ดวงใจอธิรักษ์โยธิน

ตอนที่ 68 : ดวงใจพนันรัก : บทที่ 3 แผนดูตัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 199
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    29 ส.ค. 63










บทที่ 3 แผนดูตัว

เขาทิ้งประโยคไว้แค่นั้นแล้วออกเดินนำเธอไปโดยไม่อธิบายคำใดเพิ่มเติม หนำซ้ำอุ้งมืออุ่นนั้นยังไม่ยอมปล่อยจากมือมือเรียวของเธออีกต่างหาก ทำให้รสรินต้องรีบคว้ากระดานชนวนไฮเทคมาถือแล้วสาวเท้าตามเขาออกไปอย่างไวว่อง ระหว่างนั้นยังนึกถึงข้อเสนอที่เขาให้ไว้ก่อนหน้า

'...ผมจะทำตามที่คุณสั่งทุกอย่าง อย่างไม่มีข้อแม้...'

มันหอมหวานล่อใจอย่างที่ภาสกรกล่าวไว้จริงๆ ในเมื่อเธอสามารถรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของรัสรินไว้พร้อมๆ กับมีโอกาสจัดการกับเขามาอยู่ในมือ แล้วทำไมเธอต้องปฏิเสธด้วยเล่า

ว่าแต่เธอจะทำอะไรกับข้อเสนอดั่งสัญญาทาสฉบับนี้ดี รสรินอมยิ้มให้กับความคิดของตนเองจนไม่รู้ว่าเขาพาเธอมาถึงเพอร์ซันนอลช็อปเปอร์[1]ชื่อดังที่ตั้งอยู่ภายในศูนย์การค้าของเธอเองตั้งแต่เมื่อไหร่

รสรินเลิกคิ้วมองป้ายหน้าร้านแล้วดึงแขนคนตัวโตไว้มั่น "คุณจะทำอะไร พาฉันมาที่นี่ทำไม"

ภาสกรหันกลับมามองคนถาม กวาดสายตามองเธอจากศีรษะจนถึงปลายเท้า วกจากปลายเท้าไล่ขึ้นมาจนถึงดวงหน้าหวานๆ ที่ถอดออกมาจากพิมพ์เดียวกับคนรักแต่รูปลักษณ์ภายนอกของทั้งสองต่างกันอย่างสิ้นเชิงแล้วส่ายหน้า ไม่ยอมตอบคำถามของรสรินแต่เลือกหันไปถามเจ้าของร้านที่เดินออกมาต้อนรับแทน

"ของที่ผมเตรียมไว้มาถึงแล้วใช่ไหมครับคุณแอ๋ว"

"มาถึงเมื่อสักครู่นี่เองค่ะ" อรวรรณหรือที่รู้จักกันในวงสังคมว่า 'คุณแอ๋ว' เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาบุคลิกภาพชื่อดังตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม "เริ่มกันเลยไหมคะ"

ภาสกรพยักหน้ารับแล้วเดินตามเข้าไปในร้านเมื่ออีกฝ่ายแจ้งว่าได้จัดเตรียมห้องส่วนตัวเอาไว้ให้ พลอยทำให้รสรินต้องก้าวขาตามเขาเข้าไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้

ห้องที่ถูกจัดเตรียมไว้อยู่บริเวณด้านในของตัวร้าน เป็นโซนวีไอพีสำหรับลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ภายในห้องตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์นสีขาว ตัดกับไม้ประดับสีเขียวให้ความรู้สึกสดชื่นผ่อนคลาย ด้านหนึ่งเป็นกระจกบานใหญ่ล้อมกรอบด้วยหลอดไฟสีเดย์ไลท์ มุมห้องมีผ้าม่านหนาหนักเป็นฉากกั้นสำหรับการเปลี่ยนชุด ซึ่งใกล้ๆ กันนั้นมีถุงใส่เสื้อผ้าสีเทาแขวนอยู่ รองเท้า และเครื่องประดับจำนวนหนึ่งถูกวางเรียงบนโต๊ะที่ปูด้วยผ้าขนมิ้งค์สีขาวล้วน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การหยิบจับ

