[END] ดวงอาทิตย์ของคุณชายเล็ก

ตอนที่ 9 : ตอนที่ 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,675
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 260 ครั้ง
    3 ส.ค. 63

-9-

“วันนี้มีอะไรดีๆ เหรอ ผมไม่ได้คิดไปเองใช่ไหมว่าคุณชายอารมณ์ดีแบบสุดๆ”

“เห็นชัดขนาดนั้นเชียว” 

“ผมเป็นเพื่อนคุณชายมาสี่ปีนะเผื่อลืม” นาวายืดอกด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนไหล่จะลู่ลงเล็กน้อยตอนหันไปเห็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังนั่งอยู่บริเวณระเบียงหน้าห้องเรียน “ทำไมผมรู้สึกเหมือนไม่ได้เจอพวกภาสกรมาตั้งนาน คุณชายคิดเหมือนกันไหม”

“จะเจอได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขาไม่ได้เข้าเรียนคลาสเดียวกับเรามาตั้งหลายอาทิตย์แล้ว”

นาวาตาโต รีบเอามือป้องปากกระซิบถามเพื่อนสนิทด้วยน้ำเสียงลุกลี้ลุกลน

“ฝีมือคุณชายแน่ๆ เลยใช่ไหม”

“ผมจะทำแบบนั้นได้อย่างไร คนที่จะบังคับพวกเขาได้ก็มีแต่ผู้ปกครองของพวกเขาเท่านั้น วาคิดมากเกินไปแล้ว” หม่อมราชวงศ์คีรินทร์ตอบกลับเพื่อนสนิททั้งรอยยิ้ม เห็นแบบนั้นนาวาคนซื่อเลยได้แต่พยักหน้าเออออตามไปด้วย 

“จริงด้วยเนอะ น่าจะโดนพ่อแม่ดุเลยต้องหยุดเรียนแหงๆ”

“…เชื่อคนง่ายแบบนี้จะลำบากเอานะ”​

“เมื่อกี้คุณชายว่าอะไรนะ ผมไม่ได้ยิน”

คีรินทร์ไม่ได้พูดว่าไม่มีอะไร แต่ก็ไม่ได้ให้คำตอบใดๆ เช่นกัน เห็นได้ชัดว่าจงใจเมินไม่พูดอะไรต่อเพราะไม่ต้องการโกหก ทำเอานาวาผู้ถูกมองว่าเชื่อคนง่ายหน้าบูดบึ้งด้วยความไม่พอใจ ซึ่งถามว่าทำอะไรได้ไหมก็บอกเลยว่าไม่ได้ เพราะตัวเขาย่อมรู้ดีว่าถ้าคุณชายไม่ต้องการตอบ จะเอาอะไรมาหลอกล่อก็ไม่มีทางได้ผลอยู่ดี

สองเพื่อนซี้ต่างนิสัยพากันเดินเข้าไปด้านในห้องเรียน เสี้ยววินาทีหนึ่งหม่อมราชวงศ์คีรินทร์ปรายตามองไปทางกลุ่มภาสกร แม้ริมฝีปากยังคงยกยิ้ม หากแววตากลับส่งผ่านคำเตือนไปให้อย่างชัดเจนจนกลุ่มคนเหล่านั้นต้องก้มหน้าหลบสายตากันทั้งหมด

อย่าคิดทำอะไรไร้สมองเด็ดขาด...

ต่อให้ไม่ต้องเตือน ภาสกรและพรรคพวกก็ไม่มีทางกล้าเข้าไปหาเรื่องเอาคืนแน่นอน พวกเขาถูกครอบครัวตักเตือนอย่างหนักหน่วงจนเกือบจะถูกบีบให้ลาออกจากมหาวิทยาลัยในปีสุดท้าย โชคดีที่ทางนั้นยังเมตตาจึงส่งคำบอกกล่าวมาเพียงให้ระมัดระวังการกระทำ ทางครอบครัวจึงยินยอมให้กลับมาเรียนตามปกติ มิเช่นนั้นพวกเขาคงได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างประเทศ ต้องวนกลับไปเรียนซ้ำอีกรอบเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางธุรกิจที่อาจทำลายสถานะของครอบครัวได้ในพริบตา

“วันนี้คุณชายมีนัดไปไหนหรือเปล่า ไปกินข้าวเย็นกับผมไหม”

“วานัดกับคุณนักรบเอาไว้ไม่ใช่หรือ” 

“ก็ใช่ไง เลยอยากชวนคุณชายไปด้วยกันนี่แหละ” นาวาขยับขยุกขยิกอย่างไม่สบายใจเมื่อนั่งลงบนโต๊ะเรียนเรียบร้อยแล้ว “คือว่า...”

“งอนกันอีกแล้วสินะ”

“ผมเปล่านะ!” คนร้อนตัวรีบโวยวายทั้งหน้าตาตื่น “ผมไม่ได้ทำอะไรเลย พี่รบนั่นแหละที่งอแงบอกว่าผมโกรธที่เขาผิดนัด พี่รบคนเดียวเลยที่คิดไปเอง คุณชายอย่าเข้าใจผิดนะ ผมไม่ได้งี่เง่าขนาดนั้นสักหน่อย”

“ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะวา” 

 หม่อมราชวงศ์คีรินทร์หัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อเห็นท่าทีของเพื่อนยามพูดถึงคนรักของตัวเอง แต่ไหนแต่ไรมาเพื่อนสนิทของเขากับคนรักก็มีเรื่องงอแงใส่กันอยู่ตลอด ส่วนมากมักจะเป็นเรื่องเล็กๆ ของฝ่ายหนึ่งที่ซื่อบื้อและชอบขี้งอนแต่ไม่ยอมรับ ขณะที่อีกฝ่ายชอบง้อเป็นชีวิตจิตใจเลยขยันแกล้งอยู่ตลอด ตัวเขาเองก็เป็นเพียงคนกลางที่เพื่อนมักเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง เพราะเห็นว่าสนิทกับทั้งสองฝ่ายเท่านั้น

