ตอนที่ 66 : Ch.59 Order of Battle IV - [Shadow]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    15 ต.ค. 59


Crystalfall: Awakened!

คริสตัลฟอร์: อเวกเกน!

Ch.59 Order of Battle IV - [Shadow]

[โลกจริง – Day 3 หลังจากการแสดงเจตจำนงของดร. ดิไวน์]

[24/05/2055] [10:22]

[ยานแม่มอชชินนี่ห้องประชุมทางไกลของเลขาธิการ]

“ท่านจะทำอย่างไร ตอนนี้ความหวาดกลัวได้ครอบคลุมผู้คนทั้งโลกแล้ว เกิดจลาจลและอาชญากรรมมากมาย”

หนึ่งในที่ประชุมกล่าวถาม ผู้ที่ยืนอยู่ตรงแท่นที่ประชุมของเวิลด์เจเนอรัลที่มิใช่เลขาธิการแต่เป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของเวิลด์เจเนอรัล แดเนียลเป็นผู้ตอบ

“ให้ MLA ทำตามกฎหมายตามขั้นตอน”

“ตะแต่ว่าเรื่องมันเกิดเพราะพวกท่านเวิลด์เจเนอรัลไม่ใช่หรือไง” คนเดิมเถียงกลับมา

“คุณไม่มีปัญญาจัดการ Area ที่ดูแลอยู่ใช่ไหม ถ้าเป็นเช่นนั้นจะได้ส่งกองกำลังเข้าควบคุมความสงบ”

“ไม่ได้หมายความแบบนั้น!...ชิ! Area ผมดูแลเองก็ได้”

เจ้าตัวเลิกตอแย แดเนียลแอบถอนหายใจ

พวกนี้ชอบโยนปัญหาตัวเองซะจริงๆ

เขาไม่ชอบใจที่ได้มายืนตรงนี้เพราะมันเป็นคำสั่งของเลขาธิการที่ให้มาเป็นตัวแทนประชุมเพราะติดภารกิจสำเร็จ ซึ่งคนอื่นๆ ในที่ประชุมดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจที่เลขาธิการไม่ได้เข้าร่วมด้วยตนเองสักเท่าไหร่ และแล้วก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นกลางที่ประชุม

“ทำไมท่านวิคตอเรียถึงไม่เข้าประชุมละครับ การประชุมที่มีความสำคัญต่อโลกขนาดนี้กลับมุดหัวไปอยู่ที่ไหน”

ลากัซ...

แดเนียลมองลงทางซ้ายถึงแม้จะอยู่ไกลก็เห็นทรงผมสีขาวชี้ตั้งทั้งด้านซ้ายและขวาอย่างชัดเจน เขาเป็นคนหนึ่งที่แดเนียลไม่อยากจะยุ่งด้วยเพราะทุกอย่างที่เกี่ยวกับลากัซเต็มไปด้วยสิ่งอันตราย

“ท่านเลขาธิการติดภารกิจสำคัญจึงมาด้วยตัวเองไม่ได้แต่ก็ได้มอบหมายเรื่องสำคัญมากับกระผมแล้ว”

“แต่เจ้าตัวไม่มาก็ไร้ค่าสิใช่ไหมทุกท่าน...อีกอย่างทุกคนในที่นี้ก็อยากฟังแต่ท่านเลขาธิการเท่านั้น”

“แล้วจะมีระบบตัวแทนไว้เพื่ออะไร อยากรู้มากนักใช่ไหมว่าท่านเลขาธิการทำอะไรอยู่ตอนนี้”

แดเนียลหยุดพูดพักช่วงแล้วเอ่ยต่อ

“ท่านเลขาธิการกำลังจับตาดูการบุกโจมตีระรอกแรกที่เกาะดิไวน์ ณ ตอนนี้”

เพียงเท่านั้นทำให้การประชุมวุ่นวายดูเหมือนทุกคนกำลังติดต่อหาคนที่ไว้ใจช่วยตรวจสอบเรื่องที่แดเนียลเอ่ยมาและมีบางคนไม่พอใจถาม

“ทำไมไม่บอกล่วงหน้า!? จะได้ส่งหน่วยพิเศษ MLA ของ Area เราเข้าไปช่วย!?

“เรื่องที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพ ทางเราไม่ยอมรับเด็ดขาด” แดเนียลปฏิเสธ

“ปฏิเสธความช่วยเหลือ!?” ลากัซลากประเด็นนี้ขึ้นมา “โอ้ว ที่พูดแบบนั้นจะดีแล้วหรือ? อย่าได้ทะนงตนเลย ยอมรับมาเถอะว่ามันเป็นช่วงขาลงของพวกคุณแล้ว...เวิร์ดเจเนอรัล”

“หึ ไม่ได้ทะนง...เพียงแต่กำลังทำให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางและมีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อศึกที่เกาะดิไวน์ต่างหาก”

เรื่องที่แดเนียลพูดนั้นทำให้ที่ประชุมเงียบตั้งใจฟังอีกครั้ง เขารู้ว่าช่วงเวลานี้ดีที่สุดแล้วที่จะบอกสิ่งที่เลขาธิการฝากมา

“เลขาธิการการได้ใช้อำนาจสนธิสัญญาเวิลด์เจเนอรัลขอแต่งตั้งหน่วยเฉพาะกิจ Task Force แล้ว”

ทุกคนต่างเงียบกริปก่อนที่จะมีใครบางคนแย้ง

“เดี๋ยว...เวิลด์เจเนอรัลเองก็มีกองทัพหุ่นยนต์กว่าล้านตัวไม่ใช่หรือ? ทำไมต้องให้ต้องขอกำลังคนเป็นๆ ไปด้วย?”

“เพราะว่า...”

