Veronica C. รักไม่ได้ ไม่ใช่ไม่รัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 32 Views

  • 0 Comments

  • 2 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    7

    Overall
    32

ตอนที่ 2 : 1 Veronica Canchelsky (Vake)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ม.ค. 62

Veronica Canchelsky (Vake)


           “นาส? ทำไม??”

           หมับ!

          อนาสตาเซียโผเข้ากอดเวโรนิก้าพี่สาวฝาแฝดของเธอทันทีที่เธอเจอหน้า เวโรนิก้าเองก็แปลกใจว่าทำไมอยู่ ๆ อนาสตาเซียถึงกลับมาที่รัสเซียเพราะตั้งแต่ที่น้องสาวฝาแฝดของเธอไปเรียนต่อที่ประเทศไทยมันก็เพิ่งจะผ่านมาสองเดือนกว่า ๆ เอง ยังไม่น่าจะปิดเทอมเร็วขนาดนั้น

          “นี่เธอร้องไห้เหรอ” เวโรนิก้ารู้สึกได้ถึงร่างกายที่สั่นเทาและเสียงสะอื้นเบา ๆ เธอผละอนาสตาเซียออกจากอ้อมกอด

          “เวก ฉันกลัว ฮือ” อนาสตาเซียปล่อยโฮออกมาจนเวโรนิก้าตกใจ นี่มันแปลกมาก ถึงปกติอนาสตาเซียจะขี้แยยังไงก็ตามแต่ครั้งนี้ก็แปลก มันต้องเกิดอะไรขึ้นบางอย่างที่ประเทศไทย ไม่งั้นอนาสตาเซียจะไม่กลับมาถึงรัสเซียกลางเทอมแบบนี้

          “ใจเย็น ๆ ก่อนนาส มันเกิดอะไรขึ้น” เวโรนิก้าเข้าไปจับไหล่ของอนาสตาเซียแล้วกดให้นั่งลงที่เตียง

          “ฉัน… ฉันโดนลักพาตัว ฮึก…” อนาสตาเซียพยายามเล่าแต่พอเธอนึกถึงเรื่องตอนนั้นเธอก็กอดตัวเองแน่นด้วยความกลัว “แล้วผู้ชายคนนั้น… ฮึก… พยายามจะข่มขืนฉัน ฮือ…”

          “ว่าไงนะ!” เหมือนมีฟ้าผ่าลงมาตรงหน้าเวโรนิก้า

          ปัง!

          เสียงประตูห้องของเวโรนิก้าถูกเปิดออกอย่างดัง และมีผู้ชายหน้าตาดีสองคนพุ่งพรวดเข้ามา

          “นาส!!! พี่นาส!!!!” ผู้ชายสองคนที่เข้ามาใหม่เรียกชื่ออนาสตาเซียด้วยเสียงที่ดัง

          “เบา ๆ หน่อยสิคะ มิค เวล” เวโรนิก้าหันไปพูดกับผู้ชายสองคนนั้น

          ผู้ชายร่างใหญ่คือพี่ชายคนโตของตระกูลแคนเชลส์กี้ ชื่อ มิคาอิล อายุ 21 ปี ห่างจากเวโรนิก้าและอนาสตาเซีย 3 ปี ตอนนี้เรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 4 และกำลังจะจบการศึกษาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หน้าตาหล่อ คม เข้ม ผมสีน้ำตาลอ่อน ดวงตาสีฟ้า

          ส่วนผู้ชายอีกคนคือน้องชายคนสุดท้องของตระกูลแคนเชลส์กี้ ชื่อ ฟาเวล อายุ 16 ปี ตอนนี้เรียนไฮสคูลอยู่เกรด 10 ที่โรงเรียนที่มีชื่อเสียงของรัสเซีย หน้าตาหล่อ หวาน น่ารัก ใครเห็นก็ต้องตกหลุมรัก ผมสีทองสว่าง กับดวงตาสีฟ้า

          “นาส เมื่อกี้ว่าไงนะ พี่หูฝาดไปรึเปล่า” มิคาอิลเดินเข้ามาหาอนาสตาเซียด้วยความเป็นห่วง

          “นี่พี่กำลังล้อพวกเราเล่นใช่ไหมครับ” ฟาเวลเองก็ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

          ก่อนหน้านี้มิคาอิลกับฟาเวลนั่งเล่นหมากรุกอยู่ที่ห้องโถงชั้นแรก แล้วเขาทั้งสองก็เห็นอนาสตาเซียวิ่งเข้ามาในบ้านผ่านพวกเขาไปแล้วขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาสองคนหันมามองหน้ากันเพราะรู้สึกแปลกใจ อนาสตาเซียไม่น่าจะอยู่ที่รัสเซียในตอนนี้ ด้วยความรู้สึกแปลก ๆ สองพี่น้องก็เลยเก็บกระดานหมากรุกแล้วรีบตามขึ้นไปข้างบน แล้วพอไปถึงห้องอนาสตาเซียก็ไม่เห็น พวกเขาเลยคิดว่าคงตาฝาด แต่ไหน ๆ ก็ขึ้นมาแล้วเลยกะจะไปถามเวโรนิก้า พอมาถึงหน้าห้องเวโรนิก้าพวกเขาทั้งสองก็ได้ยินอนาสตาเซียพูดว่าถูกข่มขืนเลยรีบเปิดประตูเข้าไป

          “นาส ตั้งสติ” เวโรนิก้านั่งลงข้าง ๆ อนาสตาเซียบนเตียง โดยมีมิคาอิลและฟาเวลนั่งคุกเข่าอยู่ข้างหน้า มือทั้งสองข้างของอนาสตาเซียถูกมือของมิคาอิลและฟาเวลกำเอาไว้

