ภารกิจรัก ละลายหัวใจ (สำนักพิมพ์ Happy Banana)

ตอนที่ 5 : ความรักครั้งก่อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 100
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    3 ก.ย. 56

บทที่ 5

 


            ในช่วงเวลางาน ร้านกาแฟขนาดเล็กใต้ตึกพี.วี.ทาวเวอร์มีลูกค้าจับจองโต๊ะอยู่ในร้านไม่มากนัก วิศว์เดินตามวราลีเข้าไปด้านใน หลังจากที่สั่งเครื่องดื่มเสร็จเรียบร้อยแล้ว พนักงานจึงถามว่าจะรับเครื่องดื่มที่นี่หรือว่าจะให้ใส่แก้วพลาสติกเพื่อเอาขึ้นไปบนออฟฟิส วราลีหันไปตั้งใจจะถามความเห็นร่างสูง คนถูกถามนิ่งคิดไปนิดหนึ่งก่อนจะเดินนำไปนั่งที่โต๊ะไม้ทรงกลมที่ถูกจัดวางอยู่มุมด้านในของร้านแทนคำตอบ โดยทิ้งเงินค่ากาแฟในส่วนของเขาไว้ที่วราลีให้หญิงสาวเป็นคนจัดการจ่ายให้เรียบร้อย


                “กาแฟเย็นของพี่วิศว์ได้แล้วค่ะ” วราลีเลื่อนแก้วกาแฟมาตรงหน้าวิศว์พร้อมกับเงินทอนในส่วนที่เกิน


                ชายหนุ่มเอ่ยขอบคุณตามมารยาทก่อนจะยกกาแฟเย็นขึ้นดูด คาเฟอีนที่เพิ่งจะได้รับเข้าร่างกายทำให้เขารู้สึกสมองปลอดโปร่งขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่เคร่งเครียดกับการทำข้อมูลตามคำส่งของกรณิชมาตลอดเกือบทั้งวัน


                “ช่วงนี้พี่วิศว์อาจจะต้องเหนื่อยหน่อย น่าเห็นใจจังเลยนะคะ เพิ่งเข้ามาทำงานไม่ทันไรก็โดนงานเร่งเสียแล้ว” วิศว์ถอนหายใจแรงกับคำพูดของวราลีที่ออกแนวเห็นอกเห็นใจเขาเสียเต็มประดา


                “แล้วแต่ก่อนงานมันเร่งแบบนี้ทุกงานเลยหรือเปล่า”


                “ก็ไม่หรอกค่ะ พวกงานด่วนที่เร่งๆเริ่มมีตั้งแต่ตอนที่พี่หนึ่งได้รับการโปรโมทเป็นหัวหน้าทีมนั่นแหล่ะ”


                “อ้าว แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ”


                “คือพอดีหัวหน้าทีมคนเก่าเค้าลาออกไปน่ะค่ะ พี่หนึ่งก็เลยได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นหัวหน้าทีมในตำแหน่งที่ว่างลง” วราลีอธิบายไปพร้อมกับการจิบกาแฟร้อนในแก้วกระดาษที่กำลังส่งกลิ่นหอมกรุ่น


                “เก่งไม่เบานะ อายุไม่เท่าไหร่ก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าทีมแล้ว” วิศว์พึมพำเบาๆกับตัวเอง แต่ก็ไม่รอดพ้นหูของวราลี หญิงสาวรีบเสริมขึ้นมาทันที


                “ใช่เลยค่ะ พี่หนึ่งน่ะเป็นคนที่เก่งมากทั้งๆที่จบแค่ปริญญาตรี แถมยังก้าวหน้าเร็วกว่าเพื่อนที่เข้ามารุ่นเดียวกันอีก”


                “หมายถึงน้ำกับธีธัชน่ะเหรอ” วิศว์ไม่วายซักต่อ การที่เขาจะรู้เรื่องเกี่ยวกับหัวหน้าของตัวเองมันก็ไม่ได้แปลกอะไรอยู่แล้ว โดยเฉพาะหัวหน้าที่ไม่ธรรมดาอย่างกรณิช


                “ใช่ค่ะ พี่หนึ่งกับพี่น้ำเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อนที่จะเข้ามาทำงานที่นี่ ส่วนพี่ธัชก็เป็นพนักงานรุ่นเดียวกับสองคนนั้นแหล่ะค่ะ” มิน่าล่ะเธอเห็นกรณิชดูท่าทางสนิทสนมกับวารีญามากกว่าธีธัชทั้งๆที่ทั้งสามคนก็เข้ามาทำงานในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน


                “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกงานด่วนทั้งหลายทั้งแหล่ล่ะ” วิศว์ก็ยังงงอยู่ดีเพราะไม่เห็นว่าการเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าทีมของกรณิชจะเกี่ยวข้องกับสารพัดงานด่วนได้อย่างไร


                “คือเรื่องมันมีอยู่ว่า เอ่อ...อันนี้คนแผนกอื่นเค้าลือกันมาอีกทีนะคะ” ท่าทางลับลมคมในพร้อมกับเสียงที่เปลี่ยนเป็นกระซิบกระซาบของวราลีทำให้ความอยากรู้ของวิศว์ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ชายหนุ่มขยับไปใกล้เพื่อรอฟังเรื่องเล่าจากคู่สนทนาเบื้องหน้า “พี่วิศว์อย่าเอาไปพูดต่อที่ไหนนะคะ วราสงสารพี่หนึ่ง” ถึงแม้ปากจะพูดออกไปอบ่างนั้นแต่วราลีไม่ได้มีสีหน้าที่แสดงถึงความสงสารกรณิชเลยสักนิดเดียว


                “ว่ามาสิ พี่รอฟังอยู่”


                “คือเรื่องมันมาจากเวลาประชุมบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรท่านประธานก็มักจะขอความเห็นของพี่หนึ่งเสมอ และท่านประธานก็เห็นดีเห็นงามไปกับความคิดของพี่หนึ่งตลอด ใครเถียงหรือโต้แย้งก็จะออกโรงช่วยหนุนหลังให้พี่หนึ่ง จนหลายคนนึกตงิดใจแล้วก็สงสัย เอ่อ...เรื่องความสัมพันธ์เบื้องลึกเบื้องหลังของสองคนนี้น่ะค่ะ” วราลีตีสีหน้าลำบากใจที่จะพูดถึงแต่วิศว์ก็เดาได้ไม่ยากจากดวงตาพราวระยับคู่นั้น มันบอกเขาว่าต่อมช่างนินทาของผู้หญิงมันกำลังคุโชนอย่างห้ามไม่อยู่ และชายหนุ่มเองก็ไม่คิดจะห้ามแต่อย่างไร ในเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพี่ชายของเขาและเขาก็อยากจะรู้มากกว่าเรื่องใดๆในตอนนี้เสียอีก


                “แต่เห็นว่าท่านประธานแต่งงานแล้วนี่นา” วิศว์ลองหยั่งเชิงดู


                “โธ่เอ๊ยพี่วิศว์ ใครเขาจะไปสนใจล่ะคะว่าท่านประธานแต่งงานแล้วหรือยัง เรื่องแบบนี้ถ้าไม่มีควันเขาก็ไม่ลือกันหรอกค่ะ ยิ่งพอนานวันเข้าก็ลือกันถึงขนาดว่าที่พี่หนึ่งได้รับการโปรโมทขึ้นเป็นหัวหน้าทีมก็เพราะการเอาเต้าไต่ ไม่ใช่การไต่เต้าตามความสามารถอย่างที่ควรจะเป็น” วราลีเว้นวรรคจิบกาแฟเล็กน้อยแล้วจึงเล่าต่อ “ผู้บริหารและพนักงานระดับหัวหน้าบางคนไม่พอใจแต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้เพราะเป็นคำสั่งของท่านประธาน แต่ความไม่พอใจก็ทำไปสู่การแบ่งพรรคแบ่งพวกในบริษัทเหมือนกับกำลังเล่นเกมการเมืองอะไรบางอย่างกันอยู่ ฝ่ายที่ไม่ชอบใจที่หนึ่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็พยายามจะหาเรื่องบีบพี่หนึ่งต่างๆนานาเพื่อให้กระเด็นออกไปจากตำแหน่งหัวหน้าทีมวิจัย โดยเฉพาะช่วงหลังมานี้ที่งานวิจัยของทีมเราไปขัดกับความเชื่อของฝ่ายนั้น วิธีการหนึ่งที่พวกเค้าเอามาบีบพี่หนึ่งและทีมเราก็คือการมอบหมายงานด่วนให้ไปทีมวิจัยรีบไปศึกษาเพื่อมานำเสนอต่อที่ประชุม แต่กว่างานจะออกมาเสร็จเป็นดราฟท์สุดท้ายมันก็จะต้องผ่านการพิจารณาอยู่หลายขั้นตอน เวลาที่เหลือให้พวกเราเหล่าพนักงานตาดำๆทำงานจริงๆก็เลยยิ่งงวดเหลือน้อยเข้ามาทุกทีไงคะ ที่ถึงเป็นสาเหตุที่ช่วงนี้เราโดนงานด่วนกันเยอะ ส่วนหนึ่งเราเองก็โดนบีบมา อีกส่วนก็เพราะพี่หนึ่งอยากจะสร้างผลงานให้คนอื่นเห็นว่าทีมเราก็มีศักยภาพเหมือนกัน”


