Veronica C. รักไม่ได้ ไม่ใช่ไม่รัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 32 Views

  • 0 Comments

  • 2 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    7

    Overall
    32

ตอนที่ 6 : 5 Stairs

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ม.ค. 62

5

Stairs


          ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ดูเหมือนว่าการที่เวโรนิก้ามาใช้ชีวิตในประเทศไทยในตัวตนของอนาสตาเซียจะเป็นไปได้อย่างราบรื่น ทุกคนไม่สงสัยแคลงใจเลย อาจเป็นเพราะเธอพยายามไม่ทำอะไรให้ผิดสังเกตรวมไปถึงการที่อนาสตาเซียไม่เคยบอกเพื่อน ๆ ในคลาสว่าเธอมีพี่สาวฝาแฝดที่คลานตามกันออกมาติด ๆ

          ความรู้สึกเครียดและกังวลต่าง ๆ นานาที่เธอเคยรู้สึกช่วงที่เพิ่งมาถึงประเทศไทยแรก ๆ ค่อย ๆ จางหายไปแล้ว ในตอนนี้เธอสามารถปรับตัวได้เป็นอย่างดี ส่วนเรื่องของเอสก็ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะอาทิตย์ที่ผ่านมาเธอก็ไม่ค่อยได้คุยกับเขาสักเท่าไหร่ มันเลยทำให้เธอเริ่มรู้สึกเอนจอยไปกับการมาที่ประเทศไทย

          วันนี้เป็นวันศุกร์สุดสัปดาห์ วันสุดท้ายของการเรียน ในวันนี้ที่สาขาที่อนาสตาเซียเรียนเริ่มที่จะประกาศผลสอบในรายวิชาต่าง ๆ รัณเลยชวนเวโรนิก้าให้ไปดูก่อนที่จะไปเข้าคลาสเรียนในอีกยี่สิบนาทีข้างหน้า

          “ไปเถอะ รีบเลย ๆ” รัณมีความกระตือรือร้นมากกว่าใคร

          “เอาไว้มาดูหลังเรียนเสร็จก็ได้นี่นา” เวโรนิก้าบอก เขาเองไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เพราะไม่ใช่คะแนนของเธอ และดูเหมือนตามกับอัยก็ไม่สนใจด้วย

          “ไม่ได้ นาส ปล่อยให้ค้างคาแบบนี้ฉันไม่มีสมาธิเรียนกันพอดี” รัณพยายามเบียดกลุ่มคนที่มาดูคะแนนที่ติดอยู่ที่บอร์ดประกาศคะแนน

          “พวกเธอสองคนล่ะ ไม่ค้างคาแบบรัณเหรอ” เวโรนิก้าหันไปถามตามกับอัยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอ เธอเห็นคนแล้วก็ไม่อยากเข้าไปเบียด

          “ไม่เลยสักนิด จะดูหรือไม่ดูก็ค่าเท่ากัน” ตามบอก

          “ใช่ จะรู้หรือไม่รู้ก็เครียดอยู่ดี ก็เพราะว่าเราสองคนน่ะ ทำข้อสอบไม่ค่อยจะได้เลยนี่นา” อัยถอนหายใจออกมา

          ทั้งสามคนมองไปที่กลุ่มคนที่กำลังมุงดูคะแนนอยู่ รัณเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อเธอไปถึงบอร์ดได้เธอก็เข้าไปไล่ดูคะแนนโดยไม่ลืมที่จะดูเผื่อสามคนที่ไม่ได้เข้ามาด้วย ในเทอมนี้พวกเธอลงเรียนทั้งหมด 8 วิชา แต่มีเพียงอัยและตามที่ดรอปไปหนึ่งวิชา และที่บอร์ดนี้ก็มีคะแนนของทุกวิชาที่พวกเธอลงเรียน

          “มาแล้ว ๆ” รัณเดินออกมาพร้อมกับโบกกระดาษในมือไปมา

          “ถืออะไรมาน่ะ” ตามถาม

          “กระดาษที่ฉันจดคะแนนไว้ไง” รัณตอบ เธอหันไปมองเวโรนิก้า “สุดยอดไปเลย นาส”

