยครับ ไอ้ชยินได้ยินแล้วก็ไปแต่งตัวเลยเพื่อน กูหิวมากจริงๆ” พูดจบ เชี่ยเบิร์ดก็ดันหลังผมเข้าไปในห้องนอน ตอนนี้แหละที่กูโมโหจนแทบจะชกหน้ามัน แต่เพราะเห็นเป็นเพื่อนจึงทำได้แค่ยื้อคอเสื้ออีกฝ่ายเอาไว้จนยับยู่

            “เล่นอะไรของมึงวะ”

            “มึงใจเย็น ที่กูทำไปก็เพื่อมึงเลยนะ” ดูข้อแก้ตัวขุ่นๆ ของมันครับ คิดเหรอว่ากูจะเชื่อ

            “เพื่อกูห่าไร มึงกำลังทำกูประสาทเสีย”

            “มึงฟังกูก่อนนะ” ว่าแล้วเจ้าตัวก็รีบดึงมือผมออกจากคอเสื้อของมัน แล้วจัดการอธิบายต่อ “มึงอยากรู้ไม่ใช่เหรอว่าเขาเป็นเกย์หรือเปล่า อยากรู้ไม่ใช่เหรอว่าเขาชอบมึงหรือเพราะนิสัยจริงๆ เป็นแบบนี้ ถ้าอยากรู้มึงก็ควรทำตามที่กูบอก” สุดท้ายผมก็หลงกลกับคำแก้ตัวของไอ้เบิร์ดอีกจนได้

            “เออๆ กูจะยอมมึงแค่วันเดียว สรุปกูต้องทำอะไรบ้าง”

            “สังเกตและทดสอบ เช่น การกิน การจับช้อนและแก้วน้ำ รสนิยมส่วนตัว เดี๋ยวเราจะค่อยๆ ทดสอบกันไป มึงแค่ไหลไปตามน้ำ”

            “โอเค”

            “หลังจากแดกบุฟเฟ่ต์กูจะชวนเขาไปนั่งจิบเบียร์ด้วย”

            “มึงจะบ้าเหรอ”

            “อย่าโง่น่า แอลกอฮอล์ทำให้คนพูดความจริง มึงต้องเชื่อในตัวกูนะ” ก็จะไม่เชื่อเพราะเป็นมึงเนี่ยแหละ

            ผมไม่ได้เถียงอะไรกลับไป ได้แต่มองดูใบหน้ายิ้มแฉ่งของเพื่อนสายเนิร์ดอย่างคลางแคลงใจ จัดการหาเสื้อผ้ามาผลัดเปลี่ยนให้เรียบร้อย เพราะไอ้เบิร์ดชวนไปนั่งจิบเบียร์ต่อเลยคาดการณ์ว่าคืนนี้คงอีกยาวไกล ฉะนั้นก่อนออกห้องจึงไม่ลืมล็อกอินเข้าไปที่โปรแกรมเดิมที่มักเข้าประจำ

            ใน  MSN มีหมาตัวหนึ่งรอคุยอยู่ทุกคืน หากแต่คืนนี้...

           

            Chayin says… คืนนี้ไม่ได้อยู่คุยด้วย ทำตัวดีๆ นะหมีใหญ่

 

            ทำได้เพียงทิ้งข้อความไว้เท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ผมติดรถมากับไอ้เบิร์ด ส่วนไอ้ศตวรรษขับรถส่วนตัวตามมาไม่ห่าง ระหว่างทางเราก็พูดคุยเกี่ยวกับเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันไปด้วย

            “มีอะไรของคุณยุคที่แตกต่างไปจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัดมั้ย” คำถามของไอ้เบิร์ดทำให้ผมต้องใช้เวลาในการกรอกตาไปมา

            “การแต่งตัวมั้ง แม่งไม่เคยใส่เสื้อผ้ามีสีสันเลย ปกติเห็นใส่แต่สีดำทึมๆ บางวันมาในธีมนักฆ่าเลยก็มี”

            “นั่นไง!” ซูปเปอร์เนิร์ดตบพวงมาลัยฉาดใหญ่ “พวกที่ชอบปกปิดตัวเองจะยิ่งพยายามกลบเกลื่อนเกินพอดี จริงๆไอ้คุณยุคอาจจะชอบสีชมพูก็ได้”

            “มันแดกนมสตรอเบอรี่”

            “เข้าทาง! ของกินเท่านั้นที่บังคับกันไม่ได้”

            เออจริง กูนี่หิวยำงูเห่าทันที

            “มึงต้องถามเหตุผลเขาแล้วล่ะ ทำไมถึงชอบใส่เสื้อผ้าแบบนี้ จากนั้นกูจะลองประมวลผลด้วยสมองอันชาญฉลาดของกูเอง” คือพูดกับกูไม่พอมึงยังมีเวลามาอวยตัวเองนะสัด รำคาญ

            “เออๆ มีอะไรอีกมั้ย”

            “การมานั่งกับคนไม่สนิทอย่างกูอาจทำให้เขาลำบากใจ มึงต้องชวนเขาคุยตลอดบรรยากาศจะได้ไม่กร่อย ทางที่ดีโทรตามไอ้ท็อปมากินเบียร์ด้วยกันก็ได้ จะได้เป็นการคลายความตึงเครียดให้เหยื่อไปในตัว”

            ฟังดูเข้าท่า เพราะจากที่คุยกับไอ้ยุคมาเหมือนมันจะสนิทใจกับไอ้ท็อปพอสมควร

            “งั้นเดี๋ยวกูโทรเอง มึงขับรถไป”

            เราดำเนินการทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว กระทั่งมาถึงร้าน ไอ้เบิร์ดก็ตรงดิ่งไปยังโต๊ะมุมสุด ทิ้งตัวลงนั่ง พร้อมกับวางกระเป๋าเป้ของมันไว้ตรงเก้าอี้ด้านข้าง ส่งผลให้ผมกับไอ้ยุคต้องนั่งฝั่งเดียวกันไปโดยปริยาย

            สิบห้านาทีหลังแยกย้ายกันไปตักอาหารทุกคนก็พร้อมประจำที่ ไอ้เบิร์ดเตะเท้าผมเป็นการให้สัญญาณก่อนเริ่มกิน

