ดวงใจอธิรักษ์โยธิน

ตอนที่ 6 : ดวงใจสี่ทิศ : บทที่ 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,169
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    27 ส.ค. 63




บทที่ 5

 

หลังอาหารค่ำ เมื่อมารดาได้ขึ้นห้องไปพร้อมกับหลานสาวตัวยุ่งเรียบร้อย ไส้ศึกของสี่ทิศก็ขยับเข้าไปนั่งข้างพี่ชายที่กำลังดูรายการข่าวภาคดึกพร้อมสะกิดแขนแกร่งเบาๆ

คุณใหญ่ครับผมมีเรื่องจะมารายงาน” เมื่อพี่ชายหันกลับมามองภาสกรก็ไม่รอให้เวลาผ่านไปแม้แต่นาทีเดียว “วันนี้คุณหญิงคุยกับครูภีมเรื่องที่จะให้ครูภีมมาสอนพิเศษมินนี่กับแตงจ๋าที่บ้านครับ”

เหรอ...แล้วเขาว่าไง” คนฟังละสายตาหันมามองน้องชายที่กำลังรายงานถึงแผนการ พร้อมกับคิดซ้อนแผนไว้ในใจเงียบๆ

ครูภีมตกลงแล้วครับ และวันเสาร์นี้ก็จะเป็นวันเริ่มงานวันแรก” น้องชายบอกไปแล้วก็เงียบรอดูปฏิกิริยาว่าจะเอาอย่างไรต่อไปของพี่ชาย และเพราะนานเกินไปจึงออกปากถามอย่างใจนึก “คุณใหญ่จะทำอย่างไรต่อไปครับ”

สี่ทิศหรี่ตามองน้องชายพร้อมกระตุกยิ้มบางๆ

“รอดูก็แล้วกัน”

และไม่ผิดจากที่คาดเพราะในเย็นวันถัดมาสี่ทิศก็ได้รับคำบอกเล่าจากมารดาถึงเรื่องดังกล่าว คราแรกเขาทำเป็นไม่รู้ทันและเออออไปด้วยเมื่อท่านเล่าให้ฟังว่าได้จ้างคุณครูพี่เลี้ยงมาคอยดูแลมินนี่และแตงจ๋าที่บ้านด้วยเงินเดือนที่สูงลิ่ว

ซีไม่ว่าอะไรใช่ไหมลูก ที่แม่ตัดสินใจโดยไม่ได้ปรึกษาอะไรซีก่อน” หม่อมราชวงศ์รจเรขกล่าวเสียงนุ่มน่าฟังอย่างคนรู้สึกผิด สี่ทิศหันมายิ้มปลอบโยน

ผมจะว่าอะไรคุณหญิงได้ล่ะครับ ที่คุณหญิงทำเพราะห่วงอนาคตของมินนี่และแตงจ๋า ผมต่างหากที่ควรจะขอบคุณคุณหญิง”

ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้แม่จะให้หนูภีมเขามาเริ่มงานเลยก็แล้วกันนะ”

ได้ครับ”

ตอบกลับโดยเก็บรักษาความไม่ชอบใจไว้ภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้ม...ปล่อยให้ตายใจไปก่อนเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็รู้ว่าเขาจะทำอะไร สี่ทิศคิดอย่างครึ้มใจขณะมองมารดาหันไปขยิบตาส่งให้ผู้ร่วมขบวนการ

 

รุ่งขึ้นชายหนุ่มลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่เช้าตรู่ สะพายถุงกอล์ฟและกระเป๋าเสื้อผ้าลงมาชั้นล่างอย่างผิดวิสัยเพราะโดยปกติวันเสาร์เป็นวันทำงานครึ่งวัน สี่ทิศจะออกจากบ้านช้าเพื่อรับประทานอาหารเช้าร่วมกับลูกสาวที่ได้รับอนุญาตให้ตื่นสายได้ ชายหนุ่มส่งถุงกอล์ฟและกระเป๋าใบย่อมให้ลุงสมนำไปเก็บที่ท้ายรถก่อนจะหันไปรับกาแฟที่นมน้อมนำมาเสิร์ฟให้ถึงมือ

จะไปไหนแต่เช้าน่ะตาซี” หม่อมราชวงศ์รจเรขปรี่เข้ามาถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนเพราะวันนี้ท่านหมายมั่นจะให้ลูกชายได้เจอหน้ากับคุณครูสาวเพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งสองได้สานสัมพันธ์กัน

ไปทำงานครับ” เขาตอบง่ายๆ ไม่สนใจท่าทีของมารดาเพราะภายในกำลังกระหยิ่มยิ้มย่องที่หาทางออกจากแผนการจับคู่ของมารดาได้

ทำงานแล้วจะเอาถุงกอล์ฟไปด้วยทำไม”

ผมตั้งใจว่าจะเลยไปออกรอบกับลูกค้าตอนบ่าย คุณหญิงมีอะไรหรือเปล่าครับ” ท้ายประโยคแสร้งถามกลับด้วยใบหน้าใสซื่อ คุณหญิงเชิดหน้าขึ้นน้อยๆ ด้วยไม่อยากให้ลูกชายรู้ถึงแผนการจึงเฉไฉไปประเด็นอื่นหวังกลบเกลื่อน

แม่จะมีอะไรได้ยังไงล่ะ ก็ปกติเห็นวันหยุดแบบนี้เราออกจากบ้านสาย แม่เลยตั้งใจว่าจะให้พบกับคุณครูของมินนี่เขาหน่อยจะได้ช่วยกันดูว่าเหมาะสมหรือเปล่า”

คุณหญิงก็ลงความเห็นว่าเหมาะสมไปแล้วไม่ใช่หรือครับถึงได้จ้าง ถ้าอย่างนั้นแล้วคงไม่ต้องให้ผมช่วยดูหรอกมั้งครับ” แอบเย้ากลับให้คนฟังสะดุ้งก่อนเอ่ยลา “ผมไปทำงานเลยดีกว่า สวัสดีครับคุณหญิง”

มือหนายกขึ้นไหว้และเดินจากไปทิ้งให้มารดายืนกำมือแน่นเมื่อแผนการที่วางไว้ไม่เป็นอย่างที่คิดทั้งยังประโยคเย้าไม่จริงจังนั่นอีก หรือสี่ทิศจะรู้ถึงแผนการในครั้งนี้แล้ว

คุณละไมเดินมาจากเรือนคล้อยหลังสี่ทิศได้ไม่นาน ทั้งคู่แวะทักทายกันที่หน้าบ้านก่อนชายหนุ่มจะขับรถออกไป ร่างโปร่งบางสง่างามอย่างคนวัยสี่สิบต้นๆ หมุนกายกลับมาตั้งใจจะขึ้นไปดูแลความเรียบร้อยของโต๊ะอาหารเช้า แต่กลับพบหม่อมราชวงศ์รจเรขกำลังยืนหน้าเครียดอยู่ที่หน้าบ้าน

อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณหญิง”

คนฟังขานรับในลำคอผิดวิสัยที่ปกติจะตอบกลับเรียกความสงสัยให้ปรากฏบนใบหน้าของคนทัก แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปากถามหม่อมราชวงศ์รจเรขก็ระบายลมหายใจออกมายาวเหยียดและออกปากบ่น

