The Legend of Blue Fire (มังกรผู้เฝ้าหอคอย)

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 4 จอมมาร(รีไรท์2)(แก้เนื้อหาเล็กน้อย)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34,259
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 364 ครั้ง
    23 พ.ค. 60






               เท่าที่ข้าจำได้ เรื่องเล่าของพ่อที่เคยพูดถึงจอมมาร ส่วนใหญ่ล้วนคือบทบาทของราชาแห่งสงคราม จอมทัพผู้คุมกำลังพลนับแสน... มฤตยูสีดำบนหลังมังกร  


               อาจเพราะช่วงเวลาเมื่อร้อยปีก่อน สงครามคือลมหายใจเข้าออกของทุกชีวิต เรื่องราวต่างๆ ขององค์ราชาจึงมีเพียง เลือด เนื้อ และควันไฟ ภาพที่จินตนาการในหัวสำหรับเด็กอย่างข้าเกี่ยวกับพระองค์ จึงเป็นเหมือนตัวละครในหนังสือนิทาน ที่มีเรื่องราวให้ฟัง ทว่าจับต้องไม่ได้ ทำได้เพียงแค่สร้างภาพขึ้นมาเท่าที่จะนึกออก


และภาพในหัวของข้ายามเอ่ยนามพระองค์ คือชายผู้มีศีรษะเป็นแพะหกเขา มีสี่กร ร่างกายใหญ่โตร่วมสิบฟุต ผิวหนังสีทองแดง และมีลมหายใจเป็นไฟสีดำ...


ใช่ ข้าอาจเปรียบเทียบได้ไม่ดีนัก แต่คนที่ได้ฉายาว่า มฤตยูสีดำบนหลังมังกร คงไม่อาจทำให้ข้าคิดถึงภาพตัวแทนเป็นแฟรี่ในทุ่งดอกไม้ หรืออะไรที่ใกล้เคียงได้ ข้าเลยนึกภาพราชาของข้าเหมือนภาพวาดปีศาจจากนรกในผนังโบสถ์ของพวกมนุษย์ที่ข้าเคยเห็น 


และนั่นคือสิ่งที่ข้ารู้จักจอมมารมาตลอดอายุร้อยเจ็ดสิบแปดปีของตน


               จอมมารเลจินอฟ โครว์ ลาเรซ หรือที่เหล่าข้ารองบาท รวมถึงตัวข้าคุ้นเคยในนาม ราชาเลจินอฟ


               หากสิ่งที่เห็นตรงหน้ายามนี้ กลับลบเรื่องราวของพระองค์ในหัวข้าไปสิ้น เพราะบุรุษที่ยืนตระหง่านค้ำเหนือศีรษะข้า ไม่ได้ใกล้เคียงกับภาพในหัวเลยแม้แต่น้อย


ราชาเลจินอฟไม่ได้มีศีรษะเป็นแพะหกเขา ตัวใหญ่โตถึงสิบฟุต หรือดูน่าหวาดกลัวเหมือนอสูรร้ายในฝันของเด็กๆ ทว่าเป็นอะไรที่ตรงข้ามโดยสิ้นเชิง ซ้ำเหนือกว่าสิ่งที่คาดคิดไว้มากมาย จนข้าเผลอยกมือสัมผัสมีดสั้นลายเถากุหลาบวิจิตร ที่เหน็บอยู่ข้างเอวตน เมื่อจับจ้องผู้ที่อยู่ตรงหน้า


               และเวลานี้ร่างบอบบางของวอร์เรนที่อยู่ในอ้อมแขนของผู้อ้างตนเป็นราชาก็คล้ายถูกมนต์สะกด เพราะนางยังคงนิ่งค้างมองเพียงใบหน้าที่งามสง่าเกินบุรุษใด และไม่ได้ขัดขืนยามถูกรวบตัวเข้าหาร่างกายสูงใหญ่ แข็งแกร่งในฉลองพระองค์สีดำเหมือนหุบเหวลึกนั่น


ข้าทั้งเชื่อและไม่เชื่อสายตาตน รวมถึงรู้สึกยำเกรงและต่อต้านในเวลาเดียวกัน ขณะรับรู้ว่าร่างกายกลับมาขยับได้เหมือนเดิมอีกครั้ง


แต่ชั่ววินาทีที่คิดว่าจะยอมรับ ความคิดหนึ่งกลับแทรกขึ้นมาปลุกสติที่เหลืออย่างฉับพลัน


               แม้เขาจะดูทรงอำนาจ และมีบางสิ่งที่บ่งบอกว่าไม่ใช่ปีศาจธรรมดา แต่กระนั้น มันก็ยังไม่มีหลักฐานอยู่ดี ที่สำคัญเขายังเป็นผู้บุกรุก และหากไม่ใช่จอมมารตัวจริง ทุกอย่างคงจบสิ้น... ซึ่งข้าปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นไม่ได้!


               ชั่ววินาทีที่ร่างสูงสง่าคลายอ้อมแขนออกจากเอวของวอร์เรน ข้าตัดสินใจในฉับพลัน ขบกรามแน่นพร้อมพุ่งมือไปกระชากข้อมือเจ้าหญิงน้อยออกจากผู้บุกรุกทันที รู้แน่ว่าทำนางเจ็บและตกใจเมื่อได้ยินเสียงร้องแหลมสูงที่ข้างหู หากข้าไม่มีเวลาสน


               และก่อนที่จะมีใครตามความเร็วของข้าทัน ข้าก็ตวัดขาเตะเข้าที่ข้อเท้าของร่างในอาภรณ์สีดำสนิทสุดแรง


               เขาหงายหลังล้มโครมใหญ่ เปิดโอกาสให้ข้าดีดตัวไปคร่อมร่างกายใหญ่โตนั่นไว้ หัวใจข้าเต้นกระหน่ำจนกลบทุกเสียงรอบตัว รับรู้แค่เพียงกำปั้นของตนที่ง้างเกร็งสุดกำลัง ก่อนพุ่งเข้าใส่ใบหน้าคมที่อยู่ใต้ร่างอย่างไม่ให้เสียเวลา


               หมัดหนักๆ ซัดเข้าข้างใบหน้าคมจนศีรษะเขาสะบัดตามแรงต่อย แต่ข้ารู้สึกว่ามันไม่ได้สะเทือนคนข้างใต้มากอย่างที่ตั้งความหวังไว้


ข้ารู้กำลังตัวเองดี หากนี่เป็นหน้าของมนุษย์ กระดูกกรามและโหนกแก้มคงแตกละเอียดไปแล้ว แต่กับเจ้านี่แค่เหมือนโดนหมัดธรรมดาต่อยเท่านั้น และนั่นทำให้ข้าไม่ลังเลจะเหวี่ยงงหมัดซ้ำเข้าใส่หน้าเขาต่ออย่างรวดเร็ว


               “!?”


