Fic Prince of The Walt Disney (Adam x Eric) - My Love รักแท้ฉันอยู่ไหน

ตอนที่ 8 : Adam x Eric ตอนที่ 7 รีไรท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 277
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    3 ส.ค. 58

               “...ร่างสูงยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ตอนที่เขาเดินผ่านห้องเก็บของเขาเหมือนได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของใครสักคนจึงมาหยุดฟังและตอนนี้เขามั่นใจเหลือเกินว่าคนข้างในคือร่างบางที่เขากำลังตามหา

               เอริค...ร่างสูงตัดสินใจเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่ว

               “!!!” ร่างโปร่งสะดุ้งเฮือกก่อนจะเงยหน้าที่เปื้อนน้ำตาขึ้นมามองประตู

               โล่งใจ...ร่างสูงยังไม่ได้เปิดเข้ามา

                เอริคตัดสินใจที่จะเงียบไม่ตอบอะไรกลับไป และหวังว่าอีกฝ่ายจะเดินจากไปเมื่อนึกว่าข้างในนี้ไม่มีใครอยู่

               ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ข้างใน...แล้วข้าก็ได้ยินที่เจ้าพูดแล้วด้วยอดัมพูดออกมาด้วยเสียงเรียบนิ่ง เขาเข้าใจในความคิดของอีกฝ่ายที่ตั้งใจไม่ให้เขารู้ว่าซ่อนตัวอยู่ด้านในแต่มันจะปล่อยไปได้ยังไง เมื่อตอนนี้เขารู้แล้วว่าร่างโปร่งกำลังร้องไห้

               ผมกำลังหาของอยู่...เดี๋ยวก็ออกไปแล้วเสียงที่สั่นเครือพยายามควบคุมให้ออกมาราบเรียบที่สุดเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก ด้วยเหตุที่ว่าอาการสะอื้นยังคงไม่จางหายไปไหน

               “เลิกโกหกสักที!!” อดัมตะคอกผ่านประตูอย่างหัวเสีย นี่มันกี่ครั้งแล้วที่คนตรงหน้าปิดบังเขา ทั้งเรื่องที่ไปบาดเจ็บมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ ทั้งเรื่องที่แผลเปิดจนเลือดไหล แล้วนี่ยังจะเรื่องร้องไห้นั่นอีก!! คนตรงหน้าจะโกหกเขาไปถึงเมื่อไหร่

               ฮึ่ก!!” เสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นเอาไว้ดังขึ้นด้วยความตกใจจากแรงตะคอกของคนใจร้าย

               ไม่รู้ล่ะ ข้าจะเปิดเข้าไปคุยกับเจ้าให้รู้เรื่อง!!”

               “ไม่!!” ร่างบางรีบผวาเข้าไปจับประตูไว้แน่นไม่ให้คนตัวสูงเข้ามา ส่วนอดัมที่รู้ว่าอีกฝ่ายใช้มือรั้งประตูไว้ก่อนไม่กล้ากระชากเพราะเกรงว่าจะทำให้บาดแผลที่มืออีกฝ่ายฉีกมากขึ้นอีก

               เอริคอดัมเรียกชื่อเด็กดื้อเสียงเข้ม

               ไม่เอา..ฮึก..ไม่เอริคร้องขอออกมาด้วยแรงสะอื้น เขาไม่อยากให้อดัมหรือใครก็ตามแต่เห็นเขาในสภาพอ่อนแอแบบนี้...เขาจะให้ใครเห็นไม่ได้

               แล้วไหนบอกอยู่คนเดียวไม่ได้ไงอดัมพูดย้อนอีกฝ่ายเสียงเข้ม

               “!!!”

