เกมวิวาห์เจ้าสาวมาเฟีย (วางแผงงานหนังสือ 13 ตุลาคมนี้)

ตอนที่ 21 : ตอนที่ 7 เทพีฟอร์จูนาควรนำโชค ไม่ใช่นำมาซึ่งความวุ่นวายใจ 60%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,110
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    3 ต.ค. 59


ราวชั่วโมงต่อมาพราวพุธและโคโน่ก็เดินทางมาถึงอพาร์ตเมนต์ โชคดีที่วันนี้เป็นวันหยุดจึงไม่ต้องคิดเรื่องขาดงาน อีกทั้งกาบี้ยังทำงานกะเช้าในทุกๆ วันหยุดอีกด้วย นั่นจึงเป็นเรื่องดีเพราะถ้าหากว่ากาบี้ได้เห็นดวงตาแดงก่ำอย่างคนที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักของพราวพุธคงต้องซักไซ้ไล่เลียงอยู่เป็นนาน

          โคโน่เข้าใจดีว่าไม่มีคำพูดใดที่จะปลอบใจแล้วทำให้ความเสียใจจางหายไปอย่างรวดเร็ว จึงได้แต่กล่าวคำขอโทษแทนผู้เป็นน้า และตำหนิตัวเองที่ไม่ได้อยู่ช่วยเหลือยามเมื่อเพื่อนตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น

          พราวพุธถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อนพร้อมทรุดตัวนั่งลงข้างเตียง “เธอขอโทษฉันมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว พอเถอะโคโน่... ฉันรู้ว่าไม่มีใครอยากให้เรื่องร้ายๆ แบบนี้เกิดขึ้นหรอก อีกอย่างฉันก็ไม่รู้ว่าจะโทษใครนอกเสียจากโทษตัวเอง”

          “ฉันเข้าใจนะที่เธอบอกว่าอยากลาออกจากคลับ เป็นฉันก็คงไม่อยากกลับไปเห็นที่นั่นอีกเหมือนกัน” โคโน่บอกและอาสาจะเป็นธุระบอกเรื่องนี้ให้กับมิกิได้รู้ “แล้วคิดจะไปสมัครงานที่ไหนอีกรึเปล่า”

          แม้รู้อยู่แก่ใจว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะพูดคุยเรื่องงาน ไม่ได้ตั้งใจจะเร่งรัดแต่เพียงแค่อยากชวนคุย ชักจูงเพื่อนให้ออกมาจากโลกของความเศร้าสร้อยเท่านั้นเอง

          “ไม่รู้สิ ฉันยังคิดอะไรไม่ออก”

          “หิวไหม” โคโน่ถามด้วยน้ำเสียงร่าเริงแล้วเดินไปเปิดตู้เย็น กวาดสายตาหาวัตถุดิบในการทำอาหาร “วันนี้ฉันอยู่เป็นเพื่อนเธอได้ทั้งวันนะ อยากกินอะไรบอกมาได้เลย”

          พราวพุธยิ้มเศร้าๆ เข้าใจว่าเพื่อนกำลังปลอบโยน หากิจกรรมต่างๆ ให้ทำเพื่อจะดึงความคิดออกมาจากเรื่องที่ตนไม่สบายใจจึงตอบรับด้วยน้ำเสียงเนือยๆ “อะไรก็ได้ เอาที่ทำง่ายๆ ไม่ต้องยุ่งยาก”

          ทว่าโคโน่กลับต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ในขณะที่ปิดตู้เย็น “คงต้องไปซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วล่ะ ของในตู้เย็นแทบไม่มีอะไรเหลือเลย ไปด้วยกันนะพราว”

          “ฉันอยู่ได้ ไม่คิดสั้นแน่ สาบานเลย”

          ถึงจะเป็นยิ้มที่ไร้ซึ่งความสดใสร่าเริงแต่ระยะเวลาที่คบกันมาก็มั่นใจว่าพราวพุธจะไม่คิดสั้นด้วยเรื่องเช่นนี้เด็ดขาด บางครั้งการปล่อยให้ได้อยู่คนเดียวอาจจะทำให้ไม่อึดอัดใจก็เป็นได้ เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงออกจากอพาร์ตเมนต์ไปยังซูเปอร์มาร์เก็ต

