Veronica C. รักไม่ได้ ไม่ใช่ไม่รัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 82 Views

  • 2 Comments

  • 3 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    10

    Overall
    82

ตอนที่ 1 : 0 Anastasia Canchelsky (Nas)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ม.ค. 62

Anastasia Canchelsky (Nas)


          จ้อกแจ้ก จอแจ

          เสียงผู้คนดังก้องไปทั่วตึกอาคารแห่งนี้ เนื่องจากขณะนี้เป็นเวลา 08:45 น. และในเวลา 09:00 น. จะเป็นเวลาที่นักศึกษาทุกคนต้องเข้าห้องสอบ ทำให้ทั่วทางเดินตลอดไปจนถึงบันไดเต็มไปด้วยเหล่านักศึกษาที่มาตรวจสอบรายชื่อและที่นั่งสอบ บ้างก็มานั่งคุย บ้างก็มาติวกันก่อนเข้าสอบ บ้างก็มาหักโหมอ่านเอาหน้าห้องสอบทั้ง ๆ ที่มีเวลามากมายก่อนหน้านี้ก็ไม่อ่าน ทำให้บริเวณหน้าห้องสอบเต็มไปด้วยบรรดานักศึกษาที่หลากหลายอารมณ์

          ก่อนเข้าสอบ 10 นาทีก็มีผู้หญิงชาวต่างชาติคนหนึ่งเดินเข้ามาตามทางเดินเธอสร้างจุดเด่นให้บริเวณ นั้นได้มากมายเลยทีเดียว เพราะวันนี้เต็มไปด้วยเหล่านักศึกษาหลากหลายคณะ ผู้ชายพวกนั้นต่างก็ส่งเสียงแซว ด้วยความชอบใจ

          “ห้องนี้แหละนาส” เพื่อนของผู้หญิงต่างชาติที่เดินมาด้วยกันชี้ไปที่ห้องหนึ่ง ซึ่งพวกเขาจะต้องใช้สอบในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้

               “อ้อ ใช่จริงด้วย” เธอหันมายิ้มให้กับเพื่อนของเธอ ซึ่งรอยยิ้มนั่นได้ทำให้ผู้ชายที่เห็นต่างก็เคลิบเคลิ้มเหมือนต้องมนตร์สะกด

               อนาสตาเซีย แคนเชลส์กี้ ลูกสาวของนักธุรกิจหลายล้านล้านชื่อดัง สัญชาติรัสเซีย พ่อ    เป็นคนรัสเซียแท้ๆ ส่วนแม่เป็นลูกครึ่งไทย-สวีเดน เกิดที่ประเทศรัสเซีย นัยน์ตาสีฟ้าใสมาแต่กำเนิด ผมตรงยาวถึงกลางหลังมีสีทองเงางาม ใบหน้ารูปทรงสวยโดยรวมแล้วเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์มาก

               “ทำไมไม่เห็นรู้เลยวะว่ามีคนสวยแบบนี้อยู่ในมหาลัยเราด้วยอ่า” เสียงผู้ชายรอบข้างดังขึ้น

               “เรียนอยู่คณะอะไรวะนั่น”

               “มีแฟนยังวะ”

               “โคตรสวยเลย”

               มีเสียงพึมพำดังไปทั่วบริเวณหน้าห้องสอบแต่อนาสตาเซียเองกลับไม่ได้สนใจเลย เธอเดินเข้าไปหน้าห้องและเช็คเลขที่นั่งสอบของเธอแล้วก็รอ

               เมื่อถึงเวลาสอบนักศึกษาทุกคนก็เข้าห้องสอบ สำหรับอนาสตาเซียที่เรียนอยู่คณะสังคมศาสตร์ สาขาประวัติศาสตร์นั้น เธอกำลังทำข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษอยู่ ซึ่งสำหรับเธอมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างง่ายดายมาก เพราะตัวเธอเองสามารถเข้าใจภาษาได้ถึง 4 ภาษา ได้แก่ รัสเซีย สวีเดน ไทย และอังกฤษ

