Fic Prince of The Walt Disney (Adam x Eric) - My Love รักแท้ฉันอยู่ไหน

ตอนที่ 7 : Adam x Eric ตอนที่ 6 รีไรท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 257
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    31 ก.ค. 58

               ภายในป่าที่เงียบสงัดมีเพียงเสียงของลมแว่วลอดผ่านกิ่งไม้อย่างแผ่วเบา เอริคเดินไปตามทางเดินที่มืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นอะไรอย่างระมัดระวัง

               สวบ..

               เสียงพุ่มไม้ตามไหล่ทางขยับไปมาทำเอาเอริคหยุดชะงักนิ่ง ก่อนจะหันไปตามที่มาของเสียงอย่างระมัดระวังตัว

               แซ่ก!!

               “เฮ้ย!!” เอริคร้องเสียงดังเมื่อมีเงามืดบางอย่างกระโจนออกมาจากพุ่มไม้และมุ่งตรงมาหาเขาอย่างรวดเร็ว

               .

               .

               ...ในห้องโถงห้องเดิมที่แสนจะหรูหรามีใครคนหนึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะนิ่ง ทั้งที่บนโต๊ะแสนกว้างเต็มไปด้วยอาหารเลิศรสวางเรียงรายเบื้องหน้า แต่ชายคนนั้นกลับไม่ยอมแตะต้องอะไรเลยแม้แต่น้อย

               นายท่าน...ทานอะไรหน่อยสิคะ อาหารเริ่มเย็นหมดแล้ว...คุณนายพ็อตต์เมื่อเห็นเจ้านายแสนรักไม่ยอมแตะต้องอาหารจึงเข้าไปบอกด้วยความเป็นห่วงเพราะตั้งโต๊ะมาหนึ่งชั่วโมงแล้วแต่ร่างสูงกลับไม่ยอมแตะอะไร

               ข้ายังไม่หิวอดัมพูดออกมาเสียงนิ่งพลางเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง หวังว่าจะพบกับใครอีกคนที่เขากำลังเฝ้ารอ

               นายท่าน!!” คุณนายพ็อตต์ร้องอย่างตกใจ เมื่ออยู่ๆ ร่างสูงก็ลุกขึ้นมาแล้วรีบวิ่งออกจากห้องอาหารไปอย่างรวดเร็ว

               ร่างสูงวิ่งรุดไปที่ประตูใหญ่อย่างรวดเร็วเพราะเขาเหลือบเห็นเงาของใครสักคนกำลังเดินเข้ามาในปราสาท เขาหวังเหลือเกินว่าจะใช่ใครคนนั้น…

               แอ๊ด... ประตูบานใหญ่แง้มออกช้าๆ ต่อหน้าอดัมที่กำลังยืนนิ่งเพื่อรอลุ้นดูว่าใช่คนที่เขารอหรือเปล่า

               “!!...คุณอดัมร่างบางที่เปิดประตูเข้ามาเมื่อเห็นร่างสูงยืนนิ่งจ้องมองมาทางตนก็สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่ว

               เอ่อ... ผมรู้ว่าที่ผมออกไปมันผิดแต่ผมหิวมากเลย แต่ผมซื้อนี่มาฝากนะถึงสภาพมันจะไม่เหมือนกับตอนแรกที่ซื้อมาเท่าไหร่เอริคพูดยิ้มออกมาก่อนจะชูถุงขนมที่มีสภาพยับเยินเปรอะเปื้อนดินเล็กน้อยขึ้นมา แต่คนฟังกลับไม่ได้รู้สึกดีใจและยิ้มตามเลยแม้แต่น้อยที่ได้เห็นสภาพอีกฝ่ายแบบนี้

               “ทำไมสภาพเจ้า…อดัมถามออกมาอย่างสงสัยคิ้วสีน้ำตาลอ่อนขมวดเข้าหากันอย่างเคร่งเครียด ร่างบางที่ได้ยินคำถามนิ่งไปนิด

               “ถุงมันเยินไปหน่อยแต่ผมรับรองว่าข้างในไม่เลอะแน่นอน เดี๋ยวผมเอาไปให้คุณนายพ็อตต์จัดจานนะครับเอริคพูดเบี่ยงประเด็นพร้อมกับทำท่าจะเดินไปทางห้องอาหาร