“เธอดูลูกชายของเธอนะแม่ละไม ไม่ได้ดั่งใจฉันจริงๆ เลย”

คุณละไมยิ้มอ่อนโยนพร้อมแตะแขนของอีกฝ่ายเบาๆ “โธ่...คุณหญิงขา แบบนี้ดีแล้วค่ะ”

ดีอย่างไรของเธอ ผู้หญิงเขาจะมาแต่ผู้ชายของเราหนีหน้า แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะได้เจอกัน มันดีตรงไหนกันแม่ละไม”

มันดีตรงที่หนูภีมจะได้ไม่รู้สึกอึดอัดว่าเรากำลังวางแผนจับคู่เธอให้กับคุณใหญ่น่ะสิคะ” ว่ายิ้มๆ และพูดต่อ “อีกอย่างคุณใหญ่หนีได้ไม่ตลอดหรอกค่ะสักวันก็ต้องได้เจอกัน ตอนนี้เรามาวางแผนให้ลูกเสือสองตัวเป็นกาวประสานใจให้พ่อเสือกับแม่เสือดีกว่านะคะ”

ฟังเหตุผลของมือขวาแล้วก็ชักจะคล้อยตามอย่างเห็นด้วย

เธอนี่สมกับเป็นที่ปรึกษาของบริษัทจริงๆ นะแม่ละไม เจ้าแผนการนักเชียว”

เราไปดูห้องที่เตรียมไว้สอนหนังสือดีกว่าค่ะ เมื่อวานช่างเข้ามาต่อเติม ดิฉันไม่ได้อยู่ดูกะว่าจะเข้ามาดูตอนเช้า” ว่าพร้อมชี้ชวนไปดูห้องนั่งเล่นปีกซ้ายซึ่งปกติใช้เป็นสถานที่พักผ่อนของครอบครัว แต่เมื่อวานนี้หม่อมราชวงศ์รจเรขได้ให้ช่างเข้ามาต่อเติมมุมห้องเพื่อใช้เป็นสถานที่สอนพิเศษของคุณครูสาว

ภายในห้องนั่งเล่นปีกซ้ายของตึกวันนี้จึงแปลกตากว่าทุกวันด้วยอุปกรณ์ของเล่นเสริมทักษะและพัฒนาการของเด็กวัยกำลังซนหลากสีสัน ทั้งยังมีเครื่องนอนชุดเล็กของเด็กๆ อีกสามชุดที่จัดไว้สำหรับพักผ่อน ซึ่งมิกกี้และมินนี่ต้องหลับกลางวันเป็นปกติอยู่แล้ว โต๊ะเขียนหนังสือเล็กๆ ถูกวางไว้มุมหนึ่ง ขณะที่กระดานไวท์บอร์ดถูกตั้งไว้ติดผนัง

ดูเรียบร้อยดีนะคะ” คุณละไมกวาดตามองข้าวของที่วางอยู่เบื้องหน้า ไม่ต่างกับหม่อมราชวงศ์รจเรขที่มองอย่างพอใจก่อนจะหันมาถามคล้ายไม่มั่นใจในแผนการ

เธอว่ามันจะได้ผลจริงๆ ใช่ไหมแม่ละไม”

ดิฉันไม่ทราบหรอกค่ะคุณหญิง” ตอบตามตรงกับความรู้สึก “เพราะเรื่องความรักเป็นเรื่องที่บังคับกันไม่ได้ แต่คนสองคนที่มีสถานการณ์คล้ายกันเขาย่อมเข้าใจกันดีมากกว่าพวกเรา ถ้าเคมีของเขาสองคนตรงกันก็เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย ดังนั้นแล้วเราทำได้แค่ช่วยและลุ้นกันอยู่ห่างๆ จะดีกว่านะคะ วุ่นวายมากไปต่างฝ่ายก็ต่างหนีและคงไม่ได้บรรจบกันเสียที”

เธอพูดมาก็มีเหตุผล สรุปแล้วแม้ว่าเราจะทำให้เขาเจอกันได้แต่ก็เข้าไปก้าวก่ายไม่ได้สินะ” ถามอย่างปรึกษา คุณละไมยิ้มเย็นพลางกุมมืออีกฝ่ายและตบปลอบ

เราเป็นเชื้อเพลิงช่วยกันสุม ช่วยกันพัดให้ไฟลุกได้ค่ะ ในสถานการณ์บางเรื่องบางราวที่สามารถเข้าไปช่วยได้ บางครั้งก็ต้องจับแยก บางครั้งก็ต้องขยับเข้าหา ไม่อย่างนั้นแล้วไฟอาจจะแรงเกินไปจนมอดไหม้ทุกสิ่งอย่าง”

ฉันเพิ่งรู้ว่าเธอก็เจ้าคารมกับเขาเหมือนกัน”

จำมาจากหนังสือน่ะค่ะ” คนเจ้าคารมหัวเราะเบาๆ เพราะอายุห่างจากอีกฝ่ายหลายปี บางครั้งก็เล่นหัวได้บ้างตามความรู้สึกที่คุณหญิงปฏิบัติต่อตนคล้ายน้องสาว แต่ก็ให้เกียรติอย่างรู้ว่าอีกฝ่ายคือภรรยาอีกคนของสามี

ไปที่ห้องอาหารกันเถอะ เดี๋ยวเด็กๆ จะลงมาทานข้าวกันแล้ว”

ค่ะคุณหญิง”

 

ร่างสูงกว่าหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรในชุดนักเรียนโรงเรียนนานาชาติชื่อดังก้าวไปตามทางเดินเล็กๆ ข้างตึกเรียนอย่างรีบเร่งบอกให้รู้ว่าตอนนี้เจ้าตัวร้อนใจมากเพียงใด

นักรบ อธิรักษ์โยธิน ส่ายใบหน้าคมอย่างเด็กหนุ่มวัยสิบหกมองซ้ายแลขวาไปตลอดทางคล้ายเกรงว่าจะมีใครมาเห็นเข้า มือกระชับกระเป๋าสะพายแนบไหล่แน่นขึ้นขณะเลี้ยวเข้าซอกตึกเมื่อเบื้องหน้ามีคนเดินผ่านมาพอดี ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียดเมื่อคนกลุ่มนั้นเดินผ่านไปเรียบร้อย

นักรบเริ่มออกเดินอีกครั้งและครั้งนี้ต่างออกไปเมื่อเส้นทางที่ใช้แปรเปลี่ยนเป็นการลัดเลาะไปตามแนวสุมทุมพุ่มไม้ข้างตัวอาคารจนกระทั่งถึงหลังโรงเรียนอันเป็นสถานที่ที่อีกฟากคืออิสระจากฎระเบียบทั้งปวง นักรบเหวี่ยงกระเป๋าข้ามกำแพงสูงกว่าสามเมตรไปก่อนจนกระทั่งได้ยินเสียงหล่นตุบที่บ่งบอกว่ามันถึงพื้นเรียบร้อย นัยน์ตาคมหันซ้ายหันขวาอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยจากสายตาของผู้คนจึงจัดการถลกแขนเสื้อขึ้นจนเห็นผิวคร้ามแดดเพราะเล่นกีฬากลางแจ้งเป็นประจำชัดเจน

