Fic Hakuouki : Shiro Tsubaki End.

ตอนที่ 6 : 06 ลำธารยามอาทิตย์อัสดง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 542
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    20 มิ.ย. 61

06 ลำธารยามอาทิตย์อัสดง

 



โอซากิ รินยังคงยุ่งอยู่กับกระดาษไม่กี่แผ่นบนโต๊ะทำงานตลอดเช้าจนกระทั่งมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาในร้าน—ไม่สิ จะว่าไม่ได้รับเชิญก็ไม่ใช่ ในเมื่อร้านนี้รับแต่ลูกค้า


ลูกค้าทุกคนที่เป็นคนป่วย


โอคิตะ โซจิเป็นคนป่วย ดังนั้นก็ไม่ใช่แขกไม่ได้รับเชิญ


“กินทสึ ชิซุนอยู่หรือเปล่า?” ชายหนุ่มเดินเข้ามาถามทะลุกลางปล้อง วันนี้ไม่ได้ใส่ฮาโอริสีฟ้ามาเสียด้วย นั่นหมายความว่าเจ้าตัวไม่ได้กำลังงานอยู่


“ทิ้งงานมาเที่ยวมันไม่ดีนะเจ้าคะ...หรือบอกพวกเขาไปว่ามาหาหมอกันล่ะ?” รินหัวเราะเสียงเบา วูบหนึ่งที่เธอเห็นว่าในแววตาสีเขียวนั้นกำลังวาวโรจน์อย่างร้ายกาจ คล้ายสามารถปิดปากใครก็ตามที่หลุดปากเรื่องของตัวเองออกมา


แต่ครู่ต่อมามันก็กลับมาสดใสดังเดิม “ไม่เอาน่า พูดซะข้าเสียหายเลยนะแม่นาง”


“จริงหรือ? ข้านึกว่าข้าพูดความจริงเสียอีกนะ”


เธอมองเห็นอะไรที่มากกว่าที่คนอื่นจะมองเห็น เหมือนอย่างชิซุนที่ไวต่อสัมผัส แม้ว่ารินจะด้อยกว่า แต่เรื่องที่ผิดไปจากปกติที่ร้ายแรง เธอไม่เคยพลาด


โอคิตะ โซจิป่วยร้ายแรง รินได้กลิ่นความทรมานแผ่ออกมาจากร่างของเขา


“เป็นมานานเท่าไรแล้วเจ้าคะ?”


“ข้าแค่มาหาเพื่อนสนิทของเจ้าเท่านั้น แม่นาง...ตกลงว่าอยู่หรือเปล่า?”


“ยังไม่กลับมาน่ะ เห็นว่าจะกลับไปหมู่บ้านตัวเองแล้วจะกลับตอนเย็น”  รินว่าพลางวางกระดาษลงบนโต๊ะ ไร้ความสนใจต่อมันอีก “แล้วมีธุระอะไรเหรอ?”


เธอมองและสังเกต นำมาบวกกันเหตุการณ์เมื่อคืนที่เกิดเรื่องอึกทึกคึกโครมเสียจนนอนไม่ได้ ถึงแม้ว่ารินจะเป็นกังวลอยู่ทั้งคืนจนไม่ได้นอนเลยก็ตาม แต่ในช่วงเช้าก็มีการประกาศข่าวใหม่และผลงานชิ้นโตของกลุ่มชินเซ็นกุมิแพร่ไปทั่วทั้งเกียวโต


จะบอกว่าเมื่อคืนชิซุนเจอเข้ากับพวกเขาอย่างนั้นเหรอ?


หรือว่าจะมีใครเผลอไปรู้ตัวจริงของอีกฝ่ายกันนะ? หรือจะเป็นชายคนนี้?


รินหรี่ตาสำรวจมองอย่างแนบเนียน เธอไม่เคยสงสัยเลยว่าคนอย่างโอคิตะ โซจิเป็นเป็นคนอันตรายที่ซ่อนกรงเล็บเอาไว้ใต้รอยยิ้มที่แสนซื่อนั้น ถ้าหากเขาคนนี้เกิดรู้เรื่องของพวกเธอขึ้นมาคงได้ยุ่งยากแน่ๆ


“แหม...”


