MSN (#mเอสn) - end

ตอนที่ 8 : 07 :: เก่งไม่กลัว กลัวแพ้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 37,241
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,784 ครั้ง
    22 ม.ค. 61



ตอนที่ 7

จีบไม่กลัว กลัวแพ้

 

            ไอ้ยุคขับรถมาส่งผมถึงหน้าคอนโด ระหว่างทางเราก็คุยเรื่อยเปื่อยกันไปตลอดทาง ซึ่งมันควรเป็นเรื่องปกติของคนเป็นเพื่อนแถมยังเป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ แต่สำหรับผมมันไม่ปกติเอาซะเลย ขากลับมานอกจากจะนั่งใจสั่นเป็นกลองชุดแล้ว แต่ละประโยคที่เปล่งออกมาก็ยังติดสั่นไปด้วย

            ผมไม่อยากบอกว่าตัวเองกำลังหวั่นไหวกับคนที่มาบอกรัก เพราะสมัยเรียนมหาลัยผมก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับทุกคนที่มาบอกชอบ หรือเพราะตอนนี้กำลังเผชิญหน้ากับความเหงาอยู่กันแน่ ถึงทำให้ความรู้สึกตอนอยู่กับไอ้ยุคเปลี่ยนไป

            ด้วยมั่นใจว่ารสนิยมของตัวเองไม่เคยเปลี่ยน หลังจากแยกกับอีกฝ่ายผมก็รีบวิ่งขึ้นห้อง รื้อค้นเอาปฏิทินปลุกใจเสือป่าและแม็กกาซีนรวมภาพวาบหวิวออกมาเพื่อกระตุ้นตัวเอง

            ผู้หญิงพวกนี้สิที่เป็นไทป์ของผม เธอดึงดูด ไม่ว่าจะเป็นหน้าอกหน้าใจหรือตูดงอนๆ ให้ตายเถอะ ผมไม่ได้ชอบผู้ชายจริงๆ ที่รู้สึกแปลกคงเป็นเพราะบรรยากาศพาไปเองมากกว่า

            คิดได้เท่านั้นก็จัดการเก็บภาพเสียวตรงหน้าเข้ากรุดังเดิม แล้วเดินผิวปากไปยังห้องนอน

            “ฮู้วฮูวววววววว” มีความสุขละ

            เริ่มต้นทำงานได้อย่างมีสมาธิซะที ก่อนอื่นเลยตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวเหลือแค่ไม่กี่บาท มาม่าก็ใกล้จะหมด ถ้าขืนขี้เกียจอีกก็ไม่แน่ว่าจะอดตายในเร็ววัน ถ้าให้บากหน้าไปขอที่บ้านก็กลัวจะเสียศักดิ์ศรีเพราะบอกไว้แต่แรกแล้วว่าอาชีพนี้ยังไงก็อยู่ได้ สักวันผมจะยิ่งใหญ่

            เป็นไงล่ะกู...จนใหญ่เลย

            ผมเป็นลูกคนกลางจากบรรดาพี่น้องสามคน และก็นับว่าเป็นคนเดียวที่นอกคอกและแปลกแยกไปจากคนอื่น พ่อผมเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน แม่เป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ ม.ต้น พี่สาวจบมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ส่วนน้องชายตอนนี้เรียนครูอยู่ปีสาม

            คิดดู แล้วไอ้เหี้ยนักแต่งเพลงนี่ใคร ลูกคนข้างบ้านเหรอ

            ที่บ้านอยากให้ผมเป็นข้าราชการ หรือถ้าไม่อย่างนั้นก็อยากให้เรียนในคณะที่จบมามีงานทำมั่นคง ซึ่งบอกเลยว่าผมไม่เข้าใจ จนตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจ

            สุดท้ายผมตัดสินใจเลือกสิ่งที่ตัวเองรักและเริ่มเดินทางตามความฝัน เมื่อมาไกลขนาดนี้แล้วก็ยากเกินกว่าจะบากหน้าไปขอเงินที่บ้านอีก ศักดิ์ศรีมันค้ำคอเกินไป

            วิธีเดียวที่ประทังชีวิตตัวเองให้อยู่รอดได้และไม่ลำบากคนอื่นคือขุดงานเก่าๆ ที่เคยทำออกมา ปรับเมโลดี้และแก้เนื้อเพลงใหม่ทั้งหมดเพื่อลองเอาไปเสนอทางค่ายดู ผลงานพวกนี้ผมเริ่มทำตั้งแต่สมัยเรียนเลยไม่เคยเอาไปเสนอให้ใครเพราะคิดว่ามันไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร แต่ตอนนี้กูไม่สนคุณภาพละ ปากท้องกูต้องมาก่อนเสมอ

            ผมใช้เวลาทั้งคืนในการคิดเนื้อร้องใหม่ ไม่กินข้าวกินน้ำ ไม่พาตัวเองไปนั่งใกล้เตียงเพราะกลัวจะเผลอหลับซะก่อน สุดท้ายเพลงที่ทำการเผามาตลอดทั้งคืนก็เสร็จตอนเที่ยงของอีกวันพอดี

            ผมรวบรวมไฟล์ที่ทำการอัดเสียงแบบง่อยๆ พร้อมเนื้อเพลงไปให้กับโปรดิวเซอร์ที่รู้จักผ่านทางอีเมล จากนั้นก็ได้เวลานอนสักที

            “เห้ออออออออ~

            ก๊อกๆๆ

            ว็อท เดอะ ฟัคคคคคคคคคค

            ล้มตัวลงไม่ถึงสิบวิเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น ผมดึงทึ้งหัวตัวเองอยู่บนเตียงด้วยความโมโหก่อนจะกระทืบเท้ามาเปิดประตูด้วยความไม่พอใจ พอเปิดมาเจอไอ้ยุคที่ถือของพะรุงพะรังตรงหน้ากูก็หงุดหงิดยิ่งกว่าเดิมอีก

            “มาทำไมตอนนี้ ผมง่วง อยากนอนนนนนน” ผมพูดเสียงยานคางเป็นการเริ่มต้นบทสนทนา

            คนตรงหน้าขมวดคิ้วเล็กน้อย ถอดหมวกแก๊ปออกจากหัวแล้วมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า

            “ใส่ชุดเดิมเลย ไม่ได้อาบน้ำเหรอคุณ”

            “อือ ไม่ได้นอนด้วย มีอะไรรีบๆ พูดมา ง่วงจนหนังตากระพือแล้วเนี่ยเห็นมั้ย” มันหัวเราะเบาๆ ก่อนแทรกตัวเข้ามาภายในห้องอย่างถือวิสาสะ มือหนาดึงลูกบิดล็อกประตูเช่นเดิมแล้วสาวเท้าไปยังห้องครัว

            “กินข้าวยัง” เจ้าตัวถาม ซึ่งผมก็เลือกส่ายหน้าเป็นคำตอบ “ผมซื้อข้าวกล่องมาให้ กินก่อนแล้วค่อยนอนสิ”

            “ไม่เอาจะนอน”

            “ชยิน”

            “ง่วง ตอนนี้ง่วงกว่าหิวอีก”

            “ชยินอย่างอแง”

            กูนี่อยากลงไปชักดิ้นชักงอที่พื้นให้รู้แล้วรู้รอด แต่เมื่อเห็นสายตาเอาจริงเลยจำต้องทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ แล้วเท้าคางลงกับโต๊ะ สายตาจ้องมองการกระทำของคนตัวสูงที่กำลังหยิบกล่องข้าวออกมาจากถุงแล้วยื่นให้ตรงหน้า 

            “อะไรอ่ะ”

            “ข้าวผัดกุ้ง”

            “บอกแล้วว่าขี้เกียจแกะ ถึงจะเหลือแค่หางก็ไม่อยากแกะ” ผมพูดเสียงขุ่น

            “สั่งให้เขาเอาออกให้หมดแล้ว แค่ตักกินน่ะคุณ รีบกินรีบนอน”

            “แล้ววันนี้ว่างเหรอถึงมาหาผมได้” ปากถามแต่มือก็จับช้อนจ้วงข้าวใส่ปากอย่างเชื่องช้า เพราะเลือกไม่ได้ว่าจะกินหรือจะนอนดี

            “ผมว่างทุกวันแหละ วันนี้ออกไปซื้อของข้างนอกเลยแวะมาหา นั่งตัวตรงๆ นอนกินเป็นงูเลย”

            “สั่งๆๆ”

            เป็นแค่เพื่อนทำมาเป็นวางอำนาจ ถึงจะมาบอกชอบแต่ก็อย่าหวังจะได้อภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่นนะเว้ย ในหัวคิดแบบนั้นแต่การกระทำตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง กูลุกขึ้นมานั่งตัวตรงทำไมวะเนี่ยยยยยยยย

            “น้ำมั้ย”

            “เอาน้ำเย็นๆ มาแก้วนึง”

            อีกฝ่ายพยักหน้า เดินตรงไปยังตู้เย็นพร้อมกับหยิบขวดน้ำเปล่าออกมา สรุปนี่ห้องกูหรือห้องมันวะเนี่ย รู้ดีอย่างกับเป็นเจ้าของ

            “แล้วทำไมถึงนอนดึก” น้ำที่ถูกรินใส่แก้วถูกวางไว้ด้านขวามือ ผมเงยหน้ามองคนตัวสูงพลางตอบเสียงเรียบ

            “หาเงิน”

            “หมดตัวอ่ะดิ มีอะไรก็บอกผม เดี๋ยวให้ยืมเงินใช้ก่อน”

            “ไม่เอาอ่ะ ไม่อยากรบกวนคนอื่น” ท้ายประโยคผมเน้นเสียงหนัก เพื่อให้ไอ้ยุคมันเข้าใจว่าสำหรับผมแล้วมันก็ยังไม่ใช่เพื่อนสนิทของผมอยู่ดี ทิ้งระยะห่างแบบนี้อ่ะดีแล้ว

            “แต่งเพลงออกแล้วเหรอ”

            “เอาเพลงเก่าที่เคยแต่งแล้วมาปรับใหม่ ช่วงนี้ต้องหาเงิน มีอะไรก็ทำๆ ไปก่อน นี่ก็เพิ่งส่งงานไป” พูดไปก็ตักข้าวใส่ปากไปด้วย เออ เจ้านี้อร่อยว่ะ แถมไม่เสียเวลาแกะกุ้งให้มือเปื้อนด้วย

            “เร่งทำขนาดนี้ไม่ดีหรอก คุณไม่ได้ทำมันด้วยแพชชั่น”

            “แพชชั่นอ่ะเคยมี ตอนนี้ไม่อยู่แล้วเพราะกินไม่ได้”

            “อ้าวงี้ถ้าคุณชอบใครสักคนก็ชอบที่เขาทำให้คุณมีกินมากกว่าตัวของเขาอ่ะดิ”

            “มันก็ไม่ใช่อย่างนั้น...