               เวลาทำข้อสอบมีทั้งหมด 180 นาที เธอพยายามอ่านโจทย์และทำความเข้าใจทีละข้อ เป้าหมายของเธอคือเกียรตินิยม เพราะเธอสัญญากับคนคนหนึ่งเอาไว้ว่าเธอจะต้องเรียนให้ได้เกียรตินิยม เพราะฉะนั้นเธอจะพลาดไม่ได้เด็ดขาดเลย ระหว่างที่เธอนั่งทำข้อสอบไปได้ 90 นาทีก็เริ่มมีเพื่อนๆ จากสาขาเดียวกันและจากต่าง สาขาทยอยไปส่งข้อสอบกันแล้ว และเมื่อเวลาผ่านไป 120 นาที ในห้องก็เหลือแต่เธอและเพื่อนร่วมรุ่น 2 คนเท่านั้น สุดท้ายเมื่อครบ 180 นาทีเธอและเขาก็ต้องเดินไปส่งข้อสอบ อนาสตาเซียเดินออกมาจากห้องสอบก็พบว่าไม่มีใครอยู่เลยสักคน เพื่อนๆ ของเธอก็ไม่อยู่

               “ให้ตายสิ ยัยพวกนั้นไม่รอกันเลย” อนาสตาเซียถอนหายใจออกมา เธอเปิดกระเป๋าแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาก็เห็นว่ามีข้อความเข้า

               :::เธอทำข้อสอบนานเกินไปแล้ว พวกฉันรอเป็นชั่วโมงก็ยังไม่ออกมา ไปเจอกันที่โรงอาหารนะ:::

               “สวัสดีครับ” เสียงที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหลังอนาสตาเซีย พอเธอหันกลับไปก็เจอกับเพื่อนร่วมรุ่นของเธอแต่เธอกลับจำชื่อเขาไม่ได้แล้ว

               “อ่า สวัสดีค่ะ” อนาสตาเซียยิ้มตอบกลับไปตามมารยาท

               “ผมชื่อ ฟัยรูซ ครับ คุณอนาสตาเซีย ฟัยรูซ รูฟเล็ทชาร์ส เรียกว่า เอส ก็ได้ครับ” เอสแนะนำตัว เขาเป็นผู้ชายที่สูง หุ่นดี หน้าตาดีและมีเสน่ห์มีความเป็นตะวันตกอยู่มาก ผมสีน้ำตาลจนเกือบดำของเขาก็ถูกจัดเป็นทรงเรียบร้อย เป็นลูกครึ่ง ไทย-สวีเดน

               “ค่ะ อนาสตาเซีย แคนเชลส์กี้ค่ะ เรียกฉันว่านาสก็พอ แล้วก็ไม่ต้องมีคุณจะดีมาก”

               “ครับผม” เอสยิ้มอีกครั้ง

               “งั้น ฉันขอตัวก่อนนะคะ” อนาสตาเซียขอตัวแล้วเดินออกไปจากอาคาร

               นี่เขาคิดอะไรของเขาอยู่นะ แปลกๆ จัง เอาแต่ยิ้ม ๆ ๆ อยู่นั่นแหละ แถมดูท่าจะสุภาพมากด้วย ให้ตายสิ ผู้ชายแบบนี้ไม่ค่อยถูกชะตากับเราจริง ๆ ขืนอยู่ด้วยนาน ๆ คงปวดหัวตาย เอาล่ะ ถึงโรงอาหารสักที ว่าแต่ยัยพวกบ้านั่นอยู่ไหนกันล่ะเนี้ย

