ภารกิจรัก ละลายหัวใจ (สำนักพิมพ์ Happy Banana)

ตอนที่ 4 : ปะทะคารม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 125
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    31 ส.ค. 56

บทที่ 4

               


                หลังกลับเข้ามาจากพักทานข้าวเที่ยง ทีมวิจัยของกรณิชมีนัดประชุมงานกับภาวัช กรณิชจัดแจงดูแลความเรียบร้อยของตัวเองก่อนจะเดินนำสมาชิกในทีมทั้งหมดตรงไปยังห้องทำงานของประธานบริษัทพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้


                ระหว่างทางที่จะเดินไปขึ้นลิฟต์เพื่อไปยังห้องทำงานของประธานกรรมการบริหารที่อยู่บนชั้นสูงสุดของตึกนี้ วิศว์รู้สึกได้ว่าพนักงานหลายคนจากแผนกอื่นๆต่างลอบมองมาที่พวกเขาแล้วก็ทำท่ากระซิบกระซาบอะไรบางอย่างที่เขาเองก็ไม่เข้าใจ แต่ก็สังเกตได้ไม่ยากว่าผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายการซุบซิบของแม่พนักงานสาวๆเหล่านั้นมากที่สุดก็คือกรณิช หัวหน้าทีมของเขาเอง


                วิศว์รีบเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจเมื่อเดินมาหยุดยืนที่หน้าห้องทำงานของผู้เป็นพี่ชาย ชายหนุ่มเห็นเลขาฯสาวรีบกระวีกระวาดโทรเข้าไปแจ้งผู้เป็นเจ้านายว่าทีมวิจัยมาพบตามนัดหมายแล้ว ก่อนที่จะเดินนำพวกเขาเข้าไปยังห้องด้านใน ภายในห้องทำงานกว้างใหญ่นั้นแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นโต๊ะกับเก้าอี้เข้าชุดขนาดย่อมสำหรับการประชุมกลุ่มเล็ก อีกส่วนหนึ่งถูกจัดให้เป็นโต๊ะทำงานเจ้าของห้องและโซฟาเข้าชุดเผื่อมีกิจต้องรับรองแขกคนสำคัญของบริษัท


                “เชิญนั่งก่อนสิ” ภาวัชเชิญให้ทุกคนนั่งลงที่โต๊ะประชุมก่อนจะสั่งให้ผู้เป็นเลขาฯเอาเครื่องดื่มและของว่างมาเสิร์ฟ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยและคุณเลขาฯคนสวยก็ออกจากห้องไปแล้วพร้อมกับประตูที่ถูกปิดลง ภาวัชจึงเริ่มประชุมงานกับลูกน้องทันที


                “ผมอยากเชิญพวกคุณมาคุยเรื่องโปรเจ็คส์แผนงานที่เชียงใหม่ต่อจากการประชุมใหญ่คราวที่แล้ว” กรณิชพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ก่อนจะเปิดสมุดโน้ตเล่มหนาเพื่อเตรียมพร้อมจะบันทึกรายละเอียดต่างๆที่เป็นประโยชน์ “ผมอยากให้ทางทีมเตรียมรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ผลได้ผลเสียที่จะเกิดขึ้นให้เร็วที่สุดก่อนที่การประชุมในไตรมาสถัดไปจะมาถึงในอีกสามเดือนข้างหน้า”


                นั่นหมายถึงกรณิชและทีมมีเวลาอีกประมาณสามเดือนเท่านั้นในการที่จะร่วมมือกันทำโปรเจ็คส์นี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ แต่ทุกคนยกเว้นวิศว์ที่เพิ่งจะมาใหม่ต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ การทำงานไม่ใช่แค่การเสนองานรอบเดียวแล้วจะผ่านฉลุยได้เลย แต่การทำงานจะต้องมีการนำเสนอความคืบหน้าของงานต่อผู้บริหารอย่างสม่ำเสมอทุกระยะ สิ่งนั้นต่างหากที่จะทำให้พวกเธอเหนื่อยของจริง เพราะบางทีความคิดและความต้องการของบอร์ดบริหารก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาตามภาวะการณ์ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงไปแทบทุกวัน ที่ภาวัชสั่งมาเป็นแค่โปรเจ็คส์พิเศษของทีมที่จะต้องนำเสนอประกอบการพิจารณาวางแผนงานโครงการก่อสร้างสำหรับปีหน้า ยังไม่ได้นับรวมงานประจำที่จะต้องมีการเสนอบทวิเคราะห์รายเดือนต่อผู้บริหารและงานยิบย่อยอื่นๆที่ทยอยเข้ามาต่อเนื่องไม่ขาดสาย แค่คิดมาถึงตอนนี้ในหัวใจของสมาชิกในทีมก็เริ่มรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาทันที


                ธีธัชกับวราลีลอบสบตากันด้วยสีหน้าไม่ได้รู้สึกยินดีนักที่เจ้านายมอบหมายงานมาให้ แต่เมื่อภาวัชเป็นคนมอบหมายงานชิ้นนี้ให้ด้วยตัวเอง พวกเขาที่เป็นเพียงแค่ระดับพนักงานก็คงไม่มีทางเลือกที่จะปฏิเสธ เพราะในโลกของการทำงาน หากปฏิเสธงานที่เจ้านาย(ใหญ่)หยิบยื่นมาให้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร นั่นหมายความว่าคุณกำลังตัดอนาคตการทำงานของตัวเองให้สั้นลงทันใด และธีธัชกลับวราลีเองก็ยังไม่อยากตกงานจนต้องออกไปเดินเตะฝุ่นในภาวะที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้


                “ทางดิฉันจะพยายามเร่งโปรเจ็คส์นี้กันอย่างเต็มที่ค่ะ แต่บางทีเราอาจจะต้องจ้างบริษัทเซอเวย์เก่งๆมาช่วยทำข้อมูลบางอย่างให้ หรือไม่เราก็อาจจะต้องซื้อข้อมูลจากแหล่งอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อประกอบการวิเคราะห์ด้วยเช่นกัน” ภาวัชพยักหน้ารับรู้


                “ผมเชื่อในฝีมือของพวกคุณ ไม่ต้องห่วงเรื่องงบสำหรับการซื้อข้อมูล ถ้าต้องการงบเพิ่มเติมในส่วนไหน ทำเรื่องมาที่ผมได้เลยแล้วเดี๋ยวผมจะรีบเซ็นอนุมัติให้” ภาวัชกวาดสายตามองทุกคนในที่นั้นก่อนจะไปหยุดอยู่ที่วิศว์ ชายหนุ่มที่อยู่ในฐานะประธานบริษัทของพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนกลับเป็นเคร่งขรึมตามเดิม “เห็นว่าทีมนี้ได้สมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้วนี่ น่าจะทำให้การทำงานเร็วขึ้นกว่าเดิมนะ จะได้ถือว่าเป็นการเรียนรู้งานแบบเริ่มลงมือปฏิบัติจริงไปด้วยเลย” ท้ายประโยคภาวัชจงใจพูดกับน้องชายตัวเองที่รับคำอย่างไม่ค่อยเต็มเสียงนัก


                ธีธัชยิ่งคิดตามก็ยิ่งปวดประสาทไม่ต่างจากวราลี ไม่รู้ว่าการมีวิศว์เข้ามาร่วมทีมแบบนี้จะเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ ลำพังงานที่มีก็ล้นมือจนทำไม่ค่อยจะทันอยู่แล้ว จะให้มานั่งสอนงานเด็กใหม่อีกก็คงจะไม่มีเวลาขนาดนั้น การจะสอนพนักงานใหม่จนเรียนรู้ระบบงานทั้งหมดไม่ได้ง่ายดายเพียงแค่ไม่กี่เดือนหรอกนะ แต่ก็เอาเถอะ ถ้าหากกรณิชมอบหมายงานนี้ให้เขา เดี๋ยวเขาจะใช้สิทธิ์ความเป็นรุ่นพี่ผลักภาระอันหนักอึ้งนี้ไปให้วราลีเอง ดูซิว่าวราลีจะยังเต็มอกเต็มใจสอนงานสุดหล่อสุดสวาทอย่างวิศว์อีกหรือเปล่า ทั้งที่ตัวหญิงสาวเองก็งานเยอะไม่ต่างกันกับเขา


                “แล้วท่านประธานอยากให้พวกเรานำเสนอความคืบหน้าครั้งแรกเมื่อไหร่คะ” วารีญาถามขึ้นหลังจากที่เงียบมาตลอด ซึ่งนั่นก็เป็นคำถามเดียวกับสิ่งที่กำลังอยู่ในใจของกรณิช ถ้าหากรู้กำหนดงานคร่าวๆเธอจะได้จัดสรรเวลาการทำงานของตัวเองและลูกทีมได้ถูกต้อง


                “ผมอยากได้ความคืบหน้าเร็วที่สุด อย่างน้อยก็ภายในหนึ่งเดือนนี้” วราลีแทบสำลักกาแฟที่เธอเพิ่งจะยกขึ้นดื่มเมื่อครู่ หญิงสาวรีบฉีกยิ้มกลบเกลื่อนเมื่อภาวัชถามขึ้นมาว่าเธอเป็นอะไร เมื่อกี้เหมือนจะสำลักกาแฟ


                “เปล่า ไม่มีอะไรค่ะ แค่คิดว่าเอ่อ...มันเร็วกว่าทุกงานที่เคยผ่านมา” ภาวัชพยักหน้า


                “ขอโทษที่ต้องรบกวนทุกคนด้วยในช่วงนี้ แต่ผมอยากเห็นความคืบหน้าเร็วๆเพราะถ้าหากเรายิ่งเห็นเค้าลางผลลัพธ์สุดท้ายของงานวิจัยเร็วเท่าไหร่ เราจะยิ่งมีข้อมูลไปยันกับทางฝ่ายวางแผนเร็วขึ้นเท่านั้น จนกว่าจะได้ข้อสรุปผมไม่ค่อยอยากให้ทางคุณธีรเดชหยิบเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นอีก ถึงผมจะมั่นใจว่าเขาจะต้องเอามาพูดอีกแน่ๆในการประชุมรายเดือน แต่ถ้าหากเราพอมีข้อมูลอะไรบ้างก็คงพอจะยันสู้กับเขาได้”