            เปรียบเทียบซะกูดูเลวเลย

            “บางอย่างถ้ารู้ว่าเถียงไม่ชนะก็อย่าทำ” มันยิ้มอย่างเป็นต่อ ผมเลยส่งนิ้วกลางไปให้เป็นคำตอบ คราวนี้แม่งฉีกปากยิ้มกว้างกว่าเดิมอีกสัด

            “ชนะไม่ได้ตลอดหรอกคุณ”

            “เด็กน้อย”

            “เลิกเรียกแบบนี้ซะทีน่า ปีนี้ยี่สิบห้าแล้ว”

            “ก็เด็กจริงอ่ะ”

            ผมจิ๊ปากเสียงดัง แล้วหันมาก้มหน้าก้มตากินข้าวเพื่อจะได้ขอตัวไปนอนอย่างเต็มที่ และเหมือนไอ้ศตวรรษมันจะรู้เลยพูดดักทางไว้ก่อน

            “ค่อยๆ กินก็ได้ ถ้าข้าวติดคอผมไม่พาคุณไปโรงบาลนะ”

            “หมดแล้ว ไม่ติดคอด้วย” ผมยื่นมือไปหยิบแก้วน้ำขึ้นมากระดกจนหมด ก่อนจะเอ่ยปากไล่อย่างไม่รักษาน้ำใจ “คุณกลับไปเลย ผมจะนอน”

            “งั้นผมไม่รบกวนแล้ว คุณเองก็อย่าลืมแปรงฟันก่อนนอน”

            “รู้แล้วน่า” สั่งเป็นพ่อเลย

            เจ้าตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินตรงดิ่งไปหน้าประตูเพื่อสวมรองเท้าและตั้งท่าหมุนลูกบิดออกไป แต่ผมไวกว่านั้นรีบเรียกอีกฝ่ายเอาไว้ทัน

            “คุณ! ลืมของอ่ะ” ไม่พูดเปล่า ยังชี้ไปที่ถุงซูปเปอร์มาเก็ตสองสามถุงที่วางอยู่บนโต๊ะด้วย

            “อันนั้นของคุณ ผมซื้อมาให้”

            “ได้ไง”

            “ซื้อมาแล้วขี้เกียจถือกลับ คุณเก็บไว้เถอะ”

            “เดี๋ยว!” ใบหน้าหล่อเหลาหันขวับ ผมจึงเรียบเรียงคำพูดในหัวอยู่พักใหญ่ ไม่รู้ว่าควรพูดออกไปดีมั้ย แต่ตามธรรมเนียมแล้วมันก็ควรบอก...

            “มีอะไร”

            “ขอบคุณนะ ที่ซื้อข้าวมาให้” สุดท้ายก็พูดออกไป คนตรงหน้าคลี่ยิ้ม หยิบหมวกขึ้นมาสวม เอ่ยตอบด้วยเสียงราบเรียบเหมือนทุกที

            “ก็บอกแล้วไงว่าผ่านมาเฉยๆ ไปนอนได้แล้วเด็กน้อย”

            “ไม่เด็กโว้ย”

            “เด็กน้อย”

            “โว้ยยยยยยยยยย”

            ผมกระทืบเท้าด้วยความโมโห ก่อนอีกฝ่ายจะปิดประตูหนี ทิ้งให้ผมหงุดหงิดอยู่ฝ่ายเดียว เมื่อสงบสติอารมณ์ได้สักพักก็รีบเดินมาแหวกถุงบนโต๊ะดู แล้วก็พบว่าในนี้เต็มไปด้วยของกินที่ดีต่อกระเพาะมากๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวกล่องเวฟที่ง่ายต่อการกิน ขนมปัง นม น้ำผลไม้ ช็อกโกแลต เยลลี่กับมาร์ชเมลโล่มันก็ซื้อมา 

            ง่ายๆ เลยมึงยกซูปเปอร์ฯ มาไว้ที่ห้องกูเลยดีกว่า

            แล้วนี่กูเป็นอะไรเนี่ย จู่ๆ ก็รู้สึกร้อนหน้าขึ้นมา มึงดีใจเหรอชยิน ใครก็ไม่รู้ซื้อของกินให้เนี่ย เอาของกินมาล่อเหมือนเด็กเนี่ย ผมถามตัวเองในใจก่อนจะตอบตัวเองเบาๆ

            อือ...ดีใจ อย่างน้อยก็ได้กินฟรี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ผมนอนไม่หลับ จากที่ง่วงมากๆ ตอนนี้ตาสว่างเฉยเลย

            ได้แต่นอนพลิกตัวไปมาอยู่เกือบชั่วโมง จนต้องยกธงขาวยอมแพ้ จิตใจมันกำลังว้าวุ่นเพราะใครบางคน

            จะบอกว่าไอ้ยุคเป็นผู้ชายคนแรกที่เข้ามาสารภาพรักผมมั้ย ตอบเลยว่าไม่ ตอนอยู่มหาลัยนอกจากสาวๆ แล้วก็ดันมีผู้ชายหน้ามืดบางคนเข้ามาหาผมเหมือนกัน ไม่รู้แม่งใช้อะไรมอง แต่ทุกครั้งที่ปัดปฏิเสธผมไม่เคยรู้สึกตกค้างหรือรู้สึกผิดอยู่ในใจเลย แล้วทำไมตอนนี้มันดันตรงกันข้ามไปซะหมด

            ผมไม่ได้ชอบผู้ชาย มั่นใจว่าอย่างนั้น

            ความคลางแคลงใจส่งผลให้ข่มตาหลับไม่ได้ ดังนั้นผมจึงทำใจกล้าอีกครั้ง เพื่อจะได้นอนหลับสบายสักที

            คิดแล้วก็พุ่งลงไปรื้อค้นกรุเก็บของสะสม จัดมาให้หมดครับทั้งหนัง AV ที่เคยซื้อ การ์ตูนปลุกใจชายโฉด 20+ แล้วหอบทั้งหมดขึ้นเตียงพร้อมกับแมคบุ๊กลูกรัก

            เอาวะ! ในเมื่อนอนไม่หลับก็ต้องทำกิจกรรมสโตรกกันยาวๆ แม่งเลย

            เมื่อวานดูภาพพวกนี้ก็ยังรู้สึกเร้าอารมณ์อยู่ วันนี้หวังว่ามันคงจะได้ผลเหมือนทุกครั้ง ผมหยิบแผ่นหนังใส่เข้าไปในเครื่อง ตั้งหน้าตั้งตาดูอย่างจดจ่อ

            หน้าอกหน้าใจเธอนั้นหนอ...

            ตูดที่ดูอวบอิ่มชวนน้ำลายสอนั้นหนอ...

            ไม่ช่วยอะไรเลย

            เหมือนตอนนี้ไม่ได้อยู่ในอารมณ์อย่างว่าเลยว่ะ ดูหนังจนหมดแผ่น เปิดการ์ตูนปลุกเร้าอีกเป็นชั่วโมงก็ไม่ช่วยอะไร สุดท้ายก็ผล็อยหลับไปเพราะเหนื่อยกับความพยายามที่มากเกินไปจนได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            “ชยิน...”

            “อือ อย่ายุ่ง ง่วง”

            “ชยินตื่นได้แล้ว”

            เสียงของใครบางคนลอยวนอยู่ใกล้หู ด้วยความรำคาญเลยดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดเพื่อหลีกหนีเสียงนั้น ซึ่งก็ไม่เคยได้ผลเมื่ออีกฝ่ายดึงมันออกแล้วตรึงไหล่ของผมไว้กับเตียงจนไม่สามารถขยับตัวได้

            “ปล่อยเลย ใครเนี่ย”

            ผมค่อยๆ ปรือตาขึ้น รู้สึกหงุดหงิดที่ถูกรบกวน แต่เมื่อสายตาปรับโฟกัสได้แล้วร่างกายก็กระตุกด้วยความตกใจ เพราะคนตรงหน้าไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นไอ้ยุค

            “คะ...คุณเข้ามาในห้องผมได้ยังไง เป็นโจรเหรอ”

            “เข้ามาปลุกคุณไง”

            “ปลุกแล้วก็ปล่อยสิ”

            ยิ่งว่าก็เหมือนยิ่งยุเพราะนอกจากมันจะไม่ปล่อยแล้วยังมีหน้ามาปั้นยิ้มกวนตีนใส่อีก เชี่ยแล้วชยิน ได้แต่ดิ้นขลุกขลักในการควบคุมของร่างหนาเท่านั้น

            “เด็กน้อย”

            “เลิกเรียกเด็กน้อยสักที ลุกออกไปจากเตียงผมเลย”

            “เด็กน้อยชอบเอาแต่ใจ”

            จมูกสันโด่งโน้มเข้ามาใกล้ใบหน้าของผมเรื่อยๆ จนต้องเผลอกลั้นหายใจ แต่แทนที่จะหยุดเพียงเท่านั้นอีกฝ่ายกลับเคลื่อนลงมาจนปลายจมูกสัมผัสกัน เขาเอียงหน้า ใช้ริมฝีปากแตะประกบกับริมฝีปากของผมจนไม่สามารถส่งเสียงร้องออกมาได้

            รู้แค่ว่าการกระทำอุกอาจทำให้ผมตั้งตัวไม่ทัน ร่างกายไม่แม้แต่จะดิ้นเพื่อขัดขืน รับรู้เพียงความนุ่มจากริมฝีปากที่สัมผัสลงมาเริ่มอ่อนโยน ละมุนละม่อม ปลายลิ้นร้อนค่อยๆ แทรกเข้ามาในโพรงปากของผม เกี่ยวกระหวัดหยอกล้อจนขนลุกซู่

            มือหนาที่กดอยู่บนไหล่เริ่มเคลื่อนต่ำลง ปัดป่ายไปตามร่างกายจนถึงพื้นผิวใต้กางเกง

            “อะ...” ผมเผลอคลางออกมาเมื่อฝ่ามือหนาลูบวนอยู่บริเวณที่อ่อนไหวต่อความรู้สึก ขณะริมฝีปากของเราทั้งคู่ยังสัมผัสกันอยู่

            ความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้ประเดประดังเข้ามาไม่หยุด ควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้แม้ตอนฝ่ามือของอีกฝ่ายกำส่วนนั้นของผมเอาไว้ด้วยความหนักเบาสลับกันไป

            “ยุค...ยุค...”