นักรบเป็นเพื่อนสนิทของหม่อมราชวงศ์ปฐวีซึ่งคีรินทร์รู้จักเป็นอย่างดีตั้งแต่ก่อนจะได้พบเจอกับนาวา เรื่องที่เพื่อนสนิทของพี่ชายใหญ่กับเพื่อนสนิทของเขาสนใจกันและกันจนนำมาสู่การคบหาอย่างจริงจังเมื่อสองปีก่อน คีรินทร์รับรู้มาโดยตลอด 

แม้ว่าเขาจะไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของคนสองคนมากเกินความจำเป็น แต่นาวาที่ต้องการผู้ฟังก็เอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังเสมอจนคนเป็นเพื่อนแทบจะรู้ทุกเรื่องทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ

“คุณชายไปด้วยกันเถอะนะ ชวนพี่พีไปด้วยก็ได้ คุณชายจะได้พาพี่พีไปกินข้าวข้างนอกบ้างไง”

“เข้าใจหาเหตุผลนะ” คุณชายคีรินทร์ยกยิ้มรู้ทัน นาวาบทจะซื่อก็แสนซื่อ แต่หากรู้อะไรขึ้นมาแล้วก็จำแม่นยิ่งกว่าใคร พอสังเกตเห็นท่าทีของเขาที่มีต่อพี่พีและรับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่างโดยใช้เวลานานหลายอาทิตย์ ในที่สุดเพื่อนตัวน้อยก็รู้เสียทีว่าพี่พีกลายเป็นจุดอ่อนของเขาไปแล้ว 

นั่นก็เพราะจงใจเปิดเผยด้วยแหละนะ

วันนี้คีรินทร์กับนาวามีเรียนแค่ช่วงเช้า หลังจากอาจารย์ปล่อยในช่วงเวลาเกือบเที่ยง พวกเขาจึงพากันตรงไปยังรถยนต์ของคุณชายตามที่ตกลงเอาไว้ ในตอนแรกนักรบต้องการจะมารับนาวาที่มหาวิทยาลัย แต่พอรู้ว่าคนรักจะมาพร้อมเพื่อนสนิทจึงยินยอมตรงไปรอที่ร้านอาหารและไปเจอกันที่นั่นทีเดียว 

“พี่พี...”

“พี่พี สวัสดีครับ!” นาวาทักทายพ่อบ้านส่วนตัวควบตำแหน่งคนสำคัญของเพื่อนสนิทอย่างร่าเริง ทำเอารพีซึ่งจริงๆ ไม่เคยได้คุยกับเพื่อนเจ้านายตรงๆ มาก่อนชะงักไปเล็กน้อยโดยไม่อาจห้าม หากก็ยังยิ้มรับในเวลาไม่นานหลังจากนั้น

“สวัสดีครับ คุณนาวา”

“คุณอะไรกันครับ เรียกวาเฉยๆ เหมือนคุณชายก็พอ”

“ไม่ได้หรอกครับ”​ รพีพูดอย่างอ่อนใจ อดเหลือบมองคนที่เคยร้องขออะไรคล้ายๆ กันไม่ได้ ซึ่งก็ได้รับรอยยิ้มตอบกลับมาแทบจะทันที

“วาไปนั่งเบาะหลังนะ ผมจะนั่งกับพี่พี”

“จะให้ทำแบบนั้นได้ยังไงคุณชาย เดี๋ยวคุณชายปฐวีรู้เข้าผมก็โดนเชือดทิ้งหรอก” นาวามองซ้ายมองขวาด้วยท่าทางหวาดกลัวจริงจัง “ให้ผมขับรถแทนแล้วคุณชายกับพี่พีไปนั่งข้างหลังดีกว่า”

“ทำไมถึงได้กลัวพี่ชายใหญ่ขนาดนั้น”

“คุณชายไม่รู้อะไร... ตอนนั้นผมเห็นพี่รบนั่งอยู่ในร้านกาแฟเลยกะจะเข้าไปเซอร์ไพรส์ ไม่ได้สังเกตว่าคุณชายปฐวีนั่งอยู่ด้วย พอรู้ตัวว่าเข้าไปขัดจังหวะพวกเขาคุยเรื่องงานและเห็นสายตาของคุณชายปฐวี ผมแทบจะฉี่ราดเลยเหอะ คนอะไรก็ไม่รู้โคตรน่ากลัวเลย”

“ทำไมพี่ชายใหญ่ของผมถึงได้ดูเหมือนปีศาจร้ายไปได้”​ คนเป็นน้องชายหัวเราะขบขันเพราะเขาไม่เคยพบเจอกับด้านนั้นของพี่ชายใหญ่มาก่อน ถึงกระนั้นการพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็ทำให้นาวาสติหลุดไปชั่วขณะ ถูกเพื่อนดันเข้าไปนั่งที่เบาะหลังยังแทบไม่รู้สึกตัว

“ถ้าไม่มีพี่รบหรือคุณชายอยู่ด้วยแล้วให้ผมไปเจอคุณชายปฐวีนะ... เอาตรงๆ ผมว่าผมกลัวจนเป็นลมแน่ๆ เลยอะ”

“วาพูดเกินไปแล้ว อย่าทำให้พี่พีกลัวแบบนั้นสิ” 