รสรินกวาดตามองไปรอบๆ แล้วขมวดคิ้ว พลอยทำให้คนพามาและกำลังมองดูเธอต้องเลิกคิ้วขึ้นสูงตามไปด้วย

เพอร์ซันนอลช็อปเปอร์คือธุรกิจที่ให้คำปรึกษาและคำแนะนำด้านแฟชั่น เสื้อผ้า เครื่องประดับให้สอดคล้องกับอาชีพ และรสนิยมกับลูกค้าเพื่อเสริมบุคลิกภาพ ปรับบุคลิก การวางตัวและการเข้าสังคมให้โดดเด่น

สำหรับรสรินแล้วเธอไม่จำเป็นต้องใช้บริการสถานที่แห่งนี้เลยแม้น้อย ซึ่งภาสกรก็รู้ดีว่าการวางตัวและการเข้าสังคมของหญิงสาวนั้นดีเยี่ยม แต่ที่นี่ไม่ได้มีเพียงการให้บริการเรื่องแฟชั่นเท่านั้น ทว่ายังมีบริการเสริมบุคลิกภาพด้านอื่นๆ รวมอยู่ด้วย ทั้งการแต่งหน้า การจัดแต่งทรงผม และบริการอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับความสวยความงาม ซึ่งบริการเหล่านี้ล้วนช่วยเสริมบุคลิกให้กับผู้มาใช้บริการแทบทั้งสิ้น ยิ่งกว่านั้นคือร้านของอรวรรณเก็บข้อมูลของลูกค้าเป็นความลับ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการในแผนการของเขาได้อย่างดีเยี่ยม

และนั่นก็ทำให้รสรินต้องกลายเป็นตุ๊กตาให้เหล่าช่างแต่งหน้า ช่างทำผม และอรวรรณรุมทึ้ง โดยมีภาสกรนั่งไขว้ข้างคอยควบคุมทุกอย่างอยู่ที่โซฟาสีขาวตัวยาวด้วยท่าทางสบายอารมณ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"ผมว่าปล่อยผมลงมาแล้วดัดเป็นลอนใหญ่ๆ หน่อยดีไหมครับ" คนควบคุมทุกอย่างเงยหน้าจากโทรศัพท์มือขึ้นมาตอบเมื่อถูกอรวรรณถามความคิดเห็นเกี่ยวกับทรงผมของเธอ

รสรินสบสายตากับเขาผ่านกระจกเบื้องหน้าด้วยสายตาขุ่นขวาง ทว่าภาสกรกลับกระตุกยิ้มที่มุมปากแล้วก้มลงสนใจสิ่งที่อยู่ในมือตามเดิม ซึ่งฟังจากเสียงรสรินก็รู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่เขากำลังสนใจอยู่นั้นคือเกมออนไลน์บนมือถือ โตแต่ตัวจริงๆ ผู้ชายคนนี้

"ทำไมฉันต้องมาทำอะไรอย่างนี้ด้วย" รสรินเปิดปากทักท้วงเป็นประโยคแรกหลังจากนิ่งเงียบมานาน

ภาสกรเงยหน้า เลิกคิ้ว สบสายตากับเธอผ่านกระจก พร้อมกับส่งคำถามว่า 'มีปัญหาอะไร' มาให้อย่างไม่ปิดบัง ซึ่งนั่นทำให้รสรินก็ไม่รอช้าที่จะกล่าวออกไปอย่างที่ใจคิด "นี่ไม่ใช่ข้อตกลงของเรา"

"ข้อตกลงของเราคือวันนี้คุณจะทำตัวดีๆ" เขาตอบเสียงเนิบ "และตอนนี้คุณก็ทำเกือบดีแล้ว ติดแค่พูดมากไปหน่อย"

"นี่" รสรินหน้าตึงเมื่อถูกเขากล่าวหาว่าพูดมาก และก่อนที่จะได้ต่อว่าเขากลับไปอย่างที่ใจอยากทำก็ถูกเขาจุปากขัดขึ้นมาเสียงก่อน

