Fic Hakuouki : Shiro Tsubaki End.

ตอนที่ 7 : 07 อสูรร้ายในยามราตรี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 502
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    24 มิ.ย. 61

07 อสูรร้ายในยามราตรี

 

 

สายลมยามราตี

 

สะท้อนเปลวคลื่นแห่งความบ้าคลั่งของเหล่ามนุษย์

 

 

หลังจากฟังคำบอกเล่าของรินกับจิซึรุเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชิซุนจึงสามารถสรุปได้คร่าวๆ ว่าเรื่องที่ตนโดนสงสัยว่าเป็นเจ้าของหน้ากากจิ้งจอกสีเงินที่เป็นข่าวในช่วงนี้นั้นถูกโอคิตะ โซจิล่วงรู้แล้ว ซึ่งนั่นไม่รวมถึงสถานะตัวตนจริงๆ ของเธอที่ยังคงเป็นความลับอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

 

ดังนั้นในวันนี้เธอจึงวางแผนเอาไว้ง่ายๆ นั่นคือการไปเยี่ยมเยือนเหล่าชินเซ็นกุมิในยามพลบค่ำพร้อมท่านหมอไร้นามเพื่อความบริสุทธิ์ใจ

 

ทันทีที่รินปิดร้านของตัวเอง ก็เป็นเวลาที่ทั้งสองคนจะเดินทางไปยังฐานทัพที่ดูอันตรายสำหรับชาวบ้านทันที ตลอดการเดินทางที่ไป ชิซุนไม่พบผู้คนสันจรเท่าไรนัก เพราะใกล้จะมืดค่ำเต็มที จิซึรุรออยู่ที่หน้าประตูทางเข้าด้วยใบหน้าที่ดูก่ำกึ่งจะดีใจและกังวลใจ

 

“ไง จิซึรุ” หญิงสาวเอ่ยทัก ขณะที่เด็กสาวโผเข้ากอดให้หายคิดถึง “รินซื้อดังโงะมาฝากด้วยน่ะ เอาไปแบ่งทุกคนสิ”

 

“อื้ม!

 

ในตอนนั้นที่พวกเธอไปถึง โชคดีที่พวกเขาร่วมทานมื้อเย็นกันเสร็จหมดแล้ว ดังนั้นทั้งเธอและรินจึงสามารถไปที่ห้องของจิซึรุไปเลย

 

ก่อนจะมารู้ว่าโอคิตะ โซจิ ยังไม่ได้รายงานเรื่องของเธอให้ทุกคนทราบ

 

“ข้าขอไว้เองเจ้าค่ะ” เด็กสาวว่าเสียงเศร้า “เป็นความผิดของข้าเองที่เผลอเรียกชื่อท่านออกมา คุณโอคิตะก็เลยรู้”

 

“ไม่ใช่ความผิดเจ้าหรอก”

 

ชิซุนว่า ในขณะเดียวกันก็มีเสียงชายหนุ่มอีกคนแทรกขึ้นมาอีกว่า “ใช่แล้วล่ะ ไม่ใช่ความผิดของจิซึรุจังหรอก”

 

พูดถึงไก่ ไก่ก็มา—ไม่มีความคิดไหนเหมาะเท่าคำนี้อีกแล้ว หน้าประตูคือร่างของชายหนุ่มผมสีน้ำตาลยิ้มแป้นอารมณ์ดีที่พวกเธอกำลังพูดถึง โอคิตะ โซจิเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ รินที่ว่างพอดิบพอดี สีหน้าเขาดูดีขึ้นกว่าครั้งก่อนที่เจอกันมาก อย่างน้อยก็ไม่ได้ซีดเซียวอย่างชัดเจนแล้ว

 

“สบายดีหรือคะ ท่านโอคิตะ?” รินกล่าวยิ้มๆ ซึ่งก็ได้รับรอยยิ้มกว้างตอบกลับมาเช่นกัน

 

“อื้ม สบายอย่างเดิมนั่นแหละ โอซากิจัง”

 

