Fic Hakuouki : Shiro Tsubaki End.

ตอนที่ 8 : 08 ค่ำคืนแห่งการรวมตัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 484
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 53 ครั้ง
    30 มิ.ย. 61

08 ค่ำคืนแห่งการรวมตัว

 

 

ยักษาสาวถูกโอบอุ้ม

 

ในค่ำคืนแห่งความบ้าคลั่ง

 

 

 

ราเซ็ตสึ—ชื่อที่พักนี้ได้ยินบ่อยจนหนาหูจากพวกซามูไรในชุดฮากามะสีฟ้าคราม นั่นอาจจะเป็นชื่อที่ใช้เรียกอสูรร้ายตนนั้นที่เธอเห็นหรือเปล่านะ? อาจจะใช่ เพราะดูเหมือนจิซึรุเองก็คล้ายจะรับรู้เรื่องนี้กับเขาไปด้วย แม้เด็กสาวจะแสดงถึงความกังวลใจออกมา แต่ก็มีความโล่งอกอยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน

 

โอคิตะ โซจิที่พักนี้แวะมาที่ร้านยาของรินเป็นประจำก็ดูจะไม่ได้เอาความหรือคาดคั้นให้เธอปิดเรื่องที่เห็นคืนนั้นเป็นความลับอีกต่อไปแล้ว เอาแต่ดื่มชาและยิ้มเงียบๆ มองเพื่อนสาวของเธอทำงานเท่านั้น

 

“ท่านจะไม่ว่างไปหน่อยหรือไง?” มีครั้งหนึ่งที่ชิซุนอดถามขึ้นมาไม่ได้ เธอพึ่งไปซื้อดังโงะจากร้านประจำกลับมา หวังว่าจะเอาไว้ทานตอนช่วยงานรินให้เสร็จก่อนเย็น โชคดีที่คิดไว้แล้วว่าชายคนนี้ต้องมาอีกแน่ๆ จึงได้ซื้อเผื่อเอาไว้ส่วนหนึ่ง

 

ซึ่งก็ไม่ได้หวังให้มาอย่างที่ตัวเองคาดเดาสักเท่าไรหรอก

 

“วันนี้เวรฮาราดะคุงน่ะ” ว่าแล้วพร้อมรอยยิ้มกว้างที่พักหลังๆ มานี้เธอเริ่มจะเบื่อหน่ายกับมันเสียแล้ว “วันนี้ว่าง ซ้อมดาบข้าก็ซ้อมไปแล้วด้วย”

 

“ถ้าอย่างนั้นก็กลับไปได้แล้ว”

 

“โกรธเหรอ วันหลังข้าพาจิซึรุจังมาด้วยก็ไดนะ ชิซุนจัง”

 

“...”

 

สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการปล่อยเลยตามเลย โอคิตะไม่ได้พาจิซึรุมาได้จริงๆ อย่างที่ว่าเอาไว้ ชิซุนเองก็พึ่งมารู้เช่นกันว่าเด็กสาวต้องออกไปลาดตระเวนกับหัวหน้าทุกหน่วยเพื่อตามหาเบาะแสพ่อของตัวเองต่อ ดังนั้นจึงกลายเป็นว่าเธอพบชายหนุ่มคนนี้มากกว่าน้องสาวตัวเองเสียอีกในรอบสัปดาห์

 

“จะว่าไปแล้วนะ จิซึรุได้เล่าให้เจ้าฟังหรือเปล่าว่าช่วงนี้นางเหมือนจะโดนตามระรานน่ะ”

 

มือที่รินน้ำชาชะงักไปครู่หนึ่ง “ระราน?”

 

โอคิตะยิ้มกว้างจนตาหยี

 

“เจ้ารู้จักคนที่ชื่อคาซามะ จิคาเงะหรือเปล่า? หมอนั่นเป็นฝั่งซัตสึมะ แต่เหมือนจะมาที่นี่ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่างน่ะ”

 

“...คิดจะหลอกถามข้าหรือเปล่า ท่านซามูไร?”