          อนาสตาเซียรวบรวมสติแล้วก็เริ่มเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับพี่น้องของเธอฟัง เริ่มตั้งแต่ที่เธอสอบวิชาสุดท้ายเสร็จจนกระทั่งเธอถูกโปะยาสลบแล้วโดนลักพาตัวไป สุดท้ายเธอก็โดนคนร้ายพยายามจะข่มขืน จนเธอคิดว่าจะไม่รอดแล้วก็มีผู้ชายอีกคนมาช่วยไว้ เวโรนิก้า มิคาอิล และฟาเวลต่างก็พากันถอนหายใจออกมาที่รู้ว่าอนาสตาเซียยังไม่เสียความบริสุทธิ์ให้กับคนเลว ๆ แบบนั้น

          “แล้วผู้ชายที่มาช่วยเป็นใครเหรอ” เวโรนิก้าถาม

          “ไม่รู้สิ ตอนนั้นฉันร้องไห้จนภาพมันพร่ามัวไปหมด รู้แค่ว่าเป็นผู้ชาย” อนาสตาเซียตอบ

          “ต้องขอบใจผู้ชายคนนั้นแล้วสินะ โล่งอกไป” มิคาอิลกำมือที่สั่นเทาของอนาสตาเซียเอาไว้แน่น

          “แล้วนี่พี่จะทำยังไงต่อเหรอ” ฟาเวลถาม “ที่โน้นยังไม่ปิดเทอมไม่ใช่เหรอครับ”

          “ไม่รู้สิ ตอนนี้พี่กลัวมาก แล้วก็ยังไม่พร้อมกลับไปด้วย” อนาสตาเซียที่อยู่ในคราบน้ำตาแบบนี้ทำให้หัวใจของทั้งสามคนพากันเศร้าหมอง ถึงอนาสตาเซียจะขี้แยแต่ก็เป็นคนร่าเริง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเขาสัมผัสได้ถึงความกลัวสุดขีดของอนาสตาเซีย

          “ลาออกไปเลยนาส แล้วก็กลับมาเรียนที่รัสเซีย” เวโรนิก้ารู้สึกโกรธมาก เธอไม่ชอบเห็นอนาสตาเซียเป็นแบบนี้ ตั้งแต่เด็ก ๆ เธออยู่กับอนาสตาเซียตลอดและจะคอยเป็นฝ่ายดูแลน้องสาวฝาแฝดของเธอ แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้เธอช่วยอะไรอนาสตาเซียไม่ได้เลย

          “เธอก็ใจเย็น ๆ หน่อยสิเวก นั่นไม่ใช่ทางแก้ปัญหานะ” มิคาอิลหันไปพูดกับเวโรนิก้า พลางคิดหาทางออกไปด้วย

          “ไม่ใช่ยังไงคะ ที่ที่อันตรายแบบนั้นยังจะให้นาสกลับไปอีกเหรอ” เวโรนิก้ายิงคำถามกลับไปหามิคาอิล

          “เธอพูดผิดแล้ว ไม่ใช่ที่ที่อันตราย แต่เป็นแค่คน ๆ เดียวต่างหาก มันต้องมีทางออกสิ”

          “ถ้าให้พี่เวกไปเป็นตัวแทนพี่นาสก่อนสักเดือนสองเดือนระหว่างรอให้พี่นาสกลับมาร่าเริง ผมก็ว่าน่าจะดีนะครับ” คำพูดของฟาเวลทำให้เกิดความเงียบขึ้นในห้อง

          “ฮึ ๆ ๆ ความคิดดีมากไอ้น้อง” มิคาอิลปล่อยจากมือของอนาสตาเซียแล้วมาทุบหลังฟาเวลพร้อมกับหัวเราะไปด้วย

          “ผมเจ็บนะ เบา ๆ หน่อยสิครับ” ฟาเวลหันไปทำหน้ามุ่ยใส่พี่ชายของเขา

          “ไม่!” เวโรนิก้ารีบปฏิเสธทันที “มันเรื่องอะไรที่เวกต้องไปที่แบบนั้นด้วย”

          “ถือว่าช่วยนาสไงเวก นาสจะได้ไม่ต้องลาออก มันเสียเวลาไปฟรี ๆ ตั้งหนึ่งปีเลยนะ” มิคาอิลพยายามจะเกลี้ยกล่อม

          “เอ่อ ทุกคน” อนาสตาเซียที่เห็นว่าเรื่องไปกันใหญ่แล้ว เลยพยายามที่จะพูดอะไรบางอย่าง แต่เธอไม่รู้จะพูดอะไร

          “นาส ตอนนี้เธออย่าเพิ่งพูดอะไร” มิคาอิลหันไปบอกกับอนาสตาเซียแล้วหันไปหาเวโรนิก้า “ฉันรู้นะ ว่าเธอเข้มแข็ง ไม่มีอะไรที่เธอทำไม่ได้ และตอนนี้ฉันอยากให้เธอทำเพื่อนาสสักครั้ง ได้ไหม”

          “ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้นนะคะ นาสเองก็มีเพื่อนอย่าลืมสิ แล้วเวกก็ไม่รู้จักเพื่อน ๆ ของนาสด้วย นี่ไม่ใช่ความคิดที่ดี แล้วก็ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาด้วย” เวโรนิก้าถอนหายใจออกมาอย่างหน่าย ๆ

          “เวก ฟังฉันนะ นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว อีกอย่างตอนนี้มหาลัยที่เธอเรียนอยู่ก็ปิดเทอมแล้วนี่ เมื่อวานยังบ่นกับพี่เลยว่าเบื่อ ๆ ตอนนี้ก็ถือซะว่าได้ไปเที่ยวที่ประเทศไทยไง น่าสนุกดีนะ”

          “ก็เวกบอกแล้วไงว่า…”

          “ไม่ต้องกังวลเรื่องเพื่อนเลย…” มิคาอิลพูดขัดเวโรนิก้า “เดี๋ยวให้นาสบอกก็ได้ นาสเพิ่งไปเรียนได้แค่สองเดือนเองนะ เพื่อนคงรู้จักแค่ไม่กี่คนหรอก ยังไม่สนิทกันเลยด้วยซ้ำมั้ง”

