ภารกิจรัก ละลายหัวใจ (สำนักพิมพ์ Happy Banana)

ตอนที่ 7 : จับผิดและฤทธิ์เหล้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 120
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 ก.ย. 56

บทที่ 7  

 


            ภาวัชมองแก้วเหล้าในมือของตัวเองด้วยสายตาราบเรียบ ก่อนจะยกกระดกรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง ชายหนุ่มวางแก้วลงบนโต๊ะหน้าบาร์ แล้วทำสัญญาณกับบริกรทำนองว่าขอแบบนี้อีกแก้ว ปกติเขาเป็นคนไม่ดื่มเหล้า แต่วันนี้เขาต้องพึ่งพามันในการย้อมใจตัวเอง บางทีคนที่ดื่มเหล้าไม่ใช่ต้องการเมา แต่เพราะหวังผลข้างเคียงของมันต่างหาก ภาวัชอยากใช้เหล้าเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ลืมความปวดร้าวในใจ แต่ยิ่งดื่มมากขึ้นเท่าไหร่ ภาพของกรณิชก็ยิ่งเด่นชัดมากขึ้นเท่านั้นโดยเฉพาะคำพูดตัดรอนที่หญิงสาวประกาศชัดออกมาเมื่อตอนเย็น


                ห่างออกไปอีกมุมหนึ่งของผับ วิศว์กับพิมพ์รวีมองมาที่ภาวัชที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดดื่มได้ง่ายๆ พิมพ์รวีสบตากับวิศว์ด้วยความกังวล


                “ฉันว่าพี่วัชดื่มเยอะไปแล้วนะสำหรับคืนนี้ นายไม่คิดจะเข้าไปห้ามหน่อยเหรอ” วิศว์ถอนหายใจยาวเหยียดแล้วลุกขึ้นยืน


                “ไปสิ” ชายหนุ่มบอกให้พิมพ์รวีเรียกเคลียร์บิลได้เลย ส่วนตัวเองจะไปเรียกให้ภาวัชกลับบ้านด้วยกัน


                พูดจบวิศว์ก็เดินตัดผ่านฟลอร์เต้นรำ แทรกกายผ่านกลุ่มนักท่องเที่ยวที่กำลังเต้นรำกันอย่างสุดเหวี่ยงท่ามกลางเสียงเพลงกระหึ่มและสปอร์ตไลท์หลากสีที่ส่องกระทบเพื่อสร้างบรรยากาศ เมื่อเดินมาถึงภาวัชก็ฟุบหน้าลงไปกับบาร์เหล้าเรียบร้อยแล้ว วิศว์แตะไหล่พี่ชายแล้วเขย่าเบาๆแต่อีกฝ่ายก็ยังไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย


                “ท่าทางจะเมาหลับไปแล้วล่ะ” พิมพ์รวีที่เดินตามมาทีหลังเอ่ยขึ้นหลังจากที่ไปจัดการเคลียร์ค่าเครื่องดื่มเสร็จเรียบร้อยแล้ว “ฉันว่านายรีบพาพี่วัชกลับบ้านดีกว่า เดี๋ยวฉันจัดการเคลียร์บิลที่เหลือให้เอง”  วิศว์มองหน้าเพื่อนสนิทอย่างขอบคุณแล้วหันไปปลุกคนที่กำลังเมาหลับคาโต๊ะอีกรอบ


                “พี่วัช ไหวหรือเปล่าพี่” ภาวัชปรือตาขึ้นมาเล็กน้อย ภายใต้ดวงตาคู่นั้นเลื่อนลอยเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปก่อนหน้านั้น ชายหนุ่มเบือนหน้ามองผู้มาใหม่สองคนอย่างช้าๆ


                “อ้าวไอ้น้องรัก น้องพิมพ์ มาทำอะไรที่นี่ มาๆ มาดื่มด้วยกันเร็ว”


                “พี่เมามากแล้วล่ะ กลับบ้านกันเถอะ” วิศว์ใช้มือดันแก้วในมือที่ภาวัชส่งมาให้แล้วพยายามจะเข้าไปประคองอีกฝ่าย “ไปกันเถอะพี่วัช นี่ดึกมากแล้ว”


                “ไม่อาววว พี่ยังไม่กลับ ยังไม่เมาด้วย ถ้าอยากกลับแกก็กลับไปก่อนเลย”


                “เชื่อผมเถอะ ลืมไปแล้วเหรอว่าพรุ่งนี้พี่ยังต้องไปทำงานอีกนะ” คำว่าไปทำงานทำให้ภาวัชนิ่งไป ดวงตาสีน้ำตาลเข้มแบบเดียวกับวิศว์มีร่องรอยของความเจ็บปวดฉายชัดให้เห็น พรุ่งนี้เขาต้องไปทำงาน...ไปเจอหน้ากรณิช ผู้หญิงที่เขายังไม่อาจทำใจปล่อยเธอไปได้


                “หนึ่ง ทำไมต้องเย็นชากับพี่แบบนี้ ทำไมหนึ่งไม่เข้าใจความคิดของพี่บ้าง ทำไม...” ชื่อบุคคลที่สามที่หลุดออกจากปากของภาวัชทำให้วิศว์ต้องเบือนหน้าไปสบตากับพิมพ์รวี นี่ล่ะมั๊งคงเป็นสาเหตุที่ทำให้พี่ชายของเขาที่ปกติไม่เคยคิดจะแตะต้องเครื่องดื่มมึนเมาต้องมาลงเอยหมดสภาพที่ผับแห่งนี้