“ผมไม่ได้โกหกนะพี่พี!” นาวาขยับกายไปเกาะสองเบาะด้านหน้าแล้วพูดกับรพีด้วยสีหน้าจริงจัง “พี่ชายของคุณชายคนนั้นน่ะ ถ้าคุยกับคนอื่นที่ไม่ใช่น้องชาย ทั้งแววตาและคำพูดจะดูดุน่ากลัวไปหมดเลย ผมมองหน้าทีนี่รู้สึกเหมือนไปทำอะไรผิดมาตลอด”

“คุณชายเล็กเคยบอกผมว่าอีกไม่นานจะต้องเริ่มฝึกงานที่บริษัท เห็นว่าคุณนาวาเองก็อยากฝึกงานที่นั่นด้วยไม่ใช่เหรอครับ” รพีเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะเขาจำเรื่องที่คุณชายเล่าให้ฟังได้เป็นอย่างดี

“ไอ้อยากมันก็อยากอยู่หรอกพี่พี ที่นั่นเคยเป็นที่ทำงานในฝันของผมเลยนะ ถึงจะเปลี่ยนความคิดเพราะสัญญากับพี่รบเอาไว้แล้วว่าจะไปทำงานด้วย แต่ผมก็ยังอยากทำตามฝัน ลองเข้าไปฝึกงานที่นั่นสักครั้งจะได้ไม่ต้องมาเสียดายทีหลัง”

บริษัทของหม่อมราชวงศ์ปฐวีใช่ว่าใครอยากเข้าไปฝึกงานก็ทำได้ นาวาก็เป็นหนึ่งในคนที่อยากเข้าไปฝึกงานที่นั่นมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ต่อให้หวาดกลัวเจ้าของบริษัทอย่างไรก็ต้องอดทน

“ตกลงกับคุณนักรบเอาไว้แล้ว?” คุณชายหันกลับไปมองเพื่อนอย่างแปลกใจ

“อื้อ แต่พี่รบไม่ได้บังคับผมนะ คุณชายไม่ต้องเป็นห่วง” พอพูดถึงคนรักนาวาก็ฉีกยิ้มกว้างด้วยสีหน้าเป็นสุข “ผมอยากไปช่วยแบ่งเบางานของพี่รบอยู่แล้ว อีกอย่างจะได้อยู่ใกล้ๆ กันตลอดเวลาด้วย ส่วนเรื่องความฝัน...ผมคิดว่าได้เข้าไปลองฝึกงานที่บริษัทของคุณชายปฐวีก็พอแล้ว ผมมั่นใจว่าไม่มีทางชื่นชอบที่นั่นได้มากเท่าที่ที่มีพี่รบแน่”

“คำพูดพวกนี้...วาน่าจะเอาไปพูดต่อหน้าคุณนักรบนะ” คุณชายคีรินทร์หยอกล้อจนแก้มกลมของนาวากลายเป็นสีแดงก่ำ ส่วนรพีที่ขับรถอยู่ แม้จะไม่ได้ร่วมบทสนทนาเท่าไรนัก แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกแปลกแยกเลยสักนิด เพราะเจ้านายกับเพื่อนสนิทพากันวกกลับมาชวนคุยด้วยอยู่ตลอด

พอได้พูดคุยกับนาวาอย่างจริงจัง ชายหนุ่มก็เริ่มเข้าใจขึ้นมาว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้กลายเป็นเพื่อนสนิทของคุณชาย ทั้งยังดูจะเป็นเพื่อนที่คุณชายเอ็นดูเอามากๆ ด้วย

“ถึงวาจะน่ารักขนาดไหน พี่พีก็ห้ามเอ็นดูมากเกินไปนะครับ” พลันเสียงกระซิบของใครบางคนก็ดังขึ้นข้างใบหู ในช่วงเวลาที่เขากำลังจะเดินตามหลังเพื่อนของเจ้านายเข้าไปด้านในร้านอาหารหรูหราของโรงแรมแห่งหนึ่ง

“คนที่เอ็นดูคุณนาวาเอามากๆ น่าจะเป็นคุณชายเล็กมากกว่านะครับ” รพีแซวกลับพร้อมรอยยิ้ม ทำเอาคนฟังชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนดวงตาจะกลับมาพราวระยับอย่างรวดเร็ว

“พูดถึงขนาดนี้แล้ว...หากรู้สึกหึงด้วยน่าจะดีไม่น้อย”

“จะหึงได้ยังไงครับ ในเมื่อผมรู้ดีว่าพวกคุณเป็นอะไรกัน คุณนาวาเองก็มีคนรักอยู่แล้วด้วย อีกอย่าง...”

“อีกอย่างคือพี่พีทราบดีอยู่แล้วว่าเล็กชอบใครอยู่”

คราวนี้รพีไม่ได้แสดงสีหน้าลำบากใจอะไร เขาเพียงยิ้มเงียบๆ เป็นการตอบรับ ทำให้คนพูดดีใจจนรอยยิ้มกว้างขึ้นโดยอัตโนมัติ หลังจากตั้งสติได้ถึงยอมเดินนำเข้าไปด้านในร้านอาหารของโรงแรมโดยมีรพีตามหลังมาในระยะประชิด

โต๊ะอาหารที่นักรบจองไว้ตั้งอยู่ในห้องวีไอพีส่วนตัวสุดหรูหรา ในช่วงเวลาที่คุณชายเล็กกับรพีเดินไปถึงหน้าห้อง พวกเขาก็เห็นนาวาเกาะขอบประตูแอบมองเข้าไปด้านในอยู่ก่อนแล้ว ท่าทางน่าเอ็นดูของเพื่อนเรียกเสียงหัวเราะจากคุณชายได้ไม่ยาก และด้วยความอยากแกล้งนั่นเองที่ทำให้เขาเดินตรงไปเปิดประตูโดยไม่บอกกล่าว เปิดเผยท่าทีตลกๆ ของนาวาให้คนที่นั่งรออยู่ด้านในมองเห็นเต็มสองตา

“วา?”

