<จบ> Crystal Fall [ชีวิตต่างโลกที่แสนซวยของเฟลิกซ์] Vol.1-2-3

ตอนที่ 67 : Ch.60 Order of Battle V - [สู่ท่าเรือเมียร์ไนน์]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    22 ต.ค. 59


Crystalfall: Awakened!

คริสตัลฟอร์: อเวกเกน!

Ch.60 Order of Battle V - [สู่ท่าเรือเมียร์ไนน์]

[คริสตัลฟอร์]

[24/05/2055] [21:10]

[แคมป์ไฟใกล้ถนนกลางป่า – เขตอาณาจักรเฟทออฟก๊อต]

ไม่ได้แคร์เรื่องความจริงอะไรเลย...เจ้าพวกนี้

เฟลิกซ์ที่ยืนมองดูวงชาร้อนคุยเล่นอย่างสนุกสนานโดยมีทอมมี่ เรย์ลี่ แรบบิ้น เซเบอร์และเควนเซเอร์ ส่วนเธอหลบมายืนจิบชาอยู่ข้างๆ ต้นไม้และที่ไปยืนหลบมุมตรงนั้นเพราะขอตัวไปเดินเล่นใกล้ๆ นี้มา

ถ้าพวกนั้นไม่คิดอะไรมากจริงๆ ละก็มันก็ดีไปอย่างไม่ต้องมาปวดหัวประคับประคองสติพวกนั้น

เฟลิกซ์คิดถึงสภาพเควนเซอร์ แรบบิ้น เรย์ลี่และเอทินเมื่อสติแตกหรือไม่ยอมรับเรื่องนั้น เป็นเพราะเดซี่ติดต่อเข้ามาในจังหวะไม่ดีเลยต้องเล่าเรื่องความจริงของโลกคริสตัลฟอร์แห่งนี้มันเป็นเพียงแค่โลกเสมือนที่ถูกสร้างขึ้นซึ่งก็มีทอมมี่และเรย์ลี่ช่วยยืนยัน แต่พอเอาเข้าจริงๆ พวกนั้นกลับทำตัวเล่นๆ หรือไม่เชื่ออันนี้เธอเองก็ไม่แน่ใจแต่ก็บอกว่าจะขอตามเธอไปจนถึงสุดทางเพราะพวกเขาชอบความท้าทายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งเฟลิกซ์เองก็รู้นิสัยสามคนนั้นดีอยู่แล้ว...ส่วนเอทินนั้นดูเหมือนจะคิดมากกว่าใครแต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีมากนัก

“ขอบอกเลยนะครับว่าที่นั่นผมเป็นที่หนึ่งเลย!

เสียงทอมมี่ดังไกลจนเฟลิกซ์ได้ยินเลยมองเห็นเจ้าตัวกำลังลุกขึ้นทุบกลางอกตัวเองอย่างภาคภูมิ

หมอนั่นโม้เรื่องโลกนู้นอยู่แน่ๆหือ? แล้วเอทินหายไปไหน?

เธอมองหาอีกคนที่หายไปแล้วก็เจออยู่ที่ริมแม่น้ำทางซ้ายมือตัวเองเลยเดินเข้าไปทัก

“ชอบอยู่คนเดียวหรือ”

“ไม่รู้สิ ข้าเองไม่แน่ใจ...ก็แค่อยากมีเวลาส่วนตัวเพื่อคำนึงถึงใครบางคนก็เท่านั้น”

เอทินเอ่ยอย่างอ่อยอิงมองไปยังข้างหน้าที่มองไม่เห็นแผ่นดินอีกฝั่ง

ใครบางคน...สูญเสียคนใกล้ชิดไปงั้นหรอ

เฟลิกซ์ทำได้แต่สงสัยในใจแต่ไม่คิดจะถามเพราะรู้ดีว่ามันเสียมารยาท เอทินหันหน้ามาดูตัวคนทัก

“เธอ...เป็นใครกันแน่”

“หือ? ทำไมถึงถามแบบนั้นละ?”

“เพราะข้าจำหน้าไม่ได้ แต่ออร่าที่อยู่รอบตัวเธอ...รู้สึกคุ้นเคยเหมือนเราเคยได้ร่วมเดินทางมาก่อน”

“โอ้ว ทักษะการใช้ชีวิตในฐานะคริสเมนเพิ่มพูนกว่าอยู่ที่เมืองบาลาสมากแล้วนิ ถึงได้มองออก”

“เมืองบาลาส...ข้าก็ว่าอยู่ว่าต้องเป็นที่นั่นแน่ๆ งั้นเธอรู้จักข้าได้ยังไง”

“เรื่องมันยาว เอาเป็นว่าฉันอยู่กับมาเรียและนายถูกทำให้ลืมตัวตนของฉันก็แล้วกัน”

“ลืม...ลบความทรงจำ?”

เอทินทวนแล้วเฟลิกซ์เองก็เพิ่งเอะใจกับสิ่งที่ตัวเองพูดไปเมื่อกี้

บางทีสิที่เจ้านี้รู้สึกได้คงเป็นตัวมาเรียในตัวฉันมากกว่า...

ว่าแต่ทำไมมาเรียถึงไม่ปรากฏตัวออกมาตั้งแต่ที่บนหอคอยนั่นเลยละ?

เธอพยายามคิดหาเหตุผล เอทินเองดูเหมือนจะถอนใจ

“ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากใช่ไหม”

“ก็มากอยู่...แล้วนายทำไมถึงมาอยู่กับพวกนั้นได้”

เฟลิกซ์หมายถึงกลุ่มที่นั่งอยู่รอบกองไฟ

“ข้าเป็นลูกมือฝึกหัดแก่ท่านนักบวชคนนั้น” เอทินหมายถึงแรบบิ้น “เมื่อสัปดาห์ก่อนก็ได้รับคำสั่งให้เดินทางมาที่ค่ายแนวหน้าเพราะขาดคน...อันที่จริงข้าสมควรใช้เวลาเพียงชั่วครู่เท่านั้นแต่แท่นเทเลพอร์ตมีปัญหาขึ้นมาเลยต้องเดินเท้าแทน แต่พอออกจากป่าที่ใช้เวลาเดินทางต่อเพียงชั่วโมงเดียวก็จะถึงค่ายกับเจอท่านนักบวชกับเพื่อนของเขากำลังสวนทางมา พวกเขาบอกว่าค่ายแนวหน้าแตกแล้ว...มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ คริสตัลฟอร์กำลังล่มสลายจริงๆ งั้นหรือ”

“นี่นายไม่เชื่อเรื่องที่ฉันเล่าหรือไง” เฟลิกซ์หมายถึงเรื่องที่นี้คือโลกเสมือนที่เธอสารภาพไปก่อนหน้านี้

“บอกตรงๆ ข้าไม่เข้าใจ—”

“คุณเอทินค่ะ! แรบบิ้นตามหาคุณอยู่นะคะ!