แดเนียลพูดแล้วหยุดคิดชั่วครู่ เขารู้ดีว่าสิ่งที่จะพูดต่อไปนี้ส่งผลถึงภาพลักษณ์กองทัพของเวิลด์เจเนอรัลอย่างแน่นอน แต่ก็จำเป็นต้องพูดเพราะสถานการณ์มันบังคับว่าต้องการความช่วยเหลือ

“หุ่นยนต์ของเราทั้งหมดไม่สามารถใช้งานในภารกิจนี้ได้เพราะที่เกาะนั่นปล่อยคลื่นบางอย่างทำให้หุ่นของเราใช้การไม่ได้”

เพียงเท่านั้นเสียงหือฮือหลากหลายอารมณ์และเหตุผลลุกขึ้นหือพร้อมๆ กัน มีทั้งตกใจทั้งดีใจที่ได้เห็นจุดอ่อน ฯลฯ...แดเนียลกัดริมฝีปากแน่น

ไม่น่ารับปากมาเป็นตัวแทนท่านเลย ไม่ชอบความรู้สึกเป็นผู้บอกแม้แต่นิดเดียว

[ภาพตัดมาที่ห้องบัญชาการประจำยานมอชชินนี่]

วิคตอเรีย นานามิและเฟียน่าที่อยู่ชั้นบนต่างยืนดูหน้าจอโฮโลแกรมยักษ์ที่แสดงมุมมองสูงที่เห็นเกาะดิไวน์ทั้งเกาะและพื้นที่มหาสมุทรโดยรอบกว่ายี่สิบห้าตารางกิโลเมตร ยูริผู้บัญชาการยานลำนี้ที่ได้รับมอบหมายให้บัญชาการรบครั้งหนึ่งทำหน้าเคร่งเครียดกับผลลัพธ์ที่อยู่ตรงหน้าก่อนที่เขาจะตัดสินใจครั้งสำคัญ

“ทุกหน่วยถอยทัพ!

และแล้วรูปทรงเลขาคณิตในจอสีเหลืองที่เป็นสีของฝ่ายเวิลด์เจเนอรัลตรงฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือกำลังถอยกลับ วิคตอเรียยังคงแน่นิ่งถึงผลออกมาแย่และไม่ได้ส่งกองกำลังมากมายไปเพราะมีน้อย

ตามที่คาดไว้ การป้องกันของเกาะนั้นหนาแน่นจริงๆ...

แต่ก็เห็นจุดอ่อนบ้างแล้ว

[คริสตัลฟอร์ - มุมมองของเรย์ลี่]

[24/05/2055] [12:00]

[ถนนกลางป่าแห่งหนึ่ง – อาณาจักรเฟทออฟก๊อต]

“นี่ๆ...คุณทอมมี่ค่ะ ทำไมไม่ตีคู่กับท่านพี่ข้างหน้าละ”

เรย์ลี่บังคับม้าเข้าใกล้ทอมมี่ที่ก้มหน้าก้มตาบังคับม้าให้เดินตามหลังเฟลิกซ์กระซิบถาม เจ้าตัวยังนิ่งเงียบเรย์ลี่เลยยุต่อ

“นี่ๆ เรย์ลี่รู้น๊า...อยากคืนดีกับท่านพี่ใช่ไหมล๊า มีเพื่อนเรย์ลี่คนหนึ่งที่เป็นนักตกสาวกล่าวไว้ว่าไม่มีหญิงใครไม่หลงเสน่ห์ผู้ชายหรอก”

“งั้นผมคงเป็นส่วนผสมของตัวประหลาด ผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิงไม่ก็เชิงละครับ”

ทอมมี่พูดแล้วเงยหัวให้เห็นรอยแดงก่ำบนใบหน้าทางซ้ายที่ถูกเฟลิกซ์ทั้งตบทั้งต่อยไม่ยั้งตั้งแต่เมื่อคืน เขาเอามือลูบมันเบาๆ แล้วมองเคืองใส่คนข้างหน้าโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว เรย์ลี่ขำคิกๆ

“อิอิ เรย์ลี่ว่าแค่นี้คงทำอะไรอดีตจอมมารไม่ได้หรอกคะ...แต่ทำไมรอยแดงนั่นไม่ยอมหายไปละคะ? ปกติแล้วแม้แต่ปีศาจระดับล่างมีพลังฟื้นฟูชีวิตได้เร็วอยู่นะคะ”

“ก็เฟรินน่ะสิครับ ไม่ยอมให้ผมใช้มัน...ให้หน้าเป็นแบบนี้จนกว่าจะพ้นเที่ยงคืนของวันนี้ ลงโทษอย่างกับผมเป็นเด็กๆ ไปได้”

ทอมมี่ตัดเพ้อแล้วถอนหายใจยอมรับสภาพแต่โดยดี เรย์ลี่หลิ่วตาและพูดให้กำลังใจ

“อดทนหน่อยนะคะ ว่าที่พี่เขย”

แล้วเธอก็ควบม้าเร่งขึ้นไปหาเฟลิกซ์ที่กำลังกระดกน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ เรย์ลี่ถามทันที

“ท่านพี่คืนดีกับแฟนแล้วใช่ไหมคะ”

“พุ๊บ!! แค่กๆๆๆๆ!

แน่นอนว่าเรื่องแบบนั้นทำให้เฟลิกซ์สำลักน้ำได้ง่ายๆ เธอเช็ดปากแล้วมองค้อนใส่คนถาม

“พูดอะไรของเธอเนี่ย!?

“อ้าว!? เรย์ลี่เข้าใจผิดไปเองหรอคะ?” เรย์ลี่ทำท่าไร้เดียงสาแล้วแกล้งพูดดังๆ “เห็นทะเลาะเข้าขากันอย่างงั้นนึกว่าหายงอนกันซะแล้วอีก”

“ไม่ได้งอนสักหน่อย!!

“ไม่ได้งอนเลยครับ!!

ทั้งคู่ต่างหัวร้อนพูดพร้อมกันเลยหันไปสบตากันเล็กน้อยและเป็นเฟลิกซ์ที่สะบัดผมหางม้าทำเป็นเหนือกว่าและเหมือนได้ยินคำว่า “เชอะ” ออกมาด้วยจนเรย์ลี่อดคิดไม่ได้

ท่านพี่นี่เด็กกว่าชัดๆ

“นี่ท่านพี่ เรย์ลี่ว่าคืนดีกับ—”

จู่ๆ เฟลิกซ์หยุดม้าแล้วกางมือซ้ายออกเพื่อเป็นสัญญาณให้ทั้งสองคนหยุดตาม เรย์ลี่มองสิ่งที่เป็นต้นเหตุก็เจอกับควันไฟหลายที่ลอยขึ้นฟ้าอยู่ใกล้ๆ ทางข้างหน้านี้เอง

“เรย์ลี่...รู้ใช่ไหมว่ามันไม่เหมือนกับควันไฟที่มาจากกองไฟ”

“ค่ะ...อย่างกับว่าแถวนั้นกำลังถูกเผาให้วอด—”

แถวนั้น...แถวนั้นมัน...

