The Legend of Blue Fire (มังกรผู้เฝ้าหอคอย)

ตอนที่ 5 : ตอนที่ 5 เจ้าหญิงไร้แผ่นดิน(รีไรท์ครั้งที่ 1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27,934
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 360 ครั้ง
    7 มิ.ย. 60



                 

         


               พ่อข้ามักบอกเสมอว่า มนุษย์นั้นมีรอยรั่วในหัวใจ และเพียงเล็กน้อยที่ถูกความเจ็บปวดแตะต้อง รอยรั่วนั่นจะยิ่งฉีกกว้างขึ้น  


               และเวลานี้ ข้าคิดว่าได้ยินเสียงฉีกขาดนั่นดังมาจากตัวของวอร์เรน ขณะน้ำเสียงทุ้มแสนลึกลับเอ่ยกระซิบข้างหูเล็กๆ ขององค์หญิงน้อยว่า 


               ไม่เหลืออาณาจักรวอร์เรนของเจ้าอีกแล้ว ราชธิดาองค์น้อยในกษัตริย์ฮาเดเลีย”  


               ร่างสูงเคลื่อนห่างพร้อมกลิ่นกุหลาบอ่อน หลังจบถ้อยคำที่เบาราวขนนก แต่หนักเหมือนภูเขาทั้งลูกสำหรับคนฟัง 


               และวอร์เรนดูไม่ลังเลที่จะรำพึงแผ่ว ด้วยเสียงที่เหมือนคนกำลังจมน้ำ “ท่าน... ทำ...”


               ข้าได้ยินเสียงหัวเราะต่ำในลำคอของราชาเลจินอฟเครือขึ้นทันที


               มนุษย์นี่เหมือนกันหมด” พระองค์เปรยด้วยกระแสเยาะหยัน “เพียงเพราะข้าเป็นปีศาจ ข้าจึงต้องรับบาปทุกอย่างรึ”  


               ท้ายประโยคนั้นดึงสายตาข้าให้ขึ้นไปมองใบหน้าคม รู้ว่าไม่เหมาะสมนักที่จ้องมองพระองค์เช่นนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำพูดนั้นแทงใจตนเอง


เพราะข้าเป็นมังกรที่ถูกเชื่อมาตลอดว่าชั่วร้าย ไม่ต่างอะไรกับจอมมาร... แต่ ความเชื่อ ไม่ได้แปลว่ามันคือความจริงดังนั้นการที่เราถูกตัดสินด้วย ความเชื่อจึงไม่ต่างกับ ข้อหาที่เราไม่มีสิทธิ์แก้ต่างใดๆ... และมันไม่ยุติธรรมเลย


“อาณาจักรวอร์เรนกำลังตกที่นั่งลำบาก มีหลายคนอยากครอบครอง เพราะพื้นที่ที่อุดมสมบรูณ์ และเจ้าหญิงผู้เลอโฉมยิ่งกว่าเทพธิดา” ครั้งนี้ข้าผละใบหน้าตนลงมาจับจ้องร่างในผ้าคลุมสีมอซอของเมอร์เชส เมื่อเขาย่างเท้าเข้ามาพลางกล่าวกับวอร์เรน 


สีหน้าใจดีซึ่งทำให้ข้าผ่อนคลายเสมอ เวลานี้ดูเคร่งขรึม ทว่ายังมีแววอาทร พร้อมเอ่ยเล่าทุกสิ่งต่อ 


“ราชาฮาเดเลียจนปัญญาจะหาคนช่วย หมดปัญญาจะสู้ศึกชนะ เพราะรอบข้างต่างก็หวังผลประโยชน์จากอาณาจักรของพระองค์ จึงจ้างนักเวทส่งสารมาหาข้า เพื่อเป็นทูตไปเจรจากับราชาเลจินอฟให้รับท่านมาดูแล โดยให้นำตัวท่านไปไว้บนหอคอย และปล่อยข่าวให้เหล่าผู้กล้าและเจ้าชายมาช่วย เพื่อจะได้ค้นหาผู้เหมาะสม ที่เก่งกาจ ชาญฉลาดและแข็งแกร่งพอในการที่จะวางใจฝากดวงใจทั้งหมดของพระองค์ไว้ได้ และยิ่งถ้าเป็นเจ้าชายที่ช่วยท่านออกไปได้ด้วยแล้ว ก็จะหมายถึงกำลังรบที่จะมาช่วยอาณาจักรวอร์เรนให้พ้นภัย” 


“แต่หากเจ้าอายุครบสิบแปดปีเต็ม” เสียงลึกนุ่มชวนพิศวงของราชาเลจินอฟเอ่ยต่อถ้อยคำของเมอร์เชส “แล้วยังไม่มีใครช่วยออกไปได้ ข้าก็จะเป็นผู้มีสิทธิ์ขาดในตัวเจ้าแทน นั่นคือข้อแลกเปลี่ยน” เว้นช่วงคำนิด พลางกระซิบเย็นเนิบช้า “ข้าให้โอกาสที่ไม่ควรให้กับมนุษย์จอมละโมบอย่างพวกเจ้าถึงสี่ปีเต็มแล้ว”


