ดวงใจอธิรักษ์โยธิน

ตอนที่ 67 : ดวงใจพนันรัก : บทที่ 2 ผมมีข้อเสนอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 221
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    28 ส.ค. 63







บทที่ 2 ผมมีข้อเสนอ

วันทำงานวันสุดท้ายของสัปดาห์ สำหรับใครหลายคนอาจหมายถึงวันที่จะได้หยุดพักผ่อน แต่สำหรับ ไซแอมมอลล์แล้ว ทุกวันสุดสัปดาห์คือวันที่วุ่นวายที่สุด มีเงินหมุนเวียนในระบบมากที่สุด ร้านรวงต่างๆ คึกคักเมื่อผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยในวันหยุด นั่นหมายถึงเม็ดเงินที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินไปข้างหน้าและนั่นทำให้ระยะเวลากว่าสิบปีที่ขึ้นมานั่งในตำแหน่งผู้บริหารของไซแอมมอลล์ รสรินไม่เคยมีวันหยุดเลยแม้แต่วันเดียว ทุกวันของเธอคือการทำงาน แม้ในวันที่สภาพร่างกายไม่พร้อม แต่นั่นไม่สำคัญหรอก ในเมื่อเธอสามารถเลือกเดินในศูนย์การค้าระดับเอคลาสเมื่อใดก็ได้ตามที่ใจปรารถนา เพียงเท่านั้นวันหยุดสำหรับเธอก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

หลายปีที่ผ่านมาเปลี่ยนเด็กสาวไร้เดียงสาให้กลายเป็นนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จในทุกด้าน เก่ง ฉลาด ทันเล่ห์เหลี่ยมของคู่แข่งและเป็นนักธุรกิจที่กล้าได้กล้าเสี่ยงคนหนึ่งของยุค ภาพลักษณ์ของรสรินเป็นเช่นนั้นเสมอในสายตาของผู้พบเห็น จากธุรกิจห้างสรรสินค้าที่กำลังจะล้มละลาย ไซแอมมอลล์ผงาดขึ้นมาอีกครั้งในฐานะศูนย์การค้าระดับชั้นนำของเอเชีย ยิ่งใหญ่กว่าบิดาเคยทำเอาไว้หลายเท่าตัว ความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากการเรียนรู้อย่างตั้งใจ พลิกแพลงสถานการณ์ที่กำลังเสียเปรียบให้กลายเป็นผู้ถือไพ่เหนือกว่า ทุกสิ่งเหล่านั้นคือความภูมิใจเพียงหนึ่งเดียวของรสริน

หญิงสาวมักใช้เวลาก่อนเที่ยงเดินสำรวจความเรียบร้อยของแผนกต่างๆ ด้วยตัวเองอย่างที่เคยทำเป็นประจำ และถือโอกาสนี้พักผ่อนไปในตัว เธอเลี้ยวเข้าไปยังร้านอาหารจีนซึ่งตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของตึกซึ่งเป็นร้านโปรดของตนเองและครอบครัว โต๊ะที่เธอเลือกเป็นห้องไพเวท อยู่ด้านในสุดติดริมกระจก ซึ่งเมื่อมองจากจุดนี้จะเห็นความเป็นไปของลานกว้างที่ใช้เป็นสถานที่นันทนาการด้านนอกชัดเจน ซึ่งเวลานี้มีบุคคลหลายกลุ่มจับจองเพื่อใช้ทำกิจกรรมบางอย่าง โดยทางไซแอมมอล์จะได้รับค่าเช่าสถานที่เป็นสิ่งตอบแทน

น้ำพุเริงระบำประกอบเสียงดนตรีคลาสสิกที่เธอชอบยังคงร่ายรำไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพลงแล้วเพลงเล่าผ่านไปอย่างเชื่องช้า รสรินนั่งจิบชารสโปรด เฝ้ามองความสำเร็จที่สร้างมาเองกับมือ นี่คือช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง นึกแล้วก็อดที่จะอมยิ้มให้กับภาพตรงหน้าไม่ได้

