ภารกิจรัก ละลายหัวใจ (สำนักพิมพ์ Happy Banana)

ตอนที่ 3 : คู่กัด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 119
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 ส.ค. 56

บทที่ 3

 

            วันนี้เป็นวันเริ่มต้นการทำงานวันแรกของวิศว์ แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้นึกตื่นเต้นอย่างที่ควรจะเป็นนัก เขาไม่ได้นึกอยากทำงานตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตอยู่บนกองเงินกองทองของวิศวะรุ่งโรจน์ ไม่เคยต้องลำบากหาเงินด้วยตัวเอง ไม่เคยต้องเรียนรู้ว่าการหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตัวเองมันยากลำบากเพียงไหน แต่พอมารดาของเขามีคำสั่งประกาศิตให้ไปช่วยงานพี่ชายที่บริษัท เขาจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะพยายามบ่ายเบี่ยงชนิดสุดใจขาดดิ้นก็ตาม


                รถสุดหรูยี่ห้อมาเซอราติเข้ามาจอดเทียบเข้าซองที่ลานจอดรถชั้นใต้ดินของบริษัทพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้ พร้อมกับวิศว์ที่เปิดประตูก้าวลงจากฝั่งคนขับ ชายหนุ่มกดล็อครถก่อนจะเดินผิวปากสบายอารมณ์ไปตามทางเดินที่ทอดยาวตรงไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังออฟฟิสที่ทำการของบริษัท วันนี้เขามาถึงที่บริษัทเร็วกว่าปกติ ความจริงระดับเจ้าของบริษัทอย่างเขาไม่จำเป็นจะต้องเข้าออฟฟิสตั้งแต่เช้า แต่เขาก็พอจะรู้มารยาทว่าตนไม่สมควรจะมาทำงานสายตั้งแต่วันแรกให้ใครต่อใครค่อนขอดเอาได้ โดยเฉพาะยายหัวหน้าจอมเย็นชาของเขา


                พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา เป็นคำพูดที่ดูไม่ผิดไปจากสถานการณ์ที่วิศว์ต้องเผชิญในตอนนี้เลย จังหวะที่ชายหนุ่มยืนรอลิฟต์อยู่นั้น กรณิชก็เดินหอบแฟ้มเอกสารจำนวนหนึ่งเดินมาหยุดข้างๆเขา วิศว์เหลือบมองด้วยหางตา ตั้งใจจะทำเป็นไม่สนใจผู้หญิงหน้าหวานจอมเย็นชาข้างกาย หากแต่อีกฝ่ายก็พูดทักขึ้นมาก่อน


                “นึกว่าจะมาสายตั้งแต่ทำงานวันแรกเสียอีก”


                “ผมดูเป็นคนไร้ความรับผิดชอบขนาดนั้นเลยเหรอ” น้ำเสียงนั้นติดจะฉุนนิดๆเมื่อได้ยินคำสบประมาทจากกรณิช


                “เปล่าหรอก” คนพูดขยับอ้อมแขนที่กำลังอุ้มเจ้าแฟ้มกองโตนั้นเอาไว้ “แค่แปลกใจไม่คิดว่าผู้ชายท่าทางไม่เอาไหนอย่างคุณจะรู้จักรับผิดชอบเป็นเหมือนกัน”


                วิศว์เม้มปากแน่นหลังจากที่กรณิชพูดจบ นี่แม่ผู้หญิงคนนี้กำลังด่าเขาชัดๆ!


                “คุณยังไม่ได้รู้จักสนิทสนมกับผมเสียหน่อย กรุณาอย่าเอาความคิดตื้นๆมาตัดสินคนอื่นแบบนี้”


                “ก็ไม่รู้สิคะ ฉันก็พูดไปตามที่เห็นและสังเกตได้ ท่าทางของคุณเป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ขนาดท่านประธานยังบอกเองเลยด้วยซ้ำว่าคุณชอบทำตัวลอยชายไปเรื่อยๆ งานการไม่ยอมทำ” มันก็น่าแปลกเหมือนกันที่คนอย่างวิศว์มาทำงานตั้งแต่เช้า นี่ออกจะผิดจากที่กรณิชคิดเอาไว้มาก เพราะหญิงสาวคาดเอาไว้ว่าชายหนุ่มคงจะต้องมาสาย ออกลายพยศตั้งแต่วันแรก


                วิศว์ขบกรามแน่น ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าไอ้คำพูดที่ว่าเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อมันหมายความว่าอะไร แต่เขาก็พอจะเดาได้ว่ามันต้องไม่ใช่คำชมอย่างแน่นอน นี่เขาชักจะหมดความอดทนกับยายนี่ขึ้นทุกทีแล้วนะ


            พอดีที่ลิฟต์มาถึงพอดี พอประตูลิฟต์เปิดออก วิศว์ก็รีบก้าวเข้าไปด้านในก่อนจะแกล้งกดปิดประตูลิฟต์ทำให้กรณิชที่กำลังเดินหอบแฟ้มกองโตเข้ามาเกือบจะโดนประตูลิฟต์โดยสารหนีเข้าให้


                ไม่มีแม้แต่คำขอโทษ กรณิชรู้ว่าอีกฝ่ายจงใจ หญิงสาวมองวิศว์ที่แกล้งตีสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้แล้วก็นึกหมันไส้ เธอจึงเอาคืนด้วยการแกล้งปล่อยแฟ้มหนาหนักให้ร่วงหล่อนจากอ้อมแขน


                “โอ๊ย” วิศว์อุทานเสียงดังก้องไปทั่วทั้งลิฟต์แคบๆนั้น ไม่มีใครอยู่ในลิฟต์นอกจากชายหนุ่มกับกรณิชเพียงแค่สองคน คราวนี้วิศว์หันไปจ้องกรณิชตรงๆด้วยประกายตาที่แสดงถึงความไม่พอใจอย่างเด่นชัด


                “คุณแกล้งผม”


                “เปล่าเสียหน่อย” ท่าทางของกรณิชที่คงเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลงทำให้วิศว์ยิ่งโมโหมากขึ้นไปอีก


                “คุณจงใจแกล้งทำแฟ้มหล่นทับเท้าผม” วิศว์สะบัดเท้าพร้อมกับเอามือกุมไว้ด้วยความเจ็บปวด คราวนี้กรณิชกระตุกยิ้มตรงมุม
ปากแล้วพูดขึ้นมาบ้าง


                “แล้วคุณแกล้งปิดประตูลิฟต์หนีบฉันทำไมล่ะคะ” ทีเขายังแกล้งคนอื่นได้เลย ทำไมเธอจะแกล้งกลับคืนไม่ได้ ผู้ชายนิสัยเสียอย่างวิศว์ วิศวะรุ่งโรจน์มันต้องเจอแบบตาต่อตา ฟันต่อกราม!