ความจริงหลายอย่างที่กลับตาลปัตรทำให้ข้าต้องอึ้งค้าง รู้สึกเหมือนโดนหลอก และรู้สึกว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำมาช่างไร้ค่า หากก็รู้ดีว่าความรู้สึกนี้คงหนักหนาไม่ได้ครึ่งของวอร์เรน เพราะเวลานี้สำหรับข้าอาจเหมือนถูกใครสักคนโกหกในเรื่องที่ใหญ่โตมากๆ แต่สำหรับนางคงเหมือนโดนหักหลังโดยคนที่ไว้ใจที่สุด


               และเจ้าหญิงน้อยดูไม่มั่นคงเหมือนเช่นที่ผ่านมาอีก จนข้าเริ่มกังวลเมื่อนางเอ่ยถามขึ้นใหม่


“ตอนนี้... เมืองข้า... เป็นยังไง”


               ความเงียบคลอบคลุมอยู่อึดใจ และข้ารับรู้ได้ถึงความหนักอึ้งในอากาศยามที่เมอร์เชสเป็นฝ่ายเอื้อนเอ่ยคำตอบ 


“มันสายไปตั้งแต่เมื่อสองปีก่อนแล้วองค์หญิง” พ่อมดเฒ่ากุมมือที่หน้าท้องตนราวเป็นการไว้อาลัย “ข้าเสียใจด้วย” 


ในวินาทีนั้นทุกอย่างในตัวพ่อมดดูหม่นเศร้า แม้แต่นกน้อยบนไหล่ของเขาก็ราวกับสีขุ่นลง


               แล้วท่านพ่อ กับ... ท่าน... แม่...” เสียงของวอร์เรนยังคงหวานล้ำ หากครั้งนี้ข้าคิดว่าได้ยินอะไรบางอย่างแตกหักลอดออกมาด้วย 


               และไม่รู้ว่าเพราะอะไร ข้ากลับไปฝ่ายลอบกลืนน้ำลายเสียเองกับคำถามของนาง กลัวในคำตอบแทนนาง ก่อนผู้ที่ตอบคำถามของครั้งนี้จะเป็นเจ้าของร่างสูงสง่า ที่เคลื่อนกายมาใกล้ร่างเล็กบางพร้อมถ้อยคำสั้นๆ แสนเรียบนิ่ง ทว่าบาดลึก


               เจ้าคงไม่อยากให้ข้าเป็นคนบอก” พระองค์เว้นช่วงคำไปเล็กน้อย ราวปล่อยเวลาให้อีกฝ่ายซึมซับความหมายที่แท้จริง พลางสำทับเรียบลึก “ไม่มีแผ่นดินให้เจ้ากลับแล้วเจ้าหญิงวอร์เรนเรีย โคล์วแวน”  


               ไม่จำเป็นต้องแปลความหมายใดอีก แม้แต่ท้องข้าเองยังโหวงว่าง เมื่อรับรู้ในวินาทีนั่นว่าเจ้าหญิงแสนงดงามข้างกาย บัดนี้ไม่เหลือสิ่งใดเลย... แม้แต่ที่ยืน


               ข้าคิดว่าวอร์เรนต้องทิ้งกาย ร้องไห้โฮราวแทบสิ้นใจกับเรื่องราวทั้งหมด ร่างกายแสนบอบบางที่แตกหักนั้นคงไม่มีทางยืนยัดต่อไหว ข้าพอจะรู้ว่าการสูญเสียคนสำคัญนั้นเป็นอย่างไร และพอจินตนาการมันออก 


หากเจ้าหญิงน้อยกลับเพียงยืนนิ่งราวถูกแช่แข็ง ไม่มีน้ำตามากมายอย่างที่ข้าคิด ความจริงคือนางไม่ได้ร้องไห้เลย หรือเพียงแค่เจ็บปวดจนไม่อาจใช้น้ำตามาลบล้างได้ ข้าก็ไม่แน่ใจนัก


แม้แต่ราชาเลจินอฟยังเลิกคิ้วเล็กน้อยดูแปลกใจนิดๆ กับปฏิกิริยาของวอร์เรน... นางควรร้องไห้ ข้าคิดว่าทุกคนคงคิดแบบนั้น หากวอร์เรนก็ไม่ได้ทำ แต่บรรยากาศของวอร์เรนนั้นต่างไปจากเดิมที่ข้าเคยคุ้น มีอะไรสักอย่างในตัวนางแปลกไป


ข้ารู้สึกว่าหลายอึดใจที่ทั่วบริเวณหยุดนิ่งไปนั้นเพื่อเฝ้ารอบางสิ่งจากร่างบอบบางในชุดฟูฟ่อง ปฏิกิริยาอะไรสักอย่างที่นางจะแสดงออกนอกจากความเงียบและร่างกายที่ไม่ขยับเคลื่อนไหว


               ซึ่งวอร์เรนพลันไหวตัวเล็กน้อยออกมาในที่สุด และมันทำให้ข้าไหวตัวตามเมื่อคิดว่านางอาจจะล้มหมดแรง แต่นางกลับแค่เงยใบหน้าที่นิ่งสงบอย่างที่ข้าไม่เคยเห็นขึ้น พลางเอ่ยถามผู้ที่อยู่ตรงหน้า


“ยังไงข้าก็ต้องไปกับท่าน... ต้องเป็นของท่านใช่ไหม” 


               ตามสถานการณ์ตอนนี้ ก็คงต้องเป็นแบบนั้น” ราชาเลจินอฟตอบเรียบ แต่รับรู้ถึงความพอใจในชัยชนะครั้งนี้