ก่อนที่อีกฝ่ายจะได้พูดอะไรออกมา เด็กสาวในคราบเด็กหนุ่มก็พรวดพราดเข้ามาอีกคน ยูคิมูระ จิซึรุมีใบหน้าที่แตกตื่น หอบหนัก คงเพราะวิ่งมาจากที่ไหนไกลๆ สักที่


“จิซึรุจังอยากเจอพี่สาวของนางน่ะสิ”


“...โกหกสินะเจ้าคะ?”


“ข้าไม่ใช่คนขี้โกหกนะ”


เห็นชัดๆ ว่าโกหกน่ะ—แต่ก็คงได้แค่คิดเท่านั้นก่อนจะหันไปถามไถ่เด็กสาวแทน “มาหาชิซุนเหรอคะ จิซึรุ?”


เด็กสาวสะดุ้งตัวโยน หันไปแลโอคิตะที่ยืนยิ้มให้อยู่ข้างๆ แล้วตอบเธอมาอย่างตะกุกตะกัก “ค—ค่ะ ท่านพี่อยู่หรือเปล่าคะ?”


ไหลไปตามน้ำสินะ—รินยิ้ม “ไม่อยู่หรอก กลับบ้านเกิดน่ะ ตอนเย็นคงกลับ จะรอนางหรือเปล่าล่ะ?”


“เอ๋ บ้านเกิดเหรอคะ? ท่านพี่ไม่เคยเล่าให้ฟังเรื่องที่บ้านเกิดเลย”


จะบอกดีหรือเปล่านะ—รินมองสองคนตรงหน้า โดยเฉพาะกับชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะเก็บอะไรมากมายเอาไว้จนไม่น่าไว้วางใจ แต่แค่บอกไปก็คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง? เธอคิดอย่างนั้นจึงได้บอกออกไปว่า


“แค่หมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักน่ะ ตอนนี้ถูกทำลายไปหมดแล้วเพราะไฟไหม้น่ะ” รินว่า ดวงตาอ่อนแสงลงชั่วครู่ “เห็นบอกว่าอยากจะไปบอกทุกคนน่ะว่าหาเพื่อนเจอแล้ว”


เพื่อน ที่ตอนนี้กำลังไล่ฆ่ามนุษย์...รินเพียงต่อคำให้กับตัวเองในใจ


สุดท้ายแล้วดูเหมือนจิซึรุจะคิดไปเองว่าตัวเองไม่ควรพูดถึงเรื่องนี้อีก เด็กสาวจึงขอตัวกลับก่อนแล้วแค่ฝากความคิดถึงทางเธอแทนเท่านั้น หญิงสาวยิ้มรับพลางโบกมือลา ช่างเป็นเด็กสาวที่ไร้เดียงสาและน่าเอ็นดู รินไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชิซุนจะเอ็นดูและดูแลเด็กคนนี้มาได้นานขนาดนี้ ให้ความรู้สึกเหมือนมีน้องสาวไม่มีผิด


ก่อนจะเหลือบแลไปมองอีกคนที่ดูยังไงก็ทำใจมองเป็นน้องชายไม่ได้เลยสักนิด


“ท่านโอคิตะเจ้าคะ” รินร้องเรียกชายหนุ่มที่กำลังจะเดินออกไปจากร้าน ถึงยังไงซะ ด้วยจรรยาบันของหมอ เธอก็ไม่อาจปล่อยให้คนไข้อาการหนักลงโดยไม่ทำอะไรไม่ได้ “รอสักครู่”


หญิงสาวกลับเข้าไปด้านใน ในห้องเล็กๆ อีกห้องที่เก็บยาสมุนไพรเอาไว้เพียงไม่กี่อย่าง นำห่อกระดาษเล็กๆ ออกมาไม่กี่ห่อมาให้ชายหนุ่มที่ยืนมองด้วยความไม่เข้าใจ และดูเหมือนจิซึรุก็จะรู้อาการที่ย่ำแย่ลงของชายหนุ่มด้วยเช่นกัน เด็กสาวที่ยืนมองอยู่ด้านนอกจึงทำสีหน้าเป็นกังวลไปด้วย


อย่างนี้นี่เอง—ปิดไม่ให้ใครรู้สินะ


“ข้าบอกแล้วว่าข้า—“


“ไม่ใช่ยาหรอกเจ้าค่ะ นี่แค่ใบชาที่เอาไว้ผสมดื่มก่อนนอนเท่านั้น ช่วยให้สดชื่นขึ้นนะเจ้าคะ” รินยิ้มอ่อนๆ ดวงตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย คล้ายกับจะมองให้ทะลุให้ถึงจิตใจ “ได้ข่าวว่าทำงานหนัก นี่แค่ของตอบแทนเท่านั้น รับไว้เถอะซามูไรเอ๋ย”


 ซามูไรหนุ่มจ้องมอง เป็นชั่ววินาทีที่รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าที่หล่อเหลา “เจ้าเป็นใครกันแน่ โอซากิ ริน?”