 

สายตาของโอคิตะบอกอย่างนั้น หากเธอเผลอบอกออกไปแต่เพียงน้อยนิด เธอเองก็คงเดือดร้อนเช่นกัน จิคาเงะต้องทำอย่างที่ว่ามาแน่ๆ—อีกฝ่ายจะพาจิซึรุกลับเผ่าอย่างแน่นอน เธอคิดแบบนั้น ไม่แปลกใจเท่าไรที่ได้ยินข่าวทำนองนี้

 

“ไม่รู้สิ”

 

รินวางม้วนกระดาษในมือลงเสียงเบา “ถึงเกี่ยวด้วย ไม่เกี่ยวด้วยก็เข้าไปยุ่งไม่ได้อยู่ดีไม่ใช่เหรอ ท่านโอคิตะ” หญิงสาวหันมาเผชิญหน้า “เอาล่ะ ได้เวลาตรวจแล้ว”

 

โอคิตะหันมายิ้มให้พร้อมหัวเราะ “ข้าบอกไปแล้วนะว่าข้าไม่ได้ป่วย ท่านหมอ”

 

“ข้าปล่อยให้มีคนจากที่ไหนไม่รู้ว่าทานของว่างฟรีๆ ไม่ได้หรอก อย่างน้อยก็ถือว่าเห็นใจหมอหญิงที่ตอนนี้ไม่มีใครยอมรับหน่อยไหม?”

 

ถึงจะเหมือนคำล้อเล่น แต่นั่นก็คือความจริง ในแววตาของโอคิตะ โซจิเหมือนวูบไหวไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาสดใสอีกครั้ง ขยับเข้าไปใกล้รินเป็นการยินยอมให้อีกฝ่ายตรวจ หญิงสาวยิ้มน้อยๆ คล้ายดีใจอยู่วูบหนึ่ง ยกมือขึ้นจับข้อมือของชายหนุ่ม “ขออนุญาต” แล้วแตะลงที่ข้อมือเพื่อวัดชีพจร

 

ชิซุนมองดูพร้อมทานดังโงะไปพลาง สายตาของเธอมองเห็นว่ารินไม่ได้แค่วัดชีพจรอย่างที่คนอื่นมองเห็น การรับรู้กลิ่นไอของทุกอย่างของหญิงสาวนั้นเฉียบคม

 

โดยเฉพาะ ความตาย และ ชีวิต

 

นี่เป็นการตรวจโดยลูกครึ่งโยเซ วิธีการจึงต่างไปจากหมอมนุษย์โดยสิ้นเชิง แต่แค่คนที่โดนตรวจนั้นไม่ณู้เท่านั้นเอง

 

“ดีขึ้นแล้ว...” รินว่าพร้อมลดมือลง “อยากได้ชาของข้าอีกไหม ท่านโอคิตะ?”

 

ชายหนุ่มคล้ายแปลกใจอยู่นิดหน่อย แต่ก็ล้อเล่นกลับไปดังเดิมว่า “—เจ้าคิดจะวางยาหัวหน้าหน่วยที่ 1 แห่งชินเซ็นกุมิหรือเปล่า ท่านหมอ?”

 

“อาจจะใช่” รินว่า “เอาใบชาไปอีกไหม?”

 

“เอาสิ”

 

เอาเป็นว่า ชิซุนไม่เคยทำความเข้าใจสองคนนี้ได้เลยสักนิด

 

สุดท้ายแล้ว โอคิตะก็เหมือนจะมาเที่ยวเล่นจนพอใจแล้ว ชายหนุ่มกลับไปพร้อมห่อใบชาที่รินจัดเตรียมไว้ให้อย่างอารมณ์ดี

 

เธออยากรู้จริงๆ ว่าถ้าชายหนุ่มรู้ว่าใบชานั้นเป็นอะไร เขาจะยังรับมันไปทานอยู่หรือเปล่านะ หญิงสาวหันไปมองหมอหญิงที่ทำเป็นจัดกระดาษที่อยู่บนโต๊ะทำงานไม่รู้เรื่องราว ชิซุนขมวดคิ้วคิ้วน้อยๆ จนแทบมองไม่เห็น รู้สึกหงุดหงิดสายตาขึ้นมาแปลกๆ

 

“มันแพงนะ ข้าอุตส่าห์เดินไปซื้อมาให้เจ้าเลย” เธอว่า “เอาให้เขาง่ายๆ แบบนี้ใจดีเกินไปแล้ว ถ้าคนอื่นป่วยขึ้นมาจะเอาอะไรไปให้ล่ะ”

 

“ดูจากลูกค้าของข้าที่มีมนุษย์แค่ไม่กี่คนแล้วก็ถือว่าคุ้ม” รินยักไหล่ “อย่างน้อยก็ไม่ต้องปล่อยทิ้งไว้ให้เสียของ”

 

“เพราะเขาป่วยหนักเหรอ?”