            “อร่อยมั้ยคุณ” ก่อนอื่น ต้องสร้างความคุ้นเคยซะก่อน เพราะสังเกตมาสักพักว่าคนข้างๆ พูดน้อยกว่าปกติ บางทีอาจเป็นเพราะมีไอ้เบิร์ดอยู่ด้วยก็ได้

            “ก็โอนะ” เสียงทุ้มตอบกลับ

            เจ้าตัวคีบเนื้อย่างใส่ปาก ก่อนจะย่างส่วนหนึ่งที่สุกพอดีใส่จานของผมโดยไม่คิดมองหน้า

            “ไม่เอาแบบนี้ ชอบแบบติดมัน”

            “แค่นี้ตัวก็ตัวบวมตายห่าละคุณ กินอะไรติดมันเยอะแยะ” สัด! ด่าแรงจนหน้าสั่น ไอ้เบิร์ดนี่ถึงกับหลุดขำจนต้องยกมืออุดปากแทบไม่ทัน

            “คุณยุคชอบสีดำเหรอครับ” เพื่อไม่ให้เสียเวลา ไอ้เบิร์ดเลยเนียนถามเข้าประเด็น

            คนตัวสูงเงยหน้าขึ้นมามอง หากแต่มือที่ถือตะเกียบก็พลิกเนื้อบนเตาไปด้วย

            “ครับ เหมือนเป็นสีเดียวที่เข้ากับผม”

            “แต่คุณดูดีมากนะ ใส่สีอะไรก็เหมาะ”

            “ทำไมชอบใส่ชุดเหมือนนักฆ่า” ผมพูดเสริมทันที ไอ้คนข้างๆ เลยหันมามองแล้วตอบกลับอย่างเจ็บลึกตัดขั้วหัวใจ

            “ชุดของผมมันติดอยู่ตรงง่ามขาคุณเหรอถึงใส่ไม่ได้”

            “แค่สงสัยมั้ยล่ะ”

            “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า”

            “...”

            “ถ้าผมเป็นนักฆ่าจริง ศพแรกที่ลอยอยู่ในน้ำคงเป็นคุณไปนานแล้ว”

            เขร้!!

            ไอ้เบิร์ดถึงกับสะดุ้งโหยง จนเผลอทำเนื้อที่คีบขึ้นมาหล่นแบะอยู่กลางโต๊ะ เราต่างกลืนน้ำลายลงคอไปหลายอึก กระทั่งคนตัวสูงทำลายความเงียบลงอีกครั้ง

            “ผมเป็นคนชอบอะไรก็จะชอบอยู่อย่างนั้น หมกมุ่นอยู่กับมัน เปลี่ยนใจอะไรก็ยาก เพราะงั้นผมเลยชอบสีเดิมๆ เสื้อผ้าสไตล์เดิม หมวกทรงเดิม และคนเดิมๆ”

            “ล้ำลึกคมคาย” เสียงเปรยจากคนตรงข้ามดังขึ้น

            เมพเบิร์ดดูจะศรัทธาไอ้ยุคมากนะครับ ดูจากสายตาที่มันมองมา ถ้าไม่ติดว่าเป็นเพื่อนสนิทและมีเมียนอนรออยู่ที่อเมริกา ผมคิดว่ามันคงชอบไอ้ยุคไปแล้วแน่ๆ

            “งั้นคุณก็ชอบนมสตรอเบอร์รี่อ่ะดิ” ผมถามอีก

            “ผมไม่ได้ชอบ แค่วันนั้นที่เจอคุณทางร้านมีโปรโมชั่นเฉยๆ”

            “เอ้าเหรอ”

            เพราะงั้น...รสนิยมชอบกินนมสตรอเบอร์รี่ก็ถูกตัดออกไป

            “คือวันนี้หลังจากกินบุฟเฟ่ต์เสร็จ ไอ้เบิร์ดจะชวนไปนั่งจิบเบียร์ คุณสนใจไปด้วยกันมั้ย” ต้องเข้าประเด็นก่อนเดี๋ยวจะลืมเอา

            “ขอคิดดูก่อน”

            “จริงๆ ก็ควรจะไปนะ เพราะถ้าคุณไม่ไป...

            “ทำไม”

            “ถ้าไม่ไปผม...”

            “จะทำอะไรครับ”

            “จะโกรธ”

            “กลัวตายเลย”

            ก็มันไม่มีอะไรมาต่อรองแล้วนี่หว่า สัดเอ๊ย

            “ไปเถอะ สนุกนะบอกเลย”

            “ก็คงต้องตามคุณแล้วมั้ง ไม่อยากให้โกรธจนเหนื่อย”

            ปั่ก!

            เมพเบิร์ดเตะเท้าผมเป็นการให้สัญญาณอีกรอบ เลยไม่รอช้านั่งหมุนแหวนออกจากนิ้วโดยไม่ให้อีกฝ่ายล่วงรู้ พอได้ทางก็เริ่มแผนจับผิดขั้นต่อไปมา

            เกร้ง! แหวนเงินร่วงกระทบพื้น

            “อุต๊ะ! แหวนหล่น” แย่หน่อยที่มันเลื่อนไปไกลจากจุดที่ไอ้ยุคนั่งไม่มากนัก ตอนแรกกะให้แม่งไหลไปไกลๆ สักหน่อย เชี่ยเบิร์ดจะได้ช่วยวิเคราะห์การกระทำด้วย แต่ช่างเหอะ แค่นี้ก็คงพอใช้ได้มั้ง

            “ทำไงอ่ะ มันตกใกล้คุณ”

            “เดี๋ยวผมเก็บให้” เจ้าของเสียงทุ้มบอกแบบนั้น แต่การกระทำของมันเนี่ยสิทำเอาตะลึงไปเลย

            เดี๋ยว!