               ข้าถามไม่ได้ยินรึไง!!” อดัมคว้าต้นแขนเรียวอีกฝ่ายไว้ก่อนจะบีบอย่างแรงด้วยแรงอารมณ์ที่กำลังร้อนรน ร่างโปร่งรีบหันไปแกะมือที่กำลังบีบออกทันทีด้วยความเจ็บ แต่ด้วยแรงของอีกฝ่ายที่มากกว่ามือแกร่งจึงไม่เขยื้อนออกเลยแม้แต่น้อย

               ไม่มีอะไรทั้งนั้น!! ปล่อยได้แล้วผมเจ็บ!!” เอริคพูดเสียงดังก่อนจะเปลี่ยนมาทุบมืออีกฝ่ายที่กำไม่ยอมปล่อยแทน

               สภาพแบบนี้ยังจะบอกว่าไม่มีอะไร เห็นข้าเป็นตัวอะไร!!” ร่างสูงไม่สะทกสะท้านกับแรงที่ทุบลงมาแม้แต่น้อย ก่อนจะเพิ่มแรงบีบมากขึ้นเช่นเดียวกันกับน้ำเสียงที่ตะคอกให้หนักขึ้นตามไปด้วย สภาพของเอริคตอนนี้ทำให้เขารู้สึกคลั่งทั้งเนื้อตัวที่มอมแมมเหมือนไปกลิ้งบนดิน...ทั้งเนื้อตัวที่มีร่องรอยถูกขีดข่วนหลายแห่ง ทั้งเลือดที่ไหลซึมออกมาจากบาดแผล หรือแม้แต่เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นทั้งตัวนั่น   แต่แล้ว...แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมบอกเขา!!

               “ถ้าผมบอก คุณจะหยุดรึไง!! คุณจะไม่โกรธผมเหรอ!!” เอริคขึ้นเสียงใส่กลับไปบ้างด้วยความเหลืออด เพราะนอกจากจะเจ็บตัวยังต้องมาถูกอีกฝ่ายคาดคั้นตะคอกใส่ทำให้อารมณ์นั้นคุกรุ่นขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย

               แล้วเจ้าคิดว่าข้าควรโกรธหรือไม่ล่ะ ที่เจ้าประชดข้าด้วยการออกไปคนเดียวแบบนั้นอดัมถามกลับไปพร้อมกัดฟันกรอด

               แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง แค่จะเข้าไปดื่มนมในห้องครัว คุณก็สั่งห้ามเอาไว้ ผมก็หิวเป็นเหมือนกันนะเอริคเถียงกลับไปอย่างไม่ลดละ เขาเริ่มจะทนไม่ไหวแล้วกับท่าทีที่เอาแต่ใจของอีกฝ่าย

               “เพราะข้าต้องลงโทษคนที่ไม่ตรงต่อเวลาต่างหาก ถ้าเจ้ายอมขอโทษเรื่องนี้ก็จบแล้วเหมือนกัน!!”

               “แล้วผมผิดอะไรไม่ทราบ ผมผิดที่ผมทำเพื่อคนอื่นรึไง!! ไม่ใช่คุณหรอกเหรอที่ผิด!! คุณเองมันก็แค่เจ้าชายเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ!!”

               “…” ร่างสูงที่เงียบไปทำให้เอริคหันกลับมามองอย่างแปลกใจเมื่ออีกฝ่ายนิ่งเงียบ ร่างโปร่งชะงักทันทีเหมือนเหลือบไปเห็นสายตาคู่นั้นของคนที่เขาพึ่งต่อว่าไป...สายตาที่ดูเจ็บปวด...เจ็บปวดเพราะคำพูดของเขาเหรอ

               เอ่อ...คุณอดัมคือผม...

               ข้าสามารถเอาแต่ใจได้มากกว่านี้อีก รู้ไว้ด้วย!!” อดัมพูดแทรกขึ้นมา แววตาที่มองร่างเล็กเปลี่ยนไปโดนสิ้นเชิง ความอ่อนโยนที่เคยมีอยู่น้อยนิดจางหายไปก่อนจะแปรเปลี่ยนแข็งกร้าวอย่างรวดเร็ว ขาแกร่งก้าวยาวไปประชิดตัวอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วและกระชากแย่งของในมือเรียวมา

               เหอะ ของต่ำๆ แบบนี้นะเหรอ ที่จะเอามาให้ข้ากินร่างสูงผมยาวสีน้ำตาลอ่อนพูดพลางยกถุงขึ้นมามองด้วยสายตาเหยียดๆ ก่อนจะคว้างไปกระแทกหน้าอีกฝ่ายและร่วงลงกับพื้นในที่สุด

               “ใช่...ของต่ำๆ ที่รวมถึงเจ้าด้วย แม้แต่มองหน้ามันก็ทำให้ข้าหงุดหงิด!!”