 

“เพราะเขาบังเอิญมาเจอข้าต่างหาก”

 

เธอก็ยังไม่เข้าใจโอซากิ รินอยู่ดีนั่นแหละ

 

 

 

 

 

ค่ำคืนนี้หมอกลงจัดเสียจนมองไม่เห็นทาง—ดูไม่เป็นลางที่ดีสำหรับคนที่ต้องเดินบนทางเดินเลยสักนิด

 

และนั่นอาจรวมถึงจิซึรุเองด้วย

 

เด็กสาวสังหรณ์ใจแปลกๆ ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำที่โอเซ็นจังมาหา พร้อมกับความลับที่เธอพยายามปิดเหล่าชายหนุ่มมาตลอดกลับถูกบอกเล่าสู่ทุกคนจนเกือบจะหมดเปลือก

 

ถึงตัวตนของเหล่ายักษ์ที่ไม่เคยอยากยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ รวมทั้งเรื่องของคาซามะ จิคาเงะที่เป็นถึงเลือดบริสุทธิ์ที่แข็งแกร่ง...และเธอเองก็เช่นกัน

 

ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นยักษ์สาวที่มีชีวิตเยี่ยงมนุษย์คนหนึ่ง

 

นั่นทำให้เธอเป็นกังวลขึ้นมา—ว่าพวกเขาจะมองเธอเปลี่ยนไปหรือเปล่า จะมองเป็นคนอื่นไปหรือเปล่า

 

เด็กสาวสับสน ถึงฮิจิคาตะซังจะบอกชัดเจนว่าเธอสามารถอยู่ที่นี่ได้ก็ตามที แต่ถ้านั่นจะทำให้พวกเขาเดือดร้อนอีกล่ะ จิซึรุควรจะทำยังไงดี?

 

แต่เธอก็ไม่อยากไป—ถึงตอนนั้นเธอควรจะทำยังไงกันดีนะ?

 

ในตอนนั้นเองที่รู้สึกคล้ายมีความเย็นยะเยือกพัดผ่านเข้ามาในห้อง สัญชาตญาณร้องบอกอย่างตื่นตระหนกว่ากำลังเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นสักที่ เด็กสาวรีบผุดลุกขึ้น ตัดสินใจอย่างมาดมั่นในวินาทีถัดมาว่าควรจะทำอะไรในเวลานี้ ในตอนที่เธอยังสามารถอยู่กับทุกคนได้ เธอจะไม่มีวันทอดทิ้งพวกเขาอย่างแน่นอน

 

ดาบสั้นที่เป็นของดูต่างหน้าของท่านพ่อคาดไว้ที่เอว ก่อนจะเปิดประตูแล้วเดินออกไป เด็กสาวได้ยินเสียงดาบปะทะกันขึ้นเรื่อยๆ มีเสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ที่คุ้มคลั่งให้สั่นสะท้าน

 

ราเซ็ตสึหรือ?—พวกเขาทำไมถึงใช้ราเซ็ตสึล่ะ? เด็กสาวอดสั่นกลัวขึ้นมาไม่ได้ ยังคงจำติดตาถึงคราวของซันนันซังที่เกือบฆ่าเธอในค่ำคืนนั้น

 

แต่ในเวลาต่อมาก็มีซามูไรท่านหนึ่งวิ่งมาทางตน ร้องอย่างเป็นห่วงเป็นใยว่า “เจ้าออกมาไม่ได้นะ!” พร้อมจับข้อมือของเธอแล้วพาวิ่งไปอีกทางหนึ่ง “พวกมันจะมาเอาตัวเจ้า ต้องพาหนี!

 

เพียงแค่นั้นก็พาลให้ใจตกวูบได้แล้ว ใบหน้าคมคายของยักษ์หนุ่มปรากฏขึ้นมาในหัว พวกเขาต้องเจอกับคาซามะอย่างนั้นเหรอ?

 

จะหยุดเขาคนนั้นได้หรือเปล่านะ ในสภาพแบบนั้นน่ะ?

