ภารกิจรัก ละลายหัวใจ (สำนักพิมพ์ Happy Banana)

ตอนที่ 6 : ความรักที่ยังไม่ลงตัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 114
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    8 ก.ย. 56

บทที่ 6

 


            วิศว์เบิกตากว้างเมื่อได้ยินในสิ่งที่ภาวัชเอ่ยออกมา เป็นอย่างที่เขาสันนิษฐานเอาไว้ กรณิชกับพี่ชายเขารู้จักกันมาก่อนหน้าแถมยังรู้จักชนิดถึงขั้นลึกซึ้งเสียด้วย


                “แล้วพี่ยังรักเธออยู่หรือเปล่า” ถามเพราะตัวเขาเองก็รู้ดีว่าการแต่งงานระหว่างภาวัชและพลอยชมพูไม่ได้เกิดขึ้นจากความรัก หากแต่เป็นการคลุมถุงชนตามประเพณีโบราณที่แสนจะล้าหลังเท่านั้น ภาวัชในตอนนั้นขัดคำสั่งผู้เป็นมารดาไม่ได้เพราะถูกขู่ว่าจะตัดแม่ตัดลูกหากเจ้าตัวไม่ยอมแต่งงานกับผู้หญิงที่มารดาเป็นคนเลือกให้ และผู้หญิงคนนั้นก็คือพลอยชมพู...อดีตคนรักที่ลืมไม่ลงของวิศว์


                ภาวัชถอนหายใจกับคำถามนั้น ก่อนจะยอมรับออกมาตรงๆว่าเขาเองก็ยังคงรู้สึกดีกับกรณิชอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง


                “แล้วพลอยล่ะ พี่เอาไปไว้ที่ไหน ตอนนี้พลอยเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฏหมายของพี่นะ” วิศว์ไม่เคยบอกผู้เป็นพี่ชายเรื่องที่ตนเคยเป็นคนรักเก่าของพลอยชมพูเหมือนกับที่อีกฝ่ายไม่เคยเล่าเรื่องความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างตัวเองกับกรณิชให้เขารับรู้ ส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาไม่อยากเล่าและไม่คิดจะเล่าเรื่องของตนเองกับพลอยชมพูให้คนตรงหน้าฟัง เป็นเพราะว่าเขาไม่อยากกระอักกระอ่วนใจไปมากกว่านี้ ถ้าหากภาวัชรู้เรื่องนี้ เขาคงจะมองหน้าพี่ชายไม่ติดเพราะไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นแฟนเก่าของภรรยาพี่ชายตัวเอง โดยเฉพาะที่เยื่อใยรักที่มีต่อพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถตัดให้ขาดสนิทได้


                “บางทีคนที่เรารักอาจไม่ใช่คนที่เราจะต้องอยู่ด้วยไปตลอดทั้งชีวิต” วิศว์เข้าใจความหมายในประโยคนี้ได้ไม่ยากถึงแม้ตนจะไม่ค่อยแตกฉานในภาษาไทยเท่าใดนัก


                “กรณิชล่ะ เธอยังรักพี่อยู่หรือเปล่า” พูดออกไปวิศว์ก็ยังนึกแปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมจะต้องไปอยากรู้เรื่องของผู้หญิงจอมเย็นชาหน้าน้ำแข็งคนนั้นด้วย


                อาการส่ายหน้าของผู้เป็นพี่ชายทำให้วิศว์ลอบระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ยังดีหน่อยที่กรณิชไม่คิดจะสานสัมพันธ์กับพี่ชายของเขาต่อโดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าภาวัชเองก็แต่งงานมีครอบครัวแล้ว หล่อนยังมีจิตสำนึกไม่เหมือนกับผู้หญิงบางคนที่ชอบยกเหตุผลที่เรียกว่าความรักมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายชีวิตครอบครัวของคนอื่นให้ย่อยยับลงไปกับมือ ยังดีหน่อยที่ยายนั่นก็ยังรู้ว่าอะไรควรไม่ควร  วิศว์คิดในใจ


                “เรื่องระหว่างพี่กับหนึ่งมันจบลงไปแล้วล่ะ” จบลงไปในวันที่เขาตัดสินใจบอกเลิกกับเธอ ภาวัชยังจำภาพวันนั้นได้อย่างแม่นยำราวกับเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ตอนที่เขาบอกเลิกและอธิบายเหตุผลให้ฟัง หญิงสาวไม่ได้ร้องไห้หรือมีน้ำตาให้เห็นแม้แต่หยดเดียว เธอรักษาสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งที่ทำให้เขาเจ็บแปลบไปทั้งหัวใจ


