ตอนที่ 68 : Ch.61 Order of Battle VI - [อีกหนึ่งตัวตน] ครึ่งแรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    26 ต.ค. 59


Crystalfall: Awakened!

คริสตัลฟอร์: อเวกเกน!

Ch.61 Order of Battle VI - [อีกหนึ่งตัวตน] ครึ่งแรก

[คริสตัลฟอร์]

[25/05/2055] [13:27]

[โรงแรมเมอรี่อินประจำเมืองเมียร์ไนน์ – เขตอาณาจักรเฟทออฟก๊อต]

“คุณยูกะ!? อาการบาดเจ็บดีขึ้นหรอคะ?”

เฟลิกซ์ทักอย่างตกใจเพราะจู่ๆ ยูกะที่เป็นเอลฟ์ประตูเข้าห้องมาโดยที่ไม่มีไม้เท้าช่วยแล้ว

“คุณเฟลิกซ์!? เฮ้อ...ดิฉันนึกว่าคราวน์จะหลอกกัน...เป็นเรื่องจริงสินะ”

“คุยกับหมอนั่นตอนไหนคะ? ฉันเพิ่งจะละจากเขาตะกี้นี่เอง”

“ผ่านพันธะสัญญา”

ยูกะพูดถึงการพูดคุยกันผ่านโทรจิตซึ่งต้องมีการทำพันธะสัญญาระหว่างคนที่ต้องการจะโทรจิตด้วยก่อนและที่เรียกว่าพันธะสัญญานั้นเพราะมันไม่สามารถถูกลบล้างไปจนตาย เฟลิกซ์รู้ว่าคนที่ทำพันธะสัญญากับคราวน์หรือสัสดีด้วยก็มียูกะและเรย์ลี่เพื่อใช้ในการทำงานเป็นหลัก

“ยูกะครับ...หัวผมอยู่ตรงนี้ครับ”

เควนเซอร์ที่นั่งอยู่ขอบเตียงคู่กับเซเบอร์โบกไม้โบกมือดูเหมือนดีใจสุดๆ แต่ยูกะทำท่าตกใจที่ดูไม่เนียนว่ามันก็แค่แสร้งทำ

“โอ๊ะ! ตายละ นี่นายจืดจางจนมองไม่เห็นเลยนะ”

“เฮๆ” เซเบอร์เอาศอกสะกิดเควนเซอร์ “เธอเห็นนายเป็นแค่วิญญาณน่ะ”

“ยูกะครับ” เควนเซอร์ทำหน้าเซ็ง “รู้ไหมว่าวันที่ค่ายแตกคุณทำอะไรไว้บ้าง”

“ก็บอกแล้วนะคะว่าทางดิฉันมีคนมากพอที่จะคุ้มกันเหล่าผู้นำแล้ว” ยูกะว่า “เลยอยากให้ไปช่วยคนอื่นมากกว่า”

“แต่เธอเป็นคนเจ็บ—”

“ดูที่ตัวฉันสิ ไม้เท้าไม่ต้องใช้แล้ว”

“เฮ้อ”

เควนเซอร์ดูเหมือนทนไม่ไหวลุกขึ้นเดินไปประชิดตัวยูกะที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าแล้วใช้มือขวาจับที่บ่า ยูกะทำหน้าเจ็บสั่นสะท้านไปทั้งตัวจนเผลอโถมตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขา

“นี่ไง เจ็บทั้งตัวอยู่แท้ๆ”

“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย” ยูกะแก้มป่อง “เพราะเรื่องที่เจอมาตะกี้ต่างหาก...นายช่วยพาฉันไปนั่งหน่อยได้ไหม ฉันไม่ไหวแล้ว”

“เดี๋ยวผมช่วยฮีลให้นะครับ” แรบบิ้นจะลุกขึ้น

“ไม่เป็นไรค่ะ ขอแค่นั่งพักสักหน่อยก็พอแล้วละ...ขอบใจที่เป็นห่วงนะ”

ยูกะยกมือห้ามก่อนที่จะถูกเควนเซอร์พาไปนั่งบนเตียง เฟลิกซ์หรี่ตามองก่อนที่จะมีความคิดดีๆ

“งั้นพวกเราไปหาอะไรกินที่ข้างล่างโรงแรมนี้ไหม ปล่อยให้คู่รักอยู่ตามลำพังเถอะนะ”

“คู่รัก!?

คนอื่นแทบจะเอ่ยพร้อมๆ กันและทำหน้างุนงง

หือ? พูดผิดตรงไหนหรือเปล่า

ดูเหมือนเซเบอร์จะรู้แล้วว่าเฟลิกซ์หมายถึงอะไรเลยมองหน้ายูกะกับเควนเซอร์ที่หน้าแดงทั้งคู่แล้วระเบิดหัวเราะออกมา แรบบิ้นพยายามกลั้นขำเอามือทุบโต๊ะส่วนเอมินยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูกเพราะเป็นคนนอก

“ทะท่านเฟลิกซ์...” เซเบอร์พยายามพูดทั้งๆ ที่ขำไปด้วย “ไปได้ยินแบบนั้นมาจากไหน”

“ก็เรย์ลี่ไง เห็นบอกว่าเควนเซอร์กำลังคบกับยูกะอยู่...ไม่ใช่หรอ!?

“ไม่ใช่!/หา!?

ยูกะและเควนเซอร์ปฏิเสธพร้อมกันยิ่งทำให้เฟลิกซ์งงเข้าไปอีก

“อ้าว...ไม่ได้เป็นแบบนั้นมาตั้งนานแล้วหรือไง”

“ฮ่าๆๆๆๆ สองคนนี้เขาไม่รู้ตัวกันหรอกท่านเฟลิกซ์” เซเบอร์ลุกขึ้นจากเตียงมาอยู่ข้างๆ เฟลิกซ์ “ชอบคอกันแต่เกิดป๊อดไม่กล้าสารภาพกันทั้งคู่”

“เซเบอร์!” เควนเซอร์เริ่มโกรธหน้าแดง

“ถ้าเป็นลูกผู้ชายก็กล้าๆ หน่อยเซ่” เซเบอร์ต่อว่าแล้วควักมือเรียกอีกสองคน “แรบบิ้นเอทินนายสองคนก็ออกมาด้วย...ให้เวลาสองคนนี้สารภาพรักกันสักหน่อย”

“สะๆๆๆๆ สารภาพ—”

ยูกะออกอาการสาวอายอย่างมาก เฟลิกซ์เห็นแล้วก็อดนึกถึงสมัยตัวเองยังสาวๆ ไม่ได้เลยรีบพาทุกคนออกจากห้องและปิดประตูให้สับเสร็จแล้วพาทุกคนเดินลงบันไดเพื่อหาอะไรทานที่ชั้นแรกของโรงแรม แต่ในระหว่างที่เดินนำมาก็รู้สึกบางอย่าง

ทำไมรู้สึกลางไม่ดีเลยแฮะ

[มุมมองของยูกะ]

“อะไรของพวกนั้น!?

เควนเซอร์คิ้วขมวดหน้ามุ้ยมองที่ประตูแต่แก้มยังคงแดงเล็กน้อยที่ทำให้ยูกะเผลอมองหน้านานไม่รู้ตัว

เขาอายเป็นด้วย...

