[END] ดวงอาทิตย์ของคุณชายเล็ก

ตอนที่ 11 : ตอนที่ 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,590
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 252 ครั้ง
    24 ส.ค. 63

-11-

ครอบครัวของรพีกับครอบครัวของหม่อมราชวงศ์คีรินทร์มีอะไรหลายอย่างคล้ายคลึงกัน พวกเขาล้วนแล้วแต่สูญเสียครอบครัวไป เหลือเพียงสองพี่น้องที่คอยให้กำลังใจรวมถึงดูแลกันและกัน หากไม่นับเรื่องต้นทุนทางฐานะ สิ่งที่แตกต่างระหว่างทั้งคู่ก็คือรพีกับดมิสไม่มีญาติหรือคนที่เกี่ยวข้องเหลืออยู่อีก ขณะที่หม่อมราชวงศ์คีรินทร์กับหม่อมราชวงศ์ปฐวีมีญาติจำนวนมากที่ต้องการอาศัยอำนาจบารมีเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตัวเอง

รพีอาจไม่เข้าใจวิธีการคิดของคนกลุ่มพวกนี้เท่าไรนัก เพราะตัวเขาอยู่ในสังคมคนละระดับโดยสิ้นเชิง หากไม่ใช่ว่าได้รับโอกาสให้มาทำงานกับคุณชาย บางทีเขาอาจจะยังทำงานอย่างไร้หลักแหล่งอยู่ก็ได้ ด้วยเหตุนั้นเมื่อรู้ว่าต้องไปเจอกับผู้คนแบบไหน เขาจึงศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม ด้วยมั่นใจว่าคนอื่นๆ ย่อมไม่ได้ใจดีเหมือนคุณชายแน่นอน

ตัวเองจะถูกมองอย่างไรไม่สำคัญ แต่รพีจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกหรือมองคุณชายของเขาไม่ดีเป็นอันขาด

แม้จะบอกว่าเป็นงานวันครบรอบ แต่ความหมายของงานในที่นี้กลับไม่ใช่เรื่องดีเลยสักนิด งานครบรอบหรือหากเรียกเต็มๆ ควรต้องบอกว่างานทำบุญครบรอบวันเสียชีวิตของเลล่า ปกติมีเพียงสองพี่น้องกับผู้ติดตามที่จะมารวมตัวกัน เพราะครอบครัวฝั่งมารดาตัดขาดไปตั้งแต่พวกเขายังไม่เกิด ส่วนฝั่งบิดาก็ไม่ได้ถือว่าเกี่ยวข้องโดยตรง ทว่าในวันนี้กลับแตกต่างไปจากปกติอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากบ้านหลังใหญ่ที่สองพี่น้องซื้อเอาไว้เมื่อหลายปีก่อนมีแขกแวะเวียนมาเป็นจำนวนมาก 

“พี่พีดูสิครับ พวกเขาแทบไม่แสดงออกว่าไม่พอใจเลยสักนิด ทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในบ้านแท้ๆ” คนที่นั่งนิ่งอยู่บนเบาะข้างคนขับของรถหรู ห่างจากจุดที่มีผู้คนรวมตัวกันอยู่พอควรเอ่ยด้วยน้ำเสียงยิ้มๆ ที่ติดจะขบขันไม่น้อย

“คุณชายเล็กจะลงไปหรือเปล่าครับ”

“ไม่ครับ เล็กเพียงแวะมาดูให้เห็นกับตา อยากรู้ว่าท่าทางของคนที่มาร่วมงานทำบุญครบรอบวันเสียชีวิตของคุณแม่เป็นอย่างไร” เมื่อกล่าวจบคุณชายเล็กก็กวาดสายตามองสีหน้ายิ้มแย้มของญาติหลายชีวิตที่กำลังพูดคุยกันอยู่บริเวณสนามหน้าบ้านจนถ้วนทั่ว “ตอนนี้เล็กได้เห็นแล้ว”

“คุณชายเล็ก...” รพีเรียกคนข้างกายด้วยความเป็นห่วง และเหมือนว่าน้ำเสียงเป็นกังวลของเขาจะส่งผลต่อคนฟังโดยตรง สายตาที่จ้องมองออกไปด้านนอกจึงเบนกลับมามองหน้ากันแทน 

“เล็กไม่เป็นไรครับ พี่พีไม่ต้องเป็นห่วง พวกเรารีบไปหาพี่ชายใหญ่ที่วัดกันดีกว่า”

เมื่อมั่นใจว่าคุณชายไม่เป็นไรแล้วจริงๆ รพีจึงพยักหน้ารับเงียบๆ แล้วขับรถออกจากอาณาเขตบ้านของเจ้านายที่ตอนนี้มีคนรวมตัวกันอยู่บริเวณสนามหญ้าเป็นจำนวนมาก 

ผู้ที่ไม่เคยรู้ว่าสองพี่น้องใช้ชีวิตอย่างไรล้วนเข้าใจว่าพวกเขาจะกลับมาที่บ้านหลังนี้ในวันครบรอบของมารดา ดังนั้นเมื่อได้รับโอกาสจึงรีบคว้าเอาไว้ ไม่ใช่เพียงแจ้งว่าจะมาเฉยๆ แต่ยังมาดักรอตั้งแต่เช้าเพื่อให้มีโอกาสเข้าพบหม่อมราชวงศ์ปฐวีก่อนใคร สองคนในกลุ่มนั้นย่อมนับรวมถึงภาคภูมิกับไลลาที่มาเป็นกลุ่มแรก 

...ทว่าแท้จริงทุกปีสองพี่น้องมักจะนัดเจอกันที่วัด พวกเขาจะไปทำบุญให้มารดาในตอนเช้า หลังจากนั้นจะตรงไปทานอาหาร ใช้เวลาอยู่ร่วมกันทั้งวันตามประสาพี่น้อง ก่อนจะต้องแยกย้ายไปทำสิ่งที่ควรทำในช่วงค่ำ การที่หม่อมราชวงศ์ปฐวีไม่ปรากฏตัวที่บ้านจึงไม่นับว่าแปลกอะไร เพราะแค่ยอมให้คนเปิดประตูต้อนรับแขกที่ไม่อาจนับได้ว่าเป็นแขกก็ถือว่าใจดีมากแล้ว