เรย์ลี่เพิ่งรู้สึกตัวว่าข้างหน้ามีอะไรอยู่เลยรีบควบม้านำไปก่อนโดยไม่สนใจคำเตือนคนอื่น พอไปถึงก็พบกับหมู่บ้านเล็กๆ ที่บ้านสิบหลังพังทลายเกือบทั้งหมด บางหลังไฟจะไม่หายม็อดและยิ่งไปกว่านั้นมีร่างของคนเผ่ามนุษย์มากมายนอนจมกองเลือดไม่ต่ำกว่ายี่สิบศพ

“พระเจ้าช่วย”

เฟลิกซ์ที่ตามมาที่หลังอ้าปากค้างเฉกเช่นเดียวกับทอมมี่ เรย์ลี่ลงจากม้าวิ่งไปดูที่ร่างซูบผอมและสีผิวเปลี่ยนเป็นสีม่วงเขียวคนหนึ่งที่ใกล้ที่สุดโดยเธอหวังว่าจะมีชีวิตอยู่ เฟลิกซ์กับทอมมี่เดินมาตามติดๆ

“ฝีมือเจ้าปลาหมึกเหล็กนั่นเหรอครับ”

ทอมมี่คาดการณ์ แต่ดูเหมือนเรย์ลี่จะได้สรุปจากที่แน่ใจแล้วว่าร่างคนตรงหน้าไม่มีชีวิตแล้ว

“ไม่ใช่ค่ะ ที่ลำตัวมีรอยถูกของมีคมคล้ายดาบ...คมมากๆ ด้วย อาจจะเป็นโจรไม่ก็พวกหนีทัพค่ะ”

“โจรกับพวกหนีทัพ?” เฟลิกซ์สงสัย

“ถ้าอย่างงั้นก็ไม่แปลกหรอกครับที่มันจะเกิดเรื่องแบบนี้” ทอมมี่ถอนหายใจเหมือนเป็นเรื่องที่ช่วยไมได้ “ช่วงเวลาที่เกิดฟอร์ดาวน์ติดๆ กันทำให้เกิดอาชญากรรมขึ้นเยอะและก็มีคนที่เชื่อข่าวลือว่าค่ายแนวหน้าให้ที่พักพิงฟรีๆ ด้วยเลยเดินทางมาตัวเปล่า...ขากลับคง—”

“พอๆ ไม่ต้องบอกหมดก็ได้” เฟลิกซ์ตัดบท “แล้ว...ดูเหมือนจะไม่รอดหมดสินะ”

“ไม่แน่หรอกค่ะ” เรย์ลี่ลุกขึ้น “ถึงจะเสียเวลาสักหน่อยแต่เราออกตามหาคนรอดชีวิตเถอะคะ”

“แล้วศพพวกเขาละครับ?”

ทอมมี่ที่แลดูจะแคร์กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าซึ่งยังมีศอีกมากมายที่มีลักษณะเหมือนกันก็คือซูมผอมเกือบเห็นกระดูกและสีผิวเป็นม่วงเขียว เรย์ลี่ทำหน้าเหมือนลำบากใจที่จะตอบแต่ก็ยอมพูด

“เราไม่มีเวลามาฝังศพทุกคนแล้วนะคะ ออกตามหาคนรอดชีวิตรักษาเขาและรีบไปเถอะคะ”

และแล้วทั้งสามคนก็แยกย้ายไปคนละทางแต่ด้วยขนาดหมู่บ้านที่เล็กเลยใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีในการเดินตามทุกซอกทุกมุมจนครบ ทั้งสามคนมาเจอกันที่กลางหมู่บ้านต่างทำหน้าว่าหาไม่เจอ

“คงจะไม่รอดหมดจริงๆ นั่นแหละครับ” ทอมมี่ถอนใจ

“อยากจะใช้เวทย์ตาทิพย์อยู่นะคะ” เรย์ลี่ว่า “แต่ถ้าเกิดมีกลุ่มโจรป่าที่เดี๋ยวนี้เก่งเรื่องตรวจจับเวทย์นี้ด้วยเดี๋ยวเรื่องจะยุ่งเอา”

“ของฉันดูเหมือนจะมีหลายคนวิ่งไปทางใต้ของหมู่บ้านไม่นานนี้นะ”

เฟลิกซ์พูดแล้วเดินนำทางไปยังถนนเส้นเล็กที่แทบจะไม่เรียกว่าถนนและแถวนี้ไม่มีศพคน...ที่พื้นมีรอยเท้าใหม่จำนวนมากไล่ไปตามทาง เรย์ลี่รื้อฟื้นความจำหลายปีก่อนที่เคยผ่านหมู่บ้านแห่งนี้

ถ้าจำไม่ผิด ปลายทางนี่เป็นแม่น้ำคริสตัลสายตะวันออกที่น่าจะมีเรือ—

“ชะ...ช่วยด้วย...”

เสียงร้องครวญครางเต็มไปด้วยความเจ็บปวดดังจากในโพรงหญ้าทางซ้ายมือ ทั้งสามรีบรุดเข้าไปดูพบกับชายคนหนึ่งที่นอนหงายหายใจรัวรินและอิดโรย ร่างกายซูมผอมและสีผิวกำลังเปลี่ยนเป็นสีม่วงเขียว

“ทำใจดีๆ ไว้นะคะ!” เรย์ลี่บอกแล้วกวาดสายตามองหาต้นตอแต่หาไม่เจอ “โดนแทงตรงไหนคะ!?

“ใต้...ชายเสื้อ”

คนเจ็บบอกอย่างอ่อนแรงเกือบไม่ได้ยินเสียง เรย์ลี่ถกเสื้อเก่าๆ ของชายคนนี้ขึ้นก็พบว่าที่หน้าท้องทางซ้ายมีรอยถูกแทงลึกแต่ที่น่าแปลกก็คือสิ่งที่น่าจะควรเลือดกลับเป็นละอองสีดำที่เคลือบแผลกำลังเคลื่อนไหวยุกยิกเหมือนมดไต่ไปมา

นี่มัน...อะไรกัน?

เรย์ลี่ที่ถือว่าเชี่ยวชาญการใช้เวทย์ฮีลถึงแม้จะไม่ใช่สายตรงของตัวเองยังไม่เข้าใจกับอาการที่เห็นตรงหน้าและดูเหมือนทอมมี่กับเฟลิกซ์ก็ไม่รู้เช่นกันเลยต้องถามเจ้าตัวคนเจ็บอีกครั้ง

“คุณไปโดนอะไรมากันแน่คะ!?