            แม่งเล่นถอดรองเท้าแตะแล้วใช้ง่ามนิ้วโป้งตีนคีบแหวนขึ้นมาให้ โคตรทะนุถนอมของกูสัดๆ เลย

            “เอ่อ...ขอบคุณนะ” นี่ใช่การกระทำของคนเป็นเกย์มั้ยมึง แต่แหวนกูนี่คงเหม็นขี้ตีนใช้ได้ ไม่กล้าเอากลับมาใส่นิ้วเลยว่ะ

            “ไม่เป็นไร มันตกใกล้ตีนผมพอดี”

            “เลยใช้ตีนเก็บให้งี้เหรอ ซึ้งใจเว่อร์”

            “ไม่เห็นต้องดีใจขนาดนั้น”

            “หน้าผมดูดีใจเหรอ”

            “ไม่อ่ะ หน้าคุณเหมือนอุ้งตีนหมีมากกว่า”

            “แฮร่” สัด

            “จริงๆ คุณนี่ก็หลวมเหมือนกันนะเนี่ย”

            “ว่าไงนะ”

            “ผมหมายถึงนิ้ว ขนาดใส่แหวนยังปล่อยให้ร่วงได้เลย”

            “อย่าหาเรื่อง เดี๋ยวจะแพ้” ผมพูดข่มขู่

            “คุณก็อย่าหาเรื่อง เดี๋ยวจะรัก”

            “ง่อววววววววววว” ไอ้เบิร์ดแทรกขึ้น ก่อนเราจะหันไปมองหน้ามันเป็นจุดเดียว “หมายถึงเนื้อ สุกแล้วอร่อยมากเลยง่อววววววว”

            แต่เนื้อที่มึงยัดใส่ปากยังดิบอยู่ไอ้ควาย!

            “เพื่อนคุณเป็นปอบเหรอ แปลกดีว่ะ” หลอกด่ากูไม่พอมันล่อเพื่อนสนิทกูด้วย ช่างเป็นคนที่เกิดมาเพื่อเกทับและชนะทุกคนจริงๆ อันนี้ยอมใจ

            “ไอ้เบิร์ดมันก็อย่างนี้แหละ เหี้ยๆ” เหมือนมึง...  

            พูดไม่ทันขาดคำอีกฝ่ายก็จับเนื้อย่างยัดใส่ปากผมทันที โอ๊ยไอ้เวรร้อนมาก ในปากจะพุพองมั้ยเนี่ย

            “อร่อยมั้ย” ผมถลึงตาใส่ เจ้าตัวเลยฉีกยิ้มกว้าง

            เป็นรอยยิ้มที่ใกล้มากจนรู้สึกแปลก ความร้อนที่แผ่ซ่านในปากไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปเพราะความสนใจทั้งหมดกำลังพุ่งไปยังคนข้างๆ และมันก็เอาแต่มองผมไม่หยุด

            เอาไงล่ะทีนี้ ไปไม่เป็นเลยว่ะ ปกติไม่ค่อยมีใครยิ้มตอแหลแบบนี้ให้ซะด้วยสิ

            “ร้อนเหรอ” เสียงเข้มพูดเรียกสติ ผมจึงรีบเคี้ยวเนื้อในปากให้หมดเพื่อจะได้ต่อปากต่อคำอย่างเต็มที่

            “ใช่สิ”

            “ทำไมเด็กแถวนี้ชอบทำหน้างอ”    

            “ผมไม่ได้ทำ”

            “คุณเป็นเด็กแถวนี้เหรอ” อ้าว กูร้อนตัวเฉย

            “ผมคุยกับตัวเอง ไม่ได้คุยกับคุณ”

            “ผักมั้ย”

            “ไม่เอา” อารมณ์ไม่ได้ดีเหมือนหน้าตานะเว้ย

            “หญ้ามั้ย”

            “เป็นคนไม่ใช่ควาย”

            “เหรอ แต่เหมือนอยู่นะ”

            “ด่าจนพอใจหรือยัง”

          “ยังอ่ะ อยากด่าไปนานๆ”

            “ฝากไว้ก่อนเถอะ”

            “ไม่รับฝาก ผมไม่ใช่ล็อกเกอร์เก็บของ”

            “อะแฮ่มๆ ดูเถียงกันสนุกจังเลยนะครับ ขอมีส่วนร่วมด้วยสิ พอดีเหงามากเลย” และไอ้เบิร์ดก็กลายเป็นฮีโร่ที่โฉบลงมายุติสงครามระหว่างผมกับไอ้นักเขียนกวนประสาทนี่ลง ก่อนเพื่อนรักจะเริ่มประเด็นพิสูจน์ความเป็นเกย์ของอีกฝ่ายต่ออย่างเร็วรี่

            “คุณยุคครับ ที่มาวันนี้...แฟนคุณจะไม่ว่าใช่มั้ยครับ”

            เนียนดีจริง กูชอบ!

            “ผมไม่มีแฟนหรอก” ไอ้ยุคตอบเสียงเรียบ มือคีบทั้งหมู เนื้อ และปลาหมึกที่ย่างเสร็จแล้วใส่จานของผมไม่หยุด

            “จริงดิ แปลกมากเลยที่ยังไม่มีแฟน ปกติเห็นหล่อโหดแบบคุณคงฟาด สาวนับไม่ถ้วน”

            “ที่ผ่านมาผมแค่ยังไม่เจอคนที่ตรงใจมากกว่า”

            “แล้วเคยมีแฟนมาก่อนมั้ยครับ ขอโทษจริงๆ ที่ละลาบละล้วง แต่ผมอยากเป็นเพื่อนกับคุณนะ” โกหกได้โล่มากเลย มาทำเป็นอยากเป็นเพื่อน

            “ตอนมัธยมมีคนนึง มหาลัยอีกคน นี่วัยทำงานก็คงมีอีก”

            เหมือนเป็นทาร์เก็ตที่สร้างเอาไว้เพื่อบรรลุเป้าหมายเลยว่ะ กลัวแล้ว...