                คุณรู้เอริคถามกลับด้วยน้ำเสียงตกใจ

               ขอร้องเอริค...ข้ารู้ว่าตอนที่เจ้ามาขอร้องข้ากลับเมินเฉยแต่ตอนนี้...        ได้โปรด ให้ข้าได้บอกความรู้สึกของข้ากับเจ้าเถอะมือแกร่งผ่อนแรงที่ดึงประตูก่อนจะเปลี่ยนมากำลูกบิดไว้นิ่งๆ แทน

               “…” ริมฝีปากบางของร่างโปร่งเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความรู้สึกที่วูบไหวในอก ก่อนจะรอฟังอย่างตั้งใจ

               ข้ารู้ว่าข้าใจร้ายกับเจ้าแค่ไหน แต่ที่ข้าหงุดหงิดก็เพราะทุกครั้งที่มีเรื่องอะไรก็ตามเกิดขึ้นกับเจ้าหรือทุกครั้งที่เจ้าต้องการอะไร เจ้ากลับไม่ยอมพูดบอก...กลับปิดซ่อนมันไว้เพียงลำพัง สิ่งเหล่านั้นมันทำให้ข้าหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก ข้าก็เพียงอยากให้เจ้าพูดในสิ่งที่เจ้าต้องการออกมาบ้าง...ในสิ่งที่เจ้าคิดออกมาบ้าง

               “หนวกหู!! แค่พูดมันก็ง่ายน่ะสิทันที่ได้ยินคำอธิบายเหล่านั้นร่างบางก็แทบสติหลุดทันที แม้จะต้องการทำสิ่งเหล่านั้นสักเพียงไหนแต่มันก็ไม่สามารถทำได้...เพียงเพราะแค่สิ่งที่เขาเป็นอยู่เท่านั้น

               ผมไม่เหมือนคุณนะ!! ผมเอาแต่ใจตัวเองแบบนั้นไม่ได้ผมไม่สามารถอ้อนวอนขอสิ่งใดจากคนอื่นได้ ที่ที่ผมอยู่น่ะมันต่างจากคุณ คุณอย่ามาพูดเหมือนกับว่าทุกอย่างจะง่ายเหมือนที่คุณคิดทั้งหมดสิ!!” เอริคตะคอกกลับไปเสียงสั่น เส้นประสาทเหมือนขาดผึง อารมณ์ทุกอย่างรวนไปหมดอย่างที่ไม่เคยเป็นอารมณ์ทั้งหลายหลุดจากการควบคุมเพียงเพราะคำพูดแทงใจดำจากอีกฝ่าย

               เพราะผมคือคนที่ต้องเป็นผู้นำ ผมจะมัวเอาแต่ใจไม่ได้...จะแสดงความเห็นแก่ตัวหรืออ่อนแอไม่ได้ คุณเคยเข้าใจความรู้สึกแบบนี้บ้างไหม!!” เสียงพูดที่สั่นเช่นเดียวกับมือสองข้างที่จับประตูไว้แน่นสั่นเทาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้น

               แล้วเจ้าจะเอาเหตุผลพวกนั้นเป็นข้ออ้างไปถึงเมื่อไหร่!!” อดัมที่ทนฟัง         โต้กลับไปบ้าง เขาอาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกเอริคแต่เขาก็ทนปล่อยอีกฝ่ายไปแบบนี้ไม่ได้...จะปล่อยให้อีกฝ่ายใช้คำว่าเจ้าชายทำร้ายตัวเองไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

               นี่มันกี่ครั้งแล้วที่เจ้าเอาแต่หลบซ่อนหลังข้ออ้างที่สวยหรู เพราะเป็นเจ้าชายถึงแสดงความต้องการออกมาไม่ได้ เพราะเป็นเจ้าชายจึงต้องทนทุกข์อยู่ในความรู้สึกโดดเดี่ยวแบบนั้น เจ้าคิดจะใช้คำพูดสวยหรูพวกนั้นทำร้ายตัวเองไปอีกสักเท่าไหร่กัน เอริค!!” มือแกร่งกระชากประตูอย่างสุดแรง พอแล้ว...พอสำหรับความโดดเดี่ยว หากอีกฝ่ายไม่มีใครที่คอยเคียงข้างเขาก็เป็นคนยืนอยู่ตรงนั้น หากไม่มีผู้ใดเข้าใจเขาก็จะขอเป็นคนรับฟัง...จะไม่ยอมปล่อยให้ต้องเจ็บปวดอีก

               อ๊ะ!!” ร่างของคนที่ขังตัวเองไว้ข้างในปลิวออกมาตามแรงกระชากของร่างสูง ดวงตากลมโตคู่สวยหลับตาไว้แน่นเตรียมรับแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้น