“พะ...พี่รบ” นาวาเอ่ยเรียกคนรักเสียงตะกุกตะกัก หลังได้สติก็รีบยืดตัวตรง กระแอมไอแก้เขินเสียงดัง พร้อมกันนั้นก็ตวัดสายตามองคุณชายด้วยความไม่พอใจไปด้วย

หม่อมราชวงศ์คีรินทร์อยากจะขำก็กลัวว่าเพื่อนตัวเล็กจะโกรธ เขาจึงยกยิ้มเงียบๆ พลางเดินตรงเข้าไปด้านใน ทักทายเพื่อนสนิทของพี่ชายอย่างคุ้นเคยหากก็ยังเว้นระยะห่างตามสมควร

“สวัสดีครับคุณนักรบ”

“คุณชายคีรินทร์ก็มาด้วยเหรอครับ”​ 

“โดนวาบังคับมาครับ ต้องขออภัยด้วยที่มารบกวน” คุณชายขยับกายไปยืนด้านข้างเพื่อแนะนำให้นักรบรู้จักชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลัง “นี่พี่พี เป็นคนของผมครับ”

รพีที่ไม่ได้ตื่นตกใจกับคำว่าคนของผมอีกต่อไปก้มศีรษะให้นักรบอย่างมีมารยาท กลายเป็นผู้รับฟังเสียอีกที่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจกับคำแนะนำตัวที่ไม่คาดคิด

“สวัสดีครับคุณนักรบ ผมรพีครับ”

“สวัสดีครับ”​ นักรบกลับมาแสดงท่าทีเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันในใจก็นึกถึงเรื่องราวที่เพื่อนสนิทเล่าให้ฟังขึ้นมาอีกรอบ

ทางนั้นบอกว่าน้องชายรับพ่อบ้านส่วนตัวเข้ามาทำงานด้วยตัวเอง หลังปฏิเสธคนที่อีกฝ่ายมอบให้ครั้งแล้วครั้งเล่าเนื่องจากต้องการความเป็นส่วนตัว แต่เท่าที่เห็นและได้ยินในตอนนี้...

ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนพ่อบ้านส่วนตัวธรรมดาๆ เลยสักนิด

“จริงสิ ผมมีเรื่องที่ต้องพูดคุยกับคุณนักรบพอดี” คีรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังเมื่อนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ “ตอนแรกคิดว่าจะติดต่อไปทางคุณอรัญญาโดยตรง แต่วันนี้ได้มาเจอคุณนักรบพอดี ไม่ทราบว่าผมขอฝากข้อความไปให้ท่านได้ไหมครับ”

“คุณชายเล็กอยากให้ผมออกไปรอข้างนอกไหมครับ” รพีกระซิบถามเจ้านายเมื่อสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายอาจต้องการพูดคุยเกี่ยวกับธุระส่วนตัว ส่วนนาวาที่ตอนนี้กำลังตื่นตาตื่นใจกับของฝากที่คนรักเอามาให้ เห็นทีคงไม่ได้สนใจตั้งแต่ต้นว่าคนรอบตัวพูดอะไรกัน

“ไม่เป็นไรครับ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับอะไร พี่พีอาจจะยังไม่ทราบว่าคุณอรัญญาซึ่งเป็นคุณแม่ของคุณนักรบเป็นทนายความ และท่านก็ช่วยดูแลคดีให้เล็กอยู่”

“คดี…” 

“คดีของคุณอำนาจครับ”

เมื่อได้รับคำตอบว่าคุณชายยังคงไม่ปล่อยเรื่องของเสี่ยอำนาจไปโดยง่าย รพีก็ชะงักไปด้วยความคาดไม่ถึง ในใจลึกๆ มีทั้งความเกรงใจและความอบอุ่นใจ ท้ายที่สุดจึงไม่อาจเอ่ยคำพูดใดออกมาได้ นอกจากพยักหน้ารับเงียบๆ เท่านั้น

“คุณชายต้องการส่งข้อความอะไรไปให้คุณแม่ บอกมาทางผมเลยก็ได้ครับ”

“เช่นนั้นรบกวนด้วยนะครับ”​ หม่อมราชวงศ์คีรินทร์ยกยิ้มจางพลางพูดอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “พอดีผมเพิ่งอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการฟ้องร้องที่คุณอรัญญาส่งมาให้จบ บังเอิญมาพบคุณนักรบพอดีจึงคิดว่าฝากข้อความไปให้ดีกว่าจะได้ไม่เป็นการรบกวนเวลาของท่าน ที่อยากฝากไปเป็นเพียงข้อความสั้นๆ ไม่ได้มีอะไรมากครับ”

“ได้ครับ ผมยินดี”

“ไม่พอ”

“…”

“เท่าที่คุณอรัญญาแจ้งมา ผมคิดว่าไม่พอ ช่วยเพิ่มข้อหาให้มากกว่านี้อีกครับ” คุณชายเล็กผู้สุภาพใจดีหยิบเอกสารที่ตรีภพแวะเอามาให้ในช่วงเช้ายื่นส่งให้นักรบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “ไม่ว่าจะเป็นข้อหาทำร้ายร่างกายหรืออะไรก็ตาม ผมไม่ต้องการให้ขาดแม้แต่อย่างเดียว รายละเอียดและหลักฐานเท่าที่จำเป็น ผมให้คนจัดเตรียมเอาไว้ให้แล้ว”