รองเท้าหนังสีดำเหยียบบนกิ่งต้นมะม่วงที่อยู่ใกล้ๆ แขนอีกข้างคว้ากิ่งที่อยู่ด้านบนและเหวี่ยงตัวขึ้นไปอยู่บนต้นมะม่วงข้างกำแพงหลังโรงเรียนอย่างรวดเร็ว มองซ้ายมองขวาอีกครั้งเมื่อเห็นว่ารอบกายยังปลอดภัยอยู่เขาก็คว้ากิ่งที่อยู่สูงถัดไปและค่อยๆ พาร่างไปยังกิ่งที่อยู่ติดกับกำแพงมากที่สุด มือข้างที่ว่างแตะกับขอบปูนสถานที่ซึ่งกักกั้นอิสรภาพของนักเรียนนับพัน ขาแกร่งก้าวเหยียบตามไป และในเวลาไม่กี่นาทีทายาทแห่งอธิรักษ์โยธินก็กระโดดลงมาสู่พื้นข้างกำแพงอีกฝั่งได้เป็นผลสำเร็จ

มือหนาคว้ากระเป๋าที่นอนอยู่ข้างๆ ปลายเท้าขึ้นคล้องไหล่ก่อนจะออกวิ่งไปจากจุดดังกล่าว เลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ ที่อยู่หลังโรงเรียนไปด้วยความรวดเร็ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาโดดเรียน หากจะเรียกให้ถูกเขาทำเป็นประจำจนเรียกได้ว่าปกติก็ว่าได้ แม้จะมีจดหมายเวียนเรียกพบผู้ปกครองนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยอำนาจเงินตราของตระกูลอธิรักษ์โยธินที่บริจาคสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ทำให้นักรบยังคงสถานภาพของนักเรียนโรงเรียนแห่งนี้มาได้ แต่ไม่ใช่กับครั้งนี้ ครั้งที่จดหมายสำคัญของทางโรงเรียนกำลังจะไปถึงบ้าน

เมื่อทะลุออกมาอีกฝั่งของซอยซึ่งเป็นถนนใหญ่ นักรบก็โบกมือเรียกรถเก๋งสีเหลืองแถบเขียวที่แล่นผ่านมาพอดี เมื่อรถจอดสนิทก็ไม่รอช้ารีบเปิดประตูเข้าไปนั่งข้างใน บอกจุดหมายปลายทางพร้อมกำชับเสียงปนหอบ

เหยียบให้มิดและขึ้นทางด่วนไปเลยครับ”

ครึ่งชั่วโมงต่อมารถแท็กซี่ก็มาจอดชิดติดกำแพงด้านข้างของบ้านอธิรักษ์โยธิน เด็กหนุ่มควักธนบัตรส่งให้และลงมายืนอยู่ข้างๆ รอให้รถแท็กซี่คันดังกล่าวแล่นออกไปก่อนจึงกระชับกระเป๋าขึ้นคล้องไหล่ เดินอ้อมไปฝั่งหน้าบ้านที่เป็นประตูรั้วอัลลอยด์สีเงินดีไซน์สไตล์ยุโรปบานโต นักรบทรุดนั่งลงบนริมฟุตปาธข้างกำแพงใกล้ๆ เพื่อที่จะได้มองเห็นรถผ่านเข้าออกได้ชัดเจนพลางยกนาฬิกาทรงสปอร์ตขึ้นดูและบ่นเป็นระยะๆ

เที่ยงสิบห้า ไปรษณีย์จะมาหรือยังวะเนี่ย”

เหตุเพราะเขาโดดเรียนเมื่อสองวันก่อนจึงทำให้ทางโรงเรียนต้องใช้บริการของบริษัทไปรษณีย์ไทยในการส่งจดหมายสำคัญ ทั้งที่ปกติจะให้นักเรียนนำไปให้ผู้ปกครองด้วยตัวเอง ถ้าหากศัตรูตัวฉกาจเกรดเจ็ดไม่เดินเข้ามาบอกเย้ยๆ เมื่อเช้าเขาก็คงจะไม่รู้ว่ากำลังเกิดเรื่องที่จะทำให้ชะตาชีวิตของเขาขาด คิดแล้วก็อยากจะกลับไปชกหน้าบวมปูดของมันอีกสักตั้ง แค่ผลักมันตกบันไดขาหักหน่อยเดียวทำเป็นสำออยไปฟ้องพ่อ และพ่อของฝ่ายนั้นก็ดันเป็นรองผู้อำนวยการของโรงเรียนอีกต่างหาก

บ้าเอ๊ย! ถ้าถึงมือคุณหญิงแล้วจะเป็นยังไงวะเนี่ย”

ว่าพร้อมกับดึงทึ้งผมรองทรงสั้นของตนเองแรงๆ อย่างคนคิดไม่ตก ผุดลุกเดินวนไปเวียนมาคล้ายหนูติดจั่นเมื่อการเฝ้ารอในแต่ละนาทีมันช่างผ่านไปช้าเสียเหลือเกิน ทั้งยังหวั่นว่าจดหมายของทางโรงเรียนจะถึงมือผู้รับแล้วเป็นที่เรียบร้อย ถ้าเป็นเช่นนั้นเขาต้องตายแน่ๆ แต่ยังหรอกหากถึงมือคนที่บ้านเขาคงโดนเฉ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่นี่ยังไม่มีใครพูดอะไรแสดงว่ายังไม่มีใครรู้เรื่องและเมื่อไม่มีใครรู้เรื่องเขาก็ต้องจัดการชิงจดหมายมาก่อนที่มันจะมือของใคร

คุณรบคะ”

เสียงเรียกจากเบื้องหลังทำให้คนที่กำลังคิดไม่ตกสะดุ้งสุดตัว เพราะไม่นึกว่าจะมีใครมาเห็นตนเองเข้า อุตส่าห์เลือกมุมที่คนในบ้านจะไม่มีทางเห็นแล้วเชียว ใบหน้าคมที่ตอนนี้มีเหงื่อซึมด้วยอุณหภูมิของอากาศในเวลาเที่ยงวันค่อยๆ หันกลับไปมองคนเรียก นึกดีใจอยู่ไม่น้อยที่เสียงถามคนตรงหน้านั้นยังคงราบเรียบเป็นปกติ

แม่อิ่มมีอะไรหรือเปล่าครับ”

เพราะเป็นวันธรรมดา เด็กแพรวจะไปโรงเรียนที่อยู่ใกล้ๆ นี่ แม่อิ่มจึงออกมาดูคนที่อยู่หน้าบ้านตามคำสั่งของหม่อมราชวงศ์รจเรขด้วยตัวเอง

คุณหญิงเห็นเงาคนเดินไปเดินมาที่หน้าบ้านน่ะค่ะเลยให้แม่อิ่มออกมาดู”