               สิ่งที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่ความแข็งของพื้นดินแต่เป็นสัมผัสอันแสนอบอุ่น จากสองแขนแกร่งที่โอบรับร่างของเขาไว้ก่อนที่อ้อมแขนนั้นจะกระชับเขาไว้ให้แน่นกว่าเดิม เอริคที่ตกใจไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่เอาใบหน้าเนียนของตนซุกลงไปในอกแกร่งเพื่อหลบซ่อนน้ำตาที่ไหลลงมาไม่หยุด

               ถ้าหากไม่กล้าเอาแต่ใจกับใครก็มาลงที่ข้า หากไม่ต้องการให้ใครได้เห็นน้ำตาของเจ้า ข้าก็จะเป็นกำแพงที่ซ่อนความอ่อนแอนั้นไว้ให้มือแกร่งลูบหัวคนตัวเล็กกว่าอย่างเอ็นดู โดยมืออีกข้างก็รั้งเอวอีกฝ่ายไว้แน่นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไปไหนอีก

               ฮึก..ข..ขอโทษอดัมเลิกคิ้วมองคนตัวเล็กด้วยสายตาสงสัยเมื่อได้ยินเสียงอู้อี้ดังขึ้น ความชื้นที่ซึมผ่านเนื้อผ้าอย่างเบาบางทำให้รับรู้ได้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายยังร้องไห้ไม่หยุด

               ขอโทษ...ที่ตะคอกใส่..ฮึก...ขอโทษที่พูดจาไม่ดีกับคุณเอริคพูดไปสะอื้นไปจนอดัมต้องลูบหัวไปมาเป็นการปลอบ ช่างน่าแปลกทั้งที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่มีทางให้อภัยผู้ใด แต่พอเป็นคนตรงหน้าเขากลับรู้สึกว่าเรื่องพวกนั้นมันช่างเล็กน้อยเสียเหลือเกิน

               เฮ้อ...ช่างมันเถอะเพราะมันก็เป็นความจริงนี่นะ แล้วก็คนที่ผิดมันข้าต่างหากแต่ต่อไปนี้เจ้าห้ามโกหกข้า ได้มั้ย?” อดัมพูดและยิ้มบางๆ

               ฮึ่ก...เอริคไม่ตอบอะไรเพียงแค่พยักหัวน้อยๆ และสะอื้นไห้ในอกแกร่งต่อ ความอบอุ่นแสนประหลาดแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายผอมเล็ก...สัมผัสที่พึ่งได้รับเป็นครั้งแรกอาจเป็นเพราะที่ผ่านมาต้องเป็นคนส่งผ่านความอบอุ่นนี้ให้คนอื่น แต่ครั้งนี้เขาได้รับมันบ้างแล้ว ความอบอุ่นที่จะไม่มีวันลืม...

               เฮ้ย...อย่าพึ่งหยุดสะอื้นนะร้องต่ออีกนิดสิ

            ความคิดหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวเจ้าชายจอมเอาแต่ใจ ความคิดที่อยากจะกอดอีกฝ่ายต่ออีกสักนิด ไม่รู้ว่าเพราะอะไรภายในใจถึงรู้สึกอุ่นวาบอย่างประหลาด ยามเมื่อโอบกอดคนตรงหน้า เขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจเลยแม้แต่น้อยทั้งที่เป็นผู้ชายเหมือนกัน

               อาจเพราะพวกเราผ่านอะไรมาเหมือนกัน...

               เหตุผลมากมายถูกสรรหามาเป็นข้ออ้างเพื่อเข้าข้างตนเอง แต่แล้วขณะที่กำลังเหม่อคิดอะไรอยู่เพียงลำพังก็รับรู้ได้ถึงคนตัวเล็กที่กำลังยุกยิกไปมาในอ้อมกอด อดัมจึงจำต้องผละออกมาอย่างเสียดาย

               ดีขึ้นมั้ยอดัมถามขึ้น

               ครับเอริคพูดขึ้นพลางยกมือเรียวขึ้นมาปาดคราบน้ำตาออกจากใบหน้าเนียน

               หมับ!

