Veronica C. รักไม่ได้ ไม่ใช่ไม่รัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 26 Views

  • 0 Comments

  • 2 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1

    Overall
    26

ตอนที่ 7 : 6 Hospital

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ม.ค. 62

Hospital

 

            บอรีสนั่งกุมหน้าอยู่บริเวณหน้าห้องฉุกเฉิน เขารู้สึกแย่และเครียดมาก เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งเวโรนิก้าจะต้องมาเลือดตกยางออก หมดสติจนถึงต้องหามเข้าโรงพยาบาล เขานั่งคิดอยู่นานว่าเขาควรจะทำยังไงหลังจากนี้ดี คุณหนูเวโรนิก้าจะเป็นอะไรมากไหม และในระหว่างที่เขาคิดอยู่นั้น คุณหมอก็เดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน

            “ญาติคนไข้ใช่ไหมครับ” คุณหมอถามบอรีส

            “เธอเป็นเจ้านายของผมเองครับ” บอรีสตอบ

            “คนไข้กระดูกแขนข้างขวาร้าว ผมได้ใส่เฝือกอ่อนดามไว้ให้แล้ว พยายามอย่าให้คนไข้ขยับแขนนะครับ แล้วก็มีแผลขนาดใหญ่บริเวรศีรษะที่คาดว่าเกิดจากการกระแทกตอนตกบันไดแหละครับ แต่ผมว่ามันแปลก ๆ นิดหน่อย” คุณหมอรายงานผลตรวจให้กับบอรีสพร้อมกับทิ้งคำถามให้บอรีสสงสัย

            “หมายความว่ายังไงครับ”

            “เอาเป็นว่า ตามผมไปที่ห้องดีกว่าครับ”

            บอรีสตามคุณหมอไปที่ห้อง

            “ที่ผมบอกว่ามันแปลก ๆ คือ ถ้าเกิดว่าคนไข้ตกบันได้เพราะก้าวพลาด บาดแผลแล้วก็รอยช้ำมันจะไม่ใช่แบบนี้” คุณหมอเริ่มอธิบาย

            “แล้วมันเป็นยังไงเหรอครับ”

            “ลองนึกตามนะ ถ้าก้าวพลาดสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ มีอยู่สองแบบ อย่างแรก” คุณหมอชูนิ้วชี้ขึ้นมา ”ตัวจะไถลลื่นลงไปโดยที่หลังจะครูดไปกับขั้นบันได เพราะถ้าก้าวพลาดเหยียบไม่โดนขั้นบันไดจะทำให้เสียหลักส่วนบนจะดึงให้ตัวนอนลงแล้วหลังจะไถลลงไป”

            บอรีสพยักหน้า

            “อย่างที่สอง” คุณหมอชูขึ้นมาสองนิ้ว “ถ้าคุณหนูคนนั้นก้าวพลาดแล้วเกิดเซไปข้างใดข้างหนึ่ง ตัวของคุณหนูคนนั้นจะเอนลงไปนอนที่ขั้นบันไดแล้วกลิ้งลงไป”

            บอรีสพยักหน้าและนึกภาพตาม

            “ไม่ว่าจะแบบที่หนึ่งหรือแบบที่สองก็จะไม่มีทางหัวแตกแผลใหญ่แบบนี้ แบบแรก ขาจะมาถึงพื้นก่อนหัว ส่วนแบบที่สองไม่แขนข้างใดก็ข้างหนึ่งจะกระแทกพื้นก่อนหัว”

            “คุณหมอกำลังจะบอกว่าคุณหนูโดนผลักตกบันไดเหรอครับ” บอรีสถามในสิ่งที่ตัวเองคิดออกไป

            “ผมไม่มั่นใจขนาดนั้น แค่คิดถึงความเป็นไปได้ที่มันอาจจะเป็นแบบนั้น” คุณหมอพูด “ถ้าเกิดว่าคุณหนูคนนั้นถูกผลักจริง ๆ ส่วนของศีรษะจะลงไปก่อนและกว่าจะถึงพื้นก็จะเกิดการกระแทกไปมา มีโอกาสสูงที่ก่อนถึงพื้นบริเวณหัวจะมากระแทกพื้นก่อน อ้อ ผมลืมบอกไปอีกอย่าง คุณหนูคนนั้นข้อเท้าพลิกด้วยนะครับ”

            หลังจากที่บอรีสออกมาจากห้องของคุณหมอก็เดินไปที่หน้าห้องฉุกเฉิน พยาบาลบอกว่าตอนนี้กำลังทำแผลให้เวโรนิก้าอยู่ อีกสักพักจะย้ายขึ้นไปอยู่ห้องพิเศษ เพราะเวโรนิก้ายังไม่ได้สติ ระหว่างนั้นบอรีสก็คิดถึงเรื่องที่หมอพูดกับเขา ถ้ามีคนผลักคุณหนูลงมาแบบที่คุณหมอคาดการณ์ไว้จริง ๆ แล้วคน ๆ นั้นคือใคร ทำไมต้องมาทำร้ายคุณหนูด้วย

            บอรีสเลิกคิดเรื่องนั้นไปหลังจากนึกถึงเรื่องที่ควรทำมากที่สุดในตอนนี้ออก เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาต่อสายถึงฮานส์ทันที

            (ว่าไง บอรีส ขอโทษนะ ฉันไม่ค่อยสะดวก)

            “ผมขอเวลาหน่อยนะครับ เรื่องนี้สำคัญมากจริง ๆ”

            (เกิดอะไรขึ้น)

            “ตอนนี้คุณหนูอยู่โรงพยาบาลครับ”

            (มิเชล ช่วยมาสั่งงานแทนผมที)

            บอรีสได้ยินเสียงของฮานส์เบา ๆ และชื่อของมิเชลเขาก็รู้จัก เธอคือเลขาส่วนตัวของฮานส์

            (บอรีส เล่ามาให้ละเอียด)