          “แต่เวกไม่เห็นด้วยค่ะ” เวโรนิก้ายังคงยืนกราน

          “เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเธอเล่นหมากรุกแพ้พี่ แล้วเราตกลงกันว่าใครแพ้จะต้องทำตามฝ่ายที่ชนะขอทุกอย่าง” มิคาอิลยิ้มกรุ้มกริ่มใส่เวโรนิก้าอย่างเจ้าเล่ห์

          “ตานั้นไม่นับ พี่เล่นขี้โกงนะ เวกไม่ได้แพ้สักหน่อย” พอเวโรนิก้านึกถึงหมากรุกตานั้นก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที เธอโดนพี่ชายของเธอโกงแบบชัดเจน มีอย่างที่ไหนเบี้ยสามารถเดินได้แบบเรือมารุกฆาตคิงฝ่ายเธอ

          “บุ่ย ๆ ๆ แพ้ก็คือแพ้ ยังไงก็ตามเธอต้องไปทำหน้าที่แทนอนาสตาเซีย” มิคาอิลยักไหล่เป็นเชิงว่า ช่วยไม่ได้

          “เวกไม่เข้าใจ” เวโรนิก้ามองหน้าพี่ชายของเธออย่างมีความหวังว่าเขาจะพูดเล่น จนกระทั่งมิคาอิลเดินเข้ามาแล้วใช้สองมือวางลงมาที่ไหล่ทั้งสองข้างของเธอ และทำหน้าจริงจัง

          “ฟังพี่นะเวก นี่คือโอกาสที่ดีที่เวกจะได้รู้จักกับคำว่าเพื่อนที่แท้จริง ตอนนี้เวกอายุ 18 ย่างเข้า 19 แล้วนะ เวกยังไม่มีเพื่อนเลยสักคน” สิ่งที่มิคาอิลพูดทำให้ฟาเวลและอนาสตาเซียก้มหน้าลง พวกเขารวมถึงพ่อแม่รู้ดีแต่ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้กับเวโรนิก้า เรื่องที่เวโรนิก้าไม่เคยมีเพื่อนเลยสักคนตั้งแต่เกิดมา ที่ผ่านมามีแต่คนที่เข้ามาหาผลประโยชน์จากตัวเธอ เรียกว่าเพื่อนยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ พวกเขากังวลว่าในสักวันที่มิคาอิล อนาสตาเซีย และฟาเวลมีครอบครัว เวโรนิก้าจะไม่เหลือใครอยู่ข้าง ๆ


          11 ปีก่อน ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งที่มอสโค

          มีครอบครัวหนึ่งขับรถเข้ามาในโรงเรียน เมื่อประตูรถถูกเปิดออกก็มีผู้ชายและผู้หญิงวัยกลางคนก้าวออกมา และสองคนสุดท้ายที่ลงมาจากรถก็คือเด็กผู้หญิงสองคน คนหนึ่งหน้านิ่งไม่ยิ้มแย้ม ดวงตาสีฟ้าใส มีผมสีแพลตทินัม ส่วนอีกคนหน้าตายิ้มแย้ม ดวงตาสีฟ้าใสเป็นประกาย มีผมสีทอง ทั้งสองคนเป็นฝาแฝดที่มีหน้าตาที่เหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออกถ้าสีผมเหมือนกัน ขณะนี้พวกเธอทั้งสองเข้ามาเรียนเกรดหนึ่งที่โรงเรียนแห่งนี้

          “ตั้งใจเรียนนะเวก นาส เดี๋ยวตอนเย็นปาปากับมามาจะมารับ” พ่อของเธอทั้งสองกอดลูกสาวทั้งสองของเขาและลูบหัว

          “เดี๋ยวปาปากับมามาไปก่อนนะจ๊ะ” แม่เองก็ทำแบบเดียวกับพ่อ แล้วโบกมือให้ลูกสาวฝาแฝดของเธอ ก่อนจะขึ้นรถแล้วกลับไป

          โรงเรียนแห่งนี้ นักเรียนที่เข้ามาเกรดหนึ่งจะต้องผ่านการจับฉลากเลือกห้องกันทุกคน ห้องเรียนจะแบ่งเป็นห้อง A – G จากจำนวนของนักเรียนเกรดหนึ่งที่เข้ามาในปีนี้ทำให้แบ่งได้ห้องละ 30 คน ผลการจับฉลากปรากฏว่าเวโรนิก้าได้อยู่ห้อง A และอนาสตาเซียได้อยู่ห้อง E และจากเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความโดดเดี่ยวของเวโรนิก้า

          “แย่จัง นึกว่าจะได้อยู่ห้องเดียวกันซะอีก” อนาสตาเซียหันมาพูดกับเวโรนิก้า

          “ไม่เป็นไรหรอก ไปเข้าห้องเรียนกันเถอะ เดี๋ยวตอนกลางวันมาเจอกันนะ” เวโรนิก้าพูดกับอนาสตาเซียแล้วทั้งสองคนก็แยกย้ายกันไป

          เวโรนิก้าเป็นเด็กที่ฉลาดมากผิดกับอนาสตาเซียที่เป็นเด็กเก่ง ความฉลาดจนเข้าขั้นอัจฉริยะของเวโรนิก้าเริ่มผลิดอกออกผลตั้งแต่วันแรกที่เธอมาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ เธอสามารถเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ที่อาจารย์สอนได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งความสามารถในการจดจำของเธอช่างน่ากลัวมาก

          ด้วยกับเหตุนี้ทำให้เวโรนิก้าบกพร่องในเรื่องของการหาเพื่อน เนื่องจากเธอค่อนข้างใส่ใจกับการเรียน ทำให้เรื่องที่เธอมักจะไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมห้องก็มักจะเป็นเรื่องของบทเรียนก่อนหน้าหรือโจทย์บวกลบคูณหารวิชาคณิตศาสตร์ ทำให้เพื่อน ๆ ร่วมห้องไม่ค่อยอยากคุยด้วย เธอไม่เคยสนใจเรื่องการละเล่นของเด็ก ๆ ในสมัยนี้เลย ช่วงพักเธอก็ออกมารออนาสตาเซียเพื่อไปทานข้าว เป็นแบบนี้อยู่ได้หนึ่งเทอม