อย่างนั้นเหรอครับ” นักรบครางเสียงแผ่วหันไปมองกำแพงสูงของบ้านอธิรักษ์โยธินแล้วก็ถอนหายใจอย่างเซ็งจัดกำแพงช่องอิฐที่ปกคลุมด้วยเถาไม้เลื้อย หากมองดีๆ ก็จะเป็นเงาคนเดินผ่านไปผ่านมาได้ชัดเจน โง่จริงๆ ไอ้รบ ที่เลือกมานั่งตรงนี้ ก่นด่าตัวเองด้วยท่าทีหัวเสีย แม่อิ่มเห็นคุณหนูไม่ว่าอย่างไรเสียทีจึงถามต่อ

คุณรบมาทำอะไรอยู่ตรงนี้ค่ะ ทำไมมาถึงแล้วไม่เข้าบ้าน”

เอ่อ...คือผมเพิ่งมาถึงเลยอยากนั่งเล่นที่หน้าบ้านก่อนน่ะครับ”

ถ้าอย่างนั้นก็เข้าบ้านกันเถอะค่ะอยู่ตรงนี้ร้อนออก”

สิ้นคำชวนเด็กหนุ่มก็มีท่าทีอิดออดอย่างเห็นได้ชัด นักรบหันรีหันขวางเมื่อจนหนทาง จะหนีก็ไม่ได้เพราะถูกรู้แล้วเป็นที่เรียบร้อย สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือหาคำแก้ตัวดีๆ ของสาเหตุที่เขามาโผล่อยู่หน้าบ้านในเวลาที่เด็กนักเรียนทุกคนควรจะอยู่ที่ห้องเรียนเช่นนี้

จดหมายก็ยังไม่ได้แถมยังมาถูกจับได้อีก โอ๊ย! อยากจะบ้าตาย

เด็กหนุ่มได้แต่บ่นเป็นหมีกินผึ้งอยู่ในใจขณะที่ลากขายาวตามหลังแม่อิ่มเข้าไปในบ้าน กระเป๋าสะพายถูกลากระพื้นคล้ายคนอับจนหนทาง แต่ขณะที่ขากำลังจะก้าวขึ้นตึกเสียงบีบแตรของรถจักรยานยนต์ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูรั้ว ทายาทอธิรักษ์โยธินหันขวับไปมองตามเสียงก็เห็นสิ่งที่ตนอุตส่าห์โดดเรียนมารอเบื้องหน้า

เดี๋ยวผมตามไปนะครับแม่อิ่ม” เสียงห้าวตามวัยตะโกนไล่หลังก่อนจะหมุนตัวและวิ่งกลับไปยังที่ที่ตนจากมา

ชายวัยกลางคนยืนยิ้มเผล่พร้อมกับมือที่มีซองจดหมายจำนวนหนึ่ง เมื่อรับจดหมายจากไปรษณีย์มาทั้งหมดมือหนาก็ไล่หาจดหมายที่ตนเองกำลังตามหาทันที ซองแล้วซองเล่าถูกซ้อนไว้ด้านหลังขณะที่ขาก็เดินกลับเข้าบ้านโดยอัตโนมัติจนกระทั่งพบกับซองกระดาษสีขาวที่มีตราสัญลักษณ์ของโรงเรียนอยู่บนมุมซ้ายของซอง

นักรบ!” เสียงเรียกในระยะห่างกันไม่กี่ก้าวทำให้ใบหน้าของคนถูกเรียกไร้เลือดขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ รู้แน่ว่านั่นคือเสียงของมารดา “แม่อิ่มบอกว่าเรากลับมาแล้ว ทำไมถึงยังไม่เข้าบ้านอีก”

ท่านพูดต่อเมื่อเห็นว่าลูกชายยังคงยืนนิ่ง และเหมือนคนยืนนิ่งจะรู้ตัว มือที่กำลังถือจดหมายทั้งหมดรีบพับซองสีขาวที่อยู่บนสุดให้เล็กที่สุดและหนีบไว้ด้วยฝ่ามือใหญ่ของตนเองทันที

ไปรษณีย์มาพอดีน่ะครับ ผมเลยออกไปรับมาให้” กล่าวเสียงอ้อมแอ้มขณะสาวเท้าเข้าไปใกล้พร้อมกับยื่นจดหมายทั้งหมดให้โดยที่จดหมายสำคัญไม่ได้ถูกส่งไปด้วย ทั้งยังแสร้งยืนล้วงกระเป๋าได้อย่างแนบเนียนเมื่อส่งจดหมายทั้งหมดให้กับมารดาเรียบร้อย

แล้วทำไมวันนี้ถึงกลับบ้านเร็วจัง”

คือ...เอ่อ...ที่โรงเรียนน่ะครับ มีกิจกรรมอะไรก็ไม่รู้แล้วงดเรียนคาบบ่ายทั้งหมด ผมก็เลยกลับมาก่อน” คำแก้ตัวไม่ค่อยน่าเชื่อถือนักแต่เป็นเหตุผลเดียวที่สมองของนักรบเวลานี้จะคิดออก ใบหน้าคมก้มต่ำแต่ดวงตากลับช้อนมองรอฟังคำพิพากษาด้วยใจที่เต้นระทึก

อย่างนั้นเหรอ”

ดวงตาของคนสองวัยจ้องสบกันนิ่งและเป็นลูกชายวัยสิบหกปีเองที่เป็นฝ่ายหลุบต่ำหนีสายตาจับผิดไปก่อน คุณหญิงรจเรขยิ้มที่มุมปากน้อยๆ แขนเรียวสอดเข้ากับแขนของลูกชายและชวนเข้าบ้านคล้ายกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงท่านจะรู้ดีว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างอยู่ก็ตาม ท่าทีเช่นนั้นทำให้คนมีความผิดได้แต่เอ่ยขอโทษอีกฝ่ายอยู่ในใจ

ขอโทษนะครับคุณหญิงที่ผมต้องโกหก

 

ตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมาสี่ทิศยังคงประสบความสำเร็จในการหลบหน้าคุณครูของลูกสาว ถัดจากออกไปตีกอล์ฟกับลูกค้าในวันนั้นเขาก็หาเรื่องออกจากบ้านทุกวัน ทั้งนัดคุยงานต่อกับลูกค้าในวันหยุด ชวนรสรินออกไปกินข้าว ดูหนัง ฟังเพลงตามประสาคนรัก หรือแม้แต่การไปนั่งรอหญิงสาวทำงานที่ไซแอมมอลล์ทั้งวันเขาก็ทำ อย่างน้อยก็ดีกว่าการกลับไปเจอหญิงสาวที่มารดาหาไว้ให้ได้ แต่เขาคิดผิดเพราะถึงแม้ว่าจะไม่ได้เจอหน้าแต่ ‘หนูภีม’ หรือ ‘ครูภีม’ ก็ยังคงลอยมาเข้าหูได้ตลอดเวลาจนเขาเริ่มหมั่นไส้เจ้าของชื่อขึ้นมาติดหมัด

วันนี้ครูภีมสอนมินนี่ทำการ์ดด้วยนะคะคุณพ่อ”