ไม่แน่ใจนักว่าสองคนนี้ไปสนิทกันตอนไหน หรือบางทีอาจจะไม่สนิทอย่างที่คิดก็ได้เมื่อรินนั้นดูแปลกใจอยู่เนืองๆ ก็ตาม จิซึรุนั่งลงข้างๆ เธอพยายามที่จะมองโอคิตะอย่างกังวลด้วยเรื่องบางอย่าง ชิซุนคาดเดาว่าอาจจะเป็นเรื่องยุ่งยากในช่วงนี้ก็เป็นได้ โจชูเคลื่อนไหวหนักหน่วงมาก และพวกเขาจำเป็นจะต้องลาดตระเวนกันบ่อยขึ้น หรือไม่ก็อาจจะเป็นปัญหาภายในที่ชิซุนจะไม่ขอเข้าใจเลยจะดีที่สุด

 

“จะว่าไป พวกเจ้าเข้ามาได้ยังไงโดยที่คนอื่นๆ ไม่รู้น่ะ?” หรือจะบอกเป็นทางอ้อมว่าที่นี่ห้ามคนภายนอกเด็ดขาด...ที่จริงก็โดยเฉพาะผู้หญิงด้วยล่ะนะ

 

อันที่จริงข้อนี้ก็สมควรปฏิบัติตามอย่างยิ่ง เพราะรู้ดีว่าที่นี่มีแต่ซามูไรที่เป็นชายวัยฉกรรจ์ไปจนถึงวัยใกล้ชรา อาจจะมีเด็กปะปนมาบ้าง แต่นั่นก็เป็นบางครั้งที่ลูกหลานของซามูไรบางคนมาเยี่ยมหาพ่อของตนเองเท่านั้น

 

จิซึรุดูลนลานขึ้นมา “นั่นน่ะ—“

 

“เดินเข้ามาน่ะ บังเอิญว่าไม่มีใครเห็นพอดีเลยไม่มีใครรู้ อย่าเป็นห่วงไปเลย ท่านโอคิตะ” เธอว่าไปอย่างนั้นด้วยใบหน้านิ่งเรียบ “อย่าดุน้องสาวข้านักล่ะ”

 

“จิซึรุเป็นเด็กดีนะ ข้าไม่ดุหรอก”

 

แต่สายตาน่ะฆ่าคนได้เลยนะ—หญิงสาวพูดกับตัวเองในใจ หยิบดังโงะขึ้นมาทานแล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “สนุกหรือเปล่า จิซึรุ?”

 

“เอ๋ ค ค่ะ ท่านพี่!” เด็กสาวรีบเอ่ย “ทุกคนที่นี่ใจดีมากเลยค่ะ ถึงแม้ว่า—ช่วงที่ผ่านมาจะเจอเรื่องหนักๆ เข้าก็เถอะ คุณซันนันก็เลย—“

 

นั่นอาจหมายถึงยามานามิ เคย์สึเกะ รองหัวหน้าอีกคนของกลุ่มที่บาดเจ็บที่แขนอยู่ก็เป็นได้ แต่เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรเอ่ยออกมากับคนนอกอย่างพวกเธอแล้ว โอคิตะจึงเป็นคนเปลี่ยนเรื่องแทน “จะว่าไปจิซึรุจัง คุณซันนันไม่ยอมมาทานข้าวอีกแล้วน่ะ เหมือนจะยังไม่มีใครยกสำรับไปให้เลยด้วยนะ”

 

บอกกลายๆ ว่าให้เด็กสาวเป็นคนเอาอาหารไปให้แทน จิซึรุรู้ตัวก็สะดุ้งโหยง “ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ!” ก่อนจะรีบออกไป ทันทีที่ประตูเลื่อนปิดลง ก็เหลือเพียงแค่พวกเธอสามคนที่กำลังจ้องหน้ากันอย่างไม่ลดละ รินเป็นคนอาสารินน้ำชาใส่ถ้วยให้แทนเด็กสาวที่ออกไปแล้ว

 

“แล้ว—“ รินเปรยขณะเลื่อนถ้วยน้ำชาไปทางชายหนุ่ม “ท่านเหมือนมีเรื่องจะคุยกับเรานะ ท่านโอคิตะ”

 

นั่นไม่ผิดจากที่คาดสักเท่าไรนัก ชายหนุ่มแย้มยิ้มอย่างเก่า แต่แววตากลับเปลี่ยนไปเป็นคมกริบเสียจนบรรยากาศหนักอึ้ง

 

“ชอบจิ้งจอกหรือเปล่า ชิซุนจัง?”