อยากมาก็มา อยากอยู่นานแค่ไหนก็อยู่ แต่ไม่มีสิทธิ์เหยียบย่างเข้าไปในบ้าน แล้วก็ไม่ต้องหวังว่าจะได้พบหน้าพูดคุยกับเขา นั่นคือสิ่งที่คุณชายใหญ่ต้องการบอก

“พวกเขาจะไม่ตามไปที่วัดใช่ไหมครับ”

“นอกจากคุณภาคภูมิกับคุณไลลา เล็กคิดว่าคนอื่นๆ ไม่น่าจะทราบหรอกครับว่าคุณแม่อยู่ที่วัดไหน”

รพีพยักหน้ารับ ไม่คิดถามต่อว่าถ้าสองคนนั้นตามไปด้วยจะทำยังไง เพราะเขารู้ดีว่าตราบใดที่มีพี่ชายอยู่ตรงนั้น คุณชายเล็กจะต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน ไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจก็ตาม 

อีกอย่าง...เขาเองก็ไม่คิดปล่อยให้คุณชายคลาดสายตาอยู่แล้ว

“สองคนนั้นทราบเพราะอยู่ในงานศพของคุณเลล่าใช่ไหมครับ”

“ใช่ครับ พวกเขาคงรับรู้แล้วเลยจำเป็นต้องมาไม่ให้น่าเกลียด หรืออาจเพราะกลัวคุณแม่แค้นเคืองเลยต้องมาขอขมา เล็กยังจำได้ดีว่าท่าทางของสองคนนั้นดูหวาดกลัวขนาดไหนตอนมางานของคุณแม่” คุณชายเล็กพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง คล้ายไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิดกับเรื่องที่กล่าวถึง แม้สีหน้าและน้ำเสียงยังคงอ่อนโยน หากคำพูดกลับฟังดูเย็นชาอย่างเห็นได้ชัดจนรพีอดหันไปมองไม่ได้

“อย่าอารมณ์เสียเลยนะครับ อีกเดี๋ยวก็จะได้เจอคุณแม่กับพี่ชายแล้ว คุณชายเล็กคงไม่อยากให้ทั้งสองท่านไม่สบายใจ”

“พี่พีก็คงไม่สบายใจเหมือนกัน” 

“ครับ ผมไม่อยากให้คุณชายเล็กรู้สึกไม่ดี” รพียอมรับอย่างง่ายดาย อาศัยช่วงเวลาสั้นๆ ที่รถจอดนิ่งอยู่กับที่หันไปส่งยิ้มให้คนข้างกายเพื่อให้กำลังใจ “กับคนอื่นๆ การหัวเราะทั้งที่รู้ว่ามาทำอะไรอาจจะไม่เหมาะสม แต่ผมคิดว่าวันนี้เป็นวันที่คุณชายเล็กกับคุณชายปฐวีมีสิทธิ์ที่จะยิ้มกว้างยิ่งกว่าใคร”

“…ทำไมหรือครับ”

“เพราะพวกคุณได้เจอกัน แล้วก็ได้กลับมาเจอคุณแม่อีกครั้ง ท่านคงอยากให้ลูกทั้งสองคนมีความสุขมากกว่าต้องเศร้าหมองนึกถึงเรื่องราวที่ไม่อาจกลับไปแก้ไข” 

คนฟังนิ่งไปเล็กน้อยราวกับไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำตอบเช่นนี้ แต่เพียงไม่นานหลังจากนั้นก็เผยรอยยิ้มหวานออกมาให้รพีสบายใจ ความหมายที่ซ่อนอยู่ในรอยยิ้มน่ามองของคุณชายมีความชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว ต่อให้ไม่พูดออกมาคนมองก็ยังสัมผัสได้ถึงคำขอบคุณและสิ่งที่มากกว่านั้น คำพูดทั้งหลายจึงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

พวกเขาเดินทางไปถึงวัดแห่งหนึ่งซึ่งเลล่าชอบมาทำบุญหลังจากเปลี่ยนศาสนาในเวลาไม่นานหลังจากนั้น ตอนที่เดินทางไปถึง รพีมองเห็นรถหรูสองคันจอดอยู่ก่อนแล้ว ไม่ต้องคาดเดาเขาก็รู้ได้ในทันทีว่านั่นคือรถของคุณชายปฐวีกับผู้ติดตาม

“พี่ชายใหญ่มาถึงไวกว่าเล็กอีกแล้ว” คีรินทร์พึมพำกับตัวเองเบาๆ ดวงตาเป็นประกายอย่างมีความสุขเพราะกำลังจะได้เจอพี่ชายที่ไม่ได้เห็นหน้ามานานอีกครั้ง

หลังจากเข้าไปในเขตวัดได้สักพัก ฝีเท้าของคนสุภาพเรียบร้อยก็ดูคล้ายจะไวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รพีอมยิ้มมองอยู่ด้านหลัง พยายามก้าวขาให้ไวเพราะกลัวจะตามหลังคุณชายไปไม่ทัน กระทั่งพวกเขาเดินไปถึงศาลาริมน้ำด้านหลังวัด ร่างของคนในชุดสูทหลายคนจึงปรากฏให้เห็นในที่สุด 

ผู้ติดตามของหม่อมราชวงศ์ปฐวีก้มศีรษะให้น้องชายของเจ้านายอย่างรวดเร็ว หนึ่งในนั้นคือตรีภพที่รีบเดินตรงเข้ามาหาผู้มาใหม่พร้อมรอยยิ้มสุภาพ

“มานานแล้วหรือครับ”

“ไม่นานครับคุณชาย” ตรีภพตอบกลับตามความเป็นจริง​ “เชิญด้านในเถอะครับ คุณชายปฐวีพูดว่าอยากเจอคุณชายกับคุณรพีมาหลายวันแล้ว”