"วันนี้คุณต้องทำตัวดีๆ นะ อย่าลืม"

สิ้นคำหญิงสาวก็ทำปากขมุบขมิบเจริญพรกับความเจ้ากี้เจ้าการของเขาในใจ หากไม่ใช่เพราะข้อเสนอสัญญาทาสของเขามันหอมหวาน และการคิดคำนวณอย่างถี่ถ้วนว่าต้องรักษาภาพลักษณ์ของรัสรินให้ดูดีในสายตาของผู้มากวัยทั้งสามคนแล้วล่ะก็ รสรินไม่มีทางยอมอดทนให้ภาสกรมาชี้นิ้วสั่งเธอแบบนี้แน่ๆ แต่เอาเถอะ ยอมอดทนเพื่อรัสรินและเพื่อที่สักวันเธอจะได้เอาคืนเขาอย่างสาสม รสรินจะยอมทนเป็นตุ๊กตาให้เขาจับแต่งตัวและจับวางตรงไหนก็ได้หนึ่งวัน นึกเช่นนั้นแล้วก็พอที่จะผ่อนคลายอารมณ์ขุ่นมัวลงไปได้บ้าง

แต่ก็แค่ผ่อนคลายลงไปได้บ้างเท่านั้น เมื่อคนตัวโตยังคงเจ้ากี้เจ้าการกับร่างกายของเธอไม่จบสิ้น ตั้งแต่การเลือกสีเครื่องสำอางสำหรับการแต่งหน้า ทำผมแบบที่เขาเห็นควร ต่อเล็บอย่างที่รัสรินชอบทำ ชุดที่ต้องสวมใส่ เครื่องประดับที่ต้องใช้ หรือแม้แต่กระเป๋า รองเท้าที่ต้องใช้คู่กัน

รัสรินชื่นชอบการแต่งกายตามแฟชั่นแบบสมัยนิยม ขณะที่ตัวเธอนั้นเน้นความเรียบง่ายซึ่งสะดวกและเหมาะกับการทำงานมากกว่า ด้วยบุคลิกและการแต่งกายที่ต่างกันสุดขั้วทำให้ใครต่อใครเลือกใช้เป็นวิธีแยกฝาแฝดนิลนาถออกจากกัน

มีหลายครั้งที่รัสรินชักชวนให้เธอทำเรื่องสนุกๆ ด้วยการสับเปลี่ยนเครื่องแต่งกายกันเพื่อหลอกคนรอบข้าง แต่รสรินก็ยุ่งเกินกว่าจะได้ทำอะไรสนุกๆ อย่างนั้นกับน้องสาว นานวันเข้าเรื่องราวเหล่านั้นก็ค่อยๆ หายไปจากความทรงจำ สุดท้ายรสรินก็ทำได้เพียงเฝ้ามองน้องสาวสนุกกับการแต่งตัว ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเหมือนที่เธอเคยให้คำสัญญา

"ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อยสิคุณ ชุดนี้ผมเลือกเองกับมือเลยนะ"

เสียงทักท้วงจากเบื้องหลังทำให้รสรินต้องเงยหน้าขึ้นมองคนพูด ภาพที่เห็นจากเงาสะท้อนในกระจกคือร่างสูงในชุดสูทสีเทาเดินล้วงกระเป๋าเข้ามาใกล้ ดวงตาสองคู่จ้องสบประสานกันนิ่ง จวบจนภาสกรก้าวเข้ามาถึงตัว

รูปร่างที่ห่างกันกว่าครึ่งฟุตทำให้เรือนกายของคนตัวโตที่ยืนซ้อนหลังนั้นบดบังเธอจนรู้สึกตัวเล็กนิดเดียว ไอร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขาน่าแปลกที่รสรินรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเหมือนได้รับการปกป้อง เมื่อจ้องมองเข้าไปในกระจกก็พบว่ายามนี้นัยน์ตาคู่คมกำลังไล่กวาดสำรวจร่างกายของเธออย่างถี่ถ้วน สีหน้าของเขามีความพอใจอย่างเห็นได้ชัด