               หมัดที่กำจนเกร็งแน่นกลับต้องชะงักค้าง ยามเมื่อศีรษะของคนตรงหน้าหมุนกลับมา พร้อมนัยน์ตาสีน้ำตาลทองแสนลึกลับทรงอำนาจสบตรงเข้ามาในดวงตาข้า


ชั่ววินาทีหนึ่งเวลาทุกอย่างราวถูกหยุดนิ่ง หัวคิ้วที่กำลังเกร็งแน่นอย่างกราดเกรี้ยวของข้าค่อยๆ คลายออกโดยที่ตนไม่รู้ตัว พร้อมหัวใจที่เต้นกระหน่ำจนแทบทะลุอกก็พลันหยุดหนึ่งไปชั่วครู่ ก่อนค่อยๆ เริ่มเคลื่อนไหวเนิบช้าอีกครั้ง


ข้าทำได้แค่จับจ้องนัยน์ตาคู่งดงามที่นิ่งเฉย ดูไม่ได้เจ็บปวดหรือสนใจกำปั้นที่เตรียมจะชกหน้าตนซ้ำหรือรอยแดงช้ำที่มุมปากตัวเอง แต่กลับจ้องตอบดวงตาข้ากลับมาเช่นเดียวกัน... 


               ข้ารู้จักดวงตาคู่นี้...


               “เนียร์!


               เสียงเรียกชื่อจากวอร์เรนรั้งสติข้ากลับมาอีกครั้ง หากมันก็ช้ากว่ามือเรียวแข็งแรงที่พุ่งเข้าตะปบลำคอข้า และจับพลิกร่างทั้งร่างของข้าให้มานอนอยู่ใต้ร่างกายสูงใหญ่นั่นแทน พร้อมถูกมือเรียวแข็งแรงตรึงลำคอไว้แน่น ซ้ำฉับไวจนหัวใจข้าร่วงวูบ


               “ปล่อยเนียร์นะ!


เสียงของวอร์เรนครั้งนี้มาพร้อมร่างเล็กๆ ที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาข้า หากผู้ที่อ้างตนเป็นจอมมารกลับสะบัดมือเพียงครั้งเดียวข้าวของมากมายในห้องก็ถูกพลังบางอย่างดึงมากั้นทางเจ้าหญิงน้อยไว้จนมิด ทำให้นางถูกคุมขังไว้อีกฝั่งของห้องอย่างรวดเร็ว ไม่อาจถึงตัวข้าและเขาได้


ใบหน้าหล่อเหลาที่ก้มมองข้าอย่างนิ่งสงบ ไม่ได้หันกลับไปยังคนที่ตนกักไว้อีกฝากห้องด้วยซ้ำ แม้แต่ยามสะบัดมือเพื่อใช้พลัง


               แม้รู้ว่าไร้ความหมาย แต่ข้าก็ยังดิ้นรน เหวี่ยงหมัดเข้าหาใบหน้าคมอีกครั้ง ทว่าหมัดของข้าก็ถูกกระแทกลงพื้นพร้อมยึดแน่นด้วยมืออีกข้างของเขาทันที... ตามที่คาด


             เคร้ง


               ช่วงจังหวะที่ปล่อยหมัด เพื่อดึงความสนใจของศัตรูตรงหน้า และทำให้เขาไม่เหลือมือที่จะป้องกันได้อีก ข้าก็คว้ามีดสั้นที่เอวตนด้วยมือที่เหลืออีกข้าง พร้อมตวัดคมอาวุธเข้าหาลำคอแกร่งที่เป็นเป้าหมาย


วินาทีแรกข้าคิดจะจบเรื่องตรงหน้าซะ เขาแข็งแกร่งเกินกว่าข้าจะทำได้แค่ป้องกันอย่างเดียวแล้ว แม้ไม่รู้ว่าแค่มีดสั้นจะทำอะไรเขาได้ไหม เพราะขนาดลูกไฟข้ายังสะกิดผิวปีศาจตรงหน้าไม่ได้เลย


กึก


               หากกลับเป็นลมหายใจข้าเองที่สะดุด หัวใจกระตุกวาบ และมือเกร็งแน่นหยุดนิ่งฉับพลันทันทีที่คมโลหะกดลงผิวเนื้อของลำคอแกร่ง จนเลือดอุ่นๆ สีแดงเหมือนชาดไหล่เอื่อยมาตามใบมีดสีเงินวาวที่ไม่เคยถูกใช้


มันไม่ได้ลึกแต่ก็มากพอจะเรียกเลือดสดๆ และหยุดทุกอย่างให้นิ่งสนิท... เว้นหัวใจข้าที่กระหน่ำรัวกลองจนต้องหอบหายใจอยู่ใต้ร่างสูงใหญ่เบื้องหน้า


               ข้า... ไม่พร้อมจะฆ่าใครตอนนี้


               ผู้อ้างตัวเป็นจอมมารยังคงก้มมองนัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลลึกของข้า ไม่ได้แสดงความเจ็บต่อคมมีดที่บาดข้างลำคอ หรือแสดงความกราดเกรียวต่อรอยแผลสดใหม่ที่ข้าเพิ่งฝากไว้ เขาดูสงบ เยือกเย็นอย่างชวนพิศวง และมีกลิ่นอ่อนๆ ของกุหลาบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเนิบช้า และคล้ายจะนุ่มนวลได้อย่างน่าแปลกว่า


               “เจ้าผ่อนแรงอีกแล้ว


ข้ายังทำได้แค่หอบหายใจ มองนัยน์ตาคู่คมสวยแสนลึกลับ และมือข้างหนึ่งยังกำด้ามมีดเกร็งแน่นชิดที่ลำคอแกร่ง ไม่รู้ว่าตนควรทำอะไรต่อไปกันแน่... ระหว่างกดมันลงไปให้จบเรื่อง หรือลดมือลงตามเสียงจิตสำนึกบิดเบี้ยวในหัวเวลานี้...


กระหม่อมว่าเราน่าจะหยุดเล่นกันแค่นี้ดีไหมฝ่าบาท” 


               ถ้อยประโยคหนึ่งที่แทรกขึ้น มาพร้อมเสียงกระพือปีกของบางสิ่ง ทำให้ข้าต้องเงยหน้าขึ้นไปมองเหนือหัวตน และถึงเห็นนกนางแอ่นสีขาวปลอดตัวหนึ่งร่อนมาเกาะอยู่ที่ขอบหน้าต่างของยอดหอคอย


               ข้ารู้จักนกนางแอ่นตัวนั้น!