          เมื่อได้อยู่เพียงลำพังความคิดจึงไปจดจ่ออยู่กับสร้อยข้อมือซึ่งมีลูกกุญแจความยาวสักหนึ่งนิ้วครึ่งห้อยเอาไว้ เธอรู้ตัวว่ามันสวมอยู่บนข้อมือในตอนที่แต่งตัวกำลังจะออกมาจากคอนโดมิเนียม โคโน่เองก็ยืนยันว่าไม่รู้ที่ไปที่มาของสร้อยข้อมือนี้ เธอจึงมั่นใจว่ามันเป็นของผู้ชายคนนั้นแน่ๆ

          เธอและโคโน่พยายามถอดมันออกมาตลอดระยะเวลาที่นั่งอยู่ในซับเวย์แต่ดูเหมือนว่าสร้อยเส้นนี้จะมีวิธีสวมหรือถอดแบบเฉพาะตัว สังเกตได้จากดีไซน์ของกุญแจซึ่งเป็นทองคำขาวมีพลอยสีดำเม็ดเล็กๆ ฝังอยู่ทั่วทั้งลูกกุญแจติดอยู่กับสี่เหลี่ยมลักษณะแบนคาดตามแนวขวางของสร้อยซึ่งน่าจะเป็นตัวเลื่อนความสั้นยาวตามข้อมือ ส่วนตัวสร้อยนั้นก็เป็นลายโซ่ปกติที่ทำจากทองคำขาว

          กริ๊ง... กริ๊ง...

          เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นเบี่ยงเบนความสนใจจากสร้อยข้อมือแล้วลุกขึ้นจากข้างเตียงเพื่อเดินไปควานหาอุปกรณ์สื่อสารในกระเป๋าสะพาย

          “สวัสดีค่ะ” เบอร์โทรที่ไม่คุ้นตาทำให้ต้องเอ่ยรับสายอย่างเป็นทางการกว่าปกติ ทว่าคนที่อยู่ปลายสายกลับยิ้มกว้างเมื่อจดจำน้ำเสียงของเธอได้เป็นอย่างดี

          “สบายดีรึเปล่าฟอร์จูน่า...”

          “เอ่อ...”

          น้ำเสียงตะกุกตะกักของเธอทำให้ผู้สูงวัยต้องรีบเอ่ยทบทวนความทรงจำ “หวังว่าคงไม่ได้ลืมตาแก่ที่เธอเคยบอกว่าชอบคุยด้วยเร็วขนาดนี้หรอกนะ”

          ไม่ใช่การลืมง่ายแต่เธอกำลังอยู่ในภาวะที่จิตใจไม่เป็นปกตินักต่างหาก เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วพราวพุธจึงครางออกมาอย่างไม่อยากเชื่อว่าจะได้คุยกับผู้สูงวัยอีกครั้งหนึ่ง “โอ... ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะคะ ดอนดิโน่”

          “ถ้าเรียกดิโน่จะทำให้ฉันอายุยืนขึ้นอีกหลายปี ที่สำคัญรื่นหูกว่าเยอะ”

          พราวพุธหัวเราะเมื่อได้ยินเช่นนั้น “เรียกคุณก็แล้วกันนะคะ อย่างน้อยฉันก็สบายใจกว่าจะเรียกแค่ชื่อ”

          แม้จะได้ยินเสียงหัวเราะแต่ดิโน่กลับสัมผัสได้ว่ากระแสเสียงนั้นแตกต่างจากที่เคยได้ยินนัก ขนาดว่าในครั้งแรกที่เจอกันนั้นเธอจะมีความตื่นตระหนก หวาดกลัวจนสัมผัสได้ชัด เสียงหัวเราะยังดูร่าเริงกว่านี้

          “เป็นอะไรรึเปล่าฟอร์จูน่า ทำไมเสียงเธอถึงได้เศร้าจนน่าใจหายแบบนี้” ดิโน่ถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย ซึ่งทำให้คนฟังนั้นไพล่คิดถึงพ่อบังเกิดเกล้าซึ่งตอนนี้เป็นคนที่เธออยากร้องไห้อยู่แนบอก อยากได้อ้อมกอดปลอบประโลมใจ ที่สำคัญอยากสารภาพความหัวรั้น ไม่เชื่อในคำเตือนจนต้องมานั่งเสียใจอยู่เช่นนี้

          “เปล่านี่คะ ฉันก็สบายดี แค่...รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับคำว่าฟอร์จูน่าเท่านั้นเอง คุณเรียกฉันว่าพราวเหมือนคนอื่นๆ ดีกว่านะคะ”

          “พราวเหรอ”

          “ค่ะ พราวพุธ”