               อดัมคว้ามือข้างที่ปาดน้ำตาเอาไว้ก่อนจะเข้าไปมองใกล้ๆ แล้วก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นผ้าสีขาวสะอาดพันที่อยู่เริ่มมีเลือดซึมออกมาให้เห็นจางๆ    ร่างสูงจึงเริ่มสำรวจตามจุดอื่นบ้างโดยเลิกเสื้อเชิ้ตสีขาวของอีกฝ่ายขึ้น ใบหน้าคมมีสีหน้าเคร่งเครียดทันทีเมื่อพบแผลคล้ายกับโดนอะไรกรีดเป็นแนวยาวทั่วหลังเนียน

               แผลพวกนี้มันอะไรกันดวงตาคมจ้องมองคนตัวเล็กอย่างคาดคั้น

               ค..คือวันนั้นเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย..เอริคพูดและพยายามหลบสายตาคมเข้มสีน้ำเงินฟ้าคู่นั้น ใบหน้าเนียนขึ้นสีระเรื่อก่อนจะรีบดึงเสื้อที่ถูกเลิกขึ้นลงมา

               อย่า-โก-หกอดัมพูดทีละคำอย่างเน้นย้ำ ดวงตาสีน้ำเงินดั่งมหาสมุทรลึกจ้องมองไปที่อีกฝ่ายอย่างกดดัน

               โดนหมาป่าทำร้าย..” เอริคพูดออกมาเสียงแผ่วและเหลือบมองร่างสูงเล็กๆ ด้วยความกลัวว่าร่างสูงจะโมโหใส่ตัวเองอีก

               แล้วข้าก็เป็นคนทำให้แผลเปิดอดัมเอ่ยเป็นเชิงถามด้วยใบหน้าเรียบเฉยแต่ในน้ำเสียงแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เอริคเดาไม่ออก จนร่างโปร่งเริ่มกลัวว่าคนตัวสูงจะโมโหเขาอีกหรือเปล่า

               ...เอริคเลือกที่จะไม่ตอบแต่พยักหน้ารับน้อยๆ ส่วนอดัมก็ยืนนิ่งหลังจากที่ได้รับคำตอบนั้น

               ด..เดี๋ยว!!” เอริคร้องออกมาเสียงหลงเมื่อจู่ๆ ร่างสูงก็ออกแรงกระชากให้เขาเดินตามไป

               อะไรอีกล่ะ!!” อดัมหันมาถามเสียงเข้มและมองอีกฝ่ายอย่างหงุดหงิด

               คุณไม่ได้โกรธอยู่ใช่มั้ยเอริคที่หยุดเดินถามออกมาเสียงอ่อย

               เปล่าอดัมพูดเสียงเข้มออกมาอย่างส่งๆ ก่อนจะออกแรงดึงให้เดินตามต่อแต่คนตัวเล็กขืนตัวไว้ไม่ยอมเดินตาม

               อดัมที่กำลังจะหันไปดุก็ต้องเงียบลงเมื่อหันไปเห็นใบหน้าเนียนหมองลงเพราะความกังวล ร่างสูงต้องสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ หนึ่งทีเพื่อสงบอารมณ์ที่คุกรุ่นก่อนที่จะหันไปคุยกับอีกฝ่ายใหม่อีกรอบด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างไปจากเดิม

               ข้าไม่ได้โมโหแต่เพียงแค่หงุดหงิดตัวเองที่ทำให้เจ้าได้รับบาดเจ็บ รีบไปทำแผลกันเถอะนะอดัมพูดเสียงอ่อนพลางลูบหัวสีดำสนิทก่อนที่จะดึงข้อมือเรียวบางของคนตัวเล็กให้เดินต่อซึ่งครั้งนี้เอริคยอมเดินตามเขาอย่างว่าง่าย

               น่ารัก...