รพีที่ถูกนับรวมอยู่ในนั้นเลิกคิ้วด้วยความสงสัย สายตามองตรงเข้าไปด้านในศาลาซึ่งมีร่างสูงใหญ่ของชายผู้หนึ่งยืนหันหลังมองลำคลองอยู่อย่างไม่เข้าใจ

“ผมด้วยเหรอครับ”

“ครับ คุณรพีด้วย” ตรีภพยกยิ้มขบขันเมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของรพี ก่อนจะผายมือเชิญทั้งสองคนให้เดินผ่านผู้ติดตามทั้งหลายเข้าไปในตัวศาลา

หม่อมราชวงศ์คีรินทร์เดินตรงเข้าไปหาพี่ชายใหญ่พร้อมรอยยิ้มที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ จวบจนเมื่อระยะห่างระหว่างพวกเขาเหลืออยู่เพียงน้อยนิด มือข้างหนึ่งจึงยื่นไปดึงชายเสื้อสูทของคนด้านหน้าเช่นเดียวกับที่เคยทำตอนเด็กๆ เวลาที่เขาต้องการพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่รู้ว่าควรอธิบายออกไปอย่างไร

คิดถึงมากเหลือเกิน...

“พี่ชายใหญ่”

ดวงตาคมดุสีฟ้าน้ำทะเลอันแสนเย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนในเสี้ยววินาทีเมื่อเจ้าของชื่อหันกลับมาหาผู้เรียก หากกล่าวว่าคุณชายเล็กคือผู้ที่เกิดมาโดยมีรูปทรัพย์ราวกับเทวดา ไม่ว่าจะเป็นลักษณะท่าทางที่แสดงออกถึงความอ่อนโยน หรือใบหน้างดงามที่ดูสุภาพเรียบร้อย เช่นนั้นคุณชายใหญ่คงจะเปรียบเสมือนรูปสลักที่แฝงไปด้วยความแข็งแกร่ง ให้ความรู้สึกอึดอัดดุดันไม่น่าเข้าใกล้ แม้ดวงตาจะได้มาจากมารดาเช่นเดียวกัน ทว่ากลับแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดโดยไม่ต้องพยายามเพ่งมอง

“น้องเล็ก” เสียงทุ้มเย็นชาที่ไม่เคยแปรเปลี่ยนไม่ว่าจะนานเพียงใดก็ตามดังขึ้นพร้อมกันกับที่คุณชายเล็กเป็นฝ่ายตรงเข้าไปโอบกอดพี่ชายเอาไว้ก่อน 

“เล็กคิดถึงพี่ชายใหญ่ครับ”

หม่อมราชวงศ์ปฐวีถอนหายใจแผ่วเบา ความหงุดหงิดมากมายที่สั่งสมมาหลายวันราวกับจะได้รับการบรรเทาลงในพริบตา แม้ว่าน้องชายในอ้อมแขนจะไม่ได้ตัวเล็กตัวน้อยเหมือนเมื่อก่อน กลายเป็นชายหนุ่มเต็มตัวที่ตัวเล็กกว่าเขาเพียงไม่มากไปแล้ว แต่ความเอ็นดูและความรักที่เคยมีให้ จะอย่างไรก็ไม่มีทางจางหายไปตามกาลเวลา

“พี่ก็คิดถึงน้องเล็ก”

สองพี่น้องยืนกอดกันเงียบๆ อยู่พักใหญ่โดยมีเพียงรพีที่มองดูอยู่ด้านข้าง ส่วนผู้ติดตามของหม่อมราชวงศ์ปฐวีคนอื่นๆ ล้วนแล้วแต่หันออกไปด้านนอกเพื่อดูแลความเรียบร้อย ทำราวกับไม่ได้เห็นและไม่ได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น ใช้เวลาเนิ่นนานกว่าทั้งคู่จะผละออกจากกันและหันมาสนใจบุคคลที่สามในที่สุด

“พี่ชายใหญ่ นี่พี่พีที่เล็กเคยเล่าให้ฟังครับ”

“สวัสดีครับคุณชายปฐวี” รพีรีบทักทายพี่ชายของเจ้านายด้วยความสุภาพ แม้ไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวหัวหดอะไร แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธว่าไม่กังวล แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะบรรยากาศเย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างของอีกฝ่าย แต่เป็นเพราะเขามาที่นี่พร้อมกันกับคุณชายเล็ก คนที่ทางนั้นน่าจะหวงเอามากๆ ต่างหาก

ถึงจะยังไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่รพีก็ยอมรับไปแล้วว่ามีความรู้สึก ดังนั้นนี่จึงไม่ต่างจากการที่เขาได้มาเจอกับญาติผู้ใหญ่ของคนที่อยากจะมอบหัวใจให้เลยสักนิด

“รพีสินะ” หม่อมราชวงศ์ปฐวีพูดเสียงเรียบพลางมองสำรวจคนของน้องชายอย่างพิจารณา หลังจากนั้นจึงเอ่ยกับคนที่ยืนมองนิ่งๆ อยู่ด้านข้างโดยที่ยังไม่ละสายตาออกมา “น้องเล็กบอกว่าจะเล่าทุกอย่างให้พี่ฟังเมื่อได้เจอกัน อย่าลืมสัญญาระหว่างเรา”

“ได้สิครับ อย่างไรวันนี้เล็กก็จะอยู่กับพี่ชายใหญ่ทั้งวันอยู่แล้ว” 

พอเห็นรอยยิ้มมีความสุขของน้องชาย สีหน้าของหม่อมราชวงศ์ปฐวีก็ดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด รพีที่ถูกปล่อยให้เป็นอิสระจากสายตากดดันลอบถอนหายใจกับตัวเองเบาๆ คิดในใจว่านอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่คล้ายคลึงกัน สองพี่น้องแทบจะแตกต่างเป็นคนละขั้ว เหมือนเขากับดิมไม่มีผิด