 

และไม่ผิดจากที่คิดจริงๆ เสียด้วย ชิซุนเงยหน้ามอง รู้สึกคล้ายกับมือเย็นเฉียบขึ้นมาเสียดื้อๆ แม้ใบหน้าจะยังสงบอยู่ก็ตามที

 

“ชอบสิ” เธอตอบ “ข้าชอบสัตว์”

 

“ใจดีจังเลยนะ”

 

“อืม”

 

หลังจากนั้นก็คือความเงียบงันต่อไป หญิงสาวจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่าย คิดต่างๆ นาๆ ถึงคำพูดดีๆ ที่จะไม่ให้ใครรู้ว่าตนคือใครกันแน่ แต่ก็ดูเหมือนจะปกปิดชายคนนี้ไม่ได้ไปเสียหมด

 

โอคิตะ โซจิเป็นคนอันตราย เขามีไหวพริบและสัญชาตญาณที่เฉียบคมกว่าคนปกติ นั่นอาจจะเป็นเพราะทักษะทางด้านดาบที่ฝึกปรือมาจนเฉียบคมก็ได้ แต่ชิซุนเองก็ไม่สามารถให้อีกฝ่ายล่วงรู้ได้จริงๆ ว่าตัวเองนั้น แท้จริงแล้วเป็นอะไรกันแน่

 

แต่ฉับพลันนั้นที่มีเสียงกรีดร้องดังขึ้น หยุดทุกอย่างภายในหน้าให้หยุดชะงัก ชิซุนขมวดคิ้วเล็กน้อย “นั่นเสียงจิซึรุ—“

 

พูดได้เท่านั้น ทั้งเธอและโอคิตะก็ผุดลุกขึ้นอย่างพร้อมเพียง มีเพียงโอซากิ รินเท่านั้นที่บอกด้วยท่าทางว่าตนจะขออยู่ที่นี่จะดีกว่า ดังนั้นโอคิตะจึงเป็นคนวิ่งนำไปยังต้นเสียง เป็นส่วนที่พักส่วนตัวที่อยู่อีกฟากหนึ่ง แยกออกมาจากบ้านใหญ่ กลิ่นไอคล้ายกับห้องทำงานอะไรสักอย่าง

 

ชิซุนได้ยินเสียงหัวเราะของชายหนุ่ม ฟังดูบ้าคลั่ง

 

และกลิ่นเลือด—หญิงสาวชะงัก เป็นกลิ่นเลือดที่ไม่ใช่กลิ่นคาวของมนุษย์ สำหรับโยเซแล้ว เป็นกลิ่นเฉพาะของเผ่ายักษ์ที่ทรงพลัง—เลือดของเด็กสาวของเธอเอง

 

และกลิ่นอีกกลิ่นนี้—ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งต้องขมวดคิ้ว เป็นกลิ่นไอที่น่าหวาดหวั่น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่คุ้นเคยอยู่ครึ่งหนึ่ง แต่ลางสังหรณ์กลับกระตุ้นบอกว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับเธอและคนในหมู่บ้านก็เป็นได้

 

“อยู่ที่นี่นะ อย่าเข้าไปใกล้” โอคิตะเป็นคนเตือนก่อนจะไปสมทบกับคนอื่นๆ ที่มาเพราะเสียงร้อง หัวหน้าหน่วยแทบทุกคนอยู่ที่นี่กันหมดพร้อมด้วยดาบประจำกาย หญิงสาวได้แต่มองลอดไหล่ของเหล่าชายหนุ่มเข้าไปว่าเกิดอะไรขึ้นด้านใน เธอเห็นเส้นผมสีน้ำตาลเข้มของเด็กสาวกำลังถอยหนีใครบางคน

 

“คุณซันนันงั้นเหรอ?” มีใครบางคนที่พึมพำออกมา เป็นเสียงแห่งความตกใจ

 

กำลังลังเลที่จะลงดาบ—ชิซุนเห็น พวกเขากำลังลังเลที่จะฆ่าพวกของตัวเอง หญิงสาวก้าวเข้าใกล้อีกก้าว ชะเง้อมองว่าใครกันแน่ที่กำลังก่อเรื่อง

 

ก่อนจะต้องตัวแข็งค้างไป

 

ผมสีขาว ดวงตาสีแดง ความบ้าคลั่งและกลิ่นอายที่คับคล้ายคับคลาจะเหมือนยักษ์แต่ก็ไม่ใช่—เป็นของปลอม ของที่ทำขึ้นมาจากน้ำมือมนุษย์