คนเจ็บแน่นิ่งแต่ยังหายใจ เรย์ลี่เห็นว่าอาการไม่ดีเลยรีบถือคทาด้วยมือซ้ายแล้วยื่นมือขวาไปยังหน้าปากแผลแล้วร่ายเวทย์

“สายลมจงแปรผัน! ผสานสรรพสิ่งด้วยใจรัก! เอ็กซ์ตร้าฮีล! (Extra Heal)”

ทั้งตัวเรย์ลี่มีออร่าสีเขียวเปล่งแสงแม้แต่เฟลิกซ์และทอมมี่เองที่อยู่ใกล้ๆ ก็รู้สึกอบอุ่นไปด้วย แต่ดูเหมือนคนเจ็บจะไม่รู้สึกอะไรเลย เรย์ลี่เพ่งสมาธิถ่ายมานามากขึ้นอีกเพราะรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง เวลาผ่านไปเกือบนาทีเธอหยุดการฮีลกลางคั้นและค่อยๆ เอ่ยปากอย่างไม่น่าเชื่อ

“ทะ...ทะ...ทำไมฮีลไม่ได้!?

“หา!?

ทอมมี่ร้องเหวอก่อนที่ตัวเองจะลองใช้ฮีลเช่นกันซึ่งมันก็ไม่ได้ผลสองผู้ใช้เวทย์ต่างยืนมึนส่วนเฟลิกซ์ที่ร่ายเวทย์ไม่ได้ก็ทำได้แต่ยืนดูอาการเท่านั้น...เรย์ลี่หยิบเครื่องดนตรีที่เรียกว่าเม้าส์ออแกนไม้สั้นที่เป็นไม้ตาย

ของสืบทอดเผ่าพันธุ์ของเราที่เคยช่วยท่านพี่ไว้ที่เมืองบาลาส...หวังว่าจะช่วยได้นะ

เรย์ลี่นำมันประทับบนริมฝีปากย่อตัวลงนั่งใกล้คนเจ็บแล้วเธอเริ่มบรรเลงบทเพลงที่เยียวยาร่างกายและจิตใจเป็นศาสตร์ลับที่มีแต่เผ่าสัตว์โบราณอย่างเธอใช้ได้เท่านั้น เฟลิกซ์เบิกตากว้างเพราะมันทำให้นึกถึงเรื่องที่เมืองบาลาส ไม่มีอะไรรบกวนเสียงเพลงนั้นเลยจนจบเพลง...เรย์ลี่ลืมตาขึ้นก็ตะลึงกับสิ่งที่เห็น

แม้แต่ใช้เจ้านี่...ก็ฮีล...ไม่...ได้

“ย๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!

เสียงร้องของใครบางคนดังมาจากทางใต้สุดทางถนน เฟลิกซ์เห็นท่าไม่ดีเลยขอแยกตัว

“เรย์ลี่อยู่นี่รักษาเขาก่อนนะ! ทอมมี่ไปกับฉัน!

แล้วทั้งสองคนก็รีบวิ่งไปโดยเรย์ลี่ไม่ทันได้เอ่ยสักคำ

ท่านพี่...

เรย์ลี่อยากจะไปด้วยแต่ตัดใจหาทางรักษาชายคนนี้อีกที แต่พอมองดูตัวเขาอีกทีก็พบว่าไม่หายใจตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

“ทำใจดีๆ ไว้นะคะ!!

[มุมมองของเฟลิกซ์]

ตัวอะไรเนี่ย...

บัดนี้เธอกับทอมมี่หยุดยืนนิ่งเพราะมีตัวประหลาดยืนขวางทาง รูปร่างคล้ายมนุษย์อยู่บ้างสูงร้อยแปดสิบแต่ทั้งตัวเป็นสีดำทมิฬมืดบอดเหมือนกับเงาและมีลูกตาสีแดงตรงหัวเท่านั้นกำลังจ้องมองทางนี้แต่ไม่ยอมขยับไม่ทำอะไรทั้งนั้น เฟลิกซ์กระซิบถามคนข้างๆ ที่ตั้งท่าพร้อมสู้

“ทอมมี่...รู้ไหมว่านั่นตัวอะไร”

“ไม่เลยครับ ไม่เคยเจอ...ญาติคุณหรือเปล่า”

“มาเล่นตลกอะไรตอนนี้ทอมมี่!?” เฟลิกซ์มองค้อนใส่

“เผื่อจะคลายเครียดบ้างครับ...แต่ดูเหมือนคนตรงนู้นคงไม่รับมุกด้วยแน่ๆ”

“งั้นนายช่วยส่งเจ้านั่นไปไกลๆ หน่อยได้ไหม”

“ย่อมได้ครับธันเดอร์โบลท์! (Thunder Bolt)

เปรี้ยง!!!

เป็นเวทมนต์เรียกสายฟ้าฟาดที่เฟลิกซ์ไม่ทันตั้งตัวเลยโดดย่องถอยหลัง จุดที่ลงนั้นเกิดควันขาวขึ้นคลุมอยู่เพียงชั่วครู่พอถูกพัดไปก็เห็นซากของตัวประหลาดสีดำกระจายเต็มพื้น

มอนเตอร์!? น่าจะใช่มั้ง

“เรียบร้อยแล้วครับ”

“นายน่าจะบอกล่วงหน้าก่อนนะ!

“รีบไปตามเสียงร้องก่อนหน้านี้เถอะครับ!

ทอมมี่ไม่สนที่เฟลิกซ์โวยวิ่งนำหน้าไปก่อนแต่ก็ต้องหยุดกึกลงเพราะเห็นสิ่งที่ผิดปกติตรงหน้า เฟลิกซ์กำลังจะถามที่หยุดวิ่งแต่พอมองตรงจุดที่สายฟ้าลงก็เข้าใจ เศษซากของตัวประหลาดที่น่าจะตายไปแล้วค่อยๆ ไหลรวมกันก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างเหมือนเดิม มันอยู่ตรงพวกเขาไม่ถึงสิบเมตร

รู้สึกเหมือนงานจะเข้า...

แล้วแขนขวาของตัวเงาดำถูกบีบลงกลายหอกเล่มยาวแล้วมันยกปลายหอกชี้หาวิ่งโถมเข้ามา เฟลิกซ์ที่ไม่ได้ตั้งตัวไม่มีทางเลือกเลยถีบตัวทอมมี่ให้กระเด็นไปอีกทางแล้วกระโดดหลบ เงาดำที่มีแขนเป็นหอกวิ่งเลยไปสิบเท้าค่อยๆ หันหน้ามองเธอ

มันเล็งฉัน!

เฟลิกซ์รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นแต่หอกของมันพุ่งเข้ามาที่ใบหน้า แขนซ้ายจักรกลปัดตามสัญชาตญาณแต่แล้วมันกลับทะลุหอกมือขวาของมันเฉยเหมือนกับว่าตัวเองแค่ว่ายแขนกลางอากาศในขณะที่ปลายหอกเฉียดหน้าเธอที่เซล้มลงไปนิดเดียว

เป็นผีหรือไงวะ!!