            “งั้นต่อไปคุณก็หาแฟนเรื่อยๆ อ่ะดิ”

            “ผมก็หยุดแค่นี้แหละ หาคู่ชีวิต คงไม่พาตัวเองกลับไปมัธยมเพื่อหาแฟนเพิ่มอีกหรอก” ประโยคธรรมดานะ แต่ทำไมรู้สึกเจ็บจัง เสมือนว่าโดนด่าเอง

            ไอ้เบิร์ดเริ่มล่าถอย เตะเท้าแรงๆ เพื่อส่งสัญญาณให้ผมเดินหน้าต่อโดยไม่เสียจังหวะ

            “แล้วแฟนคุณนี่...เป็นผู้ชายหรือผู้หญิงเหรอ”

            “ผมจะได้อะไรจากการตอบคำถามคุณครับ” เชร้ดดดด มีเงื่อนไขต่อรอง

            “ผมก็จะย่างหมูให้คุณ”

            “โอเค แฟนเก่าผมเป็นผู้หญิง”

            ฟู่วววววววว โล่งใจ ไม่เคยรู้สึกปลอดโปร่งเท่าครั้งนี้มาก่อนเลยโว้ย

            “ย่างหมูให้ผมสิ” เจ้าตัวออกคำสั่ง ซึ่งผมก็เต็มใจทำมากกว่าทุกครั้ง

            “เอาเนื้อมั้ย” ดูกระตือรือร้นเกินไปป่ะวะ แต่ดีใจอ่ะ สรุปแล้วไอ้ยุคไม่ได้เป็นเกย์แน่นอนเพราะมันมีแฟนเป็นผู้หญิง

            “ก็ดี”

            “กุ้งด้วยหรือเปล่า”

            “ได้หมด”

            “เอาผักอะไร ผักบุ้ง ผักกาดขาว แครอท หรือเห็ด”    

            “เอาคุณ”

            เดี๋ยวนะ! เดี๋ยว!

            เล่นเอาสตั๊นไปประมาณสามวิ หันไปมองคนตรงข้ามก็มีสภาพไม่ต่างกัน แถมคราวนี้ไอ้เบิร์ดเล่นเปิบตับดิบเข้าไปจนเลือดอาบปากอีก หัวใจงี้ตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มเลยครับ

            “มะ...เมื่อกี้ว่าไงนะ เอาอะไรนะ”

            “เอาคุณมานั่งย่างทุกอย่างให้ อยากย่างอะไรก็จัดมาเถอะ”

            “อ้อ” โธ่...มือไอ้ชยินตอนนี้สั่นผั่บๆ ไม่หยุด เล่นเอาตกอกตกใจกันหมดเลย

            นั่งสักพักก็ทนไม่ไหวเลยขอตัวไปล้างหน้าล้างตาที่ส้วมก่อน แปลกเหมือนกัน จู่ๆ ก็ใจสั่นขึ้นมาซะงั้น นี่ไม่ได้สั่นเพราะความรู้สึกดีนะ เป็นอาการหวิวจากข้างในมากกว่า

            สักพักเสียงฝีเท้าของคนมาใหม่ก็ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท ผมมองไปยังประตูทางเข้าก่อนจะเห็นไอ้เบิร์ดเดินตามเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นๆ

            “มึง...ไอ้คุณยุคมันชอบมึงชัวร์ กูฟันธง!

            “เป็นบ้าอะไรของมึงวะเบิร์ด มันก็บอกอยู่ว่าแฟนคนที่ผ่านมาเป็นผู้หญิง”

            “แล้วไง ที่ผ่านมาก็คืออดีตแม่งวัดปัจจุบันไม่ได้เว้ย” ผมเริ่มกรอกตาคิดตาม ความกังวลค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอีกครั้งอย่างเงียบเชียบ

            “เอาไงดีวะ”

            “มึงบอกมาก่อนว่าเขามีนิสัยแปลกๆ อะไรอีก เดี๋ยวกูจะช่วยดูให้”

            “มันชอบอ่านหนังสือแนวผู้หญิงเว้ย บางทีเล่มเหงาๆ แบบที่ผู้หญิงมักจะอ่านมันก็ชอบ”

            “เขาเป็นนักเขียนป่ะวะ ตัดไป”

            ทุกอย่างที่อยู่ในหัวตีวนจนเหมือนน้ำที่ถูกกวน ผมต้องใช้สมาธิอย่างมากเพื่อจัดระเบียบข้อความทั้งหมดก่อนจะนึกอะไรออกอยู่สองสามอย่าง

            “มันชอบเกทับกูเรื่องความใหญ่ของน้องชาย จริงๆ อาจจะเล็กก็ได้”

            “อันนี้น่าคิด บางคนที่หมกมุ่นหรือมีปมด้อยกับอะไรก็มักจะขุดขึ้นมาพูดเพื่อเอาชนะคนอื่น”

            “ยังมีอีก มันเคยบอกให้กูครางชื่อมันด้วยนะ” ไอ้เบิร์ดอ้าปากค้างทันทีที่ได้ยิน ดวงตาสองข้างแทบถลนออกจากเบ้าพลางพูดเสียงสั่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

            “ทาสเซ็กซ์ มึงต้องโดนจับไปเป็นทาสเซ็กซ์แน่ๆ”

            “ฮะ!

            “ใช่ เขาบอกให้มึงครางด้วยใช่มั้ย แบบไหนเหรอ”

            “ครางชื่อว่ะ กูไม่รู้ คงแบบ...ยุคคคคคอ๊า~ งี้เหรอ”

            “หน้ามึงได้อารมณ์ดี ดูฟินอ่ะ”

            “ตบปะ...ปาก...” ยังไม่ทันพูดจบประโยค สายตาของเราทั้งคู่ก็หันไปมองคนที่ยืนห่างออกไปโดยมิได้นัดหมาย

            ไอ้ยุคยืนอยู่ตรงนั้น!

            สายตามันดูอึ้งเหมือนกัน ไม่รู้ว่าไปอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่สำคัญได้ยินสิ่งที่เราพูดออกไปหรือไม่ แต่ร่างกายผมในตอนนี้มันชาไปแล้วทั้งร่าง พยายามหาข้อแก้ต่างอยู่ในหัวสารพัด แต่เมื่อทำท่าจะอ้าปากเปล่งเสียงออกไป อีกฝ่ายก็รีบพูดแทรกทันควัน

            “ผมกะมาเข้าห้องน้ำ”

            “เหรอ ส่วนผมกับไอ้เบิร์ดก็จะกลับไปนั่งโต๊ะพอดี” ต้องรีบพูดไปตามน้ำโดยไม่ให้เจ้าตัวสงสัย

            “อืม”

            “คุณมาเมื่อไหร่”

            “เมื่อกี้เอง”

            “ว่าแต่คุณ...”