               หากแทนวอร์เรนจะทำเสียงฮึดฮัดแบบเด็กๆ อย่างที่ข้ารู้จักดี นางกลับเชิดใบหน้าแสนงามนั้นขึ้น และว่าชัดเจนว่า “งั้นเนียร์ที่เป็นองค์รักษ์ของข้า ก็ต้องไปกับข้า”


               ความดื้อดึงที่ทำให้ข้าหนักใจเริ่มกลับมาอีกครั้ง หากครั้งนี้บรรยากาศกลับกดดันมากกว่าเดิม และสุขุมกว่าที่ผ่านมา


               ข้าบอกไปแล้วว่าอาจปลดหน้าที่มังกรนั่น” ราชาเลจินอฟก็ยังคงไม่สนใจ


               แต่ข้าก็ต้องเป็นชายาท่าน”


               ไม่หวังสูงไปรึ” ถ้อยคำหยันย้อนมารวดเร็ว จนวอร์เรนหน้าตึงขึ้นพร้อมรอยแดงบนแก้ม หากนางก็ยังพยายามกัดฟันสู้ฟังคำพูดเสียดแทงจากเสียงทุ่มลึกต่อ “ตำแหน่งชายาข้ายังไม่พร้อมยกให้ใครหรอกนะ”


               “ไม่ว่าจะชายา หรือแค่นางสนม ในฐานะที่ข้าเป็นเจ้าหญิง ท่านก็ต้องต้องมีบรรณาการมาสู่ขอข้าอยู่ดี” เจ้าหญิงน้อยยังหาทางสู้แม้จะต้องข่มความอับอายที่ถูกดูแคลน ก่อนประกาศกร้าวอย่างไม่ยอมแพ้ต่อว่า “ดังนั้นบรรณาการที่ข้าจะขอจากท่าน คือมังกรหนึ่งตัวที่ชื่อเนียร์เพียงเท่านั้น! 


               หัวใจข้าร่วงวูบ และหันไปมองนาง พลางอดลอบมองใบหน้าคมขององค์ราชาไปด้วยไม่ได้ เพราะพระองค์ดูจะไม่พอใจที่เจ้าหญิงของพระองค์ร้องหาแต่ข้ามาตั้งแต่ต้น และยิ่งเป็นแบบนี้ก็เหมือนราดน้ำมันบนกองไฟ 


               วอร์เรนยึดติดกับข้ามากกว่าที่ข้าคาดนัก และข้าคิดว่าการยึดติดนี่คงส่งผลให้ความอยากเอาชนะขององค์ราชาเพิ่มสูงขึ้น... ข้าไม่ได้กลัวว่าตนจะต้องเจอศึกหนักจากราชาเลจินอฟหลังจากนี้เท่าไหร่หนัก แต่ที่กลัวจริงๆ คือแรงยึดติดขององค์หญิงน้อยมากกว่า  


               ท่านควรให้ของสู่ขอตามที่เจ้าสาวปรารถนาไม่ใช่รึ” และนางยังคงไม่ย่อท้อที่จะต่อรองเพื่อขอตัวข้าไว้


               สิ้นคำนั้น กายแกร่งพลันนิ่งงันไป แต่จากสีหน้าที่เฉยชาบอกชัดว่าพระองค์ไม่ได้จนต่อขอต่อรองของวอร์เรน หากราวกำลังคิดทบทวนบางสิ่งในข้อต่อรองนั่นอยู่


ซึ่งหลังราชาเลจินอฟจับจ้องยังใบหน้าหวานแต่เต็มไปด้วยความดื้อดึงด้วยบรรยากาศที่น่าสงสัย พระองค์ก็ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มมุมปากดูลึกลับ พร้อมกลิ่นอ่อนของกุหลาบอีกครั้งว่า 


               งั้นเมื่อตอนนี้ยังไม่ได้แต่ง มังกรนี่ก็ยังเป็นทหารใต้อำนาจข้าใช่ไหม”  


               และนั่นคือเงื่อนไขของเกม... ใช่ เกม


ราชาเลจินอฟรู้ดีว่าวอร์เรนไม่เต็มใจจะอภิเษกกับพระองค์ และคงดื้อดึงหาทางบ่ายเบี่ยงในไม่ช้า ทว่านางยึดติดกับตัวข้า ดังนั้นพระองค์จึงจะใช้ข้าเป็นเครื่องต่อรองเจ้าหญิงน้อยกลับเช่นกัน 


ถ้านางอยากได้ตัวข้าไป ก็ต้องอภิเษกกับพระองค์เท่านั้น นั่นคือเงื่อนไข 


               ซึ่งสิ่งที่ทำให้ข้าขนลุกนิดๆ คือลางสังหรณ์ที่บอกข้าว่าพระองค์จะยื้อเกมนี้ไว้เล่นเพื่อจะเอาชนะเจ้าหญิงวอร์เรนอย่างเด็ดขาดอีกนาน 


               และแน่นอนว่าตัว ‘เครื่องมือ’ อย่างข้า ก็ต้องเตรียมรับศึกหนักเช่นกัน ซึ่งข้าไม่สามารถปฏิเสธได้ด้วย เมื่อเป็นเพียงทหารใต้อำนาจจอมมารอยู่เช่นนี้