            “ตอนนี้ช่วงเที่ยง ๆ คุณหนูโทรให้ผมไปรับที่ตึกเรียน แต่ยังไม่ทันวางสายคุณหนูก็ร้องตะโกนให้ช่วยแล้วส่งเสียงกรี๊ดออกมา ผมเลยรีบไปที่มหาวิทยาลัย แต่พอไปถึงคุณหนูก็หมดสติไปแล้ว”

            (แล้วมันเกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไง)

            “ผมก็ไม่รู้ครับ ผมเองก็ตกใจเลยรีบพาคุณหนูไปที่โรงพยาบาล”

            (ไม่สิ ฉันคงถามผิด คือฉันอยากรู้ว่าลูกเวกของฉันเป็นอะไร)

            “คุณหนู ตกบันไดครับ”

            (ตกบันได? นี่มันเรื่องตลกชัด ๆ คนอย่างลูกเวก ไม่มีทางพลาดตกบันได)

            “คุณหมอเองก็บอกแบบนั้นครับ”

            (หมายความว่ายังไง)

            “คุณหมอบอกว่าบาดแผลไม่เหมือนคนตกบันได แต่เหมือนถูกผลักตกบันได แต่ความจริงเป็นยังไงก็คงต้องรอถามคุณหนูหลังจากที่คุณหนูฟื้นนั่นแหละครับ”

            (คราวก่อนลูกนาสก็โดนจับตัวไป มาตอนนี้ลูกเวกที่ไปเป็นตัวแทนลูกนาสก็โดนผลักตกบันได มันชักไม่ธรรมดาแล้วสิ)

            “นี่คุณท่านกำลังจะหมายถึง

            (เอาไงดี ตอนนี้ฉันไม่อยากให้ลูกเวกรีบกลับมาแล้ว ฉันว่ามันต้องมีอะไรแน่นอน)

            “ผมสัญญาว่าหลังจากนี้ผมจะดูแลคุณหนูให้ดีครับ”

            (ไม่ต้องมาสัญญากับฉันหรอก ฉันเชื่อใจนายอยู่แล้ว แต่อย่าลืมสิว่านายเข้าไปดูลูกเวกตอนเรียนหนังสือไม่ได้)

            “เรื่องนั้นมัน

            (เอาไงดี)

            บอรีสและฮานส์เงียบไปสักพัก ส่วนตัวของฮานส์นั้นเป็นห่วงลูกสาวมากที่สุด แต่จะให้กลับมาปัญหามันก็จะไม่จบสิ้น ถ้าปล่อยให้ค้างคา ตอนเวโรนิก้ากลับมารัสเซียแล้วอนาสตาเซียกลับไปไทย อนาสตาเซียก็ต้องเจอกับเรื่องอันตราย

            ฮานส์รู้จักลูกสาวทั้งสองคนของเธอดี อนาสตาเซียอ่อนแอ จิตใจไม่เข้มแข็ง แต่เวโรนิก้าเข้มแข็งกว่า ถ้าจะให้เลือกคนที่จะอยู่เคลียร์ปัญหาที่นั่นเขาก็คงเลือกให้เวโรนิก้าทำ ถึงมันจะดูโหดร้ายสำหรับเวโรนิก้าแต่มันก็จำเป็น และเขาเองก็คิดจะโทรไปถามความเห็นของเวโรนิก้าก่อนจะตัดสินใจอยู่แล้ว ไม่ว่าเขาอยากจะทำแบบไหน แต่ถ้าลูกสาวของเขาไม่โอเค เขาก็จะไม่ทำมันเด็ดขาด

            “ขอโทษนะครับ” เสียงของคนหนึ่งเรียกให้บอรีสหันไป และเขาก็เจอกับเอสที่กำลังยืนหอบอยู่

            “เอส?” บอรีสพูดชื่อของเอสออกมา

            “นาสเป็นยังไงมั่งครับ” เอสเข้าไปถาม

            “รอกันก่นสิคะ เอส” แองจี้ตะโกนเรียกเอส เธอเองก็หอบเหนื่อยเหมือนกัน

            “พวกคุณสองคนตามผมมาเหรอครับ” บอรีสถาม

            “เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง ผมอยากรู้ว่าตอนนี้นาสเป็นยังไงบ้าง” เอสรู้สึกเป็นห่วงเวโรนิก้ามาก

            “ใจเย็น ๆ ครับ คุณเอส ตอนนี้ คุณหนูอนาสตาเซียปลอดภัยแล้ว”

            (เอส?) เสียงของฮานส์ดังขึ้นในโทรศัพท์มือถือของบอรีสอีกครั้ง

            “อะไรนะครับ ท่าน”

            (เมื่อกี้ นายพูดว่า คุณเอส? ใช่ไหม)

            “ใช่ครับ คุณเอสเป็นเพื่อนของคุณหนู”

            (เอส งั้นเหรอ ขอฉันคุยกับเขาได้ไหม)

            “ครับ” บอรีสยื่นโทรศัพท์มือถือให้เอส “นายท่าน คุณพ่อของคุณหนูจะคุยด้วย”

            “สวัสดีครับ” เอสกล่าวทักทายออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เขาเองก็สงสัยว่าทำไมพ่อของเวโรนิก้าถึงอยากคุยกับเขา

            (ชื่อฟัยรูซเหรอ) ฮานส์ตั้งใจที่จะถามด้วยชื่อนี้ เพราะลางสังหรณ์บางอย่างของเขา

            “ใช่ครับ ผมชื่อฟัยรูซ เรียกว่า เอส ก็ได้ครับ”

            (จำคุณลุงอมยิ้มได้ไหม)

            “คุณลุงอมยิ้ม? เดี๋ยวสิครับ ชื่อนี้มัน” เอสที่ได้ยินคำว่า คุณลุงอมยิ้ม ก็นึกถึงเรื่องสมัยเด็ก

 