รับเหมือนเดิมนะคะคุณโรส

ผู้จัดการภัตตาคารไป๋หลงในชุดกี่เผ้าสีขาวปักลวดลายดอกโบตั๋นสีแดง แหวกม่านลูกปัดสีขาวขุ่นราวมุกเม็ดเล็กเรียงร้อยเป็นม่านสมดังชื่อของภัตตาคารที่แปลว่ามังกรสีขาว เข้ามาสอบถามลูกค้าวีไอพีที่มักจะหลบความวุ่นวายมานั่งที่นี่ในเวลาก่อนเที่ยงเสมอ

รอยยิ้มอ่อนหวานที่มาพร้อมกับน้ำเสียงอ่อนโยนของหญิงวัยกลางคนทำให้รสรินหันมายิ้มรับ แม้ไม่มีคำตอบจากเธอ แต่ความเงียบนั้นคือคำตอบว่าเมนูที่สั่งไม่ต่างจากที่เคยรับประทาน ผู้จัดการวัยกลางคนยิ้มรับ ก้าวเข้ามารินชารสโปรดให้เมื่อเห็นถ้วยชาของเธอพร่องลงก่อนจะขอตัวออกไปจัดรายการอาหาร

เมื่อได้รับความสงบของตนเองกลับคืนมาอีกครั้ง รสรินก็หันกลับไปให้ความสนใจภาพกิจกรรมที่อยู่ ณ ลานกว้างของศูนย์การค้าอีกหน แต่ขณะที่เธอกำลังดื่มด่ำกับความสำเร็จที่ตนได้ทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตพลิกฟื้นมันขึ้นมาอยู่นั้น ก็มีเสียงทุ้มกึ่งหอบของแขกที่ไม่ได้รับเชิญดังแทรกเข้ามาในความคิด

"อยู่ที่นี่เอง ไปกันเถอะ"

รสรินหันกลับไปมองก็พบว่าผู้ที่เอ่ยถ้อยคำนั้นคือภาสกร อธิรักษ์โยธิน ทายาทคนรองของอธิรักษ์โยธินกรุ๊ป กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของประเทศ เธอส่งสายตาผ่านกรอบแว่นเลนส์หนามองร่างสูงเกินมาตรฐานชายไทยในชุดสูทสีเทา เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มและเนกไทเดียวกันด้วยความไม่ชอบใจ ทั้งยังงุนงงกับถ้อยคำที่เขาเอ่ย

'ไปกันเถอะ'

"ไปไหน"

ภาสกรที่มียังอาการหอบถอนหายใจยาว "ไปพบแม่ๆ ของผมไง ผมนัดพวกท่านไว้ตอนบ่ายโมง"

ได้ฟังคำตอบของเขายิ่งทำให้รสรินงุนงงมากขึ้นไปอีก แม้จะรู้ว่าการไปพบแม่ๆ ของเขานั่นคือเรื่องอะไร แต่ที่เธอไม่เข้าใจเพราะวันก่อนนั้นเธอได้ตอบปฏิเสธเขาไปอย่างชัดเจนแล้ว

"ฉันปฏิเสธคุณไปแล้วไม่ใช่หรือ"

"คุณตอบตกลง"

"ฉันตอบปฏิเสธ" รสรินยืนยัน เมื่อเขาแก้คำให้

ภาสการทำหน้าเมื่อย แล้วย้ำช้าๆ ชัดๆ ทีละคำ "คุณตอบตกลง แล้วตอนนี้ก็ถึงเวลาทำตามที่ตกลงกันได้แล้ว" เมื่อหญิงสาวยังคงทำหน้าเหรอหรา ภาสกรจึงว่าต่ออย่างไม่ต้องการให้เสียเวลา "ไม่เอาน่าโรส พูดคำไหนก็ให้เป็นคำนั้นหน่อยสิ"

"คำไหนคำนั้นอะไร ฉันไปรับปากคุณตอนไหนไม่ทราบ"