รินเพียงแค่ยิ้มรับบางๆ เอ่ยส่งท้ายลูกค้ายามออกจากร้านจนกระทั่งบานประตูเลื่อนงับปิดสนิท


พลางตอบคำถามนั้นเพียงลำพังว่า


“ลูกครึ่งภูตที่ถูกทอดทิ้งเจ้าค่ะ ท่านซามูไร”

 

 

 



ที่นี่เคยงดงามมาก่อน ชิซุนเดินผ่านพื้นดินที่มีแต่หญ้ารกชัฏ


ที่นี่เคยมีชีวิตมาก่อน หญิงสาวเดินผ่านเศษซากที่เคยก่อร่างเป็นบ้านพักอาศัยมาก่อน ในครั้งหนึ่งที่เธออาศัยอยู่ที่นี่


และที่นี่—เคยเป็นบ้านของเธอมาก่อน


หญิงสาวหยุดอยู่ที่บริเวณหนึ่ง สิ่งก่อสร้างที่พังทลายลงตามกาลเวลา เถาวัลย์และต้นไม้มากมายกำลังกลืนกินให้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ กลับคืนสู่ผืนดินที่เคยให้กำเนิด


“กลับมาแล้วค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่ แล้วก็...ทุกคนด้วย” พูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ ไร้เสียงสรรพสิ่งที่จะเอื้อนเอ่ยกลับมา


เธอรู้ดีว่าจะเป็นแบบนั้น เพียงแค่ที่พูดนั้นเพราะอยากจะให้วิญญาณของที่นี่รับรู้เท่านั้น ตามคำสาบานของตัวเธอที่จะไม่ให้ใครต้องตายอีกเป็นคนต่อไป


“ข้าเจอคาโนะแล้วนะ เจ้านั่นเกเรอีกแล้วล่ะ ออกไปรังแกพวกมนุษย์ด้วยทั้งๆ ที่พวกผู้เฒ่าก็ย้ำนักย้ำหนาว่าเราไม่รังแกพวกเขาน่ะ...แต่ไม่ต้องห่วงหรอก คราวหน้าถ้าข้าจับเขาได้ ข้าจะลากเขากลับบ้านของเราล่ะ”


ก็แค่ทำเพื่อให้ตัวเองสบายใจเท่านั้น แค่บอกไป แค่พูดสิ่งที่ตัวเองจะทำออกไป ไม่หวังให้ใครตอบทั้งนั้น—ไม่จำเป็นต้องมีคนฟัง


เพราะคนที่รอฟังน่ะ—ไม่มีอยู่แล้ว


ดังนั้น แค่เดินทางมาบอก แล้วก็กลับไปที่ร้านขายยาดังเดิม แค่นั้นก็เสร็จธุระของเธอแล้วล่ะ อีกอย่างหนึ่ง เพราะไม่ได้พักผ่อนมาเลยตั้งแต่เมื่อคืน แล้วยังต้องหนียักษ์ตนนั้นที่ไล่ตามอีก ตอนนี้ชิซุนรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน พรุ่งนี้เธอคิดเอาไว้ว่าคงต้องขอรินช่วยงานแค่ตอนบ่ายเสียแล้ว


หญิงสาวเอื้อมหยิบหน้ากากจิ้งจอกขึ้นมาสวม ในตอนนี้เธอไม่ได้ปลอมอยู่ในร่างมนุษย์ ทั้งเส้นผมและสีตาก็เป็นสีเงินและน้ำแข็ง เพราะต้องออกวิ่งอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ใครตามเจอ การคงสภาพอยู่ในร่างมนุษย์จะสร้างความลำบากกับร่างกาย


แสงอาทิตย์เริ่มอัสดงแล้วตอนที่เธอเข้าเขตป่าเกียวโต อีกไม่นานก็จะผ่านแม่น้ำที่ตัดผ่านสองฝั่งที่เมื่อไม่นานมานี้เกิดเรื่องจนสะพานชำรุด