 

“คนอื่นๆ ล่ะคะ!” เด็กสาวถาม

 

แต่ก็ต้องชะงักลงไปอีกครั้ง สัมผัสได้ถึงกลิ่นไอคนอื่นนอกจากตัวเธอเองและซามูไรข้างตัว ครั้นพอหันกลับไปช้าๆ ก็เป็นอันต้องชะงักค้างไปอีก

 

เพราะตรงหน้า คือประกายเรืองรองสีแดงฉานที่กำลังคืบใกล้เข้ามาจากเงามืด เมื่อพ้นออกมาจากเงาแล้วก็พบว่าเป็นร่างสูงของคนที่ตนกำลังคิดหาพอดี

 

คาซามะ จิคาเงะอยู่ตรงหน้าแล้ว

 

และทุกอย่างของจิซึรุก็กลายเป็นสีดำสนิท

 

 

เสียงดาบดังไปทั่วลานด้านหน้า การปะทะที่ทำให้รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาในใจของทุกคนที่อยู่ตรงนั้น แม้จะมีแค่พวกหัวหน้าหน่วยที่มีฝีมือที่ยอดเยี่ยมก็ตามที แต่พวกเขาก็พึ่งตระหนกมาไม่นานเช่นกันว่าที่ตนเคยปะมือมาก่อนนั้นไม่ใช่มนุษย์อย่างที่เคยคิด

 

หนึ่งคนจากซัตสึมะ และอีกคนจากโจชู—ทั้งหมดไม่ได้มา เพราะเรื่องของฝ่ายที่ตนเข้าข้าง แต่เป็นเรื่องเผ่าพันธุ์ที่พวกเขาไม่มีความเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย

 

แต่ว่า—เหล่าชินเซ็นกุมิต่างคิดอย่างพร้อมเพียง นางเองก็เป็นหนึ่งในพรรคพวกของตนเช่นกัน

 

เพราะแบบนั้น จึงหันคมดาบเข้าหาอย่างไม่เกรงกลัว และไหนจะน้ำโอจิมิซึที่ทรงพลัง สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ฝ่ายตรงข้ามเมื่อได้เห็นเหล่าราเซ็ตสึที่มีพลังเทียบเท่ากันก็พอบอกให้พวกเขารับรู้ได้แล้ว—ว่าตนยังสู้ได้ ไม่ได้เสียเปรียบ ยังไม่ได้แพ้

 

ซันนันซังสร้างความเสียหายให้กับสองคนนั้นได้ไม่มากนัก แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าเข้ามาด้วยเช่นกัน ส่วนฮาราดะ ซาโนะสุเกะก็สามารถปะมือกับชิรานุอิ เคียวได้อย่างสูสีโดยไม่ต้องพึ่งโอจิมิซึอีกด้วย

 

ทุกอย่างดูจะเป็นต่อได้จนกระทั่งคาซามะ จิคาเงะปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับร่างสลบสไลไม่ได้สติของเด็กสาวที่พวกเขากำลังจะปกป้อง!

 

“จิซึรุ!” ฮิจิคาตะเป็นคนแรกที่ร้องตะโกน พุ่งเข้าใส่พร้อมตวัดดาบใส่

 

ยักษ์หนุ่มกระโดดหลบ ก่อนจะหายตัววาบไปโผล่อีกที่ภายในพริบตาพร้อมกับรอยยิ้มร้ายที่ฮิจิคาตะไม่คิดที่จะชอบเลยแม้แต่น้อย ร่างของเด็กสาวถูกพิงไว้กับรูปปั้นหิน ก่อนที่คาซามะจะชักดาบออกมา โต้กลับอย่างรับคำท้า

 

หนักหน่วง—คือความคิดทุกขณะที่ดาบปะทะกันของฮิจิคาตะ รองหัวหน้าปีศาจแห่งชินเซ็นกุมิ

 

นี่น่ะเหรอ คือยักษ์?

 

แตกต่างกันขนาดนี้เชียวเหรอ?

 

คิดอย่างเจ็บใจ ตนแม้จะเก่งเชิงดาบอย่างน่ากลัว แต่หากมีพลังน้อยกว่าก็ไม่สามารถเอาชนะได้เลย เพราะยังไงซะ ฝ่ายตรงข้ามก็ใช่ว่าจะอ่อนทักษะด้านนี้ กลับกันแล้ว คาซามะ จิคาเงะเก่งในระดับเทียบเคียงกับซามูไรฝีมือดีทีเดียว

 

คิดอย่างเจ็บใจกับตัวเอง—หากมีพลังมากกว่านี้ล่ะก็—ฮิจิคาตะคิดขณะรับดาบที่พุ่งเข้าใส่

 

ถ้ามีพลังมากกว่านี้ เขาก็จะชนะได้

 