ลูกสาวตัวน้อยในชุดนอนตัวยาวสีขาวเล่าถึงกิจกรรมที่ทำมาตลอดทั้งวัน สี่ทิศที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดนอนสีเข้มเลิกคิ้วมองคนตัวจ้อยที่เริ่มจ้อไม่หยุด ปกติในวันหยุดเด็กหญิงจะทำกิจกรรมกับเขาหรือไม่ก็บรรดาคุณอาทั้งวันจนเพลียและหลับสนิทในตอนเย็น แต่ตั้งแต่มีคุณครูสาวคอยดูแลทั้งที่โรงเรียนและที่บ้านเด็กหญิงจึงอยู่ดึกได้นานกว่าที่เคย

หรือคะ การ์ดอะไรคะคนเก่ง”

บิดาคล้องผ้าขนหนูผืนเล็กกับลำคอหนาขณะนั่งลงเคียงข้างลูกสาวบนเตียงใหญ่ เด็กหญิงปัดปอยผมตัวไปด้านหลังก่อนจะยื่นกระดาษขนาดครึ่งเอสี่สีสวยส่งให้

การ์ดวันแม่ค่ะ ครูภีมบอกว่าเดือนหน้าเป็นวันแม่ แต่มินนี่ไม่มีคุณแม่ก็เลยไม่รู้จะเอาไปให้ใคร” ท้ายประโยคลดระดับเสียงลงเมื่อคิดถึงความเป็นจริงว่าตนแตกต่างจากคนอื่น

เสียงเศร้าของลูกน้อยทำให้คนเป็นพ่อพูดไม่ออก สี่ทิศยกลูกสาวขึ้นนั่งบนตักโอบรัดจากด้านหลังทั้งยังก้มลงหอมแก้มนุ่มแรงๆ

“แต่มินนี่ยังมีคุณพ่อนะคะ” เห็นคนเป็นลูกยังนั่งเงียบสี่ทิศจึงชวนเปลี่ยนเรื่อง มาดูกันดีกว่าว่ามินนี่ทำการ์ดสวยหรือเปล่า”

สี่ทิศดึงร่างเล็กให้เอนทับอกแกร่ง เด็กหญิงมินตราคลี่ยิ้มสดใสเมื่อบิดาหันมาให้ความสนใจสิ่งของที่ตัวเองทำขึ้น

มินนี่วาดรูปคุณแม่พิชชาไว้ตรงนี้ด้วยนะคะ” นิ้วเล็กชี้ไปบนรูปผู้หญิงมีปีกที่อยู่เหนือรูปอื่นๆ ในหน้ากระดาษที่มีรูปผู้ชายตัวโตๆ ใส่เสื้อแขนยาวสีเข้มกับเด็กหญิงตัวเล็กๆ สวมชุดกระโปรงสีชมพู ซึ่งสี่ทิศเดาว่าน่าจะเป็นเขากับลูกสาว

ตรงนี้เป็นรูปคุณพ่อกับมินนี่” เด็กหญิงยังคงชี้ไปที่รูปที่เขาเดาไว้ “ส่วนตรงนี้เป็นรูปคุณย่ากับคุณย่าห้า มีแตงจ๋ากับโรบตรงนี้ ตรงนี้เป็นรูปอากรกับอาขุน และก็อาแก้วกับคุณย่าสาม” เสียงเล็กยังคงเจื้อยแจ้วอธิบายรูปต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแผ่นภาพต่อไปไม่หยุด รูปสมาชิกในบ้านแน่นเอี๊ยดอยู่เต็มหน้ากระดาษแต่กลับมีพื้นที่วางอยู่ทางขวามือจนเขานึกสงสัย

แล้วตรงนี้มินนี่ว่างไว้ทำไมคะคนเก่ง”

เอาไว้ให้คุณแม่กับน้องชายค่ะ” เด็กหญิงว่ายิ้มๆ คล้ายกับว่าสักวันต้องมีรูปที่เอ่ยให้ได้ ดวงหน้าจิ้มลิ้มเงยขึ้นสบสายตากับบิดา “ว่าแต่คุณพ่อจะมีคุณแม่กับน้องชายให้มินนี่เมื่อไหร่คะ”

 

คุณสี่ทิศคะ คุณภาสกรมาขอพบค่ะ”

เสียงเลขาหน้าห้องวัยสี่สิบสองของประธานกรรมการบริหารอธิรักษ์โยธินกรุ๊ปดังผ่านเครื่องอินเตอร์คอมให้เจ้านายหนุ่มที่กำลังอ่านเอกสารการจัดซื้อวัสดุที่จะใช้ในงานก่อสร้างโรงแรมแห่งใหม่ของเจ้าสัวพิพัฒน์ ลิ้มถาวรวัฒนกุล เพื่อนสนิทของบิดารับรู้ มือหนากดรับและกรอกเสียงตอบลงไป

ให้เข้ามาเลยครับ”

สิ้นเสียงอนุญาตจากผู้เป็นนายเสียงเคาะประตูไม้สักเนื้อดีก็ดังขึ้น แต่ยังไม่ทันที่คนในห้องจะเอ่ยอนุญาตประตูก็ถูกเปิดเข้ามาเสียก่อน ภาสกรเดินส่งยิ้มทะเล้นตามแบบเฉพาะตัวมาให้เมื่อพี่ชายตีหน้าขรึมดุใส่ เอกสารโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมติดแม่น้ำเจ้าพระยาที่รับผิดชอบถูกยื่นไปให้คนหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ สี่ทิศคือประธานกรรมการบริหารของอธิรักษ์โยธินกรุ๊ป กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของประเทศ โดยมีน้องชายทั้งสองคนเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ ภาสกรเป็นรองประธานกรรมการบริหารดูแลงานด้านการตลาดทั้งการขายและเช่า ขณะที่ขุนศึกเป็นหัวหน้าทีมวิศวกรดูแลการออกแบบและก่อสร้างอาคารภายใต้การบริหารของบริษัททั้งหมด

สี่ทิศรับเอกสารมาเปิดดูคร่าวๆ เพราะรู้ดีว่าน้องชายต้องทำงานเรียบร้อย คอนโดแห่งนี้เริ่มก่อสร้างเมื่อหนึ่งปีก่อนและตอนนี้ก็ได้ตกแต่งภายในเสร็จเรียบร้อยพร้อมให้ลูกค้าที่ซื้อไว้เข้าอยู่ได้ทันที

“เรียบร้อยดีใช่ไหม”

คนเป็นน้องพยักหน้าตอบยิ้มๆ เมื่อเชิญตัวเองนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามพร้อมกับใช้สายตามองพี่ชายคล้ายกำลังค้นหาอะไรบางอย่างที่กำลังซ่อนอยู่ในนั้น ร้อนให้คนถูกจ้องต้องตวัดตาขึ้นมองอย่างไม่ชอบใจ

มองอะไรเจ้ากร”

มองเต่าครับ” คำตอบของคนเป็นน้องเรียกรอยฉงนบนใบหน้าคมเข้ม ทายาทคนรองแห่งอธิรักษ์โยธินหัวเราะรัวเมื่อพี่ชายติดกับเขาเข้าเต็มเปา

เต่าอะไรของแก”

เต่าที่เอาแต่หดหัว เก็บตัวอยู่ในกระดอง คอยหลบหน้าคนที่คุณหญิงหาให้น่ะสิครับ”