                “เห็นไหม นี่สุดคุณก็ยอมรับแล้วว่าแกล้งผม” วิศว์สีหน้าเอาเรื่องเต็มที่ “ผมจะบอกพี่วัชให้จัดการคุณ”


                “เชิญเลย ถ้าจะให้ดีบอกให้ท่านประธานสั่งพักงานฉันเลยก็จะเป็นพระคุณมาก บังเอิญว่าฉันกำลังอยากหาเวลาพักร้อนอยู่พอดี” ท่าทางยิ้มไม่ยี่หระของกรณิชทำให้วิศว์ต้องกัดสันกรามแน่นอย่างพยายามข่มใจ ชีวิตที่ผ่านมาของเขายึดคติไม่ทำร้ายผู้หญิง เด็กและคนชรา แต่ถ้าผู้หญิงตรงหน้าไม่หยุดยั่วโมโหเสียที เขาคงต้องทำอะไรบางอย่าง


                โชคดีที่ลิฟต์มาจอดที่ชั้น 15 ซึ่งเป็นออฟฟิสของแผนกวิจัยพอดี สงครามเย็นที่กำลังก่อตัวขึ้นลางๆเมื่อสักครู่จึงสงบลง กรณิชรีบก้มเก็บแฟ้มขึ้นมาตามเดิมโดยปราศจากความช่วยเหลือของใครอีกคน


                วิศว์ปล่อยให้กรณิชเดินนำออกไปจากลิฟต์ก่อน ไม่ใช่เพราะเขาอยากจะเดินตามก้นเธอ แต่เป็นเพราะเขาไม่รู้จักใครในแผนกนี้เลย ไม่รู้ว่าโต๊ะทำงานตัวเองอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมทีมมีใครบ้าง รู้เพียงแต่ว่าหญิงสาวเบื้องหน้าเป็นหัวหน้าทีมของตนเท้านั้น ยายหัวหน้ามหาภัย วิศว์แอบบ่นด้วยความหงุดหงิดในใจที่ยังไม่จางหายไปง่ายๆ


                “ท่านประธานคงเคยบอกข้อตกลงอะไรบางอย่างให้คุณทราบแล้ว” กรณิชเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาขึ้นมาก่อน หลังจากเมื่อครู่ที่ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างเธอกับเขา


                “ผมจำได้”


                ข้อตกลงที่ว่าก็คือภาวัชไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าวิศว์เป็นน้องชายเจ้าของริษัท ภาวัชอยากให้น้องชายเข้ามาเรียนรู้งานในฐานะพนักงานธรรมดาๆคนหนึ่ง เพราะถ้าหากคนอื่นรู้ว่าวิศว์เป็นใคร ก็คงจะมีแต่คนเกรงใจจนไม่กล้าใช้งานวิศว์หนักๆ และพี่เลี้ยงที่ภาวัชเลือกให้มาทำหน้าที่สอนงานวิศว์เป็นพิเศษก็คือกรณิช หัวหน้าทีมวิจัยตลาดอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง ด้วยความที่รู้จักนิสัยน้องชายตัวเองเป็นอย่างดี ท่านประธานหนุ่มของพี.วี.พร็อพเพอร์ตี้จึงค่อนข้างมั่นใจว่าตนเลือกพี่เลี้ยงที่จะมาดูแลวิศว์ได้ถูกคน กรณิชนี้แหล่ะเหมาะสมที่จะรับมือกับน้องชายตนที่สุดแล้ว


               “อย่าลืมว่าคุณเป็นใครและเข้ามาที่นี่เพื่ออะไร ไม่ใช่ตำแหน่งน้องชายเจ้าของบริษัท แต่เป็นแค่พนักงานฝึกหัดคนหนึ่งที่ต้องทำงานตามที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าเท่านั้น” กรณิชเว้นวรรคไปนิดหนึ่ง “ตราบใดที่คุณไม่พูดก็ไม่มีใครในทีมรู้ว่าคุณเป็นใคร ท่านประธานสั่งให้ฝ่ายบุคคลเขาจัดการกับประวัติคุณเรียบร้อยแล้ว”


               อันที่จริงตอนพบกันครั้งแรก วิศว์คิดว่าเวลาที่กรณิชคลี่ยิ้มออกมามันทำให้ใบหน้าหวานเจือเค้าความเย็นชานั้นเปลี่ยนเป็นยิ่งดูงดงามขึ้นจับใจ แต่สงสัยเขาคงจะหลงคิดผิดไป กรณิชในเวลานี้เปรียบเสมือนเจ้าหญิงน้ำแข็งพันปีที่พยายามกระเทาะเท่าไหร่น้ำแข็งก็ยังไม่ละลาย และเขา...ก็รู้สึกเริ่มตงิดในใจกับรอยยิ้มนั้นของอีกฝ่ายเหลือเกิน


                รอยยิ้มที่มาพร้อมกับคำว่า “หัวหน้าทีม” และ “พนักงานฝึกหัด”

 



                 เมื่อกรณิชพาวิศว์มาแนะนำตัวกับสมาชิกคนอื่นๆในทีม ทุกคนมีท่าทางตื่นเต้นกับเพื่อนร่วมทีมคนใหม่อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะวราลีที่ฉีกยิ้มปากกว้างแทบจะถึงใบหูพร้อมกับสายตาระยิบระยับแปลกๆที่ทำให้วิศว์รู้สึกอึดอัดใจเล็กๆขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล กรณิชจัดการให้วิศว์นั่งทำงานอยู่โต๊ะข้างๆธีธัช ท่ามกลางสายตาที่ส่อประกายผิดหวังของวราลี เพราะโต๊ะทำงานข้างๆเธอก็ว่างเช่นกัน ตอนแรกวราลีคาดหวังว่าเธอจะได้นั่งข้างเพื่อนร่วมทีมสุดหล่อคนใหม่เสียอีก


                กรณิชสั่งให้วารีญาพาวิศว์ไปแนะนำตัวกับคนอื่นๆในแผนกตามธรรมเนียมพนักงานเข้าใหม่ ก่อนจะสั่งให้สุกฤตไปรื้อแฟ้มงานเก่าๆที่เกี่ยวข้องกับบทวิจัยอสังหาริมทรัพย์ออกมาจากตู้เก็บของ เบื้องต้นก่อนจะเริ่มสอนงานอะไร เธออยากจะให้วิศว์ลองศึกษาภาพรวมงานของทีมเสียก่อน