                “ครอบครัวของคุณต้องสำคัญมากกว่าผู้หญิงอย่างหนึ่งอยู่แล้ว ทำตามที่คุณแม่ท่านบอกเถอะค่ะ เพราะมันจะทำให้หนึ่งได้รู้ว่าตัวเองเลือกรักคนไม่ผิดจริงๆ”


                กรณิชอาจจะตัดใจได้ตั้งนานแล้ว หญิงสาวอาจจะทำใจได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้ตัดสินใจเอ่ยประโยคนั้นกับเขา ส่วนเขาล่ะ...ถึงแม้จะแต่งงานแล้วแต่เขาไม่เคยลบเธอออกจากหัวใจได้เลย


                เรื่องระหว่างเขากับกรณิชมันจบลงแล้วจริงๆน่ะเหรอ?  เป็นคำถามที่ภาวัชเฝ้าถามตัวเองอยู่ตลอดเรื่อยมาแต่ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้อยู่ดี

 



                พลอยชมพูใช้มือดันประตูห้องทำงานที่กำลังแง้มอยู่ให้ปิดลงอย่างแผ่วเบา ดวงหน้างดงามไม่มีรอยยิ้มประดับเอาไว้เหมือนเช่นในตอนขามา ตรงข้ามกลับมีร่องรอยของความหม่นเศร้าเข้ามาแทนที่ หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะค่อยๆเคลื่อนกายออกมาจากตรงนั้นอย่างเงียบเชียบ เธอไม่อยากให้บุคคลในห้องรู้ว่าเธอบังเอิญมาได้ยินในสิ่งที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะทำหน้าอย่างไรในเมื่อผู้เป็นสามีที่ถูกต้องตามกฎหมายเพิ่งจะยอมรับออกมาตรงๆว่ายังไม่ลืมผู้หญิงที่เป็นรักครั้งเก่าคนนั้น กรณิช


                ตอนแรกเธอตั้งใจจะเอานมอุ่นๆมาให้ภาวัชเพราะเห็นช่วงนี้เขาต้องทำงานดึกทุกวัน แต่ตอนที่กำลังจะเคาะประตู เธอได้ยินเสียงวิศว์กับภาวัชกำลังพูดคุยอะไรบางอย่าง และมันก็มีชื่อของเธอไปเกี่ยวข้อง ด้วยความอยากรู้เธอจึงหยุดฟังก่อนจะพบว่าเรื่องบางอย่าง บางทีการไม่รับรู้เลยจะเป็นการดีเสียกว่า


                ตั้งแต่แต่งงานกันมา ไม่เคยมีสักครั้งที่ภาวัชจะนึกรักเธออย่างที่เขาสมควรจะรักในฐานะภรรยา สามีของเธอไม่เคยตัดใจจากผู้หญิงคนนั้น น่าสมเพชเหลือเกินที่เธอเองกลับเป็นฝ่ายหลงรักเขา...ไปทั้งหัวใจ พลอยชมพูปล่อยให้น้ำใสๆไหลรินจากดวงตากลมโตเงียบๆ


                “ผมนึกว่าคุณนอนหลับไปแล้วเสียอีก” ภาวัชถามเมื่อเปิดประตูห้องนอนเข้ามาพบว่าภรรยาที่สมควรจะเข้านอนไปแล้ว กลับยังนั่งนิ่งอยู่ที่ปลายเตียงนอนหลังกว้าง


                “กำลังจะเข้านอนแล้วล่ะค่ะ” พลอยชมพูไม่กล้าบอกไปตรงๆว่าเธอรอเข้านอนพร้อมกันกับเขา เหมือนภาวัชจะรู้ แต่ชายหนุ่มก็เลือกที่จะไม่พูด


                “เข้านอนดึกระวังจะเสียสุขภาพนะ” ถึงแม้ภาวัชจะไม่ได้นึกรักหล่อนในฐานะภรรยา แต่น้ำเสียงที่ใช้ยังคงเจือไว้ด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนไม่น้อย


                “ช่วงนี้งานที่บริษัทเยอะเหรอคะ พลอยเห็นคุณทำงานดึกทุกวัน” พลอยชมพูถามขณะเดินอ้อมไปทางเตียงนอนฝั่งของเธอแล้วคลี่ผ้าห่มออก ภาวัชตอบรับในลำคอก่อนจะเอนตัวลงบนเตียงเช่นกัน


