Veronica C. รักไม่ได้ ไม่ใช่ไม่รัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 26 Views

  • 0 Comments

  • 2 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1

    Overall
    26

ตอนที่ 8 : 7 Free Time

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ม.ค. 62

Free Time

 

         หลังจากที่เวโรนิก้าออกจากโรงพยาบาลมาแล้ว บอรีสก็พาเธอกลับบ้าน ระหว่างทางที่อยู่บนรถ เวโรนิก้าก็เอาขนมปังที่เทียน่าซื้อให้ออกมากิน สำหรับเธอแล้ว ขนมปังที่เธอกำลังกินมันอยู่ท้องได้ไม่นาน อีกทั้งยังมีนมกล่องที่เธอยังไม่เคยเห็นมาก่อนอีก

            “คุณหนูอยากทานข้าวไหมคะ” เทียน่าถาม หลังจากที่เธอเห็นเวโรนิก้ามองไปที่ขนมปังอยู่นาน

            “เอาไว้ไปทานที่บ้านก็ได้ค่ะ” เวโรนิก้าตอบ เธอกัดขนมปังเข้าปากอีกหนึ่งคำ

            บอรีสขับรถมาถึงบ้านของตระกูลแคนเชลส์กี้ เขาจอดรถที่หน้าบ้านแล้วลงไปเปิดประตูให้เวโรนิก้า ส่วนพ่อบ้านแม่บ้านคนอื่น ๆ ที่ได้ยินเสียงรถเข้ามาจอดก็ออกมาต้อนรับเวนิก้ากันหมด เพราะทุกคนล้วนแต่เป็นห่วงเธอหลังจากที่ได้ข่าวว่าคุณหนูของพวกเขาเข้าโรงพยาบาล

            “ค่อย ๆ นะคะ คุณหนู” เทียน่าคอยดูเวโรนิก้าอย่างใกล้ชิด

            “ขอบคุณค่ะ” เวโรนิก้ายิ้มน้อย ๆ ให้เทียน่า

            “โรส” เทียน่าหันไปเรียกหนึ่งในแม่บ้าน

            “มีอะไรคะ” โรสวิ่งเข้ามาหาเทียน่า

            “เตรียมอาหารเช้าไว้แล้วใช่ไหม ยกมาเสิร์ฟเลย” เทียน่าบอก

            “ค่ะ” โรสพยักหน้าแล้วเดินกลับเข้าบ้านไปพร้อมกับแม่ครัวคนอื่น ๆ

            “เกิดอะไรขึ้นคะ น้ำอยากรู้ เล่าให้ฟังหน่อย” น้ำเข้ามาถามเวโรนิก้า แล้วเอามือไปแตะบริเวณเฝือกที่หุ้มแขนของเวโรนิก้า

            “ทำอะไรของเธอเนี้ย งานการมีก็ไปทำไป” เทียน่าปัดมือของน้ำออก ก่อนพาเวโรนิก้าเดินเข้าไปในบ้าน ทิ้งให้น้ำยืนอยู่คนเดียว

            “อะไรของป้าเนี้ย ชอบเข้ามายุ่งตลอด” น้ำมองตามหลังเทียน่าอย่างไม่พอใจ

             

            เมื่อเวโรนิก้าเดินเข้ามาในบ้านพร้อมกับเทียน่า เทียน่าก็บอกให้เวโรนิก้าเข้าไปรอที่โต๊ะรับประทานอาหาร ส่วนเธอก็ขอตัวไปช่วยแม่ครัวคนอื่น ๆ เวโรนิก้าเดินเข้ามานั่งตากแอร์เย็น ๆ ในห้องรับประทานอาหาร โชคดีที่เธอถนัดทั้งซ้ายและขวา ถ้าเธอถนัดแต่ข้างขวา การใช้ชีวิตของเธอในช่วงที่ต้องใส่เฝือกนี่ดูท่าจะลำบากไม่น้อย

            “ว่าแต่ คุณหนูไปโดนอะไรมาเหรอคะ” เสียงของน้ำมาขัดอารมณ์ของเวโรนิก้า

            “เข้ามาทำไม” เวโรนิก้าถามอย่างระงับอารมณ์

            “ก็เข้ามาถามว่าคุณหนูไปโดนอะไรมาไงคะ เมื่อกี้ไม่ยินเหรอ” ท่าทางของน้ำยิ่งทำให้เวโรนิก้าหงุดหงิดหนักกว่าเดิม

            “แล้วฉันจำเป็นต้องตอบเธอไหม” เวโรนิก้าพูดโดยที่ไม่หันไปมองหน้าแม่บ้านคนนี้

            “อ้าว ถามแปลก ๆ น้ำถาม คุณหนูก็ต้องตอบสิคะ มันเป็นมารยาทที่ดี” คำพูดของน้ำทำให้เวโรนิก้าเผลอใช้มือข้างซ้ายตบลงไปบนโต๊ะอาหารอย่างแรง จนเทียน่าและแม่บ้านคนอื่นที่อยู่ในครัวตกใจ

            “เกิดอะไรขึ้นคะ คุณหนู” เทียน่าตกใจนึกว่าเวโรนิก้าล้ม แต่พอเธอเข้ามาเห็นน้ำเธอก็ถอนหายใจออกมา “เธอมาก่อเรื่องอะไรอีก”

            “อย่ามาใส่ร้ายฉันนะ ยัยป้านี่” น้ำสวนกลับไปอย่างไม่เกรงใจเทียน่า

            “ฟังฉันนะ น้ำ” เวโรนิก้าลุกขึ้นยืนแล้วเอามือซ้ายกดไปที่ไหล่ขวาของน้ำพร้อมกับออกแรงกดจนน้ำทรุดลงไปนั่งกองอยู่บนพื้น