สิ้นคำเฉลย ใบหน้าคมก็เคร่งขรึมขึ้นให้คนพูดรู้ว่าเขากำลังไม่พอใจ แต่คนอย่างภาสกรหรือจะสนชายหนุ่มอมยิ้มหน้าเป็นและพูดต่อ

“ว่าแต่คิดออกหรือยังครับว่าสุดสัปดาห์นี้จะหนีไปไหนดี”

เมื่อโดนกล่าวหาว่า ‘หนี’ หลังจากโดนด่าว่าเป็น ‘เต่า’ คนเป็นพี่หรือจะยอมเสียหน้าให้น้องชายล้อเลียน

ใครหนี ไม่ได้หนี แค่มีธุระเข้ามาพอดีเฉยๆ” คนมีธุระเข้ามาพอดีหมุนเก้าอี้หันไปทางอื่น ขณะที่มือยังคงเปิดเอกสารที่น้องชายนำมาให้ดูไปด้วย

มีธุระเข้ามาช่วงนี้พอดีได้ทุกอาทิตย์เลยนะครับ”

คนแซวยังแซวต่อไม่เลิก นึกสนุกที่นานๆ จะเห็นพี่ชายมีอาการเช่นนี้สักครั้ง ดังนั้นภาสกรย่อมไม่ยอมปล่อยให้มันหลุดมือไปเด็ดขาด เหตุการณ์ของอดีตพี่สะใภ้พรากรอยยิ้มและแววตาของคนมองโลกในแง่ดีเช่นพี่ชายเขาไปนานถึงสามปีเต็มมันก็นานเกินพอแล้ว และตอนนี้เมื่อทั้งครอบครัวกระโดดลงมาร่วมวงศ์ไพบูลย์แบบยกบ้านมีหรือที่เขาจะไม่เอาด้วย ที่สำคัญกว่าอะไรทั้งหมดได้แก้เผ็ดคนที่คิดจะมาเป็นพี่สะใภ้เขาอย่างรสริน นิลนาถ มีหรือที่นายภาสกร อธิรักษ์โยธิน คนนี้จะไม่เอาด้วย

นายจะแซวพี่อีกนานไหม”

ก็จนกว่าคุณใหญ่กับครูภีมจะยอมลงเอยกันนั่นแหละครับ”

นั่นปะไรชื่อนี้มารบกวนเขาอีกครั้งแล้วสี่ทิศคิด แต่เขาจะไม่ยอมเป็นเต่าให้มารดาจับไปวางตรงไหนก็ได้ง่ายๆหรอก ไม่เคยได้ยินหรือที่เขาว่าอย่าเอานิ้วชี้หน้าเต่าเดี๋ยวเต่ามันจะงับนิ้วขาด หากเข้ามายุ่งกับเขาแม้แต่นิดละก็พ่อกัดไม่เลือกแน่

สงสัยนายต้องผิดหวังหน่อยแล้วละ เพราะพี่ไม่มีวันลงเอยกับผู้หญิงคนนั้นอย่างแน่นอน”

คำประกาศของพี่ชายเรียกเสียงหัวเราะจากคนฟังไม่น้อย ภาสกรอมยิ้มจนแก้มแทบปริ

“แล้วผมจะคอยดูนะครับ แต่ถ้าหากคุณใหญ่ไม่อยากได้ก็บอกคุณหญิงไปตรงๆ ก็ได้นะครับเพราะคนนี้ผมต่อคิวรอรับอยู่”

ท้ายประโยคไม่วายแหย่ให้พี่ชายรู้สึกหัวเสียเล่นๆ สี่ทิศไม่สนใจคำแหย่นั้นเท่าไหร่นักเพราะดีเสียอีกที่มารดาจะได้เลิกยุ่งกับการจับคู่ให้เขาเสียที แม้ว่าคำถามของลูกสาวจะวนเวียนอยู่ในหัวไม่ห่างก็ตาม

‘...ว่าแต่คุณพ่อจะมีคุณแม่กับน้องชายให้มินนี่เมื่อไหร่คะ’

จำไว้เลยนะครับ ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณใหญ่ลงเอยกับครูภีมแล้วล่ะก็ ภาสกรคนนี้แหละจะหัวเราะให้ฟันร่วง”

นี่นายอยู่ข้างไหนกันแน่ภาสกร นายต้องช่วยพี่ไม่ใช่คุณหญิงหรือคุณครูอะไรนั่น” ท้วงเสียงกรุ่นเมื่อน้องชายตัวดีเอาแต่พูดเข้าข้างอีกฝ่าย ภาสกรยิ้มแป้นก่อนจะกล่าวแก้ชื่อของหญิงสาวให้ถูกต้อง

ครูภีมครับ เธอชื่อภีมชญา”

นั่นแหละ เธอจะชื่ออะไรก็ช่างพี่ไม่มีวันสนใจเด็ดขาด และนายก็เหมือนกันรู้ตัวหน่อยว่าอยู่ข้างพี่ แล้วก็สืบมาด้วยว่าคุณหญิงคิดจะทำและทำอะไรอยู่”

ถ้าอย่างนั้นรายงานแรกของวันนี้คือนัดบอด” เห็นริ้วรอยความฉงนบนใบหน้าของคนฟังภาสกรก็แอบอมยิ้ม “คุณใหญ่มีนัดกับยายเบียบเย็นนี้ใช่ไหมครับ” เมื่อสี่ทิศพยักหน้ารับภาสกรก็ว่าต่อ “วันนี้คุณหญิงจะพามินนี่ ครูภีมกับลูกไปไซแอมมอลล์ เตรียมรับศึกไว้ได้เลยครับ”

ว่ายังไงนะ”

ถามย้ำคล้ายไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน นี่คุณหญิงคิดจะประกาศศึกต่อหน้ารสรินหญิงสาวที่เขากำลังคบหาด้วยเลยอย่างนั้นหรือ ทายาทคนรองแห่งอธิรักษ์โยธินหัวเราะรัว

“ผมก็มารายงานให้ได้เท่านี้แหละครับ ส่วนที่เหลือทางใครทางมันนะเพราะผมต้องขับรถให้คุณหญิงเย็นนี้”

 

ภีมชญาไม่มีโอกาสได้เจอกับบิดาของลูกศิษย์นัก หากจะพูดให้ถูกครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกันก็คือวันแรกที่ได้เจอกันนั่นเอง คุณใหญ่ที่ใครๆ พูดถึงคงเอาแต่ทำงานจนไม่มีเวลาสนใจลูกน้อย และนั่นทำให้หญิงรู้สึกสงสารเด็กหญิงจับใจ หากมีทางใดสามารถคลายความว้าเหว่ของเด็กหญิงได้เธอไม่ลังเลเลยที่จะทำมัน

คุณครูภีมขา มินนี่ปั้นแป้งโดว์[1]สวยไหมคะ”

เด็กหญิงมินตราในชุดนักเรียนอนุบาลคาดทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีฟ้าสดใสชูถาดพลาสติกที่ได้รับสำหรับปั้นแต่งแป้งโดว์หลากสี ของเล่นเสริมพัฒนาการที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง การเล่นดินโดว์นอกจากจะฝึกให้เด็กวัยนี้ได้จินตนาการแล้ว ความนุ่มนิ่มของเนื้อแป้งยังช่วยให้เด็กๆ ฝึกพัฒนาการของกล้ามเนื้อมือให้แข็งแรงอีกด้วย