          “อะไรเหรอ” เวโรนิก้าถาม

          “ก็เธอไง ได้คะแนนท้อปเป็นอันดับสองทุกวิชาเลย” รัณตอบ

          “โห เก่งสุด ๆ” อัยหันไปมองเวโรนิก้า

          “ก่อนไฟนอลเธอต้องติวหนังสือพวกเราด้วยนะ นาส” ตามหันไปบอก

          “มันจะดีเหรอ” เวโรนิก้ารู้สึกลำบากใจ เธอไม่อยากจะรับปากอะไรกับใครตอนที่เธออยู่ในบทบาทของอนาสตาเซียเลย

          “ดีสิ ฉันเห็นด้วย” รัณเองก็สนับสนุน

          “แล้วเธอล่ะ โอเคกับคะแนนไหม” เวโรนิก้าพูดเปลี่ยนประเด็นเพื่อที่จะได้ไม่ต้องคุยเรื่องติวต่อ

          “โอเคอยู่แหละ เกินครึ่งทุกวิชา” รัณตอบ

          “แล้วพวกเราล่ะ เธอดูมาด้วยเหมือนกันใช่ไหม” อัยหันไปจับมือกับตามและรอลุ้น

          “พวกเธอก็เหมือนกัน” รัณบอก

          “เหมือนกันนี่หมายความว่าไง ไม่ผ่านสักวิชาเหมือนกันน่ะเหรอ” ตามเริ่มสีหน้าไม่ดี

          “เหมือนกับฉันต่างหาก ผ่านเกินครึ่งทุกวิชา แต่บางวิชาก็ผ่านแบบคาบเส้นน่ะ” คำตอบของรัณทำให้อัยและตามดีใจร้องเย้ออกมาเสียงดัง

          “มาโหวกเหวกอะไรตรงนี้ยะ” เสียงของแองจี้ดังขึ้น อัยกับตามเลยหยุดดีใจและเปลี่ยนเป็นเหนื่อยใจแทน

          “เธออีกแล้วเหรอ” ตามหันไปมองแองจี้อย่างเซ็ง ๆ

          “ผ่านแบบคาบเส้นมันน่าดีใจตรงไหนมิทราบ” แองจี้ยืนกอดอกพูด “รอดูคะแนนของฉันเถอะย่ะ แล้วจะตกใจ ฉันฝากเมย์กับมินนี่ไปดูให้แล้ว”

          “แล้วทำไมพวกฉันต้องรอดูคะแนนเธอด้วย” อัยย้อนถาม

          “ก็จะได้เห็นไงว่าคนเก่งมันเป็นยังไง” แองจี้เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย

          “ฉันเห็นแล้วย่ะ นาส นี่ไงคนเก่ง” อัยบอกกับแองจี้

          “หมายความว่ายังไง” แองจี้ชักเริ่มสงสัย

          “ก็นาสได้คะแนนท้อปอันดับสองทุกวิชาเลยไง เก่งไหมล่ะ พวกฉันเห็นแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอดูคะแนนของเธอเลยสักนิด”

          “ว่าไงนะ ยัยรัสเซียเนี่ยเหรอ” แองจี้ตกใจกับคำตอบของตาม “ชิ! ฉันอาจจะได้ท้อปที่หนึ่งทุกวิชาเลยก็ได้”

          “ไม่มีทาง/ ไม่มีทางย่ะ” เสียงของรัณกับเสียงของมินดังขึ้นพร้อมกัน

          “หมายความว่าไงยะ มินนี่” แองจี้ถามมินที่กำลังเดินออกมาจากบอร์ดประกาศคะแนน

          “ฉันกับเมย์ผ่านเกินครึ่งทุกวิชา ส่วนเธอน่ะ ผ่านเกินครึ่งเหมือนกัน แต่ตกวิชาภาษาอังกฤษ” คำตอบของมินทำให้แองจี้แทบล้มทั้งยืน อัยกับตามก็หัวเราะออกมาแบบไม่เกรงใจ