ระหว่างที่สองพี่น้องร่วมกันทำบุญให้มารดา รพีคอยติดตามอยู่ด้านหลังร่วมกับตรีภพและคอยมองสังเกตสีหน้าของคุณชายเล็กอยู่เสมอ หลังจากเห็นว่าคุณชายยิ้มกว้างเพียงใด เขาจึงหลุดยิ้มตามไปด้วยโดยไม่อาจห้าม เพราะมันไม่ใช่แค่คุณชายเชื่อคำพูดของเขา แต่ยังหมายความว่าคุณชายมีความสุขจริงๆ ด้วย

“คุณชายปฐวีไม่ได้ดูผ่อนคลายขนาดนี้มานานมากแล้วครับ”​ ตรีภพที่ได้รับสิทธิ์พิเศษให้เดินอยู่ข้างกายรพีตามคำขอของคุณชายเล็กที่มีต่อพี่ชายกระซิบบอกคนข้างกายด้วยน้ำเสียงเจือรอยยิ้ม “ก่อนหน้านี้น่ากลัวสุดๆ เพราะมีเรื่องให้รำคาญใจมากมาย แต่พอได้เจอน้องชายก็เปลี่ยนเป็นคนละคนเลย”

“ปกติก็เป็นแบบนี้เหรอครับ” 

“ครับ ปกติถ้าคุณชายปฐวีอารมณ์ไม่ดีก็มีแต่คุณชายคีรินทร์นี่แหละที่เอาอยู่ เสียก็แต่ทั้งคู่ไม่ได้เจอกันบ่อยนัก เหตุผลหลักๆ คงเป็นเพราะคุณชายปฐวีไม่อยากให้น้องชายเหนื่อยแต่ก็ปฏิเสธคำขอที่อยากช่วยเหลืองานไม่ได้ ผมจึงต้องเป็นตัวกลางคอยไปรับไปส่งงานให้ตลอด กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้ทั้งคู่ได้เจอกันน้อยทั้งที่คุณชายคีรินทร์ก็คอยช่วยงานอยู่บ่อยๆ แท้ๆ”

“คุณตรีภพคงเหนื่อยแย่เลยสินะครับ”​ รพีแซวพร้อมรอยยิ้มขบขันตามประสาคนที่เริ่มสนิทสนมกัน แต่กลับถูกเอาคืนในคำพูดเดียวจนแทบไปต่อไม่เป็น

“เมื่อก่อนก็มีเหนื่อยบ้างครับ แต่เดี๋ยวนี้สบายมากกว่าเพราะมีคนมาช่วยดูแลคุณชายแล้ว แถมยังดูจะทำหน้าที่ได้ดีเอามากๆ ด้วย เจ้านายถึงได้ยิ้มมีความสุขไม่เว้นแต่ละวัน”

“คุณตรีภพ...”

“ระวังเถอะไอ้ตรี เจ้านายได้ยินเข้าจะโดนเชือดทิ้งเอา” บุคคลที่สามซึ่งยืนหาวอยู่ด้านหลังมาโดยตลอดโผล่หน้ามาพูดกับตรีภพด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ ทำให้รพีที่อยู่ด้านข้างต้องหันกลับไปมองด้วยอีกคน

“กูระวังอยู่แล้วน่า” ตรีภพกระซิบตอบแล้วเหลือบมองไปทางเจ้านายอย่างร้อนรน จนเมื่อแน่ใจว่าทางนั้นไม่ได้ยินจึงกลับมากระแอมวางท่าสุขุมอีกครั้ง “คุณรพีครับ นี่พชร เป็นเลขาฯ ส่วนตัวอีกคนของคุณชายปฐวี”

“สวัสดีครับคุณพชร”

“สวัสดีครับคุณรพี”

เมื่อทำความรู้จักกันเรียบร้อยแล้ว รพีก็กลายเป็นคนกลางที่ต้องคอยห้ามสองเพื่อนซี้ที่ทำงานในตำแหน่งเดียวกันไม่ให้ทะเลาะกันไปโดยปริยาย เขารู้สึกเหมือนได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นมาสองคน แม้จะแอบขำที่ทั้งคู่มีนิสัยต่างจากตอนอยู่ต่อหน้าเจ้านายราวกับเป็นคนละคนก็ตาม 

“พวกคุณใจเย็นๆ กันก่อนครับ คุณชายหันมามองแล้ว”​ รพีส่ายหน้าอ่อนใจกับคนทั้งคู่ ถึงอย่างนั้นก็คงต้องยอมรับว่าแบบนี้ดีกว่ามาก เพราะหากอยู่ด้านหลังเพียงลำพัง นอกจากจ้องมองคุณชายเล็กด้วยความเป็นห่วง เขาคงไม่รู้ว่าจะทำตัวยังไงดี

ในระหว่างที่สองพี่น้องทำกิจกรรมร่วมกัน บ่อยครั้งที่คุณชายคีรินทร์หันกลับมามองรพีด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าชายหนุ่มจะทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะพูดคุยกับใคร แต่เมื่อเห็นว่าพชรกับตรีภพคอยชวนพูดคุยอยู่ด้านข้างตามคำขอที่แอบบอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ เขาก็ลอบยิ้มสบายใจและกลับมาให้ความสนใจกับพี่ชายดังเดิม

“น้องเล็กชอบเขามากหรือ”

คนที่เพิ่งละสายตาออกจากรพีหันกลับมามองพี่ชายที่ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาแล้วยกยิ้มจาง ไม่คิดจะปกปิดความคิดความรู้สึกของตัวเองเลยสักนิด

“ครับ เล็กชอบเขามาก”

คำสัญญาที่เคยบอกว่าจะเล่าทุกอย่างให้ฟังเมื่อได้เจอกัน คุณชายเล็กทำตามนั้นทุกประการโดยไม่ปิดบังแม้แต่เรื่องเดียว ตลอดเวลาที่เล่า สายตามักจะเบนไปมองรพีที่กำลังพูดคุยกับเพื่อนใหม่อยู่บ่อยครั้ง แววตาและสีหน้าล้วนแล้วแต่แสดงออกชัดเจนว่ามีความสุขมากเพียงใด