            “เกิดอะไรขึ้น เสียงเยี่ยวดังไม่ได้ยินอะไรเลย”

            “เออนั่นดิใครเยี่ยวเนอะ ฮ่าๆ”

          “เยี่ยวดังซะเหมือนเสียงครางเลยว่ะ แปลกมาก”

            ไอ้ยุค มึง...

            โฮ

            ลี่

            ชิท!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            “เฮ้ยคุณไม่ต้องคิดมาก แค่แซวกันขำๆ”

            ขำเตี่ยมึงสิ

            ผมเหมือนเป็นใบ้แดกตลอดเวลาที่อยู่ตรงโต๊ะอาหาร ไม่กล้าพูดอะไรนอกจากก้มหน้าก้มตากินเนื้อย่างที่ไอ้ศตวรรษเป็นคนจัดการให้ ลามมาจนถึงร้านเหล้าตอนนี้ที่ผมเองก็ไม่กล้าพูดอะไรออกไป ได้แต่ภาวนาให้ช่วงเวลาผันผ่านโดยเร็วที่สุด หรือไม่ก็เกิดธรณีสูบไปเลยคงโอเคกว่า

            ดีที่สุดท้ายผมก็ได้หลุดจากขุมนรกจากการมาของไอ้ท็อป

            “ดีพวกมึง รอกันนานมั้ยเนี่ย”

            “ไม่นานเว้ย แดกไรมึง” ไอ้เบิร์ดถามเพื่อคลายความตึงเครียด ก่อนไอ้ท็อปจะทำลายมันอย่างสิ้นเชิงเพราะแม่งไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไง

            “ก็เห็นบอกจะมาจิบเบียร์ก็ต้องจัดเบียร์สิ”

            “โอเคเดี๋ยวกูสั่งเพิ่มให้”

            “จัดไปครับเพื่อนเมพ”

            ปลื้มปริ่มจนน้ำตารินไหล ครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่มีโอกาสมานั่งจิบเบียร์กับเพื่อน กูไม่เหงาแล้วนะ วันนี้เดอะแก๊งพามา แต่พอดีมีหมาตามมาด้วยอีกตัวนึง แถมดันเผลอครางชื่อให้มันได้ยินอีกต่างหาก

            “เออชยิน ไหนๆ ก็เจอมึงแล้วเลยเอามาให้” ไอ้ท็อปยื่นนิตยสารรายเดือนไว้ตรงหน้า “ของมึงด้วยนะยุค”

            “ขอบใจ”

            ก็คิดอยู่แหละว่าไอ้ท็อปกับไอ้นักเขียนนี่เริ่มสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่คิดว่าสรรพนามที่ใช้เรียกกันจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ทีตอนบ่ายยังเม้าท์แม่งให้กูฟังอยู่เลย กลับกลอกอะไรปานนั้น

            ผมนั่งเปิดนิตยสารเพื่อหาหน้าที่ตัวเองให้สัมภาษณ์ ในนั้นแปะรูปนางเอกเอ็มวีจากเพลงที่ดังที่สุดของผมอย่าง รักที่เธอเคยมีของวง A little bliss ส่วนไอ้ยุคน่ะเหรอ...

            ไอ้ท็อปมันก็จัดการแปะหน้าที่ปิดไปด้วยแมสค์และหมวกจนเหลือแค่ลูกตาสองข้างลงไปในเล่มตามคำขอ

            “คืนนี้ขอจัดหนักเลยนะพวกมึง กูเครียดจากงานนิดหน่อยว่ะ”

            “ได้สิวะ เอาให้ตายกันไปข้าง” สายติสต์อย่างไอ้ท็อปขอมาอย่างนี้ก็จำต้องเต็มที่กันหน่อย เพียงแต่ว่า...

            หนึ่งพันสุดท้ายในชีวิตกู...กำลังจะหมดลง

            ร้องไห้หนักมาก

            “ชยินมึงโอเคมั้ย” เชี่ยท็อปแม่งถามเหมือนจับไต๋อะไรได้สักอย่าง

            “โอเคดิ”

            แต่หลังผมให้ความกระจ่างกับมันไป แม่งก็เลยเปลี่ยนไปให้ความสนใจกับไอ้ยุคทันที

            “ว่าแต่มึงเถอะ มากับไอ้สองตัวนี้ได้ยังไงวะ”

            “พอดีแวะไปที่ห้องชยิน คุณเบิร์ดเลยชวนออกมาด้วย”

            “อ๋อ ระวังสับรางไม่ทันนะมึง”

            “เกี่ยวอะไร”

            “วันนี้อยู่กับคนนี้ อีกวันไปกับคนโน้น มันยังไงๆ นะ” ผมพยายามเงี่ยหูฟังด้วยความเสือก แต่ก็จับใจความอะไรไม่ได้ว่าหมายถึงใคร

            “เป็นแค่เพื่อนกันน่า”

            “หมายถึงชยินเหรอ”

            “เปล่า กับดรีมอ่ะ”

            “แล้วเพื่อนกูล่ะ”

            ไอ้ยุคไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับหันหน้ามามองผมที่กำลังจ้องจะเผือกเงียบๆ อย่างรู้ทัน

            “มองทำไมครับ อยากครางชื่อผมอีกเหรอ”

            เหยดดดดดดดดด

            “เบิร์ดแดกเพื่อนแดก” เล่นเอาเลี้ยวแทบไม่ทัน จัดการยกแก้วเบียร์ขึ้นมาชนและดื่มอย่างเอาเป็นเอาตาย ลืมไปเลยว่าก่อนหน้าเกิดอะไรขึ้น ในใจก็เริ่มกลัวไอ้ยุคขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้ขนลุกขนชันไปหมดทั้งตัว