                “ผมว่าตอนนี้พี่กลับบ้านกับผมก่อนเถอะนะ เดี๋ยวมีเรื่องอะไรค่อยไปพูดต่อกันที่บ้าน” วิศว์พยักหน้าเป็นเชิงขอให้พิมพ์รวีเข้ามาช่วยพยุงภาวัชอีกแรง


                ทั้งสองคนพาร่างที่เกือบจะไร้สติของภาวัชตรงดิ่งไปยังลานจอดรถของผับที่อยู่ไม่ไกลนัก หลังจากจัดการให้ภาวัชเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว วิศว์จึงเอ่ยกับพิมพ์รวี ชายหนุ่มขอบใจอีกฝ่ายที่ช่วยพยุงภาวัชมาส่งให้


                “ขอบใจมากนะพิมพ์” อีกฝ่ายตอบมาว่าไม่เป็นไร


                “ท่าทางพี่วัชจะดื่มหนักไม่ใช่น้อย สาเหตุก็คงเพราะ...ผู้หญิงคนนั้น” แววตาของร่างสูงเปลี่ยนเป็นเครียดขรึมเพราะเขาเองก็คิดแบบเดียวกับพิมพ์รวีเช่นกัน “เอาเถอะ คิดมากไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ นายรีบพาพี่วัชกลับบ้านดีกว่าก่อนที่พลอยชมพูจะนึกเป็นห่วงไปมากกว่านี้เพราะนี่ก็เลยเที่ยงคืนไปแล้ว”


                ชื่อพลอยชมพูทำให้วิศว์ถอนหายใจออกมาอีกรอบ ตอนเขาพาภาวัชกลับบ้าน พลอยชมพูคงต้องถามแน่ว่าเพราะอะไรภาวัชถึงได้เมามายหมดสภาพนักธุรกิจใหญ่เช่นนี้ แล้วถึงตอนนั้นเขาควรจะตอบหญิงสาวไปว่าอย่างไร จะให้ตอบว่าเป็นเพราะกรณิช มันก็คงจะไม่ใช่คำตอบที่น่าฟังสำหรับพลอยชมพูเท่าใดนัก เขาเป็นห่วงความรู้สึกของพี่สะใภ้มากพอๆกับที่เป็นห่วงว่าชีวิตการแต่งงานแบบคลุมถุงชนของคนทั้งคู่จะต้องพังทลายลงเพราะน้ำมือของผู้หญิงคนเดียว ยายหน้าน้ำแข็งกรณิช!

           



                ตอนที่รถคันโปรดของวิศว์แล่นเข้ามาจอดในบริเวณรั้วบ้าน พลอยชมพูยังไม่เข้านอน หญิงสาวยังนั่งรอการกลับมาของภาวัชอยู่ที่ห้องรับแขก และเมื่อได้ยินเสียงรถ เธอจึงวางนิตยสารในมือลงแล้วรีบเดินออกไปดูที่หน้าบ้าน


                เมื่อเห็นวิศว์ประคองร่างเมามายไร้สติของภาวัชเข้ามา พลอยชมพูจึงรีบถลาเข้าไปช่วย หญิงสาวเข้าไปช่วยประคองไหล่ของภาวัชอีกด้านหนึ่ง ความสงสัยแล่นปราดขึ้นมาเต็มหัวใจจนเธออดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามเอากับชายหนุ่มอีกคน


                “เกิดอะไรขึ้นเหรอวิศว์ ทำไมคุณวัชถึงได้เมากลับมาแบบนี้” วิศว์มองดวงหน้างดงามของพลอยชมพูแล้วก็ไม่อาจตัดใจบอกความจริงไปตามตรงได้ ชายหนุ่มเพียงแค่บอกว่าตนไปเจอภาวัชที่ผับโดยบังเอิญ เมื่อเห็นผู้เป็นพี่ชายเมามากแล้วก็เลยพากลับบ้านมาด้วยกันเท่านั้นเอง


                ทั้งคู่แบกภาวัชขึ้นมาพักในห้องนอน วิศว์มองสภาพของภาวัชที่นอนแผ่หราไปกับเตียงนอนหลังกว้างแล้วก็ต้องส่ายหน้าน้อยๆ พรุ่งนี้เขาจะไปถามกรณิชให้รู้เรื่องไปเลยว่ามันเรื่องอะไรกันแน่ที่ทำให้พี่ชายของเขาเป็นไปได้ถึงขนาดนี้ และเมื่อจัดการให้ภาวัชนอนในท่าเรียบร้อยอยู่บนเตียงแล้ว วิศว์จึงเอ่ยขอตัวกับเจ้าของห้อง ดึกมากแล้วเขาเองก็อยากจะพักผ่อนเต็มทีแล้วเช่นกัน


                พลอยชมพูเอ่ยขอบคุณเบาๆกับวิศว์และใช้สายตามองส่งจนกระทั่งอีกฝ่ายเดินออกจากห้องไป เมื่อประตูห้องถูกปิดลงร่างบางก็หันมาให้ความสนใจกับอีกคนที่นอนทอดร่างบนเตียงแทน หญิงสาวทำหน้าที่ภรรยาที่ดีด้วยการไปเตรียมผ้าขนหนูเพื่อมาเช็ดหน้าและเนื้อตัวให้คนเมาได้นอนหลับสบายยิ่งขึ้น


                ผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดๆที่แตะลงเบาๆบนใบหน้าและร่างกายทำให้ภาวัชรู้สึกสบายขึ้นมาก ชายหนุ่มค่อยๆลืมตาขึ้นมา ภาพเลือนลางของคนที่กำลังเช็ดตัวปรนนิบัติเขาอยู่ทำให้ภาวัชยิ้มก่อนจะครางออกมาด้วยน้ำเสียงมีความสุข


                “หนึ่ง” ชื่อของผู้หญิงอีกคนทำให้พลอยชมพูชะงักมือที่กำลังจับผ้าขนหนูอยู่แทบจะทันที ร่างบางเบือนหน้าไปอีกทางเพื่อซ่อนแววตาเจ็บช้ำเอาไว้ไม่ให้ผู้เป็นสามีสังเกตเห็น และภาวัชก็ไม่ทันได้สังเกตจริงๆในเมื่อตอนนี้สติระลึกตัวก็น้อยเสียจนไม่อาจแยกแยะได้แล้วว่าเบื้องหน้าตนในตอนนี้ไม่ใช่กรณิชหากแต่เป็นพลอยชมพู!