          Rrrr..!

            “ยุค...อือออออ”

            Rrrr..!

            เฮือก!!

            ผมกระเด้งตัวขึ้นมาจากเตียง มองตามเสียงที่ดังกังวานจนแสบแก้วหูก่อนจะพบว่าโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่ากำลังสั่นครืดอยู่บนหัวเตียง

            สายตามองไปโดยรอบเพื่อสำรวจ ไม่มีไอ้ยุค ไม่มีการจูบดูดดื่มอะไรเกิดขึ้น ผมแค่นอนอยู่บนเตียงคนเดียว และกำลังค้นพบว่าตัวเองตื่นขึ้นมากลางดึกหลังจากหลับไปตั้งแต่ช่วงกลางวัน

            มือติดสั่นรีบตลบผ้าห่มที่เกาะอยู่บนตัวออกไป ก้มหน้ามองช่วงล่างที่ยังสวมกางเกงนอนอยู่ด้วยใจสั่นสะท้าน

            ดูหนังโป๊ไม่รู้สึก ฝันถึงไอ้ยุคกางเกงเปียกเลย...

            “ไม่จริงอ่ะ”

            สองเท้ารีบลุกเดินเข้าห้องน้ำ ไม่สนแม่งแล้วเสียงโทรศัพท์ที่ดังอยู่ พอมองหน้าตัวเองในกระจกก็เห็นว่ามันกำลังซีดเป็นตีนไก่ หัวใจยังคงกระหน่ำรัวไม่หาย เหงื่อเม็ดโตผุดซึมเต็มกรอบหน้าและแผ่นหลังจนรู้สึกแสบ

            “บ้าเอ๊ย!

            เอาจริงดิ ผมรู้สึกกับไอ้ยุคจริงดิ ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ

            ตลอดชีวิตยี่สิบห้าปี ผมไม่เคยฝันถึงผู้ชายถึงเรื่องอย่างว่าเลยสักครั้ง หรือเป็นเพราะหนังที่เปิดดูทำให้เกิดภาพหลอนติดตากันแน่ ใช่! อาจจะเป็นแบบนั้น ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับไอ้ยุคหรอก ร่างกายแค่มีกลไกตามปกติอย่างที่มันควรจะเป็นเท่านั้น

            คิดเข้าข้างตัวเองจนสบายใจจบก็เปิดน้ำล้างหน้าให้สดชื่นและเปลี่ยนกางเกงซะใหม่ เปียกขนาดนี้เดี๋ยวจะรู้สึกผิดต่อตัวเอง มึงฝันได้ไงชยิน บ้าบอว่ะ

            ผมเดินออกมาจากห้องน้ำ คว้ามือถือที่แผดเสียงดังหลายครั้งขึ้นมาก็เห็นว่ามิสคอลสี่ห้าสายที่ค้างอยู่เป็นของไอ้เบิร์ด โทรมาหาหอกทำไมตอนเที่ยงคืนวะ และพอต่อสายหาผมก็ได้รับการด่ากราดกลับมาทันที

            [ควาย ทำไมไม่รับโทรศัพท์กู นึกว่าตายอยู่ที่ห้อง ทำอะไรอยู่วะ]

            “ทำอะไร...กะ...กูไม่ได้ทำอะไร”

            กูไม่ได้ฝันเปียกนะ...

            [แล้วทำไมไม่รับโทรศัพท์]

            “กูหลับ”

            [มึงเคยนอนเวลานี้ด้วยเหรอ ตอแหลน่า] ถึงกับกรอกตาด้วยความเอือมระอา ขอโทษที่ปกตินอนเกือบเช้า วันนี้อยากนอนก่อนเพื่อนมันดันไม่เข้าใจอีก

            “รีบเข้าประเด็นมาเลย เดี๋ยวกูจะหาอะไรกินแล้วกลับมานอนต่อ” 

            [เออใจร้อนฉิบหาย คืองี้ พรุ่งนี้เป็นวันเกิดเพื่อนกู เห็นมึงเหงาเลยอยากชวนมาปาร์ตี้กัน]

            “เพื่อนคนไหน”

            [เพื่อนต่างโรงเรียนสมัย ม.ปลายอ่ะ มึงคงไม่เคยเจอ]

            “นั่นสิ ไม่เคยเจอแล้วจะชวนไปทำไม อีกอย่างกูไม่มีตังค์ซื้อของขวัญให้เพื่อนมึงหรอกนะ”

            [มึงห่วงเรื่องนี้เหรอวะชยิน มึงไม่ต้องซื้ออะไรมาเลย ไอ้เจ้าของวันเกิดมันไม่ว่าหรอก อีกอย่างถ้ามาเจอคนเยอะๆ มึงอาจได้ไอเดียใหม่ๆ ในการทำเพลง แถมไม่อุดอู้อยู่แค่ในห้องด้วยนะเว้ย]

            “กูไม่รู้จักใครเลยทำไมต้องไปด้วยวะ”

            [ไอ้ท็อปก็ไป]

            “อ้าวเหรอ แล้วไอ้ยุคล่ะ”

            [เห็นบอกว่าไม่ไปนะ]

            “เดี๋ยวดูอีกที”

            [ไม่ต้องดู สรุปมึงคอนเฟิร์มแล้วนะ แค่นี้แหละ ไปหาอะไรแดกได้เลย]

            “ไอ้เบิร์ดกูยัง...”

            พูดไม่ทันจบประโยคแม่งตัดสายใส่ละ นรกมีจริงๆ นะครับ มันเนี่ยแหละตัวดีเลย...

            จะให้ผมไปงานวันเกิดของคนที่ไม่เคยเจอหน้า ไม่รู้จัก แถมยังเป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที แค่คิดก็ประสาทจะแดกแล้วครับ และเกลียดมากเวลาคิดเยอะทีไรกระเพาะจะทำงานหนักกว่าปกติทุกที หิวขึ้นมาเฉยเลย...

            ผมเดินไปยังครัวเล็กๆ เปิดตู้เย็นที่ใส่ของกินที่ไอ้ยุคซื้อมาให้จนเต็มตู้ออกมา มองแล้วน้ำตาจะไหล ชีวิตผมไม่เคยมีของกินเต็มตู้มานานเท่าไหร่แล้ว นี่ครั้งแรกในรอบหลายปีเลยนะเนี่ย ฮืออออ

            ซาบซึ้งกับของกินตรงหน้าจบก็หยิบเอาอาหารกล่องง่ายๆ ออกมาเวฟ นั่งกินมันเงียบๆ จนอิ่ม จากนั้นก็ดึงขนมบางส่วนเข้าไปกินในห้อง

            มือกดเปิดคอมพิวเตอร์เครื่องที่มักใช้งานประจำออกมา แล้วล็อกอินเข้าไปในโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น หลายวันมานี้ผมไม่ได้คุยกับไอ้หมีใหญ่เลย เพราะมันหายไป ไม่ตอบข้อความที่ค้างไว้แม้แต่น้อย วันนี้เลยจะวัดดวงอีกสักรอบ และผมก็เห็นว่าคนที่ตั้งหน้าตั้งตารออยู่ในสถานะ Available

            แถมมันยังตอบข้อความที่ค้างทั้งหมดของผมได้เพียงประโยคเดียว

 

            0 8 3 2 / 6 7 6 Say… กูไม่ว่าง วันๆ จะให้เล่นด้วยตลอดเหรอ

 

          มึงเคยคิดจะพูดดีกับกูสักครั้งมั้ยไอ้หมีใหญ่

 

          Chayin says…             แล้วทำไมตอนนี้มาได้ล่ะ กระแดะออนทำไม

          0 8 3 2 / 6 7 6 Say… ออนให้หมาถาม

            Chayin says…          สัด!!

            0 8 3 2 / 6 7 6 Say… ʕʔ

            Chayin says…          มึงไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องด้วยอีโมติคอนกากๆ

            0 8 3 2 / 6 7 6 Say… คิดถึงก็บอกสิ

            Chayin says…             ใครคิดถึงมึง ช่วงนี้กูมีเพื่อนเยอะ แทบไม่ว่างเปิดคอมแน่ะ

            0 8 3 2 / 6 7 6 Say… แล้ววันนี้เพื่อนไปไหน

            Chayin says…             อย่าย้อนได้ป่ะ พรุ่งนี้กูก็ไม่ว่างคุยกับมึงอีก

          0 8 3 2 / 6 7 6 Say… ไปตายเหรอ

 

            กูไม่น่ารับแผ่นโปรแกรมจากไอ้เบิร์ดมาเลย ถ้ารู้ว่าต้องมาเจอคนเหี้ยๆ แบบนี้ในชีวิต พูดอะไรไปโดนย้อนตลอด นี่ขนาดไม่ได้คุยกันหลายวันแม่งก็ยังลากกูมาด่าได้นะ

            ผมไม่รู้ว่าไอ้หมีใหญ่คนนี้เป็นใคร คุยกันมาก็หลายต่อหลายครั้งแต่ไม่เคยรู้อะไรมากกว่านั้นสักนิด ชื่อก็ไม่รู้ รู้แค่อายุกับคณะที่มันเรียน แถมที่บอกมาจริงหรือหลอกก็ไม่แน่ใจ

            บางทีเด็กสิบขวบอาจจะขโมยแผ่นมานั่งเล่นกับกูก็ได้ใครจะไปรู้

 