            จำเลยของสังคมก็อย่างนี้แหละ ขนาดซูปเปอร์เนิร์ดที่ว่าแน่ยังไม่กล้าต่อปากต่อคำเลย

            จากความคิดที่ว่าจะมานั่งจิบเบียร์กลายเป็นการอาบเบียร์ไปโดยปริยาย สามแก้วแรกแค่ดื่มให้หายประสาทแดก หลังๆ เริ่มคึกจัดหนักไม่ลืมหูลืมตา แต่ผมมันพวกคอแข็งกินเท่าไหร่ก็ไม่เมาหรอก

            “สวัสดีครับทุกคน กลับมาพบกับพวกเราอีกครั้งทุกคืนวันศุกร์ คิดถึงพวกเรากันมั้ยครับ”

            “คิดถึงงงงงงงงงง”

            “ผมก็คิดถึงทุกคนครับ”

            แหม่...ไอ้นักร้องนี่หน้าตาดีไม่เบา เดาว่าคงมีแฟนคลับอยู่ไม่น้อยเพราะฟังจากเสียงตอบรับของเหล่าสาวๆ นักท่องราตรี

            ร้านนี้เป็นร้านประจำของผมและเพื่อนร่วมรุ่นเพราะบรรยากาศที่ไม่แออัดยัดเยียดนัก เพลงดี คืนไหนวงดังหน่อยคนก็จะแน่นขึ้นถนัดตา อย่างคืนนี้ก็เช่นกัน

            เสียงดนตรีเริ่มดังขึ้น คลอเราให้เคลิ้มไปกับแอลกอฮอล์และจังหวะบางเบาจนค่อยๆ จมลึกลงไปเรื่อยๆ และผมดื่มอย่างต่อเนื่อง

            “หนักไปมั้ยคุณ” มือหนายึดแก้วของผมเอาไว้ ผมเลยหันไปมองตาขวาง

            “ไม่หนัก...แค่นี้เบย์ๆ”

            “มีเงินจ่ายเหรอ”

            “คุณให้ยืมก่อนได้มั้ยล้า”

            “แลกกับอะไรครับ จะให้จ่ายมันต้องมีอะไรแลกเปลี่ยนสิ”

            “ผมจะรินเบียร์ให้คุณ”

            “ไม่คุ้ม ครางชื่อผมน่าจะโอเคกว่า”

            “โคตรเหี้ย” ผมได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้นมา ก่อนความสนใจของเราจะไปหยุดกลางเวทีซึ่งมีนักร้องนำยืนอยู่ แต่พิเศษกว่าทุกครั้งก็ตรงที่...

            “เพลงนี้สาวๆ ที่ไม่ประสงค์ออกนามขอมาครับ อยากมอบให้กับคุณผู้ชายเสื้อสีดำโต๊ะสิบหก”

            เอ้า! โต๊ะกูนี่หว่า แล้วคนที่ใส่เสื้อสีดำก็มีแค่คนเดียว

            ไอ้...สัด...ตะ...วัด

            “อะไรจะฮอตปานนั้น” ไอ้ท็อปเริ่มพูดเสียงยานคางลงเรื่อยๆ สายตาก็มองคนตัวสูงอย่างมีเลศนัย

            “หวังว่าความรักในค่ำคืนนี้จะสมหวังนะครับกับเพลง ยินดีที่ได้พบเธอ”

            “วิดวิ้วววววว”

            ขออนุญาตอ้วกแป๊บ

            “เขินเหรอคุณ” ได้ทีก็ขอเอ่ยแซวหน่อยเถอะ

            “ไม่ใช่ครั้งแรกซะหน่อย ผมชินแล้ว”

            ไอ้ฉิบหาย แม่งโคตรเว่อร์

            “แล้วปกติเวลามีคนขอเพลงให้คุณทำไงอ่ะ เดินไปหลังเวทีแล้วขอคอนแท็กจากนักร้องเหรอ หรือมีวิธีสานต่อความสัมพันธ์ยังไง”

            “ก็ปล่อยผ่านไป ไม่ได้อยากสานสัมพันธ์อะไรทั้งนั้น”

            “จริงดิ” ถึงว่าโสดมานานขนาดนี้ ถ้าบอกว่าเข็ดขยาดกับความรักก็ดูเหมือนจะเข้าข่ายอยู่นิดหน่อย

            “แล้วเคยมีคนที่เข้ามาทักเลยมั้ย มาขอเบอร์ มาถามชื่อ มาขอชนแก้ว”

            “หึงผมเหรอคุณ”

            “ประสาท ก็แค่อยากรู้เผื่อเอาไปใช้บ้าง”

            “คงไม่ได้ใช่หรอก คุณไม่หล่อขนาดนั้น”

            จ้าพ่อคนหล่อที่สุดในโลก พ่อคนไม่เคยหลงตัวเองเลยสัด

            ผมเลิกต่อปากต่อคำแล้วหันมานั่งฟังเพลงที่มีคนรีเควสมาจนจบ เสียงปรบมือและโห่ร้องดังไปทั่วร้าน ไม่นานเพลงจังหวะสนุกสนานก็เริ่มขึ้น

            ไอ้ท็อปผละออกจากโต๊ะ เดินไปตามทางพร้อมกับขอชนแก้วโต๊ะนั้นโต๊ะนี้ไปทั่วราวกับรู้จักกันมาแต่ชาติปางก่อน สุดท้ายมันก็เป็นคนเดียวที่เมาหัวราน้ำจนไอ้ยุคต้องลากคอกลับมานั่งคอพับคออ่อนอยู่จุดเดิม

            “และนี่คือเพลงสุดท้ายของค่ำคืนนี้แล้วนะครับ” นักร้องนำยังคงทำหน้าที่ของตัวเอง เพลงสนุกสนานที่ดึงให้คนเต้นแร้งเต้นกาถูกเปลี่ยนเป็นเพลงช้าๆ และท้ายที่สุดมันก็ลงเอยที่เพลงสำหรับคนอกหักรักคุด

            “ใครเคยมีความรักบ้างครับ”

            “วู้ววววววววว”

            “ความรักที่ไม่สมหวัง แล้วสุดท้ายเราก็ถูกทิ้งไปในที่สุด ทิ้งให้เหลือแค่เราตัวคนเดียว”

            “โอ๊ยยยยยยย กูเจ็บ”

            “มาร้องส่งท้ายให้กับความรักเถอะครับกับเพลง รักที่เธอเคยมีของ A little bliss

            “กรี๊ดดดดดดดดดด”

            “เพลงเน้...เพื่อนผมแต่ง! ชยินแต่ง!