ภาสกรถอนหายใจ ทำหน้าเมื่อยใส่อีกหน มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง ขณะที่อีกข้างเอื้อมไปจับพนักเก้าอี้ไม้โอ๊คสีดำฝังมุกลวดลายวิจิตรที่ร่างระหงครอบครองอยู่ พร้อมกับโน้มตัวลงมาใกล้จนใบหน้าของเขาและเธออยู่ห่างกันแค่ไม่กี่คืบ

"สมองปลาทองหรือยังไง ถึงจำไม่ได้ว่าวันก่อนตัวเองพูดอะไรเอาไว้ นอกจากจะสายตาสั้นแล้วยังความจำสั้นอีกด้วยเหรอเนี่ย" ท้ายประโยคอดไม่ได้ที่จะใช้นิ้วชี้จิ้มหน้าผากของเธอเล่นเบาๆ รสรินปัดมือเขาออกอย่างโกรธๆ

"มีสิทธิ์อะไรมาว่าฉัน" สีหน้ายามเอ่ยถ้อยคำนั้นงอง้ำอย่างให้รู้ว่าไม่ชอบใจ แต่คนอย่างภาสกรหรือจะสน เขาชอบให้เธอทำหน้าดุใส่จะตายไป ชายหนุ่มจึงยังคงว่าต่ออย่างไม่สะทกสะท้านต่อท่าทีปั้นปึ่งของคนตรงหน้า

"คุณรับปากผมแล้ว คุณก็ต้องทำตามที่พูดสิ"

"ทำไมฉันต้องทำตามด้วย ฉันไปรับปากคุณตอนไหนฉันยังจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ" ว่าจบก็สะบัดหน้าหนีไปอีกทาง

ภาสกรมองท่าทางเหล่านั้นแล้วโคลงศีรษะขึ้นลงช้าๆ ยืดกายขึ้นเต็มความสูง ละมือกลับมากอดอกด้วยท่าทางของคนที่เป็นต่อก่อนจะเท้าความเดิมให้เธอได้ฟัง

"วันนั้นผมมาหาคุณ และยื่นข้อเสนอ..."

"คุณมาขอร้องฉันต่างหาก" รสรินแก้ไขข้อความให้ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยให้จบประโยค

มีเสียงจิ๊จ๊ะจากคนตัวโตก่อนจะยอมแก้ไขข้อความให้ตามที่เธอทักท้วง "นั่นละ ผมมาขอร้องให้คุณช่วยผม"

"แล้วไง"

"คุณตอบผมมาว่า..." เขาจงเว้นจังหวะหลอกล่อให้คนตรงหน้าตั้งใจฟัง ก่อนจะพยายามบีบเสียงให้เล็กลง จงใจล้อเลียนถ้อยคำที่เธอเคยกล่าว โดยละข้อความที่เธอเคยเอ่ยทั้งหมดไว้อย่างไม่ปิดบัง "ได้ ฉันตกลง บลา บลา บลา บลา บลา ผมถือว่าคุณตอบตกลง"

"นี่" รสรินหันขวับกลับมามอง หยิบผ้าเช็ดปากที่อยู่ใกล้มือปาใส่คนพูด "ไม่รู้หรือไงว่าฉันประชด"

"ประชดเหรอ ไม่รู้สิ" เขายักไหล่ตอบกลับมาด้วยท่าทางน่าหมั่นไส้

รสรินมองภาพลอยหน้าลอยตาของเขาแล้วได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เขาน่ะหรือจะไม่รู้ว่าเธอประชด ในเมื่อภาสกรคือคนที่รู้จักเธอดียิ่งกว่าใคร เขารู้จักเธอดีราวกับเป็นหลังมือของเขาเอง และแน่นอนว่าเธอเองก็รู้จักเขาดีไม่แพ้กัน ภาสกรกำลังเล่นแง่กับเธอด้วยการยกข้อความที่ไม่สมบูรณ์เหล่านั้นมาตีขลุมให้เธอตอบตกลง ผู้ชายเจ้าเล่ห์ เจ้าแผนการ