            “คุณหนูจะทำอะไรอ่า” น้ำเงยหน้าขึ้นมามองเวโรนิก้าอย่างไม่พอใจ

            “ฉันรู้ว่าเธอโง่ดักดานมากแค่ไหน” เวโรนิก้าชี้ไปที่หน้าของน้ำ

            “มากไปแล้วนะ” น้ำโมโหที่ถูกด่าว่าโง่

            “หุบปาก!” เพียงคำสั้น ๆ บวกด้วยน้ำเสียงที่ดุดันทำให้น้ำไม่กล้าพูดอะไรต่อ

            “ฉันยังพูดไม่จบ อย่ามาพูดแทรก ฉันจะพูดครั้งนี้อีกแค่ครั้งเดียว แล้วฉันจะไม่พูดอีก หัดจำใส่สมองเอาไว้บ้างว่าเธอคือแม่บ้าน ฉันคือเจ้านาย อย่ามาทำตัวไร้มารยาทกับฉัน ฉันเกลียดคนที่มีนิสัยอย่างเธอมากที่สุด ทั้งสาระแน ทั้งไม่มีมารยาท” เวโรนิก้าเหลืออดแล้วจริง ๆ

            “น้ำก็แค่ถามเพราะความเป็นห่วง น้ำผิดตรงไหน” น้ำเถียง

            “เธออย่าคิดว่าฉันจะโง่เหมือนเธอสิ ฉันแยกแยะออกว่าการถามเพราะห่วง กับถามเพราะอยากสอดรู้สอดเห็นมันเป็นยังไง” คำพูดของเวโรนิก้าตอกหน้าน้ำได้จัง ๆ

            น้ำนั่งนิ่งไป

            “ฉันเตือนเธอไปหลายครั้งแล้วนะ น้ำ เรื่องการสอดรู้สอดเห็นของเธอ” เทียน่าบอก

            “หลังจากนี้ เธอห้ามมายุ่งวุ่นวายกับฉัน ถ้าฉันไม่ได้เรียกหาเธอ และถ้าเธอยังไม่สำนึกและยังมาตามรังควาญฉันอีก ฉันจะไล่เธออก” เวโรนิก้ายื่นคำขาดกับน้ำ ซึงทำให้น้ำหน้าซีด เธอไม่อยากออกจากบ้านหลังนี้ เพราะไม่มีบ้านหลังไหนให้ค่าจ้างแม่บ้านสูงเท่าบ้านหลังนี้แล้ว

            เวโรนิก้าเริ่มหมดอารมณ์อยากอาหาร แต่เธอเห็นว่าเหล่าแม่บ้านเตรียมไว้แล้ว เธอเองก็ไม่อยากจะปฏิเสธ เลยจำเป็นต้องอยู่ทานอาหาร วันนี้อาหารมีเพียงไม่กี่อย่าง ซึ่งเวโรนิก้าก็โอเคกับมันมาก เพราะถ้ามีหลายอย่างแบบคราวก่อน ๆ เธอทานไม่หมด และเธอมองว่ามันสิ้นเปลืองด้วย

            เมื่อเวโรนิก้าทานข้าวจนพออิ่มแล้ว เธอก็เดินออกไปจากห้องอาหารและตรงขึ้นไปชั้นสองของบ้าน การที่ต้องแบกเฝือกไปไหนมาไหนตลอดมันไม่ได้ทำให้เธอสะดวกสบายเลยสักนิด เธอเปิดเข้าไปในห้องนอนของอนาสตาเซียที่เธอใช้อยู่ เธอก็เดินลงไปที่เตียงทันที จะให้อ่านหนังสือก็ไม่ถนัด แล้วหลังจากนี้อีกหนึ่งสัปดาห์เธอจะทำอะไรได้บ้าง

 

            เช้าวันจันทร์

            เวโรนิก้าตื่นสายกว่าปกติ เพราะเธอไม่สะดวกถ้าจะต้องตื่นมาออกกำลังกายแต่เช้า เธอเข้าไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำร่วมครึ่งชั่วโมง และแต่งตัวด้วยชุดนักศึกษา ก่อนหน้านี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ เธอก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องทำให้เธอเบื่อ วันนี้เธอเลยค่อนข้างที่จะแอคทีฟเป็นพิเศษเพราะเธออยากออกไปข้างนอกบ้าง ส่วนการแต่งตัวนั้นก็ค่อนข้างลำบากเล็กน้อยเพราะมีเฝือกดามแขนอยู่ แต่ก็ไม่ลำบากเท่าไหร่

            สำหรับอาหารเช้านั้น เธอบอกกับเทียน่าไว้แล้วว่าให้เตรียมไว้ก่อน ถ้าเธอพร้อมเธอจะลงมาทานข้าวเอง พวกเทียน่าจะได้ไม่ต้องรอ วันนี้ก็เช่นกัน เธอเดินเข้ามาในห้องรับประทานอาหารแล้วก็ทานอาหารเช้าไปเรื่อย ๆ จนเธอรู้สึกพออิ่มท้องเธอก็วางช้อนและส้อมลง และดื่มน้ำ

            “ตายแล้ว คุณหนู” เทียน่าเดินเข้ามาในห้องรับประทานอาหารหลังจากที่ได้เวลาเก็บโต๊ะ

            “มีอะไรเหรอคะ” เวโรนิก้าถาม

            “ไม่ได้นะคะ คุณหนู คุณหนูต้องพักผ่อน ไม่ต้องไปเรียนค่ะ”