แต่ในตอนที่เขาแทบจะไม่ไหวแล้วนั่นแหละ ขารู้สึกล้าจนคิดว่าดาบที่พุ่งเข้ามาคงแทงโดนตนแน่ๆ ฮิจิคาตะพลันถูกเด็กสาวที่ตนกำลังปกป้องอยู่ผลักพร้อมร้องตะโกน เลือดของเธอสาดกระเซ็น ไหล่โดนถากลึกจนน่ากลัว

 

มันเกิดขึ้นเร็วมาก—มีบางอย่างที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน

 

คาซามะที่ชะงักเพราะแทงโดนจิซึรุเป็นคนแรกที่ชะงัก รอยยิ้มที่เคยประทับบนใบหน้าหายสิ้นไปพร้อมกับลดดาบลงอย่างน่าสงสัย

 

“อย่าเข้ามาสอดเรื่องของพวกข้า”

 

ในตอนแรกนึกว่าจะพูดกับเขาเอง แต่ก็ไม่ใช่ อามากิริกับชิรานุอิก็หยุดลงอย่างไร้สาเหตุเช่นกัน สองยักษ์ที่เคยปะดาบกับฮาราดะและกองทัพราเซ็ตสึกลับไปอยู่ในท่าตั้งรับ มองรอบข้างด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นกว่าเก่า หรืออาจจะรวมถึงจิซึรุด้วยก็ตามที เด็กสาวไหล่สะท้าน เกาะเขาแน่นด้วยความกลัวต่อบางอย่าง

 

บางอย่างที่แม้แต่เด็กสาวที่สัมผัสทื่อยังต้องสั่นสะท้าน

 

“ใครบางคน...กำลังมา”

 

อากาศร้อนเข้าแทรกจนเหงื่อไหลลงข้างขมับ ฮิจิคาตะเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง คนอื่นๆ เองก็เช่นกัน การต่อสู้ถูกชะงักลงแทบจะทันที

 

ร้อนจนแสบผิว—นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดา

 

“กลับออกไปซะ ก่อนที่ข้าจะลงดาบใส่เจ้าจริงๆ”

 

ร่างที่ถูกพูดถึงเดินออกมาจากมุมมืด จะว่าออกมาจากที่ซ่อนก็ไม่ใช่ เพราะอีกฝ่ายเดินเข้ามาที่นี่โดยไม่มีการปิดซ่อนใดๆ ในมือข้างหนึ่งลากร่างของซามูไรคนหนึ่งมาด้วย เส้นผมสีขาวนั้นบอกได้อย่างดีว่านั่นคือราเซ็ตสึที่พึ่งเข้าต่อสู่เมื่อครู่ไม่ผิดแน่

 

กลิ่นเนื้อไหม้โชยมาแตะจมูก

 

“เจ้า!” คนที่เหลือเดือดดาล มองพวกพ้องที่ไร้ชีวิตโดนลากมาอย่างขยะด้วยความเกรี้ยวโกรธ

 

ทุกคนต่างมองไปยังจุดๆ เดียว

 

เป็นชายหนุ่ม เส้นผมสีแดงแปลกตาประกายต้องแสงจันทร์ราวกับเปลวเพลิง ดวงตาสีเดียวกันที่จ้องมองมาที่พวกเขากำลังเผาไหม้ด้วยความเคียดแค้นและบ้าคลั่ง เป็นประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าคนที่ยืนอยู่ในที่นี้จนคล้ายเรืองแสงได้

 

ตุบ!

 

ชายหนุ่มโยนร่างนั้นลงกับพื้น ก่อนที่พวกพ้องของตนจะกลายเป็นผุยผงต่อหน้าต่อตา

 

คาซามะที่เมื่อครู่ปะดาบกับเขากลับหันคมดาบใส่ผู้มาใหม่ แม้น้ำเสียงจะยังนิ่งเรียบ แต่ฮิจิคาตะหรือแม้แต่คนอื่นๆ ก็สัมผัสได้ถึงความอดกลั้นบางอย่าง

 

“ถอยไปซะ”

 

“ข้าไม่ได้มีธุระกับเจ้า” ชายหนุ่มนิรนามว่าด้วยเสียงกรรโชก “แต่ข้ามีธุระกับพวกมัน!

 

และเพียงพริบตาเดียว—คมดาบก็เข้าประชิดตัวของซันนัน!

 

“--!

