[END] ดวงอาทิตย์ของคุณชายเล็ก

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,819
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 274 ครั้ง
    11 ส.ค. 63

-10-

ในอดีตครอบครัวของหม่อมราชวงศ์ปฐวีกับหม่อมราชวงศ์คีรินทร์เคยอยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้า จนกระทั่งคุณชายเล็กอายุได้หกขวบ มารดาของเขาก็จากโลกใบนี้ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับเนื่องจากโรคส่วนตัว หม่อมเจ้าธราธรจำเป็นต้องดูแลลูกชายทั้งสองคนที่อายุห่างกันห้าปีนับจากนั้นมา ทว่าการสูญเสียภรรยาผู้เป็นที่รักทำให้หม่อมเจ้าธราธรหมกมุ่นอยู่กับการทำงาน ไม่อยากกลับบ้านมาเจอภาพความทรงจำเก่าๆ ทำให้เผลอละเลยลูกชายสองคนที่รอกินข้าวด้วยทุกวันไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

สองพี่น้องอยู่ด้วยกันเพียงลำพังมาตั้งแต่เด็ก พวกเขาเข้าใจบิดาที่ทำงานหนัก แทนที่จะเรียกร้องสิ่งต่างๆ ตามประสาเด็กทั่วไปจึงกลายเป็นหันหน้ามาดูแลกันเอง หม่อมราชวงศ์ปฐวีกลายเป็นผู้ใหญ่เกินวัย ขณะที่หม่อมราชวงศ์คีรินทร์เรียนรู้ที่จะอดทน ไม่ร้องขอแม้จะอยากได้อะไรขนาดไหนก็ตาม 

หม่อมเจ้าธราธรอาจคิดว่าลูกชายทั้งสองเด็กเกินกว่าที่จะรู้เรื่องราวใดๆ นอกจากบอกว่ามารดาจากไปถึงเพราะโรคร้ายจึงไม่ได้อธิบายสิ่งใดเพิ่มเติม ทว่าคุณชายเล็กที่อยู่กับมารดาในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนอีกฝ่ายจะต้องเข้าโรงพยาบาลนั้นรับรู้และได้ยินทุกเรื่องราว

ก่อนมารดาของเขาจะเข้าโรงพยาบาลสามเดือน คุณชายเล็กที่ไม่มีคนดูแลเนื่องจากพี่ชายเลือกจะไปดูงานที่บริษัทกับบิดาติดตามมารดาไปยังที่แห่งหนึ่ง เทียบกับวังซึ่งเป็นบ้านเกิด สถานที่แห่งนี้อาจกล่าวได้ว่าคับแคบ ทว่าเมื่อเทียบกับบ้านทั่วไปอาจถือได้ว่าค่อนข้างมีฐานะพอควร

คุณชายเล็กในเวลานั้นจับมือมารดาที่มีสีหน้าไม่สู้ดีนักอย่างเป็นกังวล ถึงจะเด็กมากแต่เขาถูกสั่งสอนมาเป็นอย่างดีและมีพี่ชายเป็นต้นแบบ จึงอาจกล่าวได้ว่าเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้ไวกว่าเด็กทั่วไปพอควร เห็นได้จากการที่เด็กน้อยซึ่งถูกบอกให้รออยู่บริเวณห้องรับแขกเดินเข้าไปใกล้ประตูห้องที่มารดาหายเข้าไป ลอบฟังบทสนทนาในนั้นแล้วยังจดจำได้ทุกคำ

ไลลา น้องสาวของเลล่า มารดาของหม่อมราชวงศ์คีรินทร์คือเจ้าของเสียงที่ต่อว่าด่าทอมารดาของเขาอย่างร้ายกาจ ทุกประโยคคือการกล่าวโทษว่าเลล่าคือผู้ที่ทำให้พ่อแม่ของตัวเองต้องตาย คำหยาบคายที่ไม่เคยได้ยินหลายคำเด็กน้อยจำมันจนขึ้นใจ ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับใดๆ จากมารดาแม้เพียงครึ่งคำ ราวกับสิ่งที่ไลลากับสามีของเธอพูดออกมาถูกต้องจนไม่รู้ว่าควรเถียงตรงไหน

วินาทีที่คุณแม่ของเขาเดินออกมาจากห้องนั้น คุณชายเล็กเห็นสีหน้าที่เคยสดใสแปรเปลี่ยนเป็นหม่นหมอง นับจากนั้นมาเขาก็ไม่เคยเห็นท่านยิ้มอีกเลยจนกระทั่งเข้าโรงพยาบาลและจากไปในเวลาสามเดือนต่อมา

ในงานศพของเลล่าที่มีผู้คนมากหน้าหลายตามาร่วมงาน หม่อมเจ้าธราธรมีสีหน้าซีดเซียว สองตาแดงก่ำมองดูเศร้าหมอง บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความหดหู่ ทว่าสองพี่น้องที่ไม่เคยมีเรื่องปิดบังกันเลยแม้แต่อย่างเดียวกลับนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยสีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ ใครหลายคนอาจมองว่าพวกเขายังเด็กจึงไม่รู้ความ หากในความเป็นจริงนั้นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

ใครเล่าจะรู้ว่าสองพี่น้องกอดกันร้องไห้ทั้งคืนจนน้ำตาแห้งเหือด ไม่เหลือหยาดน้ำใดให้ไหลรินลงมาอีกแล้ว

ไม่กี่ปีหลังจากนั้น ก่อนแม่บ้านคนสนิทของมารดาจะจากไปเพราะโรคชรา คีรินทร์กับปฐวีได้ทราบความจริงเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตทั้งหมดของมารดากับบิดา พวกเขาได้รู้ในที่สุดว่าทำไมหม่อมเจ้าธราธรจึงนิ่งเฉย ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ามารดาอาการหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะใคร

ก่อนที่เด็กชายทั้งสองจะลืมตาตื่นขึ้นมาบนโลกใบนี้ หม่อมเจ้าธราธรคบหากับเลล่าโดยที่ฝ่ายหญิงไม่ได้รับรู้ถึงสถานะที่แท้จริง และเนื่องจากครอบครัวของเลล่าค่อนข้างมีฐานะ เมื่อถูกพ่อกับแม่ที่กำลังจะให้เธอหมั้นกับคู่ค้าทางธุรกิจจับได้ รู้ว่าคบหากับคนไม่มีหัวนอนปลายเท้า เลล่าจึงถูกสั่งให้เลิกกับคนรักอย่างเด็ดขาด ท้ายที่สุดเมื่อเธอทำไม่ได้ ประกอบกับมีน้องสาวที่แต่งงานไปก่อนทั้งยังขี้อิจฉาอย่างไลลาค่อยเป่าหู พ่อกับแม่จึงตัดขาดกับเธอและสั่งห้ามไม่ให้กลับไปเหยียบบ้านอีก

เลล่าย่อมไม่อาจตัดขาดจากพ่อกับแม่ได้อย่างเด็ดขาด หากไม่ใช่เพราะไลลากล่าวว่าพ่อกับแม่เกลียดเธอมากจนไม่อยากเห็นหน้า และยังพูดว่าถ้าเธอกล้าเสนอหน้ากลับไปเจอจะหนีไปให้ไกล หลังรู้ว่าสามีเป็นใคร เธอคงจะขอร้องให้เขาไปบอกความจริงด้วยกันไปแล้ว

“หลังจากที่มีพี่ชายใหญ่ คุณแม่ของเล็กก็ลืมเลือนเรื่องราวในอดีตไปได้บ้าง ท่านพยายามไม่นึกถึงแต่ก็หมั่นนั่งรถไปเฝ้ามองคุณตากับคุณยายอยู่ห่างๆ เป็นเวลานานหลายปี แม่บ้านคนนั้นบอกว่าตั้งแต่แยกตัวออกมา ไม่เคยมีใครคิดอยากตามหาคุณแม่ของเล็กเลยสักคน ท้ายที่สุดเมื่อคุณตากับคุณยายจากไป คุณแม่ของเล็กถึงได้กลับไปที่บ้านอีกครั้งหลังจากน้องสาวกับสามีของท่านบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย ทางนั้นต่อว่าคุณแม่ กล่าวว่าคุณแม่คือต้นเหตุของทุกอย่างจนท่านตรอมใจ หลังจากล้มป่วยเข้าโรงพยาบาลได้สามเดือนก็จากไปในที่สุด”

“คนที่เราเจอที่งานใช่ไหมครับ”

“ใช่ครับ คุณภาคภูมิคือสามีของคุณไลลา น้องสาวของคุณแม่” คุณชายเล็กพยักหน้า ไร้ซึ่งวี่แววของความเสียใจในดวงตา ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องราวทั่วไปในชีวิตประจำวัน แต่รพีย่อมรู้ดีว่าภายใต้ความเรียบเฉยนั้นซุกซ่อมความเหนื่อยล้าและเจ็บปวดเอาไว้มากมายเพียงใด “เรื่องท่ีน่าขำก็คือ... คุณภาคภูมิกับคุณไลลาเรียกคุณแม่ของเล็กไปต่อว่า แต่กลับเรียกร้องขอเงินและทรัพย์สมบัติจากคุณแม่ของเล็ก หลังจากได้รู้ว่าท่านแต่งงานกับใคร”

“พวกเขาเพิ่งทราบเหรอครับ”

“ใช่ครับ เห็นว่าสองคนนั้นไปอยู่ต่างประเทศ มารู้ว่าแม่เล็กแต่งงานกับใครก็ตอนงานศพของคุณตาคุณยายที่ได้เจอกันตรงๆ” 

“แล้วคุณแม่ของคุณชายเล็ก...”

“ให้ครับ” หม่อมราชวงศ์คีรินทร์ยกยิ้มที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา “คุณแม่ในเวลานั้นไม่เหลือจิตใจจะทำอะไรแล้ว ท่านมอบทรัพย์สมบัติส่วนตัวให้สองสามีภรรยาคู่นั้นไปมากมาย นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาหายหน้าหายตาไป ไม่เคยคิดกลับมาใยดีครอบครัวอีกเลย”

“แต่วันนั้นพวกเขาทำเหมือนต้องการเข้าพบคุณชายปฐวี”

“เห็นว่าบริษัทใกล้ล้มละลายครับ เงินที่ได้ไปคงจะใช้หมดแล้วถึงต้องบากหน้ามาขอพบพี่ชายใหญ่ ทำราวกับในอดีตไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ต่อให้เล็กกับพี่ชายใหญ่ไม่ได้แค้นเคืองเช่นเดียวกันกับบิดาซึ่งพูดย้ำอยู่เสมอว่านี่คือความต้องการของคุณแม่ หากก็คงไม่อาจปฏิเสธว่าไม่ชิงชัง”

“อาทิตย์หน้า...มีใครที่ดีต่อคุณชายเล็กอยู่ในนั้นบ้างไหมครับ” รพีถามด้วยความเป็นกังวล เพราะจากที่ฟังมา คุณชายดูคล้ายกับเขาที่เหลือกันเพียงสองพี่น้องเป็นอย่างมาก หากเป็นเช่นนั้นจริงงานครบรอบวันเสียชีวิตของคุณเลล่าคงจะเต็มไปด้วยความอึดอัด 

“มีเพียงพี่ชายใหญ่ครับ” คุณชายเล็กเงยหน้ามองรพีแล้วยิ้มจากใจ “มีเพียงพี่ชายใหญ่กับพี่พี ส่วนคนอื่นๆ ที่มา ปีก่อนๆ พวกเขาแทบไม่เคยโผล่หน้ามาด้วยซ้ำ คนพวกนั้นล้วนแล้วแต่ต้องการพึ่งพาพี่ชายใหญ่ พวกเขารู้ว่าเล็กกับพี่ชายใหญ่ต้องทำบุญให้คุณแม่ทุกปี ถึงได้แจ้งมาว่าต้องการมางานทำบุญของคุณแม่ด้วย” 

“ทำไมพวกเขาถึงได้ต้องการความช่วยเหลือเอาตอนนี้ ทั้งที่ไม่เคยมาหาคุณชายทั้งสองเลยล่ะครับ”

“นั่นเพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกครับ”

ขณะที่หม่อมราชวงศ์ปฐวีทำให้บริษัทของบิดาใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ สร้างอิทธิพลและอำนาจมากมายให้แก่ตัวเอง คนรอบตัวของพวกเขาไม่ว่าจะเป็นญาติฝ่ายบิดาหรือมารดาต่างล้มเหลวในการใช้ชีวิต จู่ๆ บริษัทและกิจการที่รุ่งโรจน์ก็หม่นแสงลงเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดที่ไม่อาจฝืนทนประคองได้อีกต่อไป 

ด้วยเหตุนั้นญาติอายุน้อยที่มีอิทธิพลในทุกๆ ด้านจึงกลายเป็นเป้าหมายในการร้องขอความช่วยเหลือ

“ไม่มีทางเลือก...”