เรย์ลี่เดินเข้ามาบอก เอทินก้มหัวเล็กน้อย

“อ๋อขอรับ”

แล้วเขาก็เดินห่างออกไป เรย์ลี่ส่งยิ้มน้อยที่เต็มไปด้วยความทุกข์ใจให้เฟลิกซ์

“ทำหน้าแบบนั้นมีเรื่องจะคุยใช่ไหม”

“ท่านพี่รู้ใจเรย์ลี่ดีอย่างงี้ รับเรย์ลี่เป็นภรรยาเลยสิคะ”

“อย่างเธอเป็นน้องสาวก็พอ”

“ง่ะ!! อย่าพูดหักธงแบบนี้สิคะ! เรยลี่ยังแอบหวังอยู่นะว่าท่านพี่จะมองเรย์ลี่ไม่ใช่แค่น้องสาว”

เรย์ลี่ตีโบยตีพายใหญ่ เฟลิกซ์จบปัญหาด้วยการลูบหัวหล่อน...คนถูกลูบเหมือนสุนัขตัวสั่นเหมือนพยายามต่อต้านแต่แล้วก็ยอมให้ลูบแต่โดยดี

“ท่านพี่ละก็...ชอบทำแบบนี้อยู่เรื่อย”

“แล้วมีเรื่องอะไรจะบอกงั้นหรือ”

“เกี่ยวกับโลก...โลกจริงๆ ที่ท่านพี่เคยพูดไว้”

เรย์ลี่ก้มหน้าไม่สบตาแสดงให้ถึงความกังวลที่มีอยู่ในใจเต็มเปี่ยม

“คือ...ว่ากันตรงๆ นะคะ จนถึงตอนนี้เรย์ลี่ไม่อยากจะเชื่อว่านั่นเป็นความจริงเลยและถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ละก็...พอออกจากโลกนี้แล้วเรย์ลี่จะยังเป็นเรย์ลี่หรือเปล่าคะ”

หล่อนเงยหน้าขึ้นมามองเธอด้วยสายตาที่หวั่นไหวราวกับว่ากำลังสูญเสียคนที่สำคัญไป เรย์ลี่ยังคงระบายความในใจต่อไป

“เรย์ลี่...เรย์ลี่กลัวว่ามันจะไม่เหมือนเดิม ถ้าเกิดเรย์ลี่หรือท่านพี่จำหนูไม่ได้—”

เพียงชั่วครู่เฟลิกซ์คว้าตัวเรย์ลี่มาอยู่ในโอบอก

“จำได้สิ...ต้องจำได้อยู่แล้ว”

“ค่ะ...คะ!

เรย์ลี่กอดตอบไม่ยอมเปล่าเพราะกลัวจะเสียท่านพี่ของเธอไป เฟลิกซ์ลูบหลังเธอค่อยๆ อย่างเห็นใจแต่ในหัวเธอกำลังคิดถึงเรื่องที่เดซี่ติดต่อเข้ามาก่อนหน้านี้

จะได้...ออกจากโลกนี้หรือเปล่านะ ตอนบ่ายเห็นเดซี่บอกว่าเวลาที่ยังติดต่อระหว่างสองโลกได้น้อยลงทุกที อาคารโดมที่ใช้เป็นสถานที่กักเก็บชีวิตนับหมื่นต่อยังโลกนี้กำลังจะถูกเจาะเข้ามาเพื่อกำจัดโดรนของเวิลด์เจเนอรัลข้างในที่กำลังแฮกอยู่ที่ใช้เป็นช่องทางติดต่อระหว่างกันได้

แถมพอให้วานเช็ดเรื่องมอนเตอร์เงาหรือชาโดว์นั่นก็พบว่ามันเป็นระบบอัตโนมัติที่ตั้งคำสั่งไว้ถ้าเกิดคริสตัลฟอร์ไม่สามารถควบคุมได้ขึ้นมา ระบบก็จะสร้างตัวชาโดว์นั่นค่อยๆ ไล่ฆ่าทุกคนซึ่งนั่นทำให้เกิดความกลัวและกลายเป็นเชื้อเพลิงแก่ดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ได้อย่างดีด้วยนี่มันแย่ลงเรื่อยๆ

ยังไม่รวมเรื่องของอันนาอีก ป่านนี้เป็นตายร้ายดีบ้างก็ไม่รู้

เธอกัดริมฝีปากกลายเป็นฝ่ายกังวลใจซะเอง

วิคตอเรีย...เธอมัวแต่ทำอะไรอยู่นะ

[ในขณะเดียวกันที่โลกจริงยานมอชชินนี่]

“วิคตอเรีย!!!

จู่ๆ นานามิที่เดินเข้ามาในห้องบัญชาการแล้วตะโกนลั่นจนเป็นที่สนใจ คนที่ถูกเรียกกับแดเนียลที่กำลังวางแผนเรื่องกำลังพลอยู่ตรงกลางห้องชั้นลอยเงยหน้าขึ้นมา

“ตะคอกอะไรของเจ้า” แดเนียลว่า

นานามิหยิบแผ่นกระดาษอิเลคโทรนิคที่มีคุณสมบัติเหมือนแท็บเล็ตโยนลงบนโต๊ะที่ทั้งสองคนใช้งานโฮโลแกรมจัดการข้อมูลอยู่

“นี่มันอะไร!? ไม่ได้ดูแลแค่แวบเดียวถึงกับสั่งให้โดรนนั่นติดตั้งระบบทำลายตัวเองที่เมนเฟรมเครื่องประคองชีวิตนับหมื่น? เฟลิกซ์ยังอยู่นั่นนะโว้ย!

“นานามิ” วิคตอเรียทำเป็นไม่สนใจแผ่นข้อมูลตรงหน้า “เธอก็รู้วิธีการของพวกเราดี”

“ฉันรู้! ฉันรู้ดีว่าจะมีเรื่องแบบนี้...แต่ตั้งเวลาแค่สามวันมันน้อยไปไหม? ถ้าเกิดเราไปช่วยไม่ทันทั้งๆ ที่ยังมีโอกาสละ?”