            13 ปีก่อน ณ สวีเดน

            สมัยที่เอสยังอยู่ที่สวีเดน อายุ 5 ขวบย่างเข้า 6 ขวบ เขาไปงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของไฮโซเจ้าของธุรกิจคนหนึ่งที่สนิทกับครอบครัวของเขา เขาจำได้แม่นว่าตอนนั้นเขาเดินออกไปเอาน้ำผลไม้ที่โต๊ะ และพอกลับมาที่เดิม พ่อกับแม่ของเขาก็หายไป ภายในงานคนก็เยอะ อีกทั้งยังเดินกันไปมาทำให้เขาที่ยังเป็นเด็กมองหาพ่อกับแม่ของเขาไม่เจอ เขาเดินหาพ่อกับแม่ทั้ง ๆ ที่ถือแก้วน้ำผลไม้อยู่

            “เวกไม่ชอบงานแบบนี้ ปาปาพาเวกมาทำไมคะ” เวโรนิก้าวัย 5 ขวบเงยหน้าขึ้นถามคนเป็นพ่อของตัวเอง

            “อย่าพูดแบบนั้นสิลูกเวก ปาปาพาลูกมาเข้าสังคมนะ” ฮานส์บอกเหตุผลกับเวโรนิก้า

            “แต่เวกไม่ชอบที่ที่มีคนเยอะ ๆ เวกร้อน”

            “อดทนหน่อยสิ เหลือลูกเวกคนเดียวที่พอจะมากะปาปาได้นะ”

            “ไม่จริง มิค นาส เวล ก็มาได้”

            “สามคนนั้นเขาป่วยนะลูก”

            “เขาโกหกค่ะ พวกเราทุกคนไม่ชอบงานแบบนี้กันทุกคน เวลามีงานแบบนี้ทุกคนก็จะหาข้ออ้างมา พวกนั้นก็ชวนให้เวกแกล้งป่วย แต่เวกไม่ชอบโกหก เลยถูกปาปามาที่นี่ไงคะ”

            ฮานส์มองหน้าลูกสาวของเขาแล้วก็ยิ้มออกมา เขานั่งลงยอง ๆ แล้วเอามือลูบศีรษะของเวโรนิก้าอย่างเอ็นดู จริง ๆ เขารู้อยู่แล้ว และรู้มาตลอดว่าอีกสามคนชอบโกหก แกล้งป่วย ตอนที่เขาบอกว่าจะพามางานเข้าสังคมแบบนี้ มีเพียงเวโรนิก้าเท่านั้นที่ถึงไม่อยากมามากแค่ไหน แต่ก็ไม่คิดจะโกหกเขา

            “ปาปารักลูกเวกนะ ลูกเวกเป็นเด็กดีมาก”

            “แต่เวกไม่รักปาปา”

            “จริงเหรอ” ฮานส์แกล้งทำหน้าเศร้า

            “แค่ตอนนี้ค่ะ เวกไม่รักปาปาตอนที่พาเวกมางานแบบนี้ แต่ตอนอื่น เวกรักปาปา” คำตอบของเวกที่อายุยังน้อยทำให้ฮานส์หัวเราะออกมา

            “ก็ได้ครับ ลูกเวก งั้นไปบอกโยฮันที่อยู่ด้านนอกว่าปาปาจะกลับแล้ว”

            โยฮัน อายุ 55 ปี เป็นพ่อแท้ ๆ ของบอรีส ตอนนี้บอรีสเพิ่งจะสิบสองขวบ โยฮันเองก็เริ่มแก่ตัวลงแล้ว เขามีบอรีสเป็นลูกแค่คนเดียว ชีวิตคู่ของโยฮันเต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะกว่าจะมีลูกอายุก็เกินสี่สิบไปแล้ว อีกทั้งภรรยาของเขาก็ต้องมาเสียชีวิตหลังจากคลอดบอรีสออกมา ฮานส์ที่สงสารเลยให้โยฮันมาเป็นคนขับรถ และช่วยเหลือครอบครัวของเขา โยฮันเลยพร่ำสอนให้บอรีสเคารพภักดีต่อตระกูลแคนเชลส์กี้ และฝึกให้บอรีสเป็นบอดี้การ์ดคอยดูแลครอบครัวนี้เมื่อเติบใหญ่

            “เย้” เวโรนิก้าชูมือทั้งสองขึ้นอย่างดีใจ และวิ่งออกไป

            ฮานส์ลุกขึ้นแล้วมองหาเจ้าของงานเพื่อที่จะไปลา และในช่วงนี้นี่เองที่เขารู้สึกเย็นไปทั้งขาข้างขวา พอเขาก้มลงก็เห็นเด็กผู้ชายวัยใกล้ ๆ กับลูกสาวเขาล้มอยู่

            “เจ็บไหม เจ้าหนู”

            “ขอ ขอโทษครับ” เอสเงยหน้ามองคนที่เขาชนก็เกิดกลัวขึ้นมา เพราะฮานส์มีใบหน้าที่ดุดัน หนำซ้ำเขายังทำน้ำผลไม้หกใส่กางเกงของฮานส์อีก

            “แย่ละสิแบบนี้” ฮานส์มองไปที่กางเกง เอสเองก็ยิ่งกลัว “กางเกงของฉันมันดื่มน้ำผลไม้ของหนูไปซะแล้ว”

            “เห?” เอสประหลาดใจที่ไม่โดนดุ

            “เอานี่ เจ้าหนู ฉันให้ ตอบแทนที่หนูเอาน้ำผลไม้มาให้กางเกงฉันดื่ม”  ฮานส์ยื่นอมยิ้มให้เอส

            “ว้าว” ตาของเอสเป็นประกาย “ขอบคุณครับ คุณลุงใจดีจัง”