              “พี่ธัชว่าไหมว่าพี่วิศว์น่ะล้อหล่อ ทั้งโครงหน้า คิ้ว คาง ปาก จมูก ทุกอย่างมันลงตัวเป๊ะไปหมด อย่างกับหลุดออกมาจากเทพบุตรในนิยายกรีกยังไงอย่างงั้น” น้ำเสียงชวนเพ้อฝันของวราลีทำให้ธีธัชแอบเบ้หน้ากับท่าทางโอเวอร์ของรุ่นน้องในทีม


                “ท่าทางเทพบุตรของเธอจะตากแดดเยอะไปหน่อย ถึงได้ออกมาเกรียมเป็นหมูสไลด์บนเตาถ่านแบบนั้น”


               “โธ่พี่ธัช พูดซะคนหล่อเสียหมดเลย เค้าเรียกว่าผิวสีแทนต่างหากล่ะ ดูเป็นสปอร์ตแมน แลดูสุขภาพดีจะตาย” วราลีออกปากเถียงแทนวิศว์ที่กำลังเดินตามวารีญาไปแนะนำตัวกับทีมอื่นๆบริเวณใกล้เคียง “ไม่พูดกับพี่ธัชแล้ว คนอะไรก็ไม่รู้ชอบขวางโลก” วราลีรู้ว่าธีธัชจะออกอาการค่อนขอดเสมอเวลาเธอชมว่าผู้ชายคนไหนหล่อ ทำอย่างกับในโลกมีชายหนุ่มคนเดียวที่หล่ออย่างนั้นแหล่ะ อันที่จริงธีธัชก็ไม่ได้หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่อะไร ออกจะหล่อขาวตี๋เสียด้วยซ้ำ แต่ในสายตาของวราลีในตอนนี้ขอยกให้ความสมาร์ทแมนแอนด์แฮนซั่มของวิศว์มาเป็นอันดับหนึ่ง ทิ้งห่างแชมป์เก่าในแผนกวิจัยอย่างธีธัชชนิดไม่เห็นฝุ่น


                วิศว์...แค่ชื่อก็หล่อแล้ว วราลียิ้มขวยเขินและทำท่าเอียงอายอยู่คนเดียวจนธีธัชและสุกฤตลอบมองหน้ากันก่อนจะส่ายหัวออกมาอย่างปลงๆกับอาการต่อมบ้าผู้ชายหล่อกำเริบของเจ้าหล่อน

 



                “สิ่งที่นายจะต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรกก็คือแหล่งข้อมูลต่างๆ ทุกเดือนหน่วยงานราชการและบริษัทเอกชนที่เราติดต่อทำเรื่องซื้อข้อมูลจะส่งข้อมูลรายเดือนมาให้ จากนั้นเราก็จะเอาข้อมูลเหล่านั้นมาอัพต่อในฐานของเราเพื่อใช้วิเคราะห์ต่อไป” กรณิชเริ่มต้นอธิบายงานให้วิศว์ฟังหลังจากที่วารีญาพาชายหนุ่มกลับมานั่งที่โต๊ะประจำตำแหน่งแล้ว หญิงสาวมองวิศว์ที่กำลังนั่งกอดอกยกเท้าไขว้ห้างอย่างสบายอารมณ์แล้วก็ต้องนิ่วหน้า นี่เขากำลังตั้งใจฟังที่เธอพูดอยู่หรือเปล่า?


                  “นี่นายกำลังฟังสิ่งที่ฉันกำลังอธิบายอยู่หรือเปล่า” กรณิชเลือกที่จะถามออกไปอย่างที่ใจนึก


                “ก็ฟังอยู่น่ะสิ เห็นผมกำลังกินข้าวอยู่เหรอไงครับ” คำพูดของวิศว์ทำเอากรณิชฉุนกึก ดวงตาสีดำสนิของกรณิชเป็นประกายวาววับ คนตรงหน้าคงจะคิดว่าตัวเองเป็นน้องชายของประธานบริษัทแล้วก็คงจะทำผยองไม่คิดเกรงใจใครหน้าไหนทั้งนั้น โดยเฉพาะเธอที่ออกแนวประกาศตัวเป็นศัตรูกับชายหนุ่มตั้งแต่เมื่อเจอหน้า


                ส่วนธีธัชที่นั่งทำงานอยู่โต๊ะข้างวิศว์ก็อึ้งไปหลายวินาทีเมื่อเห็นวิศว์สวนกรณิชกลับไปแบบนั้น ชายหนุ่มละงานในมือที่กำลังทำอยู่แล้วหันไปสนใจกับบทสนทนาตอบโต้อันเผ็ดร้อนระหว่างเจ้านายสาวกับลูกทีมคนใหม่ทันที ไอ้หมอนี่ท่าทางจะซ่าส์เอาเรื่องที่กล้าเถียงกับเจ้าหญิงน้ำแข็งยอมเย็นชาอย่างกรณิช ธีธัชคิดในใจเงียบๆ


                “งั้นก็ช่วยฟังอย่างมีมารยาทหน่อยได้ไหม ที่นี่ไม่ใช่เมืองนอกที่คุณจะทำอะไรตามใจได้อย่างเสรี คุณไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่จบม.สาม ถึงแม้จะไม่สันทัดภาษาไทยเท่าที่ควร แต่คำศัพท์ง่ายๆอย่างคำว่ามารยาทก็น่าจะพอเข้าใจและแปลความหมายออกนะ”


                “นี่คุณด่าผม...” วิศว์ลุกขึ้นยืนอย่างหมดความอดทน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ยายหน้าน้ำแข็งด่าเขา แต่มันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะยอมให้เธอด่าแบบนี้อีก เรื่องตอนเช้าที่เธอแกล้งทำแฟ้มหล่นทับเท้าของเขา เขายังไม่ทันได้คิดบัญชีให้สมแค้นเลย


                “เก่งนี่นาที่รู้ว่าถูกด่า ฉันนึกว่าคนอย่างคุณจะประสาทด้านชาจนแยกแยะไม่ได้เสียอีกว่าอันไหนคำชมคำด่า” กรณิชยืนประจันหน้ากับวิศว์อย่างไม่นึกเกรงแม้แต่น้อย วิศว์สูงกว่าเธอพอสมควร แต่ถึงแม้เธอจะตัวเล็กกว่าแต่บอกได้เลยว่าเรื่องปะทะคารมเธอไม่เป็นรองอีกฝ่ายอย่างแน่นอน


                “คุณควรจะเกรงใจผมบ้างนะ ผมน่ะ...”