               ทุกอย่างเงียบลงหลังร่างสูงเดินกระแทกเท้าผ่านไป... เอริคที่ทำได้แต่ยืนจ้องมองถุงที่กองเละที่พื้น...ถุงขนมที่เขาซื้อมาฝากใครอีกคน สุดท้ายก็ต้องทะเลาะกันอีกจนได้แต่ทำไมกัน ทำไมเขาถึงต้องรู้สึกแย่กว่าครั้งก่อนด้วย ทั้งที่มันก็เป็นการทะเลาะเหมือนกัน...เพราะสายตาที่เขาเห็นเพียงแวบเดียว...สายตาที่เจ็บปวดจากคำพูดของเขาที่ทำร้ายหัวใจอีกคนไปโดยไม่ตั้งใจ

               เหมือนจะทะเลาะกันหนักมากนะขอรับเสียงคุ้นเคยจากคนที่ควรมาซ้ำเติมเขาดังขึ้น เมื่อเอริคหันไปมองที่ต้นเสียงก็พบเงาของชายอ้วนกลมยืนอยู่บนบันไดชั้นสอง

               อืมเอริคตอบกลับไปสั้นๆ พลางคิดในใจว่าคงต้องโดนอีกฝ่ายพูดจาเสียดสีใส่อีกเป็นแน่

               กระผมว่าถึงนายท่านจะเอาแต่ใจมาก แต่คุณก็ทำร้ายจิตใจเขามากไปค็อกเวิร์ธพูดก่อนเหลือบมองร่างโปร่งที่ยังก้มมองถุงขนมอยู่

               เพราะคนเอาแต่ใจที่คุณว่า เขานั่งรอทานอาหารเย็นกับคุณมาหนึ่งชั่วโมงเต็มค็อกเวิร์ธพูดก่อนจะเดินจากไป

               ...

               ความเงียบเข้ามาปกคลุมพร้อมกับความรู้สึกผิดในใจและคำถามมากมายที่หลั่งไหลเข้ามาในหัวไม่ยอมหยุด

               ทำไมถึงยอมนั่งรอ..ทั้งที่บอกเองไม่ใช่เหรอว่าจะไม่รอ..

            ทำไมต้องร้อนใจขนาดนั้น..เพราะตัวผมบาดเจ็บเหรอ...

            ทำไมถึงต้องการให้ผมไปขอโทษขนาดนั้น...

            แล้วทำไมต้องเจ็บปวดกับคำพูดของผมขนาดนั้น...

            แล้วทำไมผมต้องรู้สึกเจ็บปวดเพราะคุณด้วย...น้ำตาใสไหลลงอาบแก้มเนียนสองข้างโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้มันไม่สำคัญแล้วว่าใครคนไหนที่เริ่มก่อนหรือคนไหนกันแน่ที่ผิด... แต่ที่น่าเศร้ามากกว่าคือการที่ทั้งสองต่างทำร้ายจิตใจของกันและกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

               ผมก็แค่อยากนั่งกินพายคุยกับคุณสองคนเหมือนเมื่อบ่ายเท่านั้นเอง..ร่างโปร่งคุกเข่าลงไปเก็บถุงขนมที่ตอนนี้คว่ำเละอยู่บนพื้นพลางปาดน้ำตาไปด้วยแม้กายจะเจ็บเพราะถูกสัตว์ป่าทำร้ายแต่หัวใจนั้นกลับปวดราวกับจะแตกสลาย...ความเจ็บที่มากเสียจนไม่อาจเทียบกับบาดแผลนอกกายได้…ไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวหนึ่งของความรู้สึก

               สองมือขาวเรียวอุ้มถุงขนมที่ตอนนี้เละไม่เป็นท่าขึ้นมา ก่อนจะเดินไปที่ห้องอาหารด้วยท่าทีเหงาๆ ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปก็ต้องรู้สึกแย่ลงไปกว่าเก่า...บนโต๊ะกว่างที่เต็มไปด้วยอาหารมากมายแต่กลับไม่มีใครแตะต้องมันเลยแม้แต่น้อย

               นี่รอเขาจริงๆ เหรอ...