          พอเข้าเทอมที่สองอนาสตาเซียก็เริ่มมีกลุ่มเพื่อนเพราะความร่าเริงของเธอ ส่วนเวโรนิก้าก็ยังคงไม่มีเพื่อนเลยสักคน ช่วงพักกลางวันอนาสตาเซียก็ไม่ค่อยออกมาหาแล้ว เพราะเธอมักจะไปทานข้าวกับเพื่อน ๆ ของเธอทำให้เวโรนิก้าต้องทานข้าวกลางวันคนเดียวมาตลอดตั้งแต่ตอนนั้น

          แล้วทุกอย่างก็ดำเนินไปแบบนี้จนกระทั่งผ่านไปสามปี ขณะนี้เวโรนิก้าและอนาสตาเซียอยู่เกรดสี่ เวโรนิก้าได้สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนด้วยการชนะเลิศงานแข่งขันการตอบปัญหาวิชาการระดับจังหวัด นั่นเลยเป็นจุดเปลี่ยนเล็ก ๆ ที่ทำให้เพื่อน ๆ ร่วมชั้นเรียนเข้ามาแสดงความยินดีกับเธอ แต่ตลอดระยะเวลาสามปีกว่า ๆ เธอไม่เคยมีเพื่อนเลยสักคน เธอพยายามเข้าไปชวนคุยแต่ไม่มีใครคุยกับเธอ พอมาถึงวันนี้ วันที่เธอสามารถทำชื่อเสียงให้โรงเรียนได้ทุกคนก็เข้ามาหา นี่เป็นสิ่งที่เธอเฝ้ารอมาตลอด การที่มีคนเข้ามาหาเธอ แต่ทำไมในใจของเธอกลับไม่รู้สึกยินดีเลยสักนิด

          “มามาภูมิใจในตัวลูกมากที่สุด” หลังจากที่ฝาแฝดกลับไปถึงบ้านแม่ก็เข้ามาแสดงความยินดีกับเวโรนิก้า

          “ขอบคุณค่ะ หนูขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะ” เวโรนิก้ารู้สึกดีใจแต่เธอก็ไม่ได้ยิ้มออกมา เพราะเหมือนหัวใจของเธอถูกปิดไปตั้งนานแล้ว

          “นาส มาหามามาหน่อย” แม่เรียกอนาสตาเซีย

          “มีอะไรเหรอคะ” อนาสตาเซียถาม

          “เวกตอนอยู่ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง” แม่ถาม แต่อนาสตาเซียอ้ำอึ้งและหลบสายตาแม่ “บอกมามามาตรง ๆ นาส”

          “ที่นาสรู้มาคือ เวกนั่งเรียนคนเดียว ทานข้าวคนเดียว แล้วก็อยู่คนเดียวตลอด ตั้งแต่เข้าเกรดหนึ่งจนถึงเกรดสี่ นาสยังไม่เห็นว่าเวกจะมีเพื่อนเลยสักคน พอนาสเข้าไปคุยเรื่องนี้ เวกเขาก็บอกว่าน่าเบื่อ อย่าพูดเรื่องเพื่อนอีก” คำตอบของอนาสตาเซียทำให้คนเป็นแม่ถอนหายใจออกมา

          “นี่มามาจะทำยังไงกับเวกดี” แม่รู้สึกหนักใจอย่างที่สุด เขาพอจะรู้ถึงปัญหาของเวโรนิก้ามาพอสมควร เวโรนิก้าเป็นคนที่ไม่ค่อยยิ้มแย้มเหมือนอนาสตาเซีย และด้วยความเหมือนกันระหว่างฝาแฝดนี้ทำให้ผู้คนเลือกเข้าหาอนาสตาเซียมากกว่า เวโรนิก้าเลยถูกจับมาเปรียบเทียบกับอนาสตาเซียบ่อยครั้ง และเวโรนิก้าเองก็รับรู้มาโดยตลอดถึงเสียงของผู้คนที่เปรียบเทียบนิสัยของเธอกับอนาสตาเซีย จนมันได้กลายเป็นปมด้อยไปในที่สุด

          “แต่เวกเรียนเก่งนะคะ ได้เต็มทุกวิชา ทุกเทอมเลยด้วย” อนาสตาเซียยิ้มออกมาอย่างดีใจขณะที่กล่าวชมเวโรนิก้า

          “จ้ะ มามารู้แล้ว นาสเองก็ไปอาบน้ำได้แล้ว จะได้ลงมากินข้าว เดี๋ยวปาปาก็กลับมาแล้ว” แม่ลูบหัวน้อย ๆ ของอนาสตาเซีย พลางนึกถึงเวโรนิก้า พื้นฐานเดิมของเวโรนิก้าก็เป็นเด็กที่ฉลาดอยู่แล้ว พอมามีปมด้อยแบบนี้เลยทำให้เธอหันมาสนใจเรียนอย่างเดียว

          “ค่ะ” อนาสตาเซียวิ่งไปข้างบนอย่างร่าเริง

          “ระวังล้มนะลูก” แม่ตะโกนเตือนออกไปด้วยความเป็นห่วง


          เมื่อเวโรนิก้าและอนาสตาเซียอยู่เกรดหก เวโรนิก้าก็ได้สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนอีกครั้งด้วยการชนะเลิศการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับประเทศ ความฉลาดหลักแหลมของเธอทำให้หลายหน่วยงานจับตามอง เธอได้เงินรางวัลมามากมายแต่เธอปฏิเสธที่จะรับและยกให้โรงเรียนทั้งหมด เพราะเหตุผลที่เธอลงสมัครเพราะอยากจะทดสอบความสามารถเท่านั้นไม่ได้หวังรางวัล