                “ช่วงนี้ผมกำลังทำโปรเจ็คส์เตรียมงานสำหรับปีหน้าอยู่ อาจจะไม่ค่อยได้ดูแลคุณมากนัก ขอโทษนะพลอย” ภาวัชพูดออกมาจากใจ ถึงแม้การแต่งงานระหว่างเขากับพลอยชมพูจะไม่ได้เกิดขึ้นจากความรัก แต่เขาก็เคยสัญญากับบุพการีของของอีกฝ่ายแล้วว่าจะดูแลเธอให้ดีที่สุด ช่วงนี้เขาก็งานยุ่งจนแทบกระดิกตัวไปไหนไม่ได้ เขากลัวหญิงสาวจะเหงาและคิดว่าเขาไม่เอาใจใส่เธออย่างที่ควรจะเป็นเหมือนเช่นดังแต่ก่อนที่แต่งงานกันใหม่ๆ


                “ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ พลอยเข้าใจ”


                “ถ้าอย่างนั้นก็นอนเถอะ ผมง่วงแล้วล่ะ” ภาวัชเอื้อมมือไปกดปิดสวิตซ์โคมไฟหัวเตียงทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความมืด


                พลอยชมพูยังนอนลืมตาโพลง หญิงสาวเหลียวมองใบหน้าคมสันของชายผู้เป็นสามีที่เริ่มเข้าสู้ห้วงนิทราอย่างรวดเร็วเพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน ตั้งแต่เธอแต่งงานกับภาวัช ชายหนุ่มดูแลและให้เกียรติเธอเป็นอย่างดี ตอนแรกเธอไม่คิดว่าตัวเองจะทำใจยอมรับสภาพการถูกคลุมถุงชนแบบนี้ได้ เพราะตอนนั้นเธอรู้สึกเจ็บปวดเหลือเกินที่จะต้องตัดใจจากวิศว์ ชายหนุ่มคนรักที่คบหากันมานาน แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆวันแล้ววันเล่า ความอบอุ่นแสนดีของภาวัช มันก็เริ่มละลายให้หัวใจด้านชาของเธอค่อยๆเปิดประตูรับเขาเข้ามาจนเต็มหัวใจ แทนที่ภาพของวิศว์ที่เลือนหายไปช้าๆเหลือเพียงแต่ความทรงจำและมิตรภาพอันงามงามในวันคืนเก่าๆเท่านั้น แต่ภาวัชไม่เคยรู้ความจริงข้อนี้ สำหรับภาวัชเธอก็เป็นแค่ภรรยาในนามที่ไม่ได้มีดีไปกว่าการมีหน้าที่เป็นเพียงคู่ควงของเขาเวลาออกงานสังคมต่างๆ อย่างมากก็เป็นแค่น้องสาวที่เขาอาจจะรู้สงสารหรือเอ็นดู ไม่เคยมีอย่างอื่นมากเกินกว่านั้น โดยเฉพาะ...ความรัก


                น้ำตาของพลอยชมพูเอ่อท้นเต็มหน่วยตาอีกครั้ง หญิงสาวกลั้นก้อนสะอื้นแข็งๆลงคอ เพราะกลัวเสียงดังจะทำให้คนข้างกายตื่นขึ้นมา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอนอนร้องไห้ และก็คงจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายถ้าหากภาวัชยังคงมองผ่านความรู้สึกของเธอไปแบบนี้เรื่อยๆ พลอยชมพูมั่นใจ

 



                เลยเวลาเลิกงานมาตั้งนานแล้ว แต่วิศว์ก็ยังไม่ขยับจากโต๊ะทำงานที่ตนนั่งอยู่ ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววเคร่งเครียดกับสารพัดข้อมูลในจอคอมพิวเตอร์เบื้องหน้า วันนี้เป็นวันครบกำหนดที่ทางฝ่ายข้อมูลจะส่งข้อมูลตัวเลขต่างๆมาให้เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถัดจากนี้ไปอีกสองวัน จะเป็นการประชุมย่อยเพื่อสรุปภาพรวมสถานการณ์รายเดือนกับบรรดาผู้บริหาร และเนื่องจากตอนนี้ทุกคนในทีมต่างกำลังคร่ำเคร่งกับงานวิจัยชิ้นใหม่ที่จะต้องเร่งทำให้เสร็จตามกำหนดเวลา ดังนั้นหน้าที่การวิเคราะห์ภาวะรายเดือนนี้จึงตกเป็นงานของเด็กใหม่ในทีมอย่างวิศว์โดยไม่ต้องสงสัย