          “ไม่จริง นี่เมย์ บอกฉันทีสิว่าฉันไม่ได้สอบตกวิชาภาษาอังกฤษ” แองจี้หันไปคาดคั้นกับเมย์

          “มินนี่ไม่ได้โกหก เธอได้คะแนนวิชาภาษาอังกฤษ 16/40 ส่วนวิชาอื่นเธอผ่านเกินครึ่งหมด” เมย์บอกไปตามที่เห็นในบอร์ดประกาศ

          “คนเก่งเขาสอบตกด้วยเหรอ” ตามพูดขึ้นมาลอย ๆ ซึ่งทำให้แองจี้หงุดหงิด

          “ของแบบนี้มันก็มีพลาดกันได้ย่ะ นี่แกแอบหัวเราะเยาะฉันอยู่ในใจล่ะสิ ยัยรัสเซีย” แล้วแองจี้ก็เอาความหงุดหงิดไปลงที่เวโรนิก้า

          “ฝรั่งปลอมก็แบบนี้แหละ” คำพูดของเวโรนิก้าทำให้รัณ อัย และตามหัวเราะออกมา

          “หุบปากน่า” แองจี้โมโหจนหน้าแดง “มินนี่ เมย์ ไปห้องเรียนได้แล้ว”

          “ให้ตายสิ ดูเหมือนจะกัดพวกเราไม่เลิกเลยนะ แองจี้เนี้ย” รัณส่ายหัวเบา ๆ พลางมองไปยังแองจี้ที่เดินตรงไปยังลิฟต์

          “รัณ” เวโรนิก้าเรียก

          “ว่าไง”

          “แล้วใครเหรอ ที่ทำคะแนนได้สูงสุด” เวโรนิก้าถาม

          “นู้นไง” รัณชี้ไปข้างหลังของเวโรนิก้า

          เวโรนิก้าหันไปตามนิ้วของรัณ แล้วคนที่อยู่ตรงนั้นก็คือเอส พอเอสเห็นว่าเวโรนิก้าหันมามองเขา เขาก็ยิ้มให้เวโรนิก้า เธอเลยรีบหันกลับมา

          “เอสนั่นแหละ ได้คะแนนมากสุดทุกวิชาเลย” คำพูดของรัณทำให้เวโรนิก้าตกใจ

          ก่อนหน้านี้ เวโรนิก้าพยายามคัดค้านเรื่องที่จะให้อนาสตาเซียมาเรียนที่เมืองไทย แต่เธอก็สู้ความดื้อรั้นของอนาสตาเซียไม่ไหว สุดท้ายเธอเลยต้องยอมโดยมีเงื่อนไขที่ต้องสัญญากัน อนาสตาเซียต้องสัญญากับเวโรนิก้าว่าจะตั้งใจเรียนให้มาก ๆ และทำเกรดให้สูง ๆ ตอนนี้เธอเลยได้แต่รู้สึกดีใจและภูมิใจในตัวของอนาสตาเซียที่ไม่ผิดสัญญาที่ให้ไว้กับเธอ

          ในใจของเธอก็แอบคิดว่า ถ้าเป็นเธอ เธอจะสามารถทำคะแนนได้มากกว่าเอสหรือเปล่า เพราะตลอดชีวิตของเธอ เธอยังไม่เคยได้คะแนนอันดับสอง เธอได้คะแนนท้อปเป็นที่หนึ่งมาตลอด

          “ไปห้องเรียนกันเถอะ” เวโรนิก้าบอกกับเพื่อน ๆ ของนาส


          คลาสเรียนวิชาภาษาอังกฤษ

          “เอาล่ะครับ นักศึกษาทุกคน ตั้งใจเรียนกันหน่อยนะครับ คลาสนี้มีคนที่ทำข้อสอบได้ไม่ถึงครึ่งอยู่เยอะเลย ถ้าไม่อยากติดเอฟก็ตั้งใจให้มากกว่านี้ วิชาของผมไม่มีคะแนนพิศวาสนะครับ ทุกคะแนนมาจากความสามารถและความตั้งใจของพวกคุณทุกคน” อาจารย์ชายวัยกลางคนยืนพูดอยู่หน้าห้องเรียน

          “ฉันก็ตั้งใจนะ อาจารย์ตรวจข้อสอบผิดหรือเปล่าก็ไม่รู้” แองจี้นั่งหน้างออยู่ในคลาส เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้คะแนนไม่ถึงครึ่ง ทั้ง ๆ ที่เขาก็ทำได้อยู่เยอะพอสมควร หรือบางทีอาจจะฝนผิด?