               “แต่คุณควรจะเกรงใจฉันมากกว่าในเมื่อตอนนี้ฉันเป็นหัวหน้าโดยตรงของคุณ” กรณิชรีบเอ่ยตัดบทก่อนที่วิศว์จะหลุดพูดออกมาให้คนอื่นได้ยินว่าเขาเป็นน้องชายของภาวัชที่ถูกส่งตัวเข้ามาฝึกงาน เรื่องนี้มีแค่สามคนเท่านั้นที่รู้ มีแค่ภาวัช วิศว์แล้วก็เธอ แม้แต่เพื่อนสนิทอย่างวารีญาเธอก็ไม่ได้บอกหากไม่มีคำสั่งจากภาวัช อีกอย่างเธอก็ไม่เห็นว่าเรื่องที่วิศว์เป็นน้องชายของประธานบริษัทจะสลักสำคัญอะไรถึงขนาดจะต้องไปป่าวประกาศให้คนทั้งแผนกได้รู้ “นั่งลงซะ แล้วฉันจะได้สอนงานต่อเสียที”


               ท่าทางออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดทำให้วิศว์ยิ่งรู้สึกไม่พอใจ แต่เมื่อทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้เขาจึงจำเป็นต้องนั่งลงที่เก้าอี้ทำงานตัวเดิมตามคำสั่งของกรณิช วิศว์รู้ดีว่าถ้าหากตนเอาเรื่องนี้ไปรายงานภาวัช พี่ชายจะต้องเข้าข้างกรณิชอย่างแน่นอน ดูท่าทางพี่ชายของเขาจะไว้ใจและเชื่อใจผู้หญิงคนนี้มาก ยิ่งกรณิชมีความสำคัญในสายตาของพี่ชายเขาเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับผู้หญิงตรงหน้ามากขึ้นเท่านั้น


               ทำไมเขาจะต้องมาฝึกงานในแผนกวิจัยที่มียายนี่เป็นหัวหน้าด้วยวะเนี่ย วิศว์พึมพำเบาๆกับตัวเองด้วยความขัดใจเป็นที่สุด

 



                   ตอนกลางวันกรณิชต้องทำตัวเป็นหัวหน้าที่ดีด้วยการพาลูกน้องทั้งหมดยกเว้นสุกฤตไปเลี้ยงข้าวฉลองต้อนรับวิศว์ สมาชิกใหม่ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สุกฤตไม่ได้มาด้วยเพราะเด็กหนุ่มเลือกที่จะแยกไปทานข้าวกับเพื่อนที่เข้ามาฝึกงานรุ่นเดียวกัน ร้านที่กรณิชเลือกก็คือร้านอาหารไทยเจ้าอร่อย ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากออฟฟิสนัก โชคดีที่วันนี้ลูกค้าในร้านน้อย กลุ่มของเธอจึงได้ยึดครองโต๊ะใหญ่ที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวจากลูกค้าคนอื่น


                 วิศว์มองไล่รายการอาหารที่ถืออยู่ในมืออย่างไม่ค่อยจะรู้จักนัก ชายหนุ่มไปอยู่ต่างประเทศตั้งนานเป็นสิบปี จึงคุ้นเคยกับอาหารของแถบยุโรปมากกว่าอาหารพื้นเมืองของประเทศแม่ ชายหนุ่มขมวดคิ้วกับชื่ออาหารแปลกๆหลายอย่างที่ตนไม่เคยรู้จัก แต่วารีญาที่สังเกตเห็นจึงอธิบายอย่างใจดีว่าอาหารที่วิศว์เห็นน่ารับประทานแต่ละประเภทมันเรียกว่าอะไร และหลังจากที่สั่งไปพอสมควรแล้ว ระหว่างที่รออาหารมาเสิร์ฟวราลีก็เป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาขึ้นก่อนเพราะไม่อยากให้โต๊ะอาหารตกอยู่ในความเงียบ


                  “พี่วิศว์เก๊งเก่งที่เรียนจบจากเมืองนอกแน่ะ วราแค่เรียนในไทยก็จะบ้าตายอยู่แล้วค่ะ กว่าจะจบนี่ถึงกับหืดจับเลยทีเดียว” ตอนเช้าที่ได้คุยกันพอหอมปากหอมคอ เธอก็ซักไซร้ถามประวัติของวิศว์มาบ้างจนรู้ว่าชายหนุ่มจบปริญญาโทด้านบริหารมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษ


                   “อย่าเวอร์ไปหน่อยเลยวรา เดี๋ยวนี้ใครๆก็เรียนจบจากเมืองนอกถมไป ไม่ใช่วิศว์คนเดียวเสียหน่อย” ธีธัชดักคออย่างนึกหมันไส้กับท่าทางเวอร์เกินเหตุของวราลี “จบจากที่ไหนก็ไม่สำคัญหรอก ของจริงมันวัดจากฝีมือการทำงานต่างหาก”


                “นั่นน่ะสิ บางคนจบมาตั้งสูงจากเมืองนอกเมืองนา แต่พอมาทำงานจริงๆกลับเป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ”


                  วิศว์ขบกรามแน่นเมื่อได้ยินสำนวนเดิมอีกครั้ง รู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะหมายถึงเขาชัวร์ ชายหนุ่มหันไปถามวารีญาถึงความหมายของสำนวนนั้น อยากจะรู้จริงเชียวว่ายายหน้าน้ำแข็งหมายความว่าอะไรกันแน่


              “เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อความหมายมันจะประมาณว่าหยิบโหย่ง ทำอะไรไม่จริงจัง หรือเป็นพวกไม่เอาการเอางานน่ะ”


                 ชัดเจนแล้ว...เขาโดนด่า


                “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหมายถึงใครนะ ก็แค่พูดรวมๆ” กรณิชไหวไหล่ก่อนจะยกแก้วน้ำแข็งขึ้นดูดด้วยสีหน้าที่คู่กรณีพอจะมองออกว่ามันเป็นสีหน้าของความสะใจลึกๆ


                 “เอ่อ ว่าแต่พี่วิศว์ไปเรียนต่อเมืองนอกตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรีเลยหรือเปล่าคะ หรือว่าจบตรีแล้วทำงานก่อนค่อยไปเรียน” วราลีรีบเบรคเมื่อเห็นว่าสถานการณ์สงครามน้ำลายตรงหน้าทำท่าจะเลยเถิดไปมากกว่านั้น เมื่อเช้าเธอเห็นอาการต่อปากต่อคำของวิศว์กับกรณิชแล้วก็ต้องกลัวใจแทน