“ใครที่เคยทำไม่ดีกับเราไว้ เล็กกับพี่ชายใหญ่จดจำได้ทั้งหมด อย่างที่บอกว่าเราไม่ได้แค้นเคือง เพียงแค่ชิงชังรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้” เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้คุณชายเล็กก็คลี่ยิ้มกว้างกว่าเดิมเล็กน้อย “ถึงเล็กกับพี่ชายใหญ่จะไม่ได้ตั้งใจทำลายพวกเขา แต่ก็ไม่คิดจะข้องเกี่ยวกับผู้ที่สนับสนุนพวกเขาเช่นกัน ดังนั้นสำหรับเล็ก...สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่มาจากตัวพวกเขาเอง”

หากอยากทำงานกับคุณชายปฐวีต้องไม่มีส่วนข้องเกี่ยวกับกลุ่มคนพวกนั้น แล้วแบบนี้จะยังต้องเลือกอะไรอยู่อีก ต่อให้ไม่ได้ตั้งใจก็ดูคล้ายจะเป็นการทำลายอีกฝ่ายทางอ้อมอยู่ดี ซึ่งดูเหมือนคนที่ต้องการความช่วยเหลือเหล่านั้นจะไม่ได้รู้เรื่องนี้ด้วยเลย

“ผมเข้าใจครับ” รพีตอบรับสั้นๆ โดยไม่ได้ออกความเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้านายกับพี่ชายเลือกทำ และการกระทำเช่นนั้นก็เรียกรอยยิ้มจากคุณชายเล็กได้เป็นอย่างดี

“เล็กอยู่กับพี่ชายใหญ่เพียงสองคนมาตั้งแต่แรก ยิ่งหลังจากหม่อมเจ้าธราธร คุณพ่อของเล็กจากไป...” คนพูดชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “เรามีกันเพียงสองพี่น้อง ในช่วงเวลาที่คุณพ่อเสีย บริษัทของท่านเกือบจะล้มละลาย ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเราเลยสักคน ญาติทั้งสองฝั่งหากไม่ใช่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวไปเลยก็คือกลุ่มคนที่คิดฉกฉวยโอกาสไปจากเราอย่างไร้ความปราณี หากไม่ใช่เพราะพี่ชายใหญ่ เราคงเสียบริษัทไปตั้งแต่เมื่อเจ็ดปีก่อนแล้ว”

“…”

“เล็กรับรู้เกี่ยวกับการตัดสินใจของพี่ชายใหญ่ทั้งหมด และเล็กก็เป็นคนกล่าวว่าไม่อยากช่วยเหลือคนพวกนั้นด้วยตัวเอง... รู้แบบนี้แล้วพี่พีคิดว่าเล็กใจร้ายไหมครับ"

“ไม่เลยครับ” รพีตอบกลับโดยไม่หยุดคิดแม้แต่วินาทีเดียว “ผมเองก็ไม่ใช่คนใจดีอย่างที่คุณชายเล็กคิด”

สำหรับรพี หากใครดีมาเขาก็จะดีกลับ แต่หากใครร้ายมาอย่างน้อยเขาก็จะมองเมินไม่สนใจ ไม่มีทางเป็นพ่อพระให้อภัยได้โดยง่ายและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน รพีก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่โกรธเป็นเกลียดเป็น เพียงแต่เขาผ่านความเจ็บปวดมามากมายจึงปลงได้ง่ายกว่าคนอื่นก็เท่านั้น

“เช่นนั้นแสดงว่าเราเหมาะสมกันไม่น้อย” หม่อมราชวงศ์คีรินทร์มองคนอายุมากกว่าด้วยดวงตาพราวระยับ “ดีจัง”

รพีที่ไม่รู้จะพูดอะไรดีหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อเห็นท่าทีของเจ้านาย เวลานี้แม้เขายังมีคำถามอยู่ในใจก็ไม่อาจพูดสิ่งใดได้อีก เพราะไม่อยากทำให้รอยยิ้มบนใบหน้านั้นจางหายไป 

ทำไมคุณชายเล็กถึงดูราวกับไม่ค่อยอยากพูดเรื่องหม่อมเจ้าธราธรต่อหน้าเขา... ทำไมถึงแทบไม่เคยพูดถึงท่านเลยคล้ายต้องระมัดระวังอะไรบางอย่าง

คำถามเหล่านั้นเขาทำได้เพียงเก็บมันเอาไว้ในใจ หากคุณชายยังไม่ต้องการให้รู้ หากคุณชายยังไม่พร้อมจะพูดทุกเรื่อง เขาก็จะรอตามที่เคยบอกเอาไว้ รพีมั่นใจว่าวันหนึ่งเมื่อพร้อมแล้วจริงๆ คุณชายจะต้องทำตามคำพูด ไม่มีทางลืมเลือนสิ่งที่สัญญาเอาไว้อย่างแน่นอน

“อาทิตย์หน้า... ตอนที่ต้องพบเจอกับผู้คนมากมายที่ไม่ชื่นชอบ นอกจากคุณชายปฐวี คุณชายเล็กยังมีผมอยู่ข้างๆ นะครับ” รพีพูดย้ำสิ่งที่เขาคิดพร้อมรอยยิ้มจาง ไม่ได้รู้สึกไม่ดีเลยแม้แต่น้อยที่ต้องติดตามคุณชายไปยังที่ที่น่ากลัวเช่นนั้นในวันหยุดตามที่อีกคนร้องขอ