               ทว่าผู้ถูกเรียกฝ่าบาทไม่ได้ดูแปลกใจกับสัตว์ตัวเล็กตรงหน้าที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน แต่หันกลับไปมองที่มันด้วยแววตาขุ่นมั่วเล็กน้อย และเพียงครางเบาๆ แค่ว่า


               “... เจ้า


               “ลงมาคุยกันข้างล่างสักหน่อยได้ไหมฝ่าบาทเจ้านกน้อยไม่ได้ขยับปากพูด ทว่าเสียงที่ฟังสบายๆ เป็นกันเองกลับเหมือนสะท้อนอยู่ในหัวของพวกเราทุกคน ก่อนมันจะหันศีรษะเล็กๆ และดวงตาเหมือนลูกปัดสีดำมายังข้า พร้อมคำพูดที่สะท้อนในหัวข้าอีกครั้ง


ไงเนียร์ ไม่เจอกันนานเลยนะ... ข้าว่าเจ้าคงมีเรื่องที่ต้องเคลียร์กับจอมมารที่เจ้ากำลังเอามีดจ่อคอหอยกันอีกเยอะเลยล่ะ


               สิ้นคำนกน้อยก็โฉบตัวเรียวเล็ก บินออกจากขอบหน้าต่าง มันฉวัดเฉวียนเล่นลมอยู่ครู่ก่อนหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบในหอคอย และตัวข้าที่ต้องตวัดใบหน้ากลับไปจับจ้องคนที่กดร่างกายตนไว้ติดพื้น เปิดนัยน์ตากว้างกับข่าวใหม่ที่เพิ่งรับรู้ ในขณะที่ใบหน้าหล่อเหลาก้มกลับมามองข้าใหม่ ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้มลึกลับที่มุมปาก


               “อยากเอามีดออกจากคอข้ารึยัง


               เป็นประโยคราบเรียบ หากฟังเย็นเยียบ และกดดัน


ข้าต้องค่อยๆ ลดมีดสั้นในมือตนลง พยายามจะพูดแต่ไม่รู้ว่าตนจะเริ่มยังไง ตรงไหน และก่อนที่ข้าจะได้ทำความเข้าใจกับทุกสิ่งที่เกิด หรือกับสิ่งที่ตนทำลงไป ร่างสูงสง่านั่นก็ลุกออกไป ปล่อยให้ข้าเป็นอิสระ


ซึ่งข้าต้องดันร่างกายที่คล้ายจะซวนเซกับความสับสนขึ้นช้าๆ เพื่อมานั่งด้วยสมองที่ยังอื้ออึงอยู่


มีดสั้นถูกเก็บที่เดิมพร้อมความรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง แต่ไม่ใช่เพราะข้ากลัวโทษทัณฑ์อะไรหลักจากนี้ แต่เพราะกำลังกลัวตัวเองต่างหาก... ตัวเองที่ชักมีดขึ้นเพื่อที่จะฆ่าใครสักคน โดยเฉพาะคนที่ว่า เป็นคนที่มอบมันให้ และเป็นนายเหนือหัวของตนเอง


เลือดของพระองค์ยังเปื้อนอยู่บนมือและมีดของข้าอยู่เลย


ไม่นานข้าวของมากมายที่เคยกันกลางห้องไว้ต่างพากันล้มคลืนลง เมื่อราชาเลจินอฟโบกมือตนอีกครั้ง เปิดทางให้เจ้าหญิงน้อยวิ่งตรงมาหาข้าด้วยท่าทางหวาดผวา พร้อมน้ำตาอาบหน้าสวยๆ จนเลอะเทอะ


วอร์เรนโถมทั้งตัวมากอดคอข้าไว้ทันทีพร้อมสะอื้นไห้เหมือนเด็กเล็กๆ แต่เมื่อข้าเงยมองไปยังร่างสูงใหญ่อีกครั้ง ข้าก็ต้องสะดุดกับดวงเนตรคู่เรียวคมสีน้ำตาลทองที่กำลังหรี่ลงจ้องข้า และวอร์เรนอย่างน่าขนลุก


และข้ารับรู้บรรยากาศเย็นๆ จนหนาวจากองค์ราชาได้ในวินาทีนั้น จนถ้าไม่รู้สึกไปเอง ก็ต้องยอมรับว่าเห็นไอสีขาวบางๆ จากลมหายใจตัวเองตามความหนาวเย็นนั่น... ข้าคงเผลอเป็นก้างชิ้นใหญ่ของพระองค์ไปแล้ว


               แต่วอร์เรนไม่ได้รับรู้เลยว่านางกำลังทำข้าเดือดร้อนกว่าเดิม ซ้ำยังยื่นมือเรียวเล็กขึ้นมาดึงใบหน้าข้าลงไปมอง นัยน์ตาสีฟ้านภาคู่โตสวยดูห่วงใยชัดเจน และเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำ ขณะว่าขึ้นอย่างร้อนรน


เจ้าปลอดภัยใช่ไหม เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม บาดเจ็บที่ไหนบ้าง ข้า...เสียงหวานหยุดไป เมื่อปรายตามองสูงขึ้น และไปสะดุดกับบางสิ่งในตัวข้าเข้า และข้ารู้ทันทีว่านางสะดุดกับอะไร


เขาเจ้า... ทำไมเขาเจ้า...” 


               เจ้าหญิงน้อยจ้องมองเขาที่หักของข้าข้างหนึ่งด้วยใบหน้าตระหนก ก่อนค่อยๆ แปลเปลี่ยนเป็นกัดฟันตนแน่นขึ้น ดวงหน้างดงามราวเทพธิดาเริ่มกลายเป็นกราดเกรี้ยว และเป็นใบหน้ากราดเกรี้ยวแบบที่ข้าไม่เคยเห็นจากนางมาก่อน


               “เจ้าทำร้ายนาง!วอร์เรนตวัดใบหน้าไปตะโกนใส่ร่างสูงใหญ่ แม้ข้าจะเห็นความหวาดกลัวอยู่ในดวงตาสีฟ้าคู่สวยชัดเจนยามนางมองจอมมารตรงหน้า


               ทว่าราชาเลจินอฟไม่ตอบคำถาม หรือใส่ใจต่อคำตวาดจากเจ้าหญิงน้อย หากเพียงดึงตัวร่างอรชรของนางเข้าหาอย่างรวดเร็ว


               “อ๊ะ! เนียร์!วอร์เรนร้องขึ้นอย่างตระหนก พร้อมยื่นมือมาพยายามคว้าข้า แต่เพียงวูบเดียวทั้งร่างของนาง และจอมมารกลับกลายเป็นกลุ่มหมอกสีดำ และแตกตัวกระจายออก ก่อนเลือนหายไปกับอากาศธาตุ ปล่อยให้ข้านิ่งอึ้งอยู่เพียงลำพังบนหอคอยครู่หนึ่ง


               ข้าไม่ได้อึ้งเพราะการหายตัวไปอย่างรวดเร็วของสองร่างตรงหน้า แต่อึ้งกับสายตาดุดันคาดโทษของราชาเลจินอฟที่มองตรงมาก่อนหายไปต่างหาก