                 กรณิชเป็นผู้หญิงที่เก่งมากในความคิดของเธอ เธอรู้มาจากธีธัชว่ากรณิชเข้าทำงานรุ่นเดียวกันกับชายหนุ่มและวารีญา แต่เพราะความเก่งล้ำเกินหน้าเพื่อนรุ่นเดียวกันทำให้กรณิชได้รับการเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าทีมอย่างรวดเร็วทั้งๆที่หญิงสาวเรียนจบแค่ปริญญาตรี แต่เหมือนว่าความเก่งของกรณิชมันมาพร้อมกับความเย็นชาบางอย่างที่คนใกล้ชิดล้วนแต่สัมผัสได้ ไม่มีใครกล้าเถียงกับกรณิชตรงๆเพราะกลัวความเย็นชาดุจน้ำในอุณหภูมิเยือกแข็งของหญิงสาว แต่วิศว์เป็นคนแรกที่กล้าทำแบบนี้


                “จบตรีแล้วก็เรียนต่อโทเลยครับ แต่พี่ไปอยู่ที่นั่นตั้งแต่ช่วงเรียนไฮสคูลแล้ว” 


               “โห ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าบ้านของพี่จะต้องมีฐานะดีมากๆแน่เลยถึงส่งพี่ไปอยู่ที่ต่างประเทศตั้งแต่เด็กๆ”


              “ประมาณนั้นแหล่ะครับ” วิศว์ไม่ได้โกหก ก็บ้านของเขาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แถมเป็นบริษัทชื่อดังระดับแนวหน้าของประเทศ กำไรปีหนึ่งก็ตั้งหลายพันล้าน การจะส่งลูกชายสักคนไปร่ำเรียนที่เมืองนอกเมืองนาก็ไม่ได้แปลกตรงไหน เขางงว่าทำไมวราลีจะต้องทำท่าทางเหมือนเป็นเรื่องอะไรที่น่าเหลือเชื่อด้วย


                ยิ่งวิศว์ตอบคำถามก็ยิ่งทำให้กรณิชและธีธัชรู้สึกหมันไส้เข้าไปใหญ่ กรณิชเลือกที่จะไม่แสดงอารมณ์อะไรออกมา ผิดกับธีธัชที่เบ้หน้าบิดริมฝีปากอย่างไม่นึกชอบใจ ชายหนุ่มเข้าใจว่าวิศว์เป็นพวกชอบอวดร่ำอวดรวย กล้าหาญชาญชัยถึงขนาดกล้าเถียงชนิดน้ำไหลไฟดับกับหัวหน้าตั้งแต่วันแรกของการทำงาน ธีธัชเองก็บอกไม่ถูกว่าอะไรบางอย่างในตัววิศว์ทำให้ตนยิ่งรู้สึกไม่ชอบใจ บางทีนี่อาจจะเป็นความรู้สึกที่โบราณท่านกล่าวว่า “ไม่ถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็น” ล่ะมั๊ง


                 “แล้วบ้านของพี่วิศว์ทำอะไรเหรอคะ ทำไมเอ่อ...ดูท่าทางมีฐานะจัง” คำถามยังคงถูกยิงมาที่วิศว์อย่างต่อเนื่อง แต่คราวนี้วารีญาที่นั่งเงียบมานานเป็นฝ่ายตัดบทขึ้นก่อน


                 “พี่ว่าเราพักเรื่องของวิศว์ไว้ก่อนดีกว่านะ เดี๋ยวทำงานไปเรื่อยๆก็จะค่อยๆทำความรู้จักกันเองแหล่ะ ตอนนี้พี่ว่ารีบทานข้าวกันก่อนดีกว่าเพราะเดี๋ยวอย่าลืมว่าบ่ายนี้เรามีประชุมงานสำคัญกับท่านประธานนะ”


                 กรณิชรู้สึกขอบคุณวารีญาเป็นที่สุดที่ช่วยยุติบทสนทนาอันน่ารำคาญแบบนี้เสียที อีกอย่างหากว่าวราลียังซักไซร้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่น่าวิศว์อาจจะลืมตัวเผลอหลุดปากออกมาก็ได้ว่าตัวเองเป็นน้องชายของภาวัช และกรณิชก็มั่นใจว่าหากวราลีรู้ว่าตัวจริงของวิศว์ไม่ใช่แค่พนักงานฝึกหัดธรรมดาๆ รับรองว่าหญิงสาวจะต้องหาทางสานสัมพันธ์กับวิศว์ให้ลึกซึ้งกว่านี้แน่นอน และเธอก็ไม่ได้นึกอยากจะให้ลูกน้องมานั่งจีบหรือหยอดมุขพลอดรักกันในเวลางานด้วย วิธีแก้ปัญหาที่กรณิชพอจะนึกออกในเวลานี้ก็คือ ระหว่างที่วิศว์ยังฝึกงานอยู่ที่แผนกวิจัย ชายหนุ่มควรจะปกปิดฐานะของตัวเองเอาไว้น่ะดีที่สุดแล้ว อย่างน้อยก็จะได้ปลอดภัยจากการแทะโลมทางสายตาและวาจาที่ถูกส่งมาจากวราลี


               “อันนี้เรียกว่าอะไรครับ” คนที่ไม่คุ้นเคยกับอาหารไทยเริ่มชี้นิ้วไปทางจานกระเบื้องสีขาวที่บรรจุไอ้ท่อนสีเขียวสั้นๆขนาดพอดีคำกับอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนเครื่องเทศสีจัดจ้านจนน่ากลัว”


                “เค้าเรียกว่าถั่วฝักยาวผัดพริกขิงน่ะ ลองสักหน่อยไหม” เป็นหน้าที่วารีญาอีกครั้งที่จะต้องสวมบทเป็นครูจำเป็นในการอธิบายเรื่องเกี่ยวกับอาหารการกินให้วิศว์ฟัง


                พอได้ยินว่าพริก วิศว์ก็ทำท่าขยาด เขาเป็นคนไม่กินผิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ขืนต้องให้มากินไอ้เมนูถั่วฝักยาวผัดพริกอะไรนี่ เขาคงแสบกระเพาะน่าดู จำได้ว่าตอนเด็กเขาเผลอกินโดนพริกในจานส้มตำของพี่เลี้ยง ตอนนั้นน้ำหูน้ำตาถึงกับทะลัก จากนั้นเขาก็เข็ดไม่กล้ากินเผ็ดอีกเลยจนถึงปัจจุบัน โชคยังดีที่อาหารฝรั่งไม่ได้รสชาติจัดจ้านทรมานกระเพาะของเขามากนัก แต่อาหารไทยเขาว่าไม่แน่


              “ไม่เอาดีกว่าครับ ท่าทางจะเผ็ดน่าดู”