 

รุนแรงจนฝุ่นตลบ รองหัวหน้าหนุ่มกระอักเลือดออกมาอึกใหญ่เมื่อโดนฟันเข้าที่สะบักไหล่ลากยาวมาถึงเอว กระเด็นไปกระแทกกับบานประตูใหญ่จนลุกขึ้นมาไม่ได้ ปากแผลที่โดนดาบฟันนั้นไม่ได้ราบเรียบ บริเวณรอบบาดแผลนั้นเป็นรอยไหม้ดำเกรียม กลิ่นเนื้อโชยออกมาชัดเจน

 

ไม่ใช่มนุษย์—ทุกคนต่างคิดเป็นเสียงเดียวกัน

 

นี่ก็ไม่ใช่มนุษย์ แถมยังมีความมุ่งมั่นที่จะฆ่าพวกเขาอย่างไร้สาเหตุด้วย!

 

“ใครที่เป็นคนสร้าง! กับคำพูดไร้สติที่แสนบ้าคลั่ง คราวนี้ฮาราดะถูกโจมตีบ้างจนสะบักสะบอม “พวกเจ้าที่เหยียบย่ำพวกข้า เพียงเพราะพลังที่แสนไร้ค่า!

 

พลังทำลายที่แข็งแกร่ง

 

“พวกเจ้าทุกคน!

 

และคราวนี้—เป้าหมายพุ่งมาที่ฮิจิคาตะและเด็กสาวที่กำลังอ่อนแรงอย่างรวดเร็ว!

 

เคร้ง!

 

รองหัวหน้าปีศาจเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง เป็นคาซามะที่เข้ามาขวางไว้ด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ไม่ต่างกัน คาตานะที่หักครึ่งสั่นเทาด้วยแรงมหาศาลที่ดันกันไปมา ดวงตาของชายหนุ่มวาวโรจน์อย่างน่ากลัว

 

“คาซามะ เจ้า--!” คล้ายจะดีใจก็ไม่ใช่ ฮิจิคาตะรู้สึกงุนงงและแปลกใจเสียมากกว่า

 

“อย่าเข้าใจผิด” ชายหนุ่มพูดพร้อมชี้ดาบไปทางบุรุษนิรนามที่มองมาอย่างแค้นเคือง “หากนางได้รับบาดเจ็บจะแย่เอา”

 

ก่อนที่คาซามะจะเป็นฝ่ายเปิดการโจมตี ชายหนุ่มบุกเข้าหา กระหน่ำฟันไล่ต้อนจนอีกฝ่ายต้องถอยรนไปหลายก้าว แต่กระนั้นก็ยังสูสีจนน่าหวั่นใจ คนอื่นๆ ไม่สามารถเข้าไปแทรกกลางทั้งสองคนได้แม้แต่น้อย

 

อามากิริกับชิรานุอิก็ได้แต่คอยดูลาดเลาเท่านั้น ไม่คิดที่จะสู้ต่อ แต่ใบหน้าของชายหนุ่มฝั่งโจชูที่เคร่งขรึมนั้นก็บอกเป็นอย่างดีแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้อยู่ในความคาดคิดของพวกเขาเช่นเดียวกัน และจะมีที่น่าแปลกใจเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อยก็คือความลุ่มลึกในดวงตาสีครามของอามากิริเท่านั้นที่ราวกับรู้ที่มาที่ไปของทุกอย่าง

 

“น่าขันที่นางพยายามแทบตายเพื่อไม่ให้ฐานะของพวกเจ้าถูกพวกมนุษย์รู้ แต่เจ้ากลับออกเข่นฆ่าโดยไม่กังวลสักนิดว่าตัวเองเป็นอะไร” ชายหนุ่มว่าขณะฟาดฟันดาบใส่กัน

 

แต่อีกฝ่ายกลับหัวเราะราวกับเป็นเรื่องตลก “ไม่มีประโยชน์อีกแล้ว เพราะถึงพวกมันจะรู้ว่าโยเซมีอยู่จริง—แต่พวกข้าก็ไม่มีใครในเผ่าเหลือรอดอีกต่อไปแล้ว!

 

เป็นเรื่องที่น่าตกตะลึง

 

“เพราะพวกมันล่ายังไงล่ะ! เพราะกฎที่ห้ามฆ่ามนุษย์ สุดท้ายพวกข้าก็กลายเป็นฝ่ายถูกล่าเอาไปทำวัตถุดิบ!