สวยค่ะคนเก่ง ไหนบอกคุณครูหน่อยสิคะว่ามินนี่ปั้นเป็นรูปอะไร”

เด็กหญิงวางถาดดินน้ำมันลงข้างๆ ก่อนจะปีนขึ้นตักคุณครูคนสวย น้องชายต่างสายเลือดคลานเข้ามานั่งใกล้พร้อมกับวางตุ๊กตาที่ตัวเองปั้นลงไปในถาดนั้นและเงยหน้ามองคนทั้งสองตาแป๋ว

บ้านของมินนี่ค่ะ”

เด็กหญิงชี้ไปยังก้อนดินน้ำมันสีสดใสที่มีหลังคาบอกให้รู้ว่าคือตัวบ้าน ข้างกันเป็นตุ๊กตาคล้ายคนตัวใหญ่สีน้ำเงินมีเนคไทสีขาวติดตรงช่วงคอและอีกตัวที่เล็กกว่าสีชมพูสดใส เสียงเล็กๆ เจื้อยแจ้วต่อทันทีเมื่อคุณครูนิ่งฟัง

“นี่คุณพ่อกับมินนี่ สวยไหมคะ”

สวยค่ะ แล้วนี่ใครคะ”

เธอชี้ไปที่ตุ๊กตาอีกคู่ที่คล้ายกับสองตัวแรก แต่ต่างกันตรงที่ตัวใหญ่กว่ามีกระโปรงสีชมพูบอกให้รู้ว่าคือผู้หญิง และตัวเล็กมีเอี๊ยมสีดำเส้นเล็กๆ คาดทับช่วงลำตัวคล้ายเด็กผู้ชาย เธอเดาว่าน่าจะเป็นคนในครอบครัวคนใดคนหนึ่งเพราะจากที่เคยนั่งฟังคุณหญิงเล่าถึงครอบครัวอธิรักษ์โยธิน คุณภาวินสามีของท่านมีภรรยาและลูกด้วยกันหลายคน ซึ่งมีหลายคนที่เธอยังไม่เคยพบ ตุ๊กตาสองตัวนี่น่าจึงจะหมายถึงบุคคลเหล่านั้น

ครูภีมกับน้องมิกกี้ค่ะ” เสียงใสเอ่ยตอบพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองคนถาม เด็กชายศาสตราขยับเข้ามานั่งข้างพลางเอนตัวพิงกับร่างของมารดาขณะฟังพี่สาวช่างเจรจาเล่าต่อไป “เหมือนครอบครัวเลยนะคะ มีพ่อ แม่ แล้วก็ลูกๆ”

นิ้วป้อมชี้ไปที่ตุ๊กตาทั้งสี่ คุณครูสาวนั่งอึ้งกับคำบอกเล่าง่ายๆ ของเด็กหญิง และเหมือนสาวน้อยตัวป่วนจะรู้งาน มินนี่ขยับลงจากตักที่นั่งอยู่และชวนน้องชายต่างสายเลือดให้ขยับออกไปนั่งปั้นแป้งกับเพื่อนร่วมห้องกันต่อ คล้ายกับเรื่องที่พูดเมื่อครู่คือการบอกเล่าธรรมดาๆ แต่ใครจะรู้ดีไปกว่าเด็กน้อยทั้งสองว่ามันหมายถึงความจริงที่ตั้งใจให้ผู้ใหญ่รู้สึกเช่นนั้นต่างหาก

หลังเลิกเรียน หม่อมราชวงศ์รจเรขพร้อมลูกชายคนรองมารับหลานสาวด้วยตัวเอง วันนี้ท่านตั้งใจจะพาคุณครูสาวที่หมายมั่นจะให้เป็นลูกสะใภ้ไปพบกับลูกชายคนโตที่เอาแต่หนีให้ได้ ภาสกรสายสืบมือหนึ่งรายงานว่าวันนี้สี่ทิศมีนัดกับรสรินที่ไซแอมมอลล์ ห้างสรรพสินค้าของตระกูลนิลนาถนั่นเอง

วันนี้หนูภีมว่างหรือเปล่าจ๊ะ” ท่านถามคนตรงหน้าเสียงอ่อนโยนเมื่อภีมชญานั่งลงติดกระดุมรองเท้าให้เด็กหญิงอย่างไม่นึกรังเกียจ ท่าทางของคุณครูสาวทำให้ท่านปลื้มใจไม่น้อย

ถ้าส่งเด็กๆ กลับเสร็จแล้วก็ว่างค่ะ”

ดีเลยจ้ะ วันนี้แม่ตั้งใจว่าจะพามินนี่กับแตงโมไปซื้อของที่ห้างเสียหน่อย แม่วานหนูไปช่วยเลือกหน่อยได้ไหมจ๊ะ เดี๋ยวขากลับแม่จะไปส่งที่บ้านเอง” ท่านยิ้มเปิดเผยเพราะรู้แน่ว่าภีมชญาต้องไม่ปฏิเสธคำร้องขอของผู้ใหญ่แน่นอน และท่านก็คิดไม่ผิดเมื่อท่าทางลังเลในตอนแรกเปลี่ยนเป็นการพยักหน้าและรับคำในที่สุด

ถ้าอย่างนั้นตากรไปรับแตงโมมาที่นี่ เดี๋ยวแม่จะช่วยหนูภีมเขาส่งเด็กๆ ก่อน” ท่านหันไปกะเกณฑ์กับลูกชายคนรองที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ

ภาสกรค้อมศีรษะรับก่อนจากไปแต่ไม่วายส่งสายตาล้อเลียนมารดาอยู่ในทีเพราะรู้แผนการของท่านดี ชายหนุ่มหนึ่งเดียวหมุนตัวออกไปจากวงสนทนา หม่อมราชวงศ์รจเรขก็หันมายิ้มให้กับว่าที่ลูกสะใภ้ตรงหน้า

คุณหญิงนั่งรอข้างนอกก่อนสักครูนะคะ เดี๋ยวผู้ปกครองของเด็กๆ คงจะมารับแล้ว” ภีมชญาเชื้อเชิญให้ท่านนั่งรออยู่ที่ระเบียงด้านนอก

หม่อมราชวงศ์รจเรขนั่งมองหญิงสาวที่ท่านนึกถูกชะตาและอยากได้มาเป็นศรีสะใภ้เก็บกวาดห้องหลังส่งเหล่านักเรียนตัวน้อยกลับบ้านเรียบร้อย โดยมีสองเด็กหญิงต้องตาและมินตรากับหนึ่งเด็กชายศาสตราคอยช่วยอยู่ไม่ห่าง ภาพความอ่อนโยนและไม่มีทีท่ารำคาญใจทำให้ท่านยิ่งนึกชมจนอยากจะได้มาเป็นศรีสะใภ้ในเร็ววัน