“ชื่ออะไรเจ้ามังกร”


เสียงทุ่มลึกหันมาเอ่ยถามข้า อาจเป็นเพราะเกมนี้ข้าอยู่ตรงกลาง การรู้ชื่อ ‘เครื่องมือ’ อย่างข้าไว้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพระองค์


               ข้าจำต้องรีบกลับไปนั่งคุกเข่าข้างหนึ่ง พร้อมก้มศีรษะตอบ “เนียร์ค่ะ”


               เพคะ” รับสั่งดักคอข้าเฉียบเย็น และทำให้ข้ารู้สึกอึดอัดจนต้องเกร็งตัวมากขึ้น เมื่อรู้ตัวว่าตนใช้คำลงท้ายผิดไป 


               ความตื่นเต้นบวกหวั่นเกรงทำให้ข้าลืมใช้คำราชาศัพท์ ซ้ำชีวิตไม่เคยอยู่ในรั้วในวัง เป็นแค่ทหารฝึกหัดที่เพิ่งเข้ากองเกณฑ์มาแค่สิบกว่าปี ก่อนถูกโยนหน้าที่เฝ้าหอคอยมาให้ 


กับวอร์เรนก็ไม่เป็นทางการ ข้ามองนางเหมือนน้องสาวมากกว่าเจ้าหญิง สองปีหลังมานี่ข้าจึงไม่เคยใช้คำราชาศัพท์กับนางอีก และดูเหมือนนางจะชอบที่เป็นแบบนั้น  


               เนียร์เพคะ” ข้าแก้คำใหม่


               แค่นั้น” ถ้อยคำยังห้วนและกดดัน


               วูบนั้นข้าลอบกลืนน้ำลาย เผลอเลื่อนมือสัมผัสมีดสั้นอีกเล็กน้อย  


ข้าภูมิใจในตัวพ่อข้าเสมอ หากเมื่ออยู่ในฐานะนี้ และต่อหน้าวร่างสูงแข็งแกร่งเกินชายใด มันกลับทำให้ข้าลำบากใจที่จะประกาศว่าตนเป็นลูกของบลูไฟเออร์ในตำนานนั่น กระนั้นข้าก็จำต้องทูลกลับไปไม่เต็มเสียงนัก


“เนียร์... อาเทนโน่เพคะ”


               อาเทนโน่?” 


               เป็นอย่างที่คิด เสียงทุ่มลึกทรงอำนาจฟังแปลกใจและเคลือบแคลงทันที ซึ่งมันติดจะเคลือบแคลงมากกว่าแปลกใจเสียด้วยซ้ำ


               “ลูกสาวเพียงคนเดียวของแม่ทัพเจ้าของตำนานบลูไฟเออร์ที่แสนภาคภูมิใจของฝ่าบาทไงพะย่ะค่ะ” เมอร์เชสเข้ามาอธิบายให้กระจ่างชัด แต่มันทำให้ข้าต้องเกร็งตัวและเข้าหน้าพระองค์ไม่ติดมากขึ้น


               ลูกสาวของเนลโล่” ราชาเลจินอฟหยั่งเชิงเนิบช้าราวไม่เชื่อเท่าไหร่นัก


               ท่านก็น่าจะดูออกว่านางเป็นบลูไฟเออร์ครึ่งหนึ่ง” 


               ครึ่งหนึ่งนั่นไม่จำเป็นต้องเป็นของเนลโล่” พระองค์แย้ง แต่ไม่ได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ เมื่อตลอดพันปีที่ผ่านมาบลูไฟเออร์ที่มีตัวตนอยู่ มีแค่พ่อของข้าตนเดียวเท่านั้นจริงๆ 


               พระองค์คงจำไม่ได้ว่าเคยพบข้ามาก่อน...


               และหลายวินาทีที่ข้ารับรู้ได้ถึงสายตาประเมินและกดดันจากราชาเลจินอฟที่ปรายต่ำมา ก่อนไม่นานพระองค์จะพึมพำว่า


“พ่อออกจะสง่างามแท้ๆ”


ข้าเผลอกลืนน้ำลายอีกอึกหนึ่ง เข้าใจความหมายตรงตัวนั่น... คงยากที่ข้าจะเทียบพ่อได้ ในหลายๆ ด้าน 


และยังไม่ทันได้เป่าปากผ่อนความอึดอัดแปลกๆ ในอก คำถามเฉียบเหนือศีรษะก็ถูกส่งมาอีก  


               “แล้วหน้านั่นไปโดนอะไรมา”


               ข้ารู้สึกเจ็บที่แผลเก่าของตนนิดๆ ทันทีเมื่อมีใครเอ่ยถึงมัน และเป็นสิ่งที่ข้าไม่คาดคิดว่าพระองค์จะถาม 


               ดาบที่ตีจากธาตุศักดิ์สิทธิ์เพคะ” 


               ธาตุศักดิ์สิทธิ์... จากใคร” เป็นครั้งแรกที่พระองค์คล้ายจะสนใจเรื่องของข้าจริงๆ


               เมื่อเกือบสามปีที่แล้ว มีอัศวินในชุดเกราะมาที่หอคอยเพื่อช่วยเจ้าหญิงวอร์เรน” ข้าพยายามรายงานอย่างฉะฉานที่สุดเพื่อไม่ให้ตนผิดพลาดอีก ทว่า... “กระหม่อม...”