“ผมว่าตามพวกนั้นไปเหอะ เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน...” เควนเซอร์ไม่สนใจแล้วหันหน้ามาแปลกใจ “ยูกะ!? ยิ้มอะไรของเธอเนี่ย?”

ไม่เคยเห็นมุมนี้เลย...

ยูกะกำลังอยู่ในสภาพเพ้อฝันอย่างมากเพราะเธอตกหลุมรักเขามานานแล้ว

“เพราะนายไง”

“ธะเธอพูดอะไรของเธอน่ะ!?

“อ๊าก!

ยูกะกำลังจะโน้มตัวเข้าใกล้เควนเซอร์เพื่อจ้องมองเขาใกล้ๆ แต่กลับสะดุ้งเฮือกเพราะอาการเจ็บของตัวเอง เควนเซอร์เริ่มสงสัย

“ยูกะ ไปทำอะไรมา...โดนพวกเงานั่นโจมตีมาหรือไง”

“เงา!?” ยูกะขมวดคิ้ว “เงางั้นหรือคะ...เงา...หรือจะเป็นมอนเตอร์เงาที่ได้ข่าวว่าอาละวาดแถวๆ นี้หรือเปล่าคะ?”

“พูดแบบนี้คงไม่ได้เจ็บตัวเรื่องนั้นใช่ไหมละ...เปิดสถานะเลือดเดี๋ยวนี้เลย”

เควนเซอร์อยากดูหลอดเลือด HP ขึ้นมาเพราะหวั่นใจกับอาการเจ็บของยูกะที่ไม่รู้มากน้อยแค่ไหนและดูเหมือนเจ้าตัวไม่ค่อยอยากจะให้คนอื่นรู้สักเท่าไหร่

“ไม่ได้หรอคะ?”

“ไม่ได้...นี่เป็นห่วงนะ”

เพียงเท่านั้นคนถูกทักว่าเป็นห่วงถึงกับยิ้มกว้างซึ่งนั่นทำให้เควนเซอร์เริ่มคิดว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ...ยูกะเกิดนึกสนุกขึ้นมา

“หลับตาก่อนสิ”

“หลับทำไม?”

“เถอะนะ เดี๋ยวเปิดสถานะให้ดูเลย”

ยูกะกุมมืออ้อนวอนจนอีกฝั่งปฏิเสธไม่ได้เลยทำตามโดยดี เขาหลับตาลงอย่างสนิทใจก่อนที่จะรู้สึกว่าตัวเขาได้รับไออุ่นจากร่างกายอีกคนเพราะยูกะทิ้งตัวพิงที่หน้าอกเขา

“นี่เควนเซอร์...ทำไมไม่รับรักฉันสักทีละคะ”

“ก็คุณ...อยู่ไกลเกินเอื้อม” เควนเซอร์มองไปทางอื่นเหมือนไม่ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นความจริง “แถมยังมีท่านคราวน์อยู่แล้ว”

“เฮ้อ” ยูกะได้ยินชื่อนั้นถึงกับผงะตัวออก “บอกหลายรอบแล้วนะคะว่าฉันกับคราวน์เราไม่มีอะไรไปมากกว่าเรื่องงานแล้ว”

“แต่ก็ยังอยู่ไกลเกินเอื้อมอยู่ดี เป็นทั้งเอลฟ์กับจอมเวทย์อัจฉริยะแห่งยุคอีก และผมเป็นหนี้ชีวิตคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก”

“นี่นาย...”

ยูกะไม่ค่อยชอบใจเล็กน้อยแต่ก็เข้าใจสิ่งที่เควนเซอร์พูดมาอยู่ ดูเหมือนว่าเขาจะยกเธอให้เป็นผู้มีบุญคุณสำหรับเขามากเกินไปจนไม่คิดเป็นอย่างอื่น

ติดใจเรื่องนั้นไม่เคยหายสินะ

เธอนึกย้อนไปครั้งแรกที่ได้เจอกัน ช่วงที่เควนเซอร์เพิ่งเป็นเด็กใหม่ที่ถูกส่งผ่านประตูเกทมายังโลกนี้และบังเอิญว่ามีพวกกลุ่มไม่ดีคิดจะเอาตัวเขาไปเป็นทาสอยู่แถวนั้น ยูกะที่ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปเมืองแห่งหนึ่งและเดินผ่านเกทแห่งนั้นพอดีเลยเข้าช่วยเหลือเควนเซอร์ไว้และพาเขามายังสถาบันนิวส์ไลฟ์คอยเป็นพี่เลี้ยงมาโดยตลอด จนสำเร็จการศึกษาเจ้าตัวก็สมัครใจที่จะเป็นอัศวินของยูกะทันที งานแรกของเควนเซอร์ที่ได้คู่กับยูกะนั้นคือการลอบติดตามสืบข่าวเกี่ยวกับวงการค้ามานานที่ต่ำทราม ซึ่งจนถึงตอนนี้ยูกะเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าระหว่างที่สะกดรอยตามอยู่เกิดอะไรขึ้น เธอเห็นมีดเคลือบยาพิษถูกปามาทางเควนเซอร์เลยเผลอเอาตัวรับไว้แทนเลยสลบทันที

ถึงแม้ว่าเควนเซอร์จะพายูกะเผ่นมาได้แต่เขาก็โทษตัวเองอย่างมาก หลังจากเหตุการณ์นั้นเควนเซอร์ขอถอนตัวและไม่พบหน้ากันอีกเลยจนกระทั่งมีเหตุให้ต้องเข้าร่วมกับทัพแนวหน้าแล้วมาได้เจอกันอีก เควนเซอร์ดูเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นมีเพื่อนฝูงเป็นของตัวเองอย่างแรบบิ้นและเซเบอร์ ตัวยูกะเองที่เลิกกับคราวน์มาตั้งแต่ช่วงหลังเหตุการณ์หลายเดือนที่เมืองบาลาสเพราะตอนที่อยู่บนขบวนเรือเหาะที่กำลังมุ่งหน้ากลับสถาบันนั้น ถูกกองทัพเอลฟ์ที่นำโดยริสที่เป็นดาร์คเอลฟ์ขี่มอนเตอร์โจมตีเพื่อที่จะชิงตัวเฟลิกซ์ที่ถูกหมายหัว ณ ในขนาดนั้นซึ่งตอนนั้นริสเข้ามาถึงตัวที่ยังเข้าใจว่าเธอส่งยูกะมาเป็นไส้ศึก คราวน์ที่ฝ่าฟันมาถึงเลยจำเป็นต้องปกป้องความลับนั้นด้วยการฟันยูกะจนใช้เวทย์ไม่ได้และถีบลงจากเรือเหาะเพื่อไม่ให้ฝั่งเอลฟ์ระแคะระคายว่ามีสายลับในหมู่พวกเธอ แต่บังเอิญว่าได้เฟลิกซ์ที่ใช้มือซ้ายจักรกลที่ยืดได้คว้าตัวกลางอากาศไว้ ถึงแม้เธอจะรู้ว่าคราวน์ทำไปเพราะหน้าที่แต่เป็นอันต้องเลิกกันอยู่ดีซึ่งเป็นความทรงจำที่เธอไม่เคยคิดที่จะลืมเพราะมันเจ็บปวด...และนั่นทำให้เธอเคว้งคว้างมาสิบปีกว่าๆ พอได้มาเจอกับเควนเซอร์คนที่เคยคุ้นเคยอีกครั้งทำให้โหยหาความสุขที่ได้อยู่กับคนอื่นอีกครั้งจนตัวเองเริ่มคิดไปไกลกว่าแค่ผู้ปกครอง…

ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ยูกะกล้าที่จะสารภาพรักกับเควนเซอร์ตรงๆ แต่ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่ยอมรับรักนั้นอยู่ดีด้วยเหตุผลเดิมๆ ก็คืออยู่ไกลเกินเอื้อม แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้เช่นกันคอยเล่นลูกตื้ออยู่เรื่อยๆ จนถึงตอนนี้ที่เฟลิกซ์ตั้งใจช่วยให้เธอได้อยู่กับเขาสองคนโดยที่ไม่ได้นัดแนะมาก่อน

สงสัยต้องเผด็จศึกเหมือนที่เซเบอร์เคยแนะไว้

ในที่สุดยูกะก็ตัดสินใจได้ ผลักตัวเควนเซอร์ให้นอนราบกับเตียงแล้วเธอก็นอนทับอยู่ข้างบน”

“ยูกะ!? นี่คุณจะทำอะไร!? คุณไม่ใช่คน...แบบนี้นี่!?”

“ฉันก็หมดความอดทนเป็นเหมือนกันนะ!

ยูกะไม่รอช้าเริ่มใช้หน้าอกคัพบีคู่กดทับที่แผ่นอกอีกฝ่ายให้รับรู้ถึงมันซึ่งมันทำให้เควนเซอร์หน้าแดงจัด

“ของฉันนุ่มนิ่มดีใช่ไหม”

“หยุดเถอะครับ!

เจ้าตัวยังดื้อด้านยูกะเลยเริ่มเดินหน้าต่อทันที เธอใช้ริมฝีปากคู่อันอวบอิ่มบรรจงไซร์คอของเควนเซอร์อย่างกระหายเลือดจนอีกฝ่ายดิ้นพรวดพล่านตอบสนองต่อสิ่งที่ยูกะทำ เธอแกะกระดุมเสื้อละออกจนเห็นหัวนมของเขาแล้วไม่รอช้าดูดดื่มมันอย่างกับว่าเป็นของหายาก มือขวาเธอลูบไล้ลำตัวเขาเลื่อนลงผ่านหน้าท้องจนแตะขอบกางเกง เธอไม่ถอดมันออกแต่บรรจงล้วงลงไปหาสิ่งที่เธอต้องการมันมากที่สุด เควนเซอร์ที่เคยแข็งข้อก็อ่อนระทวยลงราวแต่พยายามฝืนทนความเสียวที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง สิ่งที่เขาโดนกระทำอยู่ตอนนี้อย่างกับว่ากลายเป็นของเล่นของที่ปลุกอารมณ์อีกด้านของยูกะผู้ที่แสนจะเรียบร้อยออกมา

“เควนเซอร์...”

ยูกะเรียกชื่อเขาอย่างอ่อนแรงแล้วใช้อีกมือคว้าข้อมือขวาของเควนเซอร์ให้จับตรงส่วนที่อ่อนไหวที่สุดของเธอก็คือหน้าอกขวาที่เต็มไม้เต็มมือเขาพอดี

“ได้โปรด...ให้ฉัน...เป็นของๆ นายที”

เธออ้อนวอนด้วยน้ำเสียงที่ไม่ว่าผู้ชายหน้าไหนๆ ต้องหลงใหล แม้แต่เควนเซอร์ที่ตั้งมั่นไม่คิดอะไรเกินกว่าผู้มีบุญคุณนั้นเริ่มควบคุมน้องชายของเขาไม่อยู่ถึงได้ชูชันชนกับของลับอีกฝ่ายแม้จะมีมือของยูกะคลำไว้ก็เอาไม่อยู่ ยูกะที่สัมผัสได้ถึงสิ่งที่เติบใหญ่ในมือถึงกับยิ้มราวกับปีศาจเจอของหวานเพราะได้รับรู้แล้วว่าสิ่งที่เธอคาดหวังมานานเป็นจริงแล้ว ยูกะโน้มตัวลงมาบรรจบจูบที่ริมฝีปากเขาอย่างดูดดื่มเป็นสัญญาณของทั้งคู่ว่าเครื่องเริ่มติด

ผาง!!!

เสียงประตูเปิดเข้ามาอย่างแรงจนทั้งคู่ต้องชะงักหันไปดูพร้อมกัน เป็นทุกคนที่เดินออกไปก่อนหน้านี้ทั้งหมด แรบบิ้นกระซิบเตือนคนเปิดประตู

“อย่าทำเสียงดังสิเซเบอร์!

“โทษทีนะที่ใจร้อนหน่อยก็ท่านเฟลิกซ์บอกให้รีบ—”

เซเบอร์หยุดพูดกลางคั้นเพราะเพิ่งเห็นคู่รักที่อยู่ในท่าที่ใกล้กำลังเริงระบำ มือขวาของเควนเซอร์ที่นอนอยู่ข้างล่างกำหน้าอกยูกะแน่นกับแผ่นอกของเขาที่เต็มไปด้วยน้ำลายของยูกะที่ขึ้นค่อมอยู่ แรบบิ้นกับเซเบอร์ต่างเอามือกุบปาก เฟลิกซ์ปิดประตูโดยที่สายตายังจับตรงอยู่คู่บนเตียง ส่วนเอทินยังคงทำหน้ามึนๆ

“ทั้งสองคน...” แรบบิ้นเอ่ย

“ว้าว! ไปกันได้แล้วใช่ม่ะ” เซเบอร์น้ำตาแทบจะไหล “ทำต่อเลยสิ!

“จะบ้าหรือไง!

เควนเซอร์ปฏิเสธเสียงแข็งแล้วรีบดันตัวยูกะถอยออกห่างกันเหมือนเรื่องเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น เขารีบใส่เสื้อแล้วรีบถามทำ

“แล้วมีอะไรถึงขึ้นห้องมาละ เห็นว่าจะลงไปกินไม่ใช่หรือไง”

“คงแอบฟังเราสองคนมั้งคะ”

จู่ๆ ยูกะพูดในสิ่งที่ไม่อยากจะเชื่อว่านั่นเป็นคำพูดของเธอและดูเหมือนเจ้าตัวเองเพิ่งจะรู้ตัวเหมือนกันและเฟลิกซ์ที่เพิ่งจะตั้งสติได้เดินมาหาเธอด้วยความตั้งใจตั้งแต่แรก

“คุณยูกะ...ก่อนหน้าจะมานี่ไปทำอะไรกับพวกเอลฟ์ไม่ก็ดาร์คเอลฟ์หรือเปล่าคะ”

“ห๊ะ!? ทำไมเหรอคะ”

“ตอนนี้ที่หน้าโรงแรมมีเรื่องวุ่นวายคะ ดูเหมือนจะมีกลุ่มเอลฟ์จำนวนหนึ่งจะบุกเข้าโรงแรมให้ได้...เห็นว่าตัวโจกเป็นดาร์คเอลฟ์ชื่อว่าริสด้วย เหมือนว่าจะหาตัวคุณอยู่”

ริส!?