               อีกหนึ่งความคิดที่ผุดขึ้นมาโดยที่เจ้าชายอสูรโดยไม่ทันรู้ตัว...ความคิดที่ทำให้เขาเริ่มรู้สึกถึงความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มก่อขึ้นในหัวใจที่ด้านชา

               ทั้งสองพากันเดินไปเรื่อยๆ สองมือที่ประสานกันรับรู้ถึงความอบอุ่นของกันและกัน หลังจากเดินผ่านห้องนั้นห้องนี้ทั่วปราสาทพวกเขาก็มาหยุดลงตรงที่ห้องสมุด...จุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่

               เจ้านั่งรอไปก่อน เดี๋ยวข้าไปเอาผ้าพันแผลกับยามาอดัมพูดก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ร่างโปร่งนั่งอยู่ในห้องสมุดเพียงลำพัง ดวงตาสีฟ้าอ่อนคู่สวยจ้องมองแผ่นหลังแกร่งด้วยความรู้สึกอุ่นใจอยากบอกไม่ถูก

               อย่างน้อยเขาก็พูดกับเราแล้ว...

            ขอเพียงเท่านี้ก็พอใจแล้ว... ขอเพียงแค่นี้จริงๆ ถ้าหากเป็นไปได้เขาอยากจะขอหยุดเวลานี้ อยากจะขอหยุดอยู่ที่นี่ขอเพียงให้เขาได้มีที่ยืนในปราสาทแห่งนี้...แม้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆ ก็ตาม

               อีกด้าน...

               ณ หมู่บ้านที่ไม่ไกลจากปราสาทของเจ้าชายรูปงามผู้เคยถูกเรียกว่าอสูร ในตลาดที่แสนคับคั่งมีผู้คนมากมายเดินทางมาจับจ่ายซื้อของรวมถึงพ่อค้าแม่ค้ามากมายที่มาตั้งร้านอยู่สองข้างทาง และหนึ่งในแม่ค้าเหล่านั้นมีหญิงงามอยู่ผู้หนึ่งที่มักจะเดินถือตะกร้ามาขายผลไม้ในตลาดอยู่เป็นประจำ

               อ้าว...เบลล์ วันนี้ทำไมถึงรีบกลับล่ะพ่อค้าขายขนมที่อยู่ติดกับจุดยืนของเบลล์ถามขึ้นอย่างเป็นกันเอง

               วันนี้ขายหมดเร็วน่ะค่ะ แล้วเดี๋ยวฉันต้องรีบกลับไปดูแลพ่อด้วยหญิงสาวพูดขึ้นยิ้มๆ ก่อนจะโบกมือลาส่งให้กับพ่อค้าขายขนมและเดินจากไป

               แอ๊ด...

               เสียงเสียดสีที่บอกได้ถึงความเก่าของประตูไม้ผุดังขึ้นราวกับเป็นกริ่งประจำบ้านที่คอยบอกว่ามีผู้มาเยือน

               พ่อคะ กลับมาแล้วค่ะหญิงสาวผมสีน้ำตาลสวยกล่าวทักทายพ่อของเธอที่กำลังมุ่งมั่นกับสิ่งประดิษฐิ์ชิ้นใหม่ ก่อนจะเดินไปที่ห้องครัวเพื่อเทน้ำดื่มให้พ่อที่ตอนนี้มีเหงื่อไหลอาบไปทั่วกาย

               เบลล์ กลับมาแล้วเหรอชายชราหยุดมือที่กำลังไขน็อตและหันมาทัก     ลูกสาวสุดที่รักตอบทันทีด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

               เหนื่อยมากมั้ยลูกพ่อชายชราที่รับแก้วน้ำมาถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง

               ไม่หรอกค่ะ สนุกมากกว่าได้เจอผู้คนเยอะแยะด้วยหญิงสาวตอบกลับมา ถึงจะเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่เป็นไรเพราะเธออยากให้พ่อได้มีความสุขกับการประดิษฐิ์สิ่งต่างๆ มากกว่าต้องมานั่งกังวลเกี่ยวกับเรื่องรายจ่ายของบ้าน

               ที่จริงลูกไม่เห็นต้องลำบากขนาดนี้เลย พ่อว่าลองกลับไปคุยดีๆ กับเขาอีกรอบไหมชายชราถามขึ้นทำให้หญิงสาวที่มีใบหน้ายิ้มแย้มเปลี่ยนมาขมวดคิ้วมุ่นทันที เธอรู้ดีว่าสิ่งที่พ่อนั้นต้องการจะสื่อคือให้ไปคืนดีกับอดีตคนรักเจ้าชายอสูรของเธอ