                “ที่จริงคุณภาวัชเป็นถึงประธานบริหารของพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้ ทำไมไม่ตัดสินลงไปเลยล่ะครับว่าจะให้เรื่องมันสรุปไปเป็นทิศทางไหนกันแน่ ผู้ใต้บังคับบัญชาของคุณยังไงก็ต้องฟังอยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องทำวิจัยอะไรให้ยุ่งยากสิ้นเปลืองงบประมาณบริษัทเลย” วิศว์พูดแบบทะลุกลางปล้อง ทุกคนที่นั่งประชุมอยู่มองไปที่ชายหนุ่มแบบคาดไม่ถึงว่าวิศว์จะกล้าวิจารณ์ท่านประธานของพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้ออกมาตรงๆเช่นนี้ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยรู้เบื้องหลังความสัมพันธ์ระหว่างวิศว์และภาวัชอย่างวารีญา วราลี ธีธัชและนักศึกษาฝึกงานอย่างสุกฤต


                กรณิชส่งสายตาปรามวิศว์ที่เหมือนเพิ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป ตอนนี้เขากำลังอยู่ในฐานะนายวิศว์ พนักงานฝึกหัดในทีมวิจัย ไม่ใช่นายวิศว์ วิศวะรุ่งโรจน์ น้องชายเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังแห่งนี้


                ภาวัชไม่ได้โกรธหรือออกอาการไม่พอใจแต่อย่างใด เขารู้ว่าน้องชายตัวเองถึงจะเรียนจบทางด้านบริหารมา แต่วิศว์ไม่เคยมีประสบการณ์หรือคุ้นชินกับการบริหารธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริง สิ่งที่ชายหนุ่มได้เรียนมามันแค่ความรู้ในตำราที่ค่อนข้างเอามาใช้ได้ยากกับชีวิตการทำงานจริงๆ สำหรับภาวัชแล้ว การบริหารธุรกิจเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ผสมกัน เขาก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่วิศว์เคยได้เรียนรู้ระหว่างช่วงฝึกงานจะช่วยหล่อหลอมให้น้องชายคนนี้ของเขาเป็นนักบริหารที่มีมุมมองกว้างไกลและลึกซึ้งกว่าที่เป็นอยู่นี้


                “จริงๆผมจะตัดสินใจแบบที่คุณบอกก็ได้ มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย” ภาวัชเริ่มต้นอธิบายช้าๆ สรรพนามแทนตัวเองไม่ใช่คำคุ้นเคยที่เรียกหากับวิศว์เป็นประจำ แต่แทนที่ไว้ด้วยความเป็นทางการมากขึ้นกว่าเดิม “แต่การอยู่ในสถานะที่เป็นเจ้านายของใครหลายๆคน ผมก็จำเป็นจะต้องฟังหลายๆมุมมองประกอบกัน ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้ผมเชื่อว่าตลาดคอนโดฯที่เชียงใหม่ไม่น่าสนใจอีกต่อไปแล้ว เพราะเราต้องไปพัฒนาแข่งกับคู่แข่งรายอื่นๆรวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่นที่เขาชำนาญพื้นที่และมีข้อได้เปรียบที่มากกว่าในหลายจุด ผมอยากให้พี.วี.พร็อพเพอร์ตี้เริ่มเจาะตลาดในพื้นที่ใหม่ๆ แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่คัดค้านและมีความเห็นตรงข้ามกับผม สิ่งที่ผมต้องทำคือเปิดรับฟังความเห็นหรือไอเดียจากพวกเขา จากนั้นจึงรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเอามาตัดสินใจในขั้นสุดท้าย โดยใช้ผลการวิจัยที่ได้มาเป็นยืนยันในความคิดของตัวเองและโน้มน้าวให้ทุกคนที่ไม่เห็นด้วยโอนเอียงมามองในมุมเดียวกันกับผม”


                “แล้วถ้าหากว่า...สิ่งที่ท่านประธานคิดมันเป็นสมมติฐานที่ผิดตั้งแต่แรกล่ะครับ”


                “นั่นถึงเป็นคำตอบว่า...ทำไมจึงต้องมีผลวิจัย และนั่นก็คืองานของพวกเรา” กรณิชตอบแทนในคำถามนี้