                “แล้วตกลงว่าเรื่องระหว่างหัวหน้าของเรากับท่านประธานนี่ยังไงกันแน่” ตอนนี้วิศว์แทบไม่ได้สนใจประเด็นเรื่องงานด่วนหรือไม่ด่วนอีกแล้ว ความสนใจเขาพุ่งไปอยู่ที่ความสัมพันธ์ลึกลับซ่อนเงื่อนของภาวัชกับกรณิชต่างหาก ถ้าหากเป็นอย่างที่ใครต่อใครในบริษัทลือกันจริงๆ งานนี้คนที่น่าสงสารที่สุดก็คงหนีไม่พ้นพลอยชมพู ภรรยาที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ของภาวัช


                “อย่างที่บอกแหล่ะเรื่อง มันก็ยังเป็นแค่ข่าวลือ ไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยัน แต่ตอนที่วราได้ยินข่าวลือนี้มาใหม่ๆตอนเพิ่งเข้ามาทำงานก็เคยลองเลียบๆเคียงๆถามพี่น้ำนะคะ พี่น้ำก็แค่บอกว่าไม่มีอะไร แต่ท่าทางนี่มันชวนให้สงสัยมากกว่านั้นจริงๆ” ถ้าหากเป็นอย่างนั้นจริงๆ วารีญาที่เป็นเพื่อนสนิทของกรณิชก็จะต้องช่วยเพื่อนปกติความลับนี้อยู่แล้ว วิศว์คิดด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนเป็นเริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาทันใด


                “แล้วกรณิชเค้าไม่ได้มีท่าทางอะไรบ้างเลยเหรอ”


                “ก็คงชินแล้วมั้งคะ เพราะเรื่องนี้ก็มีมานานแล้ว แต่คิดไปคิดมาวราว่าเรื่องแบบนี้มันก็ทำใจให้ชินได้ยากนะคะ พี่หนึ่งก็คงจะมีอึดอัดหรือเบื่อๆบ้างแหล่ะ อย่างปีที่แล้วพี่หนึ่งยังยื่นเรื่องขอทุนไปเรียนต่อที่เมืองนอกอยู่เลยค่ะ พี่วิศว์คิดดูสิคะ คนกำลังมีอนาคตการทำงานที่ไปได้สวยกลับเลือกจะลาออกไปเรียนต่อ แล้วอย่างนี้มันจะเพราะเหตุผลอะไรกัน” ตอนนี้วิศว์ชักจะเริ่มงงแล้วว่าผู้หญิงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขาเป็นพวกไหนกันแน่ ระหว่างพวกที่เข้าข้างหรือว่าพวกที่ต่อต้านกรณิช เพราะเหมือนคำพูดของวราลีดูกลับไปกลับมาเหลือเกิน มองไม่ออกว่าแท้จริงแล้วหญิงสาวคิดอย่างไรกับเรื่องนี้


                “แล้วทำไมยังทำงานอยู่ล่ะ หรือว่าไม่ได้รับทุน” วิศว์ตั้งข้อสงสัย หัวหน้าของเขาออกจะเก่งจะตายไป เรื่องการสอบชิงทุนคงจะไม่ใช่เรื่องยากนักสำหรับพนักงานดีเด่นอย่างกรณิช


                “ประมาณนั้นแหล่ะค่ะ พูดง่ายๆคือท่านประธานมาขอร้องให้พี่หนึ่งสละสิทธิ์รับทุนเมื่อปีที่แล้วมากกว่า”


                “อ้าวทำไมล่ะ”


                “เหตุผลเบื้องลึกไม่มีใครรู้ แต่ถ้าฟังจากเหตุผลของท่านประธานก็คือว่าท่านยังอยากให้พี่หนึ่งช่วยดูงานของทีมวิจัยให้อยู่ เพราะหาคนที่เก่งและชำนาญเรื่องงานวิจัยอสังหาริมทรัพย์ได้ยากเหลือเกิน โดยเฉพาะคนที่ท่านประธานไว้ใจได้” คำถามย้อนกลับมาในหัวของวิศว์อีกครั้ง ในเมื่อพี่ชายของเขาไว้ใจกรณิช มันคงจะต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างแน่ๆ เพียงแต่เขายังไม่รู้...บางทีอาจจะรู้แล้วเพียงแต่ไม่กล้าคิดเท่านั้นเอง “เอ้อ วราคงพูดมากเกินไปแล้ว แต่เอาเถอะค่ะ เดี๋ยวพี่วิศว์อยู่ไปเรื่อยๆก็จะค่อยๆเข้าใจเอง วราว่าตอนนี้เรารีบขึ้นไปข้างบนดีกว่าค่ะ เดี๋ยวขืนขึ้นไปช้ากว่านี้พี่ธัชจะบ่นหาว่าเราสองคนอู้งานกันอีก”