 

ไม่เคยมีใครคาดคิด แม้แต่พวกยักษ์เองก็ไม่เคยตระหนักมาก่อน

 

นี่คือเหตุผลที่อีกฝ่ายออกฆ่าทุกคืนหรือเปล่า? คือสาเหตุที่ทำให้โยเซที่เคยรักมนุษย์เกลียดชังมนุษย์ได้มากขนาดนี้

 

เพราะถูกล่าเอาไปทำวัตถุดิบ?

 

จะใช่น้ำยาที่ดื่มเพื่อเป็นยักษ์เทียมหรือเปล่านะ?

 

แล้วนางล่ะ? นางก็ถูกไล่ล่าด้วยหรือเปล่า? คาซามะเริ่มเสียสมาธิ ดาบที่เคยปะทะสูสีเริ่มถูกไล่ต้อนแทนเสียแล้ว

 

เพราะเกิดสั่นไหวขึ้นมาหรือ? เขาไม่แน่ใจ

 

หรือจะเพราะหญิงสาวคนนั้นที่พยายามหนีเขากันนะ? คาซามะเองก็หาคำตอบไม่ได้เช่นกัน

 

แต่ปวดหัว—ได้ยินเสียงกรีดร้อง ได้ยินเสียงร้องไห้มาจากที่ไกลๆ แต่ก็นึกภาพไม่ออกสักที และยิ่งปวดมากขึ้นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงดาบกระทบกันด้วย

 

“อึก!

 

นี่มันอะไรกัน?

 

 

ปล่อยเขาไป ปล่อยเขากลับไปเถอะ จะไม่ให้เขามาเกี่ยวกับเราแล้ว จะไม่ให้พวกเขามายุ่งกับเราแล้ว

 

 

ความทรงจำ—อย่างนั้นเหรอ?

 

ใช่สิ่งที่เขาถูกเอาไปหรือเปล่า? แต่นางบอกว่ากินมันเข้าไปหมดแล้วนี่?

 

 

ต่อแต่นี้ไปเราจะไม่เชื่อมสัมพันธ์อะไรกับยักษ์อีก จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ด้วย เราจะกลับไปอยู่แบบสันโดษ เขาจะไม่เข้ามาอีก

 

เด็กสาวคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ตรงหน้า เขามองไม่เห็นอะไรสักอย่างเลย แต่คล้ายได้ยินเสียงตัวเองคำรามก้องในลำคอด้วยความกรุ่นโกรธที่แค้นใจที่ถาโถมเข้าใส่หนักหน่วง

 

เจ็บ—ตอนนี้เจ็บไปทั้งร่าง เห็นแต่สีแดงไปหมด

 

 

 

คาซามะรับดาบอีกครั้ง คราวนี้ฮิจิคาตะเข้ามาช่วยปัดดาบออกไปด้วย สองชายหนุ่มที่เมื่อครู่ห่ำหันกันจนเกือบถึงชีวิต กลับมาเคียงข้างกันได้โดยไม่ต้องมีคำพูดมาสื่อสาร ช่างเป็นภาพที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เห็น  แต่คาซามะเองกลับอาการแย่ลง จำเป็นต้องยกมือขึ้นกุมหน้าผากเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวด รู้สึกเหมือนในหัวกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ

 

แม้แต่รองหัวหน้าหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ยังสังเกตเห็นความผิดปกตินี้

 

“เฮ้ย คาซามะ!?” ฮิจิคาตะว่าเสียงเครียด ระวังศัตรูตรงหน้าที่กำลังจะเข้ามา

 

ไม่ไหว—ปวดหัว

 

 

“ถ้าเจ้ากล้าทำ—“

 

“ไม่ต้องให้อภัยข้าก็ได้ แต่เจ้าจะต้องลืม”

 

“ไม่—“

 

ฝ่ามือลูบที่สองข้างแก้ม สั่นเทาและเย็นเฉียบ ก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นสีขาว คาซามะตะโกนก้อง

 

“ข้าจะตามล่าเจ้า!

 

“---!

 

 

 

ดาบของฮิจิคาตะถูกปัดปลิวไปไกล อีกครั้งที่ปลายดาบหันเข้าหาเขาอย่างคุ้มคลั่ง ในตอนที่คาซามะกำลังมองเห็นแต่สีขาวโพลน

 

“คาซามะ!” รองหัวหน้าปีศาจร้องเตือน

 

แต่ไม่ มองไม่เห็นดาบ หลบไม่ทันแน่ๆ

 

“รนหาที่เองนะ คาซามะ จิคาเงะ!