          เป็นนิสัยของคนเกือบค่อนโลกกระมังที่มักบอกว่าไม่มีอะไรในตอนที่จิตใจกำลังย่ำแย่ ดิโน่คิดเพราะหนึ่งในนั้นก็คือตนเอง “เอาล่ะ ถ้าเธอสบายดีก็ออกมาเจอกันหน่อยได้ไหม ฉันอยากเลี้ยงขอบคุณเธอสักครั้ง”

          “เรื่องเล็กน้อยค่ะ อย่าถือเป็นบุญคุณอะไรเลย ฉันยินดีและดีใจที่ได้พูดคุยกับคุณจริงๆ นะคะ” พราวพุธตอบเพราะตอนนี้เธอยังไม่พร้อมที่จะพบเจอใครทั้งนั้น

          “ถ้าเธออยากเลี้ยงขอบคุณใครสักคน แต่คนคนนั้นกลับบอกว่าไม่เป็นไร เธอจะเข้าใจว่าเขาคนนั้นรังเกียจเธอรึเปล่า”

          เข้าใจตั้งคำถามและเธอก็ไร้ซึ่งเหตุผลที่จะบ่ายเบี่ยง “โอ... ฉันปฏิเสธคุณไม่ได้ใช่ไหมคะ”

          ดิโน่ยิ้มกว้างอย่างสมใจ “ให้เธอเป็นคนเลือกร้าน น่าจะสะดวกกว่า”

          “อืม ตรง... จะมีร้านคอฟฟี่ช็อปอยู่ตรงหัวมุมค่ะ” พราวพุธบอกตำแหน่งของร้านกาแฟห่างจากอพาร์ตเมนต์ไปอีกสองบล็อก ซึ่งเป็นร้านที่สะดวกที่สุดสำหรับตน

          “ได้... งั้นอีกสองชั่วโมงเจอกัน” เพียงเท่านั้นดิโน่ก็วางสายโทรศัพท์แล้วจัดการต่อสายถึงลูกชายในทันที

          พราวพุธเดินมาทิ้งตัวนอนลงบนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน ที่รับปากไปเช่นนั้นเพราะรู้สึกว่าการพูดคุยกับดิโน่ทำให้ผ่อนคลายความตึงเครียดลงไปได้มากโข อาจจะเป็นเพราะลักษณะการพูดจา ท่วงทำนองในน้ำเสียงคล้ายๆ กับผู้เป็นพ่อ ซึ่งเป็นคนที่เธอคิดถึงมากที่สุดในตอนนี้

          ความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคนอาจจะแตกต่างกันอยู่มาก ถ้าเทียบกันแล้วพราวพุธนั้นถือว่าเติบโตมาอย่างเรียบง่าย ตามแบบฉบับของคนปกติทั่วไป ยิ่งเรื่องความพึงพอใจในเพศตรงกันข้ามแล้วยิ่งเป็นคนละวัฒนธรรมและแบบแผน คนละความเชื่อและความคิด

          สำหรับคอนเนลิโอที่รู้สึกผิดอย่างมากมายเพราะไม่เคยรู้มาก่อนว่านางโชว์ในคลับเช่นนี้จะยังมีสาวบริสุทธิ์ให้เชยชม เขาไม่ได้ใส่ใจจนกระทั่งพบความจริงด้วยตัวเอง ความเจ็บปวดที่เธอแสดงออกมาน่าสงสารเกินกว่าที่เขาจะไม่สนใจแล้วตั้งหน้าตั้งตาปลดปล่อยอารมณ์ตามแรงปรารถนาของตน

          ยอมรับอย่างไม่อายว่าเธอเป็นสาวบริสุทธิ์คนแรกของเขา ในชีวิตและสังคมของเขานั้น สาวบริสุทธิ์อาจมีอยู่กลาดเกลื่อนแต่นั่นหมายถึงเด็กสาวอายุสิบสี่สิบห้าปีกระมัง ห่อเหี่ยวแบบที่ไม่ต้องหาวิธีมาปลุกเร้าหากคิดว่าจะให้ลากเด็กสาวที่ยังโตไม่เต็มตัวขึ้นเตียงเพียงเพราะอยากสัมผัสกับความสดใหม่ กระชับรัดรึง แต่จะมีส่วนเว้าส่วนโค้งตรงไหนให้ได้กอดรัดฟัดเหวี่ยง แค่คิดก็หมดอารมณ์เข้าขั้นอยากลาโลก


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

194 ความคิดเห็น

  1. #82 หวานหวาน (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2559 / 19:54
    นีลรู้สึกผิดจริงอ่ะ เราว่านายชอบนะ 555
    #82
    0
  2. #81 inok (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2559 / 16:52
    สนุกมากๆ มาทุกวันนะคะ
    #81
    0