                วิศว์พยักหน้าเห็นด้วยแม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัยที่ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด และคนที่จะให้คำตอบกับเขาได้ก็คงมีเพียงแค่สองคนเท่านั้น คนแรกกรณิช ส่วนคนที่สอง...ภาวัช

               



                ตั้งแต่ที่ได้รับฟังตำนานข่าวลือของบริษัทพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้ระหว่างพี่ชายของตนกับกรณิช วิศว์ก็ทำงานด้วยใจที่ไม่เป็นปกติสุขนัก ความคิดของชายหนุ่มมักจะลอยไปคิดถึงเรื่องนี้เสมอ จนในที่สุดวิศว์ก็อดทนต่อความสงสัยนี้ไม่ไหว ชายหนุ่มรอเวลาให้สมาชิกในทีมกลับบ้านกันหมดแล้ว จนเหลือเพียงแค่กรณิชที่นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะประจำตำแหน่ง จากนั้นเขาจึงเดินไปหาเจ้านายสาว ตั้งใจจะถามให้รู้เรื่องไปเลยวันนี้


                “งานยังไม่เสร็จเหรอไง” เมื่อตอนเย็นๆเธอเห็นอีเมลงานจากวิศว์ที่ส่งเข้ามาให้เรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มน่าจะเสร็จงานตั้งนานแล้ว แต่ทำไมเขายังไม่กลับบ้านอีก


                “เสร็จแล้ว แต่ผมมีบางอย่างอยากจะถามคุณ” กรณิชขมวดคิ้วเมื่อเห็นท่าทางแบบนั้นของวิศว์


                “ขอเดาว่าไม่ใช่เพราะสงสัยเรื่องงานหรอกใช่ไหม”


                “คุณรู้ได้ยังไง”


                “เพราะถ้าเป็นเรื่องงาน คุณจะไม่ทำหน้าเครียดราวกับใส่ใจมันเสียเหลือเกิน” กรณิชรู้ทัน หญิงสาววางปากกาในมือที่กำลังใช้ตรวจเอกสารลงบนโต๊ะ ดวงตาสีดำสนิทเลื่อนมาจับจ้องที่ใบหน้าหล่อคมของคู่สนทนาแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามปกติ “มีเรื่องอะไรล่ะ ถ้าฉันตอบได้ก็ยินดีจะตอบให้”


                “ผมอยากรู้ว่าคุณมีความสัมพันธ์แบบไหนกับพี่ชายผมกันแน่กรณิช” คนถูกถามนิ่วหน้าทันทีเมื่อได้ยินวิศว์ถามออกมาตรงๆแบบนั้น


                “คุณไปได้ยินอะไร จากใคร และที่ไหน” น้ำเสียงนั้นเข้มขึ้นเล็กน้อย แต่วิศว์ก็จับกระแสความรู้สึกในน้ำเสียงได้เป็นอย่างดี


                “ข่าวลือในเรื่องที่ไม่ดีนักระหว่างคุณและพี่ชายผม ว่ายังไงล่ะ ผมอยากได้ยินความจริงจากปากของคุณ”


                “ขอบคุณที่คุณเลือกจะฟังความจริงจากปากของฉันแทนที่จะปักใจเชื่อข่าวลือพวกนั้นไปเต็มร้อยเหมือนคนอื่นๆ” วิศว์เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เดินมาถามเธอตรงๆถึงเรื่องที่เขาสงสัย แทนที่จะเอาเรื่องนี้ไปตีความเอาเองและเอาไปพูดต่อโดยที่ไม่มีมูลความจริงอะไรเลย


                “เพราะสิ่งที่ผมอยากจะรู้ก็คือความจริงยังไงล่ะ ผมไม่ได้ต้องการจะรู้ในสิ่งที่ยังเป็นแค่ข่าวลือ” วิศว์เว้นจังหวะ “และคุณเองก็จะต้องตอบคำถามผมมา”


                “เสียใจค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของฉัน ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณ”


                “เกี่ยวสิ ในเมื่อพี่วัชเป็นพี่ชายแท้ๆของผม ดังนั้นผม-มี-สิทธิ์-จะ-รู้” ชายหนุ่มเน้นเสียงอย่างชัดถ้อยชัดคำในประโยคสุดท้ายพร้อมกับตีสีหน้าทมึงถึง แต่กรณิชก็ไม่ได้นึกหวั่น ดวงตาสวยหวานก็ยังคงเรียบเฉยเหมือนเก่าราวกับว่าเรื่องที่วิศว์พูดมามันไม่ได้เกี่ยวข้องหรือพาดพิงอะไรเกี่ยวกับตัวเธอเลยสักนิดเดียว