ทั้งที่จะออกคำสั่งในฐานะเจ้านายก็ได้แท้ๆ แต่คุณชายเล็กกลับเลือกที่จะขอร้องเขาในทุกเรื่อง พอทำเช่นนี้รพียิ่งไม่อาจปฏิเสธ เพราะสำหรับเขาไม่ว่าเรื่องใดหากคุณชายเล็กต้องการ เขาก็พร้อมจะทำให้ ยิ่งเขากับดมิสย้ายมาอยู่ที่ห้องด้านล่างทุกอย่างก็ยิ่งสะดวก เขาบอกน้องชายว่าจะออกไปทำงานกับเจ้านาย ดมิสไม่ว่าอะไรแม้แต่คำเดียวทั้งที่เป็นวันหยุด เนื่องจากต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าเมื่อกลับมาก็ได้เจอกันอยู่ดี นี่ยังไม่นับเรื่องที่พวกเขาได้เจอกันบ่อยขึ้นตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่คอนโดนี้อีก

“ขอบคุณนะครับพี่พี” หม่อมราชวงศ์คีรินทร์จับมือใหญ่ของคนข้างกายมาวางบนตักแล้วบีบกระชับอย่างมีความสุข นอกเหนือจากท่าทางกับคำพูด แม้แต่แววตาก็เป็นประกายน่ามอง แตกต่างจากท่าทีเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นราวกับเป็นคนละคน

การแสดงออกเช่นนี้ นอกจากหม่อมราชวงศ์ปฐวีกับรพี ชาตินี้คงไม่มีใครโชคดีได้เห็นอีก

เช้าวันถัดมา รพีขับรถไปส่งเจ้านายที่มหาวิทยาลัยตั้งแต่เช้า แต่เนื่องจากคุณชายบอกว่ามีสอบแค่ตัวเดียวและกลับบ้านได้เลย ซึ่งน่าจะใช้เวลาไม่เกินสองชั่วโมง เขาจึงตัดสินใจว่าจะรออยู่ที่มหาวิทยาลัยเพื่อรอกลับพร้อมกันทีเดียว ชายหนุ่มโทรศัพท์หาน้องชายที่บอกว่ามีเรียนบ่ายแต่ตื่นมาเล่นกีฬาแต่เช้า หลังนัดแนะกันเสร็จสรรพรวมถึงขออนุญาตคุณชายเรียบร้อยแล้วจึงทิ้งรถไว้ที่คณะบริหารและตรงไปยังคณะพละซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก

ในเวลานี้ดมิสอยู่ที่สนามยูโด เห็นว่ากำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในห้องแต่งตัว วินาทีที่รพีเดินเข้าไปด้านในตามทางที่น้องชายบอกเอาไว้ก่อนวางสาย เขาเห็นอีกฝ่ายกำลังขมวดคิ้วหน้ามุ่ย พยายามมัดสายคาดเอวของตัวเองด้วยสีหน้าหงุดหงิด

“เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน...” รพีหัวเราะออกมาเบาๆ ขณะกวาดสายตามองบรรยากาศที่แสนคิดถึงเงียบๆ หลังจากสูดลมหายใจเข้าจนสุดและสลัดทิ้งภาพในอดีตไปได้แล้วจึงก้าวเท้าเข้าไปหาน้องชาย อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ได้ตั้งตัวคว้าเอาสายคาดเอวมาจับไว้เอง

“พี…”

“เดี๋ยวพี่มัดให้ ดิมมัดเองทีไรหน้าตาดูไม่ได้ทุกที”

“แค่มัดสายแค่นี้จะต้องให้สวยอะไรมากมาย พีนั่นแหละที่คิดมากเกินไป” ถึงจะกล่าวเช่นนั้นแต่ดมิสก็ก้มลงมองปมเชือกของพี่ชายที่ถูกจัดอย่างเป็นระเบียบด้วยแววตาอ่อนโยน

เมื่อก่อนก็เป็นแบบนี้... ดมิสไม่ชอบมัดสายคาดเอว พี่ชายจึงมักจะเป็นคนจัดการให้เสมอ นอกจากนั้นเมื่อไรก็ตามที่เขาแข่งแพ้และเจ็บใจจนควบคุมตัวเองไม่ได้ พีจะเป็นคนเดียวที่เข้าหน้าติดและทำให้เขาลืมเลือนความรู้สึกแย่ๆ ไปได้อย่างรวดเร็ว ตอนไหนที่เหนื่อยจนแทบทนไม่ไหวแต่ไม่อาจร้องไห้ออกมาได้เพราะอยู่ต่อหน้าคนอื่น อีกฝ่ายจะเข้ามายืนตรงหน้าแล้วกอดกันเอาไว้จนกว่าจะหายดี

ไม่เปลี่ยนไปเลย...

ไม่ว่าจะตอนนั้นหรือตอนนี้ พีก็ยังเป็นพีคนเดิม

“เสร็จแล้ว” รพีจัดดึงชุดของดมิสให้เข้าที่ ก่อนจะถอยหลังกลับไปมองสำรวจร่างของน้องชายอย่างละเอียดอีกรอบ “ดิมเหมาะกับชุดยูโดจริงๆ นั่นแหละ”

“คนที่เหมาะคือพีต่างหาก แล้วก็ไม่ใช่แค่ชุด แต่หมายถึงความสามารถและพรสวรรค์ด้วย ดิมยังจำได้เลยว่าเมื่อก่อนครูฝึกแทบทุกคนชื่นชมพีขนาดไหน”​ ดมิสยกยิ้มมุมปากเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต “ไม่ว่าจะศิลปะการต่อสู้อะไรก็เก่งไปหมด ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าพีมีทั้งพรสวรรค์และพรแสวง ดิมจำได้ว่าพีไม่เคยแพ้เลยสักครั้ง”

ดมิสชื่นชอบการทำกิจกรรม เล่นกีฬา รวมไปถึงการฝึกศิลปะการต่อสู้เนื่องจากเขาได้รับอิทธิพลมาจากพี่ชาย พี่ชายที่ไม่ว่าจะยูโด เทควันโด ต่อยมวย หรือกีฬาใดๆ ก็ตามเรียกได้ว่ามีพรสวรรค์ยิ่งกว่าใคร รพีในเวลานั้นคือที่สุดในทุกด้าน เป็นคนที่ใครต่อใครต่างบอกว่าจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน แม้ว่าเขาจะไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากความสามารถ หากก็ยังขยันขันแข็ง ทำงานสารพัด เจียดเวลาเพื่อทำกิจกรรมและฝึกซ้อมไม่เคยขาด ไม่ว่าจะมองอย่างไรอนาคตย่อมต้องสดใสในวงการศิลปะการต่อสู้แน่นอน

น่าเสียดาย...