“ไม่...หลังจากเวลาที่ตั้งไว้มันหมดโอกาสที่จะช่วยแล้ว” แดเนียลตอบแทน “ทางนี้เพิ่งได้ข้อมูลที่ทำให้แน่ใจได้ว่าถ้าเราไม่ถล่มเกาะนั่นภายในสามวัน ดาร์คไซเบอร์เอลฟ์จะทำงานเต็มที่และทุกสิ่งทุกอย่างจะเกมโอเวอร์ทันที”

“สามวัน!? เจ้าดิไวน์นั่นบอกว่าสองสัปดาห์ไม่ใช่หรือไง?”

นานามิพูดถึงสิ่งที่ดร. ดิไวน์ประกาศต่อคนทั่วโลกเมื่อสามวันก่อน วิคตอเรียมองเธอด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย

“นานามิ...เธอเชื่อมัน?”

“ก็มันบอก—” นานามิชะงักกับการเตือนสติของวิคตอเรียก่อนที่จะเข้าใจ “โธ่โว้ย! ก็ได้ก็ได้ฉันพลาดเอง...แล้วเรื่องนั้นที่ประกาศในที่ประชุมมันจริงใช่ไหม”

“แน่นอน” แดเนียลยืนยันถึงสิ่งที่ตัวเองพูดไว้ในที่ประชุม “คืนนี้เธอพักผ่อนให้เต็มที่เพราะหลังคืนนี้คืองานหนักและของจริง”

นานามิได้รับฟังเช่นนั้นหลับตาลงอย่างหนักใจจนต้องเอามือขวากุบขมับแล้วก่อนที่จะถามวิคตอเรียเป็นเรื่องสุดท้าย

“เออๆ แล้วใครเป็นหัวหน้าหน่วยที่เพิ่งตั้งใหม่นี่?”

“นายพลวิเวียน...คนที่ยกเธอให้เป็นคนสนิทยังไง”

ซึ่งนั่นทำให้นานามิสะดุ้งโหยงแล้วนึกถึงเมื่อวานก่อนที่เคยเจอกันที่นี้ที่ประชุมวางแผนดูเชิงกองกำลังของเกาะดิไวน์ เธอถูกสายตาอันหื่นกามของนายพลวิเวียนจ้องมองอย่างกับว่าจะกลืนกินอยู่เกือบตลอดเวลา นานามิร้องตะโกนอยู่ในใจ

ทะ...ทำไมต้องเป็นยัยถึกนั่นด้วย!!

[มุมมองของเดซี่ - Day 4 หลังจากการแสดงเจตจำนงของดร. ดิไวน์]

[25/05/2055] [05:41]

[ยานแม่มอชชินนี่ – ห้องอเนกประสงค์ A-1]

“เมื่อครู่คุณถามว่าอะไรนะคะ?”

เดซี่ที่อึ้งกับเรื่องที่เฟลิกซ์ถามย้ำทวนอีกครั้งให้แน่ใจ

“หือ? ฉันถามว่าตอนที่จะออกจากระบบโลกเสมือนเนี่ย มันจะมีผลกระทบอะไรบ้างไหม”

“คุณ...เอ่อ...มีอะไรถึงได้ถามแบบนี้?”

“คือเมื่อคืนคนใกล้ๆ ตัวฉันกังวลไปเรื่อยเปื่อยน่ะ เลยอยากถามให้แน่ใจจะได้บอกยัยนั้นให้สบายใจ”

“อย่างนั้นหรือคะ...”

นึกว่าความแตกแล้ว

หนึ่งในเรื่องที่เดซี่แอบกังวลอยู่ได้ถูกคลายออกไป ทั้งสองคนได้คุยกันผ่านโปรแกรมที่แฮคผ่านโดรนที่เจาะเข้าไปในฮาร์ดแวร์ของโลกเสมือนซึ่งมันเป็นช่วงเวลาเช้ามืดที่เดซี่รีบติดต่อมาเพราะเป็นการติดต่อครั้งสุดท้ายก่อนที่กองกำลังของดิไวน์กำลังเจาะเข้าห้องควบคุมระบบโลกเสมือนไม่กี่นาทีนี้ แน่นอนว่าเดซี่พยายามอธิบายและถามหาข้อมูลกับเฟลิกซ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ให้คุ้มค่าทุกวินาที เธอคิดคำนวณถึงผลดีผลเสียจนได้ผลลัพธ์เลยทำเนียนมองดูข้อมูลทางซ้าย

“ถึงจะยืนยันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์...แต่ต้องบอกได้ว่าไม่ต้องเป็นกังวลคะ”

“เฮ้อ...ค่อยยังชั่วหน่อย”

เฟลิกซ์ถอนหายใจก่อนที่จะชะเง้อมองทางขวามือเธอเหมือนว่าคอยระวังไม่ให้คนอื่นเห็น...อันที่จริงสถานการณ์ที่ๆ เธออยู่ที่ๆ มีแต่ต้นไม้เต็มไปหมดซึ่งไม่น่าจะมีใครผ่านมาง่ายนัก

“นี่คุณเดซี่ ขอบคุณมากๆ นะคะที่ช่วยเป็นเพื่อนคุยกับฉันมาสองสามวันนี้และก็ช่วยเรื่องข้อมูลด้วย ติดหนี้เธอแล้วสิ”

“เป็นเพียงแค่หน้าที่ค่ะ อย่าได้ใส่ใจเลย” เดซี่ว่า “ทางนี้เองก็ต้องขอให้คุณช่วยตามเบาะแสที่คุณอันนาได้มาอย่างเร็วที่สุดด้วยนะคะ ไม่แน่ว่าอาจจะช่วยทำให้ออกจากโลกนั้นได้ทันที”

“มันต้องเป็นแบบนั้นแน่เลยละ อันนาไม่เคยโก—” เฟลิกซ์พูดแล้วนึกอะไรได้เลยหยุดไป “เอาเถอะฉันจะพยายามให้ถึงที่สุดก็แล้วกัน แต่ชะตาชีวิตฉันและทุกๆ คนที่อยู่ในโลกนี้อยู่ในมือของพวกเขาแล้วช่วยฝากบอกถึงวิคตอเรียละกัน ได้โปรดเลือกตัวเลือกที่สูญเสียน้อยที่สุดด้วยเถอะ...นะ”

“ได้ค่ะแล้วจะเรียนไว้ให้...คงต้องแค่นี้แล้วนะคะ พวกนั้นบุกเข้าห้องที่มีโดรนแฮกอยู่แล้ว”