               พ่อคะ หนูเข้าใจดีว่าพ่อเป็นห่วงแต่หนูตัดสินใจแล้วเบลล์พูดยืนยันกับพ่อตัวเองก่อนจะเดินลุกขึ้นมาเตรียมอาหารในครัว โดยไม่ฟังคำที่ผู้เป็นพ่อของพูดต่อแต่อย่างไร

               ถึงจะตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วแต่ความรู้สึกภายในกลับยังคงค้างคา...เหมือนกระจกที่พยายามจะเช็ดคราบสกปรกให้ออกเท่าไหร่ก็ยังคงเหลือความมัวอยู่ดีหรือว่าเธอควรจะลองไปหาเขาอีกสักครั้ง...

               ไหนลองยื่นมือข้างที่เป็นแผลมาสิร่างสูงพูดก่อนจะแบมือไปหาอีกฝ่ายที่กำลังนั่งนิ่งอยู่ ร่างบางที่ได้ฟังก็ขมวดคิ้วไปนิดเพราะรู้สึกเหมือนหมาน้อยที่ถูกเข้าของขอมือไม่มีผิด

               ร่างโปร่งบางยื่นมือให้อีกฝ่ายด้วยความรู้สึกที่ยังค้างคากับเรื่องที่คิด           เมื่อครู่ ทันทีที่อีกฝ่ายแบมืออดัมก็จัดการเทน้ำยาฆ่าเชื้อลงบนสำลีขาวสะอาดก่อนจะจัดการแต้มลงไปที่แผลที่เหวอะวะบนฝ่ามือคู่สวยทันที

               เมื่อสัมผัสจากสำลีชื้นแตะลงบนแผล ไหล่บางกระตุกสั่นด้วยความสะดุ้งจากอาการแสบทันทีแต่ก็ไม่ได้ร้องว่าเจ็บออกมาแต่อย่างไร กลีบริมฝีปากบาง          อมชมพูเม้มเข้าหากันแน่จนแทบจะเป็นเส้นตรงเพื่ออดกลั้นความรู้สึกเอาไว้

               สายตาคมลึกจ้องมองคนตัวเล็กที่นั่งเม้มปากด้วยความอดทนก่อนจะลดแรงที่กดลงบนแผลให้เบากว่าเดิม เมื่อทำความสะอาดแผลเสร็จอดัมก็จัดแจงพันผ้าพันแผลให้อีกฝ่าย

               เสร็จแล้ว เก่งมากฝ่ามือหนาเอื้อมไปลูบหัวทุยสีปีกกาไปมาอย่างเอ็นดู และเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดเข้ากล่องสีขาวก่อนจะนำไปเก็บให้เข้าที่

               ขอบคุณนะครับ ที่ช่วยทำแผลให้เอริคบอกออกไปยิ้มๆ ร่างสูงที่สบเข้ากับรอยยิ้มนั้นต้องหลบใบหน้าขวับทันทีอย่างกับว่ามันเป็นสัญชาตญาณเสียอย่างนั้น

               ไม่เป็นไร...เสียงนุ่มออกจากเจ้าชายผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเอาแต่ใจที่สุด สายตาทรงอำนาจที่บัดนี้กลับดูเหมือนราชสีห์สิ้นท่าเสียไม่มีผิดเหล่มองร่างโปร่งที่นั่งจ้องเขาตาแป๋วและยิ้มกว้างอย่างไร้เดียงสา

               เมื่อไม่มีบทสนทนาความเงียบจึงเข้ามาแทรกแซงทันที ทั้งสองต่างนั่งนิ่งมองทุกสิ่งที่อยู่รอบห้องยกเว้นสิ่งเดียวที่พยายามหลีกเลี่ยงมากที่สุดคือการสบตากันและกัน

               เจ้าหิวหรือปวดท้องอะไรหรือเปล่าอดัมถามขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายนั่งกอดท้องมาสักพักแล้ว

               เอ่อ...ก็หิวนิดหน่อยครับเอริคพูดเสียงแผ่วเพราะตั้งแต่เช้าเขาพึ่งในดื่มนมเพียงแก้วเดียว แล้วนี่เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบสี่โมงเย็นแล้วจึงไม่แปลกเลยที่เขาจะเริ่มแสบท้อง