            ไอ้เชี่ยท็อป ไอ้นรก!

            ผมถึงกับร้องเหี้ยในใจเมื่อคนที่เมาที่สุดของโต๊ะลุกขึ้นยืนและชี้มาที่ผม พร้อมกับคำพูดพราวด์ทูพรีเซนต์ของมันที่ฉายซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น

            ดนตรีหยุดลง นักร้องนำได้แต่ยืนถือไมค์จ่อปาก คนในร้านหันมามองผมเป็นตาเดียว ร่างกายรู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้มันเยือกเย็นขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำยังไงนอกจากยืนขึ้น ตั้งท่าก้มหัวขอโทษขอโพยแทนคนเมาจนเผลอสร้างความเดือดร้อนให้

            “คือผม...”

            “คนนี้คือชยินเหรอ ผมเป็นแฟนบอยคุณ”

            “พี่ชยิน กรี๊ดดดดดดดดดดด”

            “ทุกคนชยินมาที่ร้าน โอ้โหชยิน ตายแล้วววววว”

            ยังไม่ตาย กูยังอยู่

            เกมส์พลิกเฉย กูงงมากเลย

            หลังจากนั้นคนจากทุกสารทิศก็กรูกันเข้ามาที่โต๊ะผม มาขอถ่ายรูปอิงแอบแนบชิด มาขอลายเซ็นแบบคูลๆ หลายคนเมาจนแทบอ้วกรดเสื้อก็ยังพาตัวเองคลานมาจนถึงโต๊ะได้

            “เพลงพี่เพราะมากเลยครับ พี่แม่งโคตรไอดอล คนร้องทั้งบ้านทั้งเมือง”

            “ขอบคุณครับ” ได้ยินแบบนี้แล้วก็ปลื้มปริ่ม เยียวยาใจจากการตกงานมาสักพักได้เป็นอย่างดี

            เพลงนี้ถามว่าดังมากมั้ยก็คงประมาณนึง คนฟังในยูทูปทะลุล้านวิว พ่วงยอดดาวน์โหลดมหาศาล แต่มันไม่มีผลกับผมอยู่แล้วเพราะรับเงินมาก้อนเดียวและก็ใช้จนหมดตามเวลาที่ค่อยๆ ผันผ่าน

            “พี่ชยินขอถ่ายรูปได้มั้ยคะ” น้องผู้หญิงที่เกาะอกแทบจะหลุดแทรกตัวเข้ามา

            “ได้ครับ”

            “ถ่ายพร้อมกับเพื่อนพี่ได้มั้ย พอดีว่า...ชอบเพื่อนพี่มากค่ะ” แล้วเธอก็ชี้ไปที่ไอ้ศตวรรษ

            “คุณ น้องเขาขอถ่ายรูปด้วย”

            “เอาสิ” เจ้าตัวไม่ได้ปฏิเสธ เธอเลยรีบหยิบมือถือขึ้นมาเซลฟี่อย่างร่าเริง ลืมไปเลยความเมาที่มีก่อนหน้า แต่เรื่องมันตลกตรงนี้

            ตรงที่เธอเซลฟี่กับไอ้ยุคแค่สองคน แล้วกูล่ะ...

            ไม่นานก็มีผู้หญิงกลุ่มใหญ่เดินเข้ามาอีก แต่ละคนนี่นางฟ้าชัดๆ

            “เธอ เราคือคนที่ขอเพลงให้เธอก่อนหน้า ขอถามชื่อได้มั้ยคะ”

            “ชื่อยุคครับ”

            “ขอไลน์ได้มั้ย”

            “ง่อวววววววว” ไอ้เบิร์ดที่เงียบไปนานเอ่ยแซว ผมเองก็ได้แต่เบะปากใส่ไปพลางๆ ยอมรับแหละว่าหน้าดี แต่ก็ดังไม่เท่าผมหรอก

            “ชยิน ผมชอบคุณมากเลย” ผมเลิกสนใจกับคนข้างๆ แล้วโฟกัสไปยังคนมาใหม่ทันที

            ดูจากหน้าตาและการแต่งตัวแล้วอายุก็น่าจะใกล้เคียงกับผม เขามากับเพื่อนอีกสองคน ในมือไม่ได้ถือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาเลย มีเพียงโทรศัพท์มือถือเท่านั้นที่หยิบติดมาด้วย

            “ขอบคุณครับ”

            “ผมฟังเพลงคุณทุกเพลง ไม่คิดว่าตัวจริงคุณจะน่ารักขนาดนี้”

            น่ารัก? เข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่าวะ

            “เอ่อ...ขอบคุณครับ” ผมพูดไปตามมารยาทแม้จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจกับคำชมอยู่บ้าง

            “ขอถ่ายรูปได้มั้ย”

            “ได้สิ”

            “แล้วขอเบอร์ติดต่อได้มั้ย”

            “ติดต่องานทางแฟนเพจของผมได้เลย”

            “คุณ เช็กบิลแล้วกลับเถอะ ไอ้ท็อปก็ไม่ไหวแล้วด้วย” แฟนคลับยังไม่ได้ตอบกลับมา เสียงเข้มของคนเคียงข้างก็แทรกขึ้น

            “ผมกำลังคุยอยู่เห็นมั้ย คุณก็คุยกับสาวๆ ไปก่อนสิ”

            “คุยจบแล้ว เราควรกลับ”

            “ยุ่งน่า” เห็นคนอื่นฮอตหน่อยแล้วอิจฉาเหรอ

            “เอ่อ...คุณเป็นเพื่อนคุณชยินเหรอครับ ผมขอเวลาแป๊บเดียว” สงสัยเห็นผมยังตกลงกับไอ้ยุคไม่ได้ แฟนเพลงเลยเอ่ยถามอย่างเกรงอกเกรงใจ ซึ่งคนที่ตอบกลับก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นนักฆ่าในคราบนักเขียนอย่างมันเนี่ยแหละ

            “ไม่ได้เป็นเพื่อนครับ แต่เป็นผู้จัดการชยิน”

            “นักแต่งเพลงมีผู้จัดการด้วยเหรอ”

            “เปล่า จัดการคนที่ชอบมายุ่งอ่ะครับ”

            “...!