 

ปลายดาบพุ่งแทงเข้ามา คาซามะมองสิ่งที่ใกล้แทงอกของตนพร้อมกัดฟันแน่น

 

 

ฉึก!

 

 

อย่างรวดเร็ว

 

โดยไม่มีใครคาดคิด แม้แต่คนที่มองอยู่ที่ไกลๆ ยังต้องเบิกตากว้าง ไม่เชื่อสายตาตัวเอง

 

หรือแม้แต่คนลงดาบเอง ที่ร้องออกมาอย่างเสียขวัญ

 

หรือแม้แต่เขาที่อยู่ใกล้ที่สุด

 

ก้มมองที่ปลายนิ้วตัวเอง คาซามะเห็นเลือดสีแดงฉานส่งกลิ่นหอมลอยมาแตะจมูก กลิ่นที่คุ้นเคย--เลือดที่สาดกระเซ็นมาเปื้อนเขา

 

พอมองเลยขึ้นไปอีก ก็พบเข้ากับยูคาตะสีขาวที่เริ่มถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดง ตรงกลางคือปลายดาบที่แทงท้องจนโผล่มาถึงด้านหลัง เส้นผมสีเงินที่ถักเปียเฉียงด้านหลังศีรษะหรือแม้แต่หน้ากากจิ้งจอกสีขาวที่ปกปิดใบหน้า

 

นางรับดาบแทนเขา

 

คาซามะพลันเอื้อมมือเข้าไปหาอย่างลืมตัว แต่ก็ถูกน้ำเสียงราบเรียบหยุดเอาไว้เสียก่อน

 

กริ๊ง—

 

“คาโนะ—“ แผ่วเบา แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเย็นเฉียบ

 

ก่อนที่จะทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด นางจิ้งจอกที่ปรากฏมาใหม่ตวัดมือแทงเข้าใส่อีกฝ่าย รุนแรงและรวดเร็วจนชายหนุ่มต้องดึงดาบหนี ได้ยินเสียงสูดหายใจเฮือกใหญ่ตอนที่ดาบถูกถอนอย่างรุนแรงออกจากร่าง ร่างของหญิงสาวซวนเซจนแทบจะล้ม

 

คาซามะตรงเข้าไป “เจ้า—“

 

“อย่าพึ่งเข้ามา” น้ำเสียงร้องขอ “จิคาเงะ ขอร้องล่ะ ไม่ใช่ตอนนี้”

 

จริงๆ น่ะเหรอ? คาซามะมองเลือดที่หยดลงพื้น เขารู้สึกเย็นเฉียบทุกครั้งที่คิดว่ามันเกิดจากแผลฉกรรจ์ที่นางมารับดาบแทนตัวเอง

 

ในอกรู้สึกพุ่งพล่าน ทั้งความเป็นห่วงที่ไร้สาเหตุ ทั้งความโกรธเกรี้ยวที่อยากทำลายล้าง แต่ชายหนุ่มก็พยายามอยู่กับที่ รอดูอย่างสุดความสามารถว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ

 

รอจนกว่าความอดทนของเขาจะหมด

 

นางหยิบฝักดาบขึ้นมา อาจจะเป็นของใครสักคนที่ทำตกพื้น ก่อนจะวิ่งเข้าหาคาโนะที่ถือดาบเปื้อนเลือดตรงหน้าพร้อมกับฟาดฟันลงไป

 

ตรึงสายตาทุกคนที่เห็น แม้แต่ยักษ์ก็ต้องมองด้วยความหลงใหลชั่ววูบ

 

เพราะตรงกลางวงล้อมนั้น ที่คนสองคนกำลังฟาดฝักดาบและดาบใส่กัน มันช่างสวยงาม ดูไม่เหมือนการต่อสู้เลยสักนิดแม้จะหมายถึงชีวิตของอีกฝ่ายก็ตามที

 

คาซามะจดจ้องที่ร่างของหญิงสาว มองนางขยับร่างกายพร้อมหยดเลือดที่สาดกระเซ็น ดูน่ากลัวเหลือเกิน

 

โยเซกำลังร่ายรำ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 53 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #5 จันทิรารัตน์ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2561 / 11:59
    ตอนนี้อ่านแล้วได้ใจสุดๆไปเลยค่ะ ชอบมากๆ รออ่านต่อนะ
    #5
    1