               ข้าอดลอบกลืนน้ำลายไม่ได้ เมื่อรับรู้แล้วว่าตนถูกหมายหัวแน่ ทั้งเรื่องปลงพระชนม์ราชาของตนเองที่เพิ่งผ่านมา และที่สำคัญกว่าคงเป็นเรื่องทีข้าดันกลายเป็นตัวกั้นกลางระหว่างพระองค์กับเจ้าหญิงน้อยอย่างไม่ได้ตั้งใจ


               ข้าพยายามสลัดดวงตาคู่คมกริบที่กรีดลึกในความรู้สึกออก ก่อนลุกขึ้น บินออกทางหน้าต่างตามออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้


               และทันทีที่เท้าแตะพื้น วอร์เรนก็วิ่งมากอดข้าไว้เหมือนเด็กหลงทางที่เพิ่งเจอแม่ ซ้ำรีบหลบตัวไปซ่อนด้านหลังข้า และลอบส่งสายตาเหมือนแมว ขู่ร่างสูงแข็งแกร่งในฉลองพระองค์สีดำเรียบหรู ที่พานางลงมาจากหอคอยด้วยวิธีที่มนุษย์คงไม่ชินนัก


ซึ่งเมื่อข้าเงยหน้าขึ้นใหม่ เพื่อมองตามสายตาของวอร์เรน นัยน์ตาสีน้ำทะเลลึกของข้าก็ปะทะกับดวงเนตรเย็นชาคู่คมดุจใบมีดเข้าอย่างจัง 


ข้าก้มหน้าหลบฉับไว รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทางอย่างถึงที่สุด ซ้ำชนักตัวใหญ่ยังปักหลังแน่นจนระอาเกินกว่าจะมองหน้าพระองค์ได้ตรงๆ ยิ่งโดยฐานะของข้ายามนี้ที่เป็นแค่ทหารฝึกหัดด้วยยิ่งแล้วใหญ่ ทว่าข้าก็ไม่วายลอบมองไปยังอาคันตุกะที่ปรากฏตัวอย่างเหนือคาดไม่ต่างจากราชาเลจินอฟ


และข้าถึงเห็นชายชรารูปร่างสูงโปร่งใต้ผ้าคุมยาวสีมอซอนิดๆ กับนกนางแอนสีขาวตัวเดิมที่เกาะอยู่บนไหล่ขวาของเขา


เขาดูแปลกตาด้วยเส้นผมยาวสีดอกเลาที่ทักเปียไว้จนถึงบั่นเอว ทว่าใบหน้าเหี่ยวย่นมีหมวดเคราสีเดียวกับผมที่ยาวเฟิ้มถึงช่วงอกของเขายังดูใจดี และมีรอยยิ้มน้อยๆ ประดับเสมอเหมือนเช่นที่ข้าคุ้นตามาตลอด


               ‘เมอร์เชสหรือที่ทุกคนในราชอาณาจักรเทเนบริส ราชอาณาจักรใหญ่ใต้อำนาจจอมมาร เรียกเขาว่า คนจรจัดคือนักเวทย์ หรือพ่อมดแปลกประหลาด บุคคลที่มีปริศนาเยอะที่สุดเท่าที่ข้าเคยรู้จักมา


เขาไม่ได้ขึ้นกับฝ่ายไหน จะมนุษย์ ปีศาจ หรือภูต แต่มักเดินทางไปทั่ว และมักจะปรากฏตัวในเวลาที่เหมาะสม ในทุกๆ ที่... เช่นเดียวกับการปรากฏตัวให้ข้าเห็น ในวันที่พ่อข้าตาย  


               เมอร์เชสบอกว่าเขาเป็นเพื่อนรักของ เนลโล่ อาเทนโน่พ่อข้า แม้ข้าจะไม่เคยเห็นเขามาก่อนจนวันที่พ่อเสีย หากข้าก็เชื่อหมดใจ


               ไม่ใช่เชื่อว่าเขาเป็นเพื่อนรักของพ่อ... แต่เชื่อว่าเขาคือมิตรแท้ของข้า และไม่จำเป็นต้องกังขาว่าตัวตนของเขาคือใครกันแน่


               นัยน์ตาสีเทาหม่นของเมอร์เชสเหมือนมองเห็นสิ่งที่กว้างไกลกว่าคนอื่น และราวรู้ทุกสิ่งตลอดเวลา หากไม่เคยเอ่ยปากบอก และคำสอนเดียวของเขาที่ย้ำเตือนข้าเสมอหลังจากที่พ่อตายคือ จงศรัทธาในทุกสิ่งของพ่อ


               ข้าไม่รู้ว่าเมอร์เชสมีอิทธิพลขนาดไหนกับองค์ราชา ภายนอกเขาเหมือนชายชราใจดีที่อยู่ข้างบ้าน และคอยเล่านิทานปรำปราให้เด็กๆ ฟัง หากเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน เขากลับสามารถฝากมังกรพันธ์ผสมอย่างข้าเข้ากองทหารได้ ทั้งที่ไม่เคยมีประวัติศาสตร์ว่าพวกไร้สายพันธุ์อย่างข้าสามารถเข้าสังกัดทหารของราชาเลจินอฟได้มาก่อน


               จะบอกว่าข้าเข้ามาเป็นทหารได้เพราะสายเลือดพ่อข้าครึ่งหนึ่ง และบวกกับการใช้เส้นสายก็คงไม่ผิดนัก


               แม้หลังจากนั้นเขาจะหายไปเลย ปล่อยให้ข้าเผชิญชะตากรรมเอาเอง และเพิ่งมาปรากฏตัวที่นี่ วันนี้ก็ตามเถอะ


               “สรุปว่าจะยืนอยู่แค่นั้นใช่ไหม”


เสียงเย็นเยียบดึงข้าออกจากห้วงคิดในอดีต และสหายเก่าแก่ที่ลอบมองอยู่ ขณะดึงสายตาข้าให้ไปสบกับดวงเนตรสีน้ำตาลทองเรียวคมที่งดงามและกำลังหรี่แคบฉายรอยตำหนิชัด


แล้ววินาทีนั้นข้าเพิ่งนึกออกว่าควรคุกเข่าพร้อมก้มศีรษะหมอบต่ำ อย่างเช่นทหารชั้นผู้น้อยที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่มองหน้าพระองค์ทำ


“ขอบใจ” คำประชดจากผู้เป็นจอมมารถูกส่งมากดดันข้าอีกคราหนึ่ง หลังข้าคุกเข่าก้มหน้าแล้ว


แต่นั่นกลับทำให้เจ้าหญิงข้างตัวไม่พอใจ วอร์เรนท้ำเสียงฮึดอัดในลำคอกับการคุกเข่าของข้า และยังยืนนิ่งท้าทายราชาเลจินอฟ แม้ที่ปรายหางตาข้าจะเห็นว่ามือสองข้างนางสั่นน้อยๆ อย่างหวั่นเกรง... หากความดื้อดึงคงจะมีมากกว่า