          “นริศรา” อาจารย์ขานชื่อนักศึกษาคนหนึ่งในคลาส “นริศรา มาไหมครับ นริศรา”

          “แองจี้” เมย์หันไปสะกิดแองจี้จี้

          “นริศรา” อาจารย์ขานชื่ออีกครั้ง

          “ค่ะ มาค่ะ” แองจี้รีบยกแขนและยืนขึ้นอย่างทุลักทุเล

          “มัวเหม่ออะไรอยู่ ผมเรียกตั้งหลายครั้งแล้วนะ”

          “ขอโทษค่ะ อาจารย์ หนูเครียดเรื่องคะแนนสอบอยู่” แองจี้บอกไปตามความจริง

          “งั้นเหรอ ดีเลย ครูก็มีอะไรจะบอกกับเธอเรื่องคะแนนสอบเหมือนกัน”

          “อาจารย์จะบอกว่าอาจารย์ตรวจของหนูผิดใช่ไหมคะ” แองจี้เริ่มมีความหวัง

          “ไม่ใช่” อาจารย์ส่ายหัว

          “อ้าว”

          “คะแนนที่เธอได้ 16 คะแนนนั้น ถูกต้องแล้ว มันคือ 16 คะแนนจากข้อสอบปรนัยที่มี 25 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน ส่วนอีก 15 คะแนน มาจากข้อสอบอัตนัย 3 ข้อ ข้อละ 5 คะแนน ที่เธอไม่ได้ทำมาเลยสักข้อ เธอเลยเสียคะแนน 15 คะแนนไปฟรี ๆ ไง ว่าแต่ เธอทำข้อสอบอัตนัยไม่ได้เหรอ” อาจารย์สงสัย เพราะจากคะแนนส่วนปรนัยแองจี้ก็ทำได้เกินครึ่ง แถมข้อสอบอัตนัยก็ง่ายกว่าปรนัยด้วย

          “ขอโทษนะคะ อาจารย์” แองจี้อึ้ง “มีข้อสอบอัตนัยด้วยเหรอคะ”

          “มีสิ อยู่หน้าหลังสุดของกระดาษคำถาม ไม่ได้อ่านตรงคำชี้แนะที่ผมพิมพ์ไว้ที่หน้ากระดาษคำถามเหรอ ผมพิมพ์แล้วก็เน้นตัวหนาชัดเจนเลยนะ ว่าข้อสอบอัตนัย 3 ข้อ อยู่ด้านหลังกระดาษคำถาม ให้ทำลงในกระดาษคำถามได้เลย” คำพูดของอาจารย์ทำให้แองจี้ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้

          “นี่เธอ ไม่ได้พลิกกระดาษคำถามไปด้านหลังสุดเลยเหรอยะ” มินหันไปถาม แองจี้เองก็ส่ายหัวไปมา

          “ไม่น่าเลยนะ แองจี้ ตอนพวกเราเห็นคะแนนพวกเราตกใจมาก ปกติเธอจะเก่งภาษาอังกฤษมากกว่าพวกเราสองคน แถมเธอยังเป็นคนติวให้ฉันกับมินนี่ด้วย ไม่คิดว่าเธอจะได้คะแนนไม่ถึงครึ่ง” เมย์เองที่เพิ่งกระจ่างก็รู้สึกเสียใจไปกับแองจี้

          “ถือว่าเป็นบทเรียนก็แล้วกันนะ นริศรา แล้วก็ทุกคนด้วย จำไว้ให้ขึ้นใจด้วย ว่าก่อนทำข้อสอบให้อ่านคำแนะนำหน้ากระดาษคำถามด้วย อ่านไปให้หมดทั้งหน้านั่นแหละ ไม่ว่าจะวิชาอะไรก็ตาม จะได้ไม่หลาดแบบนี้ เอาล่ะ หยิบหนังสือขึ้นมา วันนี้เราจะมาขึ้นบทที่ 4 กัน”

          จากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้แองจี้จดจำไปตลอด การที่เธอละเลยการอ่านคำแนะนำหน้ากระดาษคำถามมันนำพาความซวยมาให้เธอแบบที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้


          “ตอนแรกก็สะใจยัยแองจี้หรอกนะ แต่ตอนนี้เริ่มสงสารแล้วสิ” อัยพูดขึ้นมาหลังจากที่ได้รู้ความจริงเรื่องคะแนนสอบวิชาภาษาอังกฤษของแองจี้

          “ตอนแรกฉันก็เกือบไม่ได้ทำ ตอนที่ฉันฝนเสร็จก็ตั้งใจจะฟุบนอนสักพัก เลยคว่ำกระดาษคำตอบกับกระดาษคำถามไว้ ถึงได้เห็นว่าด้านหลังกระดาษคำถามมันมีข้อสอบอัตนัยให้ทำอีก” ตามเองก็นึกถึงตัวเองตอนที่เห็นข้อสอบอัตนัยโดยบังเอิญ

          เวโรนิก้ามองไปที่แองจี้ที่นั่งอยู่แถวหน้าเธอถัดไปสองแถว ใจจริงเธอก็ไม่ถึงกับเกลียดแองจี้ แค่ไม่ชอบที่แองจี้ชอบมายุ่งวุ่นวายกับเธอเท่านั้นเอง มองในมุมของคนที่ตั้งใจทำข้อสอบและมาพลาดแบบนี้ เป็นเธอก็คงรับไม่ได้เหมือนกัน


          12:13 น.

          อาจารย์สอนเลทมาสิบสามนาที ซึ่งนั้นก็ทำให้เหล่านักศึกษาแอบบ่นกันในใจทุกคน แต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา เพราะปกติอาจารย์คนนี้ก็จะปล่อยเลททุกครั้ง นั่นเลยเป็นข้อเสียของอาจารย์คนนี้ มาตรงเวลาแต่ปล่อยเลท แต่ข้อดีของอาจารย์คนนี้คือ สอนสนุกและอธิบายให้นักศึกษาเข้าใจได้ในเวลาอันสั้น

          สำหรับนักศึกษาสาขาประวัติศาสตร์จะมีเรียนแค่วิชาเดียวในวันศุกร์ ทำให้พวกเขาไม่ค่อยเดือดร้อนมากนัก เพราะไม่ต้องไปวิ่งต่อแถวซื้อข้าวที่โรงอาหาร พวกเขาสามารถที่จะกลับบ้านหรือออกไปหาข้าวกินข้างนอกได้ตามสบาย

          “กลับบ้านกัน” อัยหันไปพูดกับสามคน

          “ป่ะ ๆ รีบเก็บของสิ” ตามเองก็รีบยัดหนังสือใส่กระเป๋า

          “กลับก่อนนะ สาว ๆ อาทิตย์หน้าเจอกัน” แมนกับสองเพื่อนซี้ของเขาเดินมาคุยกับพวกเวโรนิก้า

          “เจอกัน” ทั้งสี่คนก็ยกมือลาตอบกลับแมนไป

          “กลับบ้านดี ๆ นะครับ นาส” เอสพูดกับเวโรนิก้า

          “แหม แล้วพวกเราล่ะ” อัยพูดออกแนวแซว

          “ผมก็รวมอีกสามคนไปด้วยเหมือนกันแหละ” เอสบอก

          “เหรอ เชื่อก็ได้” รัณเองก็แอบยิ้มที่เอสพยายามเข้ามาจีบเวโรนิก้า

          หลังจากที่พวกเอสเดินออกจากห้องไปแล้ว พวกเวโรนิก้าก็เดินออกไป แต่ระหว่างทางเดิน รัณ ตาม และอัยก็ขอแยกไปเข้าห้องน้ำ เวโรนิก้าเลยถือโอกาสบอกลาทั้งสามคนตรงนั้น แล้วเธอก็เดินตรงไปยังลิฟต์ เมื่อถึงหน้าลิฟต์เธอก็ตัดสินใจที่จะเลือกเดินลงบันได เพราะลิฟต์เพิ่งผ่านชั้นที่เธออยู่ไป ระหว่างที่เธอเดินตรงไปที่บันไดเธอก็หยิบโทรศัพท์มาโทรหาบอรีส