            “แล้วยังไงล่ะเนี้ย ทำไมมาเดินคนเดียว” ฮานส์ถาม

            “พ่อกับแม่ของผมหายไปไหนไม่รู้ ผมเดินหาก็ไม่เจอ” เอาตอบ ในปากก็อมอมยิ้มอยู่

            “งั้นเหรอ ให้ฉันช่วยไหม”

            “ให้ช่วยครับ”

            “แล้วพ่อกับแม่ของหนูชื่ออะไร”

            “พ่อชื่อ ฟรานส์ แม่ชื่อ วาเนสซ่า ครับ”

            “ฟรานส์ วาเนสซ่า” ฮานส์ก้มลงไปมองเด็กที่กำลังอมอมยิ้มด้วยท่าทางที่มีความสุข “รูฟเล็ทชาร์ส คือนามสกุลของหนูใช่ไหม”

            “ใช่ครับ” เอสพยักหน้า

            “งั้นฉันก็รู้จักพ่อกับแม่ของเธอดีเลยแหละ”

            หลังจากที่ฮานส์รู้แล้วว่าพ่อแม่ของเอสคือใคร เขาก็พาเอสมานั่งที่เก้าอี้บริเวณเค้าเตอร์อาหาร และเขาก็หยิบทาศัพท์มาโทรหาฟรานส์ เพื่อนทางธุรกิจของเขาทันที เขารู้จักตระกูลรูฟเล็ทชาร์สมานาน และรู้ว่าตระกูลนี้มีลูกชายหนึ่งคนชื่อฟัยรูซ หรือ เอส แต่เขาไม่คิดว่าเด็กที่มาชนเขาจะเป็นลูกชายตระกูลนี้

            (ว่าไงฮานส์)

            “ตอนนี้นายกำลังหาเอสอยู่ใช่ไหม”

            (ใช่ นายรู้ได้ยังไง ฉันกับเนสซี่กำลังเครียด ๆ อยู่เนี้ย)

            “เอสอยู่กับฉัน เขาก็กำลังตามหาพวกนายอยู่ มาตรงเค้าเตอร์หน้าทางเข้างานนะ”

            (ขอบใจมาก ฮานส์)

            “เอาล่ะ หนูเอส รออยู่ตรงนี้นะ ฉันโทรบอกพ่อหนูแล้ว” ฮานส์ก้มลงบอกเอส

            “คุณลุงจะไปแล้วเหรอครับ” เอสถาม ในใจก็สงสัยว่าคุณลุงตรงหน้ารู้จักชื่อเขาได้ยังไง

            “ลูกสาวของฉันรอนานแล้ว อย่าไปไหนนะ” ฮานส์มองไปที่เอสอย่างเอ็นดูพร้อมกับหยิบอมยิ้มและยื่นให้เอสอีกหนึ่งอัน

            “ว้าว ได้อมยิ้มอีกแล้ว ขอบคุณครับ” ยิ้มกว้างออกมาอย่างดีใจ

            “กลับบ้านไปแล้วอย่าลืมแปรงฟันนะ แล้วก็ห้ามไปไหนจนกว่าพ่อของหนูจะมา เข้าใจไหม” ฮานส์เน้นย้ำ

            “ครับ คุณลุงอมยิ้ม” เอสยิ้มกว้างให้ฮานส์

            ฮานส์เดินออกจากงานแล้วตรงไปที่ลานจอดรถ เขาก็เห็นบอรีสกำลังเล่นกับเวโรนิก้า แต่เวโรนิก้าไม่สนใจ เพราะเธอกำลังงอนพ่อของเธออยู่

            “เล่นอะไรอยู่เหรอ เด็ก ๆ” ฮานส์ถาม

            “ปาปามาช้า เวกรอตั้งนาน”

            “ปาปาขอโทษ เมื่อกี้มีเด็กหลงทาง ปาปาเลยช่วยเขาตามหาพ่อแม่น่ะ” เหตุผลของฮานส์ทำให้เวโรนิก้าผ่อนอารมณ์ด้านลบลง

            “งั้น ไม่เป็นไรค่ะ”

            “ดีมาก ลูกเวกของพ่อ” ฮานส์เข้าไปขยี้ผมของเวโรนิก้าและอุ้มขึ้นรถ

 

            ปัจจุบัน

            “คุณลุงอมยิ้ม ที่ช่วยผมไว้” เอสที่ลืมไปแล้วกลับนึกออกทั้งหมด ว่าครั้งหนึ่งเขาได้คุณลุงใจดีคนหนึ่งช่วยตามหาพ่อกับแม่ให้

            (ตอนนั้นฉันรีบเลยไม่ได้บอกชื่อ เอาเป็นว่า ขอแนะนำตัวก่อนละกัน ฉันชื่อ ฮานส์ แคนเชลส์กี้ เป็นพ่อของอนาสตาเซีย)

            “ผมชื่อ

            (ฟัยรูซ ไม่สิ เรียกว่า เอส ง่ายกว่า)

            “ทำไมคุณลุงฮานส์ถึงรู้จักชื่อผมล่ะครับ”

            (ก็ฟรานส์กับวาเนสซ่า เป็นเพื่อนของฉันนี่นา เรื่องของลูกชายของเพื่อน ฉันก็พอรู้บ้าง)

            “อย่างนี้นี่เอง ว่าแต่ มีเรื่องอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ”

            (ฉันมีเรื่องอยากจะขอให้ช่วยหน่อยน่ะ ได้หรือเปล่า)

            “ได้ครับ” การที่เอสไม่ลังเลที่จะรับคำ ทำให้ฮานส์ที่อยู่ปลายสายยิ้มออกมา

            (ตอนนี้ลูกนาสกำลังตกอยู่ในอันตราย ช่วงที่อยู่ที่มหาวิทยาลัย ฉันอยากให้ช่วยดูแลลูกสาวของฉันให้หน่อย ตั้งแต่ที่ลูกนาสไปเรียนที่ไทยก็เกิดเรื่องมาสองครั้งแล้ว ไม่น่าใช่อุบัติเหตุหรือเรื่องบังเอิญ)