“ไว้เจอกันที่โลกจริงนะ บาย”

ในจอเฟลิกซ์โบกมือยิ้มแย้มแต่เดซี่ก็วิเคราะห์ได้ว่าเธอกำลังแสร้งทำเป็นแบบนั้นอยู่ แล้วหน้าจอที่เคยเชื่อมกับสัญญาณกับเมนเฟรมของโลกเสมือนก็ดับไปแล้วมีข้อความว่า [Connection Lost] นานามีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะที่กำลังทำเช็ดของบางอย่างด้านล่างที่เดซี่มองไม่เห็นเพราะขอบโต๊ะบังอยู่ถอนหายใจดังๆ แล้วยิ้มอ่อน

“ยัยบ้านั่นชอบทำเหมือนตัวเองไม่เป็นอะไรอยู่เรื่อย”

“ความสัมพันธ์คุณกับเฟลิกซ์ซับซ้อนกว่าที่คิดอีกนะคะ” เดซี่กดปุ่มกลไกให้พวกหน้าจอโฮโลแกรมเก็บลงหายลงไปในโต๊ะเพราะมันไม่มีประโยชน์แล้ว “ดิฉันคิดว่าเป็นแค่เพื่อนร่วมงานธรรมดาๆ ซะอีก”

“เป็นเพื่อนที่ไว้ใจที่สุดหนึ่งเดียวตั้งแต่เด็กเลย...และยัยนั่นก็มีฉันเป็นเพื่อนแค่คนเดียวด้วย” นานามิเริ่มเปิดเผยเรื่องในอดีต “เราทั้งสองคนถูกเลี้ยงดูโดยคนของที่นี่ เฟลิกซ์น่ะจนป่านนี้แล้วก็ยังไม่รู้ที่มาที่ไปของเธอเลยแม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ แต่สำหรับฉันแล้วเป็นลูกใครไม่รู้ที่ถูกเก็บมาเลี้ยงโดยคนที่ค่อนข้างเย็นชาใจดี...แต่ก็ใจร้ายเป็นระยะๆ จนเดาใจไม่ถูก”

“ใครหรอคะ? ใช่ท่านเลขาธิการหรือเปล่า”

“พรืดดดดด!” นานามิหลุดขำ “เอาอะไรคิดเนี่ยว่ายัยบ้าอำนาจนั่นจะเป็นแม่คน?”

“แค่เดาส่งเดชเท่านั้นละคะ แล้วเป็นใครกัน?”

“เธอเป็นนักฆ่าที่ฝีมือดีของที่นี่...เขาว่ากันแบบนั้นนะ”

“รู้อยู่แค่นั้นหรอคะ? แล้วหน้าตาละ”

“ฉันไม่ได้อนุญาตให้บอกเรื่องนี้กับใครและเธอเองน่าจะรู้ตัวเองสักหน่อยว่ากำลังทำเกินหน้าที่แล้ว คุณเรพลอยด์เดซี่”

นานามิจ้องตาเขม่นใส่เดซี่จนรู้สึกหนักใจ แต่แล้วคนจ้องละสายตามองลงใต้เท้าต่อที่กำลังทำอะไรสักอย่าง เดซี่คิดทบทวน

เกือบไปแล้ว...เห็นทีต้องตั้งค่าความสำคัญเรื่องฐานะตัวเองให้มากกว่านี้หน่อย

“ถึงอย่างงั้นฉันเองก็มีเรื่องอยากถาม”

นานามิเอ่ยขึ้นเรียกให้เดซี่กลับมาสนใจอีกครั้ง

“เธอน่ะ...มีปัญหาเรื่องการสื่อสารใช้คำหรือจงใจปิดนิสัยที่แท้จริงของตัวเองกันแน่ ถึงจะเป็นเรพลอยด์ก็เถอะแต่ฉันได้ยินว่าเรื่องการแสดงออกและนิสัยแอนดรอยด์ระดับก้าวหน้าอย่างเธอมันเทียบเท่ามนุษย์ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว”

เป็นคำถามยาวชุดใหญ่ที่เล่นให้เดซี่ตกใจอย่างมากจนเผลอแสดงออกมาผ่านใบหน้าด้วยการตาโต

โดนจับจนได้...แต่ฉันก็...มีคำแถอยู่นะ

“เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือไงคะ เมื่ออยู่ในหน้าที่ก็ต้องทำตัวเรียบร้อยเพื่อไม่ให้กระทบกับงาน...เรื่องแบบนี้เรียกว่าการใส่หน้ากากเข้าหากันซึ่งมนุษย์เองก็ทำกันอยู่เป็นประจำอยู่แล้วไม่ใช่หรือไงคะ”

เดซี่พูดตามที่เคยคิดไว้ว่าสักวันต้องถูกถามแน่ๆ ออกไป นานามิที่รับฟังอย่างตั้งใจหยุดชะงักมือที่ทำอะไรบางอย่างอยู่ก่อนที่จะขยับต่อเหมือนเดิม

“บางทีฉันเองไม่ใช่คนแบบนั้นเลยไม่ค่อยเข้าใจเรื่องสังคมใส่หน้ากากหรอก...อย่าได้ใส่ใจกับคำถามเมื่อกี้เลยละกัน”

“งั้นหรอ—”

เดซี่ตั้งใจจะจี้จุดเพื่ออยากรู้บางอย่างต่อแต่แล้วมีคนประตูเข้ามาในห้องซะก่อน เป็นสาวที่ถูกเปลี่ยนกลายเป็นไซบอร์กเพราะงานที่ Area EU หลายปีก่อนซึ่งมันเสริมให้พลังความเร็วของเธอก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีกตรงหน้าอกที่มาบางอย่างชิ้นใหญ่เรืองแสงสีฟ้าอยู่ นานามิขมวดคิ้ว

“รันเนอร์? ทำไมมาไวละ”

“ฉันอยากเห็นหน่วยเฉพาะกิจใหม่แล้วไง!!” รันเนอร์พูดแล้วจู่ๆ ตัวเธอก็หายไป...ซึ่งอันที่จริงไม่ได้เป็นการหายไปจริงๆ แต่เธอเร็วจนมองไม่ทันและมายืนอยู่ข้างๆ นานามิแล้ว “รีบๆ พาฉันไปได้แล้ว!