               “อ้าววิศว์ไม่กินเผ็ดเหรอ ทำไมไม่บอกกันก่อน เลยสั่งอาหารรสจัดมาซะเต็มโต๊ะเลย” วารีญาทำท่าจะเรียกพนักงานเพื่อสั่งกับข้าวเพิ่มสำหรับคนไม่กินเผ็ด แต่วิศว์เกรงใจวารีญาเพราะไม่อยากให้ยุ่งยากไปมากกว่านี้ ยังมีกับข้าวอีกสองสามอย่างที่เขาน่าจะพอทานได้โดยไม่ลำบาก นอกจากหัวหน้าจอมเย็นชาแล้ว วิศว์ยังไม่นึกอยากสร้างศัตรูเพิ่มให้ใครหมันไส้หรือเกลียดขี้หน้าเขา แต่ดูท่าทางจะช้าไปแล้วเพราะธีธัชสัมผัสและรับความรู้สึกแบบนั้นเข้าไปแล้วเต็มๆ


                  “ทานนี่หน่อยนะครับหนึ่ง ผัดเผ็ดหมูกรอบนี่เมนูโปรดของหนึ่งเลย” ธีธัชตัดสินใจละความสนใจในตัววิศว์แล้วหันไปตักกับข้าวใส่จานให้กรณิชแทน เขาจำได้ว่ากรณิชชอบกินหมูกรอบเป็นที่สุด แถมจะชอบมากยิ่งขึ้นไปอีกถ้าหากว่ามันเป็นอาหารรสจัด


                 “ขอบคุณค่ะ” กรณิชกล่าวขอบคุณคนที่หวังดีตักอาหารให้ รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยกับสายตาผู้ร่วมโต๊ะคนอื่นๆที่มองมาทำนองเป็นเชิงรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร วราลีส่งสายตาระยิบระยับมาให้ วารีญาตีสีหน้าเบื่อหน่ายแทนเพื่อนสนิท ส่วนวิศว์ก็กระตุกยิ้มที่ริมฝีปากเพราะมองออกไม่ยากว่าธีธัชกำลังทำคะแนนเพื่อพิชิตใจเจ้านายหน้าน้ำแข็งที่กำลังนั่งเผชิญหน้าอยู่ตรงข้ามกับเขาในอีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะ


                “แหม หวานจนน้ำตาลจะหกเกลื่อนโต๊ะแล้วครับ” วิศว์แซวหน้าตาย ถึงแม้กรณิชจะส่งสายตาเขียวปั่ดมาทางเขา แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่มีทีท่าสะทกสะท้าน “เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ ผมว่าลองทานแกงจืดเต้าหู้หน่อยดีกว่า เผื่อจะช่วยดับความเลี่ยน เอ้ย ความหวานลงได้บ้าง” พูดพร้อมกับใช้ช้อนกลางตักแกงจืดเต้าหู้หมูสับร้อนยื่นส่งไปที่จานข้าวของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม วินาทีนั้นกรณิชสาบานได้ว่าเธอเห็นดวงตาของวิศว์ทอประกายเจ้าเล่ห์ขึ้นมาวูบหนึ่ง ลางสังหรณ์ของเธอถูกต้องในทันใด เมื่อวิศว์แกล้งทำเทน้ำแกงจืดร้อนๆกระเด็นจนเปื้อนเสื้อเชิ้ตสีอ่อนของเธอจนขึ้นด่างดวง


                กรณิชอุทานออกมาเบาๆด้วยความตกใจ หญิงสาวเม้มปากแน่น ดวงตาสีดำสนิทราวกับถ่านเป็นประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เธอรู้ว่าวิศว์จงใจ!


               “ขอโทษครับ พอดีผมซุ่มซ่ามมากไปหน่อย”


               กรณิชพยายามอดทนกับท่าทางที่ทำเป็นสำนึกผิดของวิศว์ หญิงสาวรับกระดาษทิชชู่มาจากวารีญาก่อนจะขอตัวลุกจากโต๊ะเพื่อไปทำความสะอาดต่อที่ห้องน้ำ จริงอยู่ว่ารอยเปื้อนไม่ได้เยอะแยะ แต่เธอไม่คิดอยากใส่เสื้อที่มีกลิ่นน้ำแกงจืดเต้าหู้ไปเข้าร่วมประชุมกับผู้บริหารในบ่ายนี้


              “เดี๋ยวขอตัวสักครู่นะคะ”



                 ธีธัชมองตามจนกรณิชเลี้ยวหายไปตรงมุมร้านเพื่อตรงไปทำความสะอาดเสื้อต่อในห้องน้ำ ชายหนุ่มหน้าตี๋หันไปมองวิศว์อย่างไม่ค่อยจะพอใจนัก เมื่อกี้เขาเห็นวิศว์จงใจเทน้ำแกงแรงๆจากช้อนเพื่อให้มันกระเด็นโดนเสื้อกรณิช อีกฝ่ายตั้งใจแต่ยังมีหน้ามาบอกว่าเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากความซุ่มซ่ามของตัวเองอีก ยิ่งคิดธีธัชก็ยิ่งรู้สึกไม่ถูกชะตากับวิศว์มากขึ้นเป็นทวีคูณ ตรงข้ามกับวราลีที่ไม่รู้โง่หรือแกล้งบ้าที่ทำท่าทางราวกับเชื่อที่วิศว์พูดได้อย่างสนิทใจ นี่สินะที่เรียกว่าคนหล่อทำอะไรก็ไม่เคยผิด ธีธัชเหยียดริมฝีปากให้กับความคิดนี้ที่กำลังผุดขึ้นมาในหัว


               “ขอโทษจริงๆนะครับ เพราะผมซุ่มซ่ามเลยทำให้ชุดสวยๆของคุณเปื้อนเลย” วิศว์เอ่ยขึ้นหลังจากที่กรณิชกลับมานั่งที่โต๊ะตามเดิมเรียบร้อยแล้ว คำพูดนั้นของชายหนุ่มดูไม่คล้ายคำขอโทษเท่าไหร่ ออกแนวสะใจมากกว่า ดี ในเมื่ออยากเล่นสงครามประสาทกับฉันล่ะก็ เดี๋ยวกรณิชจัดให้เอง!