“ธันเดอร์โบลท์!

“เฮ้—”

เปรี้ยง!!!

เฟลิกซ์รู้ตัวว่าหนีไม่พ้นระยะเวทย์ที่ทอมมี่ร่ายใส่แน่ๆ เลยเอามือซ้ายจักรกลขึ้นมากันไว้เพื่อให้โล่กันเวทมนต์ที่มันแผ่พลังออกมาจากหินคริสตัลต้นแขนซ้ายกับกลางอกไม่ให้เป็นอะไร ตัวประหลาดถูกทำให้กระจายเป็นชิ้นๆ อีกครั้งและยังดีที่ไม่มีชิ้นไหนกระเด็นใส่เธอ

“ทอมมี่! เห็นหัวกันไหมเนี่ย!

“เห็นครับ!

“เห็นแล้วทำไมยังจะสายฟ้านั่นใส่ฉันอีก!!

“ก็คุณมีโล่กันเวทย์ที่ไม่ว่าเวทมนต์อะไรก็ยิงไม่เข้าไม่ใช่เหรอครับ”

“ก็ใช่อยู่...”

เฟลิกซ์กัดฟันไม่เถียงต่อเพราะเห็นว่ามันไม่มีประโยชน์และเห็นเศษชิ้นส่วนตัวประหลาดสีดำกำลังรวมตัวอีกครั้งเลยกระโดดถอยหนีไปหาทอมมี่

“นี่นาย...ช่วยเอาให้มันละลายหายไปเลยได้ไหม”

“จัดให้ครับ! ธันเดอร์โบลท์! ธันเดอร์โบลท์! ธันเดอร์โบลท์!! ธันเดอร์โบลท์!! ธันเดอร์โบลท์!!!

 ทอมมี่ร่ายเวทย์สายฟ้าห้าครั้งติดๆ จนหูเฟลิกซ์แทบชา

“ประชดกันใช่ไหมเนี่ย! เวทย์อื่นที่ใช้ที่เดียวจบมันน่าจะมีนิ!

“โทษทีครับ พอดีลองใช้เวทย์ประเมินแล้วมีแต่ธันเดอร์โบลท์ใช้ได้ผลกับมันสุดครับ ซึ่ง...ดูเหมือนจะฆ่ามันไม่ได้ด้วย”

“หา!?

เฟลิกซ์ขมวดคิ้วร้องเสียหลงแล้วหันไปดูตัวประหลาดที่เละเป็นโจ๊กกำลังรวมตัวอีกครั้ง

มันเกินไปแล้วนะเฮ้ย!

“ทอมมี่ลองของแรงๆ ไปเลย!

“ขืนทำแบบนั้นผมก็โดนไปด้วยสิครับ!

“หา!? โดนเวทย์ตัวเองเนี่ยนะ!? เคยเป็นจอมมารแน่หรือเปล่าเนี่ย!?

“ผมก็ใช้เวทย์แสงจัดการมอนเตอร์ประเภทเงาอย่างมันอยู่นะครับ” ทอมมี่บอกในส่วนที่รู้ “แต่เงามันก็เกิดจากแสงอยู่ดี ไม่ว่าจะใช้ยังไงมันก็ไม่มีทางหายไปหรอกครับ”

“แล้วที่แล้วๆ มาในโลกนี้จัดการมันยังไง?”

“ไม่มีครับ”

“หา!? แล้วแบบนั้นมอนเตอร์เงานั่นทำไมไม่ครองโลกไปเลยละ? ในเมื่อไม่มีใครทำอะไรมันได้?”

“คือ...มันมีแต่ในตำนานละครับ เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่ผมและในฐานะจอมมารได้เจอกับมัน”

พอได้ยินแบบนั้นแล้วเฟลิกซ์แทบจะหัวเสีย เธอก้มหน้าแล้วเอามือขวากุมหน้าผากแล้วสายตาเจ้ากรรมก็ดันไปเห็นของสิ่งหนึ่งที่แนบไว้อยู่ที่ข้างเอวซึ่งเธอลืมมันไปแล้วว่าเคยมีอยู่

ดาบของผู้กล้าเฮเว่นที่ถูกปรับแต่งให้ลบตัวตนได้

ดาบเล่มยาวที่มีออร่าสีดำคลุมถูกชักออกจากฝักแล้วเดินตรงไปหาตัวมอนเตอร์เงาที่กำลังคืนชีพ ทอมมี่กำลังจะห้ามแต่เมื่อเห็นดาบเล่มนั้นก็เข้าใจเลยเตรียมตัวร่ายเวทย์คุ้มกันหากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน เมื่ออยู่ตรงหน้ามันห่างไม่กี่ก้าวเธอง้างดาบในมือขวาขึ้นแล้วสะบัดฟันที่กลางลำตัวที่ยังฟื้นตัวไม่เสร็จแล้วจู่ๆ มันก็หายไปทันทีอย่างกับว่าไม่เคยมีตัวตนอยู่

“หาย!? หายไปแล้ว?”

แม้แต่ทอมมี่เองก็ยังตกใจวิ่งเข้ามาดูใกล้ๆ ด้วยสายตาที่ไม่อยากเชื่อ เฟลิกซ์เก็บดาบลงฝักอย่างระวัง

หายดื้อๆ แบบนี้เลยหรอ? ไม่มีเอฟเฟควิ้งวาบอะไรเลย

“หือ!! มีคนใช้เวทย์ข้างหน้าเรานี่ครับเฟริน ดูเหมือนจะมีหลายคนกับพวกมอนเตอร์เงาด้วย”

ทอมมี่บอกในสิ่งที่ตัวเองสัมผัสได้ถึงพลังเวทย์ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ทั้งคู่ไม่รอช้ารีบวิ่งตามทางไปเรื่อยๆ จนออกจากป่าตรงที่เป็นเนินหน้าผา พบกับมอนเตอร์เงาจำนวนกว่าสิบตัวกำลังยืนล้อมวงคนกลุ่มที่มองไม่ค่อยเห็นว่ามีกี่คน เฟลิกซ์ไม่รอช้าชักดาบขึ้นมาอีกครั้งแล้ววิ่งบวกเข้าใส่ทันทีด้วยการตวัดฟันดีเดียวสามตัวทำให้เห็นกลุ่มคนที่อยู่ข้างในที่อาวุธแต่ละคนถูกเสริมธาตุแสงเพื่อสู้กับเหล่ามอนเตอร์เงาซึ่งทำให้เฟลิกซ์แปลกใจ

“พวกนาย!?

“ท่านเฟลิกซ์!?