                “หนึ่ง พี่ยังรักหนึ่งเสมอ อย่าเย็นชาแบบนี้อีกเลยนะ ได้โปรดกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน ได้โปรดเถอะหนึ่ง”


                พลอยชมพูพยายามบิดข้อมือของเธอออกจากอุ้งมือแข็งแรงของภาวัช แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมปล่อยง่ายๆ


                “ปล่อยเถอะค่ะ คุณเมามากแล้ว”


                “พี่ไม่ปล่อยจนกว่าหนึ่งจะสัญญาว่าจะไม่ทำเย็นชาแบบเมื่อตอนเย็นอีก รู้หรือเปล่าพี่เสียใจแค่ไหนตอนที่ต้องบอกเลิกหนึ่งเพื่อไปแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น แต่พี่ขัดคุณแม่ไม่ได้จริงๆ ขอโทษนะหนึ่ง พี่ขอโทษ...” คำพูดที่ได้ยินยิ่งทำให้พลอยชมพูเจ็บปวดราวกับโดนมีดกรีดซ้ำๆลงบนแผลเดิมในหัวใจ หญิงสาวใช้หลังมือปาดน้ำตาที่ไหลออกมาแล้วเม้มริมฝีปากแน่น ตอนเมาคนเราจะพูดในสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกออกมา และสิ่งที่เธอได้ยินอยู่เต็มสองหูเมื่อกี้นี้มันก็ยิ่งตอกย้ำให้รู้ว่าถึงแม้จะแต่งงานแล้วแต่ภาวัชยังรักผู้หญิงคนนั้นแค่คนเดียว


                พลอยชมพูพยายามเก็บกลั้นความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลเอาไว้ในหัวใจ หญิงสาวตั้งใจจะผละออกจากเตียงเพื่อเอาอ่างน้ำกับผ้าขนหนูไปเก็บ แต่ภาวัชกลับรั้งร่างของเธอเอาไว้ด้วยอ้อมกอดอันแข็งแรง ชายหนุ่มออกแรงดึงให้อีกฝ่ายล้มลงจนร่างบางเซเข้าไปปะทะอกกว้างของเขา จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นพลิกตัวคร่อมอีกฝ่ายเอาไว้จนเธอหนีไปไหนไม่ได้อีก


                “คุณวัช ปล่อยเถอะค่ะ” พลอยชมพูพยายามหาทางหนีให้พ้นไปจากอ้อมกอดนี้ แต่ภาวัชไม่ปล่อยให้หญิงสาวได้ทำตามใจนึก ชายหนุ่มซุกหน้าลงสูดความหอมจากซอกคอหอมกรุ่นของพลอยชมพู ก่อนจะลากริมฝีปากไล่ขึ้นไปประพรมทั่วดวงหน้างดงามของหญิงสาวจนมาหยุดนิ่งอยู่ที่ริมฝีปากสีระเรื่อราวกับกลีบดอกไม้แรกแย้ม


                พลอยชมพูพยายามสะบัดหน้าหนีจากการรุกรานที่เต็มไปด้วยความเข้าใจผิดนั้น ภาวัชกำลังคิดว่าเธอคือกรณิชถึงได้ทำแบบนี้ หญิงสาวใช้สองมือบางผลักไสร่างหนาของภาวัชให้ออกห่าง แต่อีกฝ่ายไม่ยอมหยุดง่ายๆ


                “คุณกำลังเข้าใจผิดนะคะคุณวัช ฉันคือพลอยชมพู ไม่ใช่คนที่คุณเรียกว่าหนึ่ง”


                “อย่าผลักไสพี่เลยนะครับ พี่ต้องการหนึ่งคนเดียวเท่านั้น” ดวงตาของภาวัชที่มองมาทอประกายเชื่อมแสง พลอยชมพูสบตาคู่นั้นแล้วก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกอยู่ในมนต์สะกดของอีกฝ่าย เธอไม่รู้ว่าภาวัชปลดกระดุมชุดนอนของเธอออกตั้งแต่เมื่อไหร่ มารู้อีกทีก็ตอนที่ร่างของเธอนั้นเปลือยเปล่าเสียแล้ว

 



                ภาวัชตื่นขึ้นมาในตอนเช้าพร้อมกับอาการปวดหัวจนแทบระเบิด ชายหนุ่มสะบัดศีรษะแรงๆสองสามรอบแต่ความรู้สึกมึนงงนั้นก็ยังไม่หายไปอยู่ดี ดวงตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองไปรอบตัว จำได้ว่าเมื่อคืนนี้เขาไปดื่มเหล้าคนเดียวที่ผับ บังเอิญได้เจอกับวิศว์จึงได้กลับบ้านมาพร้อมกัน น้องชายคงเป็นคนพาเข้าขึ้นมานอนพักบนห้อง


                ความคิดของภาวัชกลับมาสะดุดอีกครั้งเมื่อรู้สึกได้ถึงสภาพเปลือยเปล่าของตัวเอง ชายหนุ่มใจหายวาบเมื่อสายตาไปหยุดนิ่งอยู่ที่คราบเลือดสีจางจุดเล็กๆบนผ้าปูที่นอน เพียงเท่านี้สติที่ยังไม่ครบองค์ดีก็หวนกลับคืนมาเกือบจะทั้งหมดเมื่อพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดในค่ำคืนที่ผ่านมาได้ เลือดนี้เป็นเลือดพรหมจรรย์ของภรรยาเขา!