 

เหมือนการเก็บเกี่ยววัตถุดิบเมื่อหลายปีก่อน—สำรวจเสาะหาเอาวัตถุดิบที่มีค่ามาทดลองจนสกัดออกมาเป็นสัดส่วนที่ลงตัว

 

มันสำเร็จแล้วเหรอ? ใครกันล่ะที่เป็นคนคิดค้นขึ้นมา คนพวกนี้? ไม่—ไม่ใช่หรอก คนทำไม่ได้อยู่ที่นี่ตั้งแต่แรก ที่เธอยอมลงทุนหามานานหลายปีไม่ใช่คนกลุ่มนี้ที่หากเทียบอายุแล้วในตอนนั้นจะเป็นแค่เด็กหรอก พวกเขานำมันมาต่อยอดเท่านั้น กลิ่นของวัตถุดิบในห้องนี้ก็เป็นของที่มนุษย์ทั่วไปจะหามาได้

 

แล้วใครกันล่ะ? ใครกันที่เป็นคนคิดขึ้นมา แล้วนำผลงานมาไว้ที่นี่?

 

แต่มันจะสำเร็จแล้วจริงๆ น่ะเหรอ?

 

ชายหนุ่มคนนั้น—ซันนันกำลังเสียสติ คุ้มคลั่งจะเข้าทำลายทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า จำไม่ได้แม่แต่พวกพ้องของตัวเองที่อยู่รวมกันตรงนี้ สิ่งนี้ไม่อาจเรียกได้ว่าสำเร็จอย่างแท้จริง พวกเขายังทำมันไม่สำเร็จ เธอต้องหาทางหาคำตอบให้ได้ว่าใครเป็นคนคิดค้นสิ่งนี้ขึ้นมา

 

แต่ตอนนี้ชีวิตของจิซึรุสำคัญกว่า เด็กสาวติดกับกำแพงทางตัน แขนถูกฟาดจนเลือดอาบ แบบนี้ไม่ดีเลยสักนิด เธอต้องหาทางพาจิซึรุออกมาก่อนที่แผลของเด็กสาวจะหายไปต่อหน้าต่อตาคนพวกนี้

 

แต่ในตอนนั้น อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่าเธอก็ไม่แน่ใจนัก แต่เหมือนซันนันจะกลับมาได้สติอีกครั้งอย่างยากเย็นด้วยสาเหตุบางอย่าง ตอนนั้นเป็นช่องว่างที่คนอื่นๆ จะรีบเข้าไปคุมตัวไว้ได้ เธอจึงรีบเรียกจิซึรุให้มาหาตนทันที พาเด็กสาวที่ขวัญเสียออกมาจากตรงนั้นโดยเร็วที่สุด

 

รินที่รออยู่ที่ห้องคล้ายตกใจที่เห็นเด็กสาวกลับเข้ามาพร้อมแขนข้างขวาที่เลือดอาบ แต่พอหญิงสาวขอตรวจดูแผลกลับพบว่ามันมีแค่คราบเลือดเท่านั้น จิซึรุมองด้วยความสับสน ดวงตาสั่นไหวรุนแรง

 

“ข้าเป็นอะไรกันแน่คะ?”  เด็กสาวถามเสียงสั่น “ข้าไม่เหมือนคนอื่นใช่ไหม?”

 

ชิซุนไม่ตอบ เธอคิดว่ามาจนถึงตอนนี้แล้ว คงไม่มีทางที่เด็กคนนี้จะไม่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเป็นอันขาด จิซึรุโตมากับเธอและความลับที่เหนือความคาดหมาย ตัวของเด็กสาวที่โตมากับโยเซย่อมหัวไวกับเรื่องแบบนี้ได้เป็นธรรมดา

 

เพียงแต่จะรับได้เมื่อไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

“เราต้องทำแผลให้เจ้า ไม่ให้พวกเขารู้ว่าแผลเจ้าหายแล้ว” รินพูดอย่างนิ่งสงบ “อุปกรณ์ทำแผลอยู่ตรงนั้นใช่หรือเปล่า?”

 

“ค่ะ...”