เควนเซอร์หนึ่งในกลุ่มที่ถูกล้อมแปลกใจกับคนที่มาช่วย เฟลิกซ์ดึงสติกลับมาแล้วไล่ฟันมอนเตอร์เงาอีกเจ็ดตัวจนหมด กลุ่มคนที่ถูกมันล้อมต่างเข่าอ่อนลงพื้นเพราะเหน็ดเหนื่อยอย่างสาหัส เฟลิกซ์เก็บดาบลงฝักแล้วมองดูทุกคนพบว่าตัวเองรู้จักพวกเขาทั้งหมด

เควนเซอร์ เซเบอร์ แรบบิ้น และ...เอทิน

“เอทิน!?

เจ้าของชื่อที่หัวเกรียนนัยน์ตาสีน้ำตาลขอบตาคล้ำทำสีหน้างุนงงใส่คนเรียกก่อนที่จะเอานิ้วชี้ตัวเอง

“รู้จักข้าด้วย!?

พอได้ยินแบบนั้นเฟลิกซ์ก็เพิ่งนึกอะไรได้

จริงสิ ตอนที่รู้จักเจ้าหมอนี่ที่เมืองบาลาสในอีกร่างหนึ่งและตอนนี้ก็น่าจะจำคนที่ชื่อเฟลิกซ์ไม่ได้แล้วแน่ๆ

“พวกคุณ!?” ทอมมี่เข้ามาเสริม “นึกว่าไม่รอดซะแล้วนะครับ”

“ท่านที่ปรึกษา!?” เซเบอร์ว่า “พวกฉันก็นึกว่าคุณทั้งสองคนไม่รอดแล้ว”

“แล้วท่านเฟลิกซ์ใช้อะไรถึงฆ่าเจ้าชาโดว์ได้ละครับ?”

“ชาโดว์?” เฟลิกซ์เอียงคอ

“เป็นชื่อที่ผมตั้งให้มอนเตอร์ประหลาดครับ”

“ค่ายแนวหน้าแตกแล้ว จะนับว่าพวกเราหนีทัพไม่ได้หรอกแค่ลำพังเอาชีวิตรอดจากตัวคล้ายๆ ปลาหมึกยักษ์นั่นก็แทบแย่แล้ว”

เควนเซอร์บอกข้อแก้ตัวที่พวกเขาอยู่แถวนี้หลังจากที่เฟลิกซ์กับทอมมี่เล่าสถานการณ์ที่ค่ายแนวหน้าให้ฟังแล้ว ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดกำลังเดินเท้ากลับหมู่บ้านผ่านป่าเดิมไม่รีบไม่ร้อน เฟลิกซ์ถามเรื่องที่ยังข้องใจต่อ

“แล้วพอรู้ไหมว่าเจ้าปลาหมึกนั่นไปที่ไหน”

“ไม่รู้หรอกครับ มันเลื่อยไปทั่ว” เควนเซอร์ว่า

“ผมว่าไปทางสถาบันนิวส์ไลฟ์แน่ๆ” แรบบิ้นแย้ง “มันมุ่งไปทางนั้นอย่างเดียวเลย”

“หือ? แต่ฉันว่ามันไปทางเมืองหลวงใหม่ของเฟทออฟก๊อดนิ?” เซเบอร์เห็นต่างไปอีก “ถึงรู้ไปทางไหนแต่คงไปบอกข่าวไม่ทันแล้วแน่ๆ มันไวอย่างกับอะไรดี—โอ้ย!! ฮีลให้มันดีๆ หน่อยสิเอทิน”

“ขะขอโทษ”

เอทินตกใจที่โดนดุนิดหน่อยแล้วพยายามเพ่งสมาธิกับการฮีลให้รอยแผลที่ไหล่ซ้ายของเซเบอร์แล้วเดินไปด้วย ซึ่งดูเหมือนเพิ่งฝึกหัดการฮีล

หมอนี่เป็นคริสเมน...แล้วทำไมถึงฮีลแบบให้หายทันทีไม่ได้ละ? หรือเราเข้าใจอะไรผิดไป?

“เซเบอร์อย่าดุเด็กฝึกของผมมากนักสิครับ เขายังมือใหม่อยู่” แรบบิ้นว่าแล้วเอาเล่มหนังสือที่พกอยู่เคาะหัวคนบ่นตะกี้

“โอ้ย!! นายจะเพิ่มแผลให้ฉันหรือไง?”

เซเบอร์โกรธแก้มป่อง เฟลิกซ์กับทอมมี่เห็นแล้วอมยิ้มแล้วพาลนึกถึงว่าถ้าได้มีโมเม้นต์แบบนี้บ้าง...แล้วทั้งคู่ก็รีบสลัดภาพในหัวทิ้งทันที

ไม่ได้ไม่ได้ อย่าคิดแบบนั้นเชียวกันขาด มันเท่ากับว่าเราต้องง้อเจ้าทอมมี่

เฟลิกซ์ปลอบใจตัวเองแล้วเข้าเรื่องต่อ

“แล้วพวกนายรู้หรือเปล่าว่าพวก...เอ่อ...ชาโดว์นั่นมาจากไหน”

“จากศพ”

แรบบิ้นให้คำตอบแล้วทำให้เฟลิกซ์หยุดชะงัก ซึ่งทำให้ทุกคนหยุดเดินไปด้วย

“นะนายว่าไงนะ!? จากศพ!?

“คือเกือบเที่ยงได้ละมั้ง” เควนเซอร์ชิงอธิบายแทน “พวกเราถึงหมู่บ้านใกล้ๆ นี้แล้วเห็นศพที่เหมือนโดนดูดวิญญาณปล่อยออร่าสีดำๆ ออกมาแล้วมันก็ก่อตัวเป็นมอนเตอร์เงาชาโดว์นั่นเข้ามาโจมตีน่ะ ฟันแทงยังไงก็ไม่เข้าดีนะที่แรบบิ้นลองใช้เวทมนต์ธาตุแสงเลยรู้ว่าใช้สู้กับมันได้เลยให้เสริมธาตุให้อาวุธ ถึงอย่างงั้นมันก็แค่ยื้อเวลาเท่านั้นแหละ พวกเราเกือบได้โดดลงแม่น้ำแล้วถ้าไม่ได้ท่านเฟลิกซ์มาช่วย”

“ใช่ๆ” เซเบอร์เสริม “ก่อนหน้าจะเป็นแบบนั้นฉันได้คุยคนหนึ่งที่ใกล้ตายด้วย เขาบอกว่าหมู่บ้านถูกเงาประหลาดสีดำจู่โจมโดนแทงกันทุกคนแล้วซึ่งเขาไม่ถูกแทงจุดตายเลยไม่ตายทันทีแต่มันทำให้ขยับตัวไม่ได้มาเป็นเวลาสามวันพอดี พอฉันกำลังให้แรบบิ้นมาฮิลรอยแผลแทงแปลกๆ สีดำๆ ก็ชิงตายก่อนเฉยแล้วอยู่ดีๆ ตัวเขากับศพอื่นๆ ก็มีชาโดว์นั่นผุดขึ้นมางั้นแหละ”

สิ้นคำอธิบายแล้วเฟลิกซ์ถึงกับออกตัววิ่งนำหน้าไปก่อนเพราะเข้าใจบางอย่าง

เรย์ลี่!!