                “ฉันไม่บอก”


                “คุณต้องบอก หรือว่า...” กรณิชมองวิศว์ที่กำลังเหยียดยิ้มให้เธอ ดวงตาคู่นั้นมันทอประกายบางอย่างที่เธอรู้สึกไม่ชอบใจ “คุณกับพี่ชายของผมมีอะไรลึกซึ้งต่อกันอย่างข่าวลือที่ว่านั้นจริงๆ”


                อาการนิ่งเงียบระคนเฉยชาของกรณิชผิดไปจากที่วิศว์คาดเอาไว้ หญิงสาวเพียงแค่เม้มริมฝีปากแน่นโดยไม่คิดจะตอบโต้ ท่าทางของกรณิชที่นั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วกอดอกหลวมๆทำให้วิศว์ต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย ดวงตาวาววับสีน้ำตาลกำลังพยายามค้นหาความจริงที่ถูกคนตรงหน้าซุกซ่อนเอาไว้ภายใต้ดวงตาเจิดจ้าที่ถ่านคู่นั้น


                “แล้วคุณคิดว่ายังไงล่ะ” จู่ๆกรณิชก็เปลี่ยนมาเป็นฝ่ายตั้งคำถามแทน


                “ถ้าคุณยังนิ่งเงียบอยู่อย่างนี้มันสื่อเป็นนัยว่าคุณไม่ปฏิเสธ”


                กรณิชแค่นเสียงหึในลำคอ ริมฝีปากบางที่เคลือบเอาไว้ด้วยลิปสติกสีสวยเหยียดยิ้มตรงมุมปาก บอกไม่ถูกว่าเจ้าตัวกำลังรู้สึกอย่างไรกันแน่กับคำพูดแบบนั้นของวิศว์ ไม่ใช่ว่าหญิงสาวไม่เคยได้ยินข่าวลือบ้าๆแบบนี้ อันที่จริงมันมีมานานแล้ว แต่เพิ่งจะมาเป็นประเด็นซุบซิบกันอย่างหนาหูในช่วงหลังๆที่เธอเพิ่งจะได้รับการโปรโมทเป็นหัวหน้าทีมวิจัย ที่ผ่านมากรณิชเลือกที่จะนิ่งเงียบปล่อยให้เรื่องทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของมัน ในเมื่อเธอก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าถึงยังไงข่าวลือนี้มันก็ไม่มีมูลความจริงเลยสักนิดเดียว แต่เหมือนเธอยิ่งปล่อยผ่านไปเรื่อยๆโดยไม่ได้ออกมาแก้ข่าวหรือทำอะไรสักอย่างให้คนปากบอนช่างซุบซิบพวกนั้นหยุดพูด ข่าวลือเสียๆหายๆนี้ก็ยังคงมีมาไม่หยุดไม่หย่อน และวิศว์ก็เป็นคนแรกที่กล้ามาถามเธอตรงๆเช่นนี้


                “แล้วถ้าฉันปฏิเสธ ถามตรงๆเถอะว่าคุณจะยอมเชื่อฉันหรือเปล่า” คำถามของกรณิชทำเอาวิศว์อึ้งไป ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะยอมรับกับตัวเองในใจว่าตั้งแต่ที่เขาได้ฟังเรื่องนี้มาจากวราลี เขาเองก็ปักใจเชื่อไปเกินครึ่งแล้วว่าข่าวลือนี้เป็นเรื่องจริง บางทีการที่เขาเลือกจะเดินมาถามกรณิช แท้จริงแล้วไม่ใช่เพราะเขาอยากรับฟังในสิ่งที่เธอพูด แต่เขากำลังอยากจะได้ยินคำพูดที่มายืนยันความเชื่อของตัวเองต่างหาก


                “แล้วทำไมคุณไม่ลองพูดออกมาก่อนล่ะ” ถึงแม้วิศว์จะไม่ค่อยชอบหน้าเจ้านายสาวคนนี้สักเท่าไหร่ แต่ครั้งนี้เขาอยากจะลองฟังดูว่าเธอจะตอบว่าอย่างไร ทว่าคำตอบที่หลุดออกจากปากกรณิชก็คือ


                “เราไม่ได้สนิทกันถึงขนาดที่ฉันจะบอกเรื่องส่วนตัวให้รู้เสียหน่อย อีกอย่าง...ตราบใดที่คุณยังไม่เปิดใจและปิดกั้นตัวเองด้วยอคติ ต่อให้ฉันพูดอย่างไรคุณก็ไม่มีทางเชื่อเพราะคุณได้ตัดสินฉันไปแล้วด้วยความคิดของตัวเอง”