            “ด้วยความเต็มใจเลยครับ ระหว่างที่อยู่มหาวิทยาลัย ผมจะคอยดูแลนาสให้เอง”

            (ขอบใจมาก แล้วก็คืนโทรศัพท์มือถือให้บอรีส ฉันมีเรื่องจะสั่งเขา)

            เอสยื่นโทรศัพท์มือถือให้บอรีส

            “มีอะไรจะให้ผมทำครับ นายท่าย”

            (นายคงจะได้ยินคร่าว ๆ แล้วนะ หลังจากนี้ฉันอยากให้นายตื่นตัวมากขึ้น ระหว่างที่ลูกสาวของฉันอยู่ที่มหาวิทยาลัย ฉันวานให้เอสคอยดูแลแล้ว ส่วนเวลาอื่น นายต้องเป็นคนรับผิดชอบนะ)

            “รับทราบครับ”

            (นี่ บอรีส)

            “ครับผม”

            (ทำไมนายถึงโทรมาบอกฉัน เรื่องแบบนี้มันอาจจะทำให้ฉันไล่นายออกได้เลยนะ ที่นายทำให้ลูกสาวฉันต้องบาดเจ็บ)

            “ผมไม่อยากโกหกหรือปกปิด อีกอย่าง ถ้านายท่านมารู้ทีหลังมันจะแย่กว่านี้ ผมเลยเลือกที่จะบอกให้รู้ทันทีถึงแม้ว่าผมอาจจะโดนไล่ออก เพราะก่อนที่ผมเข้ามาทำงานให้นายท่าน ผมก็สาบานไว้แล้วครับว่าผมจะซื่อสัตย์กับนายท่าน”

            (ฉันมองคนไม่ผิดจริง ๆ ขอบใจนะบอรีส ฝากลูกเวกของฉันด้วย แล้วก็ ถ้าลูกเวกฟื้นเมื่อไหร่โทรมาหาฉันทันที เข้าใจนะ)

            “เข้าใจครับผม”

            บอรีสมองดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ฮานส์เพิ่งจะตัดสายไป เขารู้สึกเหมือนมีพลังในการทำงานมากขึ้นกว่าเดิม อีกอย่างสิ่งที่เขากังวลมาตลอดก็คลี่คลายแล้ว เพราะช่วงที่คุณหนูอยู่ที่มหาวิทยาลัยมีเอสคอยดูแล และเขาเองก็คิดแบบเดียวกับฮานส์ ผู้ชายคนนี้ไว้ใจได้

 

            02:18 . วันเสาร์

            เวโรนิก้าที่เริ่มรู้สึกตัวก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ แสงจากหลอดไฟที่แทรกเข้ามาในดวงตาทำให้เธอหลับตาลงไปอีกครั้ง เมื่อดวงตาของเธอปรับสภาพได้เธอก็ลืมตาขึ้นมา เธอรู้ทันทีว่าที่นี่คือโรงพยาบาลโดยที่ไม่ต้องถามว่าที่นี่ที่ไหน เธอมองไปรอบ ๆ ห้องเธอเห็นเทียน่านอนฟุบหลับอยู่ข้าง ๆ เธอ ส่วนบอรีสนอนอยู่ที่โซฟา

            เวโรนิก้ารู้สึกเมื่อย เลยขยับแขนขาเล็กน้อยและค่อย ๆ ดันตัวขึ้นมานั่ง มือข้างขวาของเธอใส่เฝือกอยู่ ส่วนมือซ้ายของเธอมีสายน้ำเกลือเจาะอยู่ เธอใช้มือข้างซ้ายกุมไปที่บริเวณศีรษะที่ถูกทำแผลเรียบร้อยแล้ว

            “หนักกว่าที่คิดซะอีกเรา” เวโรนิก้าพูดออกมาอย่างหน่าย ๆ

            “ตื่นแล้วเหรอครับคุณหนู” บอรีสเดินเข้ามาหาเวโรนิก้า

            “ในห้องนี้มีแค่บอรีสกับเทียน่าใช่ไหมคะ” เวโรนิก้าถาม

            “ใช่ครับ” บอรีสพยักหน้า

            “เวกขอโทษนะคะ ที่ทำให้ตื่น” เวโรนิก้าเรียกแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นของเธอตามปกติ

            “ผมหลับไม่เต็มตาหรอกครับ ว่าแต่ คุณหนูดูอึดอัดนะครับ” บอรีสรู้สึกแบบนั้น

            “มาก ๆ เลยค่ะ” เวโรนิก้ามักจะระวังการเรียกแทนตัวเองว่า เวก กับคนที่บ้าน หลายต่อหลายครั้งเธอก็เกือบหลุดแทนตัวเองว่า เวก กับ บอรีส เทียน่า และอีวาน

            “คุณหนูเวก” เทียน่าที่หลับอยู่ข้าง ๆ เวโรนิก้าตื่นขึ้นมา “ดิฉันเป็นห่วงมาก ๆ เลยนะคะ”

            “ขอบคุณค่ะ”

            “เดี๋ยวผมขอโทรหา นายท่านก่อนนะครับ” บอรีสล้วงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงออกมา

            “ไม่ต้องไปรบกวนปาปาหรอกค่ะ” เวโรนิก้าบอก

            “เป็นคำสั่งของนายท่านครับคุณหนู”

            เวโรนิก้าที่ได้ยินแบบนั้นก็ไม่ค้านอะไรต่อ เธอหันไปมองดูนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังห้อง ตอนนี้ตีสองกว่า ๆ ที่รัสเซียก็ประมาณสี่ทุ่มครึ่ง

            “นายท่านจะคุยกับคุณหนูครับ” บอรีสยื่นโทรศัพท์มือถือให้เวโรนิก้า

            “สวัสดีค่ะ ปาปา”