          วันเวลายิ่งผ่านไปนานเท่าไหร่ เวโรนิก้าก็กลายเป็นคนที่เข้าถึงได้ยาก เพียงเพราะประโยคเดียวที่เธอบังเอิญได้ยินจากเพื่อนร่วมชั้นเรียน ตอนนั้นคือช่วงพักเที่ยง เธอเดินไปต่อคิวซื้ออาหารที่ร้านค้าในโรงอาหาร ก็มีพวกผู้ชายรุ่นเดียวกับเธอเอ่ยถึงชื่อเธอ

          “จะว่าไปเวโรนิก้านี่ก็เจ๋งดีนะ ทั้งเก่ง ทั้งสวย ทั้งรวย คนอะไรจะเพอร์เฟคขนาดนี้วะ”

          “นี่แกคิดจะจีบยัยหุ่นขี้ผึ้งนั่นน่ะเหรอ อึดอัดตาย ฉันเห็นยัยนั่นมาตั้งแต่เกรดหนึ่ง ไม่มีวันไหนเลยที่ยัยนั่นยิ้ม”

          “จริงดิ นี่แกกะจะกันซีนฉันรึเปล่าวะ”

          “กันซีนบ้าไรล่ะ ถ้าแกชอบผู้หญิงหน้าตาแบบนี้นะ ไปจีบยัยอนาสตาเซียฝาแฝดของยัยนั่นดีกว่า ร่าเริง แจ่มใส แค่เห็นรอยยิ้มของอนาสตาเซียฉันก็รู้สึกชื่นใจแล้วเว้ย ของมันมีให้เลือก ฮ่า ๆ ๆ”

          ‘ของ??’ เหมือนมีหมุดอันใหญ่มาตรึงขาทั้งสองของเวโรนิก้าไว้แน่น ภายในใจของเธอเหมือนกำลังมีเมฆดำก่อตัวขึ้นทีละน้อย

          “นี่พวกนาย!” แล้วเสียงที่เวโรนิก้าคุ้นเคยก็ดังขึ้นข้าง ๆ “ขอโทษเวกเดี๋ยวนี้เลยนะ จะพูดอะไรก็หัดคิดหน่อยสิยะ”

          “อนาสตาเซีย” ผู้ชายที่นินทาหันหลังมามองอนาสตาเซีย ก็ต้องตกใจที่เห็นเวโรนิก้าอยู่ข้างหลัง

          “เห้ย! มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” ผู้ชายพวกนั้นหันมองอนาสตาเซียสลับกับเวโรนิก้า “เหมือนกันสุด ๆ เลยว่ะเห้ย”

          “ฉันบอกให้ขอโทษเวกไง” อนาสตาเซียขึ้นเสียงจนคนแถวนั้นเริ่มหันมามอง

          “ช่างเถอะนาส ฉันขอตัวก่อนนะ” ว่าแล้วเวโรนิก้าก็เดินออกมาจากตรงนั้น ความหิวที่เขารู้สึกก่อนหน้านี้ได้หายออกไปหมดแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอต้องมาได้ยินอะไรแบบนี้ ตลอดหกปีที่ผ่านมาเธอต้องทำใจมาเพื่ออยู่กับความรู้สึกแบบนี้ ผ่านมาหกปีคำพูดแบบนี้ก็ไม่ทำให้หัวใจของเธอชินได้สักที

          เวโรนิก้าแอบหลบมาอยู่ในห้องน้ำห้องประจำ เธอล็อคประตูแล้วหันหลังพิงประตู ความรู้สึกอึดอัดทั้งหมดถูกระบายออกมาพร้อมกับหยดน้ำใส ๆ ที่ดวงตา ต่อให้เธอตั้งใจเรียนแค่ไหน ชนะการประกวดกี่ครั้งก็ตาม เธอก็ยังถูกนำมาเปรียบเทียบกับอนาสตาเซียแล้วก็สร้างปมในใจให้เธอทุกครั้งไป

          เธอไม่เคยโกรธหรือโทษอนาสตาเซียเลยสักครั้งที่มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เธอยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ เพียงเธอคิดแค่ว่ายังไม่ถึงช่วงเวลาของเธอเท่านั้นเอง วันไหนไหวก็ทนวันไหนไม่ไหวก็มาร้องไห้ระบายออกมาแบบนี้ และเธอสัญญากับตัวเองไว้ว่า นี่จะเป็นการร้องไห้ครั้งสุดท้ายของเธอ

          ก๊อก ก๊อก ก๊อก

          “เวก เธออยู่ในนี้ใช่ไหม” เสียงของอนาสตาเซียดังขึ้นหน้าห้องน้ำที่เวโรนิก้าอยู่ แต่เคาะยังไงประตูก็ไม่ถูกเปิดออก “เวก ฉันเป็นห่วงเธอนะ ได้โปรด เปิดประตูเถอะนะ”

          เวโรนิก้าเช็ดน้ำตา แล้วยืนสูดลมหายใจเข้าปอดสองสามครั้งก่อนจะเปิดประตูออกมา ทันทีที่เธอเปิดประตูออก อนาสตาเซียก็โผเข้ากอดเธอทันที

          “ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว” เวโรนิก้าบอกกับอนาสตาเซีย

          “ฉันขอโทษนะ ทั้ง ๆ ที่เธอคอยดูแลฉันทั้งเรื่องการเรียนแล้วก็ช่วยกันพวกผู้ชายนิสัยไม่ดีที่เข้ามาหาฉัน แต่ฉันกลับช่วยอะไรเธอไม่ได้เลยสักอย่าง” อนาสตาเซียขอโทษเพราะเธอก็คิดว่านี่เป็นความผิดของเธอเหมือนกัน