            Chayin says…          มึงสิตาย กูจะไปปาร์ตี้วันเกิดเพื่อน

            0 8 3 2 / 6 7 6 Say… เหรอ กูก็มีเหมือนกัน

            Chayin says…          พูดจริงพูดเล่น

            0 8 3 2 / 6 7 6 Say… จะหลอกมึงให้ได้อะไร แค่ที่โง่ทุกวันนี้ก็น่าสงสารแล้วนะ

 

            สงครามด่ากราดเริ่มขึ้นหลังจากนั้น เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงที่ทำให้รู้สึกเปลืองพลังงานชีวิตฉิบหาย แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ยังรู้สึกว่ามันมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย

            หนึ่งคือผมมีเพื่อนคุยด้วย เพราะปกติเวลานี้หลายๆ คนก็คงหนีกันไปนอนหมดแล้ว สุดท้ายผมก็ต้องใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับตัวเอง

            สอง ไอ้หมีใหญ่กวนตีนก็จริง แต่ตอนที่อยากจริงจังมันก็คุยเรื่องมีสาระกับเขาเป็นนะ

            สาม นิสัยบางอย่างของมันเหมือนกับผม ไม่รู้ดิ เราอาจเป็นคนเหงาไทป์เดียวกันเลยเข้าใจกันมากขึ้น

            หลายอย่างประกอบกันขึ้นมา นี่คือส่วนที่ดีอีกส่วนหนึ่งในชีวิตปีชงของผม และคงรู้สึกเสียใจน่าดูถ้าอีกไม่นานนี้ผมกับมันจะไม่ได้คุยกันอีก

            คิดแล้วก็เศร้า จกขนมแดกแป๊บ

            ผมไม่รู้จะหลอกถามชื่อหรือคอนแท็กอื่นๆ จากมันก่อนโปรแกรมหมดอายุได้มั้ย รู้แค่ว่าตอนมันอยู่ ผมรู้สึกว่าตัวเองได้ย้อนเวลากลับไปในช่วงมัธยมฯ อีกครั้ง

            ตอนที่ยังเป็นเด็ก และมีเพื่อนอยู่ในวงโคจรของชีวิต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            วันนี้เป็นวันดี

            ต้องบอกว่าดีเกินคาดเพราะโปรดิวเซอร์แกบอกว่าเพลงที่ผมเผาเสร็จในหนึ่งคืนมันออกมาดีมาก ดังนั้นทางค่ายจึงตัดสินใจซื้อเพลง จำจนลืมไปก่อนในราคาไม่ถึงหมื่น เอาวะ! กำขี้ดีกว่ากำตด

            แต่กว่าจะได้เงินก็อีกนาน ผมจึงใช้ความสนิทสนมกับโปรดิวเซอร์เพื่อขอเงินมาใช้ก่อน ความโชคดีต่อที่สองคือแกบอกว่าไม่มีปัญหา หลังจากนั้นสองชั่วโมงผมก็ได้กอดยอดเงินในบัญชีให้อุ่นใจจนน้ำตาแทบไหล

            ความอารมณ์ดีส่งผลให้การแต่งตัวก่อนไปปาร์ตี้ของผมค่อนข้างจัดเต็ม ทั้งเซตผม หาเชิ้ตเหมาะๆ มาใส่ แถมไม่ลืมสวมแจ็กเก็ตหนังสีดำไปด้วย ง่อววววววว

            พอไปถึง...

            “เบิร์ด”

            “อะไร”

            “มึงว่า...กูลืมอะไรไปหรือเปล่าวะ”

            “คิดว่านะ”

            ผมกับไอ้เบิร์ดนั่งอยู่ตรงโซฟาภายในงาน ปาร์ตี้ฉลองวันเกิดจัดในคอนโดของเจ้าภาพ ไอ้เบิร์ดนัดผมมาเจอที่นี่เมื่อสิบห้านาทีก่อน แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไปในงานถึงเพิ่งรู้

            เขามาในธีมเสื้อยีนส์ ถึงแม้เมพเบิร์ดจะไม่รู้ว่าเขาระบุธีมไว้ก่อนแล้ว แต่กางเกงมันก็ยังมีความเป็นยีนส์อยู่ กูนี่สิ เชิ้ตสีแดง แจ็กเก็ตหนัง กางเกงสแลค นี่ถ้าไม่บอกว่าเป็นเพื่อนไอ้เบิร์ดเขาคงนึกว่ากูเป็นคิงส์แมน สาดดดดดดดดดด

            “เอาน่า ไม่มีใครสนใจมึงหรอก” อีกฝ่ายเอ่ยปลอบเสียงอ่อย

            “มึงก็พูดได้สิ กางเกงมึงไม่ได้ทรยศเหมือนกูหนิ”

            “เด่นออก”

            “เด่นพ่อง”

            “อย่านอยด์ๆ เดี๋ยวกูพาไปเจอเจ้าของวันเกิด” จากนั้นเพื่อนรักมันก็ลากผมไปที่ระเบียงซึ่งมีคนสองคนยืนอยู่ การมาของผมทำให้ผู้ชายตัวสูงคนหนึ่งหันมายิ้ม

            “เฮ้ยเบิร์ด ดีใจเว้ยที่มึงมา” น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำ เค้าโครงหน้ารูปไข่ จมูกสันโด่ง ปากงี้เป็นรูปกระจับเลย ยิ่งมองยิ่งเห็นออร่ากระจายไปทั่วตัว ฉิบหาย ไอ้เบิร์ดแม่งรู้จักคนที่ดูดีขนาดนี้เลยเหรอวะ

            “ดีใจเหมือนกันที่ชวนกู แฮปปี้เบิร์ดเดย์นะ นี่ของขวัญ” มือขาวยื่นกล่องของขวัญให้ คนตรงหน้ารับไปพร้อมเอ่ยขอบคุณก่อนจะเบี่ยงสายตามามองผม

            “แล้วนี่...”

            “อ๋อเพื่อนสนิทที่โรงเรียนกูเอง ชื่อชยิน มันเป็นนักแต่งเพลงที่เก่งมากนะเว้ย เออชยินนี่เพื่อนกูชื่อริว เพื่อนแม่งชอบเรียกสหรัฐ อยากเรียกแบบไหนก็ตามสะดวกเลย” การแนะนำตัวโดยคร่าวจบลง ผมยื่นกล่องปากกาที่ซื้อเป็นของขวัญให้อีกฝ่าย พร้อมกับเอ่ยประโยคที่โคตรธรรมดา

            “สุขสันต์วันเกิดครับ และยินดีที่ได้รู้จัก”

            “ยินดีมากคุณ หิวกันมั้ย หาอะไรกินก่อนได้ ข้างในมีเพียบเลย เครื่องดื่มก็บริการตัวเองได้เต็มที่” ผมพยักหน้าหงึกหงักก่อนเดินตามเจ้าของวันเกิดเข้าไปภายใน

            ความรู้สึกตอนนี้เหรอ อยากมุดหน้าลงดินแล้วหายไปฉิบหาย

            เสียเซลฟ์มากเพราะเหมือนตัวเองแปลกแยก เขายีนส์ทั้งตัวเลยมึงเอ๊ย ดังนั้นหลังจากหาเบียร์จิบได้สักพักเลยหลีกเลี่ยงสายตาทุกคนไปอยู่ในห้องน้ำ ถอดเสื้อหนังออกแล้วจ้องมองตัวเองในกระจก

            ปาร์ตี้ที่จัดแน่นอนว่าคนไม่ได้เยอะมาก นับคร่าวๆ ก็ประมาณยี่สิบคน แต่มั่นใจเลยว่าไอ้ยี่สิบคนนี้จะต้องมีคนที่หัวเราะกูบ้างล่ะ คิดแล้วก็อยากหนีกลับไปก่อน ถ้าไม่ติดว่าเชี่ยเมพมันขอให้อยู่เป่าเค้กก่อนนะ กูไม่อยู่แล้ว

            ก๊อกๆๆ

            เสียงเคาะประตูดังขึ้น ผมได้สติอีกครั้งเลยเดินไปเปิดประตูเพราะกลัวว่าคนอื่นจะอยากทำธุระบ้าง แต่ไม่เลย ทันทีที่เปิดประตูออกไป คนที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับเป็นไอ้ยุค

            “คุณ...มาได้ไง” ตอนที่เห็นมัน ผมทั้งตกใจและดีใจไปพร้อมๆ กัน

            “มากับไอ้ท็อป อีกอย่างไอ้ริวเป็นเพื่อนผม”

            “ฮะ!

            โลกแม่งจะกลมไปไหนวะ

            “ไม่ต้องมาทำตาโตเด็กน้อย เข้าไปอยู่ในห้องน้ำทำไมตั้งนาน”

            “ไม่มีอะไร แค่...”

            ในหัวของผมกำลังคิดหาข้อแก้ตัวไปสารพัด แต่ในวินาทีนั้นมือหนาก็หยิบเสื้อยีนส์ตัวหนึ่งขึ้นมาคลุมไหล่ของผมให้ กลิ่นไอที่ได้รับจากเสื้อตัวนี้ทำให้ผมรู้ในทันทีว่าเป็นของคนตรงหน้า

            “ดีขึ้นหรือยัง” มันถาม แต่ผมไม่รู้จะตอบอะไร นอกจากมองดูอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า นี่คงเป็นครั้งแรกเลยมั้งที่ผมเห็นไอ้ศตวรรษสวมเสื้อสีอื่นที่ไม่ใช่ขาวกับดำ และดูเหมือนแจ็กเกตยีนส์จะเข้ากับมันค่อนข้างมาก

            “แล้วรู้ได้ไงว่าผม...”