            (เป็นยังไงบ้าง ลูกเวก พวกเราที่นี่เป็นห่วงลูกมาก ๆ นะ)

            “ไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ ว่าแต่ ปาปามีอะไรจะคุยกับเวกเหรอคะ”

            (ลูกเวกจะว่าอะไรไหม ถ้าปาปาอยากให้ลูกเวกอยู่ที่ไทยอีกสักพัก)

            เวโรนิก้านิ่งเงียบไป เขากำลังใช้ความคิด

            (ลูกเวก ได้ยินไหมลูก ถ้าลูกเวกไม่อยากอยู่ที่นั่นแล้วก็บอกมานะ ปาปาจะได้ส่งคนไปรับ)

            “ได้ค่ะ”

            (ได้นี่ หมายความว่ายังไงเหรอ)

            “เวกจะอยู่ที่นี่ต่ออีกสักพักตามที่ปาปาขอค่ะ”

            (จะไม่ถามเหตุผลของปาปาเลยเหรอ)

            “ถ้าให้เวกเดา ปาปาคงอยากให้เวกเคลียร์เรื่องของนาสให้จบ แล้วหาตัวคนที่ทำร้ายนาสให้ได้ก่อนที่นาสจะกลับมาที่ไทย ถ้าให้เวกกลับไปตอนนี้นาสก็จะโดนลอบทำร้ายไม่จบไม่สิ้น”

            (ฮ่า ๆ ๆ ให้ตายสิลูกสาวพ่อคนนี้ ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ ถูกแล้วล่ะ ลูกเวก จากที่ปาปาฟังที่บอรีสเล่า ปาปาว่ามันแปลก ๆ มันไม่น่าจะใช่อุบัติเหตุ ทั้งเรื่องที่ลูกนาสโดนจับตัวไป กับเรื่องที่ลูกเวกตกบันได)

            “ปาปาคะ เวกไม่ได้ตกบันได แต่เวกโดนผลักตกบันได”

            คำพูดของเวกทำให้ฮานส์ บอรีส รวมถึงเทียน่าตกใจ ถึงแม้ว่าฮานส์กับบอรีสจะพอเดาได้ แต่พอมารู้จากเวโรนิก้าเขาก็ตกใจอยู่ดี

            (พวกเราที่นี่เป็นห่วงลูกเวกมากนะ) เสียงฮานส์

            (ดูแลตัวเองด้วยนะ ลูกเวก) เสียงของเจเลน่า

            (อย่าลืมของฝากนะ เวก) เสียงของมิคาอิล

            (มันใช่เวลามาพูดอะไรแบบนี้ไหมเนี้ย พี่มิค นี่เวก ถ้าเธอเครียดหรืออยากหาคนคุยด้วย เธอโทรหาฉันได้ตลอดเลยนะ) เสียงของอนาสตาเซีย

            (เอายิ้มของพี่กลับมาฝากพวกเราด้วยนะ) เสียงของฟาเวล

            ถึงจะได้ยินแต่เสียงแต่เธอก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นของคำว่าครอบครัว ก่อนหน้านี้เธออยู่กับครอบครัวมาตลอด เลยได้เห็นได้เจอได้คุยต่อหน้า แต่พอมาในที่แสนไกลกลับได้ยินแค่เสียงที่ส่งผ่านมาทางโทรศัพท์ มันเป็นทั้งความอบอุ่นและความคิดถึง เสียงของครอบครัวเธอดังผ่านมาเรื่อย ๆ รอยยิ้มของเธอก็เริ่มปรากฎขึ้นมาโดยที่เธอไม่รู้ตัว

            “คุณหนู!!!” บอรีสและเทียน่าตะโกนขึ้นมาพร้อมกัน ทำให้เวโรนิก้าตกใจ รวมถึงคนที่อยู่ปลายสาย

            (เกิดอะไรขึ้น นั่นเสียงบอรีสกับเทียน่านี่) ฮานส์ถามมาทันที

            “เวกก็ไม่รู้ค่ะ ทุกอย่างปกติ” เวโรนิก้าตอบ

            “คุณหนูยิ้ม! นายท่านครับ เมื่อกี้คุณหนูเวโรนิก้ายิ้มออกมาครับ” บอรีสพูดเสียงดังเพื่อหวังให้ปลายสายได้ยิน

            (ว่าไงนะ!) ทั้งฮานส์ แอนนิก้า มิคาอิล อนาสตาเซีย และฟาเวลตกใจพูดออกมาเหมือนกัน

            “ยิ้มของคุณหนูงดงามมาก ดิฉันดีใจที่สุด” เทียน่าน้ำตาไหลออกมา

            “รู้สึกสบายใจใช่ไหมครับ คุณหนู” บอรีสถามเวโรนิก้า

            “ค่ะ” เวโรนิก้าพยักหน้า เธอรู้สึกเขินเล็กน้อยที่เธอยิ้มออกมา นานแล้วที่เธอไม่ได้รู้สึกแบบนี้ แบบนี้เองสินะ

            การยิ้ม ก็เหมือนการส่งต่อความสุขให้กันและกัน

            คงจะเป็นแบบที่เอสบอกจริง ๆ เพราะถ้าเราไม่มีความสุข เราคงไม่สามารถยิ้มออกมาได้

 

            08:00 .