          “มาขอโทษอะไรฉัน เธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย” เวโรนิก้าผละตัวของอนาสตาเซียออกแล้วมองไปที่ใบหน้าของเธอ “ฟังนะ เรื่องนี้เธอไม่ผิดอะไรทั้งนั้น อย่ามารู้สึกผิดอะไรเลย ฉันเริ่มจะชินแล้วล่ะ ก็หกปีแล้วนี่นะ”

          “แน่ใจนะ” อนาสตาเซียถาม

          “ฉันสัญญาเลย ฉันจะไม่แอบมาร้องไห้แบบนี้อีก ภาพลักษณ์แบบนั้นมันอ่อนแอชะมัดเลย ฉันจะไม่ทำอีกแล้ว แล้วก็เลิกขอร้องให้พวกผู้หญิงคนอื่นหรือเพื่อนของเธอมาคุยกับฉันได้แล้ว” คำพูดของเวโรนิก้าทำเอาอนาสตาเซียอ้าปากหวอ

          “เธอรู้แล้วเหรอ”

          “รู้ตั้งแต่แรกแล้วแหละ พวกนั้นเข้ามาแบบไม่ปกติกันสักคน มาอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เหมือนไม่ได้อยากมาคุยกับฉันตั้งแต่แรก พอลองถามก็เลยรู้ไงว่าเธอขอร้องมา” เวโรนิก้าถอนหายใจออกมาเบา ๆ “แต่ก็ขอบใจนะที่เธอคอยทำเพื่อฉันมาตลอด”

          “ก็เราเป็นพี่น้องฝาแฝดกันนี่” อนาสตาเซียยิ้มกว้างออกมา เธอรักเวโรนิก้าสุดหัวใจและเธอไม่อยากเห็นพี่สาวฝาแฝดของเธอต้องร้องไห้อีกแล้ว

          หลังจากนั้นเวโรนิก้าก็ไม่สนใจคนอื่นอีกเลย นอกจากคนในครอบครัว เธอใช้ชีวิตแบบนี้จนจบเกรดสิบสอง มันเกิดขึ้นแล้วสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เวโรนิก้า แคนเชลส์กี้ เป็นคนที่ไม่มีเพื่อนเลยตลอดระยะเวลา 12 ปีที่เข้าไปเรียนอยู่ในโรงเรียน ในขณะที่ตัวเธอเป็นที่รู้จักกันไปทั่วประเทศจากการที่เธอทำได้คะแนนเต็มในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทุกวิชา เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ทำให้ครอบครัวของเธอดีใจและเศร้าใจไปพร้อม ๆ กัน


          ปัจจุบัน

          “เชื่อพี่เถอะนะ เวก” มิคาอิลยังคงมีความหวัง เพราะเขาคิดว่านี่เป็นโอกาสที่จะทำให้เวโรนิก้าเกิดการเปลี่ยนแปลง

          “แต่…”

          “ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น เวกลองคิดดูนะ ว่าถ้าเวกรู้จักกับคำว่าเพื่อนแล้วเวกสามารถหาเพื่อนได้ ชีวิตของเวกจะมีความสุขมากขึ้น แล้วก็จะทำให้พวกเราทุกคนรวมถึงปาปากับมามาดีใจมากเลยนะ เวกไม่อยากมีเพื่อนแล้วเหรอ” คำถามสุดท้ายของมิคาอิลทำให้เวโรนิก้าฉุกคิดขึ้นมา

          อนาสตาเซียกับฟาเวลเองก็รอฟังคำตอบของเวโรนิก้า อีกอย่างพวกเขาทุกคนยังไม่เคยเห็นรอยยิ้มจริง ๆ ของเวโรนิก้าเลยสักครั้ง ถ้านี่คือโอกาสที่จะทำให้เวโรนิก้าสามารถยิ้มได้สักครั้ง เขาก็อยากที่จะเดิมพันกับมัน มันจะเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากถ้าวันหนึ่งเวโรนิก้าจะลบปมด้อยที่ตัวเองสร้างมาออกไปได้จนหมด

          “ก็ได้ค่ะ” คำตอบของเวโรนิก้าทำให้หัวใจของทั้งสามคนที่เหลือเต้นแรงขึ้น

          “หมายความว่า…” มิคาอิลเริ่มมองเห็นแสงแห่งความหวัง

          “เวกจะไปเป็นตัวแทนอนาสตาเซียจนกว่ามหาวิทยาลัยที่นี่จะเปิดเทอมค่ะ”

          เวโรนิก้าคิดว่ามันคงจะดีแล้วที่เธอตัดสินใจแบบนี้ อย่างน้อยก็ถือซะว่าไปเที่ยวก็แล้วกัน อีกอย่างเธอเองก็ยังไม่เคยไปประเทศบ้านเกิดของแม่เลยสักครั้ง ส่วนสามคนพี่น้องที่เหลือต่างก็ดีใจและหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีกับเวโรนิก้า

          “ลงไปข้างล่างกันดีกว่า” มิคาอิลชวนน้อง ๆ หลังจากที่คุยกันเสร็จเรียบร้อย

          “ไปทำอะไรคะ เวกจะอ่านหนังสือต่อ” คำพูดของเวโรนิก้าทำเอามิคาอิลทำหน้าเซ็ง

          “ไม่ต้องอ่านแล้ว ไหน ๆ พี่น้องจะอยู่ครบกันสักทีก็ลงไปเล่นไรกันหน่อยสิ”

          “ไม่ เวกรู้นะว่าพี่จะชวนไปเล่นวีดีโอเกมไร้สาระนั่นน่ะ”

          เวล จัดการ” มิคาอิลหันไปยักหน้ากับฟาเวล

          “ผมบอกพี่ไปหลายครั้งแล้วนะครับว่ามันไม่ได้ไร้สาระ มันฝึกสมาธิไปในตัวด้วย” ฟาเวลหันไปบอกกับเวโรนิก้า

          “ฝึกสมาธิ? มันไม่จำเป็นต้องเล่นเกมนี่ อย่ามาอ้างเลย” เวโรนิก้าสะบัดมือไปมาก่อนจะเดินไปหยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้