เธอนึกถึงชายคนหนึ่งที่เจ็บเจียนตายที่เรย์ลี่กำลังรักษาให้อยู่ตอนนี้

ถ้าเดาไม่ผิดคนที่ถูกเจ้าสิ่งนั้นแทงเข้าไปละก็...คงได้กลายเป็นเจ้านั่นแน่ๆ เจ้าชาโดว์อะไรนั่น!

“เรย์ลี่!!

เฟลิกซ์ชักดาบขึ้นมาเพราะเห็นหมู่บ้านที่เหลือแต่ซากแล้วและเห็นเรย์ลี่กระโดดถอยออกมาทำท่ากำลังขู่และดูเหมือนเธอกำลังจะกลายร่างที่เฟลิกซ์ไม่ได้เห็นมานาน

ทำไมถึงได้—

ยังไม่ทันจะคิดจบก็เห็นชาโดว์ตัวหนึ่งที่เพิ่งเดินออกจากพุ่มไม้เช่นกันซึ่งออกมาจากศพของคนที่เพิ่งตายไปที่เรย์ลี่ช่วยไว้ไม่ได้

“ย๊าก!!

เธอไม่รอช้าฟันเข้าที่ชาโดว์จนหายไปเหมือนไม่มีตัวตนอยู่แล้วทิ้งดาบเข้าไปกอดตัวเรย์ลี่ที่ยืนสั่นงกๆ

“เรย์ลี่!! เธออย่าเพิ่งกลายร่างตอนนี้นะ!

เฟลิกซ์พูดแบบนั้นเพราะรู้ดีว่าผลกระทบของการร่างกายของเรย์ลี่ช่วงแรกจะควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้แล้วจะไล่ฆ่าทุกอย่างที่เห็นตามสัญชาตญาณของสัตว์ป่า หูแมวเพิ่มขึ้นขึ้นมาบนศีรษะรวมทั้งหมดเป็นสี่หู เล็บมือและเท้ากับฟันเริ่มยาวและแหลมคม...เรย์ลี่ที่ยังพอมีสติอยู่บ้างพยายามไล่ให้เธอหนีไป

“ทะ...ทะ...ท่านพี่...ปล่อยเรย์ลี่...ให้หนู...อยู่ห่างๆ—”

“ไม่!! เธอต้องอดทนให้ได้นะ!! ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น!

“ตะ...แต่ว่า...เรย์ลี่...อาจจะเผลอ...ทำลายท่านพี่...ได้นะ...คะ”

“ไม่หรอก! เธอไม่มีวันทำร้ายฉันหรอก...ฉันเชื่อเธอนะ เธอต้องผ่านมันไปให้ได้”

“ท่าน...พี่”

เรย์ลี่น้ำตาไหลพรากออกมา การที่เฟลิกซ์ทำแบบนี้เพราะเธอเคยได้ยินเรย์ลี่บ่นไว้เนิ่นนานแล้วช่วยที่ช่วยกันบุกขึ้นหอคอยเหล็กกล้าว่าเธออยากจะควบคุมอีกร่างของตัวเองให้ได้ซึ่งเป็นความฝันสูงสุดของเธอเพราะการที่ได้อยู่ร่างนั้นเวลาได้สติมันทำให้ทำอะไรหลายๆ อย่างได้สะดวกขึ้นทั้งพละกำลัง พลังเวทย์และจะได้ไม่ทำร้ายคนอื่นอีกด้วย สิ่งที่เฟลิกซ์ทำอยู่ตอนนี้คือพยายามให้เรย์ลี่ลองดูสักครั้งโดยมีตัวเองเป็นตัวประกัน...ซึ่งมันค่อนข้างเสี่ยง เรย์ลี่ที่ยังตระหนักถึงความเสี่ยงนี้พยายามผลักไสอีกครั้ง

“แต่...ถ้าเกิดเรย์ลี่—”

“ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้นหรอก”

จู่ๆ คนที่มาที่หลังมาช่วยกันพูดโดยเควนเซอร์เปิดก่อนแล้วตามด้วยเซเบอร์

“ถ้าเกิดเป็นแบบนั้นละก็ เดี๋ยวแม่คนนี้จะช่วยซัดให้หมอบเอง”

“ผมเองก็จะช่วยให้สงบลงไวๆ ด้วย” แรบบิ้นออกความเห็นอีกคน “เธอก็รู้ดีนี่ว่าพวกเราสามคนรับมือเธออีกร่างพอไหวนะ...จากที่เคยลองเมื่อคราวนู้น”

เฟลิกซ์ได้ยินแล้วก็ไม่คิดถามต่อว่าเคยลองกันตอนไหนแต่การที่ได้ตัวช่วยรับประกันมาเพิ่มก็เป็นสิ่งที่ดี แม้เอทินที่ยืนงงอยู่จะไม่ช่วยอะไรก็ตาม เรย์ลี่เอ่ยทั้งน้ำตา

“พวกคุณ...มัน...บ้า”

[ครึ่งชั่วโมงต่อมา]

[24/05/2055] [13:03]

[หมู่บ้านที่ถูกทำลาย– เขตอาณาจักรเฟทออฟก๊อต]

“ไม่ว่ามองมุมไหนก็น่ารัก”

“อ๊าก! กอดเบาๆ หน่อยสิคะ”

เรย์ลี่ที่กลายเป็นตุ๊กตาให้เซเบอร์กอดเป็นว่าเล่นทำหน้าไม่ถูกเพราะตอนนี้เรย์ลี่กลายร่างเป็นครึ่งแมวครึ่งคนและควบคุมตัวเองได้แล้ว เอทินกับเควนเซอร์ต่อเกวียนเข้ากับม้าที่บังเอิญเจอในหมู่บ้านนี้ที่ยังอยู่ในสภาพดีอยู่ ส่วนเฟลิกซ์กับแรบบิ้นที่หน้าซีดเหงื่อแตกเพิ่งจัดการลากศพสุดท้ายมาเรียงเป็นแถวแล้วเอากองฟางและเศษผ้าที่พอหาได้คลุมพรางๆ ไว้ แรบบิ้นย่อเข่าซ้ายหลับตากุมมือทั้งสองสวดบางอย่างที่เธอคิดว่าน่าจะเป็นบทสวดส่งวิญญาณไปสู่สุคติ เฟลิกซ์ยืนดูศพที่เรียงรายกว่ายี่สิบร่าง