“คึกอะไรของเธอเนี่ย!? แล้วที่ทำมาเป็นสนิมสนมนี่มันอะไรกันเนี่ย...น่าขยะแขยงชะมัด และช่วยอย่าใช้พลังนั่นใกล้ๆ ได้ไหม ทำหัวใจฉันจะวาย”

“โฮะๆ แก่แล้วก็บ่นใหญ่เลยนะ”

“หือ? พูดแบบนั้นมันจะดีหรอรันเนอร์ ฉันเพิ่งนึกได้ว่าเธอทำตัวตีซี้กับฉันเพื่อจะเอาขนมของโปรดที่ฉันมีอยู่ใช่ไหม”

“เยส!!!

รันเนอร์ชูนิ้วโป้งแล้วทำตาอ้อนวอนซึ่งหายากอย่างมากสำหรับคนอย่างเธอถ้าไม่ใช่ว่ามีขนมมาล่อ นานามิถอนหายใจแล้วหยิบช็อกโกบาร์ยี่ห้อที่หาซื้อยากขึ้นมาแล้วโยนให้ รันเนอร์รับอย่างไวแล้วรีบแกะกินทันที นานามิหันมาเม้าท์กับเดซี่

“เดี๋ยวคอยดูนะ พอกินหมดเมื่อไรจะเปลี่ยนเป็นอีกคน”

“อะไร”

คนที่ถูกนิทราซัดช็อกโกบาร์ชิ้นสุดท้ายหมดชักสีหน้ามองด้วยสายตาที่เสียดหยามกันสุดๆ นานามิกรอกตาขึ้นฟ้า

“นั่นไง ไม่น่าให้เลย”

“โง่เองช่วยไม่ได้ สำหรับเธอก็เป็นแค่คลังขนมของฉันเท่านั้นแหละโฮะๆๆ!!

“รันเนอร์ ถามจริง...มานี่มีเรื่องอะไรกันแน่”

“ก็บอกแล้วไงว่าพาไปดูหน่วยเฉพาะกิจที่ฉันโดนยัดเยียดเข้าให้หน่อย” รันเนอร์กอดอกก่อนที่จะสังเกตบางอย่างใต้ขานานามิ “หือ? นั่นมันอะไร? เหมือนมีเจ้านั่นเหมือนกับที่อยู่ตรงกลางอกฉันเลย”

พอโดนถามอย่างงั้น นานามิก็เสาะยิ้มแล้วลุกขึ้นยืนพร้อมแบกเจ้าสิ่งที่เธอกำลังตรวจสอบความเรียบร้อยอยู่ตลอดเวลาอยู่ในห้องนี้ตั้งแต่ชั่วโมงก่อน มันเป็นปืนกระบอกใหญ่สีขาวหนาที่ตัวปืนมีความยาวเกือบเมตรพอๆ กับถุงใส่กีตาร์ ปากลำกล้องมีความกว้างเท่าลูกเทนนิสและดูเหมือนจะสามารถหมุนเปลี่ยนรูปแบบลำกล้องของมันได้ เหนือที่จับเยื้องไปข้างหน้ามีผลึกแร่สีฟ้าที่เปล่งแสงสีของมันอ่อนๆ ไม่แสบตาที่บรรจุอยู่ในแคปซูลแก้วทรงกลม...ดูรวมๆ แล้วมันก็คือปืนกระบอกใหญ่เหมือนในภาพยนตร์ไซไฟดีๆ นั่นเอง

“เจ้านี่แหละ...ของขวัญชิ้นงามที่ส่งเจ้าพวกดิไวน์ลงนรก”

[คริสตัลฟอร์]

[25/05/2055] [12:27]

[ถนนกลางป่าใกล้แม่น้ำคริสตัลสายตะวันออก – เขตอาณาจักรเฟทออฟก๊อต]

“มาถึงสักที”

เควนเซอร์ที่เป็นคนบังคับรถม้าเกวียนพึมพำกับตัวเองแล้วยกมือให้สัญญาณม้าตัวอื่นที่แรบบิ้นกับเอทินที่ขี่มาด้วยกันหยุดลงก่อนที่จะเอื้อมมือเคาะคนที่อยู่ในเกวียน

“สาวๆ ถึงเมืองท่าเมียร์ไนน์แล้ว”

เหล่าหญิงสาวที่เป็นผู้โดยสารในเกวียนทั้งสี่คน (นับทอมมี่ด้วย) ทยอยกันลงจากเกวียนมาดูหน้าประตูเมืองเมียร์ไนน์ที่เป็นเป้าหมายของพวกเขา ซึ่งหน้าด่านทางเข้าเป็นกำแพงไม้ที่เสริมด้วยเวทมนต์ของเอลฟ์ มันไม่แปลกนักสำหรับเมืองนี้ที่อยู่ภายใต้อาณาจักรเฟทออฟก๊อตเพราะเมื่อก่อนพื้นที่แถวนี้เป็นของอาณาจักรเฮฟเว่นหรือเอลฟ์มาก่อนและด้วยการทำข้อตกลงพิเศษยกให้เมืองนี้เป็นเมืองท่าเศรษฐกิจที่ไม่ถูกเป็นเป้าของการโจมตียึดดินแดนเพราะมันเป็นเมืองที่ทำรายได้อย่างมหาศาลแก่ทุกๆ ฝ่ายจึงไม่เป็นการฉลาดนักที่จะใช้กองกำลังทหารมายึดและความเข้มแข็งของกลุ่มการค้าอีกด้วย

อำนาจเงินถึงทำให้เมืองนี้รอดสงครามสินะ

เฟลิกซ์สรุปในใจแล้วเดินไปถามคนที่น่าจะรู้เรื่องมากที่สุด

“เควนเซอร์...เอาไง เดินเข้าไปตรงๆ ได้เลยใช่ไหม”

“ก็ถ้ามีตราของพวกพ่อค้าก็จะไม่เสียภาษีเข้าเมือง”

“ใครมีบ้าง?”

เฟลิกซ์หันไปถามคนอื่น

เงียบ

“งั้นใครมีเงินจ่ายบ้าง”

“น่าจะพอเข้าเมืองนะครับ”

แรบบิ้นควักเหรียญทองออกมาสามเหรียญจากใต้แขนเสื้อที่เหมือนชุดนักบวช ทุกคนต่างเดินไปที่หน้าประตูเข้าเมืองโดยที่มีทหารเผ่าเอลฟ์เฝ้าอยู่สี่คน คนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าประตูนี้ที่มีเกราะหัวเด่นกว่าใครถือหอกเดินหน้าเข้าหา

“เดี๋ยว...พวกคุณมาจากสมาคมการค้าอะไร”

“เรามาจากแนว—” เฟลิกซ์กำลังจะบอกตามตรงแต่ถูกเควนเซอร์ตัดหน้า

“พวกเราแค่เป็นนักผจญภัยที่ผ่านทางมา...แถวๆ นี้”

หา!?