 

โชคดีเหลือเกินที่รินมาด้วยในคืนนี้ และกว่าจะมีชายหนุ่มสักคนจะเข้ามาหาจิซึรุ พวกเธอก็ทำแผลปลอมเสร็จเรียบร้อยพอดี ฮิจิคาตะ โทชิโซเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งเครียดและเป็นห่วง ในขณะเดียวกันก็แผ่ความกดดันออกมาจนร่างกายรู้สึกหนักอึ้ง

 

“ท่านกินทสึ-”

 

“จะกลับแล้วล่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก” หญิงสาวว่า ก่อนจะหันมาบอกลาน้องสาว “กลับก่อนนะ จิซึรุ”

 

เด็กสาวมีสีหน้าอมทุกจนเกือบจะร้องไห้ ชิซุนรู้ดีว่าเธอไม่ควรที่จะทิ้งอีกฝ่ายไว้ในเวลานี้ เพียงแต่หากเธอยังอยู่ตรงหน้า—บางที ใครคนอื่นก็คงไม่กล้าเข้าใกล้เด็กสาวแสนไร้เดียงสาคนนี้ได้อีกเลย

 

หญิงสาวหันหน้ามาหารองหัวหน้าปีศาจ ชายหนุ่มเองก็คล้ายจะรู้อยู่แล้วว่าเธอกำลังจะพูดเรื่องอะไรออกมา “ได้โปรด อย่าเค้นเอาอะไรที่นางก็ยังไม่รู้—วันหลังข้าจะมาใหม่”

 

แล้วก็เดินออกมา อาจจะเพราะเกิดเรื่องเมื่อครู่เข้า คนอื่นๆ ก็อาจจะวุ่นวายอยู่กับการปิดเรื่อง เธอจึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนที่จะซ่อนตัวจากคนอื่นๆ รินที่เดินอยู่ด้านข้างเองก็เงียบกริบ เหม่อมองรอบด้านออกไปคนละทางกับที่เธอมอง

 

“ที่นี่มีความสุขและความตาย—มีหลายคนที่จะเสียชีวิตลงในการต่อสู้”

 

“เป็นธรรมดาของยุคสมัยที่กำลังจะล่มสลาย” เธอบอก “ช่วงเวลาผลัดเปลี่ยนใกล้เข้ามาแล้ว เราเองก็ต้องปรับการดำเนินชีวิตใหม่ด้วย”

 

“เจ้าจะกลับไปอยู่กับเผ่าเหรอ?”

 

กลับเหรอ?—หญิงสาวยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มเศร้าสร้อยเพียงเสี้ยววิก่อนจะกลับมานิ่งเรียบดังเดิม “ไม่หรอก เผ่าเราเหลือไม่มากแล้ว ตอนนี้คงปะปนอยู่กับมนุษย์ไปหมด”

 

รินพูดอีกครั้ง “จะอยู่กับข้าก็ได้นะ” คุณหมอสาวหัวเราะออกมาเบาๆ “เพราะที่ร้านก็กำลังต้องการผู้ช่วยเหมือนกัน”

 

“—ไว้จะคิดดูอีกที”

 

ไม่อยากรับปาก เรื่องที่ตัวเองไม่แน่ใจเธอไม่อยากรับปากส่งๆ ไปแบบนั้น เป็นการให้ความหวังกับผู้อื่นอย่างลมๆ แล้งๆ หากในตอนสุดท้ายเธอทำไม่ได้ขึ้นมา คนที่จะผิดหวังคืออีกฝ่าย

 

แต่ในตอนนี้น่ะ เธอไม่สามารถมีความคิดที่สงบลงได้อย่างเก่าอีกแล้ว ต้องไม่ใช่กับการเห็นผลที่ใกล้สำเร็จของการทดลองนั่นเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา

 

“ริน เจ้ากลับไปก่อน เดี๋ยวข้าจะตามไป”

 

ว่าจบก็กระโดดไต่ไปตามหลังคาบ้านโดยทันที หน้ากากจิ้งจอกที่เผลอพกมาด้วยถูกยกขึ้นสวมปกปิดใบหน้าที่หวั่นไหวไปด้วยอารมณ์มากมายที่อัดแน่น ผมสีดำถูกย้อมกลับจนกลายเป็นสีเงินยวงอีกครั้งปลิวไสวในสายลม เสียงกระดิ่งอันเป็นเอกลักษณ์ดังไปทุกที่ที่เธอวิ่งผ่าน

 