            “ตื่นแล้วเหรอคะคุณวัช พลอยบอกให้แม่บ้านตั้งโต๊ะเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวคุณอาบน้ำก่อนนะคะจะได้ลงไปทานข้าวเช้า” พลอยชมพูเปิดประตูเข้ามาพอดีจึงเห็นว่าภาวัชตื่นแล้ว


                “พลอย” เสียงนั้นแหบพร่า “เรื่องเมื่อคืน...ผมขอโทษ”


                ภาวัชรู้ดีว่าการแต่งงานระหว่างเขากับพลอยชมพูเป็นแค่การคลุมถุงชนตามความเห็นเหมาะสมของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย พลอยชมพูเองก็ไม่ได้นึกรักเขาเหมือนอย่างที่เขาไม่เคยรู้สึกกับเธอเกินเลยกว่านั้น ตลอดเวลาที่แต่งงานกันมา เขาไม่เคยล่วงเกินเธอไปมากกว่าการจับมือถือแขนตามสมควร เขาเลือกที่จะให้เกียรติเธอเพราะไม่อยากบังคับให้เธอต้องมีความสัมพันธ์ทางกายกับเขาโดยที่ไม่เต็มใจแม้ว่าถ้าหากเขาจะทำอย่างนั้นก็ย่อมได้เพราะเขาเองก็อยู่ในฐานะสามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของหญิงสาว แต่เมื่อคืนนี้ ความเมาจากฤทธิ์สุราทำให้เขาทำอะไรบ้าๆแบบนั้นลงไป


                “ช่างมันเถอะค่ะ พลอยเข้าใจ เมื่อคืนคุณเองก็เมามาก” น้ำเสียงนั้นเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น


                “แต่ผมก็ไม่สมควรจะทำแบบนั้นกับ ผมเสียใจ” ภาวัชสีหน้าสำนึกผิดจริงๆ ชายหนุ่มใช้ผ้าขนหนูพันร่างกายท่อนล่างจนเรียบร้อยก่อนจะเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าหญิงสาวร่างบอบบางที่เขาเพิ่งฉวยโอกาสจากความเมาเอาเปรียบเธอไปหยกๆเมื่อคืนที่ผ่านมา


                “มันก็เป็นหน้าที่อีกอย่างหนึ่งที่พลอยสมควรจะทำในฐานะภรรยาไม่ใช่เหรอคะ” ภาวัชพูดอะไรไม่ออกได้แต่ก้มหน้าด้วยความเสียใจและรู้สึกผิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


                   พลอยชมพูยิ้มออกมาอย่างขมขื่นเมื่อความคิดย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่เพิ่งผ่านไปสดๆร้อนๆ ภาวัชคิดว่าเธอคือกรณิช ตลอดเวลาสามีของเธอพร่ำเรียกชื่อและบอกรักผู้หญิงอีกคน ถึงแม้ภาวัชจะไม่รู้ตัวว่าได้ทำอะไรลงไป แต่สำหรับเธอที่มีมีสติระลึกรู้ตลอดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอเสียอีกที่น่าจะเป็นฝ่ายเสียใจมากกว่าที่จะเป็นเขา


                 “เมื่อคืนนี้ตอนเมา คุณละเมอเรียกชื่อผู้หญิงคนหนึ่งตลอดเวลา” ภาวัชใจหายวาบ สายตาของพลอยชมพูที่มองมาทอประกายของความเจ็บช้ำที่ทำให้เขายิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ “และคุณก็คิดว่าพลอยเป็นผู้หญิงคนนั้น คนที่ชื่อว่า...หนึ่ง”


                  “พลอย” ภาวัชครางเสียงแผ่ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รักพลอยชมพูมากเกินกว่าความเอ็นดูในฐานะน้องสาว แต่ภาวัชก็รู้ตัวดีว่าเขาสมควรจะให้เกียรติอีกฝ่ายที่เป็นภรรยาคู่ชีวิตมากกว่านี้


                    คู่สนทนาเม้มริมฝีปากแน่น ใบหน้านวลเนียนเชิดขึ้นเล็กน้อยเพื่อกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลหยดลงมาให้คนตรงหน้าได้เห็นความอ่อนไหวในหัวใจของเธอ คำว่ารักมันกำลังดังก้องอยู่ในใจของพลอยชมพูราวกับกองศึก หญิงสาวอยากจะบอกกับภาวัชเหลือเกินว่าเธอรู้สึกเช่นใดกับเขา อยากจะบอกว่าเขาไม่ต้องขอโทษเธอหรอกในเมื่อเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนมันมาจากความเต็มใจและสมยอมของเธอเอง แต่หญิงสาวก็ไม่กล้าจะพูดมันออกไปเพราะถ้าหากภาวัชรู้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงจะไม่เหมือนเดิมอีก และแบบนั้นแหล่ะคือสิ่งที่เธอกลัวที่สุด เธอกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนไปไม่เป็นภาวัช ชายหนุ่มที่อบอุ่นและอ่อนโยนคนเดิมแบบเมื่อก่อน