            ในห้องที่หรูหรามีเพียงแค่ใครคนหนึ่งนั่งอยู่อย่างเดียวดายเพียงลำพัง ภายในจานสีขาวสะอาดมีเพียงพายเละๆ ก้อนหนึ่งแต่ถึงจะเละจนไม่น่าทานแค่ไหนเขาก็นั่งทานมันไปเรื่อยๆ ด้วยบรรยากาศแสนเงียบเหงา ต่างกลับภาพที่เคยวาดไว้โดยสิ้นเชิง...ภาพที่ได้นั่งทานกับใครอีกคนและพูดคุยกันอย่างสนุก แต่สุดท้ายมันก็เป็นเพียงแค่ภาพวาด

               หลังจากทานเสร็จร่างโปร่งก็เก็บจานเหมือนปกติและขึ้นห้องนอนทันที ดวงตาสีฟ้าสวยหลับลงพริ้มพยายามเข้าสู้นิทราให้เร็วที่สุด...อย่างน้อยเมื่อตื่นมาตอนเช้าทุกอย่างคงจะดีกว่านี้… ถ้าหากลืมตาขึ้นมาแล้วเป็นเพียงฝันก็คงจะดี

.

.

.

               เช้าวันนี้เอริคลุกขึ้นมาจากเตียงด้วยความรวดเร็วเพื่อเตรียมพร้อมลงไปทานอาหารเช้าและครั้งนี้เขาจะต้องไม่ไปสาย... เมื่อถึงเวลาร่างโปร่งก็รีบเดินไปห้องอาหารอย่างรวดเร็ว และทันทีที่เปิดประตูก็พบร่างสูงกำลังจิบกาแฟยามเช้า สายตาคมของร่างสูงจ้องมาที่เขาเพียงแวบเดียวก่อนจะละไปทางอื่น

               สวัสดีตอน...เอริคยังไม่ทันจะพูดทักทายจบ อดัมก็เดินออกจากห้องไปในทันทีโดยไม่แม้แต่จะฟังคำทักทายจนจบเสียด้วยซ้ำ

               “…” ใบหน้าเนียนของชายหนุ่มที่หวังจะมาทานอาหารด้วยกันซีดลงทันที ริมฝีปากเรียวเม้มเข้าหากันแน่นจนสั่นระริกไปหมด คุณนายพ็อตต์ที่กำลังเฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ก็อดที่จะสงสารร่างโปร่งเสียไม่ได้

               คุณเอริค เช้านี้รับชาหรือกาแฟดีคะคุณนายพ็อตต์เดินเข้าไปหาเอริคด้วยใบหน้าอวบอิ่มพร้อมกับยิ้มให้ร่างโปร่งอย่างเป็นกันเอง

               ไม่รู้ครับเอริคหันไปตอบพร้อมยิ้มแหยๆ กลับไป เขาไม่รู้เหมือนกัน...ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี ไม่รู้ว่าตนกำลังทำอะไร...ทุกอย่างมันดูพร่ามัวไปเสียหมดเมื่อถูกอีกฝ่ายมองด้วยสายตาเย็นชา

               เอริคเดินไปนั่งที่เก้าอี้ประจำอย่างเลื่อนลอย ดวงตากลมสวยจ้องมองเก้าอี้ด้านหน้าตนที่ว่างเปล่า

               ป้า...ผมสงสารคุณเอริคอย่างบอกไม่ถูกชายตัวสูงโย่งก้มลงไปกระซิบคุณนายพ็อตต์อย่างเบาๆ

               เฮ้อ... ฉันไม่เห็นจะเข้าใจเลยว่ากับเรื่องเล็กน้อย ทำไมมันกลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้ขนาดนี้คุณนายพ็อตต์ถอนหายใจก่อนจะกระซิบกลับไป ซึ่งระหว่างที่สองคนกระซิบกันก็ดังพอให้อีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักได้ยิน

               ใครมันทำอะไรเอาไว้ ก็ต้องได้รับผลแบบนั้นเป็นธรรมดา...คนที่ชอบขัดใจนายท่านจะโดนเกลียดก็ไม่เห็นแปลกค็อกเวิร์ธพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยเล็กๆ เรียกสายตาไม่พอใจจากลูมิแอร์และคุณนายพ็อตต์ได้ทันที

               ไม่รู้จะกินอะไรก็กินๆ เข้าไปเหอะ ถ้ายังอยากจะมีแรงแก้ปัญหานะเจ้าอ้วนที่พึ่งพูดจาทำร้ายจิตใจเมื่อครู่ไม่ว่าเปล่า ยังเดินไปรินนมสดใส่แก้วและวางกระแทกลงตรงหน้าร่างโปร่งเสียงดังก่อนจะเดินกลับไปประจำที่เดิม