มันทำให้ข้าหวั่นใจนิดๆ แต่คิดว่าคงไม่เป็นไร เพราะคนที่ราชาเลจินอฟต้องการให้คุกเข่าเป็นข้าไม่ใช่นาง


ท่านดูแย่กว่าครั้งล่าสุดที่เห็นนิดหน่อยนะองค์ราชาคำทักทายแรกของพ่อมดเฒ่าฟังอารมณ์ดี ทว่ามันกลับทำให้ข้าต้องลอบกลืนน้ำลาย เมื่อรู้ดีว่าตนเป็นเจ้าของรอยช้ำข้างใบหน้าคมของราชาเลจินอฟ และรอยบาดบนลำคอของพระองค์


               “ลองถามเจ้ามังกรเฝ้าหอคอยสิว่าทำอะไรราชาของตัวเองไว้เพียงประโยคแรกที่แสนเรียบเย็นของผู้เป็นราชาก็ทำให้ข้ารู้สึกตัวหนักขึ้นไปอีกกับความผิดที่เพิ่งก่อ  


               “อา โดนต่อย... กับมีดบาดนิดหน่อย กระหม่อมคิดว่าเดี๋ยวสักพังคงหายดีเมอร์เชสหรี่ตาสำรวจอย่างผ่อนคลาย ก่อนเป็นฝ่ายถามกลับแทนด้วยรอยยิ้มนิดๆ แต่ซ่อนเล่ห์เบาบาง ว่าแต่ท่านไปทำอะไรให้มังกรเฝ้าหอคอยตนนี้ต้องอยากปลงพระชนม์ขึ้นมาเล่า


               “ทำในสิ่งที่ควรทำราชาเลจินอฟตรัลเรียบ... เรียบจนเฉยชา


               “ช่วยเจ้าหญิง และฆ่ามังกรรึ


               “เพราะเจ้าหญิงอยากให้เจ้าชายมาช่วย 


ท่อนท้ายนั่นฟังประชดประชัน และข้าได้ยินเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างไม่พอใจจากเจ้าหญิงที่ว่าทันที


               “แล้วมังกรเป็นยังไงบ้างคำถามของเมอร์เชสครั้งนี้ทำเอาข้าต้องเผลอกลั้นหายใจไปครู่


ผู้ถูกถามเงียบงันไปเล็กน้อย ขณะข้ารับรู้ถึงสายพระเนตรคมกริบที่ส่งมาให้เสียววูบในอก ก่อนพระองค์จะตอบอย่างเฉยชา


               “ดื้อด้าน มารยาทไม่ดี ฝีมือปลายแถว และ...หยุดเสียงทุ้มลึกไป และเปลี่ยนเป็นเสียงฝีเท้าที่มั่งคง จังหวะสม่ำเสมอที่เดินตรงมายังตัวเอง และนั้นทำให้ก้อนเนื้อในอกข้าบีบรัดเร็วขึ้น


ปรายเท้าของราชาเลจินอฟมาหยุดอยู่เบื้องหน้า ก่อนปลายดาบประจำพระองค์ในฝักสีนิลเงางามจะถูกช้อนใต้คางข้า และดันใบหน้าข้าให้เงยสบดวงเนตรเรียวคมที่จ้องลึกลงมา มือเรียวสวยทว่าดูมั่นคงและหนักแน่นกระชับด้ามดาบอีกเล็กน้อย ก่อนราชาเลจินอฟจะต่อถ้อยคำตนราบเรียบ... สนิท 


ไม่เจริญตา


               แม้เป็นคำสบประมาท และทำให้ข้าเจ็บนิดๆ ที่แผลบนใบหน้า ทว่าข้ากลับนิ่งสบสายตาคมกริบที่ราวมองทะลุใจได้ ไม่ได้หลบ และไม่ได้คิดหลบ... ไม่ใช่ท้าทาย หากข้าไม่มีอะไรต้องซ่อน 


               และข้าสังเกตเห็นว่าดวงเนตรแสนงามสีน้ำตาลทองเต้นระริกวูบหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าหมายถึงอะไร หากไม่ใช่การดูถูกอย่างเช่นที่ผ่านมา พร้อมถ้อยคำพึมพำที่เบาจนแทบเป็นแค่สายลมวูบผ่านข้างหูว่า สายตาพอใช้ก่อนพระองค์จะผละปลายดาบออกจากค้างข้า แล้วปรามาสเสียงเฉียบเย็นอีกครั้ง


ที่สำคัญเกร็ดอ่อน ไฟสีจาง ไม่มีใบมีดที่ปลายหาง ขาดคุณสมบัติของมังกรลักษณะดีเกือบทั้งหมด ซ้ำอ่อนหัด ไม่กล้าฆ่าแม้แต่ศัตรู... รวมๆ ก็คงจะประมาณนี้


               ข้าต้องลอบกลืนน้ำลายนิดอีกครั้ง และก้มหน้าลงช้าๆ กับทุกคำดูถูกเหล่านั้น... น่าแปลก ทั้งที่คุ้นชิน และรู้ตัวดีอยู่แล้ว แต่พอถูกซ้ำเติม โดยเฉพาะมาจากปากผู้ที่เคารพและนับถือมาตั้งแต่เด็ก มันกลับทำให้วูบในอกได้ไม่ยาก


               เป็นอีกครั้งที่ข้าต้องเผลอเอามือลูบมีดสั้นข้างเอวอย่างไม่รู้ตัว


ความจริงมันเป็นกิริยาธรรมชาติของข้า หลังข้าสูญเสียพ่อและแม่ไปหมดแล้ว... ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน  


               “ราชาเลจินอฟ พระองค์ไม่ได้เสียเลือดมานานเท่าไหร่แล้วคำถามสบายๆ จากพ่อมดเฒ่าที่ส่งแทรกมาครั้งนี้ ทำให้ราชาเลจินอฟต้องหันกลับไปหาคนตั้งคำถามแทน


               “อยากจะพูดอะไรหากไม่รู้สึกไปเอง ข้าคิดว่าเสียงทุ้มลึกของจอมมารมีแววขุ่นมัวนิดๆ


               “แค่อยากจะบอกว่ามังกรลักษณะไม่ดีของฝ่าบาท เหมือนจะเพิ่งทำให้ฝ่าบาทหลั่งเลือดได้ครั้งแรกในรอบหลายร้อยปี... เท่านั้นเองพะย่ะค่ะ


               เมอร์เชสทำให้ข้าเหมือนร่วงหล่นจากขอบเหว เพราะสิ่งที่เขาพูดมันย้ำเตือนความผิดมหันต์ของข้า และทำให้มือข้าที่ยังเปื้อนเลือดของจอมมารต้องเผลอกำแน่นโดยฉับพลัน