นักรบจ้องมองเอกสารที่น่าจะมีทุกอย่างพร้อมสรรพด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ตั้งแต่จำความได้ มารดาของเขาก็ทำงานให้กับครอบครัวของคุณชายมาโดยตลอด การกระทำที่เต็มไปด้วยความรัดกุมไม่อาจนับได้ว่าผิดปกติ เพราะเป็นนิสัยของหม่อมราชวงศ์ปฐวีอยู่แล้ว ทว่าที่น่าแปลกใจก็คือการที่ผู้เป็นน้องชายอย่างหม่อมราชวงศ์คีรินทร์ซึ่งวางตัวนิ่งเฉย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องใดๆ มาโดยตลอดออกคำสั่งเองเช่นนี้ต่างหาก 

...ทั้งยังเป็นการลงดาบเชือดเสี่ยร้านทองปล่อยเงินกู้ธรรมดาๆ คนหนึ่งซึ่งไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับตัวเองด้วย

พลันเมื่อสายตาเบนไปเห็นคนข้างกายของคุณชายคีรินทร์ ความสงสัยบางประการก็ดูคล้ายจะได้รับคำตอบ แม้จะเป็นเพียงการคาดเดา หากนักรบก็ยังคิดว่าตัวเองเดาถูกเกินกว่าครึ่ง 

เอาเถอะ... จะอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องของเขาอยู่แล้ว สนใจเพียงเจ้าตัวเล็กกินจุข้างกายก็พอ

“ผมจะบอกคุณแม่ให้ครับ คุณชายไม่ต้องเป็นห่วง”

พวกเขาส่งยิ้มให้กัน เป็นอันจบบทสนทนาเกี่ยวกับเรื่องงานโดยอัตโนมัติ ช่วงเวลาต่อจากนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความผ่อนคลาย ขณะที่นักรบคีบอาหารให้นาวาอย่างมีความสุข คุณชายเล็กเองก็อมยิ้มแก้มพองกับความเอาใจใส่ของรพีที่ตักแต่สิ่งที่เขาชอบให้เช่นเดียวกัน

รอกระทั่งอาหารบนโต๊ะหายไปเกินกว่าครึ่ง บทสนทนาเรื่อยเปื่อยจึงถูกดึงกลับเข้าสู่หัวข้อสำคัญในสายตาของนักรบอีกครั้ง

“เมื่อเช้าผมเพิ่งเข้าไปหาคุณชายปฐวีมา เห็นเจ้าตัวบอกว่าไม่ได้เจอกับคุณชายมาหลายอาทิตย์แล้ว คุณชายน่าจะหาเวลาไปเจอพี่ชายบ้างนะครับ ตอนนี้ทางนั้นดูจะอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร ทำเอาพนักงานในบริษัทหวาดกลัวกันไปหมด ทุกคนต้องคิดถึงคุณชายมากแน่ๆ”

“ผมจะช่วยอะไรได้ครับ” คุณชายเล็กหัวเราะออกมาเบาๆ ถึงปากจะบอกว่าช่วยอะไรไม่ได้ แต่ตัวเขาย่อมรู้ดีว่าในความเป็นจริงนั้นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

สำหรับพี่ชายใหญ่ ตัวตนของเขาเปรียบดั่งสายน้ำที่ช่วยชโลมจิตใจ เพียงแค่ได้พบหน้าหรือพูดคุยก็ทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้อย่างง่ายดาย ไม่ต่างไปจากตัวตนของอีกฝ่ายในใจของเขา ไม่ว่าจะหงุดหงิดหรืออารมณ์ไม่ดีขนาดไหน ขอเพียงน้องชายยอมไปปรากฏตัว หม่อมราชวงศ์ปฐวีจะต้องอารมณ์ดีขึ้นอย่างแน่นอน

“ถือว่าผมขอร้องแทนคนรอบตัวคุณชายปฐวีก็แล้วกัน คุณชายช่วยแวะไปเจอพี่ชายหน่อยเถอะครับ” พอนึกถึงพนักงานในบริษัทที่มองมาที่เขาด้วยความคาดหวังตอนไปเยี่ยมเยียนเพื่อนสนิท นักรบก็อดหัวเราะในใจไม่ได้ เพราะมันน่าสงสารมากจริงๆ เชื่อว่าถ้าคนเหล่านั้นคุกเข่าได้คงจะคุกเข่าไปแล้ว

ปกติหม่อมราชวงศ์ปฐวีก็น่ากลัวอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงเวลาอารมณ์ไม่ดีหรือหงุดหงิดเลย เพราะมีเพียงไม่กี่คนที่เข้าหน้าติด ส่วนคนที่ทำให้หายจากอารมณ์เหล่านั้นได้ เห็นทีคงมีเพียงน้องชายของเจ้าตัวเท่านั้น

“จะว่าไปแล้วผมก็ไม่ได้เจอพี่ชายใหญ่มานานมากจริงๆ ทั้งที่อุตส่าห์ตกลงกันว่าจะกลับไปนอนบ้านทุกอาทิตย์แท้ๆ” คุณชายคีรินทร์ยิ้มจางเมื่อนึกถึงเรื่องที่เคยพูดคุยเอาไว้กับพี่ชายใหญ่ซึ่งสุดท้ายต่างฝ่ายต่างก็ทำไม่ได้ “กลับกลายเป็นว่าพอแยกย้ายก็แทบไม่ได้เจอกัน พี่ชายใหญ่งานเยอะขึ้นมาก ต้องเดินทางบ่อยครั้ง ส่วนตัวผมเองที่อยู่ทางนี้นอกจากเรื่องเรียนก็มีคุณตรีภพเทียวไปเทียวมาขนงานมาให้ทำตลอดจึงแทบไม่ต้องเข้าบริษัท”

“อีกไม่นานคุณชายก็ต้องฝึกงานแล้ว ถึงตอนนั้นคงได้เจอหน้ากันบ่อยแน่ครับ”

“คงจะจริงอย่างที่คุณนักรบว่า” คุณชายหัวเราะอารมณ์ดี ไม่ต้องคาดเดาก็รู้ว่าเมื่อช่วงเวลานั้นมาถึงพวกเขาสองพี่น้องต้องมีความสุขมากแน่ๆ “แต่ก่อนจะถึงเวลานั้นผมคงต้องไปเยี่ยมพี่ชายใหญ่สักครั้ง อาทิตย์นี้ผมติดงานคงจะเข้าไปไม่ได้ ถ้าเป็นอาทิตย์หน้า...”