          “แต่เล่นเกมมันได้ความสนุกเพิ่มขึ้นมานี่ครับ ฝึกสมาธิอย่างอื่นมันน่าเบื่อ แบบที่พี่ทำเนี้ย อ่านหนังสือทั้งวันเนี้ย น่าเบื่อมาก” ฟาเวลเข้าไปแย่งหนังสือในมือเวโรนิก้าแล้ววิ่งออกไปข้างนอก

          “เวล! ฟาเวล เอาหนังสือพี่คืนมานะ” เวโรนิก้ารีบตามฟาเวลน้องชายตัวแสบของเขาไป จนในห้องเหลือแค่มิคาอิลและอนาสตาเซียที่หัวเราะอยู่

          “ไง สบายใจขึ้นรึยัง” มิคาอิลที่เห็นอนาสตาเซียร่าเริงแบบนี้ก็เบาใจ

          “ค่ะ ขอบคุณนะคะ” อนาสตาเซียยิ้มให้มิคาอิลก่อนจะนึกอะไรบางอย่างออกเลยเอ่ยถาม “เอ้อ พี่มิค ฝั่งตะวันออกของบ้านมันมีอะไรเปลี่ยนไปใช่ไหมคะ”

          “อ้อ ใช่ ห้องสมุดน่ะ” มิคาอิลตอบ

          “ห้องสมุด??” อนาสตาเซียขมวดคิ้วงุนงง ทำไมมีห้องสมุดในบ้านได้

          “เมื่อเดือนก่อนเวกขอพ่อกับแม่ทุบห้องสามห้องฝั่งตะวันออกแล้วสร้างเป็นห้องสมุด เพราะหนังสือในห้องของเวกมันไม่มีที่จะเก็บแล้ว” มิคาอิลขยายความ

          “ถึงขั้นต้องใช้ห้อง 3 ห้องเลยเหรอคะ” ยังไงอนาสตาเซียก็ยังไม่เข้าใจ ห้องหนึ่งห้องในบ้านเธอไม่ใช่แคบ ๆ แต่นี่เวโรนิก้าทุบตั้ง 3 ห้องเพื่อทำห้องสมุด

          “นาส พี่บอกว่าห้องสมุด ไม่ใช่ห้องเก็บหนังสือ” มิคาอิลอธิบาย แต่สังเกตสีหน้าของอนาสตาเซียเขาเลยต้องอธิบายต่อ “คืองี้นะ เข้าไปในห้องนั้นจะเจอเค้าเตอร์ที่มีคอมฯ เอาไว้เสิร์ชหาหนังสือ ถัดไปเป็นโถงกว้าง ๆ ไว้สำหรับนั่งอ่านหนังสือ มีโต๊ะและเก้าอี้อย่างดี ถัดไปอีกก็เป็นชั้นหนังสือมากมายและหนังสือมหาศาลของเวกที่ซื้อมาใส่ไว้ จนเปิดเป็นห้องสมุดสาธารณะได้เลยแหละ”

          “โห นาสว่าเวกมีเพื่อนนะ หนังสือเนี้ยแหละ เพื่อนของเวก” คำพูดของอนาสตาเซียทำให้มิคาอิลหัวเราะออกมา


          ตกเย็น พ่อแม่ของพวกเขาก็กลับมา ท่านทั้งสองตกใจมากที่เห็นอนาสตาเซียที่ควรอยู่ที่ประเทศไทยมาอยู่ที่นี่ เขายื่นกระเป๋าของเขากับภรรยาให้แม่บ้านแล้วเข้าไปนั่งที่โซฟาฝั่งตรงข้ามกับอนาสตาเซีย ลูกคนอื่น ๆ ที่เห็นพ่อแม่กลับมาก็ออกมาทักทายปกติ แล้วมานั่งเป็นเพื่อนอนาสตาเซีย

          “เกิดอะไรขึ้น นาส ทำไมลูกถึงมาอยู่ที่นี่” พ่อถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย

          ฮานส์ แคนเชลส์กี้ อายุ 49 ปี เป็นคนสัญชาติรัสเซียแท้ ๆ มีร่างกายที่ใหญ่โตภูมิฐาน แต่ไม่อ้วน เขามีผมสีเดียวกับเวโรนิก้า ใบหน้าคมคายน่าเกรงขาม มีดวงตาสีฟ้าคล้ายดวงตาของเหยี่ยว ภายนอกเขาดูเป็นคนที่น่ากลัว แต่เมื่อเขาอยู่กับครอบครัว เขาจะเป็นผู้ชายที่อบอุ่นมาก

          นาส… นาส โดนทำร้ายมาค่ะ” อนาสตาเซียก้มหน้าตอบ เธอรู้สึกแย่ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนั้น

          “ว่าไงนะ” ฮานส์อึ้งไปชั่วขณะ “ใครมันกล้ามาทำร้ายลูกสาวของฉัน”

          “มันทำอะไรนาส” แม่ถามด้วยความเป็นห่วง เธอหันไปมองหน้าสามีเธอ เธอก็เห็นว่าตอนนี้เขาโกรธมาก

          เจเลน่า แคนเชลส์กี้ อายุ 45 ปี ภรรยาของฮานส์ เป็นลูกครึ่ง ไทย-สวีเดน หน้าตาสวยมีผมตรงยาวสีน้ำตาลอ่อน ดวงตาสีฟ้าใส เป็นคุณแม่ลูกสี่ที่ยังดูไม่แก่ลงไปตามอายุสักเท่าไหร่

          “มัน … มัน…” อนาสตาเซียพยายามจะบอก แต่เธอก็เปล่งเสียงออกมาไม่ได้ เวโรนิก้าที่นั่งข้าง ๆ ก็เอามือไปกุมมือที่สั่นเทาของอนาสตาเซียไว้

          “นาสโดนผู้ชายจับตัวไปข่มขืนค่ะ” เวโรนิก้าสูดลมหายใจหนึ่งครั้งก่อนจะพูดออกไป

          ปัง!!!!!!