               ทว่าเมอร์เชสก็ยังกล่าวต่อเหมือนเรื่องคุยเล่น


               “ท่านพนันกับตัวเองใช่ไหมว่าจะจัดการมังกรเฝ้าหอคอยได้ด้วยแค่ร่างแปลงของเจ้าชายกับดาบเท่านั้น


ครั้งนี้ข้าเก็บอาการแปลกใจไม่อยู่กับเรื่องพนันที่ว่า แล้วเผลอเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างที่ยังนิ่งเงียบไม่ตอบโต้ ปล่อยให้พ่อมดเฒ่าพูดด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ราวเห็นจอมมารตรงหน้าเป็นเพียงเด็กเล็กๆ 


แต่เท่าที่เห็น ข้าว่าท่านเอานางไม่อยู่เท่าไหร่ แม้แต่ตอนกลับมาอยู่ในร่างจริงของท่านก็ตาม


งั้นข้าควรตบรางวัลให้คนที่ต่อยหน้าข้า แล้วเอามีดเชือดคอข้างั้นสิ


เป็นข้อเสนอที่ทำให้ตัวข้าหนักอึ้งกว่าเดิมอีกหลายเท่า


ถ้าในฐานะมังกรเฝ้าหอคอยก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม กระหม่อมว่าก็เหมาะสมพะย่ะค่ะพ่อมดเฒ่ายังตอบด้วยรอยยิ้มละไม ไม่ได้ถือสาคำประชดประชันจากองค์ราชา ซ้ำยังหันมาขยิบตาขี้เล่นให้ข้าข้างหนึ่งด้วย มันทำให้ความหม่นหมองของข้าเหมือนจะจางลงได้บ้าง แม้จะยังเหลือในใจอีกหลายส่วนก็ตาม


               นาน... ที่ผู้เป็นจอมมารหยุดนิ่งไป ข้าไม่แน่ใจว่าพระองค์กำลังคิดสิ่งใด แต่ก็ต้องรีบก้มหน้าลง เมื่อร่างสูงสง่าองอาจเกินชายใดนั่นหันกลับมายังข้าอีกครั้ง ซ้ำเดินเข้ามาช้าๆ  


ทุกการเคลื่อนไหวของพระองค์ทำให้ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกุหลาบ ไม่ใช่กลิ่นน่ารำคาญ กลิ่นหอมนั่นธรรมชาติ เหมือนอะไรสักอย่างที่ลอยผ่านจมูก ไม่ใช่ประดังเข้ามา


และเมื่อปลายเท้าของพระองค์มาหยุดอยู่เบื้องหน้าข้า เสียงเย็นชาก็เอ่ยขึ้นเหนือศีรษะ


ในเมื่อเจ้ามีคนหนุนหลังดี และข้าก็ไม่ได้ปลื้มกับรอยแผลบนคอหรือหน้าตัวเอง... งั้นเราจะพบกันครึ่งทางพระองค์เว้นช่วงคำไปครู่ราวให้ข้าลุ้นต่อโทษทันฑ์ ก่อนไม่นานจะว่าต่อเนิบช้า เช่นข้าจะไม่ลงโทษหนักอะไรเจ้า... แต่อาจปลดเจ้าจากการเป็นทหาร


               มันเป็นการไล่แน่ชัด เสื่อมเกียรตินักสำหรับมังกร โดยเฉพาะในฐานะทหาร แต่มันกลับทำให้ข้าต้องเงยหน้าขึ้นทันใด ลืมสิ้นเรื่องมารยาทของทหารฝึกหัด และไม่รู้ว่าตนแสดงสีหน้าใดออกไป แต่แน่นอนว่าทำให้คิ้วเรียวเข้มบนใบหน้าคมหล่อเหลานั่นขมวดขึ้นนิดได้ทันที... มีทั้งความแปลกใจ ระคนไม่ชอบใจ


หากข้าไม่ได้สนใจ เมื่อในหัวมีแต่ภาพทุ่งหญ้ากับท้องฟ้ากว้าง กลิ่นไอทะเล และสัมผัสอุ่นๆ ของดินที่อมแสงแดดยามเช้า... เวลาที่ข้ารอมาเสมอ ไม่ต้องเฝ้าหอคอย ไม่ต้องคอยระวังศัตรูที่ไหน... 


               “ไม่ได้นะ!


               ความคิดทั้งหมดต้องหยุดชะงักกับเสียงร้องประดุจฟ้าผ่า ที่ไม่น่าหลุดออกมาจากร่างเล็กๆ ของเจ้าหญิงข้างตัวได้


               ข้าเงยหน้าไปทางวอร์เรน และเห็นว่าบนดวงหน้างามกำลังแดงเรื่อเหมือนโกรธจัด พร้อมดวงตาสีฟ้านภานั่นก็จับจ้องเพียงราชาเลจินอฟอย่างเอาเรื่องไม่น้อย แล้วสักพักหนึ่งนางก็ระเบิดความเอาแต่ใจของตนออกมาอย่างไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น


เนียร์จะไปไหนไม่ได้ เนียร์ต้องอยู่กับข้า นางเป็นมังกรของข้า!


ปกติข้ารู้ดีว่าวอร์เรนนั่นเอาแต่ใจนัก แต่ดื้อดึงขนาดนี้ข้าไม่เคยเจอ


               “ของเจ้ารึเสียงทุ้มลึกเปรยนุ่มหู แต่มีรอยเยาะหยัยให้เจ้าหญิงน้อย ซ้ำด้วยร่างกายสูงใหญ่ที่ก้าวไปหาคนที่โวยขัดคำสั่งตนด้วยอายบรรยากาศเย็นเยียบจนข้าขนลุกวาบ พร้อมวอร์เรนขยับเท้าก้าวถอยอย่างรู้ซึ่งอันตรายเช่นกัน


               และในวินาทีที่จอมมารจะถึงตัวของเจ้าหญิงน้อย สัญชาติญาณโง่เขล่าของข้าก็สั่งให้ข้าทำสิ่งที่ไม่ควรอย่างที่สุดออกไปอย่างรวดเร็ว!


               กึก!  


            ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีดำพลันหยุดฝีเท้า ก่อนจะหรี่ดวงเนตรสีน้ำตาลอ่อนจนแทบเป็นสีทองอย่างเคร่งเครียดเอาเรื่อง พร้อมคำสั่งดุดัน


               “ถอยไป”


               เป้าหมายที่ราชาปีศาจเล็งไว้ในตอนแรก จากเจ้าหญิงน้องต้องกลายเป็นมังกรเฝ้าหอคอยแทน เมื่อมังกรที่นั่งคุกเข่าสงบเสงียบมาตลอดอย่างข้า กลับลุกพรวดขึ้นฉับพลัน ดังหน้าพระองค์ไว้ พร้อมกางแขนข้างหนึ่งขึ้น ป้องกันร่างเล็กๆ ของวอร์เรนที่เบื้องหลัง ไม่ให้ราชาของตนเข้าไปถึงตัวนางได้


               รู้ว่านี่มันอาจหาญนัก และต้องโทษร้ายแรงแน่ แต่ข้าไม่อาจปล่อยให้พระองค์ทำอะไรเจ้าของน้อยของข้าได้จริงๆ


               ความกลัวครึ่งหนึ่ง และความกล้าอีกครึ่งทำให้ข้ายังยืนนิ่งไม่ขยับขณะก้มหน้าตื่นๆ มองพื้น ไม่กล้าสบสายพระเนตร ขณะกล่าว “ขออภัยเพคะ”


               “งั้นก็ถอยไป” เสียงเข้มเฉียบขาดสั่งเหนือหัวกลับมาแทบจะทันที ทว่าข้าก็ยังย้ำคำเดิม


               “ขออภัยเพคะ”


               “งั้นก็ถอยไปซะที” คำสั่งนั้นมีแววหงุดหงิด และเฉียบขาดเพิ่มมากขึ้น ขณะเจือด้วยความข้องใจที่ข้าขอโทษซ้ำๆ แต่กลับไม่ยอมขยับหนี


               ซึ่งข้าที่ถูกกดดันจากทั้งน้ำเสียงและสายพระเนตรจนเหมือนตัวเองจะจมลงไปในดินกลับยังทำเพียงเอ่ยขึ้นใหม่ว่า


               “หม่อมฉันขออภัย... จริงๆเพคะ”


               และเพียงเท่านั้น ทุกอย่างพลันเงียบงัน ไม่มีคำสั่งจากเสียงทุ้มลึกของจอมมารอีก เพราะครั้งนี้เหมือนพระองค์จะทราบแล้วการขออภัยของข้านั้น ไม่ใช่ขออภัยที่มายืนขว้างหน้าพระองค์ แต่ขออภัยที่จะไม่หลีกทางให้พระองค์ต่างหาก


               แต่ไม่นานใจข้าก็ร่วงวูบไปชั่วขณะ เมื่อหน้าที่ก้มอยู่เห็นว่ามือเรียวแข็งแรงข้างหนึ่งของจอมมารยกขึ้น ข้าหลับตาแน่นฉับไว และยึดเท้ากับพื้นให้มั่นทันทียามรู้ว่าตนเองต้องเจ็บตัวจากมือนั่นแน่นอนแล้ว


               ข้าได้ยินเสียงวาดอากาศ ชัดเจนว่าคงเป็นการตบที่ข้างแก้มซ้าย แล้วเตรียมตัวรับแรงกระแทกที่จะมาถึง... แต่แล้วสัมผัสแรกที่ได้ กลับเป็นเพียงปลายนิ้วที่แตะลงมา...


               “อย่านะ!” 


ไม่ทันถึงอึดใจในความงุนงงข้าก็ต้องเปิดตาขึ้นใหม่กับอ้อมแขนของเจ้าหญิงที่ด้านหลังซึ่งโถมกายมากอดเอวข้าไว้แน่น และดึงตัวขาออกจากปลายนิ้วของราชาปีศาจตรงหน้า ก่อนเป็นฝ่ายหมุนกายมาปกป้องข้าไว้แทน ซ้ำหลับหูหลับตาตะโกนอีกครั้งว่า


“อย่าทำร้ายเนียร์ของข้าอีก!


องค์ราชาที่ยืนนิ่งก้มมองวอร์เรนที่ยืนตัวสั่นอยู่ และข้ายิ่งเห็นความต่างของรูปร่าง วอร์เรนดูเป็นแค่เด็กน้อยไปทันทีเมื่อเทียบกับร่างกายองอาจสูงใหญ่ของราชาเลจินอฟ แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทั้งคู่ดูงดงามจนตาพร่า เป็นแสงสว่างและความมืดที่ดูเหมาะสมกันจนน่าพิศวง... แต่ตอนนี้คงไม่ใช่เวลามาชื่นชม


เข้าใจอะไรผิดรึเปล่า” เพียงคำแรกจากจอมมารก็ทำให้เจ้าหญิงน้อยสะท้านตัวขึ้นนิด ทว่านางก็ตวัดหน้ามองพระองค์ด้วยความสงสัยมากมายในสิ่งที่ได้ยิน ซึ่งผู้เป็นจอมมารก็ไขข้อข้องใจให้ทันทีว่า “มังกรนั่นเป็นของเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่”


วอร์เรนอ้าปากจะเถียงทันควันแม้ยังหวั่นเกรง ทว่าก็ถูกเสียงทุ้มแสนลึกลับดักคอไว้ก่อน


“ความจริงนางเป็นมังกรในกองทหารของข้า ที่ถูกส่งมาปกป้องเจ้าและหอคอย และความจริง... เจ้าก็เป็นของข้าทุกถ้อยคำนั่นเน้นชัด โดยเฉพาะท่อนท้ายของประโยค 


               แต่เจ้าหญิงกลับเถียง ท่านลักพาตัวข้ามา ทำไมถึงคิดว่าข้าจะยอมเป็นของท่าน ในเมื่อออกจากหอคอยได้แล้ว ข้าก็จะกลับไปอาณาจักรวอร์เรน กลับไปหาเสด็จพ่อของข้า


               “เจ้าไม่มีที่ให้กลับหรอก


               คำพูดราบเนียบครั้งนี้ทำให้ทั้งข้า และวอร์เรนต้องค้างนิ่งไป... ไม่มีที่ให้กลับ หมายความว่ายังไง 


               “เจ้าคิดว่าข้าลักพาตัวเจ้ามาจริงๆ งั้นเหรอเสียงทุ้มนุ่มแต่ฟังกรีดลึก มีเลสนัยเอ่ยถาม ทว่าไม่ได้ฟังต้องการคำตอบ และเริ่มย่างเท้าเชื่องช้า วนรอบร่างเล็กๆ ของเจ้าหญิงด้วยท่วงท่าดูสง่าแต่กดดันจนใจสั่น ถึงข้าจะชอบของสวยงาม แต่ก็ไม่สนเด็กอายุสิบสี่หรอกนะ


               “หมายความว่ายังไงเจ้าหญิงน้อยที่เคยดื้อดึง ยังต้องเฝ้ามองตามพระองค์ด้วยนัยน์ตาสับสนวุ่นวาย


               แม้แต่ตัวข้าเองก็อดจะมองตามพระองค์อย่างมีคำถามไม่ได้


               “ไม่แปลกใจบางรึว่าอาณาจักรวอร์เรนของเจ้า ที่เป็นแค่อาณาจักรเล็กๆ ไม่ได้มีกำลังทหารมาก และเน้นการเพาะปลูกจะทำให้ข้า ถึงขนาดต้องแอบลักพาตัวเจ้ามาราชาเลจินอฟเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยราวให้วอร์เรนได้ทบทวน และยังเดินวนรอบร่างเล็กบางอย่างไว้ท่า แค่พลิกฝ่ามือ ข้าก็ยึดอาณาจักรเจ้าทั้งอาณาจักรได้ โดยแทบไม่ต้องพยายามด้วยซ้ำ... การได้ตัวเจ้ามาครอบครองมันง่ายยิ่งขยี้มดบนฝ่ามือเสียอีก


               “แล้วทำไม...