ยูกะได้ยินแล้วถึงกับเครียดขึ้นมา

ตามรอยมาถึงนี่เลยหรือเนี่ย ในเมืองนี้พวกมันของเยอะจริงๆ ด้วย

เธอถอนหายใจแล้วเริ่มเล่าเรื่องที่คิดว่าเฟลิกซ์เองคงต้องตกใจด้วยแน่ๆ

“ท่านเฟลิกซ์ ฟังให้ดีๆ นะคะ ผู้หญิงดาร์คเอลฟ์ที่มีนามว่าริสนั่น...ยังจำเรื่องที่คุณเป็นผู้กล้าจอมปลอมอยู่ได้อยู่ค่ะ!

[ไม่กี่นาทีถัดมา]

มันกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไงเนี่ย!?

เฟลิกซ์ที่แอบแง้มประตูส่องพนักงานโรงแรมที่พยายามขวางไม่ให้พวกของริสเข้ามาเริ่มหายใจไม่ทั่วท้องเพราะเรื่องที่ยูกะเล่ามา

จนป่านนี้แล้วยังมีคนอื่นจำเรื่องนั่นได้อีกและยังเป็นเจ้าคนที่เคยมาบุกที่เรือเหาะนั่นด้วย

แน่นอนว่าเธอหมายถึงเหตุการณ์หลังจากเมืองบาลาสที่เธอเข้าร่วมขบวนเรือเหาะของกิลด์ซีราฟิน่าที่เรย์ลี่เป็นผู้นำพวกเขามาช่วยที่เมืองบาลาส หลังจากนั้นก็ตระเวนช่วยผู้คนที่ได้รับความเดือดร้อนจากฟอร์ดาวน์ที่ทำให้แม่น้ำคริสตัลทางตะวันออกเฉียงใต้หายไปอยู่ราวๆ สามเดือนและก็ออกเดินทางไปสถาบันนิวส์ไลฟ์ต่อทันที แต่ระหว่างทางไปนั้นกลับถูกฝูงมอนเตอร์มังกรที่นำโดยคนของอาณาจักรเฮฟเว่นหรือเอลฟ์ตามที่รู้จักบุกโจมตีเพื่อชิงตัวผู้กล้าจอมปลอมหรือเฟลิกซ์ การต่อสู้นั้นทำให้เสียเรือเหาะไปหนึ่งลำแต่ยังดีที่ช่วยทุกคนจากลำที่ตกออกมาทันก่อนที่จะตกไปและนั่นทำให้เธอรู้จักกับริสเป็นครั้งแรกจนกระทั่งตอนนี้ที่เพิ่งนึกออกว่าเคยเจอกันมาก่อน

และสำหรับเรื่องตอนนี้ ยูกะเล่าว่าเธอกับคราวน์ตั้งใจจะรีบกลับไปสถาบันนิวส์ไลฟ์เพื่อสมทบกับกองกำลังที่เตรียมตัวต้านเครื่องจักรกลปลาหมึกสังหารที่มาจากข้างบนหอคอยเหล็กกล้าด้วยเรือที่เมืองนี้ แต่กลับเจอเรื่องยุ่งยากเพราะริสที่มีอิทธิพลในเมืองนี้ดันมาเจอเธอกับคราวน์ที่ท่าเรือด้วยกันทำให้ต้องรีบหนีก่อนและทำให้ความลับเรื่องยูกะเป็นสายลับแตกด้วยซึ่งยูกะตั้งใจถ่วงเวลาให้คราวน์หนีไปเลยถูกจับตัวไปทรมานคายความลับแต่เป้าหมายที่แท้จริงของยูกะก็คือชิงตราเจ้าเมืองที่ริสมีเพื่อที่จะใช้ขึ้นเรือเวทมนต์ได้ซึ่งต้องใช้มันเป็นกุญแจเท่านั้นและเธอก็ชิงมาได้แล้วเผ่นมาโรงแรมตามจุดนัดพบแต่เธอไม่คาดคิดว่าพวกริสจะตามมาจนถึงที่นี่ได้

แล้วสัสดีกับเรย์ลี่หายไปไหนเนี่ย!?

เฟลิกซ์แง้มประตูปิดดังเดิม แล้วหันกลับจะถามยูกะเรียกสัสดีเพราะเธอจำได้ว่ายูกะกับสัสดีสามารถโทรจิตกันได้แต่กลับต้องขมวดคิ้วเพราะยูกะกำลังหน้าแดงเพราะเซเบอร์กำลังกระซิบคุยบางอย่างกับเธอ

“เจ้าโง่นั่นตอบสนองยังไงบ้าง”

“ก็...ไม่ยอมทำอะไรนะคะ แต่...ตรงนั้นมันโตขึ้น”

“อ๊าก! ไม่อยากเชื่อเลย! เจ้าคนตายด้านแบบนั้นยังมีน้ำยาอยู่หรอเนี่ย”

โห้ยๆ มันใช่เวลาที่จะคุยเรื่องแบบนี้กันไหม

เฟลิกซ์อยากจะเตือนอยู่แต่ก็คิดว่าไม่ควรพูดเรื่องนั้นเลยเลือกที่จะเข้าไปถามเรื่องที่ซีเรียสทันที

“สัสดีว่าไงบ้างคะ?”

“คือไม่สามารถใช้โทรจิตได้ค่ะ ดูเหมือนคนของริสจะมีคนที่คุ้นเคยกับการร่องรอยเวทย์ถ้าเกิดใช้อาจจะทำรู้ตัวได้ค่ะ”

“อ๋อ สรุปคือเราติดอยู่ในห้องนี้ใช่ไหม”

เฟลิกซ์หันไปถามทุกคน ซึ่งดูเหมือนจะนิ่งเงียบ...ห้องที่พวกเขาอยู่มันเป็นห้องที่ไม่มีหน้าต่างทำให้บรรยากาศยิ่งเงียบสงัดเข้าไปใหญ่จนกระทั่งเควนเซอร์เดินไปแอบเปิดประตูแง้มดูพวกริสที่ชั้นล่างอีกครั้ง

“พวกมันมีแค่สี่คนพวกเราเยอะกว่าเกือบเท่าตัวน่าจะไหวอยู่นะครับ แต่คงไม่ใช่เรื่องดีที่สู้ในที่แคบๆ นี้แน่”

“มีความคิดดีๆ อะไรก็พูดมาเหอะ ไม่ต้องโปรย”

เซเบอร์เอ่ยดักคอไว้ เควนเซอร์อาการเซ็งก่อนที่จะบอกความคิดของเขา

“ลากเข้ามาทีละคนแล้วจัดการให้สลบ”

“ฟังเหมือนง่ายแต่ยากนะครับ” แรบบิ้นแย้งคนแรก “เราไม่รู้ว่าพวกเขาต่อสู้เก่งแค่ไหน”

“ก็รีบจัดการให้สลบไวๆ ไง” เควนเซอร์เหมือนพูดส่งๆ

“แล้วจะทำยังไงให้พวกนั้นยอมเข้าห้องมา? คงไม่มีหรอกที่จู่ๆ จะเดินเข้ามาแบบไม่ระวังตัวเลย?”