เธอมองหน้าเควนเซอร์ที่ทำหน้าระรื่นมั่นใจตัวเองสุดๆ และดูเหมือนไม่ได้สนใจตาดุๆ ของเธอแม้แต่น้อย หัวหน้าทหารกวาดตามองทุกคนก่อนที่จะยื่นคำขอ

“ขอดูตรากิลด์ผจญภัย”

“เฮ! อย่าทำเป็นเข้มงวดมากนักสิ”

เควนเซอร์บ่ายเบี่ยงเพราะเพิ่งจะรู้สึกตัวว่างานเข้า ทหารคนเดิมปฏิเสธหนักแน่น

“ไม่ได้ๆ ช่วงนี้โดนเจ้าเมืองสั่งให้เข้มงวดกับทุกคน แถวนี้พวกโจรเยอะขึ้นอย่างกับมดไต่”

“เอาน่า เดี๋ยวจ่ายเพิ่มสองเท่า—”

คนที่ก่อเรื่องโดนเซเบอร์ล็อคคอลากออกมา

“ช่วยอยู่เฉยๆ จะได้ไหม แกนี่มันชอบทำเรื่องยุ่งยากประจำ”

“แค่กๆๆ! ปล่อยนะเฟ้ย!

“เดี๋ยวข้าจัดการเอง”

จู่ๆ เอทินเสนอตัวแล้วเดินไปหาทหารคนนั้นทันที สองคนนั้นคุยกันเสียงเบาจนเฟลิกซ์อยากเข้าไปเงี่ยฟังใกล้ๆ แต่ยังไม่ทันทีจะย่องเข้าไปเอทินก็เดินกลับมา หัวหน้าทหารคนนั้นทำสีหน้าเป็นมิตรแล้ว

“โอ้ว น่าจะบอกตั้งแต่ทีแรกสิครับ...เดี๋ยวจ่ายค่าเข้าเมืองเชิญไปที่สมาคมกิลด์ผจญภัยได้เลย”

พอได้ความแรบบิ้นก็ส่งเงินให้แต่คนรับขมวดคิ้ว

“แต่ถ้าให้เกวียนม้าและม้าอีกสองตัวเข้าด้วยต้องเสียเพิ่มอีกสิบเหรียญนะครับ”

“เกวียนม้า?” เรย์ลี่ทวน “คือ...เราไม่จำเป็นต้องใช้แล้วขอยกให้ทางคุณเลยได้ไหม”

“หา!? ทำไม?” หัวหน้าทหารงง

“คือเกวียนม้านี้เป็นของใครก็ไม่รู้เราเจอมันที่กลางป่าละคะ”

“อ๋อ ทางแบบนั้นเดี๋ยวผมจะทำเรื่องรายงานและรับเกวียนม้าไปเองครับ”

และแล้วเรื่องก็ผ่านด้วยดีด้วยฝีมือแถของเรย์ลี่ ทุกคนเดินพ้นเข้าประตูไม่ทันไรก็มีทหารอีกคนที่ยืนเฝ้าอยู่ทักเข้า

“เธอ! เธอที่เป็นไซบอร์ก”

“หือ!?

เฟลิกซ์หันกลับมาดูคนเรียก เขามองพิจารณาทั้งตัวอย่างเคร่งเครียด

เดี๋ยวๆ ทำไมถึงมองแบบนั้นละ?

“มีอะไรคะ?”

“เอ่อ...เปล่าครับ ขอโทษด้วยคือแขนซ้ายของคุณผมรู้สึกคุ้นๆ เหมือนเจอที่ไหนมาก่อนน่ะครับ”

“อ๋อ...ค่ะ คงไม่มั้ง...ฉันไม่เห็นจำคุณได้”

“เอ่อ ผมเองก็นึกไม่ออกเหมือนกันครับ ขอโทษด้วย”

แล้วทหารคนนั้นก็กลับไปเฝ้าประตูที่เดิม

อะไรหว่า?

เฟลิกซ์ยิ่งคิดในหัวก็ยิ่งตีกันจนเลิกสนใจมันไปในที่สุด เรย์ลี่เดินกลับมาจูงตัวเธอ

“ท่านพี่มีอะไรหรือเปล่าคะ เห็นทหารคนนั้น—”

“เรื่องไร้สาระ ไม่มีอะไรหรอก”

“ค่ะ...” เรย์ลี่หันไปบอกทุกคน “งั้นเดี๋ยวไปที่ท่าเรือกันเลยนะคะ”

ท่าเรือ...

เฟลิกซ์ฉุกคิดขึ้นมาได้

“เดี๋ยวก่อนทุกคน ขึ้นเรือนี่มันต้องเสียเงินใช่ไหม...แล้วตอนนี้เราก็ไม่มีกันเลยใช่ไหม?”

เพียงเท่านั้นต่างคนต่างควักตัวเอง...ไม่มีใครมีสักคน ในระหว่างที่บรรยากาศมืดครึมนี้เควนเซอร์ออกไอเดียอีกครั้ง

“ไม่เป็นไรหรอก แค่เราไป—”

“พอเลยเควนเซอร์!” เซเบอร์ดักคอ

“ฟังก่อนได้ไหม” เควนเซอร์ค้อนใส่ “แค่จะบอกว่ามันเป็นเรื่องพื้นๆ ที่เราน่าจะรู้กันอยู่ว่าถ้าเราไปที่กิลด์ผจญภัยรายงานสถานการณ์ที่แนวหน้าให้ฟังก็น่าจะค่าตอบแทนหรือค่าช่วยเหลือเพื่อไปสถาบันนิวส์ไลฟ์นี่ครับ? อีกอย่างเราก็มีบุคคลสำคัญของทางสถาบันด้วย”

“ใครเหรอครับ”

คนที่ถามไม่ใช่ใครอื่นก็คือทอมมี่...แล้วสายตาทุกคนยกเว้นเอทินที่ไม่รู้เรื่องจับจ้องมาที่เขาให้รู้สึกตัวจนเผลอผงะ

“ฮ่ะๆๆ นั่นสิครับ ผมคือเชอรี่ภรรยาของผอ. อาเธอร์นี่น่า” พอทอมมี่พูดแบบนั้นกลับรู้สึกความร้อนแรงจากตัวเฟลิกซ์ “เอ่อ...ผมก็ยังมีฐานะเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของแนวหน้าด้วยนะครับ ถ้าออกปากไปน่าจะช่วยได้เนอะเฟริน”

“ทำไมต้องแวะมาหาฉันด้วยย่ะ” เฟลิกซ์ไม่พอใจนิดหน่อย “เอาเถอะ งั้นเรารีบๆ ไปกิลด์ผจญภัยเลย”

“ผู้กล้าเฟลิกซ์”

และแล้วก็มีเงาใครบางคนเข้ามาข้างหลังเธอพร้อมเสียงที่ดุเข้มและเย็นชา เฟลิกซ์มองตาขวางด้วยความตกใจแล้วก็ได้เห็นคนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมายืนตรงนี้

“สัสดี!?