“คุณชายเล็ก” รพีเอ่ยเรียกเจ้านายเสียงเบา ก่อนจะถ่ายทอดเรื่องสำคัญที่คุณตรีภพแอบกระซิบเตือนเขาเอาไว้ให้อีกคนฟังด้วยสีหน้าเป็นกังวล “อาทิตย์หน้าตรงกับวันครบรอบครับ”

คำพูดนั้นทำให้หม่อมราชวงศ์คีรินทร์ชะงักไปเล็กน้อย ชั่วขณะหนึ่งดวงตาคู่สวยวูบไหวคล้ายระลอกคลื่น หากก็กลับมาเป็นเช่นเดิมอย่างรวดเร็วเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร แต่มีหรือที่รพีซึ่งสังเกตสีหน้าของคุณชายมาโดยตลอดจะมองไม่เห็น 

“อีกสองอาทิตย์ผมกับพี่ชายใหญ่จะได้เจอกันอยู่แล้ว คุณนักรบช่วยแอบกระซิบบอกให้คนรอบตัวพี่ชายใหญ่อดทนอีกนิดนะครับ” คำพูดทีเล่นทีจริงของคุณชายเล็กเรียกรอยยิ้มจากนักรบได้เป็นอย่างดี ชายหนุ่มพยักหน้า รับปากว่าอีกสองวันเมื่อเข้าไปที่บริษัทจะบอกทุกคนตามนั้น และหัวข้อสนทนาก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วราวกับทุกคนรับรู้ได้ถึงความต้องการของคุณชาย

เมื่อนาวามีคนรักพาไปส่งถึงบ้าน ขากลับรพีจึงมีโอกาสได้อยู่กับคุณชายตามลำพังบนรถ เขาอาศัยช่วงเวลาที่รถติดลอบมองใบหน้าด้านข้างที่ดูไม่สดใสเหมือนทุกทีของเจ้านายด้วยความเป็นกังวล แต่เพราะคิดว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมจึงได้แต่อดทนเอาไว้ รอจนกลับไปถึงเพนท์เฮ้าส์และนั่งลงบนโซฟาของห้องรับแขกเรียบร้อยแล้วถึงได้เอ่ยคำพูดขึ้นมาเป็นครั้งแรก

“คุณชายเล็ก ผมขออนุญาตครับ”

 ไม่รอให้ได้รับคำตอบ รพีก็กระทำการอุกอาจ โอบแขนรอบตัวคนข้างกายแล้วใช้มืออีกข้างกดศีรษะอีกฝ่ายให้ซุกลงกับบ่าของเขา ใช้ร่างกายสูงใหญ่ของตัวเองเป็นป้อมปราการให้คุณชายพักพิง หากเป็นไปได้ก็อยากจะช่วยป้องกันความเศร้าหมองทุกอย่างไม่ให้รอยยิ้มบนใบหน้านั้นต้องจางหายไป

“พี่พี...”​ คุณชายเล็กเบิกตากว้าง สองมือที่วางแนบอยู่บนอกแกร่งตามสัญชาตญาณเมื่อถูกดึงร่างเข้าแนบชิดโดยไม่ทันตั้งตัวขยำเสื้อของรพีจนยับย่น บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าในตอนนี้เขาสับสนและตกใจมากเพียงใด

“ถ้าเศร้าเสียใจก็ร้องไห้หรือพูดออกมา แต่อย่านิ่งเงียบแบบนี้เลยนะครับ”

ดวงตาคู่สวยไหววูบเมื่อได้ยินคำพูดของคนที่เป็นเจ้าของหัวใจ รอยยิ้มจางบังเกิดขึ้นบนใบหน้าโดยไม่อาจห้าม และในเวลาไม่นานหลังจากนั้น คุณชายเล็กก็โอบกอดรพีกลับด้วยความเต็มใจ แม้ไม่มีน้ำตาไหลออกมา หากน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและตื้นตัน

“ขอบคุณนะครับพี่พี” 

รพีโอบกระชับอ้อมแขนที่สอดรอบเอวสอบของคุณชายให้แนบแน่นมากกว่าเก่า ขณะที่มืออีกข้างช่วยลูบศีรษะปลอบโยนเจ้านายที่ในเวลานี้ดูเหมือนเด็กตัวน้อยๆ ในสายตาของเขาอย่างตั้งใจ 

“คุณตรีภพบอกให้ผมเตือนคุณชายเล็กเรื่องวันครบรอบในเวลาที่เหมาะสม แต่เพราะผมเห็นคุณชายเล็กลืมเรื่องวันนั้นไปและพูดถึงเรื่องอื่นขึ้นมาถึงได้เผลอเตือนโดยไม่ได้คำนึงถึงเวลาที่สมควร ขอโทษนะครับที่ทำให้รู้สึกแย่แบบนี้ คุณชายเล็กคงจะเจ็บปวดมากใช่ไหมครับ”