            “ไม่ค่ะ ฉันเบื่ออยู่บ้านแล้ว เสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมาฉันก็รู้สึกหน่ายสุด ๆ” เวโรนิก้าส่ายหัว

            “ยังไงก็ไม่ได้ค่ะ ดิฉันให้บอรีสส่งเอกสารแนบใบรับรองแพทย์ไปทางสาขาที่คุณหนูเรียนแล้ว เพราะฉะนั้น จนกว่าจะเอาเฝือกออก คุณหนูต้องพักผ่อนอยู่ที่บ้านค่ะ” คำพูดของเทียน่าทำเอาเวโรนิก้าถอนหายใจออกมา

            “แต่นอนอยู่เฉย ๆ มันเบื่อนะคะ เทียน่า”

            “ดูหนังไงคะ คุณหนูนอนดูหนังไปก็ได้ สะดวกกว่าการอ่านหนังสืออีกนะคะ” เทียน่าพยายามหาทางคลายความเบื่อให้เวโรนิก้า

            “แต่ฉันไม่ชอบดูหนังนี่นา”

            “ก็ลองเปิดใจสิคะ หนังบางเรื่องก็ไม่ได้ไร้สาระนะคะ หรือถ้ายังไม่โอเคกับมัน คุณหนูก็ดูสารคดีได้นะคะ มีประโยชน์แถมได้ความรู้ด้วย”

            “ก็ได้ค่ะ” เวโรนิก้ายอมจำนน เพราะเธอเห็นว่าเทียน่าเป็นห่วงเธอจริง ๆ เธอเลยไม่อยากจะขัด แต่พอนึกว่าจะต้องอยู่บ้านไปอีกห้าวันก็ทำให้เธอถอนหายใจออกมาอีกรอบ

 

            08:55 . มหาวิทยาลัย

            วันนี้สาขาของอนาสตาเซียมีเรียนตอนเก้าโมงเช้าถึงเที่ยง แต่ตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่ห้านาทีก็จะเข้าเวลาเรียน เอสที่ยืนรอเวโรนิก้าอยู่หน้าตึกยังไม่เห็นวี่แววของเวโรนิก้าเลย ปกติบอรีสจะมาส่งเธอก่อนเข้าคลาสครึ่งชั่วโมง แต่ทำไมวันนี้ถึงได้มาช้าแบบนี้

            “เอาไงดี” เอสมองไปที่โทรศัพท์มือถือของเขา หน้าจอที่กำลังสว่างอยู่นั้นอยู่ในหน้าของรายชื่อโทรออก และเขาพิมพ์ชื่อว่า นาส เพียงแค่เขากดปุ่มโทรออกก็จะได้คุยกับเธอ และถามว่าตอนนี้ถึงไหนแล้ว แต่เขาก็ยังไม่กล้า เขาอุตส่าห์ขอเบอร์โทรของเธอจากบอรีสมาแล้วแท้ ๆ

            สุดท้ายเอสก็เดินขึ้นตึกเรียนไปเพราะเขาไม่อยากจะเข้าเลท วิชานี้เช็คชื่อตรงเวลา เขาไม่อยากโดนเช็คว่าสาย แต่ขณะที่เขากำลังจะเดินไปกดลิฟต์ เขาก็เจอกับบอรีส

            “สวัสดีครับ คุณบอรีส” เอสกล่าวทักทาย

            “สวัสดี เอส” บอรีสทักกลับ

            “นาสขึ้นไปบนห้องเรียนแล้วเหรอครับ” เอสถาม

            “อ้อ เปล่าหรอก วันนี้ผมมายื่นใบลากับใบรับรองแพทย์ให้คุณหนูน่ะ”

            “นาส ลาเหรอครับ เป็นอะไรมากหรือเปล่า” เอสเป็นห่วง

            “ไม่เป็นอะไรมากหรอก ผมแค่อยากให้คุณหนูได้พักผ่อนให้เต็มที่ อาทิตย์หน้าหลังจากถอดเฝือกนั่นแหละ คุณหนูถึงจะกลับมาเรียน” บอรีสบอก “ขอตัวก่อนนะ”

            “ครับ” เอสพยักหน้า 

           

            เอส ขึ้นมาเรียนได้ทันก่อนที่อาจารย์ประจำวิชาจะเข้าคลาส ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือยังไง แต่วันนี้อาจารย์เข้าสอนเลท เขาเดินไปบอกพวกรัณว่าวันนี้นาสไม่มาเรียน จะมาเรียนอีกทีอาทิตย์หน้า พวกรัณเองที่มารู้ทีหลังก็ตกใจ คิดว่านาสเป็นอะไรร้ายแรง แต่เอสก็บอกไปว่านาสไม่เป็นอะไรร้ายแรง แค่อยากพักผ่อนรอให้เอาเฝือกออกก่อนค่อยกลับมาเรียน พวกรัณเองเลยโล่งอก

            เมื่ออาจารย์สอนเสร็จแล้ว เอสก็เดินเข้าไปหาแองจี้

            “แองจี้ ผมมีเรื่องอยากจะคุยด้วยน่ะ”

            “จะบอกรักฉันเหรอ ฉันยังไม่เตรียมใจเลย” แองจี้บิดตัวไปมา

            “ผมอยากจะคุยเรื่องของนาสน่ะ”

            แองจี้ที่ได้ยินแบบนั้นถึงกับหุบยิ้มลงทันที

            “มีเรื่องอะไรเหรอ เอส” รัณที่ได้ยินก็เข้ามาถาม

            “ที่นาสตกบันได ไม่น่าจะใช่อุบัติเหตุ”

            คำพูดของเอสสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนที่ได้ยิน พวกรัณเลยขอพูดคุยถึงเรื่องนี้ด้วย เลยกลายเป็นว่าทั้งกลุ่มเอส กลุ่มแองจี้ และพวกรัณพากันไปคุยกันที่ร้านคาเฟ่ใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัย

            “ที่นายพูดเมื่อกี้ ช่วยอธิบายที” รัณเป็นคนเปิดประเด็นหลังจากที่เข้ามาสั่งของกินเล่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            เนื่องจากว่าพวกเขามากันหลายคน ได้แก่ เอส แมน บัส แองจี้ มิน เมย์ รัณ อัย และตาม พวกเขาเลยเลือกนั่งริมกำแพงที่เป็นโซฟายาว และลากโต๊ะสองโต๊ะมาต่อกัน

            “เมื่อวันเสาร์ ผมได้ไปเยี่ยมนาสที่โรงพยาบาลมา แล้วได้คุยกับนาสถึงเรื่องที่เกิดขึ้น นาสบอกว่าไม่ได้ก้าวพลาด แต่มีคนผลัก” เอสบอก

            “แน่ใจแล้วเหรอ” อัยถาม พลางตักเค้กใส่ปาก

            “นาสยืนยันแบบนั้น ก็คงต้องเชื่อแหละ” เอสพูด “แล้วเรื่องนี้ก็ไม่ธรรมดาแล้ว”

            “ไม่ธรรมดายังไงวะ” แมนที่นั่งใกล้ ๆ เอสถาม

            “ฉันคิดว่านาสกำลังถูกใครสักคนจ้องจะทำร้ายอยู่ คราวก่อนก็โดนผู้ชายแปลกหน้าลักพาตัวไปข่มขืน แล้วมาตอนนี้ก็ถูกผลักตกบันไดอีก”

            หลังจากที่เอสพูดจบก็เกิดความเงียบขึ้น ไม่มีใครสักคนเอ่ยปากออกมาเลย

            “ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน” เมย์เองที่เห็นว่าทุกคนเริ่มพูดอะไรไม่ออกเลยพูดขึ้นมา เธอเองคิดว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุ

            “เดี๋ยวสิยะ เมย์ ทำไมแกดูมั่นใจจัง” มินหันไปมองเมย์

            “เมื่อวันศุกร์หลังจากที่ฉัน แองจี้ แล้วก็มินนี่เดินออกมาจากห้องก็แวะเข้าห้องน้ำใกล้ ๆ บันได แองจี้เดินออกมาจากห้องน้ำก่อนฉัน เพราะตอนฉันออกมาก็ไม่เห็นใครในห้องน้ำแล้ว ตอนที่ฉันเดินออกมาก็มองหาแองจี้กับมินนี่ว่าอยู่ไหน ก็มีคนใส่หน้ากากไอ้โม่งวิ่งมาชนกับฉัน ดูเหมือนรีบ ๆ ยังไงไม่รู้ ท่าทางเหมือนวิ่งหนีอะไรมาสักอย่าง แล้วก็รีบวิ่งไปลงบันไดอีกฝั่ง แล้วตอนนั้นมินนี่ก็ออกมาจากห้องน้ำ” เมย์เล่า

            “เออใช่ ตอนนั้นฉันเดินออกมาก็เห็นเมย์ยืนทำหน้าเหวอ ๆ อยู่” มินพูดเสริมขึ้น

            “แล้วไงต่อ เมย์” เอสถาม

            “หลังจากนั้นฉันกับมินนี่ก็หาแองจี้ว่าไปอยู่ที่ไหนหาทั้งชั้นก็ไม่เจอ ตะโกนเรียกชื่อก็ไม่มีเสียงขานรับ” เมย์เล่าต่อ

            “เดี๋ยวนะ นี่พวกเธอไม่ได้ยินเสียงอะไรตรงบันไดเลยเหรอ” ตามสงสัย

            “ไม่เลย เพราะพวกเราสามคนขึ้นไปเข้าห้องน้ำชั้นหก เพราะยัยแองจี้นี่แหละ เรื่องมาก” มินบอก

            “แองจี้” เอสหันไปมองแองจี้

            “อะไรเหรอ” แองจี้เงยหน้าขึ้นมามองเอส

            “เมื่อวันศุกร์ เธอไปเข้าห้องน้ำชั้นหก แล้วทำไมเธอถึงได้มาเจอนาสที่บันไดระหว่างชั้นห้ากับชั้นสี่” เอสถาม ตอนนี้เขาเริ่มสงสัยแองจี้แล้ว แองจี้ไปอยู่ตรงนั้นได้ยังไง

            “เดี๋ยวนะ มันหมายความว่ายังไงกัน ฉันงงไปหมดแล้ว” ตามพูด

            “เมื่อวันศุกร์ แองจี้อยู่กับนาสตอนที่นาสตกบันได แองจี้นี่แหละที่โทรมาหาผมแล้วบอกว่านาสตกบันได” เอสบอก ซึ่งนั่นก็ทำให้ทุกคนหันไปมองหน้าแองจี้

            “อย่างงี้นี่เอง” มินพูดขึ้นมา

            “ยังไงเหรอมินนี่” รัณหันไปถาม

            “ก็ตอนที่ฉันกับเมย์เดินหาทั่วชั้นหกแล้วไม่เจอแองจี้ก็เลยลงลิฟต์มาชั้นล่าง แล้วก็เจอแองจี้วิ่งหน้าตาตื่นไปที่ลานจอดรถ แถมที่เสื้อก็เปื้อนเลือดเต็มเลย” คำพูดของมินทำให้ตอนนี้แองจี้กลายเป็นผู้ต้องสงสัยไปแล้ว