                 ตอนแรกที่กรณิชสั่งงานนี้ เขาพยายามประท้วงเพราะคิดว่างานนี้มันหนักเกินไปแล้วสำหรับพนักงานฝึกหัดเช่นตน แต่กรณิชก็บอกว่าจะให้ธีธัชช่วยดูให้อีกแรง เนื่องจากนี่เป็นงานรับผิดชอบเดิมของชายหนุ่ม แต่วิศว์ก็ไม่คิดว่าธีธัชจะยอมช่วยตนนักหรอกในเมื่ออีกฝ่ายดูท่าทางไม่ค่อยชอบหน้าเขาอย่างกับอะไรดี


                เมื่อปฏิเสธไม่ได้ วิศว์เลยต้องจำใจทำด้วยความหงุดหงิด ข้อมูลสถิติสารพัดสารเพกำลังจะทำให้ชายหนุ่มเกือบจะกุมขมับด้วยความบ้าตาย ทุกอย่างจะต้องถูกอัพในฐานข้อมูลกลางของทีมให้เสร็จสิ้นภายในวันนี้ และนี่เขาเองก็ยังทำไม่ถึงไหนเลยด้วยซ้ำ แถมลึกๆวิศว์เองก็ค่อนข้างแน่ใจว่าถ้าหากไม่มีคนช่วย งานคงไม่มีทางเสร็จภายวันนี้แบบที่กรณิชต้องการง่ายๆ ชายหนุ่มเหลือบตามองธีธัชที่กำลังนั่งไขว้ห้างหยิบขนมมากินอย่างสบายอารมณ์โดยไม่ได้สนใจติดตามงานที่เขากำลังทำอยู่แม้แต่น้อย ทั้งๆที่ผู้เป็นเจ้านายเองก็สั่งแล้วว่าธีธัชจะต้องช่วยเขาทำงานชิ้นนี้ด้วย


                “อันนี้ต้องดึงข้อมูลจากแหล่งไหนเหรอ” วิศว์พยายามสะกดอารมณ์ในใจเมื่อเห็นท่าทางยียวนที่ธีธัชมองตอบกลับมา แต่คงจะไม่เท่าคำพูดของฝ่ายนั้นที่ทำเอาวิศว์อยากจะเตะให้เลือดกบปากเสียจริง


                “สอนไปตั้งหลายรอบแล้วนายก็ลองใช้สมองคิดเองบ้างสิ หรือว่าสมองมีเอาไว้ใช้ประโยชน์แค่คั่นหูวะ” ธีธัชหัวเราะเสียงต่ำๆ วิศว์กำปากกาในมือแน่นและออกแรงบีบจนแทบหักคามือ ดวงตาสีน้ำตาลที่มองไปยังธีธัชฉายไว้ด้วยความไม่พอใจอย่างชัดเจน เขาถามดีๆแต่อีกฝ่ายกลับมากวนโมโหแบบนี้ นี่ถ้าไม่ติดว่ากลัวจะมีเรื่องในออฟฟิสพี่ชาย เขาไม่ปล่อยให้ไอ้ปากดีธีธัชลอยหน้าลอยตาแบบนี้แน่


                “พูดแรงไปหรือเปล่าธี” วารีญาเองก็ได้ยินในสิ่งที่ธีธัชพูดกับวิศว์ ถึงแม้ประโยคถัดมาธีธัชจะแก้เป็นว่าชายหนุ่มกำลังพูดล้อเล้นแต่ ณ จุดนี้ทำเอาคนฟังถึงกับหัวเราะไม่ออก


                “โทษทีนะวิศว์ ฉันก็แค่แซวเล่นๆน่ะ” ธีธัชตบไหล่วิศว์หนักๆ แต่สีหน้าของคนพูดไม่ได้มีแววพูดเล่นเลยแม้แต่น้อย วิศว์ขบกรามแน่นพยายามไม่สนใจธีธัช ในเมื่อไอ้หน้าตี๋หน้าตาเหมือนเต้าหู้ยี๊โดนทุบช่วยอะไรเขาไม่ได้ เขาถามเอาจากคนอื่นน่าจะเป็นการดีเสียกว่า และเป้าหมายอันดับแรกของเขาก็คือวราลีที่กำลังนั่งส่องกระจกแต่งเสริมเติมหน้าอยู่ไม่ไกลนัก


                วราลีรีบเดินมาหาวิศว์ทันทีที่อีกฝ่ายเรียก แต่เมื่อรู้ว่าวิศว์เรียกเพื่อจะมาถามเรื่องงาน หญิงสาวก็ทำหน้าละเหี่ยใจ แต่ในที่สุดก็ยอมสอนให้แต่โดยดี เพราะอย่างน้อยการสอนงานถึงแม้จะน่าเบื่อไปบ้างแต่ถ้าแลกกับการได้นั่งพูดคุยฉอเลาะใกล้ๆกับชายหนุ่มสมาร์ทแมนแอนด์แฮนซั่มอย่างวิศว์ เธอก็ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่พอจะรับได้อยู่