"ประสาท" รสรินต่อว่าให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคน

และเป็นอีกครั้งที่เกิดเรื่องแปลกประหลาดระหว่างเขาและเธอ เพราะนอกจากเขาจะไม่หงุดหงิดเหมือนทุกทีแล้วภาสกรยังอมยิ้มรับราวกับนั่นคือคำชม พลอยทำให้คนต่อว่าคร้านจะต่อความให้ยาวยืดจึงเลือกปล่อยให้เขามองจนพอใจ ชื่นชมตุ๊กตาที่เขาจับแต่งตัวเสียให้พอ เพราะเธอจะยอมให้เขาทำแบบนี้แค่วันนี้วันเดียว

คิดได้ดังนั้นก็ผ่อนลมหายใจข่มอารมณ์ ยกมือขึ้นปัดเรือนผมดัดลอนหนาไปด้านหลังด้วยความเคยชิน หมุนกายซ้ายขวาสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองในกระจกโดยไม่ทันสังเกตว่าสีหน้าพอใจเมื่อครู่ของคนที่ยืนซ้อนหลังอยู่นั้นได้เปลี่ยนไปเป็นอีกอย่าง จนกระทั่งมีเสียงจิปากขัดใจดังขึ้นนั่นละจึงได้เงยหน้าขึ้นไปมองด้วยสีหน้าเหรอหรา

"มีอะไรหรือเปล่า"

"คุณแอ๋วพอจะมีเสื้อคลุมไหล่ไหมครับ"

เขาไม่ตอบแต่เลือกหันไปถามเจ้าของร้านที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก ขณะเดียวกันนั้นก็ถือวิสาสะยื่นมือเข้ามาปัดเรือผมของเธอให้กลับไปอยู่ข้างหน้าอีกครั้งอย่างจงใจ พร้อมทำส่งสายตาดุมาให้เมื่อเธอยกมือขึ้นหมายจะปัดให้มันกลับไปอยู่ด้านหลัง เป็นเหตุให้รสรินต้องชะงักการกระทำเหล่านั้นแล้วยอมลดมือลงแต่โดยดี

ขณะที่คุณแอ๋วได้แต่นึกสงสัยกับท่าทางของลูกค้ารายใหญ่ เพราะชุดและเครื่องประดับที่เขาส่งมาไม่ได้มีสิ่งที่เขากำลังถามหาเลยแม้แต่น้อย

"เสื้อคลุมอะไรหรือคะ"

"เสื้อคลุมอะไรก็ได้ครับ คาร์ดิแกนก็ได้"

"เคปสูทของฉันนั่นไง" รสรินออกความเห็นเมื่อเขาถามหาเสื้อคลุมผ้าเนื้อบางแบบไม่มีปก พยักพเยิดไปทางเสื้อผ้าของตนเองที่ถูกแขวนไว้อยู่ไม่ไกล

ภาสกรมองตามไปเห็นเสื้อคลุมแขนกุดทรงเบลเซอร์สีเข้มของเธอแล้วส่ายหน้า

"ใครเห็นก็รู้ว่าเป็นคุณ งานแต่ง งานศพ ตรุษจีน ปีใหม่คุณก็ใส่แต่ชุดไว้ทุกข์แบบนี้" เขาออกความเห็นแล้วเงียบไปสักพักก่อนจะว่าต่อเมื่อนึกอะไรบางอย่างออก "รออยู่นี่ เดี๋ยวผมกลับมา"