                วิศว์พยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาแอบสังเกตเห็นภาวัชหันยิ้มบางๆให้กับกรณิช มันไม่น่าจะใช่รอยยิ้มปกติที่เจ้านายมีให้กับลูกน้อง แต่วิศว์กลับรู้สึกว่ายิ้มนั้นของพี่ชายตัวเองมันแฝงความหมายบางอย่างที่เขาเองก็ไม่รู้แน่ชัด เมื่อกรอกตาไปดูปฎิกริยาของคนรอบกาย ต่างคนก็แสดงท่าทีต่างกันไป วารีญาทำท่าทางเฉยๆราวกับเป็นสิ่งที่ตนคุ้นชินดีอยู่แล้ว สุกฤตไม่ได้สนใจอะไรนอกจากการพยายามจดทุกคำพูดของภาวัชและผู้ร่วมประชุมลงไปในสมุดโน้ตเล่มเล็กที่เจ้าตัวพกมาด้วย วราลียกยิ้มพราวระยับ วิศว์เห็นหญิงสาวมองไปทางธีธัชที่กำลังออกอาการฮึดฮัดอย่างไม่ค่อยจะพอใจเท่าใดนักที่เห็นรอยยิ้มนั้นที่ภาวัชที่ส่งให้กับหญิงในดวงใจอย่างกรณิช


                หรือว่า...วิศว์ไม่กล้าคิดต่อ ชายหนุ่มมองกรณิชกับภาวัชอย่างต้องการประเมินอะไรบางอย่างในใจ


                ผู้เป็นเจ้านายใหญ่ของพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้ชี้แจงรายละเอียดงานเพิ่มอีกเล็กน้อยพร้อมกับกำชับด้วยว่า


                “นี่เป็นโปรเจ็คส์การวิจัยที่มีความสำคัญมากเพราะมันเกี่ยวข้องถึงแผนงานหลักของบริษัทเราที่จะเปิดตัวในปีหน้า คงไม่ต้องให้ผมบอกใช่ไหมว่าถ้าหากมันหลุดรอดไปถึงหูของคู่แข่งเราโดยเฉพาะบริษัททัดเทวาจะเกิดอะไรขึ้น” ภาวัชสบตากับทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นั้น แววตาของท่านประธานหนุ่มไม่ได้มีร่อยรอยของความล้อเล่นให้เห็นเมื่อเอ่ยประโยคถัดไปออกมา “รายละเอียดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้จะรู้กันแค่ผมและพวกคุณที่กำลังนั่งอยู่ตรงที่นี้เท่านั้น และอย่างที่บอกไปว่าเรื่องนี้มีความสำคัญค่อนข้างมาก ถ้าผมรู้ว่ามีใครเอาเรื่องความลับบริษัทไปบอกคนอื่นแล้วล่ะก็ ผมจะเชิญให้ออกโดยที่คุณยังไม่ทันได้เตรียมซองขาวเสียด้วยซ้ำ”


                ในขณะที่หลายคนในห้องต่างกลืนน้ำลายต่อคำขู่ของภาวัช วิศว์เป็นคนเดียวที่ไม่ได้รู้สึกหวั่นใจอะไร ชายหนุ่มมองไปทางกรณิชที่นั่งกอดอกอยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉยแล้วก็พานให้ความรู้สึกหมันไส้แบบไม่มีเหตุผลมันเกิดขึ้นในใจอีกรอบ เขาเห็นหล่อนทำหน้าไม่แคร์ราวกับคำขู่ของท่านประธานไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกสะทกสะท้านแม้แต่น้อย กรณิชอาจจะเป็นลูกน้องคนโปรดของภาวัช แต่สำหรับเขาแล้วยายหน้าน้ำแข็งก็ยังคงเป็นหัวหน้าจอมวายร้ายที่เขาต้องสู้รบปรบมือต่อไปด้วยอยู่ดีหากยังอยู่ในระหว่างการฝึกงานแบบนี้


                 วูบหนึ่งที่นึกถึงกรณิช รสชาติสุดซาดิสม์ของคั่วกลิ้งหมูสับเมื่อตอนกลางวันก็ย้อนกลับมาทำร้ายเขาอีกรอบ รสเผ็ดจัดจ้านของมันยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้นอย่างไม่ยอมจางหายไปง่ายๆ ยกนี้เขายอมให้เธอไปก่อน งวดหน้ารับรองไม่มีแบบนี้แน่ เขาจะทำให้เธอรู้ว่าผู้ชายไม่ใช่เพศที่เธอจะมาตอแยด้วยได้ง่ายๆ โดยเฉพาะมนุษย์เพศผู้คู่กรณีของเธออย่างนายวิศว์ วิศวะรุ่งโรจน์คนนี้

 



                   กรณิชเรียกประชุมทีมเพื่อแบ่งงานรับผิดชอบทันที ภาวัชให้เวลาเธอกับลูกทีมเพียงแค่เดือนเดียวสำหรับการนำเสนอความคืบหน้าของงานโปรเจ็คส์ใหม่ที่ได้รับมอบหมายมา เวลาทุกวินาทีต่อจากนี้มีค่ามากเกินว่าที่กรณิชจะยอมเสียมันไปง่ายๆ หัวหน้าทีมคนเก่งประมวลความคิดต่างๆในสมองและคำนึงถึงความเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงแจกแจงงานให้ลูกทีมช่วยรับไปทำต่อ