                “มาค่ะ เดี๋ยววราช่วยพี่วิศว์เอง” วราลีเลื่อนเก้าอี้มานั่งแล้วทำท่าจะเบียดตัวเข้ามาใกล้ แต่วิศว์รู้ทันรีบผละตัวออกห่างเล็กน้อย ชายหนุ่มยิ้มนิดๆ


                “ถ้างั้นวราช่วยดูตรงนี้ให้หน่อยนะ พี่ไม่ค่อยแน่ใจว่าทำถูกหรือเปล่า” วิศว์มองวราลีที่เคลื่อนตัวมาอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์แทนที่ตน เขาเบื่องานบ้าๆแบบนี้เต็มทีแล้ว เห็นทีงานนี้คงต้องใช้เสน่ห์ส่วนตัวเข้าช่วยเหมือนเคย วิศว์ยิ้มกริ่มในใจ และเหมือนโชคจะเข้าข้างวิศว์ เสียงโทรศัพท์มือถือราคาแพงของชายหนุ่มดังขึ้นมา เขามองรายชื่อบนหน้าจอก่อนจะกดรับโดยไม่ลังเล  


                พิมพ์รวีโทรเข้ามาชวนเขาออกไปดินเนอร์มื้อค่ำนี้ ตอนแรกเขาทำท่าจะปฏิเสธแต่เมื่อหันไปเห็นวราลีที่กำลังชม้ายชายตามาทางเขา ชายหนุ่มก็รีบตอบตกลงกับพิมพ์รวีไป หลังจากวางสายเพื่อนสนิทไปแล้ว วิศว์จึงแกล้งตีสีหน้าหม่นแล้วพูดกับวราลีด้วยน้ำเสียงที่พยายามดัดให้ดูเกรงอกเกรงใจเป็นที่สุด


                “คือว่าพี่มีธุระต้องรีบกลับด่วนน่ะวรา เพื่อนพี่เค้าเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินต้องเข้าโรงพยาบาล เรื่องงานพี่ขอ...”


                “โอ้ย ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่วิศว์ วราเข้าใจ พี่รีบไปดูเพื่อนพี่เถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงเดี๋ยววราช่วยจัดการให้เอง” วราลีส่งยิ้มแหยๆให้ เธอไม่ได้นึกอยากจะทำงานนี้แทนวิศว์นักหรอก แต่ก็ไม่อยากพลาดโอกาสที่จะเอาหน้า เพราะแค่รอยยิ้มของวิศว์ที่ส่งมาให้มันก็ทำให้เธอแทบจะละลายแล้ว


                “ขอบใจมากนะ แต่พี่กลัวว่ากรณิชเค้าจะ...” วิศว์ทำท่าบุ้ยใบ้ไปทางเจ้านายสาวที่นั่งแยกห่างออกไป วราลีมองตามแล้วนึกรู้


                “วราไม่บอกพี่หนึ่งหรอกค่ะ ถ้าหากพี่หนึ่งถามเดี๋ยววราจะบอกว่างานนี้พี่วิศว์เป็นคนทำเอง” นี่แหล่ะที่เขาอยากได้ยินจากปากของวราลีที่สุด เพราะถ้าหากยายหน้าน้ำแข็งรู้ว่าเขาหลอกโยนงานให้กับวราลีแล้วล่ะก็ ยายนั่นคงเทศนาเขาจนขี้หูออกมาเต้นระบำแน่ๆ วราลีรับปากแบบนี้เขาก็จะได้ดินเนอร์กับพิมพ์รวีได้อย่างสบายใจไร้กังวล


                วิศว์เอ่ยขอบคุณแล้วส่งยิ้มกว้างให้กับเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายของตนไปทีหนึ่งแล้วจึงรีบเก็บกระเป๋าให้เรียบร้อย จากนั้นจึงเอ่ยขอตัวกลับทันทีเพราะกลัวว่าวราลีจะนึกเปลี่ยนใจขึ้นมา

               



                กรณิชละสายตาจากแฟ้มเอกสารที่กำลังพิจารณาอยู่เมื่อปลายหางตาเหลือบไปเห็นใครคนหนึ่งมายืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน เมื่อเงยหน้าขึ้นจึงพบว่าผู้ใหม่ก็คือภาวัชนั่นเอง ชายหนุ่มส่งยิ้มละมุนมาให้ แต่กรณิชกลับทำเพียงแค่การยิ้มบางๆเป็นการตอบกลับเท่านั้น