                  “คุณ...รักผู้หญิงคนนั้นมากเหรอคะ” ปากเจ้ากรรมอดจะถามไปตรงๆไม่ได้ถึงประเด็นนี้ เธออยากจะได้ยินคำตอบที่ออกมาจากปากของภาวัช ถึงแม้ความจริงนั้นจะยิ่งซ้ำเติมให้เธอเจ็บปวดมากยิ่งขึ้นกว่าเก่า


                  อาการนิ่งอึ้งไปนานของภาวัชทำให้พลอยชมพูถอนหายใจเพราะคิดว่าชายหนุ่มคงไม่ยอมพูดออกมาง่ายๆเหมือนกับที่สารภาพกับวิศว์ หญิงสาวหมุนตัวบอกว่าจะลงไปช่วยแม่บ้านเตรียมจัดโต๊ะอาหารด้านล่าง แต่จังหวะที่มือบางกำลังจับลูกบิดประตู ภาวัชก็เอ่ยขึ้นมาเบาๆ


                 “ขอโทษนะพลอย” เพียงเท่านี้พลอยชมพูก็รู้คำตอบในใจของอีกฝ่ายแล้ว หญิงสาวรีบเปิดประตูแล้วเดินออกไปจากห้องนอน พอประตูด้านหลังปิดลง น้ำตาที่เก็บกักมากนานก็ล้นทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ พลอยชมพูกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้สุดแรงเพราะกลัวว่าใครอีกคนที่อยู่อีกริมฝั่งด้านหนึ่งของบานประตูจะได้ยินเข้า


                 คำขอโทษของภาวัชมันมาชดเชยกับความเจ็บปวดในหัวใจเธอไม่ได้เลยสักนิดเดียว

 



                   นาฬิกาตั้งโต๊ะขนาดเล็กบนโต๊ะทำงานของกรณิชบอกเวลาเก้าโมงตรง สมาชิกในทีมมากันเกือบจะครบแล้ว เหลือแค่วิศว์คนเดียวที่มาทำงานสาย ผ่านไปไม่ถึงห้านาที วิศว์ในสภาพชายเสื้อหลุดออกนอกกางเกง เนคไทหลุดรุ่ยไม่เรียบร้อยก็รีบวิ่งเข้ามาสแกนบัตรพนักงานที่เครื่องบันทึกเวลาดิจิตอลซึ่งตั้งอยู่อีกมุมหนึ่งของฟลอร์ กรณิชมองวิศว์ด้วยสายตาเชิงตำหนิก่อนจะยกหูโทรศัพท์ต่อถึงเจ้าตัวเพื่อเรียกให้มาพบเธอที่โต๊ะทำงาน


                  เมื่อวิศว์มายืนตรงหน้า กรณิชก็ใช้สายตามองปราดอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า วิศว์ไม่พอใจกับสายตาแบบนั้น ยายนี่มีสิทธิ์อะไรที่มามองเขาแบบไร้มารยาทเช่นนี้


                   “มองอะไรของคุณ ไม่เคยเห็นคนหล่อหรือไง” กรณิชกระตุกยิ้มตรงมุมปาก นี่วิศว์ยังกล้าบอกว่าสภาพทุเรศๆแบบนี้ของตัวเองเรียกว่าหล่ออีกเหรอ


                 “ฉันกำลังมองผู้ชายไม่รู้จักกาละเทศะต่างหาก ถ้าคิดจะแต่งตัวแบบนี้อย่ามาทำงานให้เสียเกียรติบริษัทเลยจะดีกว่า”


                  “คุณพูดเองนะ งั้นวันนี้ผมขอลาก็แล้วกัน” วิศว์กระชากเนคไทออกจากคอ ดีเหมือนกัน วันนี้เขาจะได้นอนเล่นอยู่บ้านให้หนำใจไปเลย ยายหน้าน้ำแข็งหารู้ไม่ว่ากำลังชี้โพรงให้กระต่าย เอ้ย กระรอกชัดๆ


                    “ในฐานะหัวหน้า ฉันไม่อนุญาต” หญิงสาวเน้นเสียงหนักที่ประโยคสุดท้าย อย่าคิดเลยว่าเธอจะเปิดช่องให้เขาอู้งาน แค่เมื่อวานที่วิศว์แอบหนีกลับบ้านทั้งที่งานยังไม่เสร็จเธอยังไม่ทันได้คิดบัญชีเลย “ไปแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วมาหาฉันที่โต๊ะอีกรอบ เรามีเรื่องที่ต้องคุยกัน” วิศว์ยิ้มยียวนกับท่าทางเย็นชานั้นตามแบบฉบับกรณิช


                  “งั้นขออนุญาตแต่งตรงนี้เลยก็แล้วกัน จะได้ไม่เสียเวลาเดินไปเดินกลับโต๊ะทำงาน” คนพูดพูดพร้อมกับปลดกระดุมกางเกงแล้วรูดซิปลง เพื่อจะเอาชายเสื้อยัดเข้าไปในกางเกงตามเดิม วันนี้เขาตื่นสายไปหน่อย เพราะต้องรีบบึ่งรถมาให้ทันเวลาเข้างานก็เลยไม่ทันแต่งตัวให้เรียบร้อย ตั้งใจจะมาจัดแจงความความเรียบร้อยที่นี่ แต่นึกไม่ถึงว่าจะโดนกรณิชสกัดดาวรุ่งเอาไว้เสียก่อน