อะไรที่ทำให้กลายเป็นเจ้าตัวประหลาดนะ

“ท่านกำลังสงสัยใช่ไหมครับ”

แรบบิ้นกล่าวแล้วลุกขึ้นโดยที่ยังมองที่ศพ

“อือ...นายคิดว่าไง ได้ยินว่านายเชี่ยวชาญเรื่องเวทย์ตรวจสอบด้วย”

“เท่าที่พอเดาได้ น่าจะเป็นเพราะมีอะไรบางอย่างทำให้กฎเกณฑ์โลกเปลี่ยนไปครับ”

“หมายความว่าไง”

“ตั้งแต่เกิดเรื่องค่ายแตก ทุกอย่างดูยุ่งเหยินผิดเพี้ยนไปหมด...แม้แต่ผมใช้เวทย์ตรวจสอบที่มาของชาโดว์ก็แทบไม่อยากจะเชื่อ”

“ยังไง? มันร้ายแรงมากหรือไง”

“ก็ทันทีที่ใช้เวทย์ตรวจสอบตอนจับศพแรก ได้คำตอบผลลัพธ์ที่ว่าถ้าถูกฆ่าด้วยชาโดว์ก็จะกลายเป็นพวกมันหรือไม่ว่าจะตายด้วยอะไรก็ตาม หากไม่เผาศพทิ้งภายในสามวัน...พวกเขาก็จะกลายเป็นชาโดว์”

เจ้าตัวพูดจบเฟลิกซ์เลยรู้ว่าที่เขามีสีหน้าไม่สู้ดีเพราะรู้เรื่องนี้

เดี๋ยวสิ ตายเป็นศพสามวันก็กลายเป็นชาโดว์...ไม่ว่าจะตายด้วยเพราอะไรก็ตาม...

งั้นป่านนี้คนรอดชีวิตที่ค่ายแนวหน้าก็...

พอเฟลิกซ์คิดออก เธอเตรียมวิ่งไปทางตะวันตกแต่ถูกแรบบิ้นจับแขนขวาไว้

“ปล่อยนะแรบบิ้น!!

“ไปตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วครับ!

“บอกให้ปล่อยยังไงเล่า!!

เฟลิกซ์ที่มีแรงมากกว่าเหวี่ยงตัวแรบบิ้นกลิ้งล้มไปกับพื้นเลยได้เป็นอิสระแต่เธอกลับก้าวไม่ออก คนอื่นต่างสับสนว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะบัดนี้เธอได้คุกเข่าเอามือซ้ายจักรกลต่อยพื้นรัวๆ ทั้งน้ำตาจนพื้นเริ่มจะเป็นหลุม

“โธ่โว้ย! โธ่โว้ย! โธ่โว้ย! โธ่โว้ย! โธ่โว้ย!!!

ถึงแม้เฟลิกซ์จะรู้ดีว่าคนที่ตายไปในโลกเสมือนนี้ไม่ได้ตายจริงๆ แต่มันก็มีความรู้สึกผิดตรงหน้าอยู่ เรย์ลี่เข้ามาล็อคที่เอวดึงตัวถอยออกมา

“ท่านพี่ตั้งสติก่อนสิคะ!

“แรบบิ้น!” เซเบอร์วิ่งไปหาอีกคนโดยมีเอทินตามไปด้วย “นี่มันเรื่องอะไรกัน”

“คือเพิ่งได้ข้อมูลน่าเชื่อถือว่าตอนนี้คนที่รอดอยู่ในค่ายแนวหน้ากำลังถูกชาโดว์สังหารอยู่...”

แรบบิ้นเกริ่นขึ้นแล้วค่อยอธิบายความเป็นมาทั้งหมด กินเวลาอยู่เกือบสิบนาที...เมื่อเข้าใจกันหมดแล้วทุกคนต่างแน่นิ่งไม่กล้าพูดอะไรจนกระทั่งทอมมี่ที่อยู่บนฟ้าบินลงมาบอกข่าว

“ฮึม! ไปลาดตระเวนหาเส้นทางคร่าวๆ มาแล้วครับ ถ้าตรงออกจากหมู่บ้านแล้วแยกขวาไปเรื่อยๆ จะมีท่าเรือใหญ่ที่เห็นอยู่ไกลๆ ครับ...เอ่อ...มีอะไรกันหรือเปล่าครับ สีหน้าดูไม่ดีกันทุกคนเลย”

“ไม่มีอะไรหรอกคะ” เรย์ลี่โกหก “ท่าเรือใหญ่งั้นหรอ...ถ้าจำไม่ผิดมันมีท่าเรืออยู่จริงๆ แต่ไม่เคยไปเพราะมันเป็นของเอลฟ์แต่ตอนนี้พื้นที่แถวนี้เป็นของเฟทออฟก็อตแล้วคงไปเช่าเรือได้ละนะ”

“เช่าเรือ!?” เควนเซอร์แปลกใจเล็กน้อย “โอ้ว จริงสิผมลืมไปเลยว่าถ้าเดินทางด้วยเรือละก็จะไปถึงสถาบันได้ค่อนข้างเร็วแค่ครึ่งวันเอง”

“อือ ฉันก็ว่างั้น”

เซเบอร์ส่งเสริมการเปลี่ยนเรื่องทันทีเพราะไม่อยากพูดถึงเรื่องที่ไม่สามารถช่วยคนที่ค่ายแนวหน้าได้แล้ว ส่วนเฟลิกซ์นั้นกำลังจะทำใจได้อยู่แล้วจู่ๆ ก็มีจอโฮโลแกรมปรากฏขึ้นตรงหน้าซึ่งคนที่อยู่ในภาพคือเดซี่ซึ่งทำให้เควนเซอร์ แรบบิ้น เซเบอร์และเอทินที่ไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนประหลาดใจ

“คุณเฟลิกซ์ค่ะ มีข่าวด่วนที่ต้องแจ้ง...อ่า...เอ่อ...อยู่กันหลายคนดีนะคะ เฮ สวัสดีค่ะฉันเดซี่...เอ่อ...คุณเฟลิกซ์ค่ะ ตอนนี้ฉันปิดจอยังทันหรือเปล่า”


53 ความคิดเห็น