“หม่อมฉัน”


ใช่... แต่ข้าผิดพลาดอีกครั้งจนเสียงเฉียบเย็นต้องแก้คำให้เช่นเดิม


“หม่อมฉันกับเขาสู้กันสามวันสามคืนติด... เป็นมนุษย์ที่มีฝีมือพอตัว เขาแพ้ก็จริง แต่หม่อมฉันประมาท เลยได้แผลนี่มาเพคะ” 


               เป็นใคร” คำถามยังคงมาเร็ว และข้ารู้ว่าต้องตอบให้เร็ว และชัดเจนเช่นกัน


               ไม่ทราบเพคะ รู้เพียงหลังเขาหมดแรงในเช้าวันที่สี่แล้ว พอฟ้าสางวันที่ห้าก็มีกองอัศวินมารับเขาถึงในป่าดำ และพาขึ้นรถม้าที่มีตราสัญลักษณ์เป็นรูปดาบเคมอร์ปักกลางอกมังกรออกไปจากป่า”


               สิ้นคำราชาเลจินอฟกลับเงียบไปอึดใจหนึ่ง คล้ายกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง ก่อนไม่นานจะรำพึงลากยาวขึ้น 


               อา...” กระแสเสียงคล้ายเพิ่งนึกบางสิ่งออก พร้อมแฝงเลสนัยบางอย่าง ขณะมีรอยหยันนิดๆ ยามเอ่ยกลั้วหัวเราะแผ่วในลำคอ “เจ้าชายรัชทายาทแห่งเมรอส และเอลฮาฟ... เจ้าชายเซฟฟิล ชาเรส... ลูกครึ่งเอล์ฟ ว่ากันว่ารูปงามเหมือนภาพฝัน ถึงขนาดเลื่องลือว่าแม้แต่เอล์ฟแท้ๆ ยังไม่อาจทาบรัศมี ซ้ำแม่ที่เป็นเอลฟ์ยังสืบเชื้อสายขุนนางสูงศักดิ์จากเอลฮาฟ อาณาจักรเมรอสก็แข็งแกร่งด้านการทหารดี... น่าเสียดายที่ดันไปไม่ถึงนางในฝัน” 


               นั่นเป็นคำหยันที่ไขความกระจ่างให้ข้าไปด้วย และเริ่มเข้าใจแล้วว่าคนที่ฝากรอยแผลไว้บนหน้าข้าไปหาธาตุศักดิ์สิทธิ์มาทำอาวุธได้อย่างไร เพราะพวกอาวุธศักดิ์สิทธิ์เป็นของหายากยิ่งกว่าเพชร เนื่องจากผู้ที่ตีอาวุธพวกนี้ได้มีแต่พวกเอล์ฟ ถ้าเจ้าชายเซฟฟิลอะไรนั่นเป็นลูกครึ่งเอล์ฟจริง การที่เขาจะมีดาบที่ตีจากแร่ศักดิ์สิทธิ์ได้ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก


               “แล้วทำไมถึงรอด”


               เพคะ?” ข้าที่ไม่ทันตั้งตัวกับคำถามใหม่จากองค์ราชา เผลอเงยใบหน้าขึ้นมองพระองค์ และจำต้องรีบก้มกลับลงไป เมื่อเห็นชัดว่านัยน์ตาคู่สีอ่อนคมกริบทรงอำนาจหรี่ลงคาดโทษข้าทันทีที่บังอาจเงยมองหน้าพระองค์โดยไม่ได้รับอนุญาต 


               ข้าถามว่าทำไมเขาถึงรอดตาย” เมื่อข้าก้มหน้ากลับมา พระองค์ก็สำทับคำถามเดิมมาอีก


               และนั่นทำให้ข้ารู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ กับสิ่งที่พระองค์อยากรู้ครั้งนี้ 


               เขาแค่หมดแรง หม่อมฉันไม่ได้โจมตีอีก...”


               มนุษย์มักทนไม่กินได้แค่หนึ่งอาทิตย์ และไม่ดื่มได้แค่สามวัน” เสียงเรียบสนิทแต่หยุดทุกคำของข้าได้ชะงักงันเปรยแทรก พลางกล่าวช้าๆ ต่อว่า “อัศวินในชุดเกราะของเจ้า ทั้งต้องต่อสู้กับเจ้า ไม่หลับไม่นอน ไม่ดื่มไม่กิน และหมดแรงในเช้าวันที่สี่ แต่กลับทนความกระหายมาได้จนถึงวันที่ห้า”


               ราชาเลจินอฟเว้นช่วงคำไปนิด แต่เป็นการเว้นช่องว่างที่ทำให้ข้ารู้สึกขนลุก และกระอักกระอ่วนใจ ก่อนคำถามที่ข้ากลัวที่สุดจะเอ่ยขึ้นเหนือศีรษะว่า


               เจ้าว่านั่นไม่ทนเกินไปสำหรับมนุษย์รึ”  


               เป็นครั้งแรกที่ข้านิ่งงันไป ไม่ตอบทุกอย่างอย่างรวดเร็วเช่นที่ผ่านมา ทำได้เพียงคุกเข่าข้างหนึ่งก้มหน้ามองพื้นหญ้าเตี้ยๆ ใต้ฝ่าเท้าตน หากไม่นานก็เห็นปลายเท้าของท่านจอมมารก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมคำสั่งเฉียบขาด