                “งานเก่าที่นำเสนอบอร์ดบริหารไปเมื่อเดือนที่แล้ว คาดว่าจะแก้เสร็จเมื่อไหร่ยายน้ำ”


               “ภายในเดือนนี้ดราฟต์สุดท้ายน่าจะเรียบร้อย” กรณิชพยักหน้า หญิงสาวจดบันทึกความคืบหน้าของงานลงในสมุดไดอารี่ส่วนตัว ปากกาหมึกซึมในมือถูกเจ้าของหมุนไปมาเบาๆ ดวงตาคู่งามสีดำสนิทฉายแววความเคร่งเครียดบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเจ้าตัวคงกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก


               “ฉันว่างานนี้เราต้องปรับแผนการทำงานใหม่” กรณิชเห็นสีหน้าสงสัยของทุกคนจึงเอ่ยต่อจนจบประโยค “พี่จะให้กฤตไปช่วยพี่น้ำเร่งทำงานเก่าให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ส่วนวรากับธีจะต้องวางมือจากงานเก่าไว้ก่อนแล้วหันมาจับโปรเจ็คส์นี้อย่างเต็มตัว โดยวราจะดูเน้นในเรื่องของบริบทการวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาด ส่วนธีจะต้องทำโมเดลทางการเงินเพื่อเอาไว้วิเคราะห์ต้นทุนทั้งหมดของโครงการ โดยจะเชื่อมกับงานในส่วนของวรา ส่วนพี่จะลงรายละเอียดในเรื่องของภาพรวมความเสี่ยงและคุมงานด้านยิบย่อยอื่นๆ วิศว์เองก็จะต้องเป็นลูกมือด้วย” หญิงสาวผู้มีตำแหน่งหัวหน้าทีมพูดรวดเดียวโดยไม่เปิดช่องให้ใครโต้แย้ง


                “แล้วฉันล่ะ พอฉันกับน้องกฤตเสร็จจากงานที่ทำอยู่ จะให้ไปรับผิดชอบส่วนไหน” วารีญาทำหน้ามุ่ย ทุกคนในทีมมีงานทำหมดไม่นับสุกฤตที่เป็นนักศึกษาฝึกงาน มีแต่เธอเท่านั้นที่กรณิชไม่ได้มอบหมายงานอะไรให้เป็นพิเศษนอกจากงานเก่าที่จำเป็นจะต้องสะสางให้เสร็จ


                “แกคิดว่างานเก่าจะผ่านได้ง่ายๆหรือไง แกก็รู้ว่าคุณธีรเดชจ้องจะเล่นเรื่องนี้อย่างกับอะไรดี งานนี้ฉันเดาว่าคงแก้หลายรอบแน่ๆ” วารีญาระบายลมหายใจหนักอย่างจำใจยอมรับความจริงในสิ่งที่กรณิชพูด แต่ก็อดผิดหวังไม่ได้ที่งานนี้เหมือนกับตัวเองไม่ได้ช่วยเพื่อนในทีมคนอื่นทำงานเลย ทั้งๆที่เธอก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของทีมเช่นกัน  กรณิชเห็นท่าทางเพื่อนสนิทดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นมา “ยังไงก็รีบทำให้เสร็จเร็วๆแล้วกันนะยายน้ำ น้องกฤต จะได้มาช่วยกันลุยในส่วนที่ยังเหลืออยู่” สุกฤตกับวารีญายิ้มกว้างโดยเฉพาะฝ่ายหลังที่รีบรับคำว่า


                  “เดี๋ยวฉันเร่งมือแก้เต็มที่ พอเสร็จแล้วจะได้รีบมาช่วยเข็นโปรเจ็คส์ใหม่กัน”


                    “พี่หนึ่งให้วรากับพี่ธีหันมาทำโปรเจ็คส์เต็มตัวแบบนี้ แล้วพวกรายงานที่ต้องทำเพื่อนำเสนอรายเดือนล่ะคะ ใครจะเป็นคนทำ” วราลีถาม เธอกับธีธัชยังมีงานประจำอื่นๆที่จะต้องรับผิดชอบ หากให้ทิ้งงานพวกนี้ไปรับหน้าที่ในโปรเจ็คส์ใหม่ เธออยากรู้ว่าใครจะเป็นคนสานมาต่องานที่ทำ


               “ก็วิศว์ไง” คนถูกเอ่ยชื่อถึงกับสะดุ้งเล็กๆ ชายหนุ่มหันไปสบตากับกรณิชแล้วเอานิ้วชี้ที่ตัวเอง


                  “ผมเนี่ยนะ” ยายหน้าน้ำแข็งนี่ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ เขาเพิ่งจะเข้ามาทำงานได้ไม่ทันเต็มวันดี แม่เจ้าประคุณก็เล่นสั่งงานเขาจนแทบกระอักเสียแล้ว แถมมันคืองานที่เขาไม่เคยรู้จักและก็ไม่เคยทำมาก่อนอีกต่างหาก