                 “ช่างมันเถอะ เดี๋ยวซักก็ออก โชคดีที่ทิ้งเสื้อตัวสำรองเอาไว้ที่ออฟฟิส” กรณิชคลี่ยิ้มเล็กๆตรงมุมปาก มันเป็นรอยยิ้มที่คนคุ้นเคยของหล่อนรู้ดีว่ายิ้มพิมพ์ใจแบบนี้แหล่ะที่น่ากลัว “ทานข้าวต่อเถอะ จะได้รีบกลับเข้าไปทำงานต่อเสียที”


                 ทุกคนหันมาใส่ใจกับอาหารตรงหน้าอีกครั้ง คราวนี้ธีธัชผูกขาดการตักอาหารให้กับเจ้านายสาวเพราะไม่อยากเปิดช่องให้วิศว์ทำซุ่มซ่ามเซ่อซ่าจนเสื้อของกรณิชต้องเป็นด่างดวงรอบสอง ส่วนวิศว์ก็ทำท่าไม่ได้สนใจตอแยอะไรกับกรณิชอีกเพราะถือว่ายกที่ผ่านมาเขาเป็นฝ่ายชนะ ชายหนุ่มมัวแต่หันไปปฏิเสธความหวังดีของวราลีที่พยายามจะตักกับข้าวใส่จานของเขาอย่างเอาใจเต็มที่


                  กรณิชเหลือบมองวิศว์ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตากินข้าวอย่างสบายอารมณ์ ชายหนุ่มคงจะคิดล่ะสิว่าเขาเอาชนะเธอได้แล้ว วันนี้แหล่ะที่เธอจะสอนให้เขาได้รู้จักอีกสำนวนหนึ่งนอกจากสำนวนหลอกด่าที่ว่าเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ


                “ลองทานนี่ดูสิคะ จานนี้เป็นเมนูเด็ดของที่นี่เลยนะ” วารีญามองกรณิชที่กำลังตักอาหารบางอย่างใส่จานของวิศว์แล้วต้องลอบกลืนน้ำลาย หญิงสาวทำท่าจะเอ่ยอะไรออกมาแต่เมื่อเจอสายตาปรามของเพื่อนสนิทที่พ่วงตำแหน่งเจ้านาย วารีญาจึงไม่กล้าเอ่ยขัด


                “อันนี้คืออะไร” วิศว์ขมวดคิ้วมองกับข้าวที่กรณิชอุตส่าห์ลงทุนตักให้ ชายหนุ่มไม่ค่อยอยากจะเชื่อนักว่าคนที่ไม่ถูกชะตากันตั้งแต่แรกอย่างกรณิชจะมาหวังดีตักกับข้าวให้กับเขา ถ้าเป็นวราลีล่ะก็ว่าไปอย่าง


                  “อันนี้เรียกว่าคั่วกลิ้งหมูสับค่ะ เป็นอาหารปักษ์ใต้” วราลีชิงตอบแทนวารีญา


               “ดูท่าทางสีมันออกจะเผ็ดๆยังไงไม่รู้” กรณิชอมยิ้มเมื่อเห็นวิศว์ทำท่าแขยง


                “ไม่เผ็ดหรอกค่ะ ไม่เห็นเหรอว่าในนี้ไม่มีพริกสีแดงๆอย่างที่คุณกลัวเลยสักนิดเดียว” กรณิชแย่งตอบแทนวราลีเสียเอง ธีธัชอมยิ้มสะใจเมื่อนึกรู้ว่ากรณิชกำลังนึกแผนแก้แค้นคนที่ไม่กินเผ็ดอยู่ ตรงข้ามกับวราลีและวารีญาที่มีสีหน้าไม่ค่อยสบายใจนัก พวกเธอไม่คิดว่าเจ้านายสาวจะรับน้องใหม่ด้วยวิธีการแบบนี้ “ทานสิคะ คนอุตส่าห์หวังดีตักให้ ถ้าไม่ทานคนไทยเขาถือว่าเป็นการเสียมารยาทมากนะรู้ไหม”


                วิศว์มองกรณิชด้วยสายตาที่ไม่ใคร่จะเชื่อนัก แต่ก็ยอมที่จะใช้ช้อนตักกับข้าวที่เรียกว่าคั่วกลิ้งนั้นขึ้นมากิน แต่บังเอญตักคำใหญ่ไปหน่อย เมื่อรสชาติเผ็ดจัดผสมเค็มปร่าของคั่วกลิ้งตำรับปักษ์ใต้แท้ๆเข้าปากเท่านั้นแหล่ะ วิศว์ถึงกับหน้าเปลี่ยนสีแทบจะทันที ความเผ็ดจัดทำให้ใบหน้าและหูของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ ชายหนุ่มเรียกหาน้ำมาดับความเผ็ดร้อนทันที ดวงตาก็ตวัดไปมองคนหวังดีที่กำลังยกช้อนเข้าปากอย่างแกล้งไม่รู้ไม่ใช้ เธอก็รู้ว่าเขาไม่กินเผ็ด ทำกับเขาได้แสบมากกรณิช วิศว์คิดในใจอย่างหมันเขี้ยว


              “เอ่อ น้ำเปล่าหมดพอดีเลยค่ะ” วราลีหน้าเสีย หญิงสาวทำท่าจะสั่งน้ำเปล่าขวดใหม่จากพนักงาน แต่ตอนนี้ในร้านยุ่งมากจนไม่มีใครสนใจที่จะรับออเดอร์จากเธอ


                 “ไหนคุณว่ามันไม่เผ็ดแล้วก็ไม่มีพริกไง ผมกินเข้าไปคำแรกก็รู้เลยว่านี่มันเหมือนกับกินพริกทั้งสวนชัดๆ” เสียงเจือความไม่พอใจของวิศว์ไม่ได้ทำให้กรณิชหน้าเปลี่ยนสีแม้แต่น้อย หญิงสาวคลี่ยิ้มเย็นชาแล้วแกล้งทำเป็นพูดว่า


                 “อุ๊ย ขอโทษด้วยค่ะ ลืมไปว่าคุณไม่กินเผ็ด” เธอไม่ได้หลอกเขาเสียหน่อย สำหรับเธอที่ชอบกินอาหารรสจัดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คั่วกลิ้งรสชาติแบบนี้ถือว่าธรรมดามาก อีกอย่างเธอก็ไม่ได้โกหกเขาเรื่องพริกด้วย เธอบอกว่าในคั่วกลิ้งจานนี้ไม่ได้ใส่พริกแดง แต่ไม่ได้บอกว่ามันมีพริกเหลืองต่างหากล่ะ


                สีหน้าไม่ค่อยจะดีนักของวิศว์ทำให้วารีญากับวราลีนึกเป็นห่วง โดยเฉพาะคนหลังที่ทำท่าทางราวกับเผ็ดร้อนแทนอย่างออกนอกหน้า


                “เดี๋ยววราพาพี่วิศว์ไปห้องน้ำดีไหมคะ จะได้ไปล้างปากก่อน เดี๋ยวพอน้ำมาจะได้ดื่มดับความเผ็ดอีกรอบ”