“เรื่องพวกนั้นมันเป็นอดีตไปแล้ว” รพีพูดโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า สายตาที่มองน้องชายเคยอ่อนโยนอย่างไรก็ยังอ่อนโยนอยู่อย่างนั้นไม่มีเปลี่ยน “นี่ไม่ใช่เวลาพูดเรื่องของพี่ ดิมรีบไปหาเพื่อนเถอะ พวกเขารออยู่ไม่ใช่เหรอ” 

“พี…”

“เดี๋ยวจะนั่งดูอยู่ตรงนี้นี่แหละ พักเมื่อไรค่อยมาหาก็ได้”

ดมิสขมวดคิ้วเล็กน้อย ท่าทางลังเลเหมือนไม่อยากไปฝึกซ้อมเท่าไรนัก แต่เมื่อได้ยินเพื่อนตะโกนเรียกซ้ำอีกรอบก็ทำได้เพียงยินยอมพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก

“ถ้าเบื่อจะไปหาอะไรทำก็ได้นะ กลับไปเจอกันที่ห้องก็ได้”

“พี่น่าจะอยู่ตรงนี้จนกว่าคุณชายจะสอบเสร็จ อีกอย่างมองดิมซ้อมแบบนี้ไม่เบื่อง่ายๆ หรอก รีบไปได้แล้ว” รพีผลักไหล่น้องชายเบาๆ ให้เดินตรงไปด้านหน้า เห็นแบบนั้นดมิสจึงพยักหน้าอีกรอบและยอมวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาเพื่อนแต่โดยดี

หลังจากมั่นใจว่าไม่มีใครมองมาทางนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของรพีจึงจางหายไปช้าๆ เขากวาดสายตามองบรรยากาศที่แสนคิดถึงเงียบๆ ในใจครุ่นคิดว่านานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เห็นภาพแบบนี้ นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้สวมใส่ชุดฝึกซ้อมเหมือนคนอื่นๆ

อา... น่าจะเจ็ดหรือแปดปีไแล้วหรือเปล่านะ

รพีถอนหายใจยาวเหยียด สายตาที่เบนขึ้นมองเพดานโรงฝึกปิดปรือลงช้าๆ เนื่องจากที่นั่งบริเวณนี้เป็นอัฒจันทร์ยกสูงยาวเหยียดเป็นทางจนสุดผนัง ศีรษะของเขาจึงมีที่รองรับเป็นที่นั่งขั้นบนพอดี ทำให้จิตใจและร่างกายผ่อนคลายจนรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวรอบด้านได้โดยไม่ต้องลืมตามอง

เสียงฝึกซ้อมของผู้ที่อยู่ในสนาม เสียงหอบหายใจจากความเหนื่อย เสียงร่างของคนที่ถูกเหวี่ยงกระทบเบาะฝึก ครั้งหนึ่งรพีเคยได้ฟังเสียงเหล่านั้นในระยะประชิด ได้เห็นและได้สัมผัสด้วยมือของตัวเอง แต่ในเวลานี้เขาเป็นได้เพียงผู้เฝ้ามองเท่านั้น ไม่ว่าจะอยากเข้าร่วมหรืออยากสัมผัสความรู้สึกเดิมๆ ขนาดไหน เขาก็ไม่อาจทำได้อีกต่อไป

ความคิดถึงที่เคยมีทำให้รพีลืมเลือนเรื่องของเวลาและสิ่งอื่นๆ ไปจนหมดสิ้น แม้ยามที่กลุ่มผู้ชมมากมายเดินเข้ามาด้านใน เขาก็ยังนั่งอยู่ในท่าเดิม กลายเป็นเป้าสายตาของใครหลายคนโดยไม่อาจห้าม ทั้งจากหน้าตาและการแสดงออกที่ดูแตกต่างจากนักศึกษาทั่วไป

กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่จู่ๆ สรรพเสียงทุกอย่างก็หยุดชะงักลงอย่างพร้อมเพรียงที่ทำให้เขารู้สึกตัว รพีเปิดเปลือกตาขึ้นโดยอัตโนมัติ ทว่าฝ่ามือของใครคนหนึ่งกลับทาบทับลงมาอย่างรวดเร็ว ปิดกั้นการมองเห็นของเขาไปจนหมดสิ้น

“ถ้าลืมตาไวเกินไปแล้วรีบลุกขึ้น เดี๋ยวจะหน้ามืดเอานะครับ”

รพียกยิ้มจาง ก่อนจะค่อยๆ ยกมือขึ้นกอบกุมมือนุ่มเอาไว้แล้วดึงออกจากหน้าตัวเองช้าๆ สิ่งแรกที่เห็นเมื่อเปิดเปลือกตาขึ้นมาคือใบหน้างดงามอ่อนโยนของคนที่นั่งอยู่ด้านข้างในระยะประชิด ดวงตาเป็นประกายราวกับสีของน้ำทะเลคู่นั้นสะกดให้เขาหยุดนิ่งอยู่กับที่ ได้แต่จ้องมองกลับไปอย่างโง่งม แม้ยามปลายนิ้วของตัวเองปัดผ่านเส้นผมออกจากหน้าผากขาวอย่างระมัดระวังยังแทบไม่รู้สึกตัว

“คุณชายเล็ก...ผมเริ่มยาวแล้วนะครับ”

หม่อมราชวงศ์คีรินทร์ยกยิ้มกว้าง สีหน้าดูมีความสุขยิ่งกว่าช่วงเวลาไหนๆ ในหัวไม่มีความคิดอยากเตือนพี่พีว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ด้วยกันเพียงลำพังเลยแม้แต่น้อย กลับกลายเป็นน้องชายของเจ้าตัวเสียอีกที่ทนมองไม่ไหว กระแอมเสียงดังเพื่อเรียกสติพี่ชายให้รู้สึกตัว

รพีผละมือออกจากใบหน้าของคุณชายด้วยความตกใจ หลังจากกวาดสายตามองไปรอบด้านอย่างว่องไวจนเห็นว่าบริเวณนี้มีคนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บริเวณอัฒจันทร์ไม่ได้มีแค่เขานั่งอยู่เพียงคนเดียวอีกต่อไปแล้ว ใบหน้าคมคายจึงแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าดูเขินอายหรืออะไร แต่กลับเต็มไปด้วยความเป็นกังวล

กังวลว่าจะทำให้คุณชายถูกมองไม่ดี...