                วิศว์ถึงกับสะอึกไปเป็นคำรบสอง คราวนี้ชายหนุ่มอดจะยอมรับไม่ได้จริงๆว่าเขามีอคติกับเธอ การพบกันครั้งแรกที่ไม่ค่อยจะราบรื่นนักทำให้เขาเกิดความรู้สึกต่อต้านผู้หญิงตรงหน้า ยิ่งเมื่อได้รู้จากพี่ชายว่าเธอกลายมาเป็นหัวหน้าเขาประกอบกับเรื่องที่ได้ยินมาวันนี้ทำให้ชายหนุ่มยิ่งมองกรณิชในด้านลบมากขึ้นกว่าเดิม มันก็จริงอย่างที่กรณิชพูด...เขาตัดสินเรื่องนี้จากอคติของตัวเองที่มีต่อเธอไปแล้ว


                “แต่ถ้าคุณไม่พูดอธิบายอะไรเลย ข่าวลือพวกนั้นก็ยังไม่มีวันหายไปง่ายๆ ขนาดผมเพิ่งทำงานแค่ไม่กี่วันผมยังพอรู้เลยว่าการต้องตกเป็นขี้ปากพวกช่างนินทามันคงไม่น่าพิศมัยนักหรอก” วิศว์มองกรณิชที่เพียงแค่ยักไหล่ด้วยท่วงท่าสบายๆไม่ยี่หร่ะ เขาพูดถึงขนาดนี้แล้วแต่หญิงสาวตรงหน้าก็ยังเฉยราวกับไม่สะทกสะท้านใดๆ ไม่แน่ว่ากรณิชอาจจะด้านชากับเรื่องแบบนี้ไปแล้วก็ได้


                “ฉันถือคติว่าคนเราจะไม่มีทางเดินไปถึงจุดหมายปลายทางได้เลย ถ้าหากมัวแต่เสียเวลาหยิบก้อนหินปาหมาที่คอยวิ่งตามเห่าอยู่ตลอดทาง”


                วิศว์ไม่พูดอะไรอีกแต่เลือกที่จะเดินกลับไปที่โต๊ะ ในเมื่อกรณิชไม่ยอมตอบคำถามของเขาก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเรื่องนี้เขาจะไปถามเอาความจริงกับภาวัชเอง วิศว์เชื่อแน่ว่าพี่ชายแท้ๆของตนคงจะมีคำตอบที่ดีกว่านี้ให้อย่างแน่นอน


                ร่างบอบบางของกรณิชดูเล็กลงไปกว่าเดิมเมื่อหญิงสาวโน้มตัวลงพิงพนักเก้าอี้ทำงานบุนวมตัวใหญ่ ดวงหน้าสวยหวานของกรณิชเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาทันทีที่วิศว์หันหลังให้กับเธอ หญิงสาวเชื่อว่าคนดื้อรั้นชอบเอาชนะอย่างวิศว์ไม่มีทางหยุดแค่นี้แน่ ในเมื่อไม่ได้คำตอบจากปากของเธอ ชายหนุ่มคงเก็บเอาข่าวลือบ้าๆนี้ไปถามภาวัช เธอเชื่อว่าภาวัชก็คงได้ยินได้ฟังข่าวลือนี้มาบ้างเหมือนกัน กรณิชไม่รู้และไม่อยากคาดเดาว่าภาวัชจะตอบคำถามนี้ของวิศว์อย่างไร แต่อย่างหนึ่งที่เธอเชื่อก็คือภาวัชมักจะมีทางออกดีๆเสมอ เหมือนอย่างเช่นตอนที่เขาขอเลิกคบกับเธอเพื่อไปแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้น...ทางออกแบบนี้แหล่ะดีที่สุดแล้วสำหรับเขาและเธอในตอนนั้น

 



                ภาวัชเงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสารที่กำลังตั้งใจอ่านอยู่เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูห้องทำงานเบาๆสองสามที เสียงนุ่มทุ้มตอบรับให้อีกฝ่ายเปิดเข้ามาได้ ก่อนที่เจ้าของห้องจะเผยรอยยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่คือใคร