          (สวัสดีครับ คุณหนู)

          “สวัสดีค่ะ บอรีส เลิกเรียนแล้วค่ะ มารับที่หน้าตึกได้ไหมคะ กำลังจะลงจากตึกเรียน”

          (ได้ครับ คุณหนู)

          จังหวะที่เวโรนิก้ากำลังจะก้าวลงบันไดนั้นเธอก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนมาแตะที่หลังของเธอ และเธอก็ถูกผลักลงมา เท้าที่ยังไม่ทันได้แตะกับขั้นบันไดทำให้เธอเสียหลักกลิ้งลงไปตามบันไดตั้งแต่ขั้นแรก

          “ช่วยด้วย! กรี๊ด” เวโรนิก้าร้องออกมา ร่างกายของเธอก็กระแทกกับขั้นบันไดจนเธอรู้สึกเจ็บไปทั้งตัว และเมื่อตกลงมาถึงพื้น หัวของเธอก็ไปกระแทกกับพื้นอย่างแรง

          (คุณหนู!! เกิดอะไรขึ้นครับ คุณหนู) บอรีสตะโกนถามมาแต่เวโรนิก้าเองก็ไม่มีแรงจะตอบ แค่จะประคองสติเอาไว้ก็แย่แล้ว

          …เจ็บจัง เจ็บ … เลือด…

          เวโรนิก้าเอามือแตะไปที่หัวบริเวณที่เธอรู้สึกเจ็บมากที่สุด พอเธอเอามือออกมาก็เห็นว่ามีเลือดติดอยู่ที่มือของเธอ ตอนนี้เธอเริ่มเวียนหัวกับกลิ่นเลือดของเธอแล้ว เธอพยายามยันตัวให้ยืนขึ้นช้า ๆ อย่างยากลำบาก เมื่อเธอยืนได้แล้วเธอก็หันไปมองข้างบนก็ไม่เห็นใครแล้ว เธอก้าวได้แค่ก้าวเดียวก็เซไปพิงกำแพง ทำให้เธอรู้สึกเจ็บขึ้นมาที่ไหล่

          … ทำไมล่ะ ทำไมเราถึงโดนผลักตกบันได เธอไปทำให้ใครเขาโกรธแค้นเหรอ นาส เธอไปมีศัตรูตั้งแต่เมื่อไหร่…

          “นั่นใครน่ะ!” เสียงที่คุ้นหูของเวโรนิก้าดังขึ้น “ยัยรัสเซีย!!!”

          … แองจี้เหรอ…

          “อย่าบอกนะว่าเธอซุ่มซ่ามเดินตกบันไดน่ะ” แองจี้รีบวิ่งลงบันไดมาหาเวโรนิก้า

          … ฉันไม่ได้ซุ่มซ่าม…

          “ตกมาอีท่าไหนยะเนี้ย เลือดท่วมเลยนะยะ” แองจี้ยังคงไม่หยุดพูด ถึงแม้ว่าเวโรนิก้าจะไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเลย

          … เลือดท่วมตรงไหนมิทราบ ไม่ไหวแล้ว สติมัน…

          “เดี๋ยวสิ!” แองจื้ที่เห็นว่าเวโรนิก้ากำลังจะหมดสติล้มลง เธอก็รีบเข้ามารับตัวเธอไว้

          … เธอเป็นคนยังไงกันแน่นะ แองจี้…

          และแล้วเวโรนิก้าก็หมดสติไปในอ้อมแขนของแองจี้

          “ยัยบ้านี่ เฮ้ ยัยรัสเซีย ยัยหน้าด้าน ยัยผู้หญิงขี้อ่อย นี่ ตื่นมาเถียงกับฉันก่อนสิ ตายรึยังเนี้ย” แองจี้เริ่มลนลานและทำอะไรไม่ถูก “เอาไงดีล่ะเนี้ย”