จวบจนเมื่อรับฟังทุกอย่างหมดแล้ว หม่อมราชวงศ์ปฐวีจึงเงียบเสียงไปสักพักและค่อยๆ พูดสิ่งที่คิดออกมาช้าๆ

“เขาคือคนที่น้องเล็กอยากเจอ แต่ไม่มีความกล้ามากพอจะตามหาใช่ไหม”

“ใช่ครับ” คนฟังตอบรับอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้หยุดคิดหรือตกใจที่พี่ชายเชื่อมโยงเรื่องราวทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว “เล็กไม่มีความกล้าที่จะตามหา แต่แล้ววันหนึ่งเราก็ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง เมื่อมั่นใจว่าเป็นเขาเล็กจึงไม่คิดจะปล่อยมือไปอีก”

“น้องเล็กชอบเขาเพราะเขาคือคนคนนั้นหรือ”

“ไม่ใช่ครับ เล็กชอบพี่พีเพราะพี่พีคือพี่พี เป็นคนอ่อนโยนที่แท้จริงเข้มแข็งเป็นที่สุด ยิ่งพอได้รู้ว่าเขาคือคนคนนั้น ความชอบของเล็กจึงเพิ่มเติมความประทับใจเข้าไปด้วย ทั้งหมดนั่นรวมกันเป็นเหตุผลที่ทำให้เล็กชอบ...หรืออาจรักเขาไปแล้ว”

คุณชายใหญ่มองรอยยิ้มของน้องชายนิ่งๆ โดยไม่ได้พูดอะไรอยู่นานนับนาที ถึงกระนั้นกลับไม่มีความไม่พอใจปะปนอยู่แม้เพียงเศษเสี้ยว 

“สิ่งใดที่น้องเล็กต้องการพี่ไม่เคยคิดขัด หากมั่นใจว่าจะทำให้มีความสุขก็ทำต่อไป ทว่าเมื่อไรก็ตามที่มีคนทำให้น้องเล็กเสียใจ ต่อให้มาร้องขอทีหลังพี่ก็ไม่มีทางยอมปล่อยไปแน่นอน”

“พี่พียังไม่ได้ให้คำตอบเกี่ยวกับความรู้สึกกับเล็กเลยครับ เล็กบอกเขาไปแล้วว่าไม่คิดรีบเร่ง”

“น้องเล็กอาจต้องการคำตอบที่ชัดเจน แต่พี่ไม่ต้องการ... เพราะเพียงแค่พี่อนุญาตให้เขามองน้องเล็กด้วยสายตาเช่นนั้นก็มากพออยู่แล้ว” 

คนบางคนอาจต้องการเวลามากมายเพื่อพิสูจน์ความรู้สึกในใจ ทั้งที่เผลอแสดงความต้องการออกมาผ่านทางแววตาและการกระทำจนหมดสิ้น รพีเองก็เป็นหนึ่งในคนประเภทที่ว่า เพราะปากบอกว่ายังไม่มั่นใจและต้องการเวลา หากสายตากลัับชัดเจนเสียยิ่งกว่าใคร แล้วแบบนี้จะไม่ให้คนเป็นพี่ของผู้ถูกจ้องหงุดหงิดได้ยังไง

ในเมื่อกล้าจ้องมองน้องเล็กของเขาด้วยสายตาเช่นนั้นก็ต้องยอมรับผลจากการกระทำของตัวเองให้ได้

“พี่ชายใหญ่...”

“คุณชาย!!… ปล่อยนะ ไม่รู้หรือไงว่าฉันเป็นใคร!”

เสียงเรียกและเสียงโวยวายของชายหญิงคู่หนึ่งที่ดังขึ้นจากทางด้านหลังเรียกสายตาจากคุณชายได้ทั้งคู่ หม่อมราชวงศ์ปฐวีขมวดคิ้วเล็กน้อยเป็นสัญญาณบอกถึงความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะในช่วงเวลาส่วนตัว ขณะที่หม่อมราชวงศ์คีรินทร์เพียงหันกลับไปมองนิ่งๆ พร้อมรอยยิ้มจางที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา เนื่องจากคาดเดาสถานการณ์ได้อยู่แล้ว

“อยากเข้าบ้านนักก็อุตส่าห์เปิดให้เข้าแล้ว ยังจะทำตัวน่ารำคาญไม่รู้เรื่องอยู่อีก” คุณชายใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ ไม่คิดลดระดับเสียงเลยสักนิด ถึงอย่างนั้นสองสามีภรรยาที่พยายามฝ่าด่านการ์ดเข้ามาหาพวกเขาก็ยังไม่ได้ยิน คงเพราะทุ่มสมาธิไปกับการพยายามเรียกร้องสิทธิ์ของตัวเองอยู่

“คุณชายปฐวี! พวกผมมีเรื่องจะคุยด้วย!” ภาคภูมิยังคงพยายามฝ่าวงล้อมของผู้ติดตามที่ยืนขวางทางเข้ามาหาสองพี่น้อง ลืมสนใจเรื่องที่พวกเขาเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างแล้วแต่ไม่ได้ห้ามคนของตัวเองไปเสียสนิท

“พี่ชายใหญ่ เล็กคิดว่าหลีกเลี่ยงต่อไปพวกเขาก็คงไม่ยอมแพ้หรอกครับ”

เมื่อได้ยินน้องชายกล่าวเช่นนั้น คุณชายใหญ่จึงหันไปมองคนทั้งคู่อีกครั้งแล้วส่งสัญญาณทางสายตาให้แก่พชร เพียงเท่านั้นเลขาฯ หนุ่มก็เดินตรงไปหาแขกไม่ได้รับเชิญในทันที

“คุณชายทั้งสองกำลังจะไปทานข้าว พวกคุณขับรถตามไปเจอที่ร้านอาหารได้เลยครับ”

“คุยที่นี่เลยไม่ได้เหรอ” 