               แหมๆ ปากด่าแต่การกระทำต่างกันจังนะเพื่อนรักตัวผอมอดไม่ได้ที่จะแขวะกลับสักรอบด้วยข้อหาหมั่นไส้ซึ่งแน่นอนเมื่อโดนแขวะคืนคนตัวอ้วนไม่มีทางจบลงง่ายๆ อย่างแน่นอนจนสุดท้ายก็ตามด้วยบรรยากาศที่แสนจะคุ้นเคย...ศึกน้ำลายระหว่างเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดของปราสาทนี้

               เอริคมองค็อกเวิร์ธด้วยความแปลกใจก่อนจะหันมามองแก้วใสที่มีนมสดสีขาวขุ่นรินอยู่เต็มแก้วด้วยใบหน้ายิ้มๆ ถึงจะกำลังทุกข์ใจแต่อย่างน้อยเขาก็เริ่มรู้จักค็อกเวิร์ธมากขึ้น...แม้เจ้าตัวจะปากร้ายแต่ก็มักเป็นห่วงคนอื่นเสมอ

               ขอบคุณนะครับคุณค็อกเวิร์ธเอริคหันไปพูดด้วยรอยยิ้มบางก่อนจะกระดกนมรวดเดียวหมดแก้วและเดินออกจากห้องไป ทำให้สงครามที่กำลังปะทุชะงักกลางคัน

               ดีใจล่ะสิลูมิแอร์จ้องหน้าเพื่อนรักด้วยสายตาล้อเลียน

               เชอะ ดีใจบ้าอะไร...ถึงหมอนั่นจะทำแบบนั้นไปฉันก็ไม่ญาติดีด้วยง่ายๆ หรอก!! ยังไงไอ้เจ้าชายติ๋มแบบนั้นก็มาแทนคุณเบลล์ไม่ได้!!” ค็อกเวิร์ธที่ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอายสะบัดหน้าหนีและเดินจ้ำออกไปจากห้องทันที โดยไม่อยู่ให้เพื่อนตนแขวะต่อแต่อย่างไร

               “แล้วใครบอกให้มาแทนที่ล่ะ คิดเองก็ได้เนอะลูมิแอร์พูดพึมพำเบาๆ

               ฉันได้ยินแกพูดนะ!!” เสียงจากอีกฟากประตูดังมาแว่วๆ จนลูมิแอร์อดยิ้มขำกับความหูดีของเจ้าคนปากไม่ตรงกับใจเสียไม่ได้

               เมื่อเอริคเดินออกมาจากห้องรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าเมื่อครู่ค่อยๆ จางลง ยามที่นึกถึงใครอีกคนที่กำลังโกรธเขาอยู่ก็ทำให้ทุกอย่างเศร้าหมองลงทันตา...เขาควรทำอย่างไรดี

               ผมควรจะแก้ไขมันยังไงใบหน้าเนียนได้รูปก้มลงด้วยอารมณ์หม่นๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพอเห็นอีกฝ่ายเฉยชากับเขา เขารู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่าตอนที่มีปากเสียงกันเสียอีก

               อยากลองคุยกันอีกครั้ง...

            เสียงสะท้อนก้องภายในหัวคือคำตอบที่เขาต้องการมากที่สุดตอนนี้ เมื่อตัดสินใจได้ร่างโปร่งก็เริ่มออกเดินตระเวนหาอีกฝ่ายทันทีแม้จะยังไม่รู้เลยว่าห้องไหนอยู่ตรงไหนเพราะตั้งแต่เข้ามาเอริคก็จำเส้นทางแค่ไปห้องตัวเอง ห้องอาหารและห้องสมุดได้เท่านั้นเอง การเดินหาเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะนอกจากไม่รู้ทางแล้วเขายัง...หลง

               กลับไปทางเดิมไงเนี่ยเอริคบ่นพึมพำเพราะตอนนี้เขาก็ไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นที่เขาเดินออกมาอยู่ส่วนไหนของปราสาทและขณะนี้เขาอยู่ส่วนไหนด้วยเช่นกัน

               เมื่อรู้แน่แล้วว่าการเดินหาโดยวิธีนี้คงไม่ใช่เรื่องที่น่าทำต่อสักเท่าไหร่          ร่างโปร่งจึงตัดสินใจชะโงกหน้าออกทางหน้าต่างเพื่อระบุพิกัดของตนให้แน่ชัดแต่โชคก็เข้าข้างเสียเหลือเกิน...ทีนทีที่ยื่นหน้าออกไปก็พบใครคนที่กำลังตามหา     เดินเล่นอยู่ในสวนกุหลาบสีแดงสด เอริคจึงรีบเร่งวิ่งลงบันไดไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว

               ประตูไหนเนี่ย...เข้าไปมั่วๆ แล้วกัน!!” เอริคที่ลงมาถึงชั้นล่างสุดซึ่งมีประตูซ้ายขวาเยอะไปหมดจนทำให้ไม่แน่ใจว่าประตูไหนคือทางออก แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะลังเลแล้วเขาจึงรีบเข้าไปในประตูที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดทันที

               แฮ่กๆ ใช่จริง..ด้วยเสียงหอบหนักพูดออกมาอย่างเหนื่อยอ่อนทันทีที่เปิดออกมาพบสวนกุหลาบแดงสวย แต่ถึงกระนั้นนี่ไม่ใช่เวลามาเชยชมดอกไม้       ร่างบางรีบสอดส่ายสายตาคู่สวยหาร่างสูงทันที ก่อนจะเห็นหลังแกร่งที่กำลังจะเดินเข้าประตูอีกฝั่งอยู่ลิบๆ

               โอย...ขอร้องเถอะ อย่าเดินไปมามากได้มั้ยเอริคร้องโอดครวญออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน เท้าสองข้างที่พึ่งหายจากการวิ่งหนีเมื่อคืนกลับมาระบมเจ็บ          อีกครั้งแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงออกแรงวิ่งไปหาอีกฝ่ายก่อนที่ร่างสูงจะหลบหาย      เข้าไปในประตูอีกบานเป็นหนที่สองของวัน

               คุณอดัม!!” ร่างโปร่งวิ่งเข้าไปกำชายเสื้อคลุมสีฟ้าของร่างสูงไว้แน่นจนอีกฝ่ายที่รับรู้ถึงแรงรั้งนั้นชะงักเท้าลง ก่อนจะหันมามองร่างโปร่งที่เหงื่อท่วมตัวกำลังหยุดพักหอบหายใจเหมือนคนขาดอากาศมานาน

               ทำอะไรอดัมพูดเสียงเย็นพลางเหลือบมองมือคู่สวยที่กำลังกำชายเสื้อคลุมเขาอยู่ด้วยใบหน้าเรียบเฉย

               ผมอยาก...คุยกับ..แฮ่ก...อึ่ก..คุณน้ำเสียงที่เค้นออกมาด้วยความยากลำบากเอ่ยออกมาอย่างแหบแห้งบ่งบอกได้ว่าคนตรงหน้าเหนื่อยมากแค่ไหน

               เราก็คุยกันจบไปแล้วนี่อดัมพูดขึ้น ก่อนจะกระชากเสื้อคลุมของตัวเองให้หลุดจากพันธนาการจากอีกฝ่ายอย่างแรงจนร่างบางที่กำลังหอบต้องผวาเฮือก

               แรงเสียดสีของเสื้อคลุมราคาแพงรูดดึงเข้ากับแผลที่พึ่งตกสะเก็ดจากการต่อสู้กับหมาป่าเมื่อคืนอย่างแรง จนแผลที่แห้งกลับมาเปิดใหม่อีกครั้งแต่ทว่าร่างสูงที่หันหลังไปแล้วไม่ทันได้สังเกตเห็นใบหน้าที่บิดเบี้ยวจากความเจ็บปวดของร่างบางเลยแม้แต่น้อย

               อึ่ก!! ด..เดี๋ยวถึงจะเจ็บปวดมากเพียงใดร่างโปร่งก็ยังคงกัดฟันทนและคว้าเสื้อคลุมอีกฝ่ายไว้อีกครั้ง

               ข้าชักจะรำคาญแล้วนะอดัมพูดด้วยความหงุดหงิดหลังจากถูกอีกฝ่ายรั้งไว้ไม่ยอมให้เข้าปราสาทเสียที ก่อนจะหันไปมองคนตัวเล็กด้วยสายตากร้าว

               ขอร้อง คุยกับผมอีกครั้งเถอะอย่างน้อยก็มาทำความเข้าใจกันใหม่เสียงพูดที่เริ่มสั่นๆ เพราะกำลังพยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดที่ฝ่ามือตัวเอง