โกรธเหรอ? อาจจะใช่ สิ้นหวังเหรอ? นั่นก็ไม่ถูก

 

ถ้าจะบอกความรู้สึกจริงๆ ตอนนี้—คงเป็นอยากทำลายมากกว่า

 

ทำลายสิ่งที่ก่อมาจากตัวเอง ทำลายสิ่งที่สร้างขึ้นมาจากพวกพ้อง ทำลายสิ่งที่เหยียบย่ำเผ่าพันธุ์ที่ถูกใช้แล้วทิ้งขว้างเมื่อเป็นผลผิดพลาดไร้ประโยชน์

 

อยากทำลาย—ทำลายสิ่งที่สร้างมาจากการทำลายเผ่าพันธุ์ของตนให้สิ้นซากไปเสีย

 

แม้จะไม่สามารถนำทุกคนกลับมามีชีวิตได้—แต่ก็อาจจะบรรเทาความอัดแน่นในอกนี้ลงมาได้บ้าง

 

อา—ในที่สุดหญิงสาวก็เข้าใจเสียที คาโนะก็คงรู้สึกแบบนี้เช่นกันสินะ ถึงได้ออกไล่ฆ่ามนุษย์ไปทั่ว

 

มันเป็นความรู้สึกแบบนี้นี่เอง

 

ไร้จุดหมาย ไร้ปลายทาง ได้แต่ออกวิ่งต่อไปพร้อมความรู้สึกสับสนที่อัดแน่นอยู่ในอก ไม่มีการเข้าทำร้ายมนุษย์บริสุทธิ์ที่เดินบนทางเปลี่ยว ไม่มีการเข้าไปถามหาใครด้วยความหวาดหวั่น

 

มีเพียงความเย็นเฉียบที่แผ่ออกมาจากตัว และสองขาที่ออกวิ่งอย่างไร้จุดหมายเท่านั้น

 

รู้ตัวอีกทีก็มาหยุดอยู่ที่ริมแม่น้ำไร้ผู้คนเสียแล้ว—ในป่าที่มีแต่ธรรมชาติ เธออยู่ตรงนั้นพร้อมเสียงสะอื้นที่ไร้ที่มาที่ไป

 

เศร้าเหรอ? เธอไม่ได้เศร้า

 

แค้นเหรอ? นั่นก็ไม่ใช่อีก—น่าแปลกจริงๆ ที่ทำไมถึงได้ร้องไห้ออกมา ของเหลวรินไหลออกมา จรดปลายคางก่อนจะหยดลงไปตามขอบหน้ากากสู่ผืนดิน ไม่นานที่ความเย็นจะแช่แข็งให้แม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ชิซุนไม่ได้สนใจ

 

หรือไม่แม้แต่จะสนใจว่ายังมีใครอีกคนที่อยู่ตรงนี้มาก่อนตน ไม่สนถึงอันตรายที่อาจจะเข้ามาหาได้ทุกเมื่อในตอนที่ตัวเองประมาทอย่างในตอนนี้

 

“มันคืออะไรกัน--?”

 

เอ่ยถามกับคนที่อยู่ในเงามืด ลืมแล้วแม้กระทั่งว่าครั้งล่าสุดเคยได้กระทบกระทั่งกันจนไม่อาจเรียกได้ว่ามิตร

 

“นั่นน่ะ—มันคืออะไรกัน?”

 

แค่อยากรู้คำตอบเท่านั้น—แต่ผู้ที่อยู่ด้านหลังก็ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาเช่นกัน ยังคงนิ่งเงียบ เนิ่นนานราวกับนิรันดร์

 

“อยากแข็งแกร่งมากถึงขนาดนั้นเลยหรือ?” เอ่ยถามกับใครกัน? “อยากมีเหนือกว่าคนอื่นๆ ขนาดนั้นเลยหรือ?”