แต่ตอนนั้น—จะเพราะสัมผัสที่ทื่อลงก็แล้วแต่


หรือจะเพราะความเหนื่อยล้าก็ใช่


ชิซุนช้าไปที่จะสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นไออันตรายอยู่แถวนั้นด้วย


ตัวเธอที่เผลอก้าวเท้าลงหนักไปจึงทำให้เกิดเสียงดังที่พอจะเรียกความสนใจได้ และในเสี้ยววินาทีก่อนจะรู้ตัว ร่างทั้งร่างก็กระแทกเข้ากับต้นไม้เนื้อแข็งเสียแล้ว


หัวรู้สึกมึนงงและอื้ออึง


“เจ้าอีกแล้วเหรอ?”


เป็นเสียงทุ้มเย็นที่คุ้นเคย เงามืดที่ทาบทับลงมาก็แผ่กลิ่นไออันตรายออกมาจนหญิงสาวต้องตื่นตัว คนที่เหวี่ยงเธอกระแทกต้นไม่คือคาซามะ จิคาเงะนั่นเอง


“ถ้าอย่างนั้นก็พอดีเลย” คมดาบจ่อเข้าที่คอ เกือบจะแนบลงไปจนได้เลือด “เด็กนั่นเรียกเจ้าว่า กินทสึ ชิซุนสินะ...โยเซ?”


เด็กนั่น—จิซึรุสินะ?


อดไม่ได้ที่จะก่นด่าตัวเองว่าประมาทเกินไป ตัวเธอนั้นก็รู้ดีอยู่แล้วว่าคนตรงหน้านี้ไหวพริบดีขนาดไหน แต่ถึงอย่างนั้นพอเจอหน้ากันจริงๆ ก็ยังใจอ่อนให้อยู่เรื่อยไปจนได้


ตอนนี้ก็ซวยขึ้นมาจริงๆ แล้วไง


“ข้าไม่มีอะไรจะให้หรอกนะ”


“แค่คำตอบเดียว อย่างซื่อสัตย์” ชายหนุ่มว่า “เจ้าหรือโยเซตัวไหน ทำอะไรกับความทรงจำของข้า?”


เผลอชะงัก ไหล่กระตุกขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่อีกฝ่ายก็มองเห็นเสียแล้ว


“ใช่จริงๆ สินะ” น้ำเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่อันตราย “คืนมันมาซะ”


“...ไม่ได้” หญิงสาวตอบเสียงอู้อี้ในลำคอ “ข้ากินมันไปหมดแล้ว”


หน้ากากโดนปัดออกโดยแรง ใบหน้าหันไปตามแรงเหวี่ยงนั้นจนรู้สึกชาหนึบ แม้ในเวลาไม่นานมันจะหายก็ตามที แต่ชิซุนกลับรู้สึกว่าความรู้สึกนั้นยังคงแนบอยู่บนผิวเธอไม่หายไปไหน


ใบหน้าจริงๆ ของเธอ หันกลับไปช้าๆ เพื่อให้ชายหนุ่มมองเห็นชัดเจน


และมุมมองที่ไม่มีอะไรมีขวางกั้น เธอก็มองเขาได้เต็มตาเช่นเดียวกัน


ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด—ไม่สิ เหมือนจะดูดีขึ้นหรือเปล่านะ ใบหน้าคมขึ้น ไม่เหมือนตอนนั้นที่สวยอย่างกับเด็กผู้หญิง ดวงตาก็คมกริบน่ามองจนไม่อาจละสายตาได้เลย


แต่ก็เผลอคิดขึ้นมาไม่ได้เช่นกัน—ว่าเธอชอบดวงตาสีทองที่เป็นร่างจริงๆ ของอีกฝ่ายมากกว่า แต่ตอนนี้ไม่เหลือเวลาให้เธอได้คิดมากนักแล้ว


“ถ้าอย่างนั้น...ถ้าข้าฆ่าเจ้าซะ มันจะกลับคืนมาหรือเปล่า?”