รสรินกะพริบตาปริบๆ เมื่อถูกวิจารณ์แบบตบหัวแล้วลงท้ายด้วยคำสั่งแบบลูบหลัง น้ำเสียงเกือบจะเป็นอ่อนโยนเหล่านั้นทำให้เธออึ้งงัน พออ้าปากขึ้นหมายจะโวยวาย เขาก็เอื้อมมือมาจัดทรงผมของเธอให้อยู่ในตำแหน่งเดิม คว้าเสื้อคลุมของเธอมาพาดทับที่สองไหล่มนอีกชั้น และออกคำสั่งย้ำทางสายตาให้เธออยู่เฉยๆ น่าแปลกที่พอเขาออกจากห้องไปแล้วรสรินกลับเชื่อฟังคำสั่งของเขาอย่างว่าง่าย ไม่หรอกเธอไม่ได้ว่าง่าย เธอกำลังตกใจกับการกระทำเหล่านั้นของเขาต่างหาก

ดังนั้นทันทีที่ลับหลังชายหนุ่มและเรียกสติกลับคืนมาได้ สิ่งแรกที่รสรินเอ่ยออกมาจึงเป็นคำบริภาษชายหนุ่มอย่างไม่ต้องสงสัย

"ตาบ้า สงสัยจะประสาทกลับ"

 

คนประสาทกลับกำลังสาวเท้ายาวๆ ตรงไปที่ราวแขวนเสื้อผ้าซึ่งอยู่บริเวณหน้าร้าน อันที่จริงเขาสามารถร้องขอให้พนักงานสักคนออกมาหยิบให้ก็ได้ แต่ที่จำเป็นต้องออกมาข้างนอกก็เพราะหวังจะใช้โอกาสนี้ลบภาพที่ปรากฏบนเงาสะท้อนของกระจกเมื่อไม่กี่นาทีออกไปจากหน่วยความจำ แต่ให้ตายเถอะไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ลบภาพเหล่านั้นออกไปไม่ได้เลย สุดท้ายก็ได้แต่หงุดหงิดตัวเองที่เลือกชุดนั้นให้กับเธอ

เสื้อสายเดี่ยวสีเทาอมฟ้าและกระโปรงบัลเล่ต์ฟูฟ่องสีขาวกันยาวคลุมเข่าดูเรียบร้อยและน่าทะนุถนอมดี โดยเฉพาะเมื่อเรือนผมสีเข้มถูกดัดเป็นลอนและปล่อยสยายเต็มแผ่นหลัง ใบหน้าเรียวรูปไข่ได้รับการแต่งแต้มไว้อย่างประณีต ทุกอย่างดูลงตัวสมบูรณ์แบบในสิ่งที่มันควรจะเป็น รสรินแต่งกายอย่างที่รัสรินชอบแต่ง เธอสวมรอยเป็นน้องสาวฝาแฝดได้อย่างแนบเนียน แต่อะไรบางอย่างกลับทำให้เขารู้สึกขัดตาขัดใจอย่างประหลาด

ทรงผม ใช่ ต้องเป็นเพราะทรงผมที่ปล่อยสยายเต็มแผ่นหลังนั่น หรือไม่ก็สีของอายแชโดว์ที่ขับให้ดวงตากลมโตใต้กรอบแว่นเลนส์หนาของเธอน่ามองขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่บ้าชะมัด เขาพยายามปฏิเสธว่าความหงุดหงิดใจเหล่านี้เกิดจากสีของเครื่องสำอาง หรือไม่ก็การจัดแต่งทรงผมที่แปลกตา ทว่าไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าความจริงแล้วเป็นเพราะผิวขาวๆ ที่เปิดเปลือยนอกร่มผ้าเหล่านั้นต่างหากที่ทำให้เขาหงุดหงิด

ชุดสายเดี่ยวสีเทาอมฟ้าที่เขาอวดอ้างว่าเลือกให้เธอกับมือกำลังย้อนมาเล่นงานเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว ชุดแบบเดียวกันกับที่รัสรินชอบสวมใส่แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ให้ความรู้สึกว่ามันโป๊เปลือยเลยแม้แต่น้อย มันก็แค่ชุดแฟชั่นตามสมัยนิยม ตรงกันข้ามเมื่อมันอยู่บนเรือนกายของรสริน ที่เพียงแค่เห็นแวบเดียวก็รู้สึกอดรนทนไม่ได้ต้องออกมาหาเสื้อคลุมไปให้เธอสวมใส่