                “หนึ่งกำลังตรวจร่างเอกสารเป็นรอบสุดท้าย คิดว่าเสร็จแล้วกำลังจะส่งให้คุณพอดีเลยค่ะ”


                “ผมไม่ได้เดินมาทวงงานเสียหน่อย ที่มาก็เพื่อจะมาชวนไปทานมื้อค่ำกัน”


                “อย่าดีกว่าค่ะ เราไม่ควรจะไปไหนกันสองต่อสองนอกเหนือจากธุระเรื่องงาน” กรณิชเอ่ยเสียงเรียบ ส่วนภาวัชมีสีหน้าขรึมลงเมื่อได้ยินคำพูดที่เหมือนจะตัดรอนเช่นนั้น “หนึ่งขี้เกียจตกเป็นเป้าสายตาและขี้ปากของใคร”


                “แต่ก่อนพี่ก็ไม่เห็นว่าหนึ่งจะแคร์อะไรเลยนี่นา ในเมื่อเราบริสุทธิ์ใจต่อกัน แล้วเราจะคบหากันเป็นพี่น้องไม่ได้เลยหรอ”


                “หนึ่งไม่แคร์แต่แค่ขี้เกียจฟัง” กรณิชสบตากับคู่สนทนา เน้นเสียงหนักแน่น “ยอมรับความจริงเถอะค่ะ เรื่องระหว่างเรามันจบลงไปตั้งแต่คุณแต่งงานกับภรรยาแล้ว หนึ่งไม่อยากถูกมองว่าเป็นมือที่สามที่มาแทรกกลางระหว่างครอบครัวของใคร”


                “หนึ่ง...” ภาวัชครางเสียงแผ่ว ไม่คิดว่ากรณิชจะพูดออกมาตรงๆแบบนี้ เขารู้ว่าเธออึดอัดกับท่าทางที่เขาแสดงออกอย่างเปิด
เผยว่ายังคงรู้สึกดีๆกับเธอมากเกินกว่าคำว่าพี่น้องหรือคนเคยรู้จัก ชายหนุ่มรู้ดีว่าตัวเองควรจะตัดใจ แต่บางครั้งก็รู้สึกว่าทำได้ยากเหลือเกิน เขาไม่เหมือนกับกรณิชที่ทำใจได้รวดเร็วขนาดนั้น


                “ขอโทษนะคะ หนึ่งคงไปกับคุณไม่ได้” ภาวัชมองท่าทางตัดบทแบบไร้เยื่อใยของกรณิชด้วยความปวดใจ ร่างสูงหันหลังทำท่าจะเดินกลับ แต่กรณิชรั้งเอาไว้ด้วยคำพูดสุดท้าย “ที่หนึ่งพูดมันอาจจะทำให้คุณรู้สึกแย่ไปบ้าง แต่ถึงยังไงเราสองคนก็หนีความจริงตรงหน้าไปไม่พ้นอยู่ดี อย่าลืมนะคะว่าคนที่รอความรักจากคุณ ไม่ใช่หนึ่งอีกต่อไปแล้ว”


                หญิงสาวมองตามแผ่นหลังของภาวัชที่เดินห่างออกไปด้วยหัวใจที่ผ่อนคลายลงจากเดิมมาก ถ้าหากเธอไม่พูดออกมาตรงๆแบบนี้ ภาวัชก็คงไม่ยอมตัดใจจากเธอให้เด็ดขาด กรณิชเข้าใจ...ความรักระหว่างเธอกับเขาไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียว ดังนั้นมันจึงไม่อาจถูกทำลายลงได้ภายในวันเดียวเช่นกัน และคนที่ภาวัชควรจะให้ความรักความเป็นห่วงเป็นใยที่สุด ไม่ใช่เธอแต่เป็นภรรยาที่รออยู่ที่บ้านของเขาต่างหาก

 