คมดาบกลับขึ้นจ่ออีกครั้ง กับดวงตาสีแดงที่วาวโรจน์


คำถามที่น่ากลัว—ชิซุนกำมือแน่นก่อนจะตอบออกไปตามตรง “ได้สิ...ถ้าข้าตาย ความจำจะคืนกลับไป”


ตอนนี้คิดอะไรอยู่นะ? แต่มันคงไม่สำคัญอีกแล้วล่ะ เพราะถ้าจิคาเงะลงดาบ เธอก็คงไม่ได้คิดมากอะไรนอกจากหนี


ชายหนุ่มเงื้อมดาบขึ้น โดยมีหญิงสาวมองตามด้วยดวงตานิ่งสงบ แต่ถึงอย่างนั้นก็สั่นไหวเช่นเดียวกันคล้ายกับจะร้องไห้ เธอจ้องไปที่ใบหน้าของเขา มองใบหน้าที่อ่านอารมณ์ไม่ออกอย่างรอคอย


จนกระทั่งใบดาบฟาดลงมา!


ปัก!


ชิซุนไม่ได้หลับตา ไม่แม้แต่จะกระพริบตา หญิงสาวไล่มองไปตามใบดาบ มองเนื้อไม้ข้างๆ ที่ถูกฟัน ก่อนจะกลับไปมองเจ้าของดาบอีกครั้งด้วยใบหน้าที่คิดว่านิ่งเฉยที่สุดเท่าที่ตัวเองจะสามารถทำได้


แค่ใบหน้าของชายหนุ่มก้มต่ำ อยู่ใกล้แค่เอื้อมจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ติดขัด—ไม่ใช่เพราะหายใจไม่ออก แต่เพราะกำลังสับสนอยู่ต่างหาก


นั่นเพราะเธออีกหรือเปล่า? เพราะเธอที่ปรากฏตัวต่อหน้าเขาอีกครั้งหรือเปล่า?


แค่คิดก็รู้สึกชาที่ปลายนิ้วเสียแล้ว ชิซุนควรจะทำยังไงกับสถานการณ์ที่หนีไม่ได้อย่างนี้ดีนะ


“งั้นก็บอกมาอย่างเดียว...” จิคาเงะว่า ยังคงก้มหน้าไม่แลมองเธอเลยสักนิด


นั่นก็ดีแล้ว อย่าได้เงยหน้าขึ้นมาตอนนี้เลย


อย่ามองเลยว่าตอนนี้เธอกำลังทำหน้ายังไง กำลังใกล้จะร้องไห้แค่ไหน แล้วก็คำถามที่คล้ายใบมีดคมกริบนี่


“ทำไมถึงลบความทรงจำของข้า แล้วทำไม...”


อย่าพูดมันออกมา...ชิซุนขอร้องอยู่ในใจ


ยามที่ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมา จดจ้องเข้ากับดวงตาสีน้ำแข็งที่เริ่มแดงก่ำของเธอ ราวกับมีบางอย่างที่กรีดร้องออกมาจากด้านใน แล่นพล่านไปทั่วร่างจนเจ็บปวด


“ข้าถึงได้ลบกลิ่นไอของเจ้าออกไปไม่ได้สักที”


พอแล้ว...ไม่อยากได้ยินแล้ว


ไม่อยากมอง...ดวงตาสีแดงนั่นอีกแล้ว


ริมฝีปากขบเม้มกันจนเจ็บ แต่สุดท้ายคนที่เป็นฝ่ายหลีกหนีสายตากลับเป็นเธอเสียเอง น่าขันนัก ทั้งๆ ที่คิดว่าตัวเองด้านชาพอที่จะไม่รู้สึกอะไรแล้วเสียอีก แต่สุดท้ายก็หนีสัญชาตญาณและความรู้สึกอ่อนหัดนี่ไม่พ้นจนได้


“นั่นเพราะ...” อยากถามอะไรมา เธอจะตอบ


อยากรู้นัก เธอก็จะมอบให้


“ข้าคือคนที่ทำให้เจ้าเกือบถูกทั้งมนุษย์และโยเซฆ่าน่ะสิ”


แต่ไม่มีวันเสียหรอกที่จะรู้คำตอบของคำถามข้อหลัง


เธอจะฝังมันไว้จนกว่าตัวเองจะพังทลายลง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #17 นกที่บินผ่านมา (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 กันยายน 2561 / 21:05

    รู้สึกถึงความดราม่า

    #17
    1
    • #17-1 Tiaros(จากตอนที่ 6)
      26 กันยายน 2561 / 14:36
      กลิ่นไอที่ค่อยๆ โชยมา..
      #17-1
  2. #11 faza205317 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 กันยายน 2561 / 18:34
    ทำไมเหมือนจะดราม่า บรรยายดีมากเลยค่าา พึ่งเจอเราจะติดตามน้าาา
    #11
    1