“คุณ!” ภาคภูมิดึงแขนภรรยาที่แสดงอาการร้อนรนอย่างออกนอกหน้าเอาไว้ จากนั้นจึงหันไปหาพชรอีกครั้ง “พวกฉันจะขับรถตามไป”

เมื่อตกลงกันได้สองสามีภรรยาก็ยอมถอยหลัง ปล่อยให้สองพี่น้องที่ไม่แม้แต่จะเหลือบมองพวกเขาเดินผ่านหน้าไปพร้อมผู้ติดตามกลุ่มใหญ่ คล้อยหลังคนทั้งหมดไปไลลากัดฟันกรอดมองคุณชายทั้งสองด้วยความแค้นเคืองและไม่พอใจ

“เชิดหน้าเข้าไปเถอะ สักวันพวกมันต้องตกลงมาจากฟ้าแน่”

“เก็บอารมณ์ให้ดีหน่อย เรายังต้องพึ่งพาพวกมัน”​ ภาคภูมิตักเตือนภรรยาผู้ใจร้อนอีกครั้ง ก่อนจะจูงมือพาอีกฝ่ายเดินไปขึ้นรถ ด้วยกลัวว่าจะตามหลังไปไม่ทันและถูกหลอกให้หลงกลางทางจนไม่ได้พูดคุยเรื่องธุรกิจอย่างจริงจังเสียที

ร้านอาหารที่คุณชายทั้งสองเลือกเอาไว้เป็นร้านอาหารหรูที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก หนึ่งปีพวกเขาจะมาที่นี่เพียงครั้งเดียวในเวลาที่ต้องมาทำบุญให้มารดา ถึงกระนั้นเจ้าของร้านก็ยังจดจำทั้งคู่ได้ดีและออกมาให้การต้อนรับพวกเขาในวันนี้ด้วยตัวเองเสมอ เพราะสองพี่น้องมาที่นี่ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินกว่าสิบปีแล้ว 

“คุณชาย เชิญทางนี้ครับ ผมเตรียมห้องประจำเอาไว้ให้แล้ว”

ห้องอาหารวีไอพีขนาดกลางซึ่งมีโต๊ะอาหารขนาดสี่ที่นั่งตั้งอยู่เพียงโต๊ะเดียวคือห้องอาหารที่พวกเขาใช้มาโดยตลอด ก่อนหน้านี้คุณชายทั้งสองมักจะมาพร้อมกันกับบิดา ทว่าเมื่อหม่อมเจ้าธราธรเสียชีวิตก็เหลือเพียงพวกเขาเท่านั้น โต๊ะอาหารกว้างขวางจึงดูจะว่างเปล่าอย่างเห็นได้ชัด

…แต่ไม่ใช่วันนี้

“พี่พีนั่งข้างๆ เล็กนะครับ” 

“คุณชายเล็ก แต่ว่า...” รพีมองเพื่อนใหม่ทั้งสองที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู สลับกับมองโต๊ะอาหารหรูหราที่จัดจานอาหารเอาไว้สามชุดอย่างรู้งานด้วยความลำบากใจ “คุณชายใช้เวลากับพี่ชายดีกว่าไหมครับ เดี๋ยวผมออกไปทานด้านนอกกับคนอื่นๆ ก็ได้”

“โต๊ะอาหารของเล็กกับพี่ชายใหญ่ว่างเปล่าและกว้างขวางมานานหลายปี... เล็กตื่นเต้นที่ปีนี้จะมีคนมานั่งด้วยจึงโทรบอกทางร้านเอาไว้ก่อน พี่พีจะปฏิเสธความต้องการของเล็กจริงๆ หรือครับ”

“…”

ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดมากมายก็ได้ แท้จริงแค่คุณชายมองมาด้วยสายตาออดอ้อนเช่นนั้น รพีก็พ่ายแพ้อย่างหมดรูปตั้งแต่ต้นแล้ว

ท้ายที่สุดโต๊ะอาหารของพวกเขาก็มีกันสามคนตามที่คุณชายเล็กต้องการ เมื่อเห็นว่าคนที่เฝ้ารอนั่งที่เรียบร้อยแล้ว หม่อมราชวงศ์ปฐวีจึงสั่งให้คนยกอาหารเข้ามาทันที คราวนี้แม้รพีอยากถามว่าไม่ต้องรอสองสามีภรรยาที่กำลังตามมาเหรอ เขาก็ถามไม่ออกเพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง กลับกลายเป็นคุณชายเล็กเสียอีกที่รู้ทันจึงตอบคำถามนั้นแทน

“พี่ชายใหญ่เรียกให้พวกเขามาคุยที่นี่ก็จริง แต่ไม่ได้บอกว่าจะให้ทานอาหารร่วมโต๊ะด้วย ดังนั้นพวกเขาต้องรอจนกว่าเราจะทานเสร็จครับ”

รพีพยักหน้ารับโดยไม่ได้ออกความเห็นใดๆ ซึ่งการกระทำเช่นนั้นก็เรียกความพอใจจากคุณชายปฐวีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามได้ไม่น้อย สายตาที่จับจ้องเขาอย่างเย็นชาจึงเบนไปทางอื่นอย่างไม่ใส่ใจ

หากถามว่าด้านในสงบเช่นนี้ แล้วด้านนอกสงบเช่นเดียวกันหรือไม่ คงต้องใช้คำว่าแตกต่างราวฟ้ากับเหวมาบรรยาย เพราะพชรซึ่งเป่ายิ้งฉุบแพ้ตรีภพต้องออกมารับมือกับสองสามีภรรยาที่เอาแต่โวยวายไม่เลิก หลังจากมั่นใจว่าพูดไปก็ไม่ได้อะไร เลขาฯ หนุ่มจึงหยุดอธิบายและให้คนกันเอาไว้แทน รอจนผ่านไปเกือบชั่วโมง เมื่อตรีภพออกมาเรียก เขาจึงยอมปล่อยให้ทั้งคู่เข้าไปด้านในแต่โดยดี

“เชิญด้านในครับ”

ไลลากับภาคภูมิจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่ พยายามรักษาหน้าที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดเอาไว้ ขณะเดินเข้าไปด้านในห้องอาหารโดยไม่สนใจสายตาและสีหน้าของแขกด้านนอกที่นั่งมองเหตุการณ์ที่พวกตนโวยวายใส่ผู้ติดตามของคุณชายปฐวีมาตั้งแต่ต้น

ภายในห้องอาหารที่ยามนี้เหลือเพียงโต๊ะว่างเปล่ากับเครื่องดื่มสำหรับห้าคน หม่อมราชวงศ์ปฐวีย้ายไปนั่งหัวโต๊ะ ถัดมาคือคุณชายเล็กกับรพี ส่วนที่นั่งอีกสองที่เป็นของแขก พอเห็นว่ามีที่นั่งของตัวเองจัดเตรียมไว้แล้ว สองสามีภรรยาก็มีสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย รีบตรงเข้าไปนั่งอย่างรวดเร็วเหมือนกลัวว่าถ้าช้าไปกว่านี้จะไม่ได้พูดสิ่งที่เตรียมการไว้

“ขออภัยด้วยนะครับที่ให้รอนาน” หม่อมราชวงศ์คีรินทร์เอ่ยแทนพี่ชายที่นั่งนิ่งแผ่บรรยากาศกดดันน่าหวาดกลัวอยู่บริเวณหัวโต๊ะ 

“ไม่เป็นไร ผมกับไลลาเข้าใจว่าคุณชายปฐวีมีธุระมากมาย ต้องทำงานแทบจะตลอดเวลา”​ ภาคภูมิยิ้มแบ่งรับแบ่งสู้ พยายามทำเหมือนไม่เป็นไรทั้งที่โมโหจนแทบบ้า “เราสั่งอาหารกันเลยไหม”

“จริงด้วย อายังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้า” ไลลารีบสำทับแล้วกวาดตามองหาพนักงาน ทว่ายังไม่ทันได้สั่งให้ตรีภพที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูออกไปเรียก คนที่มีความอดทนต่ำและไม่คิดจะปกปิดความรำคาญเลยแม้แต่น้อยกลับเอ่ยตัดบทขึ้นมาก่อน

“คุณทั้งสองคน...ช่างมีความพยายามมากจริงๆ”

สองสามีภรรยาชะงักกึก แม้ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายจะสื่ออะไร แต่กลับสัมผัสถึงความเป็นมิตรไม่ได้เลยสักนิด

“คุณชายหมายความว่ายังไง” ไลลากัดริมฝีปาก ในวินาทีนั้นเองที่เธอเห็นว่ามีคนแปลกหน้านั่งอยู่ตรงนี้ด้วย “น้าบอกแล้วว่ามีธุระสำคัญจะคุยกับคุณชายใหญ่ ทำไมคุณชายเล็กถึงให้คนรับใช้มานั่งร่วมโต๊ะด้วย”

คล้ายคำพูดนั้นจะสร้างความตกใจให้ภาคภูมิเป็นอย่างมาก เขาจึงรีบกระตุกแขนแล้วถลึงตาใส่ภรรยาเป็นการเตือน แน่นอนว่าการกระทำนั้นช้าไปพอควร เพราะยามนี้แม้แต่คุณชายเล็กก็ไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้าอีกแล้ว

“กล่าวกันว่าหนูจนตรอกมักจะทำอะไรที่ไม่คาดคิดได้มากมาย ผมนึกว่าคุณสองคนที่ครั้งหนึ่งเคยวางตัวสูงส่งคงกล้าเพียงส่งเสียงดังโวยวายในที่สาธารณะอย่างไร้มารยาท ไม่คาดคิดเลยว่านอกจากจะกล้าเรียกชื่อเล่นของผมกับพี่ชายใหญ่ จะยังกล้าเอ่ยคำพูดชั้นต่ำเช่นนั้นออกมาทั้งที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิด”

“…”

“เมื่อทำหรือพูดสิ่งใดออกไปแล้วก็สมควรจะยอมรับผลของมันให้ได้ เห็นทีพวกคุณคงจะคิดมาดีแล้วสินะครับถึงได้กล้าใช้คำพูดเช่นนั้น” 

สีหน้าของหม่อมราชวงศ์คีรินทร์ราบเรียบไม่แพ้น้ำเสียง ทว่าต่อให้สัมผัสถึงความไม่พอใจหรือโกรธเคืองไม่ได้ คนทุกคนในที่นี้ก็ยังรับรู้ได้ถึงความหมายมากมายจากคำพูดของเขาอยู่ดี

“คุณชาย น้าแค่...”

“น้องเล็ก” 

“ครับ พี่ชายใหญ่” คนเป็นน้องชายหันไปส่งยิ้มอ่อนโยนให้พี่ชายดั่งเช่นทุกครั้ง เมินเฉยต่อใบหน้าซีดเซียวของผู้มีศักดิ์เป็นน้าทั้งสองโดยสิ้นเชิง

“เราไปกันเลยดีไหม”

“ครับ ไปกันเลยก็ดี วันนี้เล็กอยากจะยิ้มกว้างๆ ให้เหมือนกับที่สัญญากับพี่พีเอาไว้”

หมายความว่าถ้าอยู่ตรงนี้ต่อไป เขาคงฝืนยิ้มต่อไม่ได้

ส่วนเรื่องที่บอกว่าถ้าไม่คุยกับสองคนนี้เรื่องคงไม่จบ...

“ตรีภพ” หม่อมราชวงศ์ปฐวีผุดลุกขึ้นยืนตัวตรง

“ครับคุณชาย” ตรีภพก้มศีรษะรอรับคำสั่งอย่างรู้งาน ไร้ท่าทีขี้เล่นเหมือนปกติราวกับเป็นคนละคน

“ยกเลิกนัดที่สองคนนี้เคยร้องขอทั้งหมด จากนี้ไปฉันไม่ต้องการเห็นหน้าคนพวกนี้อีก”

“คุณชาย!!”

“คุณชายจะทำแบบนี้กับน้าไม่ได้นะ!”