                “อ้าว กลับมาแล้วเหรอวิศว์ เห็นช่วงนี้ป้าเอียดบอกว่านายกลับดึกทุกวัน งานหนักล่ะสิ” ภาวัชถามพ่อน้องชายตัวดี เขาตัดสินใจถูกแล้วที่ให้วิศว์ไปฝึกงานที่ทีมของกรณิช ตั้งแต่เริ่มทำงานมาได้หนึ่งสัปดาห์ ป้าเอียดคนเก่าคนแก่ที่มีฐานะเป็นแม่นมของเขากับวิศว์มาบ่นให้ฟังทุกวันว่าทูนหัวของแกเล่นกลับดึกเกือบทุกคืน แถมตอนกลับมายังมีแฟ้มงานกองโตแถมติดมือมาอีกด้วย ดูท่าทางกรณิชคงจะช่วยเขาดัดนิสัยไม่เอาถ่านของวิศว์ได้เยอะเลยทีเดียว


                “หนักไม่หนักพี่วัชก็ไปถามยายหน้าน้ำแข็งกรณิชเอาเถอะครับ สั่งงานทีอย่างกับสั่งขี้มูก พี่รู้หรือเปล่าว่ากองงานที่โต๊ะจะทับตัวผมตายอยู่แล้ว”


                “ก็ดีแล้วนี่ เห็นจะได้เริ่มเรียนรู้งานจริงๆเสียที จะได้เข้าใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์มันหามายากขนาดไหน ทีหน้าทีหลังเวลาจะใช้จ่ายอะไรจะได้คิดก่อนให้มากๆ ไม่เอาเงินไปถลุงแบบไอ้เจ้ามาเซอราติคันสีแดงอีก”


                “โธ่พี่วัช คันนั้นแม่ซื้อให้ผมแลกกับการยอมไปฝึกงานที่บริษัทต่างหาก” วิศว์รีบแก้ตัวอย่างรวดเร็ว ถ้าหากไม่เป็นเพราะมารดายอมลงทุนถอยรถสปอาร์ตคันละหลายสิบล้านรุ่นที่เขาอยากได้ให้ เขาไม่มีทางจะไปเหยียบบริษัทพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้ง่ายๆแน่ ถึงจะรู้ว่าการหาเงินเองมันลำบาก แต่ถ้าเลือกได้วิศว์ก็เลือกอยากจะอยู่ในฐานะคนใช้เงินมากกว่าคนหาเงินอยู่ดีนั่นแหล่ะ ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาหาเงินเก่งสู้พี่ชายไม่ได้ ดังนั้นให้คนตรงหน้าทำต่อไปน่ะดีแล้ว


                “ว่าแต่มาหาฉันมีอะไรหรือเปล่า” ภาวัชทำท่าจะหันไปให้ความสนใจกับเอกสารในมืออีกครั้งเมื่อเห็นว่าวิศว์มีท่าทางอ้ำอึ้งเหมือนไม่แน่ใจอะไรบางอย่าง “แกมีอะไรก็พูดมาเถอะ ถ้าไม่อย่างนั้นพี่จะทำงานต่อแล้วนะ พอดีเป็นงานด่วนที่จะต้องดูให้เสร็จภายในคืนนี้เสียด้วย”


                “ผมอยากจะถามพี่เรื่อง...กรณิช” ชื่อของกรณิชทำให้ภาวัชเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผู้เป็นน้องชายแทบจะทันที “ผมอยากรู้ว่าพี่กับเธอมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเกินกว่าความเจ้านายกับลูกน้องหรือเปล่า”    


                “แกตั้งใจจะพูดอะไรกันแน่” ภาวัชขมวดคิ้วก่อนจะค่อยๆคลายออกเมื่อวิศว์อธิบายต่อ


                “ผมบังเอิญได้ยิน ข่าวลือแปลกๆมาเกี่ยวกับพี่และยายหน้าน้ำแข็งกรณิช” วิศว์สังเกตเห็นว่าภาวัชไม่ได้ดูตกใจกับคำพูดของตนนัก อีกฝ่ายแค่วางเอกสารในมือลงกับโต๊ะ แล้วใช้สายตาเลื่อนมาจับจ้องที่เขาแทน ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ คู่สนทนาก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน


                “ข่าวลือที่ว่ากรณิชใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อไต่เต้าจนถึงขั้นได้รับการโปรโมตน่ะเหรอ”


                “แล้วมันจริงหรือเปล่าล่ะ”


                “แล้วแกเลือกที่จะเชื่ออะไรล่ะ เลือกเชื่อข่าวลือที่ได้ยินมา หรือเลือกที่จะความจริงที่พิสูจน์ได้ผ่านทางสายตา” คำถามของภาวัชแทบจะไม่แตกต่างจากคำถามของกรณิชที่เคยถามเขา วิศว์สะกดลมหายใจของตัวเอง


                “พนักงานหลายคนยืนยันเหมือนกันหมดเรื่องที่พี่ เอ้อ เอ็นดูกรณิชเป็นพิเศษเกินหน้ากว่าพนักงานคนอื่นๆ” ภาวัชยิ้มบางๆ เท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าวิศว์เชื่อข่าวลือมากกว่า