“ไม่ใช่ความผิดพี่พีหรอกครับ... เป็นเล็กเองที่หลงลืมไปว่าวันนั้นเป็นวันอะไร ต่อให้พี่พีบอกในช่วงเวลาอื่นเล็กก็คงเป็นเช่นนี้อยู่ดี”

“ผมช่วยอะไรคุณชายเล็กได้บ้างไหมครับ”

“พี่พีกำลังช่วยอยู่ครับ” คนฟังตอบกลับแทบจะทันที ใบหน้าที่วางอยู่บนบ่ากว้างซุกเข้าหาลำคอของรพี รับเอาความอบอุ่นจากร่างของใครอีกคนเข้ามาปลอบประโลมหัวใจที่ไม่เคยลืมเลือนความเจ็บปวดจากเรื่องราวในอดีต และมันก็ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นจริงๆ จนต้องเผยรอยยิ้มออกมา “ปีก่อนๆ เล็กต้องข้ามผ่านความเจ็บปวดพวกนี้ไปเพียงลำพัง ไม่กล้าบอกให้ใครรู้แม้แต่พี่ชายใหญ่ เพราะเล็กรู้ดีว่าพี่ชายใหญ่ก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน โชคดีมากจริงๆ ที่ปีนี้เล็กมีพี่พีอยู่ตรงนี้ด้วย”

“คุณชายเล็ก”

“เล็กจะยังไม่ขอให้พี่พีอยู่ตรงนี้ตลอดไป แต่หากวันไหน...”

“ผมจะอยู่ตรงนี้ตราบเท่าที่คุณชายเล็กต้องการครับ” รพีพูดแทรกโดยไม่รอฟังให้จบ “คุณชายเล็กอาจไม่คิดว่าเป็นบุญคุณ​ แต่สำหรับผม ชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่มีวันตอบแทนสิ่งที่ได้รับมาได้หมด ดังนั้นถ้าคุณชายเล็กต้องการ ผมจะอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนแน่นอน”

“แบบนั้นไม่ดีหรอกครับ จะให้เล็กต้องการฝ่ายเดียวได้อย่างไร”​

“ผมเอง...ก็ต้องการแบบนั้นครับ”

คุณชายเล็กกลั้นรอยยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ สองแขนโอบกอดคนพูดเอาไว้แน่นแล้วหลับตาลงอย่างมีความสุข ดูเหมือนพี่พีจะมีอำนาจวิเศษ ทำให้เขาลืมเลือนความเจ็บปวดไปได้จนหมดในพริบตาเดียวจริงๆ

“ถึงจะเป็นการพูดเพื่อปลอบประโลมเล็กก็ไม่สนแล้วนะครับ... ในเมื่อพูดแล้วเล็กก็จะไม่ปล่อยพี่พีไปเด็ดขาด ต่อให้พี่พีวอนขอขนาดไหนก็ตาม”

“ผมทราบครับ”

รพีไม่ใช่คนที่ชอบรับปากไปทั่ว ในเมื่อพูดออกไปแล้วเขาย่อมมั่นใจว่าจะทำเช่นนั้นได้จริงๆ เรื่องของบุญคุณสำหรับคนอื่นอาจคิดว่าไม่สำคัญ แต่ไม่ใช่สำหรับเขาที่แทบไม่เคยได้รับความอ่อนโยนจากใครมาก่อน เมื่อหลอมรวมมันเข้ากับความรู้สึกที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกวัน ชายหนุ่มจึงพูดได้อย่างเต็มปากว่าเขาจะอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนแน่นอน

…ตราบเท่าที่คุณชายเล็กต้องการ

ขณะที่รพีกำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องราวมากมายอยู่ในหัว หม่อมราชวงศ์คีรินทร์ผู้ถูกปลอบโยนจนหายดีแล้วกลับรู้สึกตื่นเต้นกับความใกล้ชิดที่ได้รับ เขาไม่คาดคิดว่าพี่พีจะเป็นฝ่ายเข้าใกล้กันก่อน ถึงจะเป็นไปด้วยความสงสารเห็นใจหรืออะไรก็ตามแต่ หากมันก็ยังหมายถึงการได้เข้าใกล้กันมากกว่าเดิมอยู่ดี

พี่พีที่แสนเจียมตัว แม้รู้จากปากตรงๆ ว่าเขาชื่นชอบมากขนาดไหนก็ยังไม่เคยอาศัยความรู้สึกนั้นเพื่อเอื้อประโยชน์ใดๆ ให้ตัวเอง อ่อนโยนอย่างไรก็ยังคงอ่อนโยนอยู่อย่างนั้น สิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลงไปคือแววตายามจ้องมองกลับมาซึ่งแฝงความรู้สึกบางอย่างที่พยายามเก็บซ่อนเอาไว้อย่างสุดความสามารถ

เพราะอย่างนี้เขาถึงได้มอบหัวใจให้กับคนตรงหน้า...