            “แองจี้ ผมว่าถึงคราวที่แองจี้ต้องบอกความจริงกับพวกเราแล้วแหละ” เอสหันไปมองหน้าแองจี้

            วันนี้แองจี้ดูแปลกไปจริง ๆ เธอไม่ค่อยพูดจา ขนาดที่คุยเรื่องของอนาสตาเซียอยู่ แองจี้ก็ไม่พูดขัดหรือโวยวายอะไรออกมาเลย ปกติเธอจะต้องมีการพูดจาแขวะหรือพูดจากระแทกแดกดันอนาสตาเซียสารพัดไปแล้ว

            “ความจริงอะไร” แองจี้ถามกลับ

            “นาส เขาบอกกับผมอย่างมั่นใจเลยนะ ว่าเธอไม่ใช่คนที่ผลักเขา แล้วก็บอกด้วยว่าคนที่เข้ามาช่วยประคองเธอไม่ให้ล้มไป ไม่มีทางที่จะคิดร้ายกับเธอ นาส เขาเชื่อสนิทใจว่าเธอบริสุทธิ์นะ แองจี้” เอสเองก็อยากจะเชื่อในสิ่งที่เวโรนิก้าบอก แต่ท่าทางของแองจี้มันไม่สามารถทำให้คิดแบบนั้นได้เลย

            “ยัยรัสเซียนั่น พูดบ้าอะไรแบบนั้นเป็นด้วยเหรอ” แองจี้พึมพำออกมา แต่ก็พอที่จะทำให้ทุกคนได้ยิน

            “ถ้าเธอไม่ได้ทำก็ช่วยบอกมาเถอะ ตอนนี้ฉันอยากรู้มากนะว่าวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้น” รัณเองก็พยายามเค้นหาความจริงจากแองจี้

            “ฉันไม่รู้” แองจี้บอกมาแบบนั้น

            “นี่ยัยแองจี้ เธอก็บอกพวกเรามาสิยะว่าเธอไม่ได้ทำ พวกเราจะได้ช่วยกันตามหาคนร้าย” มินรู้สึกเป็นห่วงแองจี้ เพราะถ้าขืนปล่อยไว้แบบนี้ ทุกคนจะเข้าใจแองจี้ผิด

            “นี่ทุกคน ฉันถามอะไรหน่อยสิ” แองจี้มองไปหาทุกคน “ถ้าทุกคนเป็นฉัน ทุกคนจะรู้สึกยังไง ฉันเป็นคนช่วยยัยรัสเซียนั่นแท้ ๆ แต่ทุกคนก็มาสงสัยว่าฉันเป็นร้าย มันตลกมากเลยเนอะ ตอนนี้กลับกลายเป็นว่ามียัยรัสเซียนั่นที่เชื่อว่าฉันไม่ได้ทำ”

            ทุกคนนิ่งเงียบไป

            “ที่ฉันบอกว่าไม่รู้ หมายถึงฉันไม่รู้ว่ายัยรัสเซียลงไปกองอยู่ที่บันไดได้ยังไง แล้วทำไมฉันถึงไปอยู่ตรงนั้นน่ะเหรอ นี่ไง” แองจี้หยิบโทรศัพท์มือถือของเธอมาวางให้ทุกคนดู

            ทุกคนมองไปที่โทรศัพท์มือถือของแองจี้ ที่หน้าจอมีรอยร้าวอยู่ทั่วเลย และเมื่อทุกคนเอามือไปสัมผัสก็ตกใจ เพราะมันไม่ใช่ฟิล์มลายกระจกร้าวแต่อย่างใด แต่หน้าจอโทรศัพท์มือถือของแองจี้ร้าวจริง ๆ

            “ฉันออกมาจากห้องน้ำก่อน และรอได้สักพักเมย์กับมินนี่ก็ไม่ออกมาสักที เลยหยิบโทรศัพท์มายืนเล่นแถว ๆ บันได แล้วโทรศัพท์ฉันมันก็ตกลงไปตรงช่องที่ราวบันไดแล้วไปกระแทกกับบันได มันกลิ้งลงไปที่ชั้นห้า ฉันก็วิ่งลงไปเอาก็แค่นั้น ตอนนั้นแหละที่ฉันเห็นคนนอนอยู่ที่พื้นบันไดระหว่างชั้นสี่กับชั้นห้า พอลงไปดูก็เห็นว่าเป็นยัยรัสเซียนั่น หลังจากนั้นก็ตามที่พวกเธอรู้จากที่เอสเล่าแหละ พอใจรึยัง”

            แองจี้รู้สึกหงุดหงิดมาก ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ชอบขี้หน้าของเวโรนิก้าก็ตาม ถึงแม้ว่าเธออยากจะเข้าไปตบเวโรนิก้าสักสี่ห้าทีที่เจอ  แต่เธอก็ได้แค่จินตนาการและไม่คิดจะลงมือทำจริง ๆ ส่วนไอ้เรื่องลอบกัดกันแบบนี้ มันไม่ใช่นิสัยของเธอเลย เธอแค่เข้าไปช่วยเหลือคนคนหนึ่งที่กำลังจะหมดสติ แต่ถูกหาว่าเป็นคนร้ายซะงั้น ตลกเกินไปแล้ว