“เช่นนั้นพี่พีช่วยพาเล็กไปตัดผมได้ไหมครับ” คนที่ไม่ได้สนใจสายตารอบด้านเลยแม้แต่น้อยแตะปลายนิ้วลงบนมือของรพีที่วางอยู่บนตักพร้อมรอยยิ้มจางเป็นเอกลักษณ์ “พี่พีจะทานข้าวกลางวันกับน้องชายก่อนก็ได้ หลังจากนั้นเราค่อยแวะไปตัดผมกัน... แบบนี้ดีไหมครับ”

“คุณชายเล็ก...”

“จำที่เล็กเคยบอกว่าไม่ต้องสนใจคนอื่นได้ไหมครับ” 

คำถามที่ดังขัดจังหวะความคิดทำให้รพีลืมเลือนสิ่งที่อยากพูดไปจนหมดสิ้น เขามองดวงตาคู่สวยของคุณชาย ก่อนจะพยักหน้าเป็นคำตอบ

“ผมจำได้ครับ”

“ในทุกสถานการณ์... หากเป็นไปได้เล็กอยากจะให้พี่พีคิดแบบนั้นครับ” 

“…”

“การแสดงออกของพี่พีทำให้เล็กมีความสุขมาก” 

ไม่จำเป็นต้องสนใจสายตาของใคร ไม่จำเป็นต้องคิดให้มากมายว่าผู้คนจะมองมาอย่างไร เพียงแค่รู้ว่าการกระทำเหล่านั้นทำให้ตัวเขามีความสุขมากขนาดไหนก็พอ

นั่นคือสิ่งที่คุณชายคีรินทร์ต้องการสื่อ

“เข้าใจแล้วครับ” ท้ายที่สุดรพีซึ่งไม่เคยปฏิเสธคุณชายได้เลยสักครั้งก็รับคำด้วยความเต็มใจ เขาก้มลงมองปลายนิ้วที่แตะอยู่บนหลังมือตัวเอง ก่อนจะพลิกมือกลับเพื่อกอบกุมปลายนิ้วเรียวยาวของใครอีกคนเอาไว้ รอยยิ้มที่มีอยู่แล้วขยับกว้างขึ้นเล็กน้อย กระทั่งแววตาก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

ตรงกันข้ามกับคนสองคนซึ่งตอนนี้หลงเข้าไปอยู่ในโลกที่มีเพียงเราสอง ดมิสจ้องมองพี่ชายกับเจ้านายด้วยสีหน้ามืดครึ้ม รู้ทั้งรู้ว่าระหว่างคนทั้งคู่น่าจะมีอะไรบางอย่างตั้งแต่เห็นแววตาของคุณชายตอนเจอกันครั้งแรก แต่ก็ยังไม่คาดคิดอยู่ดีว่าจะได้มาเห็นรพีตกอยู่ในห้วงอารมณ์แบบนี้

“ไอ้ดิม พะ...พี่ชายมึงกับคุณชายคีรินทร์” ก้องภพกระตุกเสื้อเพื่อนร่วมชมรม ตากะพริบปริบๆ อย่างงุนงงไม่ต่างจากคนอื่นๆ ในบริเวณนี้

“เออ” ดมิสตอบกลับสั้นๆ ไม่ขยายความเพิ่มเติม พอเห็นสายตาของคนในมหาวิทยาลัยซึ่งมาที่นี่เพราะต้องการมาดูการฝึกซ้อมกีฬาต่างๆ ฆ่าเวลา เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ 

เข้าใจเลือกสถานที่เปิดตัวจริงๆ...

ดมิสอยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ ถึงแม้เขาจะฝึกซ้อมอยู่เป็นพักๆ แต่สายตาก็มองไปทางพี่ชายด้วยความเป็นห่วงอยู่เสมอ แต่ไหนแต่ไรมารพีก็เป็นพวกที่อยู่เฉยๆ ก็ดึงดูดคนมากมายให้เข้ามาหาได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ไม่แปลกที่จะดูโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดในสถานการณ์แบบนี้จนถูกจับจ้องอยู่บ่อยๆ ทั้งจากคนในชมรมและคนนอกที่เพิ่งเดินเข้ามา

คุณชายคีรินทร์ก็เป็นหนึ่งในคนที่ถูกรพีดึงดูด ทว่าดูเหมือนจะถูกดูดมากเกินไปหน่อย การมองด้วยสายตาเพียงอย่างเดียวจึงไม่พอ กระทั่งคนที่ถูกมองว่าสูงส่งจนเหมือนลอยอยู่บนฟ้า ในความเป็นจริงก็แค่คนคนหนึ่งที่ยึดติดและมีความเห็นแก่ตัว การแสดงออกที่บ่งบอกว่าไม่ต้องการให้ใครมายุ่มย่ามกับคนของตน ผู้ที่มองอยู่ลอบนอกอาจไม่รู้ แต่กับดมิสนั้นไม่ใช่ เขามองเจตนาของคุณชายออกตั้งแต่ต้น

ขี้หึงจริงๆ...