                “จะทำอะไรของคุณ อย่ามาทำอะไรทุเรศๆตรงนี้นะ” กรณิชเสียงแหว แต่วิศว์ไม่เชื่อฟังในสิ่งที่เธอกำลังพูดแม้แต่น้อย ชายหนุ่มยังคงยัดชายเสื้อต่อไปโดยไม่สนใจ


                “ก็แต่งตัวให้เรียบร้อยยังไงล่ะ วันนี้ผมรีบจะเข้ามาแตะบัตรเข้างาน กลัวจะเข้างานสายก็เลยแต่งกายไม่เรียบร้อยไปหน่อย” วิศว์พูดพร้อมกับการแต่งกายที่ถูกเจ้าตัวจัดจนเรียบร้อยเข้าที่เข้าทางตามเดิม


                “แต่ในที่สุดก็มาสายอยู่ดี” วิศว์มองตามสายตาของกรณิชไปทางนาฬิกาตั้งโต๊ะ ตอนนี้เข็มนาทีกำลังชี้ที่เลขสอง เก้าโมงเช้ากับอีกสิบนาที วิศว์ถอนหายใจพรืดอย่างไม่คิดจะรักษามาด


                กรณิชปรายตามองทรงผมที่ยังชี้ไม่เป็นทรงของชายหนุ่ม ทรงผมแบบนี้มันช่างดูขัดตาเธอเหลือเกิน แต่ก็เอาเถอะ ตอนนี้เธอมีเรื่องสำคัญกว่าที่จะพูดกับคนตรงหน้า


                “ฉันมีเรื่องจะพูดกับคุณ”


                “ก็พูดมาสิ ผมเองก็มีเรื่องที่จะถามคุณเหมือนกัน” วิศว์ตั้งใจจะถามกรณิชให้รู้เรื่องว่าเมื่อวานหญิงสาวพูดอะไรกับภาวัชกันแน่ ถึงทำให้พี่ชายของเขาเมาปลิ้นจนหมดสภาพแบบนั้น ชายหนุ่มสบตากับดวงตาสีถ่านของกรณิช รอให้เธอเป็นฝ่ายพูดก่อน ในใจก็เดาว่าคงเป็นเรื่องงานอะไรบางอย่างแน่นอน เพราะร่วมงานกันมาสักระยะแล้วแต่เขาก็ไม่เห็นว่ากรณิชจะสนใจสิ่งอื่นใดนอกจากหายใจเข้าหายใจออกเป็นงานล้วนๆ


                “เรื่องงานสรุปภาวะอสังหาฯรายเดือน” กรณิชยื่นหน้าไปใกล้จนเห็นวิศว์เห็นสายตาเย็นชาคู่นั้นได้อย่างชัดเจนในระยะประชิด “เมื่อคืนฉันอ่านรายงานที่ส่งเข้ามาในอีเมลจนจบแล้ว ถามตรงๆนะคุณทำเองหรือว่าให้ใครช่วยทำหรือเปล่า”


                “ทำไมล่ะ ไม่เชื่อเหรอว่าผมทำเอง” กรณิชหยักยิ้มเย็นชากับคำพูดของวิศว์


                “งานมันออกมาค่อนข้างดี ซึ่งเป็นตามระดับมาตรฐานที่ฉันคิดว่าคุณไม่น่าจะทำเองได้ด้วยตัวคนเดียว”


                “คุณดูถูกผม” กรณิชแค่นยิ้มเหยียดส่งให้กับวิศว์อีกรอบ


                “แล้วมันจริงไหมล่ะ” ปกติเธอไม่ใช่คนที่ชอบพูดจาดูถูกคนอื่น แต่กรณีที่อีกฝ่ายเป็นวิศว์มันก็อยู่เหนือข้อยกเว้นไปบ้าง สีหน้าเย่อหยิ่งของวิศว์พานทำให้ต่อมอยากเอาชนะของเธอทำงานขึ้นมาทันใด


                “ผมทำเองทั้งหมด” คำตอบนั้นถึงจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น แต่กรณิชไม่ได้นึกเชื่อแม้แต่น้อยเพราะช่องโหว่มันมีเยอะเหลือเกิน


                “แล้วทำไมอีเมลที่ใช้ส่งงานมาให้ฉันถึงเป็นอีเมลของวราล่ะ” คนถูกถามอ้ำอึ้ง หน้าม้านไปเล็กน้อย แต่ก็รีบแก้เกี้ยวอย่างรวดเร็ว


                “ก็ผมนัดเพื่อนเอาไว้ก่อนหน้านี้ ทำเสร็จปุ๊บก็รีบออกจากที่ทำงานทันที ผมเลยวานให้วราช่วยตรวจเช็คความเรียบร้อย จากนั้นก็ให้วราส่งงานให้กับคุณ” เมื่อจะโกหกก็ต้องทำให้ตลอดรอดฝั่ง วิศว์คิดในใจ “ทีนี้คุณคงหายสงสัยแล้วสินะ”


                “บังเอิญว่าฉันมีข้อสงสัยบางอย่างที่ยังอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจก็เลยอยากจะถามคุณหน่อยน่ะ” กรณิชยิ้มอย่างเป็นต่อ คราวนี้วิศว์ไม่มีทางโกหกต่อไปได้แน่ เพราะถ้าหากเขาตอบคำถามเธอไม่ได้ แสดงว่ารายงานนี้เขาไม่ได้เป็นคนเขียนเอง และเธอนี่แหล่ะจะจับโกหกเขาให้จนมุมให้จงได้!