ทั้งที่ทั้งสองคือฝาแฝดไข่ใบเดียวกัน รูปร่างหน้าตาแทบจะถอดออกมาจากพิมพ์เดียวกัน แต่ทำไมถึงให้ความรู้สึกต่างกันมากขนาดนี้

"แม่มด แม่มดชัดๆ คงมีแค่ยายแม่มดคนเดียวเท่านั้นที่จะทำแบบนี้ได้"

ภาสกรบ่นงึมงำขณะเลือกเสื้อคลุมให้กับเจ้าหล่อนอย่างตั้งใจ สายตาส่ายส่องหาแบบที่ไม่ดูเป็นทางการ เนื้อผ้าต้องไม่หนาหนักจนสวมใส่ไม่สบาย สีต้องไม่เข้มอย่างที่รสรินชื่นชอบเพราะนั่นจะทำให้มารดาทั้งสามของเขาจับได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องไม่โดดเด่นจนเป็นที่จับตามองของคนรอบข้าง ใช่ ต้องไม่เป็นที่สนใจของคนรอบข้าง นั่นละถึงจะดี เพราะหน้าที่ของรสรินคือการสวมรอยเป็นรัสรินอย่างแนบเนียน ห้ามถูกจับได้ ซึ่งทุกอย่างที่เขาทำล้วนเป็นเพราะต้องการให้แผนดูตัวครั้งนี้ราบรื่นเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรู้สึกอื่นใด ไม่มีเลยแม้แต่น้อย เขาสาบานได้

สบถสาบานเรียบร้อยภาสกรก็เลือกคาร์ดิแกนเสื้อคลุมแบบไม่มีปกออกมาได้หนึ่งตัว พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วก็พบว่าเป็นแบบที่เขาต้องการพอดี แบบทันสมัยด้วยการแต่งลูกไม้ที่ชายเสื้อ ผ้าเนื้อบางเบาเหมาะจะเป็นชุดลำลองสบายๆ ขณะที่สีน้ำเงินเข้มดูไม่โดดเด่นแต่ก็ไม่เป็นทางการจนเกินไป ภาสกรลงความเห็นว่าเหมาะกับบุคลิกของรสรินอยู่ไม่น้อย เมื่อได้สิ่งที่ต้องการก็เดินย้อนกลับเข้าไปในห้องรับรองอีกครั้ง

ทว่าทันทีที่ผลักประตูเปิดเข้าไป เรียวคิ้วเข้มเหนือดวงตาคู่คมก็ขมวดยุ่งกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า รสรินที่ถูกเขาสั่งให้อยู่เฉยๆ เวลานี้กำลังถูกล้อมหน้าล้อมหลังโดยช่างทำผมสองคนที่กำลังวุ่นวายกับเรือนผมเจ้าปัญหาของเธอ

"ทำอะไรน่ะ" ถามออกไปด้วยน้ำเสียงเกือบจะเป็นตะคอก

รสรินเอี้ยวตัวกลับมามองแล้วเอ่ยตอบ

"ฉันอยากรวบผม"

"ผมบอกให้อยู่เฉยๆ ไม่ใช่เหรอ" เขาท้วง น้ำเสียงอ่อนลงกว่าเมื่อครู่เมื่อเห็นสองไหล่มนยังคงมีเสื้อคลุมที่เขาคลุมไว้ก่อนออกไปอยู่เช่นเดิม "ทำไมถึงดื้อแบบนี้"

รสรินหน้ามุ่นเมื่อถูกตำหนิ นึกหงุดหงิดกับคำต่อว่าของเขาขึ้นมาเป็นกำลัง ร่างกายของเธอแต่ถูกเขาบงการเสียจนไม่เป็นตัวของตัวเอง

"ฉันก็แค่อยากรวบผม ไม่ได้ทำอะไรเสียหายสักหน่อย ทำไมคุณต้องหงุดหงิดด้วย"

"ผมไม่ได้หงุดหงิด"

"ที่ทำอยู่นี่ไม่เรียกว่าหงุดหงิดอย่างนั้นเหรอ"