               ตอบมา” 


               ข้าต้องปิดเปลือกตาลงนิด พร้อมลอบผ่อนลมหายใจ ก่อนยอมสารภาพตามจริงอย่างไม่เต็มน้ำเสียง


               ข้าแค่... หาน้ำและ... อาหารเล็กน้อย ทิ้งไว้ข้างตัวเขา... เพคะ”


               ใช่... ในวันที่เจ้าอัศวินเกราะเงินนั้นหมดสภาพ และตัวข้าเองบาดเจ็บ ข้าเห็นชัดว่าเจ้าหนุ่มนั่นคงไม่มีทางรอดไปจนถึงเช้าอีกวันแน่ แขนขาเขาแทบกระดิกไม่ได้ ข้าจึงหาน้ำและผลไม้ป่านิดหน่อยมาทิ้งไว้ให้ตอนที่เขาสลบไป ระหว่างนั้นก็คอยวนดูว่าเขาจะรอดไหม โชคดีอาหารที่ข้าทิ้งไว้มีร่องรอยถูกดื่มและกินเมื่อข้าบินวนดูจากท้องฟ้าในรอบที่สองของวัน


และเพราะแบบนั้นข้าถึงเห็นว่ามีกองอัศวินมารับชายหนุ่มในเกราะเหล็กกลับไปพร้อมรถม้าที่มีตราดาบเคมอร์ปักกลางอกมังกรในเช้าวันที่ห้าได้


               ข้ารู้... ไม่ฉลาดเลยที่ทำแบบนั้น แต่มีคนตายก็ไม่ใช่เรื่องดีเหมือนกัน ข้าไม่ได้เกลียดเขา เราต่างแค่ทำหน้าที่ของตัวเอง ดังนั้นข้าจึงคิดว่าไม่มีใครผิด และไม่มีใครสมควรตาย... 


               เจ้าใช้คำแทนตัวว่า ‘ข้า’ กับข้าแทน ‘หม่อมฉัน’ อีกแล้ว” คำตำหนิรอบนี้เหมือนจะเน้นย้ำและหนาวเหน็บกว่าทุกรอบที่ผ่านมา หากข้ารู้ดีว่าสิ่งที่ทำให้พระองค์โกรธจริงๆ ไม่ใช่เรื่องนี้ “เจ้านี่มันช่างเก่งในการทำทุกอย่างให้ผิดพลาดจริงๆ... แม้แต่ช่วยศัตรูตัวเอง” 


               ในฐานะทหารข้ารู้ว่ามันผิดมหันต์ และแม้ก้มหน้าอยู่ แต่ข้าก็พอจะจินตนาการออกว่านัยน์ตาคู่คมงดงามนั่นกำลังจ้องต่ำมาด้วยแววเหยียดหยันเย็นชาอย่างไร แต่ข้าก็ไม่มีคิดปฏิเสธข้อหานี้


               “ในกระท่อมมีอะไร” คำถามไม่คาดคิดที่ส่งมาอย่างไม่บอกกล่าวอีก ทำให้ข้าต้องชะงักนิ่งไปอีก เมื่อไม่คิดว่าพระองค์จะทันสังเกตเห็น 


“ข้าเห็นเจ้าปกป้องกระท่อมนั่นสุดกำลัง... มันมีอะไร” 


               ราวกับเป็นการลงโทษข้าข้อหาช่วยศัตรู เมื่อพระองค์คงดูออกว่าข้าจะไม่กล้าตอบคำถามนี้ จึงเลือกจะเอ่ยถึงมันเพื่อบีบคั้นข้า


               ข้าลังเลเล็กน้อย ก่อนตอบ “ไม่มีอะไรเพคะ”


               น่าแปลกที่ข้าไม่กล้าบอกว่าตนเก็บอะไรไว้ในนั้นต่อหน้าเจ้าของของมันเอง... มันเป็นความรู้สึกตะขิดตะขวงอย่างอธิบายไม่ถูก ราวข้ากำลังแอบทำเรื่องลับหลังที่ไม่สมควร แต่ก็ไม่รู้ว่าไม่สมควรอย่างไร


               เป็นกระท่อมไม่มีอะไรที่ดูสำคัญมาก” การไล่ต้อนจากองค์ราชาทำให้ข้ายิ่งไม่กล้าตอบ และเพียงนั่งนิ่งเช่นนั้น จนเสียงเย็นชาดุดันที่มีแววขุ่นมัวจะเอ่ยขู่ “ต้องให้ข้าเผามันก่อน ถึงจะรู้ว่าในนั้นมีอะไรรึไง” 


               ข้ายังคงมีความเงียบเป็นคำตอบ แม้รับรู้ถึงแรงกดดันจากจอมมารตรงหน้าจนเหงื่อซึมมือ แต่ก็ยังคงก้มหน้าไร้คำพูด 


และเมื่อความอดทนของราชาเลจินอฟหมดลง วรองค์สูงใหญ่ก็ผละออกไป และเดินผ่านไปที่ด้านหลังโดยทันที