“กูเพิ่งเคยเห็นคุณชายใกล้ๆ ตัวจริงสุดๆ เลยว่ะ สมควรแล้วที่ใครต่อใครบอกว่างานดีจนไม่อาจเอื้อม” ประธานชมรมยูโดที่เพิ่งเดินทางมาถึงวางแขนพาดบ่าดมิสแล้วยกมือข้างที่ว่างเกาหัวแกร่กๆ “ว่าแต่คนที่คุณชายมองตาหวานเชื่อมนั่นมันพี่ชายมึงไม่ใช่เหรอไอ้ดิม กูจำได้ว่าเคยเห็นรูปในโทรศัพท์มึง”

“ขี้เสือก”

“มึงมาเปิดโทรศัพท์ให้กูเห็นเองเถอะ” ธาดาเบะปากใส่เพื่อนสนิท “ลืมไปแล้วหรือไงว่าตอนเมามึงสรรเสริญพี่ชายให้พวกกูฟังเยอะขนาดไหน ทั้งบอกว่าเก่งอย่างนั้นเก่งอย่างนี้ บอกว่าถ้าพี่ชายมึงยังเล่นยูโดอยู่พวกกูไม่มีวันเอาชนะได้นั่นนี่ ทำเอาพวกกูอยากรู้เป็นอาทิตย์ว่าพี่มึงเป็นคนแบบไหน แต่มึงก็ไม่เคยพามาเจอสักที”

“พีทำงานหนัก”

“เออ กูรู้ แต่เหมือนว่าตอนนี้จะดีขึ้นแล้วไม่ใช่เหรอวะ มึงก็เต็มใจให้พี่ไปทำงานกับคุณชายคีรินทร์นี่”

ธาดากับดมิสรู้จักกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง แต่เพราะดมิสในเวลานั้นเป็นพวกเก็บตัว ทำเหมือนมีเรื่องให้คิดตลอดเวลา กว่าจะสนิทสนมกันอย่างจริงจังจึงเป็นช่วงปีสอง เรื่องของพี่ชายเป็นเรื่องที่ดมิสไม่ค่อยหยิบยกมาพูด ถึงอย่างนั้นการกระทำก็แสดงออกให้เพื่อนเห็นตลอดว่าอีกฝ่ายรักพี่ชายมากขนาดไหน กว่าจะยอมแง้มแต่ละเรื่องให้ฟังได้ต้องเป็นตอนเมา ในช่วงเวลานั้นดมิสมักจะพูดถึงพี่ชายออกมาโดยไม่รู้ตัวอยู่ตลอด ทำให้เพื่อนสนิทรอบกายพอจะรู้เรื่องต่างๆ อยู่บ้าง

ธาดากับคนอื่นๆ ไม่รู้ว่าเพื่อนคนนี้เคยเจออะไรมาบ้าง แต่พวกเขามั่นใจว่ามันต้องหนักหนาพอควร แทนที่จะอยากรู้อยากเห็น ทุกคนจึงพร้อมใจกันเงียบ ไม่พูดถึงเรื่องที่ไม่ควรพูดถึง และก็คงเพราะเหตุผลที่ว่านี่เองที่ทำให้ดมิสยินยอมเปิดใจ กลายเป็นสนิทกันมาจนถึงทุกวันนี้

“ก็เต็มใจนั่นแหละ ยังไงทำงานกับคุณชายก็ดีกว่าต้องวิ่งวุ่นทำงานหลายที่ แต่ว่า...” คำพูดของดมิสหยุดลงเพียงเท่านั้นเพราะไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกนึกคิดในยามนี้อย่างไร ซึ่งธาดาเองก็เข้าใจดีหลังจากหันไปเห็นแผ่นหลังของคนสองคนที่เดินเคียงข้างกันตรงไปยังประตูทางออก

“หลุดเข้าโลกสีชมพูจนลืมมึงไปแล้วหรือเปล่าวะนั่น”

“พีไม่เคยลืมกู”

คล้ายจะต้องการยืนยันคำพูดของดมิส ก่อนจะเดินออกจากประตูของโรงฝึกไป รพีหันกลับมาโบกมือและส่งยิ้มให้น้องชายอย่างเป็นธรรมชาติ รอจนเขาโบกมือกลับไปแล้วถึงได้หมุนกายเดินจากไปพร้อมคุณชายคีรินทร์ 

“สมเป็นพี่น้องกันจริงๆ” ธาดางึมงำกับตัวเอง “แล้วนี่วันแข่งพี่มึงจะไปดูหรือเปล่า”

“ถึงอยากไปกูก็ไม่ให้ไป”

“ทำไมวะ ให้พี่มึงไปดูก็น่าจะดีไม่ใช่เหรอ มึงจะได้มีกำลังใจด้วยไง”

ดมิสหันไปมองเพื่อน พอเห็นความสงสัยและความงุนงงบนใบหน้านั้นจึงถอนหายใจออกมาเงียบๆ และพูดถึงเรื่องที่ไม่เคยพูดมาก่อนเป็นครั้งแรก

“มึงเคยบอกกูว่ายูโดเป็นสิ่งที่มึงชอบมากที่สุดใช่ไหม”

“ใช่”

“สมมติว่าวันหนึ่งมึงมีเหตุผลที่ทำให้เล่นยูโดไม่ได้อีก มึงจะอยากไปดูคนอื่นแข่ง ขณะที่ตัวเองทำได้แค่นั่งมองนิ่งๆ อยู่ข้างสนามไหม” สีหน้าของดมิสสงบนิ่งเป็นปกติ แต่ดวงตากลับสั่นไหวคล้ายกำลังนึกถึงเรื่องราวที่ไม่ควรนึกถึง “แล้วถ้ามึงไม่ใช่แค่ชอบ แต่มองว่ายูโดคือทุกอย่างในชีวิต เป็นความฝันและความภาคภูมิใจเพียงหนึ่งเดียวที่มี แบบนี้...มึงจะยังอยากไปดูคนอื่นแข่งอยู่อีกหรือเปล่า”

“…”

ขณะที่ธาดาทำได้เพียงเงียบไปเพราะเข้าใจว่าเพื่อนต้องการจะสื่อถึงอะไร ดมิสยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย กลายเป็นรอยยิ้มขมขื่นที่ไม่ได้ดูเหมือนรอยยิ้มเลยสักนิด 

คำถามนี้ไม่ว่าจะไปถามใครก็คงได้คำตอบแบบเดียวกัน...