            “เบิร์ดโทรหาไอ้ท็อป แต่ตอนนั้นผมอยู่กับมันเลยเอาเสื้อมาให้แทน”

            “ขอบคุณ”

            “ออกไปข้างนอกเถอะ อยู่ในส้วมไม่เหม็นหรือไง”

            ผมถูกรั้งออกมาด้านนอกพร้อมความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นหลายเท่า หลายคนกล้าเข้ามาทำความรู้จักผมมากขึ้น จากตอนแรกแม่งต่างคิดว่ากูหยิ่ง

            กูไม่ได้หยิ่งงงงงงง กูแค่อาย

            ไอ้ยุคยืนคุยกับเจ้าของวันเกิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปคุยกับไอ้ท็อปอีกทาง ไอ้เบิร์ดก็เต้นแร้งเต้นกาไปกับเพลงของวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังแบบลืมตาย ผมเลยปลีกวิเวกมาหาความสงบตรงระเบียง จนกระทั่งไอ้คุณริวเดินตามมา

            “อาหารอร่อยมั้ย” เสียงที่เป็นเอกลักษณ์เอ่ยขึ้น ผมพยักหน้า

            “อร่อยครับ”

            “ดีใจนะที่คุณมา”

            จำเป็นต้องสุภาพกับกูขนาดนี้มั้ยเนี่ย

            “ขอบคุณที่ไม่ถือสา แม้ผมจะเป็นเพื่อนของเพื่อนคุณอีกที” คนข้างๆ หัวเราะ เท้าแขนลงกับราวระเบียง ในมือถือแก้วเหล้าเอาไว้พลางแกว่งไปมา

            “ไม่ต้องพูดสุภาพหรอก ใช้กูมึงได้ จริงๆ กูก็เป็นคนกวนตีนอ่ะ”

            “กะ...กูก็กวนตีนเหมือนกัน”

            “เป็นนักแต่งเพลงเหรอ เพลงรักที่เธอเคยมีกูก็ฟังนะ เพราะมาก”

            “ขอบคุณ”

            ดีใจว่ะ มีคนฟังเพลงผมด้วย รู้สึกชนะยังไงไม่รู้

            “ทำเพลงก็ต้องรู้จักคนในวงการเพลงเยอะน่ะสิ รู้จักเดอะทอยมั้ย”

            “เคยเจอกันบ้าง แต่ไม่ได้สนิท”

            “เพื่อนแม่งชอบเดอะทอยมาก แต่กูชอบมึงมากกว่า”

            บึ้ม!!

            ชมกันโต้งๆ แบบนี้กูก็เขินสิวะไอ้ริวววววว สาบานได้ว่าเราเพิ่งรู้จักกัน ดูท่าแล้วคงคารมดีและค่อนข้างเจ้าชู้เพราะเซ็กซ์แอพพีลเล่นสูงซะขนาดนี้ ถ้ากูเป็นผู้หญิงจะไม่รอช้าเลย เตะตัดขาลากเข้าห้อง

            “ขอบคุณนะที่ชอบ ว่าแต่มึงเถอะทำงานอะไร” ถามแต่กูขอเสือกเรื่องชาวบ้านบ้างน้า

            “ยังเรียนอยู่ เป็น Resident” ผมทำหน้างง เจ้าตัวจึงขยายความเพิ่ม “เป็นหมอน่ะ เรียนต่อเฉพาะทางด้านจิตเวชศาสตร์” โอ้โหโพรไฟล์ดีไปอีก ดูที่กูซิ ไม่มีอะไรเลยแม้แต่ข้าวประทังกระเพาะ

            “เรียนที่ไหนอ่ะ”

            “B จบหกปีที่นี่ ไม่ต้องใช้ทุนก็เรียนต่อได้เลย”

            “ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยนี่มันดีเนอะ”

            “มึงก็เหมือนกัน”

            ถ้าได้รู้ความจริงเบื้องลึกมึงจะไม่พูดแบบนี้ กรอบตั้งแต่หัวจรดเท้า ว่างงานนานจนหลายคนขนานนามว่าหนุ่มสันโดษ คือกูไม่ได้สันโดษเลย ที่ไม่ยอมออกไปไหนเพราะไม่มีเงินต่างหาก

            เดดแอร์เข้าแทรก เหมือนต่างคนต่างไม่รู้จะคุยอะไรกัน ได้แต่มองมือหนาที่แกว่งเหล้าในแก้วไปมา ปล่อยเบลออยู่หลายนาทีกว่าอีกฝ่ายจะหาประเด็นคุยได้อีก

            “คืนนี้ดาวสวยเนอะ” ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดสนิท แต่ในความมืดนั้นมีแสงระยิบระยำจากดาวอยู่เต็มไปหมด

            “อืมสวย กูชอบดูแต่ไม่รู้จักอะไรมันเลย” ง่ายๆ คือโง่นั่นเอง

            “เหรอ ตรงนั้นที่สว่างมากๆ คือดาวเหนือ” เขาชี้ไปบนท้องฟ้า ผมมองตามปลายนิ้วนั้นก่อนเอ่ยขึ้น

            “มันเป็นดาวดวงเดียวที่รู้จักเพราะหาง่ายที่สุด”

            “ใช่” เจ้าตัวตอบก่อนจะร่ายความรู้ให้ฟังยาวเหยียด “แต่ในบางวันถ้าหามันไม่เจอก็ดูจากกลุ่มดาวหมีใหญ่หรือแคสสิโอเปียได้”

            “หมีใหญ่...” ผมพึมพำ

            “ใช่ M14 ในนั้นมีดาวเด่นๆ คือ PC 0832/676

            ไม่มีใครเคยพูดเรื่องนี้กับผมนอกจากไอ้หมีใหญ่ใน MSN แต่ทำไมอีหมอริวถึงได้รู้เรื่องนี้จังวะ ความสงสัยค่อยๆ จู่โจมทุกขณะ สมองเริ่มประติดประต่อเรื่องราวทุกอย่างเข้าด้วยกัน

            “ทำไมถึงรู้จัก PC 0832/676

            “เพราะมันเป็นดาวที่อยู่ไกลที่สุดในระนาบดาราจักร และกูชอบศึกษาอะไรที่มันเป็นที่สุดเสมอ” เริ่มใกล้เคียงละ แต่ยังไม่ปักใจเชื่อ

            “ริว ขอตัวแป๊บนะ” ไม่รอให้อนุญาตผมก็วิ่งไปหาไอ้เบิร์ดที่กำลังเต้นลืมตายอยู่บนฟลอร์ มันหันมามองหน้าแบบงงๆ ขณะที่ผมรัวคำถามใส่ไม่หยุด

            “เชี่ยเบิร์ดเรื่องแผ่นโปรแกรม MSN ของมึงอ่ะ มึงเคยเอาให้หมอริวมั้ย ถ้าให้แล้วตอนที่มึงถามว่าใครคือหมีใหญ่มึงตอบว่ายังไง”

            “สัดชยินเป็นห่าอะไรเนี่ย” มันโวยวายเมื่อผมขัดจังหวะ

            “ตอบก่อนสิวะ”

            “เออกูเอาแผ่นโปรแกรมให้มัน และตอนที่ถามมันก็บอกไม่รู้ จบยัง”

            บิงโก!! ต้องใช่แน่ๆ

            เนียนจังนะไอ้หมีใหญ่

            แถมตอนคุยเอ็มกันเมื่อคืนมันก็บอกด้วยว่ามีปาร์ตี้วันเกิด ไม่คิดไม่ฝันว่าความจริงแล้วมันไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย คนที่พยายามตามหามานานสุดท้ายก็ได้รู้แล้ว

            เหมือนยกภูเขาออกจากอกเลยว่ะ ต่อไปก็ไม่ต้องกังวลเรื่องตามตัวมันอีกแล้วในเมื่อรู้ว่ามันเป็นหมอ แถมยังเป็นมหาลัย B อย่างที่มันเคยบอกเอาไว้ด้วย เรื่องศิลปกรรมที่จบมาก็คงเป็นเรื่องโกหก

            ผมเดินผิวปากออกมาจากฟลอร์เต้น เห็นไอ้ยุคนั่งอยู่ตรงโซฟาเลยไปนั่งเบียดด้วย        

            “ทำอะไรอ่ะ”

            “ไม่มีอะไร ผมแค่หาอะไรอ่านนิดหน่อย”

            ผมขยับเข้าไปนั่งให้ใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น พยายามโน้มหน้าเข้าหาจอมือถือ แต่ไอ้ยุคกลับเบี่ยงมือหลบราวกับไม่เต็มใจจะให้ดู

            “มีความลับอะไร คุณบอกผมมาเลย”

            “แน่ใจเหรอว่าอยากฟัง”

            “ก็พูดมาสิ” ได้ยินเสียงถอนหายใจของคนข้างๆ ดังขึ้นมาเฮือกหนึ่ง ก่อนมือหนาจะเลื่อนมือถือไปมาแล้วเริ่มออกเสียงอ่าน

            “ร่างกายของผมราวกับถูกกระแสไฟฟ้านับร้อยโวลต์ช็อต ยามส่วนแข็งขึงแทรกเข้ามาในร่างกาย ยุคปล่อยผม อ๊ะอ๊ะ อาาาาาาา~

            หน้าของผมร้อนผ่าวหลังจากได้ยินประโยคสยิวนั้น

            ไอ้เหี้ยยยยยยยยยยย

            มีทุกอย่างยกเว้นความมั่นใจ

            “หยุด หยุดอ่านเดี๋ยวนี้!” ผมรีบเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์จากมือหนา ไอ้ยุคปล่อยให้ผมแย่งมาอย่างง่ายดายก่อนจะหัวเราะชอบใจ

            “ก็คุณบอกให้ผมเล่าให้ฟัง นี่ยังไม่จบเลยนะ”

            “เลวจริงๆ บอกว่าห้ามอ่านไง”

            “ก็คนเขียนแต่งมาแล้วไม่อ่านก็ดูจะแล้งน้ำใจกันไปหน่อย” ไม่รู้ว่าสีหน้าของผมตอนนี้เป็นยังไง แต่มันคงแดงก่ำมากเพราะรู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าว โกรธจนตัวสั่นอ่ะคิดดู

            “ลบออกจากมือถือเดี๋ยวนี้เลย”

            “อะไร ในเรื่องคุณก็เสนอให้ผมเอง มาถึงก็ขึ้นขย่มผมไม่หยุด นี่ยังมาใช้อำนาจสั่งลบอีกเหรอ ผมฟ้องปวีณาแน่”

            ปวีณาบ้านป้ามึงสิ!