                “คุณสงสัยตรงไหนล่ะ” วิศว์ปั้นหน้าไม่สะทกสะท้านทั้งที่ในใจกำลังปั่นป่วนสุดๆ หวังว่ายายนี่คงจะไม่ถามอะไรยากเกินความสามารถของเขาหรอกนะ แต่ดูจากสายตาที่มองมา วิศว์ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบพิกล


                “ในรายงานเขียนไว้ว่าการบูมของตลาดคอนโดฯในต่างจังหวัดโดยเฉพาะแถบหัวเมืองใหญ่ยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก เพราะยังไม่ส่งสัญญาณของคอนโดฯล้นตลาด ฉันอยากรู้ว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่เขียนรายงานออกมาแบบนี้ ทั้งๆที่สื่อต่างๆช่วงนี้ก็แห่ประโคมข่าวกันใหญ่ว่าบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากกำลังบุกเข้าตลาดต่างจังหวัด”


              คำถามยากแบบนี้เขาจะไปตอบได้ยังไงเนี่ย วิศว์ขบกรามแน่นไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนี้ของกรณิชอย่างไรดี ตอนที่เขาออกจากบริษัทเมื่อวาน เขาเพิ่งจะทำไปแค่การอัพเดทข้อมูลลงในฐานข้อมูลกลางของทีมเอง เรื่องการวิเคราะห์สภาวะการณ์ตลาดอะไรนั่น เขาไม่ได้รู้เรื่องเลยสักนิดเดียวเพราะขอให้วราลีช่วยทำแทนให้


                  “ว่ายังไงล่ะ หรือว่าคุณไม่ได้เป็นคนเขียนรายงานนี้เอง” วิศว์มองใบหน้ายิ้มกริ่มของเจ้านายสาวด้วยความหมันไส้กับท่าทางแบบนั้น ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก พยายามดึงความรู้เศรษฐศาสตร์และธุรกิจที่เคยเรียนมาตอนสมัยอยู่มหาวิทยาลัยมาตอบคำถามข้อนั้น อย่างน้อยก็หวังว่าวราลีจะไม่ได้ใช้กรอบการวิเคราะห์อะไรที่แปลกประหลาดไปจากปกติหรอกนะ


                 “ก็เพราะว่าตลาดในแถบต่างจังหวัดยังมีอุปสงค์ที่แท้จริงที่สามารถดูดซับได้อยู่น่ะสิ” คำตอบนั้นอ้างอิงหลักวิชาการเป๊ะๆ ดูจากสีหน้าพึงพอใจของกรณิชแล้ว วิศว์ก็พอจะหายใจได้ทั่วท้องมากขึ้น เขาอึดอัดจนทนไม่ไหวแล้วที่จะต้องมายืนทนให้ยายหน้าน้ำแข็งจับผิดอยู่แบบนี้


                 “ตอบได้ดีนี่นา” กรณิชยิ้มกว้างกว่าเก่า “ที่คุณคิดนั่นแหล่ะถูกแล้ว”


                 “ก็แหงสิ ผมเป็นคนเขียนรายงานฉบับนี้เองนี่นา” น้ำเสียงของวิศว์โอ้อวดเล็กน้อย ชายหนุ่มยักไหล่อย่างไว้เชิง แต่คำพูดถัดมาของกรณิชก็ทำเอาวิศว์ถึงกับห่อไหล่โดยไม่รู้ตัว


                 “ถ้านายเป็นคนเขียนเองจริงๆ นายจะความจำเสื่อมถึงขนาดจำไม่ได้เลยเหรอว่ารายงานนี้เป็นแค่รายงานสรุปภาวะอสังหาฯเฉพาะแถบกรุงเทพฯและปริมณฑลเท่านั้น ไม่ได้มีการกล่าวถึงแถบพื้นที่ต่างจังหวัดเลยสักนิดเดียว”


                 วิศว์ตาเหลือกเมื่อได้ยินแบบนั้น เขาตกหลุมที่กรณิชขุดดักเอาไว้เสียจังเบ้อเริ่ม!


                  “คุณหลอกผมนี่นา” กรณิชมองผู้ใต้บังคับบัญชาที่กำลังทำโมโหกลบเกลื่อนเพื่อซ่อนความหน้าแตกหมอไม่รับเย็บของตัวเอง


                  “คุณหลอกฉันก่อนทำไมล่ะ” กรณิชลุกขึ้นยืนเต็มความสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร หญิงสาวยันแขนสองข้างเอาไว้กับโต๊ะ สายตาที่มองมาที่วิศว์มันบอกว่าเธอกำลังเอาจริง!


                  “ก็ผมมีธุระ เลยวานให้วราช่วย มันก็แค่นั้น”


                   “แต่งานนี้ฉันมอบหมายให้คุณรับผิดชอบ ถ้าหากงานง่ายๆแค่นี้คุณยังรับผิดชอบไม่ได้ นับประสาอะไรกับในอนาคตที่คุณจะต้องขึ้นเป็นผู้บริหารและต้องรับผิดชอบชีวิตของพนักงานอีกนับพันคน” วิศว์เถียงไม่ออก เขารู้ว่าที่กรณิชพูดมามันถูกทุกอย่าง แต่ศักดิ์ศรีที่มีทำให้เขาไม่กล้าจะยอมรับมันออกมาตรงๆ เมื่อเห็นวิศว์เงียบไปนาน กรณิชก็ผ่อนลมหายใจ “เอาเถอะ ฉันจะให้โอกาสคุณแก้ตัวใหม่”


                    วิศว์เลิกคิ้วขึ้นสูง แก้ตัวใหม่อะไรกัน ถ้าเขาจำไม่ผิดรายงานนี้จะต้องถูกนำเข้าเสนอที่ประชุมในตอนเช้าวันพรุ่งนี้ อย่าบอกนะว่ายายนี่จะให้เขาทำใหม่ยกแผง