               ข้ารู้แน่ว่าพระองค์มุ่งตรงไปยังกระท่อมนั่น 


               ทว่าตัวข้ากลับไม่ขยับ ยังคงนั่งก้มหน้านิ่งอยู่ พร้อมใจที่เต้นแรงขึ้น กลัวว่าไม่กี่วินาทีข้างหน้า สิ่งที่รับรู้จะเป็นกลิ่นควันไฟ และสะเก็ดความร้อนที่ลอยในอากาศ เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ความอดทนข้าเริ่มร่อยหรอลงเรื่อยๆ กระทั่งหมดสิ้นจนต้องหมุนตัวกลับไป ลุกขึ้น เตรียมก้าวไปบอกความจริง


หากก็หยุดเพียงเท่านั้น เมื่อเห็นว่าร่างสูงสง่าในอาภรณสีดำและกลิ่นกุหลาบอ่อนกลับยืนอยู่ด้านหลังข้าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบได้


ข้ายืนจังงังอยู่กับทีกับการไม่คาดคิดว่าจะหันไปเจอราชาของตน ที่ไม่รู้ว่าเดินกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือนานแค่ไหนแล้ว... แต่พรายกระซิบที่ข้างหูราวบอกกับข้าว่า พระองค์กำลังรอข้าอยู่... รอให้ข้าหันกลับไป


รอให้ข้าหมดความอดทนจนต้องหันกลับไป...


               เจ้าหญิงไม่ได้สั่งเจ้าให้เอาไปทิ้งรึไง” ราชาปีศาจตั้งคำถามเรียบเย็นจนจับอารมณ์ไม่ได้ หากครั้งนี้ไม่ฟังน่ากลัวเท่าก่อนหน้า แต่มันแสดงชัดว่าพระองค์เห็นสิ่งที่อยู่ในกระท่อมทั้งหมดแล้ว


               สติที่ลอยไปกับอากาศถูกดึงกลับมาทันที ก่อนข้าจะรู้ตัวมายืนจ้องหน้าราชาของตนอยู่ แล้วต้องรีบก้มหน้าลง พร้อมตอบอย่างไม่เต็มใจนัก


               ของ... บรรณาการแต่ละชิ้นมีราคา หม่อมฉันเลยคิดว่าไม่ควรเอามันไปทิ้งง่ายๆ เพคะ” 


               งั้นเจ้าก็ควรเก็บแค่ของ ไม่ใช่ดอกไม้ด้วย”


               ดูเหมือนราชาเลจินอฟจะไม่เชื่อคำตอบของข้านัก และนั่นทำให้ข้าต้องลอบกลืนน้ำลายอีกอึกหนึ่ง อึดอัดใจ แต่ก็ต้องจำใจตอบไปใหม่


               ข้า... หม่อมฉันไม่ใช่คนที่มีใครให้สิ่งของนัก เพราะอย่างงั้นเลยคิดว่าของที่ได้มาจากใครสักคนนั้นมันมีค่า และสิ่งสำคัญที่สุดคือความตั้งใจของผู้ที่มอบให้” ข้ารับรู้ว่าตนลูบวนแถวมีดสั้นอีกครั้งอย่างเคยตัวขณะกล่าว “พระองค์ทรงมอบบรรณาการให้เจ้าหญิงทุกอาทิตย์ ทั้งที่รู้ว่าบรรณาการพวกนั้นจะถูกทิ้ง แต่ก็ยังส่งมอบมันมาให้ไม่ขาด... ข้าเลยคิดว่า... ข้าไม่ควรทิ้งความตั้งใจนั่นเหมือนกัน... เพคะ”


               เสียงของข้าแผ่วลงช่วงท้าย และเพิ่งรู้ตัวว่ามีหลายครั้งที่เผลอเรียกแทนตัวเองว่า ‘ข้า’ ไม่ใช่ ‘หม่อมฉัน’ ซ้ำไม่ได้ลงไปนั่งคุกเข่า


               หากคำติเตียนที่ควรส่งมาจากผู้เป็นราชาเช่นทุกครั้ง กลับมีเพียงความเงียบงันหลายวินาที 


ข้าไม่ได้เงยหน้าจึงไม่รู้พระองค์กำลังมองข้าอย่างตำหนิขนาดไหนในคำพูดที่ใช้ผิด และการทำเกินหน้าที่ราวคนอวดรู้ ทว่าสุดท้ายพระองค์กลับเพียงเงียบ ไม่กล่าวอะไร พลางก้าวผ่านข้าไปโดยไม่รับสั่งสิ่งใดอีก







 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 360 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14,396 ความคิดเห็น