“เล็กบอกว่าเล็กเคยเจอพี่พีมาหลายครั้งแล้ว จำได้ไหมครับ” หม่อมราชวงศ์คีรินทร์ยกยิ้มจางยามผละกายออกเพื่อให้สบตากับรพีได้ถนัดกว่าเดิม “ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือพรหมลิขิต แต่สายตาของเล็กมักจะมองเห็นพี่พีเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลขนาดไหนก็ตาม ที่เคยบอกว่าทุกความรู้สึกสั่งสมมาเรื่อยๆ เล็กไม่ได้โกหกเลย”

“คุณชายเล็กหมายถึงนอกเหนือจากที่ร้านสะดวกซื้อเหรอครับ”

“หลังกลับจากต่างประเทศมาเข้าเรียนที่นี่ตอนปีหนึ่ง ไม่ว่าจะที่สวนสาธารณะ ร้านอาหาร หรือแม้แต่ระหว่างทางเดิน เล็กเคยเจอพี่พีมาแล้วหลายครั้งโดยไม่ได้ตั้งใจ” เรื่องที่เก็บเอาไว้ไม่เคยได้พูดออกมาถูกเฉลยพร้อมใบหน้ายิ้มแย้มมีความสุข “เล็กเคยเห็นพี่พีเอาอาหารให้สุนัขข้างทาง เคยเห็นพี่พีช่วยคุณป้าคนทำสวนรดน้ำต้นไม้ที่สวนสาธารณะ ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งเล็กมักจะเห็นพี่พียิ้มอย่างอ่อนโยนอยู่เสมอ แต่ครั้งไหนก็ไม่ชัดเจนเท่าตอนที่เราเจอกันที่มหาวิทยาลัย”

“คุณชายเล็กเห็นผมครั้งแรกเมื่อไรเหรอครับ” รพีถามด้วยสีหน้าโล่งใจ เมื่อเห็นว่าคนข้างกายกลับมามีสีหน้าเป็นปกติเหมือนเดิม ทว่าคำถามนั้นกลับทำให้คุณชายเล็กชะงักไปครู่หนึ่ง ต้องใช้เวลาพอควรกว่าจะยิ้มได้อีกครั้ง

“เรื่องนั้น...เล็กยังบอกไม่ได้ครับ”

“บอกไม่ได้?”

“ถ้าพร้อมเมื่อไรเล็กจะบอกพี่พีนะครับ... เพราะว่ามันสำคัญมากเล็กถึงต้องใช้เวลา”

รพีแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาเมื่อรู้ว่าการเจอกันของพวกเขามีความสำคัญบางอย่าง ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดของคุณชายเล็ก ชายหนุ่มก็ทำได้เพียงพยักหน้าด้วยความเข้าใจโดยไม่ได้พยายามคิดหาคำตอบอะไรอีกต่อไป

“ผมจะรอนะครับ”

ในเมื่อคุณชายบอกให้รอ เขาก็จะรอโดยไม่มีข้อแม้ 

“แต่มีเรื่องหนึ่งที่เล็กอยากเล่าให้พี่พีฟังตอนนี้เลย เล็กคิดว่าพี่พีควรรู้เอาไว้ ก่อนจะต้องไปเจอกับครอบครัวของเล็กในอาทิตย์หน้า”

“เรื่องอะไรหรือครับ”

คุณชายเล็กยกยิ้มจาง ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ได้เห็นปฏิกิริยาจากคนข้างกายในทุกช่วงเวลาที่เขาต้องการพูดเรื่องสำคัญบางอย่าง ความอบอุ่นและความจริงใจของพี่พีก็ทำให้เขาผ่อนคลายได้เสมอ

“พี่พีช่วยรับฟังเรื่องราวของเล็กได้ไหมครับ”

เรื่องส่วนตัวที่ไม่เคยคิดเปิดเผย เรื่องส่วนตัวที่ไม่เคยอยากพูดถึง เขาอยากให้พี่พีรับรู้เกี่ยวกับมันทั้งหมด 

…ในฐานะของผู้ที่จะมายืนเคียงข้างกันในอนาคต

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 260 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

301 ความคิดเห็น

  1. #274 rattanalak44 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 / 06:19
    คงไม่ดราม่าใช่มั้ย
    #274
    0
  2. #244 CallistoJpt (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 22:38
    พี่พีอบอุ่นละมุนมากๆ แต่ยิ่งอ่านยิ่งสงสัยเกียวกับเรื่องอุบัติเหตุของพี่พี
    #244
    0
  3. #199 baekbow (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2563 / 19:57
    เหตุการณ์ที่เจอกันครั้งแรกต้องเกี่ยวกับอุบัติเหตุแน่ๆ // เรื่องราวอะไรนะที่คุณชายอยากให้พี่พีรู้
    #199
    0
  4. #152 favmme (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2563 / 11:38
    ใจคอไม่ค่อยดี แต่เชื่อมั่นในตัวคุณชายและพี่พี
    #152
    0
  5. #151 favmme (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2563 / 11:38
    ใจคอไม่ค่อยดี แต่เชื่อมั่นในตัวคุณชายและพี่พี
    #151
    0
  6. #94 pp.pcyn (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2563 / 00:52
    รอค่ะ งื้ออออ
    #94
    0
  7. #93 Tualek_Orp (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 21:28
    รอฟังด้วยคนค่ะคุณชายเล็ก
    #93
    0
  8. #92 UmeMomo (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 20:31
    แงงงงง เขินตัวบิดเลยค่ะตอนพี่พีกอดคุณชายก่อน ฮือออออออ เรื่องอะไรนะ ;-; ใจคอไม่ค่อยจะดีเลย
    #92
    0
  9. #91 FDB88 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 20:12

    เรื่องอะไรนะที่คุฟณชายจะบอกพี่พี เอาจริงตกใจเหมือนกันที่รพีกอดคุณชาย ไม่คิดว่าจะทำแบบนี้ พี่พีเปิดหัวใจให้หมดแล้วนะคุณชาย พี่พีอบอุ่นมากๆ

    #91
    0
  10. #90 Mimlovebap (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 20:02
    งืออ รอฟังกันต่อสัปดาห์หน้า!
    #90
    0
  11. #89 aammu (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 19:52

    แงงงงง รอค้าบบบบบ

    #89
    0
  12. #88 jadefloral (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 19:43

    รอฟังด้วยhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-04.png

    #88
    0
  13. #87 Parichat1009 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 18:57
    ฟินนนนน
    #87
    0