          ฮานส์ทุบไปที่โต๊ะสุดแรงจนเกิดเสียงที่ดังลั่นบ้าน คนที่ได้ยินต่างก็พากันสะดุ้งหมด แจกันมูลค่ากว่า 4 แสนที่วางอยู่บนโต๊ะ กลิ้งหล่นลงไปแตกข้างล่าง

          “บอรีส!!!!” ฮานส์ตะโกนเรียกบอดี้การ์ดด้วยเสียงที่ดังลั่น

          “ครับคุณผู้ชาย” บอรีสรีบวิ่งมาแล้วก้มหัวลงเล็กน้อยเพื่อรอคำสั่ง

          บอรีสเป็นบอดี้การ์ดที่ฮานส์ไว้ใจมากที่สุด และเป็นบอดี้การ์ดที่มีอายุน้อยที่สุด เขาอายุ 25 ปี เข้าทำงานกับตระกูลแคนเชลส์กี้เพราะต้องการตอบแทนบุญคุณที่ตระกูลนี้ช่วยเหลือพ่อแม่ของเขาเอาไว้ เหล่าแม่บ้านที่นี่ปลื้มเขาหมด เพราะนอกจากจะนิสัยดีแล้วยังหน้าตาดีอีกด้วย

          “ฉันจะไปฆ่าไอ้เวรที่มันมาทำเลว ๆ กับลูกสาวฉัน เตรียมเครื่องบิน ด่วน!”

          “คุณคะ! อย่าใจร้อนสิคะ” เจเลน่ารีบเข้าปรามก่อนที่จะเกิดเรื่อง เธอหันไปหาอนาสตาเซีย “รีบเล่ามาให้ละเอียดว่ามันยังไง”

          “ใจเย็น ๆ ก่อนนะครับปาปา นาสยังแค่เกือบโดนข่มขืนครับ มีคนมาช่วยก่อน” มิคาอิลเองก็รีบบอกเพราะกลัวพ่อของเขาจะตามไปฆ่าคนจริง ๆ เขารู้จักพ่อของเขาดี ถ้าปล่อยไว้ ไอ้บ้านั่นตายจริงแน่ ๆ

          “ว่าไงนะ” ฮานส์เริ่มเบาใจลงที่ได้ยินแบบนั้น “จริงเหรอ นาส ลูกยังไม่ได้โดนพรากพรหมจรรย์ไปใช่ไหม”

          อนาสตาเซียพยักหน้า ฮานส์กับเจเลน่าที่เห็นแบบนั้นก็ถอนหายใจออกมา ฮานส์เอามือกุมหน้า ส่วนเจเลน่าเองก็เอามือโอบฮานส์อยู่

          “ไม่มีอะไรแล้วบอรีส ไปได้” เจเลน่าหันไปบอกบอรีส

          “ครับ” บอรีสก้มหัวให้เล็กน้อยแล้วเดินออกไป

          “นาส มีสติหน่อย แล้วบอกมามากับปาปามาว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง” เจเลน่าหันไปพูดกับอนาสตาเซีย จากนั้นอนาสตาเซียก็เริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ที่สอบเสร็จให้ฮานส์และเจเลน่าฟัง

          ฮานส์ยืนยันว่าจะให้อนาสตาเซียลาออกและกลับมาที่รัสเซียแต่มิคาอิลห้ามไว้เสียก่อน พร้อมกับบอกว่าจะให้เวโรนิก้าไปที่นั่น ทำให้ฮานส์โกรธขึ้นมาอีกรอบ แต่มิคาอิลก็บอกเหตุผลที่ต้องทำแบบนี้ ซึ่งพอได้ยินเหตุผลฮานส์ก็ใจเย็นลง เพราะเขากับเจเลน่าเองก็อยากเห็นเวโรนิก้ามีความสุขกับเขาบ้าง ตลอดระยะเวลา 19 ปี ไม่ได้ทำให้เวโรนิก้ามีความสุขกับคำว่าเพื่อนเลย

          “แน่ใจแล้วเหรอ ลูกเวก” ฮานส์ถาม

          “ค่ะ เวกดูแลตัวเองได้ เวกเองก็อยากไปประเทศที่มามาเกิดด้วย” ฮานส์ที่ได้ยินแบบนั้นก็วางใจ

          “งั้นเดี๋ยวปาปาจะให้บอรีสตามไปดูแลลูกด้วยก็แล้วกันนะ” ฮานส์ส่งยิ้มให้เวโรนิก้า ส่วนเวโรนิก้าเองก็ยิ้มตอบ ซึ่งนั่นเป็นรอยยิ้มที่ทุกคนในบ้านรู้ดีว่าเป็นยิ้มที่เวโรนิก้าประดิษฐ์ขึ้นมา เพราะถึงปากเธอจะยิ้มอยู่ แต่ดวงตาเธอไม่ได้ยิ้มไปด้วยเลยสักนิด

          หลังจากเคลียร์กันลงตัว ก็ถึงเวลาทานข้าวเย็น ที่โต๊ะทานข้าววันนี้แปลกไปกว่าทุกวันเพราะมีสมาชิกในครอบครัวอยู่กันครบทุกคน ความอบอุ่นของคำว่าครอบครัวเองก็เริ่มทำให้อนาสตาเซียเริ่มอุ่นใจและยิ้มออกมาได้ เมื่อทานเสร็จแล้วอนาสตาเซียก็พาเวโรนิก้าไปที่ห้องนอนแล้วบอกรายละเอียดต่าง ๆ ที่เวโรนิก้าต้องรู้ให้จนหมด พอเรียบร้อยก็แยกย้ายกันไป เวโรนิก้าที่อยู่ที่ห้องนอนก็เหม่อมองไปที่เพดาน

          เพื่อนเหรอ? คำ ๆ นี้มันมีความหมายว่ายังไงกันแน่นะ




0 ความคิดเห็น