รสรินกัดฟันกรอด นึกเจ็บใจที่เขาเลือกใช้วิธีนี้กับเธอ ขณะที่กำลังคิดหาถ้อยคำตอบโต้อยู่นั้น ภาสกรก็ว่าขึ้นอีก

"ไม่เอาล่ะ ผมไม่อยากเถียงกับคุณ เราไปกันเลยดีกว่า" ไม่ว่าเปล่า เขายังฉวยโอกาสคว้าข้อมือของเธอแล้วพยายามฉุดรั้งให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ แต่รสรินขืนตัวไว้อย่างดื้อดึงพร้อมกับใช้มือข้างที่ว่างตีแขนเขาอย่างไม่ยินยอม

"ฉันไม่ไป"

"ไม่เอาน่าโรส รับปากแล้วก็ทำอย่างที่พูดหน่อยสิ" เขาเริ่มหงุดหงิด ที่อีกฝ่ายยังดื้อทั้งที่ถูกต้อนขนาดนั้นแล้วแท้ๆ

"ก็ฉันไม่ได้ตกลง ทำไมฉันต้องทำด้วยเล่า"

"คุณตอบตกลง ผมได้ยินชัดเจนเต็มสองหู หรือคุณจะปฏิเสธว่าไม่ได้พูด"

"ฉัน..."

"ถ้าคุณไม่ยอมไป ผมจะป่าวประกาศให้ทั่วเลยว่าซีอีโอของไซแอมมอลล์เป็นคนไม่รักษาสัญญา ตกลงอะไรไว้ก็ไม่ยอมทำ เริ่มที่ร้านนี้เลยดีไหม ทุกคนครับ ผม..."

สิ้นคำขู่เขาก็หมุนตัวเดินไปปัดม่านไข่มุกที่เรียงตัวในแนวดิ่งไว้ข้างๆ หมายจะป่าวประกาศตามปากว่า แต่ถ้อยคำใดๆ ไม่ทันได้หลุดออกจากริมฝีปากสีสดก็มีมือนุ่มๆ ลอยมาตะครุบเอาไว้แน่น แถมยังใช้แรงที่มีเพียงน้อยนิดนั้นลากเขากลับเข้าไปนั่งในห้องอาหาร ผลักให้นั่งลงที่เก้าอี้ตัวที่อยู่ใกล้ๆ อย่างทุลักทุเล

"อย่าแม้แต่จะคิดที่จะทำแบบนั้นเชียวนะตาโย่ง" เธอเท้าเอวชี้นิ้วสั่ง ทำราวกับเขาเป็นแค่เด็กชายตัวเล็กๆ ที่สามารถจัดการได้ แต่เด็กชายภาสกรน่ะหรือจะยอมให้ถูกจัดการได้โดยง่าย ในเมื่อท่าทีของเธอก็บอกชัดว่าเวลานี้เขาถือไพ่เหนือกว่า รสรินกลัวเรื่องเสียหน้าจะตาย

"ว่าไง ไปกันได้หรือยัง"

"ถ้าคุณยืนยันจะให้ฉันไปพบคุณหญิงป้าแทนยายรัส ฉันจะทำอย่างที่พูดจริงๆ ด้วย"

ไม่ต้องย้อนความว่าสิ่งที่เธอจะทำนั้นคือเรื่องใดภาสกรก็เข้าใจได้ทันทีว่าคงหนีไม่พ้นเรื่องที่เธอเคยขู่ไว้ แต่เขาไม่ใช่ผู้ชายอารมณ์ร้อนอย่างวันวาน เขารู้ดีว่าหากปะทะกับเธอตรงๆ เขาเองนั่นละที่จะพ่ายแพ้ ยิ่งในสถานการณ์ที่มีเวลาจำกัดเช่นนี้ด้วยแล้ว เขาไม่อาจยอมให้รสรินปฏิเสธใดๆ ได้อีก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือแกล้งยอมลงให้เธอ

"คุณไม่ทำหรอก"