               “นาส! ทางนี้” รัณ เพื่อนสนิทของเธอโบกมือเรียก

               เพื่อนในกลุ่มของอนาสตาเซียมีอยู่ด้วยกัน 3 คน รวมเธอด้วยก็เป็น 4 คน คนแรกชื่อรัณ เป็นเพื่อนคนแรกที่อนาสตาเซียรู้จัก เป็นคนไทยแท้ ๆ หน้าตาสะสวยผมดำขลับยาวถึงกลางหลัง แต่เธอชอบรวมผมหางม้าตลอด คนที่สองชื่ออัย เป็นผู้หญิงร่างอวบนิด ๆ ไม่ถึงขั้นอ้วน ผมยาวประบ่า คนไทยแท้เช่นเดียวกัน คนสุดท้ายชื่อตาม เป็นทอมไว้ผมสั้นแบบบผู้ชายมีนิสัยห้าว ๆ

               “กะเอาเต็มเลยรึไงยะ” อัยหันไปถามทั้ง ๆ ที่ขนมในปากยังเคี้ยวไม่หมด

               “พวกเธอออกมาเร็วเกินไปต่างหาก ฉันไม่ได้ทำช้าสักหน่อย ก็เขาให้ทำตั้ง 3 ชั่วโมง” อนาสตาเซียตอบพลางเปิดกระเป๋าแล้วหยิบขนมปังออกมา

               “โอ้ยย พอ ฉันไม่อยากพูดเรื่องนี้กับแกแล้ว เอาเป็นว่าพวกฉันสามคนเนี้ยโอเคหมดแล้ว” อัยชี้ไปที่รัณ ตามและตัวเอง

               “โอเคอะไร” อนาสตาเซียเงยหน้าขึ้นไปมองเพื่อน ๆ

               “ก็เรื่องเวลาที่เธอใช้ในการทำข้อสอบไง ตั้งแต่วิชาแรกยันวิชาสุดท้ายแกก็นั่งทำข้อสอบจนหมดเวลาไง” อัยตอบ

               “อ้าวเหรอ” คำพูดของอนาสตาเซียทำเอาเหล่าเพื่อน ๆ พากันหันมามองหน้ากัน

               “โอ้ย ช่างเถอะ เอาเป็นว่าวันนี้ไปไหนต่อกันดี สอบเสร็จสักที วู้ว” ตามรีบเบี่ยงไปประเด็นใหม่ ตลอด 4 วันที่ผ่านมาพวกเขาต้องทนอ่านหนังสือสอบจนไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย

               “นั่นสิ ไปหาไรดื่มพอกรึบ ๆ ช่วงเย็น ๆ กันดีไหม ฉันอยากมาก ส่วนหลังจากนี้ก็ไปเดินตากแอร์ที่ห้างก่อน พวกแกคิดว่าไง” อัยเสนอ

               “จะบ้าเหรอ ฉันกับรัณยังสอบไม่เสร็จเลยนะ” อนาสตาเซียบอก

               “เออ จริงด้วย ฉันกับอัยดรอปวิชาเลือกไปนี่ ลืมเลย” ตามเองเพิ่งนึกขึ้นได้

               “งั้นก็เที่ยวให้สนุกก็แล้วกันนะ เดี๋ยวฉันกับนาสขอไปทบทวนเรื่องที่จะสอบก่อน” รัณบอก ซึ่งอัยกับตามเองก็ทำหน้ามุ่ยออกมา

               “ย่ะ งั้นคราวหน้าก็แล้วกัน วันนี้ฉันอยากกลับแล้ว ขอไม่รอนะ” อัยบอก

               “ฉันด้วย โทษทีนะ” ตามเองก็จะขอไปกับอัย

               “ตามสบายเลยค่ะ ไว้เจอกันหลังมิดเทอมนะ” อนาสตาเซียส่งยิ้มให้เพื่อนทั้งสอง แล้วทั้งสี่คนก็ลุกออกจากโต๊ะและต่างก็แยกย้ายกันไป


               การสอบช่วงบ่ายเริ่มสอบตั้งแต่เวลา 13:00 น. มีเวลาทำข้อสอบ 180 นาที ขณะนี้อนาสตาเซียก็เริ่มทำข้อสอบวิชาสุดท้ายของมิดเทอม สำหรับเธอวิชานี้ค่อนข้างยากแต่เธอก็ตั้งใจทำเต็มที่ และแน่นอนก่อนเข้าห้องสอบเธอคุยกับรัณเอาไว้แล้วว่าถ้ารัณทำเสร็จก่อนก็กลับได้เลยไม่ต้องรอ และเป็นไปตามคาด เมื่อเวลาผ่านไป 90 นาที รัณก็ลุกไปส่งข้อสอบ และหันมาส่งยิ้มให้อนาสตาเซียก่อนจะเดินออกจากห้องไป