                 “ก็ใช่น่ะสิ ใครๆต่างก็มีหน้าที่ทั้งนั้น หรือว่าคุณเป็นพวกชอบกินแรงคนอื่น”


                    “แต่ผมทำไมเป็น” วราลีทำท่าจะอาสาสอนงานวิศว์ แต่ก็ถูกกรณิชปรามด้วยสายตา สายตาของหัวหน้าทีมที่ส่งมา วราลีแปลความหมายได้ไม่ยากเลยว่าให้เธอทำงานในส่วนที่ตัวเองได้รับมอบหมายไปเถอะ


                      “ไม่ใช่ปัญหา เพราะเดี๋ยวฉันจะเป็นคนสอนงานคุณเอง” กรณิชสบตากับวิศว์อย่างท้าทาย ภาวัชเป็นคนมอบหมายให้เธอเป็นพี่เลี้ยงวิศว์ และมันก็ถือเป็นสิทธิ์ของเธอที่จะมอบหมายงานให้วิศว์ตามแต่เห็นสมควรโดยที่ชายหนุ่มไม่มีสิทธิ์ที่จะมาโอดครวญแม้แต่น้อย


                   “คุณเนี่ยนะจะสอนงานผม ผมว่าคุณจะหาเรื่องแกล้งผมมากกว่า”


                  “แล้วทำไมฉันจะต้องหาเรื่องแกล้งคุณด้วย” กรณิชถามด้วยเสียงเนิบนาบ หญิงสาวหันหน้าไปทางลูกทีมคนอื่นๆที่นั่งล้อมโต๊ะอยู่ด้วยกัน “หน้าตาฉันเหมือนคนซาดิสม์ที่ชอบหาเรื่องกลั่นแกล้งลูกน้องตัวเองขนาดนั้นเลยเหรอ”


                  “ไม่จริงหรอกครับ พี่หนึ่งใจดีจะตาย อธิบายก็เข้าใจง่าย ไม่ดุเหมือนพี่วรา” ท้ายประโยคสุกฤตแอบกัดวราลีเบาๆ ซึ่งหญิงสาวเมื่อได้ยินก็ตีหน้ายักษ์ใส่คนพูดทันที จนสุกฤตต้องรีบบอกว่าเขาเพียงแค่ล้อเล่นเท่านั้น


                    “เอาล่ะๆ ถ้างั้นก็เอาตามนี้ สรุปเราแบ่งงานแบบจับคู่กัน น้ำคู่กับกฤต วราคู่กับธี ส่วนวิศว์จะคู่กับฉัน” กรณิชรีบตัดบทก่อนที่วราลีจะบ่นเป็นหมีกินผึ้งและสุกฤตจะทำหน้าหงอคอหดไปมากกว่านี้ หญิงสาวมองสมาชิกคนอื่นที่ทยอยลุกไปทำงานยังที่นั่งของตัวเอง จนเหลือแค่วิศว์เป็นคนสุดท้าย ชายหนุ่มกัดกรามแน่นแล้วเค้นเสียงรอดไรฟัน


                  “คุณก็รู้ว่าผมทำงานแบบนี้ไม่เป็น นี่เล่นสั่งมาราวกับร่ายคาถา คุณน่ะจงใจแกล้งผมชัดๆ”


                    “บอกแล้วไงว่าไม่ได้แกล้ง คนอย่างฉันน่ะเป็นมืออาชีพพอที่จะแยกออกระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว” น้ำเสียงที่ตอบกลับมาติดจะกระแทกหางเสียงนิดๆ


                   “ขอให้จริงอย่างที่พูดเถอะ ไม่อย่างนั้นคนอย่างคุณก็ไม่เหมาะที่จะมาเป็นเจ้านายใครหรอก”


                   “แต่อย่างน้อยท่านประธานก็มอบหมายให้ฉันเป็นพี่เลี้ยงเฉพาะกิจให้คุณ” กรณิชพยายามจะไม่สนใจคำกระแนะกระแหนของวิศว์ หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างไว้ตัว ท่าทางแบบนั้นยิ่งทำให้วิศว์ไม่พอใจ ชายหนุ่มคิดว่ากรณิชคงจะถือว่าตัวเองเป็นคนที่พี่ชายเขาให้ท้าย ก็เลยกล้าวางตัวข่มเขาแบบนี้ทั้งๆที่ตัวเองก็เป็นแค่หัวหน้าทีม ไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัทเหมือนกับเขาเสียหน่อย


                  “อย่าเอาพี่วัชมาอ้างหน่อยเลย ถ้าผมเหลืออดมากๆผมก็ไม่สนใครหน้าไหนทั้งนั้นแหล่ะ”


                    “ถามจริงเถอะ คุณกับท่านประธานเป็นพี่น้องท้องเดียวกันหรือเปล่า ทำไมแตกต่างกันลิบลับราวกับฟ้ากับเหว” จู่ๆกรณิชก็ถามขึ้นมาลอยๆ วิศว์พยายามทำความเข้าใจกับคำถามนั้นและอดไม่ได้ที่จะตอบกลับไป


                   “แตกต่างกันยังไง”