เซเบอร์ข้องใจ เควนเซอร์กรุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแล้วมองไปที่แรบบิ้นกับเอทินแล้วดีดนิ้วนึกอะไรออก ซึ่งแรบบิ้นหน้าถอดสีทันทีเพราะรู้ตัวว่ามันต้องมีความคิดแย่ไม่ก็เพี้ยนออกมาแน่ๆ แม้แต่เฟลิกซ์เองที่เคยอยู่กับกลุ่มพวกเขาไม่นานช่วงพิชิตหอคอยเหล็กกล้ายังรู้ดี

เหอะๆ ต้องเป็นอะไรที่งี่เง่าแน่ๆ

“ทางเราขอยืนกรานว่าไม่อนุญาตให้พวกท่านบุกรุกพื้นที่ตัวส่วนของแขกค่ะ!

ผู้จัดการโรงแรมเมอร์รี่อินสาขานี้ที่เป็นสาวเผ่ามนุษย์ในชุดเมดยืนขวางประตูเพื่อไม่ให้กลุ่มเอลฟ์สี่คนติดอาวุธเข้ามา สาวตาดำดุดันดาร์คเอลฟ์ที่ไว้ผมม่วงยาวและมีหน้าอกคัพจีมหึมาภายใต้ชุดเกราะเดินเข้าประชิดตัวเมดและวางมือที่ด้ามดาบที่สะพายเอวพร้อมชักต่อสู้ตลอดเวลา

“เธอ...ชื่ออะไร”

“คะ...คาซามิเจ้าค่ะ!

เมดสาวเสียงสั่นเพราะสายตาที่แข็งราวของดาร์คเอลฟ์ตรงหน้าที่แผ่ความกลัวสู่หัวใจโดยตรงแต่ด้วยจิตใจความเป็นเมดมีเต็มร้อยเลยยังไม่หนีไปไหน

“ช่างกล้าดีนี่เธอ แต่ฉันคือริส ผู้บัญชาการกองทัพเอลฟ์ที่สิบสอง...มีอำนาจและตราของเจ้าเมืองนี้จะทำอะไรก็ได้!

“ตะๆๆๆ แต่โรงแรมเมอร์รี่เป็นพะๆๆๆ พื้นที่พิเศษนะคะ! ไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะก้าวกายใช้ข่มขู่นะเจ้าคะ!

“งืม...เธอทำฉันประทับใจ แต่เสียใจด้วยที่มันใช้กับฉันไม่ได้ผลหรอกเพราะฉะนั้นถอยไปได้แล้ว! ไม่อยากทำร้ายผู้หญิงด้วยกัน”

“ไม่ได้ค่ะ!

ผู้จัดการเมดสาวยืนยันหนักแน่นคำเดิม ชวนให้พนักงานคนอื่นๆ ที่ยืนมองลุ้นด้วยความเป็นห่วงเสียวไส้ตามๆ กัน ริสพ่นลมหายใจทิ้งยาวก่อนที่จะควักมีดสั้นแล้วปาดที่แขนซ้ายของผู้จัดการ คาซามิเดินถอยหลังกุมแขนที่เจ็บไว้ พนักงานห้าคนต่างรีบกรู่เข้ามายืนปกป้องผู้จัดการไว้ เจ้าของมีดสั้นหัวเราะในลำคอ

“พวกเธอช่างไม่รักตัวกลัวตายซะจริงๆ ไอ้อาชีพเป็นข้ารับใช้เยี่ยงทาสแบบนี้มันก็แค่ของแหกทำเป็นยกระดับตัวเองเท่านั้น พวกแกก็คือทาสดีๆ นี่แหละ!

“คุณไม่มีสิทธิดูถูกเมดอันแสนภาคภูมินะคะ!

เมดหนึ่งในกลุ่มเถียงใจแทบขาด ริสเห็นว่าสิ่งที่ตนเองทำไว้เริ่มเห็นผลแล้วก็ยิ้มแบบมีนัยยะ

“แต่ทางที่ดีฉันว่าพวกเธอควรระวังหลังไว้บ้างก็ดีนะ”

สิ่งที่ริสหมายถึงก็คือคาซามิที่กำลังตัวสั่นกรอดฟันส่งเสียงอย่างกับสัตว์ร้ายและเริ่มทำร้ายตัวเอง เมดทุกคนต่างตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ริสอธิบายให้ฟัง

“เธอโดนพิษทำให้คลุ้มคลั่งขึ้นมา ถ้าไม่หยุดไว้เธออาจจะกัดกินตัวเองจนตายไม่ก็ไล่ทำร้ายแขกในโรงแรมก็ได้และคิดว่าพวกเธอคงไม่อยากทำให้ชื่อเสียงเสียหายใช่ไหม งั้นช่วยทำเป็นไม่เห็นพวกฉันก็พอ ฮ่าๆๆๆๆๆ!!! เฮ้ย! ไปค้นทุกห้องเดี๋ยวนี้!

ริสบีบบังคับพวกเมดได้สำเร็จให้ลูกน้องตนเองเข้าโรงแรมไปโดยไม่มีใครขัดขืนเพราะมัวแต่หยุดไม่ให้คาซามิทำร้ายตัวเองและคนอื่น ริสเดินไปยังกลางโรงแรมแล้วดูลูกน้องตัวเองกำลังปฏิบัติงานด้วยการบุกเปิดประตูเข้าไปทีละห้อง

“ยูกะคนทรยศ...เธอหนีฉันไม่พ้นหรอก!

[ลูกน้องริสคนที่หนึ่ง]

เมื่อเขาเปิดประตูห้องริมขวาชั้นสองของโรงแรมที่อยู่ในสุดมองจากตรงกลางโรงแรมไม่เห็นเข้าไปก็พบกับแผ่นหลังของชายสองคนหัวขาวกับหัวเกรียนที่นั่งบนพื้นกลางห้อง

ทำอะไรวะนั่น?

“เฮ้ย! พวกแกสองคนทำอะไรอยู่”

คำถามที่ได้รับคำตอบเป็นการชูมือขึ้นแล้วส่ายมือ

ห๊ะ!?

“เฮ้ย!! ตอบสิวะ!!

แต่แล้วสองคนในห้องก็ทำเหมือนเดิมจนเจ้าตัวหงุดหงิดต้องเดินเข้าไปดูเอง

“อะไรของแกสอง—”

และนั่นคือสิ่งสุดท้ายที่เขาจำได้

[ลูกน้องริสคนที่สอง]

“หึ ไม่มีอะไรไม่ต้องทำเป็นมอง!

เขาดูทั่วห้องที่บุกเข้ามาเห็นคู่ชายหญิงเผ่าปีศาจสองคนเสร็จแล้วก็ปิดประตูส่ายหัวที่ยังหาคนที่ริสสั่งให้หาไม่เจอ

จะอยู่นี่แน่เหรอ? หือ!?