"ฉันจะทำ" รสรินยังคงเถียงอย่างไม่ยอม

ภาสกรกอดอกมองคนตรงหน้านิ่ง เขารู้จักเธอดี รสรินไม่ใช่คนชอบทำร้ายจิตใจใคร โดยเฉพาะกับผู้มากวัยที่เธอให้ความเคารพนับถือ และในสถานการณ์นี้ก็คือแม่ๆ ของเขา

"ผมจะรอดู"

"ภาสกร"

"ครับ"

"ตาโย่งบ้า" ว่าจบก็กระแทกตัวลงนั่งที่เก้าอี้ใกล้ๆ ด้วยท่าทีปั้นปึ่ง ยกแขนขึ้นตวัดกอดรอบอก ไม่ต่างจากขาเรียวใต้กระโปรงทรงสอบสีเข้มที่ยกขึ้นไขว้ทับขาอีกข้างอย่างคนกำลังใช้ความคิด

ภาสกรมองภาพนั้นอย่างนึกขำ ไม่บ่อยนักหรอกที่เขาจะสามารถต้อนรสรินให้จนมุมได้ และการที่เธอกำลังหน้างอง้ำอย่างคนคิดไม่ตกนี่ก็ช่างน่าดูในสายตาของเขาเสียจริง

"เอาอย่างนี้ ผมมีข้อเสนอ" ร่างสูงโน้มกายเข้ามาหา เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่บอกชัดว่าจริงจัง พลอยทำให้รสรินเงียบรอฟังอย่างตั้งใจ "ถ้าครั้งนี้ คุณยอมช่วยผมและทำตัวดีๆ ผมจะทำตามที่คุณสั่งทุกอย่าง อย่างไม่มีข้อแม้ หนึ่งเรื่อง"

จบประโยคคนที่ตั้งใจฟังก็เลิกคิ้วขึ้นมองอย่างประเมินเพื่อหาความน่าเชื่อถือในถ้อยคำเหล่านั้น ก่อนจะลองหยั่งเชิงออกไปอย่างจงใจ

"แม้ว่าฉันจะสั่งให้คุณคุกเข่าต่อหน้าฉัน และขอโทษกับทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำกับฉันอย่างนั้นน่ะเหรอ"

"แน่นอน" รัสรินมองคนพูดอย่างสนใจ ก่อนจะแค่นเสียงเฮอะออกมาเมื่ออีกฝ่ายพูดต่อ "เพราะทุกอย่างที่ผมจะทำเกิดจากคำสั่งของคุณ ไม่ใช่ความเต็มใจของผม และถ้าคุณจะภูมิใจกับมัน ผมก็ไม่ถือ"

"ประสาท"

"ว่าไง ตกลงไหม" ถามขึ้นมาอีก "ผมว่าข้อเสนอของผมก็หอมหวานพอที่จะล่อใจคุณอยู่นะ การที่คุณจะมีสิทธิ์เหนือผมทุกอย่างเหมือนกับสัญญาทาสแบบนี้ มันไม่ได้มีโอกาสกันง่ายๆ หรอกนะโรส"

"เจ้าเล่ห์"

"ผมถือว่านั่นคือคำชม และคำตอบตกลงของเรา" เขายักคิ้วส่งให้อย่างน่าหมั่นไส้ เมื่อไม่มีคำปฏิเสธจากคนตรงหน้า ภาสกรจึงถือโอกาสตีขลุมว่านั่นคือข้อตกลงระหว่างกัน

"เอาล่ะ ไปกันดีกว่า ก่อนที่แม่ๆ ของผมจะมา" ว่าพร้อมกับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โดยไม่ลืมรั้งคนข้างๆ ให้ลุกขึ้นตามไปด้วย รสรินมีสีหน้าเหรอหรากับการกระทำดังกล่าว

"คุณจะพาฉันไปไหน นัดพวกท่านไว้ตอนบ่ายโมงไม่ใช่เหรอ"

ชายหนุ่มกวาดสายตามองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าแล้วส่ายหน้า "ผมไม่ยอมให้คุณไปพบกับแม่ๆ ของผมด้วยสภาพนี้แน่"










ฝากติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ 







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

214 ความคิดเห็น