                  “ก็พี่ชายคุณทั้งเก่ง ฉลาดและสุขุมรอบคอบเหมาะจะเป็นผู้นำขององค์กร ส่วนคุณน่ะ ขอโทษที่ต้องพูดตรงๆนะคะ...ไอ้ท่าทางเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อประกอบกับไร้ความกระตือรือร้นในการทำงานแบบนี้ ดูยังไงก็สู้พี่ชายไม่ได้เลยสักนิด”


                   “นี่คุณดูถูกผมมากเกินไปแล้วนะกรณิช”


                   “ก็ดูถูกไง ใครว่าฉันดูผิดล่ะ” ดูเอาเถอะ ยายผู้หญิงบ้าหน้าน้ำแข็งยังจะมากวนประสาทเขาอีก ผ่านไปแค่วันเดียวหล่อนก็ด่าเขาสารพัดเสียแล้ว ดูท่าทางเขามาฝึกงานในทีมนี้คงจะไม่ได้เรียนรู้อะไรที่เป็นประโยชน์นักหรอก จะมีก็แค่คำด่าเสียดสีที่กรณิชบรรจงกรอกหูเขาในทุกทีที่มีโอกาสเสียมากกว่า


                   “รอดูไปเถอะ ผมจะทำให้คุณเสียใจที่เคยพูดสบประมาทผม” วิศว์เว้นวรรคไปชั่วอึดใจแล้วจบประโยคด้วยสิ่งที่ตนก็ยังไม่ค่อยจะแน่ใจนัก “อย่างผมเค้าเรียกว่าคนฉลาดแสร้งโง่”


                   คราวนี้กรณิชหลุดหัวเราะออกมาจริงๆ วิศว์เม้มริมฝีปากแน่น เขามั่นใจว่าไม่ได้พูดประโยคไหนผิดนี่นา แล้วแม่ตัวดีจะทำท่าขำแบบท้องคัดท้องแข็งอะไรนักหนา แต่จะว่าไปเวลายายนี่หัวเราะก็ดูน่ารักดีเหมือนกันนะ รอยยิ้มแบบนี้มันสามารถละลายให้ใบหน้าเย็นชาราวกับน้ำแข็งขั้วโลกเลือนหายไปได้ในชั่วพริบตา วิศว์คิดแบบนั้นได้ไม่นานเมื่อกรณิชพูดอะไรบางอย่างออกมาที่ดึงสติของชายหนุ่มให้กลับมาที่ความจริงเบื้องหน้าแทบจะทันที


                  “ถ้าอย่างนั้นก็อย่าแสร้งโง่นานนะคะ เพราะเดี๋ยวคนอื่นจะเข้าใจผิดว่ามันคือเรื่องจริง”


                     วินาทีนั้นวิศว์สาบานกับตัวเองว่าต่อไปนี้เขาจะไม่ชมผู้หญิงว่าน่ารักแบบสุ่มสุ่มห้าอีกแล้ว โดยเฉพาะผู้หญิงปากคอเราะร้ายอย่างยายหน้าน้ำแข็งกรณิช!

 



                วิศว์มองเอกสารตั้งเบ้อเริ่มที่วางกองอยู่บนโต๊ะทำงานด้วยความเบื่อหน่าย ชายหนุ่มเริ่มงานมาได้แค่เพียงหนึ่งอาทิตย์ แต่มันช่างเป็นหนึ่งอาทิตย์ที่แสนทรมานและยาวนานเหลือเกินในความคิดของเจ้าตัว กรณิชหอบเอกสารตั้งมากมายมาให้เขาอ่าน โดยกำหนดว่าทุกวันก่อนกลับบ้าน เขาจะต้องไปสรุปเนื้อหาที่ได้อ่านมาในวันนั้นๆให้เธอฟัง และเหมือนกรณิชจงใจจะแกล้งเขาเพราะหล่อนชอบแกล้งถามคำถามที่เขามักจะตอบไม่ได้ และแน่นอน...ในเมื่อถามแล้วเขาตอบไม่ได้ เธอจะสั่งให้เขาไปค้นหาคำตอบมาให้เธอให้จงได้นั่นแหล่ะ


                แต่วิศว์ก็ต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่ง เมื่อเขาได้อ่านเอกสารายงานพวกนี้เยอะมากขึ้น เขาก็เริ่มพอจะเข้าใจธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขึ้นมาบ้างแล้ว เพื่อนร่วมทีมทุกคนหากไม่นับธีธัช ทุกคนเป็นมิตรและมักจะช่วยเหลือเขาอยู่เสมอ ส่วนกรณิชที่เป็นหัวหน้าทีม...ฝ่ายนั้นไม่ค่อยเป็นมิตรแต่ก็ไม่ได้ออกอาการเป็นศัตรูเมื่อเขาถือแฟ้มเอกสารเข้าไปถามในจุดที่เกิดความสงสัย