เมื่อหญิงสาวจัดการล็อกห้องคนทั้งหมดก็ย้ายตัวเองไปที่รถซึ่งจอดอยู่ด้านหลัง วันนี้หม่อมราชวงศ์ตั้งใจที่จะพาภีมชญาไปให้สี่ทิศได้ยลโฉมชัดๆ ในเมื่อทุกวันหยุดลูกชายหลบหลีกเก่งนัก แผนการนัดบอดจึงเริ่มต้นขึ้น ท่านตั้งใจจะพาเด็กๆ และหญิงสาวผ่านไปบริเวณนั้นโดยสร้างสถานการณ์ว่าเป็นเพียงความบังเอิญ กับรสรินเองท่านก็ไม่ได้นึกรังเกียจแต่อย่างใด แต่สายตาของเธอทำให้ท่านไม่มั่นใจนักว่าผู้บริหารคนเก่งของไซแอมมอลล์จะรักและดูแลหลานสาวคนเดียวของท่านได้ เพราะหลายครั้งที่ท่านมองดวงตาคู่นั้นมันมีเพียงความเชื่อมั่นแต่ไม่มีความรักอยู่เลย

เดี๋ยวพี่มินนี่จะพามิกกี้ไปดูปลาฉลามที่โอเชียนเวิร์ล”

เด็กหญิงมินตราหันมาบอกกับน้องชายต่างสายเลือดและเริ่มเล่าถึงปลานานาชนิดที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนั้น บางครั้งก็หันมาถามคุณอาวัยไล่เลี่ยที่นั่งข้างๆ เมื่อเกิดความไม่แน่ใจในข้อมูล บรรยากาศบนรถจึงเต็มไปด้วยความครึกครื้นเมื่อเสียงเจื้อยแจ้วยังคงดังไม่หยุดตลอดการเดินทางคล้ายกับตุ๊กตาที่ใส่ถ่านไม่มีวันหมด

ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงพาหนะคู่ใจของทายาทคนรองแห่งอธิรักษ์โยธินก็เลียบเข้าจอดที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าชื่อดังกลางกรุง ภาสกรอมยิ้มเมื่อคิดถึงข่าวที่เขานำไปบอกพี่ชายและอยากรู้ขึ้นมาติดหมัดว่าพี่ชายจะทำอย่างไรเมื่อวันนี้คุณหญิงบุกมาถึงตัว ความจริงแล้วแผนการนี้เขาเป็นคนเสนอเอง แต่ที่ทำไม่ใช่เพราะคุณหญิงหรืออยากเห็นว่าพี่ชายจะจัดการกับปัญหาเช่นไรเมื่ออยู่ๆ คุณหญิงก็พาภีมชญามาให้ดูตัวถึงที่ ที่เขาทำไปทั้งหมดก็เพราะอยากจะเห็นสีหน้าของยายครูระเบียบสองพันปีว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อคุณหญิงแสดงออกชัดว่าไม่เอาตัวเองมาเป็นสะใภ้แห่งอธิรักษ์โยธิน...คงสะใจพิลึก!

คุณใหญ่นัดรสรินที่ห้องอาหารชั้นสามตอนห้าโมงเย็นครับ”ร่างสูงขยับเข้ามากระซิบรายงานกับมารดาที่ข้างกายมีลูกสาวคนเล็กยืนอยู่ด้วย

ส่วนภีมชญานั้นได้รับหน้าที่ให้ดูเด็กหญิงมินตราและเด็กชายศาสตราเพราะเด็กหญิงติดเธอมากกว่าใคร หญิงสาวยืนสงบเสงี่ยมงอยู่เบื้องหลังโดยที่เด็กหญิงยังคงเจื้อยแจ้วไม่ยอมหยุดและน้องชายก็ช่างเป็นผู้ฟังที่ดีเสียเหลือเกิน มิกกี้ตาโตทุกครั้งเมื่อพี่สาวเล่าถึงเรื่องน่าตื่นเต้นและนั่นยิ่งเป็นการเร้าให้คนพูดจ้อไม่หยุด

ถ้าอย่างนั้นเราไปดูของใช้ให้มินนี่กับแตงจ๋าก่อนแล้วค่อยทำทีว่าขึ้นไปที่ห้องอาหารก็แล้วกัน” ท่านบอกถึงแผนการและหันไปชวนหญิงสาวที่มีเด็กทั้งสองอยู่ในมือคนละข้างให้เดินตามหลังเข้าไปภายใน

ไซแอมมอลล์ตั้งขึ้นมานานกว่ายี่สิบปีด้วยน้ำพักน้ำแรงของคุณประชา นิลนาถ บิดาของผู้บริหารคนปัจจุบัน เมื่อประมาณแปดปีก่อนท่านประสบอุบัติเหตุทำให้เป็นอัมพาตครึ่งตัว หุ้นส่วนทางธุรกิจคิดที่จะแย่งตำแหน่งผู้บริหารไปจากมือ วันนั้นรสรินในวัยสิบเก้าปีก้าวออกมาจากมหาวิทยาลัยเพื่อบริหารงานแทนบิดาทั้งหมดจนกระมั่งอายุครบยี่สิบปีเธอก็ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเธอสามารถบริหารงานได้ดีโดยมีคุณประชาคอยแนะนำอยู่เบื้องหลัง ไม่กี่ปีต่อจากนั้นจากเด็กสาวก็กลายเป็นนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งของประเทศ ท่าทางเชื่อมั่นเพราะไม่เคยทำอะไรผิดพลาดทำให้ภาสกรทายาทคนรองแห่งอธิรักษ์โยธินเกิดอาการหมั่นไส้ทุกครั้งที่เจอหน้า และครั้งนี้แหละที่เขาจะได้แก้แค้นสมใจเสียที

เมื่อได้ของที่ต้องการจนครบและนาฬิกาก็บอกว่าสี่ทิศน่าจะมาถึงห้องอาหารได้เกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว หม่อมราชวงศ์รจเรขก็หันมาทางคุณครูสาว

หนูภีมจ๊ะ ตอนนี้ก็ยังไม่เย็นมากแม่ว่าเราพาเด็กๆ ขึ้นไปทานเค้กข้างบนกันดีไหม ที่นี่ขนมอร่อยมากเลยนะจ๊ะ”

คำชวนที่คล้ายขอความเห็นดึงดูดเด็กๆ ทั้งสามได้เป็นอย่างดีนั้นทำให้ภีมชญาไม่สามารถปฏิเสธได้ สุดท้ายใบหน้าสวยหวานจึงขยับขึ้นลงอย่างเห็นด้วย ซึ่งคนรอคำตอบก็ยิ้มรับและรีบจูงมือลูกสาวคนเล็กเดินนำขึ้นชั้นสามของห้างไปก่อน ตามด้วยภีมชญาที่มีลูกชายและลูกศิษย์ขนาบข้าง รั้งท้ายด้วยภาสกรที่อมยิ้มกริ่มให้กับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น

...ท่านผู้มีเกียรติครับต่อไปนี้ได้เวลาที่การแสดงของวันจะเปิดม่านแล้ว

 



[1]              แป้งโดว์ คือ ดินน้ำมันปลอดสารพิษ ทำจากแป้งสาลีและส่วนผสมอื่นๆ ที่ไม่เป็นอันตราย สีและกลิ่นเป็นส่วนผสมที่ใช้ผสมในอาหาร








ฝากติดตามนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ 







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

214 ความคิดเห็น