การกระทำทั้งหมดบ่งบอกแล้วว่าทุกเรื่องที่ร้องขอหรืออยากเสนอต่อรอง หม่อมราชวงศ์ปฐวีไม่คิดจะตกลงหรือตอบรับอะไรทั้งสิ้น ในเมื่อทำพังเองก็ไปหาทางแก้ไขเอาเอง แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ผลจากการกระทำในอดีต แต่เป็นผลจากการกระทำในปัจจุบันของหนูสองตัวที่ชอบดูถูกคนอื่นและบังอาจทำให้น้องชายของเขาไม่พอใจ

ขณะที่เสียงโวยวายกรีดร้องของสองสามีภรรยาดังขึ้นเรื่อยๆ คุณชายทั้งสองก็เดินนำออกมาถึงด้านนอกเรียบร้อยแล้ว พชรยื่นส่งซองเงินที่เกินมูลค่าอาหารหลายเท่าไปให้เจ้าของร้านซึ่งยืนปาดเหงื่ออยู่ด้านข้าง พร้อมกันนั้นก็ขอโทษขอโพยและบอกให้อีกฝ่ายไล่คนทั้งคู่ออกไปได้ตามสบาย ไม่จำเป็นต้องยึดถือว่าเป็นแขกของคุณชาย เพราะพวกเขาพูดคุยกันจบแล้ว

รพีที่ยืนอยู่ด้านหลังคุณชายเล็กมองการตัดสินใจอันเด็ดขาดของคุณชายใหญ่โดยไม่พูดอะไร เขาเชื่อว่าคนทั้งคู่รู้ดีอยู่แล้วเกี่ยวกับความต้องการของสองสามีภรรยาคู่นั้น ดูจากท่าทีก็พอจะมองออกว่าไม่คิดช่วยเหลือตั้งแต่ต้น แต่คุณชายเล็กยังมีความเมตตาอยู่บ้างจึงยินยอมให้เข้าพบพี่ชายตัวเอง ส่วนคุณชายใหญ่นั้นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เพราะเขาไม่คิดจะสนใจคนคู่นี้ด้วยซ้ำ

น่าเสียดายที่สองคนนั้นทำลายความหวังของตัวเองเพราะคำพูดเพียงไม่กี่คำ ทว่าเมื่อนึกถึงเหตุผลที่ทำให้คุณชายใหญ่ยกเลิกการพูดคุย ชายหนุ่มก็ได้แต่ยกยิ้มจางพลางหันไปมองเจ้านายที่กำลังจะเดินขึ้นรถอีกคันเพราะต้องนั่งกับพี่ชาย 

เขาอาจจะกลายเป็นคนไม่ดีไปแล้ว... 

ทั้งที่รู้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้สองสามีภรรยาคู่นั้นไม่ได้พูดเรื่องที่ตั้งใจ ทั้งที่รู้ว่าถ้าบอกว่าไม่เป็นไรและขอร้องแทน คุณชายก็คงยอมทำตามที่ขอ แต่เขากลับเลือกที่จะไม่พูดอะไร

นั่นเพราะลึกๆ รพีก็ดีใจที่เขาสำคัญต่อคุณชายถึงขนาดนั้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 252 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

301 ความคิดเห็น

  1. #277 rattanalak44 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 / 05:56
    รักพี่น้องคู่นี้จัง
    ว่าแต่คุณชายใหญ่จะมีคู่มั้ยน๊า😁
    #277
    0
  2. #247 CallistoJpt (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2563 / 09:03
    พี่พีการกระทำเริ่มจัดเจนขึ้นเรื่อยๆแล้ว ><
    #247
    0
  3. #229 15magnitude (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 12:54
    คุณชายใหญ่คือบุคลิกสุดจะอัลฟา ฉันชอบบบบ
    #229
    0
  4. #203 baekbow (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 16:49
    หึๆๆๆ คุณชายใหญ่ว้าน่ากลัวแล้ว แต่มาทำอะไรให้คุณชายเล็กไม่พอใจ ทุกอย่างคือจบ พี่ชายที่รักน้องมากกก แค่น้องเอ่ยปากพี่ก็พร้อมตามใจทุกอย่าง หึ สมน้ำหน้า นี่สินะที่เขาเรียกว่าปากพาจน
    #203
    0
  5. #154 favmme (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2563 / 15:20
    ญาติแบบนี้มันน่ารำคาญจริง ๆ มีที่ยืนนานขนาดนี้ได้ไงไม่รู้
    #154
    0
  6. #106 pp.pcyn (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2563 / 01:57
    พี่พีเริ่มรู้สึกอีกขั้นแล้ววว
    #106
    0
  7. #105 FDB88 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2563 / 19:27

    แทนทึ่จะได้คุยกลับโดนไล่เพราะคำพูดดูถูกคนของตัวเอง พูดได้ถูกคนด้วยนะ ไม่รู้จะสมน้ำหน้าหรือสมน้ำหน้าดี คุณชายทำดีมาก ชอบคุณชายเล็กกับพี่ชายที่สามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่มีปิดบัง และเข้าใจกันและกัน เป็นพี่น้องที่น่ารักมากๆเลยทีเดียว

    #105
    0
  8. #104 Mimlovebap (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2563 / 19:25
    จะมาระรานอีกไหมเนี่ยยย
    #104
    0
  9. #103 SleepyCat ^_ ꞈ _^ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2563 / 19:22
    มันเป็นนุ้บนิ้บในใจ พี่พีคนสำคัญอะเนาะ >///<

    //จุดนี้ต้องเตรียมลงเรือพี่ชายใหญ่กับน้องดิมแล้วมั้ยนะ 555
    #103
    1
    • #103-1 Oniberon(จากตอนที่ 11)
      25 สิงหาคม 2563 / 01:50
      อยากเห็นดิมอ้อนพี่ชายใหญ่เหมือนอ้อนพี่พีจังเลยครับ
      #103-1
  10. #102 Oniberon (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2563 / 18:00
    หนูจนตรอกนี่น่ากลัวนะ มันต้องมาแว้งกัดแน่ๆเลย
    #102
    0