                “ถ้าตอนนี้เบื่อหรือว่าขี้เกียจอ่านต่อ ก็ลงไปเดินเล่นซื้อกาแฟที่ร้านข้างล่างก่อนก็ได้นะ” วารีญาแนะนำด้วยความหวังดี เธอเห็นวิศว์จมอยู่กับกองเอกสารตั้งแต่เมื่อตอนเช้าแล้ว กรณิชสั่งให้วิศว์ช่วยสรุปภาพรวมทั้งหมดของภาวะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรอบห้าปีที่ผ่านมาให้เสร็จภายในเย็นวันนี้ เพราะหญิงสาวจะเอาไปประกอบการวิเคราะห์ในงานชิ้นใหม่ที่เธอกำลังทำอยู่


                “งั้นพี่วิศว์ลงไปกับวราไหมคะ วรากำลังจะลงไปซื้อกาแฟข้างล่างพอดี” เสียงแปร๋นๆของวราลีเสนอขึ้นมา วิศว์หันไปเห็นสายตาหวานหยดย้อยที่มองมาทางตนก็ต้องลอบถอนหายใจ ถึงเขาจะออกแนวรำคาญความช่างพูดของวราลีไปบ้าง แต่เอาจริงๆแล้ว ถ้าหากไม่มีวราลีเขาก็คงจะกร่อยหนักกว่าเดิมแน่ๆ ในเมื่อเวลาทำงานคนอื่นต่างก็จริงจังกับงานกันทุกคน จะมีก็แต่วราลีนี่แหล่ะที่ชอบมาหาเรื่องชวนเขาคุยบ่อยๆ


                “เอาสิ งั้นเดี๋ยวผมขึ้นมานะครับ” ท้ายประโยคหันไปพูดกับวารีญา จากนั้นวิศว์จึงเดินนำวราลีที่กำลังกุลีกุจอค้นหากระเป๋าสตางค์ก่อนที่เธอจะรีบวิ่งตามชายหนุ่มที่เดินไปไกลแล้ว


                “ท่าทางพี่วราจะสนใจพี่วิศว์” สุกฤตเอี้ยวตัวจากโต๊ะทำงานหันมาตั้งข้อสังเกตกับธีธัช


                “ก็จะไม่ชอบได้ไง หมอนั่นน่ะทั้งหล่อ ทั้งรวย ทั้งจบนอก โธ่เอ๊ย ยายวราทำมาเป็นพูดว่าพี่วิศว์ช่างสมาร์ทแมนแอนด์แฮนซั่ม พี่ว่าไม่เห็นจะหล่อตรงไหนเลย เทียบกันแล้วพี่ยังดูดีกว่าตั้งเยอะ” ธีธัชมีสีหน้าขัดใจเมื่อนึกถึงอาการปลื้มวิศว์อย่างออกนอกหน้าของวราลี


                “แต่ผมว่าพี่วิศว์เขาก็ดูดีจริงๆนะพี่ ขนาดผมเป็นผู้ชายแท้ๆยังอดอิจฉาไม่ได้เลย” สายตาขุ่นเขียวของธีธัชที่ตวัดมองมาหลังจากที่พูดจบทำให้เด็กหนุ่มต้องเกาหัวแกรกๆ แล้วยิ้มออกมาเก้อๆก่อนจะรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที เรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิศว์ถ้าหากเก็บไปคุยกับวราลีน่าจะเหมาะกว่า

Aislin: ขอบที่คุณยังติดตามอ่านนิยายเรื่องนี้กันนะคะ ตอนนี้ก็เดินทางมาถึงตอนที่ 4 แล้ว นิยายเรื่องนี้มีประมาณ 15 ตอนจบ สัญญาว่าจะโพสให้อ่านกันจนจบแน่นอนค่ะ ตอนแรกอาจจะดูเรื่อยๆมาเรียงๆไปสักหน่อย แต่รับรองว่าผ่านไปสักพัก รับรองว่าความสนุก มันส์ ฮา จัดเต็มแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องนี้เราพยายามสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับกลโกงและเกมทางธุรกิจเอาไว้ด้วย ถือว่าเอาประสบการณ์ในการทำงานจริงๆมาแต่งเลยนะเนี่ย รับรองว่าคุณผู้อ่านจะต้องหลงรักวิศว์ และยายหน้าน้ำแข็งอย่างถอนตัวไม่ขึ้นแน่นอน
          ถ้าหากผู้อ่านท่านใดอยากร่วมพูดคุยกับเรา หรือคอมเม้นท์ติชมนิยาย สามารถทำได้ผ่านคอมเม้นท์ในหน้านิยายเรื่องนี้เลยนะคะ รับรองว่าจะตอบให้ทุกคอมเม้นท์อย่างแน่นอน หรือว่าจะไปกด LIKE ในแฟนเพจนิยายก็ได้ค่ะ จะได้อัพเดทข่าวคราวเกี่ยวกับนิยายได้ก่อนใคร

แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ :)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

79 ความคิดเห็น

  1. #4 prajang (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2556 / 23:03
    รอติดตามตอนต่อไปค่ะ ชอบมากกก นิยายเรื่องนี้ ^^
    #4
    0