               งั้นไปห้องอาการกัน เดี๋ยวข้าให้คนในครัวทำอาหารเลยอดัมพูดก่อนจะเป็ยฝ่ายลุกขึ้นมาเก้าอี้และยื่นมือเชิญชวนร่างบาง

               เอ่อ เดี๋ยวอีกสองชั่วโมงก็ถึงเวลาทานอาหารแล้ว ผมรอได้ครับเอริคตอบอย่างเกรงใจเพราะไม่อยากรบกวนอีกฝ่ายมากเกินไป

               ข้าว่าเราคุยกันรู้เรื่องไปแล้วนะร่างแกร่งพูดเสียงเรียบก่อนจะจ้องอีกฝ่ายอย่างกดดันจนสุดท้ายร่างบางก็ต้องก้มหน้างุดเดินตามคนตัวสูงอย่างว่าง่าย

               เมื่อมาถึงห้องอาหารอดัมก็สั่งให้ค็อกเวิร์ธไปบอกให้คนครัวจัดการเสิร์ฟอาหารขึ้นโต๊ะทันที เมื่อถ่ายทอดคำสั่งเสร็จเขาก็หันกลับมาที่โต๊ะ ทันทีที่สายตาคมสีน้ำเงินเข้มทอดมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้ากลับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ แต่ที่รับรู้ได้อย่างชัดเจนคือมีอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกต้องและมันก็เป็นสิ่งที่ขัดใจเขามากในตอนนี้

               ทำไมเจ้าไปนั่งตรงนั้นอดัมพูดเสียงขึ้นเมื่อเห็นเอริคไปนั่งอีกฝั่งของโต๊ะ

               อ..เอ่อ ปกติตรงนี้ก็เป็นที่ประจำของผม

               “นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้เจ้าต้องมานั่งตรงนี้อดัมพูดว่าก่อนจะชี้มาตรงเก้าอี้ข้างตัว ซึ่งทำให้คิ้วสีปีกกาขมวดเข้าหากันมุ่นด้วยความไม่เข้าใจเพราะตรงนั้นคือตรงที่เขานั่งในตอนแรกและถูกด่าราวกับไปดับลมหายใจใครมา

               อ..เอ่อ ผมว่าผมนั่งตรงนี้ก็...เสียงที่จะพูดต่อถูกชะงักไว้ทันทีเมื่อรับรู้ได้ถึงแววตาที่ไม่พอใจของอีกฝ่าย

               ผมว่าผมนั่งตรงนั้นก็ได้...บทพูดที่ถูกเปลี่ยนอย่างกะทันหันหลังจากสบเข้ากับสายตากร้าวของคนตัวสูง ร่างโปร่งลุกขึ้นเดินไปที่เก้าอี้นั้นอย่างช้าๆ ก่อนจะมองมันอย่างไม่มั่นใจว่าการตัดสินใจย้ายที่นั่งครั้งนี้มันปลอดภัยแล้วแน่หรือ

               นั่งลงไปเสีย ข้าบอกว่าได้ก็คือได้อดัมพูดเสียงเข้ม แม้แต่ตัวเองก็ยังนึกประหลาดใจว่าทำไมถึงตัดสินใจแบบนั้นไป ทั้งที่ที่ตรงนี้เป็นที่ของเบลล์...แต่เขากลับให้ผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้มานั่ง

               แต่ที่แน่ชัดกว่าคือภายในใจไม่ต้องการให้คนตรงหน้าอยู่ไกลจากสายตาไม่อยากให้อีกฝ่ายห่างหายไปไหนอีก นี่อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกให้รู้ว่าเขาควรจะเริ่มเปิดใจที่ปิดตายมานานเสียที...เปิดให้เจ้าชายจอมขี้แยได้เข้ามาเยือน

               นายท่าน แล้วอาหารอีกชุดจะให้วางไว้ตรงไหนขอรับค็อกเวิร์ธถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเจ้านายตัวเองสั่งให้เอริคมานั่งแทนที่เบลล์

               ...เอริคนิ่งไปนิดเพื่อรอฟังว่าร่างสูงจะตอบว่าอย่างไร

               วางไว้นี่แหละข้าจะกินสองจานวันนี้ แล้ววันหลังเตรียมมาแค่สองชุดก็พอเจ้านายเหนือหัวสั่งออกมาด้วยโทนน้ำเสียงแสนราบเรียบ