"อย่าขึ้นเสียงกับผมนะโรส วันนี้คุณต้องทำตัวดีๆ จำไม่ได้หรือไง"

บอกเธอว่าห้ามขึ้นเสียง กลับเป็นเขาเองที่กำลังทำมัน และนั่นก็ทำให้คนที่หงุดหงิดเป็นทุนเดิมเส้นอดทนถึงกับขาดผึง ร่างระหงผุดลุกขึ้นเดินเข้าไปหา เผยให้เห็นเรือนผมดัดลอนถูกถักเปียเก็บจรดปลายไว้อย่างมีสไตล์ด้วยการเบี่ยงไว้ไหล่ด้านหนึ่ง ภาสกรยอมรับว่ามันดูดีอยู่ไม่น้อย แต่...แต่เขาจะไม่มีวันพูดมันออกมาเด็ดขาด

"ถ้าฉันทำตัวไม่ดี ไม่เป็นที่น่าพอใจ คุณจะยกเลิกข้อตกลงของเราอย่างนั้นใช่ไหม"

คำถามและท่าทางเอาจริงของเธอทำเอาภาสกรต้องรีบหุบปากฉับ นึกหวั่นใจกับคำถามกึ่งคำขู่นั้นอย่างห้ามไม่อยู่ ตอนนี้แผนการยังไม่สำเร็จหากรสรินยกเลิกข้อตกลง แผนการทุกอย่างก็พังน่ะสิ นึกได้ดังนั้นจึงเปลี่ยนท่าที โดยการยื่นมือไปปลดเสื้อคลุมไหล่ของเธอออกแล้วยื่นให้พนักงานคนหนึ่งใกล้ๆ ก่อนจะคลี่เสื้อคลุมตัวใหม่สวมทับไหล่ขาวๆ ให้อย่างเอาใจ แล้วว่าต่อด้วยน้ำเสียงไม่กระด้างเช่นเมื่อครู่อีก

"ถ้าคุณช่วยผม ทุกอย่างจะยังเหมือนเดิม"

"ถ้าฉันช่วยคุณ คุณต้องยอมให้ฉันเป็นตัวฉัน ไม่ใช่ตุ๊กตาของคุณ"

ภาสกรไม่เอ่ยคำใด รสรินจึงบอกจุดประสงค์ของตัวเองออกไปอย่างไม่ปิดบัง "ฉันไม่ชอบกระโปรงตัวนี้"

"ทำไม" เขามองกระโปรงสีขาวที่ยาวคลุมเข่าอย่างพอใจในหน้าที่ของมัน แต่กลับมีเสียงเฮอะดังลอดออกมาจากคนตรงหน้า

"คุณชอบแขวะว่าฉันแต่งตัวเหมือนคุณป้า ไร้รสนิยม เป็นคุณครูระเบียบ ไว้ทุกข์ทั้งปีทั้งชาติ แต่ตัวคุณเองต่างหากที่ไม่เข้าใจคำว่าการแต่งตัวของผู้หญิง" รสรินยอกย้อนด้วยถ้อยคำที่เขามักใช้วิจารณ์รสนิยมของเธอเสมอ "คุณคิดว่ายายรัสจะยอมใส่กระโปรงฟูฟ่องอย่างกับเจ้าหญิงในการ์ตูนดิสนีย์ไปพบแม่ๆ ของคุณอย่างนั้นเหรอ"

ภาสกรอ้าปากขึ้นหมายจะเถียง แต่แล้วก็ต้องรีบหุบลงฉับเมื่อตระหนักได้ว่าเวลานี้ไม่ควรเติมเชื้อเพลิงใดๆ ลงไปในกองไฟที่ชื่อว่าความหงุดหงิดของรสริน ยิ่งกว่านั้นคือเขาปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเสื้อผ้าของเธอที่เขาชอบวิจารณ์ว่าเหมือนคุณครูระเบียบนั้นความจริงแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างที่เขากล่าวหาเลยแม้แต่น้อย