               เจ้าเข้าใจทุกอย่างดีหมดแล้วนี่ว่าข้าเป็นเจ้าชายแบบไหน ข้ากับเจ้าไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้ว จะไปไหนก็ไป!! แค่เห็นหน้าเจ้ามันก็ทำให้ข้าหงุดหงิด!!” ร่างแกร่งตะคอกเสียงแข็งใส่และทำท่าจะกระชากเสื้อคลุมอีกรอบแต่ก็ต้องหยุดมือไว้ก่อน เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างที่มือเรียว

               มือขาวเนียนที่สั่นเทากำชายเสื้อคลุมไว้แน่นอย่างไม่ยอมปล่อย ยิ่งยามที่ร่างสูงกระตุกผ้ามือเรียวนั้นกลับยิ่งกำไว้แน่นกว่าเดิม ใบหน้าสวยก้มลงต่ำเหมือนพยายามจะหลบซ่อนอะไรบางอย่าง

               “…” อดัมขมวดคิ้วมุ่นสับกับมองมือคู่สวยที่กำลังสั่น เมื่อไม่เห็นทีท่าว่าอีกฝ่ายจะปล่อย ร่างสูงจึงเอื้อมไปจับมือคู่ที่กำแน่นนั้นและพยายามจะดึงมันออกจากเสื้อคลุมสีน้ำเงินสวยของเขา

               ปล่อยเสียงทุ้มแข็งพูดราวออกคำสั่ง

               บอกให้ปล่อย!!” อดัมที่กำลังพยายามปลดพันธนาการจากมือเรียวที่       กำแน่นขึ้นเรื่อยๆ พูดสั่งออกมาเสียงดังแต่ร่างโปร่งก็ยังคงก้มหน้ากำเสื้อคลุมไว้ไม่ยอมปล่อย

               “ถ้าผมปล่อย...คุณต้องเดินเข้าประตูไปเลยนะร่างโปร่งยื้อมาได้ตั้งนานก้มหน้าพูดออกมาเสียงสั่นเล็กๆ ที่จริงเขาก็ไม่อยากปล่อย...แต่เพราะเขากำลังรับรู้บางสิ่งที่ผิดแปลกไปจากฝ่ามือตนเองได้ต่างหาก ถ้าไม่รีบปล่อยแล้วรีบหนีไป...อีกฝ่ายต้องรู้แน่ๆ

               เออๆ คิดว่าข้าอยากอยู่มากนักหรือไงอดัมพูดออกมาอย่างส่งๆ

               ปึง!!

               เสียงประตูไม้ราคาแพงปิดตัวลงเสียงดังสนั่น ร่างสูงยืนนิ่งหลังจากที่เข้ามาแล้วด้วยอารมณ์ขัดใจนิดหน่อย ทั้งที่เมื่อครู่หากอีกฝ่ายยอมง้อเขาอีกหน่อยเขาก็จะหายโกรธแล้วแท้ๆ แวบแรกที่เห็นร่างโปร่งวิ่งเข้ามารั้งเขาด้วยท่าทีเหนื่อยอ่อนเขาก็แอบดีใจเล็กๆ ที่เห็นอีกฝ่ายวิ่งหาเขาให้วุ่น แต่นี่มันอะไร!! ง้อไม่ทันไรก็เลิกแล้วเนี่ยนะ

               เสื้อคลุมยับแน่เลย...เฮ้ออดัมบ่นออกมาก่อนจะหันไปคว้าหางเสื้อคลุมตัวโปรดขึ้นมาดูสภาพ แต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้เขาแทบหยุดหายใจ

               รอบพับยู่ยี่ที่บ่งบอกได้ว่าคนตัวเล็กกำมันไว้แน่นแค่ไหน อีกทั้งยังมีรอยคราบน้ำสีแดงที่ซึมเข้ากับเนื้อเสื้อจนเห็นเป็นสีม่วงคล้ำและแน่นอนเขาไม่โง่ถึงขนาดที่ไม่ทราบว่าของเหลวสีแดงนี้คืออะไร

               เลือด...

            ทำไม…” ประโยคคำถามถูกเอ่ยออกมาจากริมฝีปากได้รูป ทันทีที่ตั้งสติได้ร่างแกร่งก็รีบหันหลังกลับไปหาเจ้าของรอยเลือดนี้ทันทีด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย

               ปัง!!

               เสียงผลักประตูไม้หนาให้เปิดออกอย่างแรง ตามด้วยร่างแกร่งที่สาวเท้าอย่างเร็วออกมาที่สวนอีกครั้ง

               “เอริค!!” เสียงทุ้มร้องตะโกนดังไปทั่วสวนกว้าง แต่กลับไม่มีเสียงใดตอบกลับมาแม้แต่น้อย ตอนนี้ภายในสวนว่างเปล่าไม่มีร่างของคนที่เขาต้องการเจอไม่มีแม้แต่เงา...