            “จะจีบเหรอ”

            “...”

            “ไม่ง่ายนะตัวๆ เลยเปล่า”

            “นี่คุณเป็นอะไรเนี่ย” ผมถามเสียงขุ่น

            “ก็บอกว่าเป็นผู้จัดการไง”

            “...”

          “จัดการคุณคนแรกเลย อ่อยฉิบหาย!

          “...!!

          ไอ้เบิร์ดกระเด้งตัวขึ้น มันยืนมองผมสลับกับไอ้ยุคตาแทบถลนก่อนจะเปรยด้วยเสียงแหบโหย

            “ชัดเจน...แน่นอน...”

            กูว่าไม่ใช่ละ สำหรับสถานการณ์ตอนนี้บอกได้คำเดียวว่า

            ล่มจม...แน่นอน...

            เขร้! กูเมาจนหูแว่วใช่มั้ยตอบที

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.204K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,710 ความคิดเห็น

  1. #3652 rattanalak44 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 19:25
    ชยิน😅😅😅😅
    #3,652
    0
  2. #3625 May Ling Pcm (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 15:50
    ซีนครางชื่อ คือขำหนักมาก เปนจังหวะที่เ-้ยมากจิงๆ 5555
    #3,625
    0
  3. #3600 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 06:14

    ผมนั่งหัวเราะคนเดียวตั้งแต่ตีสองยันหกโมงเช้า ไรท์ทำให้ผมไม่ได้นอน รับผิดชอบผมด้วย นี่ไรท์ตอนแรกผมว่าจะไม่อ่านแล้วเชียวนะผมอ่านตอนแรกแล้วโดเไปตอนจบเลยผมเฉยๆชั่งใจอยู่สองวันมั๊งจำไม่ได้ ว่าจะเริ่มอ่านตอนที่หนึ่งดีไม๊แรกๆก็ไม่ติดนะอ่านไม่จบตอนก็เฉยๆปิดแล้วไปทำอย่างอื่นดูหนังฟังและแหกปากร้องเพลงเบื่อๆก็วนมาอ่านบางทีก็ไปอ่านเรื่องอื่นแต่ก็เป็นเรื่องที่ไรท์เขียนนั่นแหละคับบางเรื่องก็อ่านวนแล้ววนอีกก็มีแต่พออ่านเรื่องนี้มาถึงตอนนี้ติดซะแล้วอ่านไปหัวเราะไปแมวของผมมันคงรำคาญผมเดินหนีไปเลยตั้งแต่ตีสามผมเลยมีแต่ตัวหนังสือของไรท์เป็นเพื่อนขอบคุณคับ

    Take care คับ

    #3,600
    0
  4. #3578 Itfriend100 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 10:21
    5555555
    #3,578
    0
  5. #3565 fahriyafhon (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 21:36
    โอ้ยยยย...ชอบเรื่องนี้มากคะ อ่านไปหัวเราะไปเหมือนคนบ้า
    #3,565
    0
  6. #3549 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 22:16
    อิน้องที่มาขอเซลฟี่55555555 ว้อยยยยยย สงสารชยิน555555
    #3,549
    0
  7. #3548 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 22:05
    ง่ามนิ้ว5555555555 ขำเหนื่อย
    #3,548
    0
  8. #3544 imissyousobad (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 17:47
    เทออๆๆ เลาก่อ่อยนะ อร่อยด้วยยย
    #3,544
    0
  9. #3536 Nam_127 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 23:17
    อินี่สิมีวาสนาได้ผัวจังซี่บ่อน้อ
    #3,536
    0
  10. #3505 Londar (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 03:21
    โอ๊ยยยย ชอบแบบนี้ 55555 หึงแล้วจิง
    #3,505
    0
  11. #3480 pmt2728 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 01:01
    มีงคนหึงหนึ่งอัตรา
    #3,480
    0
  12. #3465 Atchyfone (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 01:46

    ว๊ายยยย มีคนโดนหวงโดยไม่รู้ตัว

    #3,465
    0
  13. #3462 yangrun (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 18:03
    น่ารักมาก ฮื่อ
    #3,462
    0
  14. #3457 Jolly CCP (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 10:33
    ชอบโว้ย 5555555555555555555555666666666565566655555555555556
    #3,457
    0
  15. #3437 Masxy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 23:43
    คือกลั้นขำไม่ได้เลย ตลกมากแม่

    มึหึงด้วย มีครางชื่อกันด้วา

    555
    #3,437
    0
  16. #3424 Deuxnxay (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 17:55
    โอ้ยยยยย.....เขินไม่ไหวสงสารเบิร์ดวะ..555555
    #3,424
    0
  17. #3414 ilykdn (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 11:47
    หวงเฉยยย
    #3,414
    0
  18. #3408 Stampzzz (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 20:52
    โง้ยยยยยยน หวงอะดูออกอะเว้ย
    #3,408
    0
  19. #3387 b._.m (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 11:44
    มีคนหวงหนึ่งอัตรา!!!!!!
    #3,387
    0
  20. #3383 MarkBam1n1a (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 มีนาคม 2563 / 10:33
    หูยยยยย หวงแบบออกตัวแรงมากจร้าพี่...อิอิ
    #3,383
    0
  21. #3377 Beztherday (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 มีนาคม 2563 / 20:45
    งุ้ยยยยยยย พ่อคนขี้หวงเอ้ยยยยยย เบาหน่อย ชยินเตรียมใจไม่ทัน 55555555
    #3,377
    0
  22. #3354 34282 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:54

    ใจเย็นพ่อท่านชยินขอตั้งสติก่อย

    #3,354
    0
  23. #3328 hello_gik (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:59
    แงงงง คนขี้หวง
    #3,328
    0
  24. #3318 kaim123456 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 / 13:08
    กรี้ดดดดดด ยุ๊คคคคคคค
    #3,318
    0
  25. #3305 Midories (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 / 07:19
    น้อนชยินนน จะกลับถึงห้องไหมลู้กก
    #3,305
    0