               อนาสตาเซียนั่งทำข้อสอบไปเรื่อย ๆ จนเธอเห็นว่าบรรยากาศมันเหมือนเดิม ๆ แบบทุกที คือเหลือแค่เธอกับเอสที่ยังคงนั่งทำข้อสอบอยู่ เธอหันไปมองเอสที่นั่งอยู่ด้านซ้ายมือของเธอถัดไปอีก 4 แถว แต่จังหวะนั่นเอสก็หันมามองเธอพอดี ช่วงที่เอสส่งยิ้มให้เธอเลยรีบหันลงมาจดจ่ออยู่ที่กระดาษคำตอบ

               “อีก 5 นาทีนะครับนักศึกษา ตรวจทานให้เรียบร้อยเตรียมส่ง ถ้ายังไม่เสร็จก็รีบหน่อยนะครับ” ช่วงที่อาจารย์คุมสอบพูดขึ้นอนาสตาเซียก็ใช้เวลาห้านาทีที่เหลือในการตรวจทานคำตอบ และเดินไปส่งเมื่อหมดเวลา

               “ทำได้ไหมครับนาส” เอสเดินมาถาม

               “ก็พอได้ค่ะ แล้วนายล่ะ” อนาสตาเซียถามกลับในระหว่างที่เธอเดินออกไปข้างนอก

               “เหมือนกันครับ พอได้ แต่ข้อสอบค่อนข้างยากพอดู” เอสยิ้มให้ “แล้วนี่กลับยังไงครับ”

               “เดี๋ยวให้คนที่บ้านมารับค่ะ” อนาสตาเซียตอบ

               ทั้งสองคนเดินคุยกันมาตามทางเรื่อย ๆ อนาสตาเซียเองก็รู้สึกแปลก ๆ ไปอีกแบบเพราะเขาไม่ค่อยได้เดินคุยกับผู้ชายเลย จะว่าไปเธอเพิ่งนึกออกว่าเธอเคยทำงานกลุ่มเดียวกับเอสเมื่อช่วงต้นเทอม ทั้งสองคุยกันจนกระทั่งเดินออกมาถึงหน้ามหาวิทยาลัย

               “งั้นเดี๋ยวผมขอตัวนะครับ” เอสลาอนาสตาเซียแล้วโบกรถตู้ประจำทาง ที่กำลังจะมาถึงป้าย

               ในช่วงที่เอสเปิดประตูรถตู้ก็มีรถแท็กซี่คันหนึ่งมาจอดข้างหลังและมีคนใส่หน้ากากไอ้โม่งเดินออกมาจากแท็กซี่แล้วเอาผ้ามาปิดหน้าอนาสตาเซียแล้วลากขึ้นรถ เอสตกใจเลยรีบก้าวออกมาจากรถตู้ แต่ก็ไม่ทัน แท็กซี่คันนั้นออกรถไปแล้ว เขาเลยโบกแท็กซี่อีกคันแล้วบอกให้ตามแท็กซี่คันข้างหน้าไป


               “ขับเร็ว ๆ หน่อยดิพี่ ไอ้คันหลังมันตามมาแล้วนะ” ผู้ชายที่จับอนาสตาเซียมาบอกกับโชเฟอร์แท็กซี่ด้วยความร้อนใจ

               “นี่ก็เร็วสุด ๆ แล้วครับน้อง แล้วนี่น้องจะทำอะไรครับเนี้ย พี่จะโดนจับไปด้วยไหม พี่ไม่อยากติดคุกนะ” โชเฟอร์เองก็ร้อนรนไม่แพ้กัน