กำลังขบคิดอยู่ก็เห็นมือของพวกตัวเองที่โผล่มาจากอีกห้องตรงหน้ากำลังควักมือเรียกเขา

“เฮ้ย!? มีอะไร”

ไม่มีเสียงตอบแต่มือนั่นยิ่งขยับไหวๆ เหมือนมีบางอย่างอยากให้เห็น เขาเลยรีบวิ่งไปดูพอถึงหน้าห้องก็จับมือเพื่อนตัวเองไว้

“เฮ้ย มีอะไรก็พูด—”

เขาชะงักเพราะมือของเพื่อนตัวเองนั้นถูกคนอื่นทำให้เป็นแบบนั้นเหมือนกับชุดเชิด เขากำลังจะถอยหนีแต่ถูกมือจักรกลลากเข้าห้องอย่างไว ไม่ทันแม้จะตะโกนขอความช่วยเหลือก็สิ้นสติไปซะก่อน

[ลูกน้องริสคนที่สาม]

อีกสองตัวหายตัวไปไหนฟ่ะ

ลูกน้องอีกคนที่เพิ่งขึ้นมาชั้นสองหลังจากค้นชั้นแรกเสร็จแล้วไม่เจอเพื่อนตัวเองก่อนที่จะหันซ้ายแล้วเห็น มือของเพื่อนสองคนกำลังควักเรียกตัวเขา

“เฮ้ย! ไปทำอะไรตรงนั้น!?

ไม่มีเสียงตอบรับแต่มือทั้งสองคนเอาแค่ควักเรียกรัวๆ เหมือนมีเรื่องบางอย่างอยากให้เขาเห็นเลยเดินไปยังห้องนั้นและอยู่ดีๆ มือทั้งสองคนก็หายไปเข้าในห้อง เขาเลยเร่งฝ่าเท้ามาดูห้องที่ว่าเลยพบกับเพื่อนทั้งสองคนที่นอนสลบอยู่กลางห้องเลยปี่เข้าไปดูโดยไม่ทันระวังตัว

“เฮ้ย! แกสองตัวเป็นอะไรฟ่ะ!?

และแล้วก็มีใครบางคนสะกิดหลังทำให้ตกใจหันไปดูพบกับมนุษย์สาวผมแดงยาวที่มีแขนซ้ายเป็นจักรกลที่กำลังง้างจะชกหน้าเขา

“ช่วยลงไปนอนกองกับเพื่อนนายหน่อยนะ!”   

“ง่ายเกินไปไหมเนี่ย”

เฟลิกซ์ชกคนที่สามเสร็จก็บ่นเบาๆ แล้วแรบบิ้นก็บ่นตาม

“อย่างน้อยผมคงไม่ต้องทำแบบนั้นอีกมั้งครับ มันงี่เง่าและเสี่ยงชอบกล”

“ไม่หรอก พวกนายสองคนมีแรงน้อยที่สุดในกลุ่มแล้ว ฮ่าๆ”

เซเบอร์พยายามปลอบซึ่งได้ผลตรงข้าม ส่วนยูกะกำลังส่ายหัว

“เหลือคนสุดท้าย...ปัญหาใหญ่เลยนะคะ ริสเป็นอัศวินมือฉกาจ คิดว่าเอาเธอล้มลงยากแน่ๆ ยกเว้นฉันต้องลอง...”

ยูกะพูดทิ้งช่วงแล้วมองที่ดาบผู้กล้าเฮเว่นที่เฟลิกซ์พกไว้อยู่ข้างกายซึ่งมันมีบางอย่างที่ทำให้เธอสนใจมาสักพักแล้วก่อนที่จะส่ายหัวอีกรอบสลัดความคิดบางอย่างทิ้งไป

“นั่นสิ อันนี้ผมก็คิดไม่ออก”

เควนเซอร์กัดฟันซึ่งนั่นทำให้เซเบอร์อ้าปากค้าง

“อ้าว!? นึกว่านายมีแผนรับมือคนนั้นอีก!?

“ก็มีอยู่...ตะรุมบอนไง”

“นั่นมันแผนซะที่ไหน!?

“ขอบอกไว้เลยนะคะใช้เวทมนต์กับเธอไม่ได้ค่อยได้ผล” ยูกะเตือน “ริสเขาไวเกินที่นักเวทย์จะร่ายเวทย์ทันค่ะ”

“งั้นต้องมีตัวล่อดีๆ สินะ อย่างเพื่อนเก่าของผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม”

เฟลิกซ์สรุปเองเหมือนที่เควนเซอร์จะพูดแต่โดนตัดหน้าไปซะก่อน แล้วเอทินที่โผล่หัวไปดูลาดราวกลับเข้ามารายงาน

“มีดาร์คเอลฟ์กำลังมาทางนี้ขอรับ”

พอรู้แบบนั้นยูกะส่งสัญญาณมือให้ทุกคนหลบไปด้านข้างให้หมดแล้วเธอก็เดินขึ้นเหยียบหนึ่งในร่างของคนที่สลบอยู่ยืนรอต้อนรับคนที่เคยคุ้นเคยด้วย ริสเบิกตากว้างเมื่อเห็นเธอแล้วสะกดคำที่แฝงไปด้วยความเจ็บใจ

“คนทรยศ”

“ท่านริส ไม่ได้เจอกันนานนะคะ”

ยูกะโค้งหัวลงเล็กน้อยเป็นการเคารพที่ริสไม่ชอบใจนัก ริสมองดูลูกน้องตัวเอง

“ดูเหมือนเธอจะพยายามจนถึงท้ายที่สุด”

“ก็ท่านเคยสอนนี่ค่ะว่าแม้สุนัขจนตรอกก็ยังสู้ไม่ถอย”

“หรือแค่ความพยายามโง่ๆ”

“คงจะอย่างงั้นมั้งค่ะ”

“หึ ฉันกำลังนึกถึงตอนอยู่บนเรือเหาะนั่น ถ้าเธอยังทำตัวแนบเนียนต่อไปคงจะได้ใจฉันมากขเลยทีเดียว แต่เพราะความใจอ่อนของเธอ...ตอนที่ฉันสั่งให้เธอใช้เวทย์สร้างลมให้เรือเหาะทั้งหมดเสียสมดุลกลับใช้เวทย์โจมตีใส่ฉันแทน แต่...ไม่รู้ความโง่ของนายเธอหรือยังไงที่มาทีหลังแล้วคงจะเข้าใจผิละมั้งว่าความยังไม่แตกเลยซัดเธอซะกระเด็นไปเลย...โอ้ว!? จริงสิ ฉันได้ข่าวว่าเขาเป็นคนรักของเธอด้วยคงจะเจ็บปวดน่าดูเลยละสิ”

“ขออภัยนะคะ ฉันเลิกกับเขาไปแล้ว”

“งืม แผลใจ...เยี่ยม มันจะขัดเกลาให้เธอมีฝีมือยิ่งขึ้นนะ”

“ท่านริส...นี่คุณตั้งใจจะทำอะไรกันแน่? ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมงยังทรมานฉันเล่นอยู่เลย”

“ก็คนมันแค้นหน้ามืดตาบอดอยู่เลยไม่ทันคิดว่าเธอยังมีค่า...มาเป็นพวกกับฉันตอนนี้สิ แล้วจะให้อภัยทุกๆ อย่าง จะให้มากกว่าที่เคยและจะช่วยสอนควบคุมตัวตนที่แท้จริงของเธอด้วย”

สิ่งที่ริสพูดมานั้นทำให้คนอื่นแอบอยู่ด้านข้างต่างใจหาย เฟลิกซ์ที่แอบอยู่ทางขวาขมวดคิ้ว

ตัวตนที่แท้จริง?