            “จริงเหรอ” บัสถาม

            “โอเค! ฉันเองแหละ  ฉันเป็นคนผลักยัยรัสเซียจนตกบันได สมน้ำหน้ามันไหมล่ะ ตอนแรกก็นึกว่าจะตาย ๆ ไปซะ โชคดีเกินไปแล้วที่ยังรอดมาได้ แต่คราวหน้าไม่รอดแน่!” แองจี้ล้วงกระเป๋าและหยิบเงินออกมาวางที่โต๊ะก่อนจะลุกพรวดออกจากร้านไป

            “แองจี้ เดี๋ยวก่อน” เอสตะโกนเรียกแองจี้ แต่เธอไม่สนใจแล้ว

            “ให้ตายสิ รู้สึกตกใจเหมือนกันนะ ประโยคที่ยัยนั่นพูดเมื่อกี้” รัณถอนหายใจออกมา และนั่นก็ทำให้เธอรู้สึกว่า แองจี้ไม่ได้เป็นคนร้ายแน่ ๆ

            “พวกเราคงต้องไปขอโทษแองจี้แล้วแหละ ตอนเรียนช่วงบ่าย” เอสเองก้รู้ผิดต่อแองจี้ เขาไม่น่าไปสงสัยแองจี้เลย ทั้ง ๆ ที่วันเกิดเหตุเขาก็รู้สึกถึงความเป็นห่วงของแองจี้ที่มีต่อเวโรนิก้า แล้วทำไมยังไปสงสัยแองจี้ได้กันนะ

 

            เมื่อเวลาเรียนคาบบ่ายมาถึง ทุกคนก็เข้าคลาสเรียนกันตามปกติ แต่ที่ผิดปกติก็คือ แองจี้หายไป เธอไม่ได้เข้ามาเรียน มินและเมย์ต่างก็สลับกันโทรหา แต่แองจี้ไม่รับโทรศัพท์เลย ขนาดเอสเป็นฝ่ายโทรไปแองจี้ก็ยังคงไม่รับสาย เอสเลยส่งข้อความไปหาแองจี้

            วันพุธ แองจี้ก็ยังคงไม่มาเรียนอีกตามเคย อีกทั้งยังติดต่อไม่ได้ จนตอนนี้ทุกคนในกลุ่มต่างก็เป็นห่วงว่าแองจี้เป็นอะไรไปหรือเปล่า เอสเองก็ส่งข้อความไปหาแองจี้อีกครั้ง วันนี้มีเรียนแค่ครึ่งวัน ช่วงบ่ายจะเป็นช่วงเวลาที่ว่างสำหรับพวกเขา และวันนี้นี่เองที่เขาตัดสินใจจะไปเยี่ยมเวโรนิก้าที่บ้านของเธอ

            เอสอ่านไปที่ข้อความในกระดาษที่บอรีสเขียนไว้ให้ มันเป็นชื่อบ้านเลขที่ของบ้านแคนเชลส์กี้ ตอนแรกเขาก็คิดอยู่นานว่าจะไปทางไหน เพราะเขาเองก็ไม่ค่อยคุ้นชินกับถนนหนทางเท่าไหร่ เขาเลยไม่ชอบที่จะขับรถมาเรียน

            เอสพลิกกลับไปอีกด้านก็เห็นว่ามีข้อความเขียนอยู่ เขายิ้มออกมากับความฉลาดของบอรีส เพราะในข้อความพวกนี้มีเขียนอธิบายไว้หมดว่า ถ้าเริ่มเดินทางจากมหาวิทยาลัย สามารถไปบ้านแคนเชลส์กี้ด้วยรถประจำทางสายอะไรบ้าง เอสไม่รอช้า เขาเดินไปรอรถที่ป้ายรถเมล์ทันที

            เอสใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงในการเดินทางมาถึงบ้านแคนเชลส์กี้ เขาต้องต่อรถถึงสามสายด้วยกันกว่าจะมาถึง ทำให้เสียเวลารอรถไปมากพอสมควร แต่พอเขามาถึงเขาก็ต้องตกตะลึงในความใหญ่โตของบ้านแคนเชลส์กี้

            ปริ๊น!

            เสียงแตรรถเรียกให้เอสหันหลังกลับไป

            “มาหาคุณหนูเหรอ” บอรีสเปิดกระจกข้างลงแล้วยื่นหน้าออกมาถามเอส

            “สวัสดีครับ คุณบอรีส” เอสยกมือไหว้บอรีสเป็นอันดับแรก “ใช่ครับ สะดวกไหมครับ”

            “ขึ้นมาสิ เอส”

            “ขอบคุณครับ”

            บอรีสพาเอสเข้ามาในบ้านแคนเชลส์กี้ ก่อนจะถึงตัวบ้านมีพื้นที่และสวนหน้าบ้านที่กว้างใหญ่มาก เอสชื่นชมและดื่มด่ำอยู่กับสวนที่สวยงามภายในรั้วบ้านหลังนี้จนกระทั่งรถมาจอดที่โรงจอดรถของบ้าน

            “ฝากนี่หน่อยสิ” บอรีสยื่นถุงส้มไปให้เอส

            “ส้ม” เอสยิ้มออกมา เพราะส้มคือผลไม้ที่เขาชื่นชอบมากที่สุด

            “คุณหนูอยากทานน่ะ ยังไงนายก็จะมาเยี่ยมแล้ว ก็ฝากเอาไปให้คุณหนูก็แล้วกันนะ” บอรีสวาน

            “จะดีเหรอครับ”

            “ดีสิ เข้าไปในบ้านก็เจอเทียน่าแล้ว เคยเจอกันที่โรงพยาบาลแล้วไม่ใช่เหรอ”