               “พ่อของเจ้าต่างหากที่ขอให้ข้าพาเจ้ามาซ่อนบนหอคอย






        

          





 




 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 364 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14,393 ความคิดเห็น

  1. #12171 bhuii2505 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 22:33
    เนียร์คงเป็นพวกดื้อเงียบ
    #12,171
    0
  2. #11778 ~LufaH~ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 กันยายน 2560 / 18:33
    ฝีปากจัดจ้านมากค่ะ องค์ราชา
    #11,778
    0
  3. #11373 Opor (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 08:36
    อุ้ยตายถึงเนื้อหาปรับนิดหน่อยแต่สนุกมากก
    เหวี่ยงงหมัด x2 เอาง ออกไป
    ความเงียนในหอคอย (พี่แบงค์เงียบ ค่ะเงียบ)
    "อยากมีดออกจากคอข้ารึยัง" หนูไม่เข้าใจประโยคนี้อะ
    อรช_ =อรชร
    ลำพัก =ลำพัง
    เกียตร์ =เกียรติ
    ย่าว =ย่าง
    ข่า =ข้า

    #11,373
    1
    • #11373-1 B 13 s.t(จากตอนที่ 4)
      23 พฤษภาคม 2560 / 18:18
      ขอบคุณครับ
      #11373-1
  4. #9407 พันมัย (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559 / 22:14
    ศึกชิงนาง มีทั้งชายทั้งหญิง แล้วงานนี้เนียร์จะเลือกใครล่ะเนี่ย
    #9,407
    0
  5. #8967 Tangmoja (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 / 21:15
    หมดกันฝันของเนียร์ที่วาดไว้
    #8,967
    0
  6. #8477 Mickey (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 / 17:30
    This is an arilcte that makes you think "never thought of that!" http://dfigvqls.com [url=http://ytjoecgq.com]ytjoecgq[/url] [link=http://xhgcdgoprxc.com]xhgcdgoprxc[/link]
    #8,477
    0
  7. #8475 Louane (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 / 01:08
    Wow! Talk about a posting kncoikng my socks off!
    #8,475
    0
  8. #8376 Shalar (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มกราคม 2558 / 21:32
    โอ๊ะ พลิกล็อก
    #8,376
    0
  9. #8158 El Dorado Bz (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2557 / 20:45
    พอเจ้าหญิงพูดขัดปุบเหมือนฝันที่วาดเอาไว้พังทะลายเลย กลิ่นทะเล ไอแดด กับทุ่งหญ้า น่าสงสารมังกรน้อยจุง
    #8,158
    0
  10. วันที่ 29 พฤศจิกายน 2557 / 21:17
     เริสเฟ่อออ
    #7,371
    0
  11. #7098 SaraneaMak (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2557 / 15:58
    นานแล้วง่า รออยู่นานานานานา-_-ติดตามเรื่องรี้T-T
    #7,098
    0
  12. #7083 jel-jelly (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2557 / 10:48
    มาอัพแล้ว เย้ๆๆๆๆๆๆ
    #7,083
    0
  13. #6927 Hydrangea (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 กันยายน 2557 / 17:52
    อ่านเห็นภาพเลยอ่ะ >< มันส์สุดๆ
    #6,927
    0
  14. #6641 รออ่านนน (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2557 / 21:30
    รอตอนใหม่ไม่มาเลยกลับมาอ่านอีกรอบ สงสัยทำไมราชาเลจินอฟถึงตั้งใจจะปลดเนียร์อ่ะ ที่ยังเปนทหารอยู่ได้นี่เพราะความเอาแต่ใจของวอร์เรนเลยง่ะ
    #6,641
    0
  15. #6441 ปาณิศา ทศพลญาณ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2557 / 22:18
    จะครบเดือนแล้ว
    #6,441
    0
  16. #6398 Fraeya (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2557 / 23:19
    จอมมารยอมโดนเนียร์ต่อยแฮะ ^^
    #6,398
    0
  17. #6002 iy9ok (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2557 / 16:59
    ราชา..ทดสอบฝีมือลูกน้อง..เป็นไงล่ะ คิคิ
    แล้วมังกรน้อยโดนไล่ออก..มัยอ่ะ
    #6,002
    0
  18. #5987 ♣ Minto ♣ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2557 / 19:09
    จริงๆก็แอบคิดนะท่านจอมมาร ...คิดว่าท่านจะเป็นพวกโลลิหลงเด็กอายุ14จนถึงขนาดไปลักตัวมา=w= #หลบดาบ
    #5,987
    0
  19. #5055 teddy_ >O< (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557 / 22:14
    อึ้งอยู่ละสิ ที่เงียบเนี่ย
    #5,055
    0
  20. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  21. #4617 POYZ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2556 / 18:18
    ซึนเดเระ -.-



    เนียร์ลงหมัดได้สะใจจริง ๆ 5555

    #4,617
    0
  22. #4491 PMD-H (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2556 / 03:22
    จอมมาร ซึน นะฮะ ไม ต้องใช้เนียร์ทำล่ะ >,<
    #4,491
    0
  23. #3637 Alangod (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2556 / 14:28
    คงไม่ใช่ว่าจอมมารหึงนะ
    #3,637
    0
  24. #3326 somayuki (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 กันยายน 2556 / 22:42
    มาอ่านตอนนี้แล้วรู้เลยว่า เลจี้หาทางให้เนียร์หลุดพ้นจากการเป็นทหาร แต่ที่เนีร์ไม่ได้อิสระนั้นก็เพราะ วอร์เรน ยัยเจ้าหญิงงี่เง่านี่คิดว่า เนียร์เป็นของเธอ ต้องอยู่กับเธอ แต่หารู้ไม่ว่าคำพูดนี้แหละที่ทำให้เลจี้โมโห ก็เนียร์เป็นของเขาต่างหาก ยัยนี่มาเหมาว่าเป็นของตัวเองเฉยเลย อดโมโหไม่ได้มาลงที่เนียร์ต้องไปยืนเฝ้าในห้องทำงานนั่นแหละ
    #3,326
    0
  25. #3325 somayuki (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 กันยายน 2556 / 22:34
    มาอ่านตอนนี้อีกทีแล้ว รู้เลย ที่เลจี้ไม่พอใจเนียร์ ไม่ใช่เพราะเนียร์เอามีดสั้นจ่อคอ แต่ โกรธเพราะเนียร์ใส่ใจวอร์เรนมาก วอร์เรนมากอดเข้ามาอ้อนเนียร์ เลจี้เลยขัดใจล่ะสิ อิๆ
    #3,325
    0