แล้วเธอก็มองลุ้นที่ตัวยูกะที่กำลังโค้งคำนับอีกรอบ

“ขอบคุณสำหรับความเมตตานั่นนะคะ แต่ตอนนี้ดิฉันอยู่สูงกว่าคุณแล้ว”

ทุกคนในห้องต่างงุนงงถึงสิ่งที่ยูกะจะสื่อ ซึ่งมันก็ใช่อยู่ว่ายูกะอยู่สูงกว่าริสเพราะยืนบนร่างของคนอื่นอยู่แต่สิ่งที่ยูกะจะสื่อจริงๆ นั้นเฟลิกซ์กลับเข้าใจเป็นอย่างดี

อ๋อ...คล้ายๆ บทพูดในหนังลิเกจักรวาลนั่นเลย อุปมาอุปมัยสินะ

ริสนิ่งไปพักหนึ่งก็เริ่มเข้าใจสิ่งที่ยูกะสื่อถึงได้เริ่มโกรธตัวสั่น

“ยูกะ...เธอเลือกเองนะ!!

และแล้วริสชักดาบขึ้นมาพุ่งตรงเข้าหายูกะ ทุกคนที่รออยู่ก็ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นอาวุธได้โถมเข้าใส่ตัวริส

พล๊าง!!

เสียงกระทบบางอย่างที่หยุดทุกสิ่งที่กำลังหมายเอาชีวิตริส มันเป็นโล่เวทมนต์ที่เธอเสกขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้และต่างรู้ดีว่าต้องพยายามดันตัวริสไว้ไม่ให้ขยับได้แต่ทุกคนต่างรู้สึกแบบเดียวกันว่าสถานการณ์กำลังเปลี่ยนถ้าขืนให้เป็นแบบนี้นานๆ ยกเว้นเฟลิกซ์ที่ยังไม่ร่วมวงเพราะกลัวว่ามือซ้ายจักรกลของตัวเองจะโดนคนอื่นก่อนเลยเดินเข้ามาอยู่ข้างๆ ยูกะปรากฏตัวให้เห็นชัด นัยน์ตาสีดำของริสเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง

“แขนนั่น!?

“เธอยังจำได้จริงๆ ด้วย”

เฟลิกซ์เอ่ยอย่างมั่นใจและนึกถึงตอนที่ช่วยยูกะที่กำลังตกจากเรือเหาะ ระหว่างที่ดึงตัวขึ้นมาจากเรือเหาะอีกลำนั้นก็ได้สบตาริสเข้า และตอนนี้ดูเหมือนการมีตัวตนของเฟลิกซ์ทำให้ริสควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้พยายามจะผลักทุกคนที่ดันตัวเธออยู่ออกแต่ก็ทำไม่ได้

“แก!!! เป็นแกนี่เอง!!! แกทำยังไงถึงทำให้ทุกคนจำเรื่องราวของแกไม่ได้! ห๊ะ!?

“ขอบอกแค่สามพยางค์นะ...พระ-เจ้า-ไง”

เฟลิกซ์ล้อเลียนเสร็จง้างหมัดซ้ายเตรียมเผด็จศึกแต่แล้วโล่เวทมนต์กลับหายไปก่อนแล้วตามด้วยริสที่ทิ้งตัวนอนแน่นิ่งกับพื้นไป...คนที่ทำให้เธอเป็นแบบนั้นก็คือเรย์ลี่ที่ใช้คทาเสริมเวทย์เจาะเกาะฟาดเข้าที่หลังหัวริสเต็มแรงเกิดโดยมีคราวน์หรือสัสดียืนคุมอยู่ข้างหลัง ยูกะตะลึงกับผลที่อยู่ตรงหน้าพักหนึ่งก็เท้าเอวถามอย่างหงุดหงิด

“คราวน์!? คุณหายไปไหนมา!?

“ข้างนอก...เรย์ลี่พาข้าไปที่อื่นอธิบายเรื่องที่...ไม่น่าเชื่อ”

คนฟังคำตอบเอียงคอ เฟลิกซ์มองดูอาการคนที่เพิ่งสลบ

โดนเข้าเต็มๆ แบบนั้นจะตายไหมนั่น

[ครึ่งชั่วโมงต่อมา]

“นอกจากตราเจ้าเมืองแล้วก็มีดาบกับเกราะที่แกะยากชะมัด”

เซเบอร์บอกแล้วโยนตราให้คราวน์ก่อนที่จะปาดเหงื่อกับสิ่งที่ได้รับมอบหมายในการค้นตัวริสที่ยังสลบถูกมัดทั้งแขนและขาในชุดเสื้อผ้าชั้นในที่มักสวมเพื่อใส่เกราะอีกทีซึ่งเป็นผ้าสีดำที่ค่อนข้างบางและรัดรูปทำให้เห็นสัดส่วนเอวสะโพกที่เซ็กซี่และหน้าอกคัพจีที่เวลาเกราะส่วนตรงนั้นแล้วเหมือนมีแรงกระแทกสวนมาราวกับได้ถูกปลดปล่อยจากพันธะนาการ เป็นดาร์คเอลฟ์ที่มีหุ่นที่แม้แต่ผู้หญิงด้วยกันเองมองแล้วยังอดอิจฉาตาร้อนไม่ก็อดปลื้มไม่ได้

หุ่นเอ็กซ์ขนาดนี้ทำให้ถึงมาเป็นอัศวินละเนี่ย ถ้าไอ้ทอมมี่กลับมาเห็นคงตาถลกแน่ๆ

เฟลิกซ์วิจารณ์และแอบนิทราถึงคนที่ไม่อยู่ในใจ ที่ทอมมี่ไม่อยู่นั้นเพราะคราวน์ขอร้องให้ไปบินไปสำรวจเส้นทางแม่น้ำล่วงหน้าว่ามีอุปสรรคหรือไม่ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา เธอเองเลิกคิดถึงเรื่องเขาแล้วทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปก็คือพยายามยืนบังไม่ให้พวกผู้ชายเห็นตัวริสมากนักเพราะกลัวว่าจะทำให้เรื่องเสียเอาง่ายๆ (ยกเว้นสัสดีที่ไม่สนใจเรื่องพวกนี้) แต่ดูเหมือนเควนเซอร์จะกระตือรือรนอย่างมากที่จะดูให้ได้เลยถูกยูกะจ้องจะเขม็งไม่ปล่อยให้ผ่านสายตาเขาเลยจำใจต้องทำอย่างอื่นแทนเช่นเตรียมของแพ็ค

“ท่านพี่ค่ะ เรย์ลี่จัดการรักษาคนที่ติดพิษข้างล่างกับไปแจ้งทางกิลด์ผจญภัยให้แล้วค่ะ เดี๋ยวสักพักน่าจะส่งคนมาจัดการความเรียบร้อยให้ ส่วนเรื่องเรือเหลือแต่เอาตราไปยืนยันเท่านั้นค่ะ”

เรย์ลี่เดินเข้ามารายงานก่อนที่จะเพิ่งรู้ตัวว่ารายงานผิดคนเพราะความเคยชินจากช่วงพิชิตหอคอยเหล็กกล้า

“เอ่อก็อย่างที่เรย์ลี่ว่าค่ะ ท่านสัสดี”

“ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าออกไปรอที่ท่าเรือก่อนเลย” คราวน์สั่ง “เดี๋ยวข้า ยูกะกับเรย์ลี่ต้องลงอาคมห้องนี้ไว้ให้กิลด์ผจญภัยเท่านั้นที่จะปลดมันได้เพื่อไม่ให้นักโทษหนี”

“นัก...โทษ...ไม่มีวันเป็นอย่างงั้น...ซะหรอก”

เจ้าของเสียงเอ่ยอย่างหยิ่งยโส ยูกะมองเธอด้วยความรู้สึกที่ขืนใจ

“ท่านริส...”