            “ก็ใช่ครับ” เอสพยักหน้า

            “งั้นก็ฝากด้วยนะ” บอรีสตบไปที่บ่าของเอสเบา ๆ

            เอสออกมายืนหน้าประตูบ้านพร้อมกับถุงส้มที่อยู่ในมือ เขาตัดสินใจเปิดประตูบานใหญ่หน้าบ้านเข้าไป ความเย็นจากแอร์ในบ้านก็เข้ามาปะทะตัวของเขาโดยที่เขาไม่คิดมาก่อนว่าบ้านหลังนี้จะติดแอร์ทั้งหลัง และก็เหมือนที่บอรีสบอกเอาไว้จริง ๆ เมื่อเขาเข้ามาในบ้านเขาก็เห็นเทียน่า

            “อ้าว เอส ใช่ไหม” เทียน่าเข้ามาหาเอส

            “สวัสดีครับ คุณเทียน่า ผมมาเยี่ยม นาส ครับ” เอสบอกจุดประสงค์

            “ใครพาเข้ามาเหรอ” เทียน่าถาม แต่พอเธอเหนถุงส้มในมือของเอสก็เข้าใจทันที “บอรีสสินะ”

            “ใช่ครับ ทำไมคุณเทียน่าถึงรู้ล่ะครับ” เอสสงสัย

            “ก็ถุงส้มในมือของเธอไง” เทียน่าชี้ไปที่ถุงส้มที่เอสถืออยู่

            “แบบนี้นี่เอง” เอสยิ้มออกมา และนั่นก็ทำให้เทียน่าหลงใหลในความน่ารักน่าเอ็นดูของเอส

            “คุณหนูอยู่บนห้อง ขึ้นไปได้เลยนะ บันไดอยู่ตรงนั้น” เทียน่าชี้ไปที่บันได

            “จะดีเหรอครับ”

            “ดีสิ” เทียน่าพยักหน้าและยิ้มให้

            “งั้นขอตัวนะครับ” เอสยิ้มกลับและก้มหัวให้เล็กน้อยก่อนจะเดินตรงไปที่บันได

            “จะดีเหรอที่ให้เขาขึ้นไปแบบนั้น” บอรีสที่เห็นว่าเทียน่าให้เอสขึ้นไปข้างบนเลยสงสัย

            “ฉันอยากจะทดสอบอะไรบางอย่าง” เทียน่าหันไปบอก “บางที อาจจะทดสอบแบบเดียวกับที่เธอทดสอบเขาก็ได้นะ”

            “รู้ด้วยเหรอครับ” บอรีสยิ้มออกมาเมื่อเทียน่ารู้ทันเขา

            ทั้งสองคนยืนอยู่ที่เดิมได้ไม่ถึงห้านาที เขาก็เห็นเอสเดินถือถุงส้มลงมาข้างล่างพร้อมกับเวโรนิก้าที่เดินตามหลังลงมา บอรีสและเทียน่าที่เห็นแบบนั้นก็ยิ้มออกมา

            “ผู้ชายคนนี้ไว้ใจได้จริง ๆ” เทียน่ารู้สึกโล่งใจ

            “นั่นสิครับ” บอรีสเองก็คิดแบบนั้น

 

            วันจันทร์ที่ xx เดือน xx .. xxxx

         พวกเราขอโทษนะ แองจี้ ที่พวกเราสงสัยเธอ ยกโทษให้พวกเราเถอะนะ’ (13:25 .)

         วันพุธที่ xx เดือน xx .. xxxx

         เป็นอะไรไปหรือเปล่า แองจี้’ (09:56 .)

 

            แองจี้มองไปที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือของเธอที่ไร้รอยร้าวใด ๆ ทั้งสิ้น เธออ่านข้อความที่เอสส่งมาแล้วเธอก็ถอนหายใจอย่างหน่าย ๆ ตอนนี้เธอกลับมาพักผ่อนที่บ้านของเธอที่ต่างจังหวัด และเธอก็ตั้งใจจะกลับไปเรียนวันจันทร์หลังจากที่เธอทำใจได้แล้ว

            เธอโกหก

            เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เธอไม่ได้ทำโทรศัพท์ตกจนหน้าจอแตกอย่างที่เธอเล่าให้พวกเอสฟัง จริง ๆ เธอก็ตั้งใจจะปกปิดความจริงที่เธอเห็นเอาไว้ ถ้าเอสไม่ยกเรื่องที่อนาสตาเซียถูกผลักตกบันไดมาพูดกับเธอ เธอก็คิดว่าจะปล่อยผ่านไปแล้วแท้ ๆ เพราะท้ายที่สุดอนาสตาเซียก็ปลอดภัย แต่เอสดันมาถามเธอทำให้เธอรู้สึกเครียด จนต้องโกหกออกไป

            โทรศัพท์ที่แองจี้หยิบมาให้ทุกคนดูเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา คือโทรศัพท์ของน้องชายเธอที่ฝากให้เธอเอาไปเคลมที่ศูนย์ ความจริงแล้วสิ่งที่เธอได้เห็นในช่วงเที่ยงของวันศุกร์

            เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาหลังจากที่เรียนเสร็จแล้ว ช่วงบ่ายไม่มีเรียนเธอก็ตั้งใจจะกลับบ้านเลย เพราะบ้านของเธออยู่ต่างจังหวัด พอเธอเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เธอเลยต้องมาเช่าหอพักอยู่ และตอนที่แยกย้ายกับพวกเอส เธอ มิน และเมย์ก็เดินเข้าไปในห้องน้ำ แต่ห้องน้ำชั้นห้าคนเต็ม