  1. #13230 กรุงสังข์ บาลาเฮ้ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:01
    เรื่องนี้อ่านหลายรอบมาก ไม่ใช่อ่านจบแล้ววนมาอ่านใหม่ แต่อ่านไปได้สามสี่ตอนแล้วเปนต้องไม่มีเวลาทุกที เลยต้องกลับมาอ่านใหม่หมดไม่รุกี่รอบ ถถ หวังว่ารอบนี้จะอ่านจนจบ ขอยืมพื้นที่บ่นหน่อยนะไรต์ :p
    #13,230
    0
  2. #13083 ชามัส (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 / 01:56
    น้ามตาจะไหลลล สงสารเนียร์เหลือเกิน
    #13,083
    0
  3. #13081 เมจิกโคโค (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 20:01
    ชอบเนียร์
    #13,081
    0
  4. #12803 ๛RapunZel๛ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 13:42
    แบบว่าถูกใจจจจจ
    #12,803
    0
  5. #12434 taetapp (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 16:03
    นางเอกน่ารักมาก รับรู้เลยว่าจิตใจดี ชอบมากเลย
    #12,434
    0
  6. #12204 sugarmale (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:02
    ประทับใจละล่ะสิองค์ราชาาา
    #12,204
    0
  7. #12196 kattareyatu (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:39
    ชอบเนียร์ นางจิตใจดี
    #12,196
    0
  8. #11491 lillyyyyy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2560 / 01:36
    ดูคำผิดให้ค่ะ เราถูตัดสิน>เราถูกตัดสิน  เจ้าสาวปราถนา>เจ้าสาวปรารถนา  สู้นะคะเป็นกำลังใจให้!!!
    #11,491
    0
  9. #10745 Karishma99 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 มีนาคม 2560 / 07:34
    เนียร์ นางน่ารัก
    #10,745
    0
  10. #10103 POSTION (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 16:02
    งอวววว์ ทำไมน้องมังกรน่ารักขนาดนี้-///-
    คิดว่าองค์ชายเอลฟ์ก็สนใจน้องนะ555
    #10,103
    0
  11. #9409 พันมัย (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559 / 22:19
    วอร์เรนจ๋า คนที่เลจี้เขาเล็งจะแต่งด้วยคือเฮียจ้ะ ไม่ใช่เธอ...อย่ามโน
    #9,409
    0
  12. #9408 พันมัย (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559 / 22:16
    เอาล่ะสิ เลจี้หึงแล้ว 
    #9,408
    0
  13. #8968 Tangmoja (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 / 21:27
    เนียร์ช่างเป็นมังกรที่มีจิตใจอ่อนโยนยิ่งนัก
    #8,968
    0
  14. #8159 El Dorado Bz (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2557 / 21:03
    เนียร์ นางโดนกดดันอ่ะ อึดอัดแทน
    #8,159
    0
  15. #7686 aisement (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2557 / 22:31
    วอร์เรนเป็นผู้หญิงน่ารักนะ ตอนแรกนึกว่าจะเอาแต่ใจอย่างเดียว แต่นางนิสัยดีกว่าที่คิดเยอะ เข้มแข็งด้วย
    ส่วนเนียร์ก็เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งและจิตใจดีมากกกก  ละมุนอะ
    #7,686
    0
  16. #6989 <<aKinA>> (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2557 / 08:35
    เนียร์ นางงโดนกดดันตลอดดด
    #6,989
    0
  17. #6988 <<aKinA>> (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2557 / 08:27
    สงสารเนียร์ โดนกดดันนในหลายๆอย่าง
    #6,988
    0
  18. #6928 Hydrangea (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กันยายน 2557 / 18:06
    ตอนนี้เล่นลุ้นตัวโก่งเลย -..-
    #6,928
    0
  19. #6399 Fraeya (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2557 / 23:27
    จอมมารลึกลับแฮะ คิดอะไรอยู่ เนียร์เหมือนนาคเลยอะ ช่วยศัตรูตลอด น่ารัก
    #6,399
    0
  20. #6290 ppabopear (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2557 / 15:43
    เนียร์โคตรน่ารักเลยยยยยยยยยยยยยย
    ชอบตอนที่เลจี้ถามเนียร์ว่าบาดแผลบนหน้าของเนียร์เป็นฝีมือของใคร ไรงี้
    คือมันดูเป็นห่วงแปลกๆ ถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถ
    #6,290
    0
  21. #6154 iy9ok (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2557 / 15:32
    หูย...องค์หญิง..เหมือนโดนหยามเกียร์ตนะ.
    ต้องการตัวแต่ไม่ต้องการชายา..
    ราชาปีศาจใจร้ายชมัด
    หึ..หึ..เจ้ามังกรน้อยโดนซักประวัติ

    #6,154
    0
  22. #5988 ♣ Minto ♣ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2557 / 21:10
    กดดันนางเอกกันเข้าไป 
    เอาจริงๆ เนียร์มีส่วนคล้ายนาคเยอะเลยนะเนี่ย แล้วการพูดการจานั้น(ตอนพูดถึงเจ้าชาย) ก็ให้อารมณ์เหมือนตอนนาคพูดกับหลานเซ่อแรกๆด้วย ดังนั้น ..ยกให้เจ้าชายอะไรนั่นเป็นพระเอกเถอะ(เทใจให้เจ้าชายนิดๆ ทั้งที่ยังไม่ออกโรง) #เพ้อและ
    #5,988
    0
  23. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  24. #5586 little dream (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 เมษายน 2557 / 18:30
    เนียร์น่ารักจังเลยยยย ชอบประโยค "ข้าคิดว่าความตั้งใจนั้นก็ไม่ควรทิ้งเช่นกัน" โอ๊ยยยย คนดีอะไรอย่างงี้ ที่สำคัญตำแหน่งชายาต้องเป็นของเนียร์ อะเหื้ออออ ออ จอมมารเริ่มใจอ่อนแล้วชิม้าาาา >\<
    #5,586
    0
  25. #5548 ปริม (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 เมษายน 2557 / 09:12
    งดงาม

    ช่างเป็นมังกรที่มีจิตใจงดงาม

    เรื่องโรแมนติกแฟนตาซี แต่ทำไมนำ้ตาไหลก็ไม่รู้

    อยากมีลูกสาวอย่างเนียร์
    #5,548
    0