               ค็อกเวิร์ธที่ได้ยินจึงโค้งน้อมรับคำสั่งนั้นก่อนจะหันไปหาอีกคนที่นั่งอยู่ข้างเจ้านายตนเองซึ่งเอริคก็จ้องมองสบตาอีกฝ่ายกลับไปเช่นกัน เพื่อรอดูว่าคนตัวอ้วนจะแสดงท่าทีอะไรออกมา...รอดูว่าคนตัวอ้วนจะไม่พอใจเขาอีกหรือเปล่า

               “ถ้าอยากได้อะไรเพิ่มเติมก็บอกกระผมได้นะขอรับค็อกเวิร์ธหันไปพูดและยิ้มกว้างให้กับเอริค รอยยิ้มที่เป็นความจริงใจรอยยิ้มที่ไม่ใช่การต่อต้านอย่างที่เคยเป็นมาตลอด

               “ไหนว่าไม่อยากให้ใครมาแทนที่คุณเบลล์ไงลูมิแอร์เพื่อนสนิทพูดกระซิบเมื่อเพื่อนตัวกลมกลับมายืนประจำที่ข้างตนแล้ว

               ก็ไม่ได้มีใครมาแทนสักหน่อย คุณเบลล์ไม่ได้หายไปไหน...

               “แต่เพียงแค่...มีคนมาเปิดหัวใจที่ปิดตายของนายท่านอีกครั้งเท่านั้น...ค็อกเวิร์ธตอบเพื่อนตนเองกลับไปด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ

               ก่อนหน้านี้เขาไม่ชอบเอริคเพราะกลัวว่านายท่านจะลืมเจ้านายสาวไป...กลัวชายคนนี้ที่สามารถดึงดูดความสนใจเจ้านายเหนือหวตนได้ทั้งที่พึ่งมาเยือน แต่เขาพึ่งมารู้สึกได้ในตอนนี้...ว่าทั้งหมดที่เคยคิดไปในมันผิด

               ถึงแม้อีกคนจะจากไปแต่ก็จะยังคงหลงเหลือความรู้สึกดีๆ ที่ไม่มีวันเลือนหาย แต่ถ้าหากยังคงจมอยู่กับอดีตของการจากลาก็จะเหลือเพียงเรื่องราวอันแสนเศร้า

               อีกคนที่มาพบเจอไม่ได้หมายความว่าต้องลืมเลือนอดีตเสียให้สิ้น          หากลองเปิดใจ หากลองมีความสุขกับปัจจุบัน หากลองลุกขึ้นมาจากอดีต...ท้ายที่สุดเรื่องราวแสนเศร้าก็จะเป็นความทรงจำที่สวยงามว่าอย่างน้อยครั้งหนึ่งก็เคยมีเรื่องราวเช่นนั้นเกิดขึ้นในชีวิต...

               ไม่ต้องทำเป็นหล่อมากหรอก ทำไปนายก็ยังเป็นค็อกเวิร์ธเจ้าอ้วนพุงโตเหมือนเดิมนั่นแหละเพื่อนรักแขวะขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้เมื่อเห็นเพื่อนตนเองยืนจมในความคิดยิ้มเท่อยู่คนเดียว...คงเพราะเป็นเพื่อนกันมานานเขาถึงสัมผัสได้ถึงความคิดของอีกฝ่ายราวกับอ่านใจได้

               ก็แหม...เขาก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ขอโทษที่มาอัพช้านะคะพึ่งย้ายเข้าหอพัก

แต่พยายามอัพบ่อยๆน้าาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

24 ความคิดเห็น

  1. #24 Pockypukky (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 22:41
    น่ารักจังเลยค่ะ อ่านแล้วรู้สึกอบอ่น ค่อยๆเห็นความคิดของตัวละครแต่ละคนค่อยๆเปลี่ยนไป ชอบค่า
    #24
    0
  2. วันที่ 20 กรกฎาคม 2558 / 01:50
    ชอบคำพูดของคุณค็อกเวิร์ธจัง > <

    #21
    0