            คุณหมอที่ดูแลเวโรนิก้าอยู่เข้ามาในห้องที่เธอนอนพักอยู่

            “เดี๋ยวผมจะให้พยาบาลมาทำแผลให้นะครับ กลับบ้านไปก็พยายามอย่าให้แผลโดนน้ำมาก แผลจะได้แห้งเร็ว ๆ ส่วนแขนขวาอย่าเพิ่งไปขยับมันมากนะครับ กินยาให้ครบด้วย แล้ววันเสาร์หน้ามาเอาเฝือกออก”

            หลังจากที่คุณหมอออกไปจากห้องพยาบาลก็มาจัดการกับสายน้ำเกลือ แล้วแกะผ้าที่ปิดแผลบริเวณหน้าผากของเวโรนิก้าออกเพื่อที่จะทำการล้างแผล

            “เดี๋ยวผมลงไปเคลียร์ค่ารักษาก่อนนะครับ” บอรีสบอก

            “ค่ะ” เวโรนิก้าพยักหน้า

            “ฝากดูคุณหนูหน่อยนะครับ เทียน่า” บอรีสหันไปบอกกับเทียน่า

            “จ้ะ” เทียน่ายิ้มให้บอรีส

            บอรีสเดินออกไปข้างนอกห้อง ส่วนเทียน่าก็อยู่เป็นเพื่อนเวโรนิก้า พยาบาลก็กำลังล้างแผลให้เวโรนิก้าอยู่ ในตอนนี้เองที่เทียน่าเห็นว่าแผลที่บริเวณศีรษะของเวโรนิก้าใหญ่มาก เธอเลยถามพยาบาลว่าจะเป็นแผลเป็นไหม พยาบาลเลยบอกว่าถ้ารักษาแผลดี ๆ ล้างแผลทุกวัน ก็จะไม่เป็นแผลเป็น เมื่อพยาบาลล้างแผลเสร็จก็บอกให้นอนรอก่อน อีกสักพักคุณหมอจะเข้ามาอีกที

            “คุณหนูหิวไหมคะ”

            “นิดหน่อยค่ะ”

 

            เอสขับรถมาที่โรงพยาบาลที่เวโรนิก้ารักษาตัวอยู่ เมื่อวานเขากลับบ้านไปกับแองจี้ก่อนที่เวโรนิก้าจะออกมาจากห้องฉุกเฉิน ทำให้เขาไม่รู้ว่าเวโรนิก้าพักอยู่ห้องไหน เขาเลยเข้าไปถามที่เค้าเตอร์ เมื่อพยาบาลที่ประจำอยู่จุดนั้นบอกหมายเลขห้องมา เขาก็เดินไปขึ้นลิฟต์ทันที

            612

            เอสเดินมาถึงหน้าห้องที่เวโรนิก้าพักอยู่ ป้ายที่หน้าห้องก็มีชื่อคนป่วยติดไว้ชัดเจนว่า นางสาวอนาสตาเซีย แคนเชลส์กี้ เขาเลยเคาะประตู

            “สวัสดีครับ” เอสที่เห็นผู้หญิงอายุราว ๆ ห้าสิบปีมาเปิดประตู แล้วจ้องมาที่เขาอย่างไม่ไว้ใจ เขาเลยส่งยิ้มให้

            “คุณเป็นใครเหรอคะ” เทียน่าถาม

            “ผมชื่อ เอส ครับ เป็นเพื่อนของนาส” เอสแนะนำตัว

            “เธอนี่เอง เอส ที่บอรีสเล่าให้ฟัง เข้ามาก่อนสิ เธอมาได้จังหวะพอดีเลย” เทียน่าโล่งอกที่ไม่ใช่คนน่าสงสัย บอรีสบอกว่าฮานส์ไว้ใจให้เอสช่วยดูแลเวโรนิก้าตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย

            “ครับ?” เอสไม่เข้าใจในสิ่งที่เทียน่าพูด

            “ฉันกำลังอยากออกไปซื้ออะไรมาให้คุณหนูทานอยู่พอดี แต่ก็ไปไม่ได้ เพราะเดี๋ยวไม่มีคนเฝ้าคุณหนู” เทียน่าอธิบาย

            “งั้นให้ผมไปซื้อมาให้ก็ได้นะครับ” เอสอาสา

            “ไม่เป็นไรหรอกพ่อหนุ่ม พ่อหนุ่มไปอยู่เป็นเพื่อนคุณหนูเถอะ” เทียน่ายิ้มให้เอสแล้วก็เดินออกจากห้องไป

            เอสที่กำลังงง ๆ ก็เอามือเกาหัว เขาเดินเข้าไปข้างในห้องแล้วเห็นเวโรนิก้านอนอยู่บนเตียง

            “ใครมาเหรอคะ เทียน่า” เวโรนิก้าถาม แต่พอเขาหันไปมองก็ตกใจที่เห็นเอสแทนที่จะเป็นเทียน่า

            “คนเมื่อกี้ชื่อเทียน่าเหรอครับ” เอสถาม เขาเดินไปนั่งที่โซฟาใกล้ ๆ กับเตียงที่เวโรนิก้านอนอยู่

            “ใช่ แล้วนายมาได้ยังไง” เวโรนิก้าใจหายวูบ การที่เอสมาแบบที่เธอไม่ทันตั้งตัวมันไม่ได้ส่งผลดีต่อเธอเลย เธอกลัวว่าจะเรียกแทนตัวเองว่า เวก ต่อหน้าเอสมากที่สุด

            “ผมมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เป็นห่วงแทบแย่” เอสยิ้ม เขาโล่งอกที่เห็นว่าเวโรนิก้าสบายดี ถึงแม้ว่าจะมีเฝือกที่แขนกับแผลที่ศีรษะ

            เวโรนิก้าที่ได้ยินแบบนั้นก็นิ่งเงียบไป เขาไม่รู้จะพูดอะไร มันอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีเลยสักนิด เธออยากจะเดินออกไปจากห้องเดี๋ยวนี้เลย แต่เธอทำไม่ได้ ทางเอสเองก็เงียบไปเหมือนกัน เขาเห็นว่าเวโรนิก้าไม่โต้ตอบกับเขา เขาก็ไม่รู้จะทำยังไงต่อ ต่างฝ่ายต่างเงียบ ทั้งห้องเลยได้ยินแต่เสียงของแอร์ที่กำลังทำงานอยู่