          แองจี้หันซ้ายหันขวาก็ยังไม่เจอใครสักคน เธอเอามือข้างที่ว่างไปอังบริเวณจมูกของเวโรนิก้า พอเธอรู้สึกถึงลมหายใจของเวโรนิก้าเธอก็โล่งใจขึ้นมา แองจี้ค่อย ๆ นั่งลงช้า ๆ และคอยประคองตัวเวโรนิก้าเอาไว้ เมื่อเธอนั่งในท่าที่ถนัดได้แล้ว เธอก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วโทรหาเอสทันที

          (สวัสดีครับ แองจี้)

          “เอส!!!!!” แองจี้ตะโกนชื่อเขา

          (เบา ๆ หน่อยสิครับ มีอะไรเปล่า ดูน้ำเสียงไม่ค่อยดีเลย ผมกำลังจะขึ้นรถกลับบ้านเลย)

          “อย่าเพิ่งกลับ มาที่ตึกเรียนก่อน”

          (ตกลงว่ามีอะไรหรือเปล่าครับ)

          “ยัยรัสเซียแย่แล้ว ยัยนี่ตกบันได เลือดออก หมดสติไปแล้ว!!”

          (ว่าไงนะ)

          “รีบมาเลยนะ ฉันอยู่ตรงบันไดระหว่างชั้นห้ากับชั้นสี่ฝั่งตะวันตก ตึกที่เรียนภาษาอังกฤษเมื่อกี้นะ” แองจี้วางสายแล้วมองไปที่เวโรนิก้า


          ทางด้านบอรีส

          หลังจากที่เขาได้ยินเวโรนิก้าร้องให้ช่วยและส่งเสียงร้อง เขาก็แทบจะบ้า เขารีบขึ้นรถแล้วขับไปยังมหาวิทยาลัยที่เวโรนิก้าอยู่ด้วยความเร็วที่ค่อนข้างสูง บอรีสใช้เวลาเพียงสิบนาทีในการเดินทางถึงหน้าตึกที่เขามาส่งเวโรนิก้าเมื่อเช้า

          บอรีสวิ่งวนรอบตึกชั้นล่างจนทั่ว เขาเปิดห้องทุกห้องเพื่อตรวจดู เป็นความสะเพร่าของเขาเองที่เมื่อเช้าไม่ได้ถามเวโรนิก้าว่าเรียนชั้นไหน บอรีสวิ่งขึ้นบันไดไปทีละชั้น และวนเปิดประตูทุกห้อง บอรีสเริ่มรู้สึกเหนื่อยหอบแต่เขาจะหยุดวิ่งไม่ได้ และเมื่อบอรีสวิ่งขึ้นไปถึงชั้นสี่ เขาก็ได้ยินเสียงผู้หญิงแว่ว ๆ ผ่านหู เขาเลยวิ่งไปตามเสียงนั้น

          “คุณหนู!!!” บอรีสยืนนิ่งเป็นหินเมื่อเห็นเวโรนิก้าในสภาพที่สลบและมีเลือดออกบริเวณศีรษะ

          “นายคือบอดี้การ์ดของยัยนี่นี่นา” แองจี้หันไปมองบอรีสที่เหงื่อชุ่มตัว

          บอรีสไม่ถามเรื่องราวใด ๆ จากแองจี้ทั้งสิ้น ในหัวของเขาตอนนี้คือการพาเวโรนิก้าไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เขาเข้ามาจับตัวเวโรนิก้าอย่างเบามือแล้วอุ้มเวโรนิก้าไว้ในอ้อมแขนแล้วรีบพาลงจากตึกไป เมื่อเขาลงมาถึงชั้นหนึ่งเหล่านักศึกษาและอาจารย์บางคนที่เดินอยู่ต่างก็ตกใจ บอรีสพาเวโรนิก้ามาถึงรถแล้วก็รีบจับตัวเวโรนิก้าให้เข้าไปนั่งในรถที่เบาะหลังและคุกเข่าลง