               อีกด้าน

               ภายในห้องเก็บของเล็กๆ ที่ใช้สำหรับเก็บอุปกรณ์ทำสวนที่อยู่ห่างจากสวนกุหลาบไม่ไกลนัก หากลองจ้องมองไปที่มุมมืดของห้องจะพบคนตัวเล็กกำลังนั่งกอดเข่าเหม่อมองรอยแผลที่มีของเหลวสีแดงสดไหลซึมออกมา

               เจ็บ...

            มือข้างที่มีบาดแผลสั่นระริกด้วยความเจ็บ ร่างโปร่งจึงหันไปฉีกชายเสื้อ        สีขาวสะอาดของตัวเองออกเป็นสายยาวเพื่อจะมาพันแผลให้ตัวเอง ที่จริงเขาได้ยินเสียงที่ร่างสูงเรียกเขาแล้วแต่เขาไม่สามารถออกไปพบตอนนี้ได้ ไม่ใช่ไม่อยากคุย...แต่จะให้อีกฝ่ายเห็นเขาในสภาพนี้ไม่ได้

               แกจะแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นไม่ได้!!

            เสียงคำสอนของพ่อเมื่อสมัยเด็กดังก้องในใจ ถึงจะเจ็บแค่ไหน ถึงจะทรมานเพียงไร ถึงจะอยากให้ใครมาสนใจแค่ไหนก็เผยออกมาไม่ได้เพียงเพราะ         เขาคือเจ้าชาย... ทั้งที่น่าจะมีความสุขกับมันแต่บางครั้งคำนี้ก็ทำให้โดดเดี่ยวเหลือเกิน...

               เอริค!!” เสียงเรียกแสนคุ้นเคยดังขึ้นอีกแล้ว อยากออกไปหาเหลือเกิน...

               แค่เห็นหน้าเจ้ามันก็ทำให้ข้าหงุดหงิด!!

               ขณะที่กำลังคิดอยากจะออกไปหา ภาพเหตุการณ์ตอนทะเลาะกันก็ผุดขึ้นเข้ามาในหัวราวกับฟิลม์ที่ถูกกรอซ้ำไปมาอีกรอบ

            ผมรู้...เสียงสั่นเครือพูดตอบรับเสียงที่ก้องในหัวตนเอง ออกไปก็รังแต่จะทำให้ร่างสูงนั้นหงุดหงิด

               น่ารำคาญ!!

               “ขอ...ฮึก...โทษ..ขอโทษ..อึ่กน้ำเสียงสั่นสะอื้นออกมาให้ได้ยินอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ใบหน้าเนียนที่เริ่มมีหยาดน้ำใสไหลอาบทั่วแก้มก้มลงแนบกับเข่าที่ยันสูงขึ้นมาราวกับต้องการซ่อนใบหน้าอันน่าสมเพชของตนไว้

               ผม...ฮึก ผมขอโทษแต่ผมไม่อยากโดดเดี่ยวอีกแล้ว..อึ่ก..ร่างโปร่งที่นั่งกอดเข่าร้องสะอื้นออกมาเพียงลำพัง มือข้างที่ถูกพันด้วยผ้าสีขาวกำแน่นขึ้นเพื่อย้ำความเจ็บปวดให้ลึกลงไป ด้วยความหวังที่ว่าจะทำให้น้ำตานี้แห้งเหือดไป...ให้ลืมว่าความโดดเดี่ยวครั้งนั้นเป็นยังไง

               พ่อคะ...หนูขอโทษแต่หนูอยู่ที่นี่ไม่ได้

            เอริค...ฉันอยู่กับคุณไม่ได้...

               ผมก็อยู่คนเดียวไม่ได้...ริมฝีปากบางขยับเอื้อนเอ่ยคำรำพันออกมา ภาพเมื่อครั้งตอนที่ดวงใจทั้งสองที่เขารักอย่างสุดหัวใจหันหลังให้กับเขาก่อนจะจากไปฉายชัดเข้ามาในหัว

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ถึงครึ่งแล้ว รีไรท์ถึงครึ่งแล้วT^T

ตรงนี้เป็นส่วนที่เริ่มความดราม่านิดหน่อย (เหรอ)

หวังว่าทุกคนจะสนุกกับมันนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

24 ความคิดเห็น