“พีน่ะ... ถึงจะทำเหมือนไม่เป็นไร แต่จริงๆ ในใจทั้งเจ็บปวดและทรมาน ความทุ่มเททั้งชีวิต จู่ๆ ก็สลายหายไปในพริบตา ถ้าเป็นกูคงไม่เหลือแรงยืนหยัดต่อไปเลยด้วยซ้ำ”

แต่เพราะเป็นพี...

เพราะพีเป็นพีที่แสนแข็งแกร่งคนนั้น แทนที่จะทุกตรม ในวินาทีที่รู้ว่าความฝันเป็นได้เพียงอดีต เจ้าตัวกลับยกยิ้มและหันมาบอกเขาให้ค้นหาความฝันของตัวเองให้เจอและไล่ตามมันให้ได้

พีไม่แม้แต่จะบอกให้เขาไล่ตามความฝันแทนเลยด้วยซ้ำ พีรู้มาตั้งแต่แรกว่าเขาไม่ได้มองยูโดเป็นทุกอย่างเหมือนตัวเอง กลับกลายเป็นเขาที่ยืนยันในความคิด ตอบกลับไปว่าจะเล่นยูโดต่อไป อย่างน้อยก็จนกว่าจะพบเจอสิ่งที่อยากทำจริงๆ ในเมื่อชีวิตนี้ไม่มีความฝันอื่นใดนอกจากอยากให้พี่ชายได้มีชีวิตอยู่อย่างสบายใจ ดมิสจึงตั้งเป้าหมายให้ตัวเองเป็นครั้งแรก

ไม่ใช่จะรับเอาความฝันของพีมาสานต่อ

...แต่จะปกป้องพี่ชายที่เอาแต่ยิ้มและไม่เคยร้องไห้ให้เห็นเลยสักครั้งคนนั้นด้วยทุกอย่างที่มี

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 274 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

301 ความคิดเห็น

  1. #297 momomay79 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2563 / 18:23
    คาดว่าอุบัติเหตุคราวนั้นน่าจะทำให้พี่พีเจ็บ และพ่อคุณชายเล็กเสีย
    #297
    0
  2. #275 rattanalak44 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 / 08:36
    ปมต่างๆยังไม่เปิดเผย เรากลัวดราม่าจังเลย
    #275
    0
  3. #245 CallistoJpt (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 23:05
    เรื่องราวที่ดมิสเล่าให้เพื่อนฟังทำน้ำตาไหลเลย ปวดใจไปด้วยเลย สองพี่น้องคู่นี้รักกันมากจริงๆ เป็นความสัมพันธ์ที่ดีมากๆ
    #245
    0
  4. #228 15magnitude (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 12:38
    สองพี่น้อง แสนดีต่อกันมากๆเลย *น้ำตาคลอ*
    #228
    0
  5. #214 mmamaexx (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 23:46
    อย่าบอกนะว่าพ่อนายเอกขับรถชนพ่อพระเอก
    #214
    0
  6. #202 baekbow (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 16:25
    ชีวิตอยู่ครอบครัวคุณชายน่าสงสารจริงๆแหละ แต่ถามว่าเดือดร้อนไหมก็ไม่ และพวกเขาสองพี่น้องก็เป็นเด็กดีมาก พ่อทำงานหนักก็ไม่เป็นไร พวกเขาดูแลกันเองได้ ส่วนพวกญาติฝั่งแม่นั่นก็หน้าด้านเกิน เป็นคนยุให้ครอบครัวทอดทิ้งแม่ ยังมีหน้ามารบกวนอีก หมดคำจะด่าเลย // แอบซึ้งกับความสัมพันธ์ของพี่น้องรพีกับดมิสด้วย เขารักกันมากจริงๆ
    #202
    0
  7. #161 สาววายนิสัยดีนะ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 10:52
    ดิมเคะมากกก ในจินตนาการเราคือน้องเป็นแบบเมะชนเมะ คู่กับพี่ชายใหญ่รึเปล่าาาา
    #161
    0
  8. #153 favmme (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2563 / 12:12
    รักความสัมพันธ์ของพี่พีและดิมมาก น้ำตาไหลเลย มันเป็นความสัมพันธ์ที่พิเศษมาก ๆ บริสุทธิ์มาก ๆ ชอบตอนนี้สุด ๆ เพราะเห็นความรักของทั้งคู่ แต่มันก็เจ็บปวดไปพร้อมกับพวกเขา
    #153
    0
  9. #138 KaewwongLin (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2563 / 12:06
    เป็นหน่วงงงง
    #138
    0
  10. #101 UmeMomo (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 03:46
    เปียกปอน ฮือออออออ พี่น้องคู่นี้น่ารักมาก รักกันมากจริงๆ ส่วนคุณชาย จะบอกว่าไม่เนียนก็ไม่ใช้เพราะจงใจสุด แง 555555555555
    #101
    0
  11. #100 FDB88 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2563 / 00:38

    มันจุกไปหมดเลย ไม่ใช่ว่าท่านพ่อคุณชายเป็นคนทำให้พี่พีเป็นแบบนี้หรอกนะ ฮือออ / ชีวิตคุณชายและพี่พีเหมือนกันจริงๆแหละ สมแล้วที่เป็นเนื้อคู่กัน ฮึฮึ แล้ว-โลกสีชมพูมีกันแค่สองคนคืออะไรกันคะ ประกาศให้โลกรู้ว่าพี่พีน่ะของเล็กคนเดียวใช่มั้ย รว้ายยย

    #100
    0
  12. #99 ΩPRESTOΩ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 21:33

    เป็นคู่พี่น้องที่น่ารักมากๆ


    เร็วๆนี้จะเริ่มดราม่าแล้วใช่ไหม

    #99
    0
  13. #98 Tualek_Orp (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 21:16
    พี่น้องคู่นี้น่ารักจริงๆ สงสารรพี
    #98
    0
  14. #97 aammu (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 21:08

    ฮืออออออ ซึ้งอ่ะ รอนะค้าาาา

    #97
    0
  15. #96 Mimlovebap (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 21:07
    พี่พีของน้อง;-;
    #96
    0
  16. #95 pp.pcyn (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 19:29
    พี่พีดีเหลือเกินน
    #95
    0