            “โอ๋เด็กน้อย โกรธเหรอ” มันเอื้อมมือมาจับแก้มผม

            “ไม่ต้องมายุ่ง”

            “อ่ะ ต่อไปไม่อ่านแล้ว ไม่อ่านให้ได้ยิน”

            “ยังจะกวนตีนอีก”

            ผมลุกขึ้นเต็มความสูง ตั้งท่าจะตบกะโหลกแม่งให้ยุบแต่สุดท้ายก็จำต้องลดมือลงเมื่อไอ้หมอริวเดินเข้ามา ผมจึงโยนมือถือให้ไอ้ยุคแล้วเดินไปหาหมีใหญ่เพื่อสงบสติอารมณ์แทน

           

 

 

 

 

 

 

 

 

          เดี่ยวศตวรรษ...

            เดินไปแล้ว

            ผมไม่ได้ตั้งใจจะยั่วโมโห เออ ยอมรับก็ได้ว่าอยากแกล้งไม่คิดว่าชยินจะโกรธจริง แถมตอนนี้ยังทำหน้างอง้ำเดินไปหาเพื่อนที่เป็นเหมือนศัตรูของผมอีก

            ไอ้ริวเป็นเพื่อนสมัยมัธยมฯ ของผมแต่เรียนคนละห้อง จะเรียกว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมายังได้ มันเรียนสายวิทย์ ส่วนผมอยู่สายศิลป์ เราแข่งกันในทุกเรื่องตั้งแต่ ม.ต้น

            ตอนสมัครประธานนักเรียนก็แข่งกันสุดตัว เรื่องหน้าตาไม่ต้องพูดถึง เชือดเฉือน แต่ระดับมันสมองถือว่าห่างกันมาก ของมันชื่อพรรคเพื่อเธอ ของกูเหรอพรรคและผลไม้

            ห่า...แทบไม่มีใครกา

            “เด็กน้อยมึงแจ้นไปหาเขาแล้วนั่น เหมือนจะสนิทกันไวด้วยนะ” ฝ่ายกองกำลังเสริมเดินมาเย้ย

            ผมชูนิ้วกลางใส่ไอ้ท็อป แต่เจ้าตัวก็ดูไม่สะทกสะท้านเท่าไหร่นัก มันนั่งข้างผม เอื้อมมือมาตบบ่าปลอบใจแต่สีหน้าที่แสดงออกนั้นกลับเต็มไปด้วยความขบขัน

            กับไอ้ท็อปเราเพิ่งสนิทกันก็จริง แต่ความสัมพันธ์กลับไปได้เร็วเพราะไลฟ์สไตล์และเรื่องราวที่แลกเปลี่ยนกัน มันรู้แม้กระทั่งผมชอบชยินตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอในงานสัมภาษณ์ ซึ่งไอ้ท็อปเองก็พอจะรู้ มันเลยอาสาเป็นคนกลางคอยถามไถ่เรื่องของชยินผ่านไอ้เบิร์ดอยู่หลายครั้ง

            ทุกอย่างกำลังไปด้วยดีอยู่แล้วเชียว จนกระทั่งไอ้ริวโผล่มา

            ใครจะไปคิดว่าเบิร์ดจะรู้จักเพื่อนผมคนนี้ด้วย แถมยังพาชยินติดสอยห้อยตามมาอีกต่างหาก หวงโว้ยยยยยย

            “ชยินไม่ชอบมันหรอก” ผมเปรยนิ่งๆ

            “อดีตเดือนแพทย์เลยนะนั่น”

            “ก็แค่เดือนแพทย์”

            “เดือนดาวองก์ไม่มีสิทธิ์พูดแบบนี้นะครับ”

            ไอ้ท็อป มึง...

            ผมนั่งมองชยินกับไอ้ริวที่ยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้อง ในมือถือเครื่องดื่มไว้คนละแก้ว ทั้งพูดคุยและหัวเราะกันอยู่สองคนจนลืมไปเลยว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองอยู่ ซึ่งคนคนนั้นก็คือกูเอง...

            “เขามาแบบคูลๆ นิ่งๆ เลย เนี่ยมึงแพ้แล้วเนี่ย” ไอ้ท็อปยังไม่เลิกสำทับ

            “...”

            “แพ้ตั้งแต่เรียนหมอละ”

            เออว่ะ กูเล่นใหญ่ก่อน เขาแกรนด์โอเพนนิ่งทีหลัง แพ้เลย...

            “สินกำจะเอาอะไรไปสู้”

            “จับชยินมาฟิวส์ชั่นเลยมั้ย รวบหัวรวบหางไปก็จบเรื่อง” ดูคำแนะนำแต่ละอย่างของมัน ไม่ใช่ไม่อยากทำนะแต่ไม่สามารถทำได้ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ ขอเบอร์ ตามไปถึงห้อง ซื้อหนังสือไปให้ ยังคิดว่าไม่ชัดเจนพอเลยบอกชอบไปตรงๆ แต่สุดท้ายก็ถูกปฏิเสธ

            คนถูกปฏิเสธนะเว้ย จะให้ไปปล้ำเขาเหรอ

            “เลิกคิดเรื่องนี้ไปเลย กูยังจีบไหว”

            “นั่นหมอเลยนะ”

            “หมอแล้วไง สมองใหญ่กว่าคนอื่นแต่หัวใจมีแค่ครึ่งเดียว”

            “ไม่เหมือนมึงเนาะ หัวใจดวงใหญ่แต่สมองไม่หลงเหลือเลย” ก่อนไปสู้กับไอ้ริวกูขอต่อยปากไอ้ท็อปก่อนเถอะ นอกจากไม่ช่วยแล้วยังขัดขวางอีก

            แล้วนั่นอะไร มีสิทธิ์อะไรไปจับผมชยินวะ!

            การกระทำของทั้งคู่อยู่ในสายตาของผมตลอด แน่นอนความความอดทนจากการนั่งมองอยู่ตรงนี้ก็ใกล้จะหมดเต็มทน

            “ไปเลยมึง” ไอ้ท็อปเสนอ

            “ไปขัดขวางใช่มั้ย”

            “ไปใส่เกิบแล้วกลับบ้านซะ! มึงแพ้แล้วไอ้ยุค” ไม่ได้ช่วยอะไรเลยจริงๆ ผมตั้งท่าจะลุกขึ้นยืนแต่ก็ถูกไอ้ท็อปรั้งเอาไว้ให้อยู่กับที่ “ยุคมึงต้องใจเย็น ใจร้อนก็เสียหมด”

            “แล้วให้ทำไงวะ”

            “ดูไปก่อน พอชยินแยกกับมันมึงค่อยไปทำคะแนน แทรกพรวดเข้าไปแบบนี้มีแต่เสียกับเสีย”

            ผมยอมฟังคำแนะนำของเพื่อน เห็นมันหยิบมือถือขึ้นมาเลื่อนดูข้อมูลอะไรสักอย่างก่อนจะยื่นให้ผมดู

            “มีคนเอารูปไอ้ริวไปลงเพจเซ็กซี่บอย #หมอหล่อบอกต่อด้วย มันไม่เบาเลยนะ แต่มึงไม่ต้องห่วง เดี๋ยวกูช่วยปั่นกระแสมึงกับชยินในแท็ก YukYinCouple ให้ติดเทรนด์ไทยเลย”

            “ไปเลยให้ว่องๆ” นาทีนี้อย่ามาปฏิเสธ ในเมื่อแฟนคลับสร้างแท็กแล้วก็ควรแล่นเรือต่อ

            ผมนี่ได้ศัพท์นี้มาจากแท็กเลยนะ เรือยุคยินต้องไม่ล่ม พี่จะพาย ต่อให้เรือแตกพี่ก็จะว่ายน้ำไป

            แล้วนั่นอะไรวะ!

            ผมนั่งเกร็งไปทั้งตัว มองดูชยินที่ค่อยๆ หยิบมือถือออกมาจากกางเกง ส่วนไอ้ริวก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน มึงจะทำอะไร จะขอเบอร์เด็กน้อยกูเหรอ

            ได้แต่กัดฟันกรอดมองดูคนที่ชอบแลกเบอร์กับคนอื่น คุยกันอย่างสนุก หัวเราะอย่างไม่ถือตัว ซึ่งมันตรงข้ามกับสิ่งที่เขาเคยทำกับผมอย่างสิ้นเชิง

            บางทีความชอบของคนที่ไม่เคยจีบใครเลยก็เป็นแบบนี้แหละ

            “ท็อปกูตัดสินใจแล้ว”

            “ยอมแพ้เหรอ”

            “เปล่า แค่คิด”

            “...”

          “ต่อให้ชยินเลือกคนอื่น กูก็จะไปแย่งมา”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            สองวันหลังปาร์ตี้วันเกิดสิ้นสุด ผมไม่ได้แวะไปหาชยินที่ห้องอีก คืนนั้นเราไม่ได้คุยอะไรกันมากนอกจากคืนแจ็กเก็ตให้ผมแล้วแยกย้าย ไอ้ท็อปก็บอกให้ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งรีบร้อน

            ผมจึงใช้ช่องทางเดียวที่สามารถติดต่อกับชยินได้โดยที่เขาไม่รู้สึกอึดอัดนั่นคือ MSN แต่เหมือนบทสนทนาจะเริ่มแปลกขึ้นเรื่อยๆ ราวกับอีกฝ่ายล่วงรู้ตัวตนของผม แต่นั่นคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

            ช่วงบ่ายผมได้รับสายจากพี่สาวให้แวะเข้าไปที่ร้าน ผมพยายามปฏิเสธแต่เธอก็ร้องไห้ออกมาเลยต้องบากหน้าไปหาถึงที่

            พี่สาวของผมอายุมากกว่าผมสามปี เมื่อก่อนเราเจอกันแทบทุกวัน แต่ภายหลังจากเธอเปิดกิจการคาเฟ่ในมหาลัย ผมก็ไปหาเธอน้อยลงเพราะไม่อยากอยู่ในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน ดูเหมือนเจ้าตัวจะเข้าใจในจุดนี้แต่ก็มีหลายครั้งที่เอาแต่ใจตัวเอง ผมถึงต้องแวะเวียนไปหาเธออย่างน้อยก็เดือนละสามครั้ง