                “ใช่ พี่เอ็นดูแล้วก็ไว้ใจในตัวหนึ่งมากด้วย เค้าไม่เคยทำให้พี่ผิดหวังสักครั้งเดียว”


                “พี่หมายความว่ายังไง” คนถามเริ่มขมวดคิ้วจนแทบชิดติดเชื่อมเป็นเส้นเดียวกัน ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววไม่เข้าใจในความหมายที่ภาวัชต้องการจะสื่อ


                “ลองเปิดตาแล้วมองกรณิชด้วยใจที่เป็นธรรมสิ แล้วแกจะรู้ว่าผู้หญิงคนนี้ทั้งทำงานเก่ง ทั้งมีความคิดและมุมมองกว้างไกลรวมถึงมีความสามารถสูงแม้จะไม่ได้เรียนจบโทเมืองนอกเมืองนาเหมือนอย่างแก” วิศว์หน้าเปลี่ยนเป็นสีเข้มจรดใบหูเมื่อได้ยินพี่ชายเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคู่ปรับอย่างกรณิช ภาวัชเห็นใบหน้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นหงุดหงิดของน้องชายแล้วก็ต้องส่ายศีรษะ “ฉันก็แค่อยากจะบอกว่าการที่กรณิชได้รับโอกาสดีๆตั้งมากมาย ทั้งหมดมันเป็นเพราะเธอใช้ความสามารถแลกมันมา ไม่ใช่ร่างกายอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ”


                “แต่พี่ดูสนิทสนมกับเธอมาก” วิศว์ยังไม่วายตั้งข้อสังเกต ตั้งแต่วันนั้นที่ภาวัชแนะนำเขาให้รู้จักกับกรณิช เขาสังเกตว่าพี่ชายเรียกฝ่ายนั้นด้วยชื่อเล่นราวกับคนที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แถมอะไรบางอย่างในดวงตาของภาวัชในตอนนี้มันกำลังบอกเขาว่าสิ่งที่เขาคิดอยู่ในใจมันอาจจะเป็นความจริง


                “ใช่” ภาวัชยอมรับออกมา ตอนแรกเขาไม่เคยคิดจะบอกใครเรื่องความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างตัวเองกับกรณิชที่เคยคบหากันอยู่ช่วงหนึ่ง ยิ่งเมื่อเขาแต่งงานกับพลอยชมพูเขาก็ยิ่งไม่อยากบอก เพราะไม่อยากให้ภรรยาของเขาต้องมานั่งนึกระแวงแคลงใจกับเรื่องราวในอดีตที่มันก็ผ่านไปตั้งนานแล้ว ถึงแม้เรื่องนี้จะยังคงเป็นตะกอนในใจของภาวัชก็ตามที


                “เพราะอะไร บอกผมได้หรือเปล่า” ถ้าหากว่าคำตอบของเขาจะช่วยปกป้องกรณิชจากขี้ปากของพวกคนช่างนินทา โดยเฉพาะถ้าหากคำตอบนี้จะช่วยกู้ภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยจะดีนักของหญิงสาวในสายตาของวิศว์ให้พอจะดูดีขึ้นมาบ้าง ภาวัชก็คิดว่าตนไม่ควรจะลังเลอีกต่อไปแล้ว


                “ฉันกับหนึ่ง เราเคยเป็นคนรักกันก่อนที่ฉันจะต้องมาแต่งงานกับพลอยชมพู”

Aislin: สวัสดีค่ะ หายหน้าไปนานหลายวัน วันนี้มาอัพให้แล้วจ้า ตอนที่แล้วบอกผิดไปนิดหน่อย คือว่านิยายเรื่องนี้มี25 ตอนจบนะคะ ไม่ใช่ 15 ตอนจบ ถ้ายังไงก็ฝากติดตามต่อไปด้วยจ้า อีกไม่นานเรื่องก็จะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆแล้ว ตอนนี้ต้องอาศัยปูพื้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครไปก่อน หลังๆรับรองว่าฮา มันส์ ซึ้ง และอึ้งสุดๆ ยังไงก็ฝากติดตามไปจนจบด้วยนะจ้ะ
         เหมือนเช่นเคย...ถ้าหากมีอะไรก็คอมเม้นท์ได้ตามสะดวกเลยเน้อ เราจะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นระหว่างนักเขียนกับนักอ่าน อิอิ ยินดีและขอบคุณมากๆที่เข้ามาอ่านนิยายเรื่องเราค่ะ รับรองว่าไม่ผิดหวังชัวร์ๆ ฟันเฟิร์มมมม!!!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

79 ความคิดเห็น