          “ขอโทษครับ คุณหนู ผมขอโทษ” บอรีสกำมือแน่น เขาโกรธตัวเองที่ปล่อยให้เกิดเรื่องนี้กับเวโรนิก้า

          เหล่านักศึกษาและอาจารย์ที่ตอนแรกนึกว่าบอรีสคือโจรลักพาตัว เมื่อเห็นภาพที่บอรีสคุกเข่าขอโทษ และเรียกเวโรนิก้าว่า คุณหนู ก็พอจะเข้าใจว่าบอรีสไม่ใช่คนร้าย บอรีสลุกขึ้นแล้วปิดประตูก่อนจะอ้อมไปขึ้นรถฝั่งคนขับแล้วขับออกไปทันที

          “เดี๋ยวสิ!” เอสที่วิ่งมาเห็นไกล ๆ ว่าบอรีสอุ้มเวโรนิก้าขึ้นรถ แต่เขามาไม่ทัน บอรีสขับรถออกไปแล้ว

          “เอส!” แองจี้ที่วิ่งตามบอรีสลงมาก็เห็นเอสยืนอยู่หน้าตึก

          “แองจี้ มันเกิดอะไรขึ้น” เอสถามอย่างร้อนรน “เมื่อกี้ผมเห็นบอรีสพานาสไปแล้ว”

          “ฉันก็ไม่รู้เรื่องทั้งหมดหรอก แค่ตอนกำลังจะเดินไปขึ้นลิฟต์ ละตอนที่เดินผ่านบันไดก็เห็นคนนอนอยู่ ตอนที่ฉันเดินลงไปดู คนนั้นก็ค่อย ๆ ลุกขึ้น ฉันถึงได้เห็นว่าเป็นยัยรัสเซียนั่น” แองจี้พูดไปหอบไป เพราะเธอเพิ่งวิ่งลงมาจากชั้นสี่

          “ใครเป็นคนทำเรื่องแบบนี้” เอสถามออกมาโดยไม่คาดหวังคำตอบ

          “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”

          “เลือดนี่” เอสชี้ไปที่คราบเลือดที่เสื้อของแองจี้

          “เลือดยัยนั่นแหละ รู้ตัวว่าไม่ไหวก็ยังจะลุกขึ้นมา ถ้าฉันรับเอาไว้ไม่ทัน ยัยนั่นก็หม่งพื้นอีกรอบแหง” แองจี้มองไปที่รอยเลือด “ให้ตายสิ ซักออกไหมเนี้ย”

          “โรงพยาบาล ไปโรงพยาบาลกัน” เอสพูดขึ้นมา “แต่ผมไม่ได้ขับรถมา ทำไงดี”

          “งั้นรออยู่นี่นะ เดี๋ยวฉันไปขับรถมารับ”

          เอสยืนรอแองจี้สักพัก แองจี้ก็ขับรถมาจอดตรงหน้าเอส เอสเลยรีบเปิดประตูแล้วเข้าไปนั่งทันที แองจี้เองก็ขับรถออกไป

          “ไปโรงพยาบาลไหนดีล่ะ” แองจี้ถามขณะที่เธอขับรถอยู่

          “ผมว่าไปโรงพยาบาลที่ใกล้กับที่นี่มากที่สุดดีกว่า” เอสเสนอความคิดเห็น

          “โอเค”


          ทางด้านของบอรีส

          “อย่าเป็นอะไรมากเลยนะครับคุณหนู” บอรีสพยายามมองเวโรนิก้าผ่านกระจกมองหลังตลอด และเขาพยายามขับรถให้นิ่มที่สุด จะได้ไม่กระแทกหรือโยกเยกไปมา

          บอรีสพอจะรู้ทางแถวนี้ดี เขาตรงไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ใช้เวลาสิบนาทีกว่า ๆ รถของบอรีสก็เลี้ยวเข้าไปในโรงพยาบาล

          “เป็นอะไรมาครับ” บุรุษพยาบาลเข้ามาถามหลังจากที่บอรีสจอดรถที่หน้าห้องฉุกเฉิน

0 ความคิดเห็น