                หลังจากขอให้วราลีช่วยเหลือเรื่องงานเรียบร้อยแล้ว วิศว์จึงรีบบึ่งรถมายังร้านอาหารที่นัดกับพิมพ์รวีเอาไว้ หลังจากทานอาหารเสร็จ วิศว์ยังไม่อยากกลับบ้าน ชายหนุ่มชวนเพื่อนสนิทไปเที่ยวนั่งฟังเพลงต่อที่ไนท์คลับร้านประจำ ซึ่งพิมพ์รวีเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ ตั้งแต่วิศว์เข้าไปเรียนรู้งานที่บริษัทพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้ ชายหนุ่มก็ต้องรับมือกับงานหนักที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน เวลาเที่ยวสังสรรค์ตามประสาวัยรุ่นก็ไม่ค่อยจะมีเหมือนก่อน ตอนนี้เมื่อมีโอกาสเขาก็รู้สึกอยากจะปลดปล่อยความเครียดให้เต็มที่ก่อนที่จะต้องไปลุยงานต่อและรับมือกับยายหัวหน้ามหาภัยในเช้าวันพรุ่งนี้


                “ทำงานเป็นไงบ้าง” วิศว์หน้าเบ้ขึ้นมากับคำถามนั้นของพิมพ์รวี


                “น่าเบื่อจะตายชัก”


                “ก็คงไม่น่าเบื่อเท่ากับการนั่งๆนอนๆอยู่กับบ้านเฉยๆหรอกใช่ไหม”


                “อยู่บ้านเฉยๆมันก็น่าเบื่อจริงๆนั่นแหล่ะ แต่ถ้าไปทำงานแล้วต้องเจอกับยายหน้าน้ำแข็งทุกวัน ฉันว่าตัวเองใช้ชีวิตแบบเดิมน่าจะดีเสียกว่า”


                พิมพ์รวีขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเพื่อนรักเอ่ยเรียกชื่อใครอีกคนว่ายายหน้าน้ำแข็ง ปกติวิศว์ที่เธอรู้จักจะไม่ค่อยเรียกคนอื่นด้วยถ้อยคำแบบนี้ โดยเฉพาะกับผู้หญิง


                “ใครกันยายหน้าน้ำแข็ง”


                วิศว์ยักไหล่ แล้วเริ่มต้นเล่าเรื่องกรณิชให้อีกฝ่ายฟัง พิมพ์รวีรับฟังด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนเป็นขบขันเมื่อตอนที่ชายหนุ่มเล่าถึงการปะทะคารมกับเจ้านายสาว พิมพ์รวีพอจะรู้แล้วว่าทำไมวิศว์ถึงไม่ค่อยชอบหน้ากรณิช ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ไม่เคยมีผู้หญิงไหนที่จะไม่ยอมสยบต่อเสน่ห์อันร้ายกาจของวิศว์ และดูเหมือนว่ายายของหน้าน้ำแข็งของวิศว์คนนั้นจะเป็นข้อยกเว้น ชายหนุ่มถึงทำท่าฮึดฮัดนักเมื่อถูกอีกฝ่ายเมินเฉยเย็นชาแถมยังกล้าตีฝีปากกับวิศว์อย่างไม่เกรงใจ


                “ดูท่าทางผู้หญิงที่ชื่อกรณิชจะไม่ธรรมดาเลยนะ ถึงขนาดที่ทำให้นายออกอาการหัวเสียได้ถึงขนาดนี้” พิมพ์รวีเอ่ยยิ้มๆแล้วลอบสังเกตปฏิกริยาของเพื่อนสนิทไปด้วย “แต่ก็ดีแล้วล่ะ ถือว่าเป็นคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อ พี่วัชเลือกพี่เลี้ยงให้นายได้เก่งจริงๆ” พอเอ่ยถึงเรื่องภาวัช วิศว์ก็มีสีหน้ากังวลขึ้นมา พิมพ์รวีสังเกตเห็นได้ไม่ยากจึงลองเลียบเคียงถามดู


                “ฉันรู้มาว่าพี่วัชกับยายหน้าน้ำแข็งเคยคบหาเป็นแฟนกันมาก่อนที่พี่วัชจะแต่งงานกับพลอย”


                “แล้วแกไปรู้ได้ยังไง”


                “ตอนแรกฉันได้ยินข่าวลือแปลกๆเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพี่วัชกับยายนั่นที่บริษัท ฉันสงสัยเลยไปถามพี่วัชตรงๆ”


                “เค้าสองคนยังรักกันอยู่เหรอ” วิศว์ยักไหล่


                “พี่วัชน่ะพูดออกมาเองว่ายังรักแม่นั่นอยู่ แต่สำหรับยายหน้าน้ำแข็งฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่” ภาวัชเคยบอกว่ากรณิชไม่ได้รู้สึกอะไรกับตนอีกแล้ว แต่วิศว์ไม่ค่อยอยากจะเชื่อนัก ผู้ชายที่ทั้งหล่อ รวย นิสัยดี ทำงานเก่งอย่างภาวัช เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะมีผู้หญิงคนไหนมองแล้วเมินได้ง่ายๆ กรณิชเองก็ไม่มีข้อยกเว้น หญิงสาวอาจจะทำเป็นไม่สนใจภาวัช แต่ในใจคิดแผนสูงอยากจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ในอดีตขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นได้