“ท่านคราวน์!?

“นี่ท่าน!?

คนอื่นๆ เองดูเหมือนจะรู้จักเช่นกันโดยเฉพาะยิ่งเอทินที่ออกอาการอย่างชัดเจนเพราะทั้งสองคนเคยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติที่เมืองบาลาสและยังเป็นคนนำพาเขาไปสร้างชีวิตใหม่ที่สถาบันนิวส์ไลฟ์และยังช่วยชีวิตไว้อีกด้วย คราวน์ยังคงทำตัวเย็นชาสุขุมเหมือนเดิมตามที่เฟลิกซ์เคยเจอเว้นแต่ตอนนี้เขายังจำเธอไม่ได้

เอ๊ะ!? ตะกี้ทำไมถึง...

“คุณสัสดี...ทำไมถึงเรียกฉันแบบนั้น”

“ข้าเองก็ไม่รู้ โดนยูกะสั่งไว้ว่าถ้าเรียกเจ้าแบบนั้นแล้วจะเชื่อสิ่งที่ข้าจะบอกต่อไปนี้เอง”

“ยูกะ!? อยู่ที่นี่ด้วย!?

“อือ...แต่ไปทำธุระสำคัญอยู่ ข้าอยากให้เจ้าและพวกเจ้าทุกคนตามข้ามาก่อน”

“แต่ถ้าไม่รีบไปที่สถาบันละก็...”

เรย์ลี่ค้านขึ้นมา คราวน์ได้ยินแล้วไม่สะทบสะท้านอะไรเหตุเพราะสิ่งที่เขากำลังจะพูดต่อไปนี้

“เรื่องนั้นที่สถาบันรับรู้ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่องแถวแนวหน้าเลยเตรียมความพร้อมไว้รับมือแล้ว” สิ่งที่เขาพูดทำให้ทุกคนต่างโล่งใจแล้วคราวน์ก็พูดต่อ “ถึงจะเตรียมการอย่างดีแต่สถาบันยังต้องการคนเพิ่มอยู่ดี พวกเจ้าพร้อมที่จะหยุดยั้งความชั่วร้ายบนดินแดนคริสตัลฟอร์หรือไม่”

“ครับ!/ค่ะ!

แน่นอนว่าทุกคนต่างพร้อมใจกันไปทางเดียวกัน คราวน์เหมือนจะยิ้มแต่รีบหุบลงอย่างรวดเร็ว

“แต่ก่อนอื่นพวกเจ้าต้องมากับข้า อย่าทำตัวเด่นด้วย”

[25/05/2055] [13:02]

[โรงแรมเมอรี่อินประจำเมืองเมียร์ไนน์ – เขตอาณาจักรเฟทออฟก๊อต]

“ยูกะสั่งแบบนั้นไว้จริงๆ หรอคะ?”

เฟลิกซ์ได้ยินเรย์ลี่เอ่ยอย่างงงๆ หลังจากสอบถามกับคราวน์ให้แน่ใจอีกครั้งเรื่องที่ให้กักตัวพวกเขาไว้และเรื่องที่เจอกันก็เป็นเรื่องบังเอิญล้วนๆ มีแต่ยูกะที่สังหรณ์ใจเลยไหว้วานกับคราวน์เผื่อไว้ ซึ่งเจ้าตัวเองก็บ่นอย่างไม่พอใจ

“ข้าก็ไม่รู้ว่ายูกะคิดอะไรอยู่ แต่ท่าทางของเธอบ่งชี้ได้เลยว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆ...พวกเจ้าไม่รู้อะไรเลยงั้นหรือ? แล้วที่ยูกะให้เรียกว่าผู้กล้านี่มันยังไง?”

“ก็...”

เฟลิกซ์ไม่รู้จะเริ่มอธิบายยังไงดี เรย์ลี่เลยอาสา

“ท่านพี่กลับไปอยู่กับพวกนั้นเถอะคะ เดี๋ยวเรย์ลี่จะเป็นคนอธิบายเอง”

“แต่ว่ามันอาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้นก็ได้นะ”

“ถึงไม่เกี่ยวแต่มันถึงเวลาที่สัสดีต้องรับรู้แล้วคะ ไม่งั้นทำอะไรต่อมิอะไรก็ลำบากค่ะ”

เรย์ลี่ยืนกรานที่จะทำแบบนั้น เฟลิกซ์ก็หมดทางที่จะยื้อไว้

“งั้นฉันกลับไปรอที่ห้องนะ”

“ค่ะท่านพี่”

แล้วเฟลิกซ์ก็เดินออกจากมุมมืดของโรงแรมชั้นสองออกมาที่ทางเดินโดยมีสายตาเย็นชาของคราวน์มองตามหลังก่อนที่จะถูกเรย์ลี่ดึงไปคุยที่ลับตาคนมากกว่านี้ เฟลิกซ์เดินมาถึงหน้าประตูห้องพักที่เป็นห้องใหญ่แล้วกรุ่นคิดในหัวถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

ถ้าให้เรียกฉันว่าผู้กล้า...งั้นเรื่องที่เกี่ยวข้องที่สุดคงจะเป็นเรื่องที่โดนค่าหัว—

ไม่ๆๆๆ คิดมากน่า ทุกคนก็ถูกทำให้ลืมกันไปหมดแล้ว

“เฮ้อ”