            “ยินดีตอนรับค่า อ้าวยุค!” เสียงแหลมเล็กของเธอยังคงเป็นเอกลักษณ์

            ผมก้าวเข้ามาในร้าน สวมหมวกแก๊ปและคาดแมสต์เหมือนทุกทีที่มา เพราะร้านของเธอไม่ค่อยมีช่วงคนบางตาเท่าไหร่ มาทีไรก็เต็มตลอดเลยไม่อยากให้ใครมาสนใจมากนัก

            “เป็นไงบ้าง” ผมถาม

            “คิดถึงแก วันนี้ลูกน้องไม่อยู่ช่วยเป็นเด็กเสิร์ฟให้วันนึงสิ”

            “เรียกมาใช้งานว่างั้นเถอะ”

            ผมถอนหายใจอย่างปลงตก

            คาเฟ่ของพี่ผมตั้งอยู่หน้าคณะเภสัชศาสตร์ ทั้งร้านทาด้วยสีเหลืองชนิดที่ว่าคนในมหาลัยไม่มีใครไม่สะดุดตา เดินเข้ามาด้านในก็จะพบกรอบรูปนับร้อยติดอยู่ตามฝาผนัง เป็นรูปศิลปินเกาหลีที่มีทุกวนบนโลกใบนี้

            เด็กมหาลัยเลยขนานนามร้านว่า คาเฟ่ติ่งแหล่งรวมติ่งทุกวงและทุกสายพันธุ์บนโลก ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมลูกค้าส่วนใหญ่จึงเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

            “อย่าเรียกว่าใช้งานสิ ให้เรียกว่าเช็กเรตติ้ง”

            “ไม่ต่างกันเหอะ”

            พี่ผมชื่อแยม แฟนเป็นคนเกาหลี แต่ใครอย่าเผลอเรียกชื่อแยมนะเพราะนั่นคืออดีตชาติ ตอนนี้ให้เรียกว่ายุน...ยุนอา แม่งสร้างตัวตนขึ้นมาเป็นไอดอลเฉย แต่ผมก็ไม่เคยขัดเรื่องนี้เพราะเป็นความชอบของเธอ

            “แล้วจะช่วยได้มั้ยล่ะ” เจ้าตัวถามอีก

            “ผมปฏิเสธพี่ได้ด้วยหรือไง”

            “ดีเลยๆ น้องรัก ผ้ากันเปื้อนอยู่หลังเคาน์เตอร์ ตอนทำงานก็ช่วยมีมารยาทด้วย ถอดหมวกและแมสต์ไปเสิร์ฟเครื่องดื่ม”

            “พี่ก็รู้ว่าผมไม่ชอบ”

            “แล้วแกเคยเอาชนะฉันได้มั้ย ไปเลย” ผมถูกไล่ให้เดินไปหลังเคาน์เตอร์ จัดการถอดหมวกและแมสต์ออกตามคำสั่ง จากนั้นจึงหยิบเอาผ้ากันเปื้อนสีเหลืองขึ้นมาสวม ก่อนพี่สาวผมจะเดินตามมาพร้อมกับนิตยสารเล่มหนึ่ง

            “พี่ชอบผมสีนี้” ว่าแล้วก็จิ้มนิ้วลงไปที่รูป

            “ก็ไปทำสิ”

            “ไม่ใช่ อยากให้แกทำ เห็นมั้ย ทำแล้วเหมือนเซฮุนเลยนะ”

            “ไปให้แฟนพี่ทำเถอะ”

            “แฟนฉันทำสีเดียวกับลีมินโฮแล้วย่ะ”

            “ผมไม่ทำ คราวก่อนก็บังคับให้ทำสีชมพู พี่จะบ้าเหรอ”

            “ทำไมเป็นน้องที่ใจร้ายอย่างนี้” ผมเดินหนี กะรับออเดอร์ลูกค้าเพื่อตัดรำคาญ แต่ก็ยังได้ยินเสียงครางอือตามหลังมาไม่ห่าง “อันเดว~ คิมยุค กลับมาหานูน่าของเธอก่อนนนนนนน”

            จะบ้าตาย...

            “ฮื้ออออแก เด็กเสิร์ฟ”

            เหมือนหนีเสือปะจระเข้ ผมเดินมารับออเดอร์ลูกค้า ทุกคนเหมือนจะจ้องผมไม่กะพริบแถมยังซุบซิบกันเสียงดัง มันทำให้รู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย

            “รับอะไรดีครับ”

            “มีอะไรแนะนำบ้างคะ” ผู้หญิงหน้าตาน่ารักเอ่ยถาม

            “มีตามเมนูครับ ไม่รู้อะไรอร่อยบ้าง”

            “ยุคคคคค ไม่กวนตีนลูกค้า อร่อยทุกอย่างเลยค่ะน้องๆ เมนูสุดฮิตคือบิงซูสตรอเบอร์รี่ค่ะ ถ้าสั่งครบสิบครั้งหนูจะได้พวงกุญแจอปป้าไปหนึ่งอันเลยนะคะ”

            พี่สาวผมแทรกขึ้น เธอมีความป็นมิตรกับทุกคนซึ่งตรงข้ามกับผมที่จะเลือกแค่คนที่อยากแคร์

            “จริงเหรอคะ งั้นบิงซูสตรอเบอร์รี่แล้วกันค่ะ”

            ผมจดเมนูตามที่ลูกค้าสั่งแล้วเดินไปยื่นให้กับคนที่ยืนรอตรงเคาน์เตอร์ พี่สาวผมมีหน้าที่ทำ ส่วนผมก็เสิร์ฟ สักพักโดนไล่ให้ถูพื้น เบื่อนะ แต่ทำอะไรไม่ได้

            “ยินดีต้อนรับค่า” พี่แยมหันไปบอกคนมาใหม่ ขณะสองมือสาละวนอยู่กับการทำเมนูให้ลูกค้า

            ผมหันไปยังประตู เห็นร่างโปร่งที่คุ้นตาเดินเข้ามากับอริเก่าแล้วรู้สึกเหมือนถูกค้อนทุบที่หัวอย่างหนัก ได้แต่มองตามการเคลื่อนไหวของทั้งคู่ที่กำลังหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ที่ว่างอยู่

            ชยินมากับไอ้ริว

            รู้สึกแพ้ขึ้นมาเลยว่ะ

            “มัวแต่ยืนทำอะไรอยู่ยุค ไปรับออเดอร์ลูกค้าสิ” ผมพยักหน้าเข้าใจ สืบเท้าเข้าไปหาอีกฝ่าย ชยินที่ตอนแรกไม่ได้สนใจอะไรเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยสีหน้าตื่นตกใจ คงไม่คิดว่าจะมาเจอกันที่นี่มั้ง

            “คุณ” และนี่คือคำทักทายแรกจากเด็กน้อย

            “ไง มาทำอะไรแถวนี่เนี่ย” ผมพยายามอย่างมากที่จะไม่แสดงอาการ

            “ผมแวะมาหาริวที่โรงบาล คุณล่ะมาทำอะไร”

            “นี่ร้านพี่สาวผม”

            “อ๋อ”

            “สั่งอะไร” ผมรีบตัดเข้าประเด็น ไม่แม้แต่จะทักไอ้ริว รู้ว่ามันก็คงเขม่นผมอยู่เหมือนกัน เราเป็นเพื่อนกันก็จริงแต่ขออย่าให้ลงสนามแข่ง เพราะท้ายที่สุดแล้วความสัมพันธ์ที่ชื่อว่าเพื่อนคงพังลงแน่ๆ

            ตอนนี้ก็เริ่มเกลียดไอ้ริวแล้วเนี่ย แล้วดูมัน

            กระเป๋าตังค์แพงต้องเอามาวางไว้บนโต๊ะ วางไว้ตรงอื่นไม่ได้พ่องตาย

            “งั้นผมเอาช็อกโกแลตร้อน”

            “กูขอคาปูชิโน่เย็นแล้วกัน”

            ผมจรดปากกาลงบนกระดาษลวกๆ แล้วผละออกไปอย่างรวดเร็ว หวงนะแต่ก็รู้ว่าไม่มีสิทธิ์นั้น

            “ยุคๆ น้องที่นั่งอยู่กับหมอริวตรงนั้นใช่คู่จิ้นเราในทวิตหรือเปล่า หน้าคุ้นมาก น้องชยินใช่มั้ย” พี่สาวผมพูดเสียงดังจนคนทั้งร้านหันมามอง แม้แต่คนถูกพาดพิงก็มีสีหน้างุนงงไปด้วย

            “เบาหน่อยน่า”

            “กรี๊ดดดดดดดด ใช่แล้ว น้องชยินค้า นี่พี่สาวยุคเองนะคะ พี่ฝากด้วยนะ เขาไม่เคยชอบใครมาก่อนเลย”

            เชี่ยอะไรวะเนี่ย

            ผมสบถอยู่ในใจ ก่อนระรอกคลื่นใหญ่จะค่อยๆ ก่อตัว เพราะสาวๆ ในร้านเริ่มจับกลุ่มคุยดังขึ้น หลายคนหยิบมือถือขึ้นมาแอบถ่ายซึ่งผมดันเห็นการกระทำเหล่านั้นทุกอย่าง

            “เอ่อ...ครับ” ชยินเองก็ดูเหมือนจะตอบกลับแบบงงๆ

            “ไม่ต้องไปฟังเขาหรอก พี่เองก็ไปทำเครื่องดื่มให้ลูกค้าได้แล้วน่า”

            แยมทำหน้าไม่พอใจ แต่ก็ยอมเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์อย่างง่ายดาย ระหว่างนี้เริ่มมีนิสิตในร้านเดินเข้ามาขอถ่ายรูปผมอยู่หลายครั้ง หนักสุดก็กลุ่มนี้แหละ...