                “เห็นนายพูดอย่างนี้ ฉันชักอยากจะเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาเสียแล้วสิ สงสัยคงต้องหาเวลาแวะไปเยี่ยมที่บริษัทเสียหน่อย”


                “มาสิ แต่อย่าหลุดว่าฉันเป็นน้องชายเจ้าของบริษัทก็แล้วกัน ขี้เกียจให้เป็นเรื่องยุ่งยากอีก”


                “ทำไมล่ะ ที่ทำงานแกไม่รู้กันเหรอว่าแกเป็นน้องพี่วัช”


                “พี่วัชขอเอาไว้น่ะ เค้าอยากให้ฉันเข้าไปเรียนรู้งานในฐานะพนักงานธรรมดาๆ คนอื่นจะได้ไม่ต้องทำตัวเกรงอกเกรงใจกับฉันจนไม่กล้าจะสอนงานอะไร” พิมพ์รวีพยักหน้าเห็นดีด้วย เพราะถ้าขืนทุกคนที่บริษัทรู้ว่าวิศว์เป็นน้องชายประธานบริษัทพี.วี.พรอพเพอร์ตี้ มีหวังวิศว์คงไม่ได้เรียนรู้งานอะไรเป็นจริงเป็นจังแน่


                “เห้ย วิศว์ดูนั่นดิ” พิมพ์รวีชะงักแก้วน้ำส้มที่กำลังจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก เมื่อสายตามองเห็นใครบางคนเดินเข้ามาในผับหรูหราแห่งนี้ เสียงเรียกของเพื่อนสนิททำให้วิศว์หันไปมองตามสายตาของอีกฝ่ายก่อนจะนิ่งอึ้งไปด้วยความแปลกใจสุดๆ


                “พี่วัช” ชายหนุ่มงึมงัมในลำคอ นึกแปลกใจไม่น้อยที่เห็นภาวัชมาเที่ยวในที่แบบนี้ วิศว์รู้ว่าพี่ชายของตนเป็นคนไม่เที่ยวกลางคืน แต่ทำไมวันนี้ภาวัชถึงได้ยอมฉีกกฎเกณฑ์ของตัวเอง แถมยังมาคนเดียวอีกด้วย


                “เราเข้าไปทักกันไหม จะได้ชวนมานั่งโต๊ะเดียวกัน” วิศว์คิดตาม แต่สุดท้ายก็บอก


                “อย่าเลย ถ้าพี่วัชมาคนเดียวคงอยากได้ความเป็นส่วนตัว เราดูอยู่ห่างๆก็พอ” วิศว์ยกแก้วที่บรรจุของเหลวสีอำพันขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจับจ้องอยู่ที่ภาวัชไม่คลาย ในใจก็นึกอยากรู้ว่าพี่ชายของตนมีเรื่องเครียดอะไรในใจนักหนาถึงกับต้องมานั่งดื่มเหล้าดับความเครียดคนเดียวแบบนี้   



Aislin: มาต่อให้แล้วนะคะ หวังว่าคงไม่ขาดช่วงไปนานนัก เรื่องนี้มี 2 คู่เน้อ นอกจากยายหน้าน้ำแข็งกับวิศว์แล้ว ยังมีคู่ของภาวัชและพลอยชมพูให้ได้ลุ้นกันอีก ความสัมพันธ์สุดยุ่งเหยิงนี้จะจบลงเช่นไร ต้องติดตามกันเองจ้า 
          ใครอยากคอมเม้นท์อะไรก็เชิญได้เลยนะคะ ปล่อยให้นักเขียนผู้คนเดียวแบบนี้ชักจะเหงาตงิดๆ ยังไงก็ร่วมพูดคุยกันได้ตลอดเลยเน้อ อิอิ แล้วจะไปตอบให้ทุกคอมเม้นท์เลยจ้า
        เจอกันตอนหน้าฟ้าใหม่คร้าบบบ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

79 ความคิดเห็น

  1. #19 fsn (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2556 / 18:49
    นางเอกสุดยอดเลยคะ ใจเด็ดจริงๆๆ แต่ถ้าไม่เด็ด คงเอานายวิศว์ ไม่อยู่ ร้ายและดื้อเป็นเด็กเลย ส่วนอีกคู่เอาใจช่วยหนูพลอยให้สมหวังคะ
    #19
    0