เธอถอนหายใจอย่างหนักแล้วเพ่งมองประตูตรงหน้า

เรื่องนั่นเป็นยังไงก็ช่างมันเหอะ...เพราะไม่ว่ายังไงโลกนี้มันก็แค่ของปลอม

ถ้าถึงวันที่มีประตูตรงหน้า ประตูที่เป็นทางออกสู่โลกจริงๆ ของเรา...ทุกๆ อย่างในคริสตัลฟอร์นี่ก็จะกลายเป็นความหลังที่สูญเปล่าทันที

หวังว่าตอนนั้นฉันคงไม่บ้าใจอ่อนอยากอยู่โลกนี้ตลอดไป

เฟลิกซ์เอื้อมมือหมุนลูกบิดเปิดเข้าไปก็เห็นบรรยากาศที่ไม่ได้เข้ากับความคิดในหัวเธอเลย เซเบอร์กับเควนเซอร์กำลังแยกเคี้ยวใส่กัน แรบบิ้นกับเปิดตำราบางอย่างกับเอทินอยู่

ใช่...ฉันคงจะคิดมากไปจริงๆ ตอนนี้ก็ต้องอยู่กับเจ้าพวกนี้ก่อน...ละนะ

[ในขณะเดียวกันที่โลกจริง]

[ไม่รู้สถานที่ – เกาะดิไวน์]

-System Online-

ข้อความจากระบบที่ปรากฏขึ้นกลางสายตา ความมึนงงที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาทำให้จับต้นชนปลายไม่ถูก

เหมือนหลับไปนาน...

และแล้วความทรงจำสุดท้ายที่ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน วินาทีสุดท้ายที่ตัวเองถูกลบออกจากโลกเสมือน

“คุณแม่!

“หึ ดูเหมือนเป็นความคิดผิดจริงๆ ที่ส่งเธอไปแฝงตัวใกล้ชิดกับนัมเบอร์วัน พอเปิดระบบเธอขึ้นมาก็เรียกหาแล้ว”

เจ้าของเสียงนั้นอยู่ในเงามืดข้างหลังเธอ พอได้ยินแบบนั้นแล้วจะหันไปมองแต่ก็ขยับตัวไม่ได้เพราะถูกล็อคทั้งคอทั้งแขนและขาให้นั่งกับเก้าอี้แท่นอลังการที่โดดเดี่ยวกลางโดมแห่งหนึ่งที่หลังคาเปิดให้เห็นพระอาทิตย์เหนือหัวที่มีบางอย่างก้อนกลมๆ บังอยู่

คงต้องใช้พีทูแล้ว!

เธอเพ่งสมาธิจะใช้พีทูหรือพลังจิตควบคุมแสงโดยรอบเพื่อให้เกิดความร้อนเฉพาะที่ตัวปลอกเหล็กที่ล็อคตัวเธอไว้อยู่ แต่ยังไม่ทันที่จะเริ่มอย่างจริงๆ จังๆ ก็มีกระแสไฟฟ้าช็อกที่ตัวเธอ

อ๊าก!!!

“อย่าพยายามเสียแรงเปล่าเลยอันนา...ลูกสาวของข้า”

เจ้าของเสียงเดินออกมาอยู่ข้างซ้ายเธอ เป็นชายอายุกลางคนที่สวมเสื้อกาวน์ขาวยาวนัยน์ตาสีน้ำตาลสวมแว่นไว้หนวดไว้เคราหนาจ้องขมึงด้วยความชั่วร้าย อันนากัดฟันตะคอกสวน

“นายไม่ใช่พ่อของฉัน! อ๊าก!!

“โอ้ๆ เบาๆ หน่อยถ้าดังอย่างเมื่อกี้อีกกระแสไฟก็จะถูกส่งหาเธออีกนะ ยิ่งร่างกายเป็นไซบอร์กทั้งตัวยกเว้นสมองควรระวังไว้ให้มากๆ หน่อย ข้าดร. ดิไวน์อุตสาห์สร้างเธอขึ้นมาจาก DNA เลยนะ”

“ไม่...ก็นายไม่ใช่จริงๆ...นี่”

อันนาพูดบางอย่างที่มีความหมายแฝงอยู่เบื้องลึก ดร. ดิไวน์เลิกคิ้วส่งเสียงไม่พอใจในคอก่อนที่จะดีดนิ้วเพื่อให้กลไกบางอย่างทำงาน มีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ เข้าร่างอันนาทำให้ควบคุมไม่ได้ทั้งตัว

เขาตัดระบบการเคลื่อนไหว...ขยับปากก็ยังทำไม่ได้เลย

อันนาพยายามเพ่งเต็มที่เพื่อให้ลูกตาหันมองตามดร. ดิไวน์ที่เดินหลบสายตาเธอไปทางขวา

“รู้ไหมอันนาลูกรักของข้า...มนุษย์น่ะคิดว่าตนเองเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือกว่าสิ่งใดๆ แต่ถ้าพวกเขาได้รับรู้ว่ามนุษย์ก็เป็นแค่สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำที่ถูกควบคุมได้ง่ายๆ เหมือนกับหุ่นยนต์ละหรือมนุษย์เป็นแค่สัตว์ทดลองไว้เลี้ยงดูเล่นอยู่ห่างๆ ละ”

อันนาได้ยินทุกคำฟังชัดที่เขาพูดและกำลังตระหนักถึงข้อความเตือนดวงตาว่าร่างกายของเธอกำลังถูกแฮกด้วยฝีมือดร. ดิไวน์เพื่อกำลังทำอะไรบางอย่าง

อย่าบอกนะ...อย่าบอกนะว่าจะทำเหมือนตอนในโลกเสมือนนั่นอีก ที่ทำให้เราตามืดตามัวไปทำร้ายคุณแม่!

ความกังวลและหวาดกลัวเพิ่มพูนขึ้นมาก่อนที่จะถูกกระตุ้นด้วยเสียงกระซิบของเขา

“และกึ่งคนกึ่งหุ่นยนต์อย่างเธอจะไปเหลืออะไร...จริงไหม”

หลังจากนั้นอันนาก็ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เธอกำลังถูกสิ่งที่เรียกว่าอารมณ์ด้านมืดกัดกินหัวใจเธอแล่นฉายภาพเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเหล่า ท่อใหญ่ที่ถูกต่อออกจากข้างหลังแท่นบัลลังก์เธอมีหมอพลังงานสีดำไหลเวียนขึ้นไปยังกลุ่มก้อนพลังสีดำชวนน่าคลื่นไหลเหนือหัวที่มีอีกหลายพันท่อถูกต่อเข้าด้วยกัน มันคือดาร์คไซบอร์กเอลฟ์ที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ!

 

53 ความคิดเห็น