            “ขอโทษนะครับ” เอสเป็นฝ่ายเริ่มสนทนาอีกครั้ง

            “นายจะมาขอโทษฉันทำไม” เวโรนิก้าสงสัย

            “ก็ผมเห็นนาสไม่คุยกับผม เลยนึกว่ากำลังโกรธผมอยู่”

            “เปล่าสักหน่อย”

            “นาสรู้หรือยังว่าคุณพ่อของนาส ฝากให้ผมดูแลนาสตอนที่อยู่มหาวิทยาลัย” เอสชวนคุย

            “บอรีสบอกแล้วค่ะ ขอบใจนะ” จริง ๆ เวโรนิก้าไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้ แต่ในเมื่อมันไม่มีทางเลือกอื่น ก็มีแต่จะต้องทำใจยอมรับ

            “ผมดีใจมากเลยนะ ทีนี้นาสจะได้ไม่หลบหน้าผมอีก” คำพูดของเอสทำเอาเวโรนิก้าจุกอก เพราะตั้งแต่ที่เอสบอกว่าชอบเธอ เธอพยายามหลบหน้าเอสมาตลอด

            “ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย” เป็นอีกครั้งที่เวโรนิก้าโกหกออกมา

            “แล้วเมื่อวานมันเกิดเรื่องขึ้นได้ยังไงครับ” เอสเริ่มถามเรื่องที่อยากรู้มากที่สุด

            “ฉันก็แค่กำลังจะเดินลงจากตึก แล้วก็มีคนมาผลักจนฉันตกบันได”

            “ไม่ใช่อุบัติเหตุเหรอ” เอสถามเพื่อให้แน่ใจ

            “นายจะไม่เชื่อฉันก็ได้นะ แต่ฉันถูกผลักจริง ๆ” เวโรนิก้าพูดย้ำ

            “เชื่อสิครับ แล้วนาสคิดว่าใครเป็นคนผลักเหรอ”

            “ไม่รู้เหมือนกัน ตอนตกมาถึงพื้นก็พยายามมองไปข้างบนก็ไม่เจอใคร แล้วตอนที่สติกำลังจะหายไป แองจี้ก็เข้ามา” เวโรนิก้านึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน

            “นาส สงสัยแองจี้เหรอ” เอสถาม เพราะตอนแรกวูบหนึ่งเขาก็คิดว่าแองจี้เป็นคนทำ

            “ไม่มีทาง” เวโรนิก้าส่ายหัว

            “หือม์” เอสขมวดคิ้วสงสัย “ทำไมถึงมั่นใจว่าไม่ใช่แองจี้ แองจี้ไม่ชอบนาสสุด ๆ เลยนะ”

            “ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงมั่นใจแบบนี้ แต่แองจี้เป็นคนที่รับฉันไว้ตอนที่ฉันหมดแรงล้มลง สีหน้าและท่าทางของแองจี้ตอนนั้น ฉันรู้สึกได้ว่าเธอเป็นห่วงฉันจริง ๆ นายคิดว่าคนแบบนั้นจะเป็นคนทำร้ายฉันเหรอ” เวโรนิก้าไม่เข้าใจการกระทำของแองจี้เลยสักนิด เธอรู้แค่ว่าแองจี้ไม่ชอบเธอ แต่ทำไมแองจี้ถึงดูลนลานและดูเป็นห่วงเธอตอนเธอโดนทำร้าย

            “แองจี้เป็นห่วงเธอจริง ๆ นั่นแหละ” เอสนึกถึงตอนที่แองจี้วิ่งตามบอรีสลงมาในสภาพที่เลือดเปื้อนเสื้อเต็มไปหมด

            ประตูห้องถูกเปิดออกพร้อมกับคุณหมอที่เดินเข้ามาเช็คอาการเป็นครั้งสุดท้ายหลังจากที่ให้พยาบาลมาล้างแผลให้ เมื่อคุณหมอตรวจดูอาการเป็นที่เรียบร้อยก็อนุญาตให้เวโรนิก้ากลับบ้านได้ เวโรนิก้ายกมือไหว้ขอบคุณคุณหมอแล้วยิ้มออกมา ตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกแล้วว่าการยิ้มมันจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข ยิ่งตอนที่หมอยิ้มตอบกลับมา มันยิ่งทำให้เธอรู้สึกมีความสุข การยิ้มคือการส่งต่อความสุข เธอชอบมันแล้วสิ การยิ้มให้กัน

            เอสที่เห็นรอยยิ้มของเวโรนิก้า หัวใจของเขาก็เต้นรัวเหมือนมีคนมารัวตีกลองในหัวใจของเขา เขารู้สึกแปลกใจมาก เมื่อก่อนเขาก็เคยเห็นรอยยิ้มของผู้หญิงที่มีใบหน้าแบบนี้เขาก็รู้สึกสนใจ แต่ในครั้งเขากลับรู้สึกหลงใหลจนยากที่จะถอนตัว มันเกิดอะไรขึ้นกับตัวของเขากันแน่ เมื่อก่อนเขายังไม่รู้สึกชัดเจนแบบนี้เลย แต่มาตอนนี้มันชัดเจนมาก ว่าเขารักผู้หญิงที่อยู่ข้างหน้าเขาเข้าให้แล้ว

            หลังจากที่คุณหมอออกไปได้ไม่นาน บอรีสและเทียน่าก็กลับเข้ามา บอรีสกล่าวทักทายเอส เพราะเขารู้มาจากเทียน่าแล้วว่าเอสมาเยี่ยมไข้เวโรนิก้า เทียน่าเองก็ชูถุงที่ใส่ขนมปังให้เวโรนิก้าดู เวโรนิก้าก็ยิ้มให้เทียน่าพร้อมกล่าวขอบคุณ เทียน่ากับบอรีสที่เห็นเวโรนิก้ากลับมายิ้มได้แบบนี้อีกครั้งก็ยิ้มตามอย่างมีความสุข

            “กลับบ้านกันเถอะครับ คุณหนู”

 

0 ความคิดเห็น