 

ไม่มีใครจะให้คำตอบนี้แก่เธอได้

 

“นั่นน่ะ—“

 

สะอื้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเปล่งเสียงที่แสนเย็นชาออกมา

 

“น่ารังเกียจสิ้นดี”

 

น่าสงสัยแล้วว่าแท้จริงตัวเองยังรักมนุษย์อยู่หรือเปล่า หรือว่าจริงๆ แล้วนั้นมีความรู้สึกด้านลบแฝงอยู่ด้วยกันแน่

 

น่าสงสัย—ว่าที่ตนทำอยู่นี้จะเป็นแค่การหนีความจริง เหมือนกับหน้ากากที่สวมใส่นี่ ปกปิดตัวเอง ปกปิดว่าแท้จริงแล้วใบหน้าของตนกำลังแสดงอารมณ์แบบไหนอยู่ ให้คนอื่นเข้าใจว่ามีแค่ความสงบเท่านั้น ไม่มีความรู้สึกแฝงอย่างอื่นอยู่ด้วย ไม่ต่างอะไรกับการหลีกหนีเลยสักนิด

 

“มนุษย์น่ะอ่อนแอ เพราะอ่อนแอถึงได้กลัวทุกสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ หาทางกำจัดสิ่งที่ตัวเองไม่อาจทำความเข้าใจได้”

 

แม้เธอในตอนนี้จะไม่ได้หันไปมอง แต่ก็รับรู้ได้ว่าเสียงทุ้มลึกปนแววประชดประชันและหยามเหยียดนั้นเป็นของใคร น่าแปลกใจเสียมากกว่าที่คราวนี้ไม่มีการวิ่งหนีหรือการไล่ตามใดๆ เกิดขึ้น—แค่คุยกันเท่านั้น

 

ช่างบังเอิญเหลือเกินที่คาซามะ จิคาเงะจะโผล่มาในเวลานี้ แม้จะรู้ว่าไม่ได้ออกมาเพราะตามรอยเธอมาก็ตาม ยังมีชายหนุ่มร่างใหญ่อีกคนที่หลบอยู่ในเงามืด พวกเขาทั้งสองคงกลับมาจากธุระสำคัญอะไรสักอย่าง แล้วมาเจอกับเธอที่มาหยุดอยู่ตรงนี้กลางทางเป็นแน่

 

“เพราะแบบนั้น เราจึงต้องพาเด็กสาวที่แสนไร้เดียงสานั้นกลับมา”

 

หมายถึงจิซึรุหรือเปล่า? อาจจะใช่ แต่แค่ได้ยินเพียงเท่านั้น ชิซุนก็คิดว่าตัวเองรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมากกว่าเก่า ทับถมเข้ากับเรื่องที่กังวลอยู่ก่อนหน้าจนหายใจแทบไม่ออก

 

ไม่ว่าจะเรื่องของใครก็ตาม ล้วนเป็นคนสำคัญทั้งสิ้น—แต่ถึงจะบอกแบบนั้นออกไป ตัวเธอที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย ก็ไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้อีกแล้ว

 

เพราะเป็นเรื่องในเผ่าพันธุ์—หญิงสาวคิดอย่างนั้นภายใต้หน้ากาก ดังนั้นจึงตอบอกไปว่า

 

“ขึ้นอยู่กับเด็กสาวว่านางจะอยู่ฝ่ายไหน” ก่อนจะหันกลับไป เผชิญหน้ากับชายหนุ่มที่สูงกว่าตัวเองไปหลายเซน “นางไม่ได้เติบโตมากับยักษ์ แต่นางเติบโตมากับมนุษย์ นางมีความรักและนางไม่ใช่คนที่อ่อนแอ”

 

เหมือนจะท้าทายแต่ก็ไม่ใช่ ในคราแรกชิซุนคิดว่าตัวเองจะมองเห็นความเกรี้ยวกราดที่โดนท้าทายจากตัวเอง

 

แต่สิ่งที่อยู่ในดวงตาสีแดงคู่นั้นกลับเป็นความผิดหวัง ความสับสนและความโกรธบางอย่างที่เศร้าหมอง—เป็นสิ่งที่เธอไม่อยากให้มันอยู่ในตัวของชายหนุ่มมากที่สุด

 

“เจ้าคิดแค่เรื่องนั้นสินะ?” คำถามที่คล้ายตัดพ้อ

 

ชิซุนยิ้มเศร้าสร้อยภายใต้หน้ากาก ตอบกลับไปด้วยเสียงที่ราบเรียบที่สุดว่า

 

“ข้าควรจะคิดแค่เรื่องนี้เท่านั้น”

 

ใช่แล้ว คิดให้ได้แค่นี้ เพราะถ้าหากมากกว่านี้--ที่ทำลงไปก็ไม่มีค่า

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #27 itsme9andmyself (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2561 / 23:08

    ><♡คาซามะ

    #27
    0