ฝาแฝดนิลนาถเติบโตมากับธุรกิจค้าปลีก พวกเธอคลุกคลีอยู่กับห้างสรรพสินค้าและเสื้อผ้าแบรนด์เนมตั้งแต่จำความได้ บางทีอาจจะจำชื่อแบรนด์สินค้าต่างๆ ได้ก่อนจะท่องสูตรคูณแม่สองได้เสียอีก ดังนั้นรสนิยมของรสรินจึงห่างไกลจากคำว่า 'ครูระเบียบ' ที่เขาชอบใช้ค่อนขอดเธออยู่มากโข แต่เพราะการที่ต้องทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้รสรินต้องแต่งกายให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่ตัวเองนั่งอยู่ เสื้อผ้าที่สวมใส่จึงมักจะเป็นสีเรียบๆ แบบที่ดูเป็นทางการ เน้นการเคลื่อนไหวสะดวก แต่ถึงแม้จะดูเรียบง่ายมากแค่ไหนก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าราคาของชุดที่เธอสวมใส่ไม่ได้เรียบง่ายเลยแม้แต่น้อย และเหตุผลที่เขาเรียกเธอว่า 'ยายเบียบ' ก็เพราะเสื้อผ้าเหล่านั้นทำให้เธอดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าคนรุ่นเดียวกัน

"แล้วคุณอยากจะใส่ชุดไหน เราไม่มีเวลากันแล้วนะ"

เขาแสร้งยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเพื่อกดดันเธอทางอ้อม แต่รสรินหรือยอมให้กับเขาง่ายๆ เธอรู้ทันเขาหรอก ภาสกรจอมเจ้าเล่ห์ แสร้งพูดเหมือนเอาใจว่ายอมให้ แต่เอาเข้าจริงกลับยกเอาเงื่อนไขเรื่องเวลามาบีบบังคับเธอให้เธอยอมเป็นตุ๊กตาของเขาดังเดิม เขาคงคิดคำนวณเวลาไว้แล้วว่าเวลาอีกสิบนาทีจะถึงบ่ายโมงตรงเธอคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ทัน

แต่รสรินก็คือรสริน เธอรู้จักเขาดีพอๆ กับที่เขารู้จักเธอ และนั่นทำให้เธอเลือกที่จะไม่ตอบเขา แต่หันไปพยักหน้าให้กับคุณแอ๋วที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก จากนั้นคุณแอ๋วก็เดินเลี่ยงออกไปจากห้อง ท่าทีทั้งหมดนั้นทำให้ภาสกรเกิดอาการเลิ่กลั่กขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

"นี่...นี่คุณจะทำอะไรน่ะโรส"

อีกครั้งที่รสรินไม่ตอบคำถาม แต่เอี้ยวตัวไปรับเสื้อผ้าชุดใหม่จากคุณแอ๋วที่เพิ่งกลับเข้ามาในห้อง หันกลับมายักคิ้วสบนัยน์ตาคมเข้มโดยไม่เอ่ยคำใด แล้วหมุนตัวเดินตรงไปที่ห้องลองชุด ขณะที่ภาสกรโวยวายอยู่ข้างนอก

"อย่าทำอะไรบ้าๆ นะ ข้อตกลงของเราคือคุณต้องทำตัวดีๆ จำไม่ได้หรือไง"

"ถ้าคุณพูดมากอีกคำเดียว ฉันจะเดินออกไปจากตรงนี้และยกเลิกข้อตกลงทั้งหมดเลยคอยดูสิ"

เสียงที่ดังลอดออกมาจากช่องประตูทำเอาคนโวยวายต้องรีบหุบปากฉับทันควัน เขาไม่ได้กลัวเธอยกเลิกข้อตกลงในวันนี้หรอก แค่ไม่มีเวลาคิดแผนใหม่เฉยๆ



[1][1]Personal Shopper







ฝากติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ 







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

214 ความคิดเห็น

  1. #210 PraewWitterr (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2563 / 09:50
    รออ่านอยู่นะคะ กด fav ไว้นานแล้วววว
    #210
    1