            “พี่ยุคคะ ขอถ่ายรูปคู่กับพี่ชยินได้มั้ยคะ”

            “เขาคงไม่สะดวกมั้งครับ”

            “งั้นเดี๋ยวหนูขอพี่ชยินก่อน ถ้าได้พี่จะมาถ่ายได้มั้ยคะ”

            “ครับ”

            ไวปานแสง รุ่นน้องคนนั้นปรี่ไปที่โต๊ะของเด็กน้อย สักพักก็ส่งเสียงกรี๊ดออกมาด้วยความดีใจ เธอเดินกลับมาลากผมไปที่โต๊ะของชยินแล้วยกมือถือขึ้นมา

            “พี่นั่งข้างกันเลยค่ะ พี่หมอริวคะขอรบกวนแป๊บนึงนะคะ” ไอ้ริวพยักหน้า ส่วนผมกับชยินก็นั่งตัวแข็ง ไม่รู้จะพูดอะไรกัน

            “พี่ยุคกับพี่ชยินทำมินิฮาร์ทได้มั้ยคะ”

            โอเค ทำก็ทำ

            “ทำมือรูปตัวแอลด้วยค่ะ”

            เป็นครั้งแรกที่ผมยอมทำอะไรบ้าบอแบบนี้ อาจเพราะคนที่อยู่ข้างๆ เป็นชยินล่ะมั้ง

            เพราะเป็นเขา ผมถึงยอมได้ทุกอย่าง

            “ขอบคุณมากเลยค่ะ อยากจะบอกว่าเพื่อนหนูชื่อมิ้ง เขียนฟิคที่พี่ชยินท้องได้ค่ะ ดังมากเลยนะคะ” ผมหันไปมองหน้าคนเคียงข้าง ดูเหมือนตอนนี้ชยินพร้อมจะร้องไห้แล้ว

            ด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ เลยต้องพูดกับรุ่นน้องตรงหน้าเสียงเข้ม

            “ไหน คนไหนเขียนฟิคเกี่ยวกับพี่”

            น้องที่ยืนหลบอยู่หลังเพื่อนกลัวหงอ ตัวสั่นเหมือนทำอะไรไม่ถูก แม้แต่พูดก็ยังตะกุกตะกักเต็มที

            “พี่คะหนูขอ..ขอโท...

            “พี่ชอบมาก แต่งได้ดี รออ่านตอนต่อไปอยู่นะครับ”

            “แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยย”

            ปุ้ง!!

            วินาทีนั้น หู....ดับ!

            กว่าร้านจะกลับสู่สภาวะปกติก็กินเวลาไปหลายสิบนาที พวกนิสิตปล่อยให้เราได้มีเวลาส่วนตัว ผมเลยช่วยพี่สาวทำงานได้คล่องมือขึ้น แต่ระหว่างนั้นก็ยังหันกลับไปมองชยินกับไอ้ริวไม่หยุด ครึ่งชั่วโมงให้หลังทั้งคู่ก็เดินมาจ่ายเงินตรงเคาน์เตอร์

            “ทั้งหมดหกสิบบาทครับเป็นค่ากาแฟ ส่วนช็อโกแลตร้อนฟรี”

            “อะไรคุณ” ชยินแย้งขึ้นมา

            “คุณไม่ต้องจ่าย พี่สาวผมเลี้ยง” จริงๆ ไม่ใช่หรอก กูเอง

            “ของซื้อของขายน่า”

            “ไว้คราวหน้าถ้าแวะมาค่อยจ่ายก็ได้”

            “งั้นเหรอ”

            “เดี๋ยวออกไปรอข้างนอกนะ” ไอ้ริวพูดแทรก หยิบเงินจากกระเป๋าออกมาจ่าย ผมคิดเงินและยื่นใบเสร็จให้มันทันที ไอ้หมอเดินออกไปก่อน มีแค่เด็กน้อยเท่านั้นที่ยืนอยู่ตรงหน้า

            “ไม่เคยรู้เลยว่าพี่สาวคุณมีร้านอยู่ที่นี่” เจ้าตัวพูด

            “ไม่เคยรู้เลยเหมือนกันว่าสนิทกับไอ้ริว ออกมาเจอกันทุกวันเลยเหรอคุณ”

            “ใช่ที่ไหน เพิ่งออกมาวันนี้ พอดีว่าง”

            “เหรอ แต่คุณสองคนเข้ากันดีนะ” มันเป็นความรู้สึกหวง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทั้งคู่เข้ากันได้ดีจริงๆ คงตั้งแต่คืนวันเกิดนั้นแล้วมั้ง

            “สองวันนี้คุณไม่มาที่ห้องผมเลย” น้ำเสียงนั้นแผ่วลงเรื่อยๆ

            จะน่ารักไปถึงไหนวะชยิน แค่นี้ก็จะบ้าตายอยู่แล้ว

            “ก็กลัวคุณจะอึดอัดน่ะ”

            “...”

            “ยิ่งคุณฮอตแบบนี้ผมคงไม่มีอะไรไปแข่งกับคนอื่นหรอก”

            ดวงตากลมเบิกกว้าง ปากบางนั้นขบเม้มเบาๆ เหมือนต้องการจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็บังคับมันเอาไว้ นานเหมือนกันที่เราไม่พูด สุดท้ายชยินก็ยอมเอ่ยออกมา

            “แล้วทำไมต้องแข่ง”

            “ฮะ”

          “ทำไมต้องแข่ง อยู่เฉยๆ คุณก็สู้คนอื่นได้อยู่แล้ว”

            ตุบ!

           ตุบ

           ตุบ

            ไม่รู้ว่าทำไมคนเด๋อๆ อย่างชยินถึงพูดประโยคนี้ออกมาก แต่มันทำให้ใจผมตก ตกไปอยู่ในกำมือของคุณแล้ว

            “เดี๋ยวผมกลับก่อนนะ”

            “ชยินอย่าเพิ่งไป”

            “มีอะไรหรือเปล่า”

            “รอผมแป๊บนะ จะรีบไปกดเงินมาให้!!

            ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเปย์ด้วยเงินเนี่ยแหละแม่ง น่ารักซะขนาดเนนนนนนนน้

 

 

 

 

เอ่อ...พี่พระเอกคะ
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่ามองคนที่ภายนอกค่ะ
ตามให้กำลังใจพี่พระเอกเขาด้วยนะคะ 
#mเอส

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.784K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,710 ความคิดเห็น

  1. #3654 rattanalak44 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 09:58
    ชยินกำลังเข้าใจผิดเรื่องหมีใหญ่น๊า. ยุคสู้ๆ😅
    #3,654
    0
  2. #3627 May Ling Pcm (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 17:16
    ก้ไม่ได้ชอบ แค่ไม่มาหาก้คิดถึงแค่นั้นเอ๊งงงง
    #3,627
    0
  3. #3602 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 12:40

    หวงจริงอะไรจริง น่าสงสาร

    Take care คับ

    #3,602
    0
  4. #3569 pui101127 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 09:01
    ชยินนนน คิดถึงก็บอกตรงๆ อ้ายยยยเขิลลลล
    #3,569
    0
  5. #3552 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 22:59
    ชยินลู้กกกกกกกกกกก กู้ดดดดดบอยยยยยยย
    #3,552
    0
  6. #3551 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 22:54
    แส้ยบบบบบที่สุดดดดดด
    #3,551
    0
  7. #3528 Saaree6612 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 04:38
    อร้ายยยย น้องยินนนน
    #3,528
    0
  8. #3523 iko_nuch (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 14:45
    น่าร้ากกก
    #3,523
    0
  9. #3507 Londar (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 04:30
    โอ๊ยยยุคโคดน่ารักกก
    #3,507
    0
  10. #3458 Jolly CCP (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 11:32
    ไม่ตรงปกอย่างแรง
    #3,458
    2
    • #3458-1 Wrightdevil(จากตอนที่ 8)
      10 เมษายน 2563 / 20:30
      ถ้าหมายถึงชื่อเรื่อง เราว่ามันก็ตรงนะ เพราะMSNทำให้ชยินกับยุครู้จักกัน ถึงชยินจะไม่รู้ว่าเป็นยุค เเต่ยุครู้ว่าเป็นชยิน ถ้าไม่เจอกันในMSNยุคอาจจะไม่กล้าเข้าไปคุยกับชยินด้วยซ้ำนะเราว่า
      #3458-1
    • #3458-2 Navaporn-b(จากตอนที่ 8)
      12 พฤษภาคม 2563 / 18:00
      มันก็ตรงนะ5555
      #3458-2
  11. #3439 Masxy (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 09:36
    ยุคน่ารักมาก

    หล่อกวนตีน ฮา แถมยังเปย์เก่ง. ฟินมากๆๆ
    #3,439
    0
  12. #3426 Deuxnxay (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 19:05
    เอ็นดูเขานคะ ...5555 สู้เขาลูกหมีใหญ่
    #3,426
    0
  13. #3410 Stampzzz (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 22:57
    ตายๆๆๆฉันตาย ชยินน่ารักมาก
    #3,410
    0
  14. #3386 Real_PCRP (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 03:05
    ตายยยยย แดดิ้นเลยค่ะ
    #3,386
    0
  15. #3360 aratre (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 20:25
    เด็กน้อยตกหมีใหญ่อีกแล้ว
    #3,360
    0
  16. #3356 PINKYYY_Y (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 มีนาคม 2563 / 15:23
    น่าร้ากก
    #3,356
    0
  17. #3334 KETLY (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:22
    อะไรก็ไม่สุขในเท่าเจอน้องงุนในนิยายไรท์ ร้ากกดดด
    #3,334
    0
  18. #3320 kaim123456 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 / 14:19
    ชยิ๊นนนนนน มาให้หอมหัว
    #3,320
    0
  19. #3307 Midories (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:39
    น้อนชยิน รักแท้แพ้เงินทอง งื้อออ
    #3,307
    0
  20. #3293 aemly (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:13

    5555มาสายเปย์แล้ว

    #3,293
    0
  21. #3274 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:44
    รู้แล้วว่าจ้าว่ารวยย เปย์เก่งงง
    #3,274
    0
  22. #3263 ssorunn (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 มกราคม 2563 / 11:04
    เปย์เขาหน่อยค้าบ 55555555
    #3,263
    0
  23. #3253 MCVL (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 17:33
    55555555น่ารักๆๆๆๆ
    #3,253
    0
  24. #3242 เจ้าหมีขาว (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 มกราคม 2563 / 19:51
    มันได้ว่ะ เปย์ด้วยเงิน5555
    #3,242
    0
  25. #3221 ThkTheks (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 01:56
    โอ้ยยยย บ้าเอ๊ยยยยย ริวก็คือเหมือนโชคเข้าข้างอะ ส่วนเด็กก็คือเด็ก หมีใหญ่ไม่ใช่ริวค่ะลูกกกกกก แง้
    #3,221
    0