               “เดี๋ยวพี่พาวิศว์ไปเองดีกว่า ความผิดของพี่พี่ก็สมควรต้องรับผิดชอบจริงไหม” กรณิชไม่รอให้คนฟังตอบรับหรือปฏิเสธ หญิงสาวเดินไปดึงแขนวิศว์ให้ลุกขึ้นก่อนจะนำไปยังห้องน้ำที่แยกห่างออกไปไม่ไกลนักท่ามกลางความไม่ค่อยเต็มใจนักของวิศว์


                  “พี่น้ำกับพี่ธีว่ามันแปลกๆไหม” ที่เธอเห็นเหมือนกับว่ากรณิชจงใจจะแก้เผ็ดวิศว์คืนบ้าง แต่กรณิชจะทำแบบนั้นไปทำไมในเมื่อวิศว์ก็บอกอยู่แล้วว่าที่เสื้อของกรณิชเปื้อนมันเป็นเพียงแค่อุบัติเหตุ


                 “ไม่รู้สิ พี่ว่าเรารีบกินให้หมดดีกว่า เดี๋ยวพอสองคนนั้นกลับมาแล้วเราจะได้เรียกเช็คบิลแล้วกลับกันเสียที” วารีญาเอ่ยตัดบทอย่างพอจะรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร หญิงสาวส่ายหน้าเบาๆ เพื่อนของเธอเองก็แสบใช่เล่นเลยนะเนี่ย


                 หลังจากที่พาคนตัวสูงเดินแยกห่างออกมาค่อนข้างไกลจากโต๊ะแล้ว กรณิชก็รีบปล่อยมือที่กำลังจับต้นแขนของวิศว์ทันที หญิงสาวเดินนำอีกฝ่ายจนไปหยุดอยู่ที่ตรงหน้าห้องน้ำชาย


              “เข้าไปล้างปากเสียสิคะ จะได้หายเผ็ดไวๆ”


                “อย่านึกว่าผมโง่นะ เมื่อกี้คุณจงใจแกล้งผม” สีหน้าเย็นชาแบบนี้ของผู้หญิงตรงหน้ายิ่งทำให้วิศว์รู้สึกขัดใจมากขึ้นกว่าเดิมอีก ผู้หญิงคนนี้แสดงสีหน้าอย่างอื่นนอกจากสีหน้าราบเรียบเย็นชาไม่เป็นเลยใช่ไหม


                “ก็ดีที่ไม่โง่ เพราะโดยส่วนตัวแล้วฉันไม่ค่อยชอบทำงานกับคนโง่ซักเท่าไหร่”


               “คุณเอาคืนที่ผมแกล้งคุณเมื่อกี้ที่ทำเสื้อคุณเปื้อน” วิศว์มองรอยเปื้อนตรงสาบเสื้อของกรณิชแล้วยิ่งพานให้นึกเจ็บใจ เมื่อกี้เขาไม่น่าแกล้งแค่ทำให้น้ำแกงจืดกระเด็นเลย อย่างยายนี่ต้องเล่นสงกรานต์สาดด้วยแกงจืดเต้าหู้มันถึงจะเร้าใจ


                 “ไหนคุณบอกว่ามันเป็นอุบัตเหตุไง ยอมรับออกมาแล้วเหรอว่าที่แท้คุณแกล้งฉัน” เมื่อเจอคำย้อนกลับแบบนั้นวิศว์ถึงกับอึ้งไปเพราะจนมุมต่อคำพูดของตัวเอง ชายหนุ่มเสมองไปทางอื่นแล้วพูดเถียงไปอย่างข้างๆคูๆด้วยเหตุผลที่เขาพอจะนึกออกในตอนนี้


                “คุณเองก็แกล้งผมกลับคืนแล้วนี่” กรณิชยิ้มยะเยือกอีกรอบ ร่างบางเดินเข้าไปใกล้ร่างสูงของวิศว์ในระยะประชิด ใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายราคาแพงจากเรือนกายของอีกฝ่าย


                 “คิดล่ะสิว่าคุณจะชนะฉัน ไม่มีทางหรอก ถ้าฉันไม่แน่จริง ท่านประธานคงไม่ไว้ใจให้ฉันเป็นพี่เลี้ยงคุณหรอกจริงไหมคะคุณวิศว์ วิศวะรุ่งโรจน์”


                “นี่คุณ...”


                “วันนี้ฉันจะสอนให้อีกสำนวนหนึ่งนะ” กรณิชเหยียดยิ้มกว้าง รอยยิ้มนั้นทำให้ใบหน้าเนียนสวยยิ่งดูงดงามกว่าเดิม แต่มันก็เจือไว้ด้วยความเย็นชาและรัศมีอำมหิตบางอย่างที่วิศว์ไม่เคยนึกชอบใจเลย “โบราณท่านว่า...สงครามยังไม่จบ ไม่ควรนับศพทหาร”


                  คราวนี้ชัดเจนตรงตัวทุกคำโดยที่เขาไม่ต้องอาศัยวารีญาให้ช่วยแปลความหมาย และดูเหมือนว่าสงครามน้ำลายระหว่างเขา พนักงานฝึกหัดกับเจ้านายคนใหม่อย่างกรณิชจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วจริงๆ


Aislin: ขอโทษที่หายไปหายวันนะคะ พอดีงานยุ่งมากๆเลยมาอัพให้ช้าอ่าจ้ะ ยังไงก็ขอให้สนุกสนานกับการอ่านนิยายเรื่องนี้แล้วกันเน้อ สุดท้ายถ้าคุณผู้อ่านจะเมตตา...ช่วยคอมเม้นท์ติชมหรือมาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับนิยายกันดีกว่า จะได้ไม่ดูเงียบเหงาจนเกินไปค่ะ
           ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ด้วย เจอกันตอนหน้าจ้า ^ ^
 

79 ความคิดเห็น

  1. #18 fsn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2556 / 18:49
    งัด กันเป็นเด็กๆ เลย
    #18
    0
  2. #8 PUFFER :D (@puffer-w) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 กันยายน 2556 / 19:06
    ชอบ!!!!  ปะทะกันมันส์มาก
    #8
    0
  3. #3 prajang (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2556 / 22:38
    สนุกมากกเลยค่ะ จะติดตามต่อไปเรื่อยๆๆค่ะ
    #3
    0
  4. #1 nittsmall (@nittsmall) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2556 / 09:51
    แค่สองตอนก็สนุกแล้ว มันส์สะใจดีค่ะ ^____^
    #1
    0