            “ยัยมินนี่ ออกมาเดี๋ยวนี้นะ” แองจี้ยืนตะโกนอยู่หน้าห้องน้ำชาย

            “ฉันอายนะ แองจี้” เมย์กระตุกแขนเสื้อแองจี้

            “ยัยมินนี่ ออกมา” แองจี้ไม่สนใจ

            “โอ้ย ฉันกำลังจะได้ปลดปล่อยของเสียแล้วเชียว ต้องรีบเก็บทุกอย่างเข้าที่แล้วออกมาเนี้ย” มินออกมาได้ก็บ่นแองจี้ทันที “แล้วนี่ยังไงยะ มาเรียกฉันทำไม”

            “ห้องน้ำหญิงเต็ม ไปชั้นหกกันเหอะ” แองจี้บอก

            “โอ๊ย ยัยบ้า แล้วแกมาเรียกฉันเพื่อ!” มินเท้าเอว

            “ก็ไปด้วยกันไงยะ” แองจี้บอก แล้วเดินตรงไปที่บันได

            ทั้งสามคนเดินขึ้นไปที่ชั้นหก ระหว่างที่กำลังจะก้าวขาขึ้นบันได แองจี้ก็เห็นว่าเวโรนิก้ากำลังเดินมา

            “น่าหมั่นไส้นัก ยัยรัสเซีย” แองจี้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิด

            “ไม่ชอบก็อย่าไปยุ่งสิ” เมย์หันไปมองเวโรนิก้าแล้วก็ดึงแองจี้ให้เดินขึ้นไปข้างบน เพราะกลัวว่าแองจี้จะเดินไปหาเรื่องเวโรนิก้าอีก

            “รีบ ๆ เลยนะยะ ของเสียของฉันมันจะทะลวงด่านออกมาแล้ว” มินรีบเดินขึ้นไปชั้นหกโดยที่ไม่รอแองจี้กับเมย์

            เมื่อแองจี้เข้าไปถ่ายเบาเสร็จเธอก็ล้างมือแล้วออกมาจากห้องน้ำ เธอยังไม่เห็นเมย์กับมิน เลยคิดจะไปแหย่เวโรนิก้าสักนิด ๆ หน่อย ๆ ก่อนกลับบ้าน เธอเลยเดินไปที่บันไดอีกฝั่งแล้วลงไปที่ชั้นห้า เธอแอบอยู่และค่อย ๆ ชะเง้อมาดูว่าเวโรนิก้าลงไปหรือยัง แล้วก็ตามคาด เธอเห็นเวโรนิก้ากำลังเดินไปที่บันไดฝั่งตรงข้ามกับเธอ

            นอกเหนือจากนั้น เธอเห็นคนที่เธอคุ้นหน้าคุ้นตา ยืนเกาะที่ระเบียงใกล้ ๆ กับบันได้ฝั่งที่เวโรนิก้ากำลังเดินไป และดูเหมือนเวโรนิก้าจะไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างด้วย เธอหยิบโทรศัพท์มือถือมาแนบหูและคุยกับใครบางคนอยู่ ใจจริงเธอก็สงสัยว่าคน ๆ นั้นมายืนเกาะระเบียงทำไม แต่เธอก็ไม่สนใจ

            ช่วงที่เธอตัดสินใจจะเดินเข้าไปหาเรื่องเวโรนิก้าให้มันรู้สึกกระชุ่มกระชวย เธอก็ต้องชะงักไป เมื่อเธอเห็นคน ๆ นั้นเดินตามเวโรนิก้าไป ด้วยกับความรู้สึกประหลาดบางอย่างในใจบอกให้เธอแอบดูอยู่ตรงนี้ จากนั้นไม่นานเธอก็ได้เห็นในสิ่งที่คาดไม่ถึง คน ๆ นั้นเข้าไปผลักเวโรนิก้าจนเวโรนิก้าหน้าทิ่มตกบันไดลงไป

            แองจี้หันกลับมาแล้วเอามือทั้งสองปิดปากแน่น หลังของเธอก็แนบชิดติดกับกำแพง หัวใจของเธอเต้นแรงมาก เธอรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอไม่คิดมาก่อนว่าคน ๆ นั้นจะเป็นคนผลักเวโรนิก้าตกบันได ท้ายที่สุดแล้วเธอก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และต้องทำเหมือนไม่เห็นอะไร เธอรีบกลับขึ้นไปชั้นหก แต่ระหว่างที่เธอขึ้นบันไดไป เธอได้ยินเสียงเมย์กับมินเรียกชื่อเธอ เธอยังไม่อยากเจอใครเลยสักคนตอนนี้ สติของเธอตอนนี้ไม่ปกติเลยสักนิด เธอเลยตัดสินใจหลบเพื่อนของเธอจนกระทั้งเธอมายืนอยู่ทางลงบันไดชั้นห้า และเธอเห็นเวโรนิก้านอนอยู่ข้างล่าง เธอเลยทำเหมือนกับว่าเธอเพิ่งมาเห็น

 

            “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน” แองจี้ที่นั่งคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันศุกร์พูดออกมาคนเดียว ตอนนี้เธอขอเวลาทำใจหน่อยก็แล้วกัน

            เรา เอส นาส มินนี่ เมย์ แมน บัส รัณ อัย ตาม

            เมื่อตัดชื่อของเรา เอส แล้วก็ยัยรัสเซียออกไป อีกเจ็ดคนที่เหลือ มีคนร้ายที่ผลักยัยรัสเซียตกบันไดอยู่

0 ความคิดเห็น