                 “คุณต้องทำงานชิ้นนี้ใหม่ด้วยตัวเองทั้งหมดตั้งแต่แรก และที่สำคัญต้องทำคนเดียวด้วย ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจสามารถมาถามฉันได้ตลอดเวลา หรือจะถามเพื่อนในทีมคนอื่นๆก็ได้ แต่จำไว้ว่าแค่ถาม ไม่ใช่โยนงานให้คนอื่นแบบที่คุณทำเมื่อวานนี้” เหมือนสายฟ้าฟาดแสกหน้าวิศว์ ยายนี่ต้องบ้าไปแล้วแหงๆ เวลาแค่วันเดียวเขาจะไปทำทันได้ยังไง


                 กรณิชเห็นสีหน้าตกตะลึงของวิศว์แล้วก็นึกรู้ว่าชายหนุ่มคงกำลังคิดประท้วงอะไรอยู่ในใจแน่ๆ


                   “ช่วยแสดงศักยภาพให้ฉันดูหน่อยเถอะว่าคุณก็ไม่ใช่ผู้ชายประเภทโหลยโท่ยไม่เอาไหนเหมือนอย่างที่ฉันเคยสบประมาทไว้ แล้วช่วยแสดงให้เห็นหน่อยว่าคุณก็สามารถที่จะยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาจมูกคนอื่นหายใจ” ในเมื่อยายหน้าน้ำแข็งท้าทายเขาขนาดนี้ เขาจะแสดงให้ดู คนอย่างนายวิศว์ วิศวะรุ่งโรจน์มีดีกว่าที่ยายผู้หญิงปากร้ายปรามาสเอาไว้แน่นอน


                    “ผมจะทำให้คุณรู้ว่าคุณประเมินความสามารถของผู้ชายคนนี้ต่ำเกินไป” เขาเรียนจบปริญญาโทจากเมืองนอกเมืองนา สมัยนั้นถึงจะเรียนบ้างเที่ยวบ้างแต่วิศว์ก็ไม่เคยปล่อยให้เกรดของตัวเองตกต่ำ ชายหนุ่มจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังด้วยเกรดเฉลี่ยที่สูงชนิดไม่น้อยหน้าใคร แล้วนับประสาอะไรกับที่เขาจะต้องมากลัวคำขู่ของยายผู้หญิงที่เรียนจบแค่ระดับปริญญาตรีด้วย


                  “ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันรอดูอยู่ชนิดไม่คิดจะปล่อยให้คลาดสายตาเลยทีเดียว”


                    วิศว์สะบัดหน้าพรืดไปอีกทางด้วยความหงุดหงิดที่บังเกิดขึ้นในใจอย่างยากที่จะดับลงได้ง่ายๆ ชายหนุ่มคว้าแฟ้มที่กรณิชยื่นมาให้ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานโดยลืมความตั้งใจที่อยากจะถามกรณิชเกี่ยวกับเรื่องของภาวัชไปเสียสนิท ตอนนี้ในสมองของชายหนุ่มเต็มไปด้วยคำถากถางดูถูกของกรณิชเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เขาจะทำผลงานชิ้นนี้ออกมาอย่างสุดฝีมือ เวลาเข้าไปนำเสนอในที่ประชุมวันพรุ่งนี้ เขาจะทำให้ยายนั่นตะลึงจนลืมด่าไปเลย!

 

Aislin: สวัสดีค่ะทุกคน (คงมีไม่กี่คนที่อ่าน) ขอบคุณมากๆเลยที่ยังกดเข้ามาอ่านเรื่องนี้กันอยู่ ถึงแม้จะมีน้อยคนก็เถอะ อิอิ มาถึงช่วงทอล์กก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี ก็คงพูดแต่คำเดิมๆว่าขอบคุณๆๆๆๆจากใจเลยค่ะ
          มาพูดถึงเนื้อหา ตอนนี้ก็มาเริ่มปูเรื่องของทางฝั่งพระนางอีกคู่บ้างแล้วนะคะ นั่นก็คือภาวัชกับพลอยชมพูนั่นเอง ส่วนเรื่องของคู่หลักรับรองว่าได้จิกกัด เชือดเฉือนกันต่อไปอีกนานกว่าจะลงเอยกันได้ ฮ่าๆๆ อีกไม่นานเกินรอ...ภารกิจลับกำลังจะเริ่มต้น แต่จะเป็นภารกิจแบบไหนนั้น รอลุุ้นกันเองนะจ้ะ
          ใครอ่านจบตอนนี้แล้ว มาเม้นท์กันเถอะๆ (ร้องเป็นทำนองแบบ...มาเล่นกันเถอะๆ ในหนังพี่มากพระขโนง) ถือว่าสงสารนักเขียนตาดำๆคนนี้แล้วกันเนอะ
       เจอกันตอนหน้าจ้า ^ ^

79 ความคิดเห็น

  1. #20 fsn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2556 / 18:50
    เด็กจริง นายวิศว์เอ้ย ครอบครัวนี้ต้องขอบคุณหนึ่งนะเนี้ย ที่ช่วยเจียระนัยเพชรขึ้นมาได้
    #20
    0
  2. #6 nittsmall (@nittsmall) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 กันยายน 2556 / 16:33
    มาเม้นท์ให้กำลังใจไรท์เตอร์ค่ะ เอาใจช่วยทั้งคู่หลักคู่รองปฏิบัติภารกิจลุล่วงค่ะ ^_____^
    #6
    0