“เธอไม่มีสิทธิเอ่ยชื่อฉัน! แค่กๆๆ!” ริสสำลัก “ทำไมปากฉันถึงได้ขมขนาดนี้?”

“นั่นมันยาป้ายลิ้นทำให้อ่อนแรงของเราเอง” เซเบอร์บอกอย่างภูมิใจ “ไว้ใช้กับพวกนักโทษเวลาจะขนย้าย...ก็เหมาะกับเธอแล้วนิ?”

“โสโครก!!!” ริสแข็งกร้าว

“พวกเจ้าออกไปได้แล้ว เดี๋ยวข้ากับเรย์ลี่จะจัดการเอง” คราวน์ออกคำสั่งอีกครั้ง

“แล้วฉันละ?” ยูกะแย้งขึ้นมาเพราะก่อนหน้านี้ยังมีชื่อของเธออยู่

“ขืนอยู่ทำให้มันยุ่งยากขึ้น เธอน่าจะรู้ตัวเองดี”

“รับทราบค่ะ”

เธอผงกหัวแล้วเดินตีคู่กับเฟลิกซ์จะออกจากห้องตามแรบบิ้น เซเบอร์และเอทินไปแต่ริสพูดถึงบางเรื่องที่ทำให้ต้องหยุดฟัง

“ยูกะ...จนป่านนี้แล้วเธอยังไม่กล้าจับดาบอีกหรือ”

เจ้าของชื่อหยุดขยับพาให้เฟลิกซ์หยุดตามไปด้วยแล้วอดคิดไม่ได้อีกรอบ

ไม่กล้าจับดาบ?

“ท่านริส ตั้งใจพูดตั้งแง่ใช่ไหมคะ” ยูกะว่า “ขอบอกเลยว่ามันไม่ได้ผลหรอกคะ”

“โอ้ว ดูเหมือนเรื่องนี้พวกแกไม่รู้เรื่องสักคนเลยใช่ไหม ถึงได้ทำหน้าโง่ๆ”

ริสกวาดสายตามองคนที่ยังอยู่ในห้องที่ต่างทำหน้าไม่เข้าใจเรื่องที่เธอพูดมา ยูกะที่มีท่าทีร้อนรนพยายามบ่ายเบี่ยง

“เธอคงเพี้ยนไปแล้ว—”

“อย่าหนีความจริงเลยยูกะ เธอซ่อนปีศาจข้างในไม่ได้นานนักหรอก”

ริสที่เอ่ยอย่างมั่นใจราวกับไม่ได้โกหกทำหน้าเหมือนได้รับชัยชนะ ยูกะมองหน้าเธอแล้วถอนหายใจก้มหัวให้

“ท่านริส ลาก่อนนะคะ..และอย่าได้พบกันอีกเลย”

“หนีความจริงอีกแล้วงั้นหรือ!? ฮ่าๆๆๆ เธอมันปอดแหกยูกะ เธอมันปอดแหก! ไอ้ตำแหน่งอัจฉริยะอะไรนั่นไม่เหมาะกับเธอเลยสักนิด! จอมปีศาจอัศวินเข้ากับเธอมากกว่า ฮ่าๆๆๆ และแกไอ้ผู้กล้าจอมปลอม! คอยดูถ้าหลุดไปได้จะฆ่าแกเป็นคนแรก!! ฮ่าๆๆๆ!!!

เสียงพวกหัวเราะนั่นยังคงดังก้องแม้เดินออกจากโรงแรมมาแล้ว ยูกะที่อยู่เบื้องหน้าทุกคนแม้จะมองเห็นแค่แผ่นหลังก็สัมผัสได้ถึงความขุ่นเคืองที่ไม่เคยปรากฏขึ้นกับคนๆ นี้มาก่อน เธอเงยหน้ามองขึ้นดูท้องฟ้า

“ไปท่าเรือกันเถอะ”

“ค่ะ/ครับ/ขอรับ”

เซเบอร์ แรบบิ้นและเอทินเดินตามหลังยูกะไป เฟลิกซ์ที่ยืนดยังคงคิดมากเกี่ยวกับเรื่องที่ริสพูด

“มันเรื่องอะไรกันแน่นะ”

“เคยได้ยินเรื่องความทรงจำที่ถูกส่งผ่านรุ่นต่อรุ่นไหมครับ”

เควนเซอร์ถามเฟลิกซ์

“ไม่แน่ใจว่าฉันเข้าใจความหมายเดียวกับนายหรือเปล่า”

“ยูกะ...เคยบอกว่าช่วงที่เธอเพิ่งถูกเกทให้กำหนดนั้นเธอถูกจับไปพิธีบูชายัญของลัทธิลับที่จะนำวิญญาณบรรพบุรุษเข้าสิงเธอเพื่อใช้เป็นร่างใหม่แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด ยูกะก็ยังเป็นยูกะเพียงแค่ถ้าหากเธอได้จับดาบเมื่อไหร่มันจะไปบุกวิญญาณนั้นให้ตื่นขึ้นมา มันเป็นวิญญาณที่บ้าคลั่งการหลั่งเลือดและการฆ่าฟัน...ว่ากันว่าเป็นวิญญาณของอัศวินที่ชั่วช้าในตำนานหลายร้อยปีนั่นแหละครับ เธอต้องแบกรับมันมาตลอด ทั้งๆ ที่อยากจะเป็นอัศวินด้วยหัวใจที่ปรารถนาแต่ต้องเบนเข็มมาเป็นนักเวทย์แทน แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่เกิดขึ้น”

“นายหมายถึงเรื่องแย่ๆ ใช่ไหม”

“ครับ...มีครั้งหนึ่งเธอได้พักอาศัยระหว่างทำงานที่หมู่บ้านที่แสนไกลและเงียบสงบ เธอเล่นกับเด็กๆ โดยไม่ทันระวังตัวเขา ถึงแม้จะเป็นแค่ของที่ทำขึ้นจากไม้ก็ตาม”

ดาบไม้!?

เฟลิกซ์นึกออกแทบจะทันทีทันใด

“งั้นเด็กๆ ที่หมู่บ้านนั้นก็—”

“สิบคน...ไม่เหลือเค้าโครงเดิม มีแต่ชิ้นเนื้อเกินร้อยกับคราบเลือดเท่านั้นครับ”


ปล. ตั้งใจจะเขียนตอนเดียวจบแฮะ แต่ดันยาวเกิ๊น

ปล2. ฉาก 18+ ไม่ค่อยเชี่ยวชาญเลยแฮะ

 

53 ความคิดเห็น