               “ผมเองก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้หรอกครับ แต่มันจำเป็น ผมไม่ได้จะข่มขืนผู้หญิงคนนี้หรอก” ผู้ชายคนนั้นหันไปมองอนาสตาเซียที่หลับอยู่ข้าง ๆ เขาด้วยฤทธิ์ยานอนหลับ

               “แล้วน้องทำแบบนี้ไปทำไม” โชเฟอร์ถาม

               “พี่อย่าถามมากได้ปะ ผมขัดสนเรื่องเงิน พี่มีเงินให้ผมสักห้าหมื่นไหมล่ะ ผมจะได้ไม่ทำแบบนี้”

               “จะบ้าเหรอน้อง เงินเยอะขนาดนั้นพี่ไม่มีให้หรอก”

               “งั้นพี่ก็เลิกถามจู้จี้สักที รีบสลัดแท็กซี่คันหลังให้หลุดแล้วไปหอพักที่ผมบอก”

               หลังจากที่แท็กซี่ที่อนาสตาเซียถูกลักพาตัวมาสลัดหลุดจากแท็กซี่คันที่เอสไล่ตามมา ก็วนกลับไปที่หอพักแห่งหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นค่อย ๆ พาอนาสตาเซียลงมาจากรถแท็กซี่หลังจากจ่ายเงินค่าแท็กซี่และค่าปิดปากไปแล้ว ผู้ชายคนนั้นพาอนาสตาเซียขึ้นมาบนห้องของเขาที่อยู่ชั้นสอง เขาค่อย ๆ จับอนาสตาเซียให้อยู่ในท่านอนบนเตียงของเขา ตอนนี้ในใจของเขาร้อนรุ่ม

              “เอาไงต่อดีวะ” ผู้ชายคนนั้นเดินไปรอบ ๆ อย่างร้อนใจ

               กริ๊งง กริ๊งง

               เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นทำให้เขาสะดุ้ง เขาล้วงไปหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกง แต่ด้วยความกลัวทำให้เขาทำโทรศัพท์มือถือร่วง พอเขาก้มลงไปหยิบสายก็ตัดไปแล้ว แต่ไม่นานโทรศัพท์เขาก็ส่งเสียงดังขึ้นอีกครั้ง เขาเลยรีบกดรับสาย

               “สวัสดีครับ” เขากรอกเสียงลงไปด้วยความตื่นกลัว

               (ทำบ้าอะไรของแกอยู่ เรื่องที่ให้ทำเรียบร้อยรึยัง) เสียงของบุคคลปริศนาดังขึ้น

               “ตอนนี้ผมพาเขามาที่ห้องแล้ว” เขาตอบกลับไป

               (งั้นก็รีบจัดการให้เสร็จเรียบร้อย ฉันจะโอนเงินให้หลังจากที่ได้รับไฟล์วิดีโอแล้ว) พอปลายสายพูดจบก็ตัดสายทิ้งทันที

               “เพื่อเงิน เราต้องทำ มันจำเป็น” เขาหันไปหาอนาสตาเซียที่ยังไม่ได้สติแล้วก้มหัวลงขอโทษ “ขอโทษนะครับ ผมไม่มีทางเลือกจริง ๆ”

               ผู้ชายคนนั้นเดินเข้ามาหาอนาสตาเซียช้า ๆ แล้วค่อย ๆ ขึ้นไปบนเตียง สองมือของเขาเอื้อมไปที่กระดุมเสื้อของอนาสตาเซียแล้วค่อย ๆ ปลดออกทีละเม็ด หลังจากปลดออกหมดจนเม็ดสุดท้ายเขาก็ถอดเข็มขัดออก ในจังหวะนั้นอนาสตาเซียก็เริ่มได้สติ

               “กรี๊ด!! จะทำอะไรฉัน!” อนาสตาเซียที่ลืมตามาเห็นผู้ชายแปลกหน้ากำลังปลดเข็มขัดของเธอก็ตกใจ เผลอถีบผู้ชายคนนั้นจนพลัดตกเตียง

               “ทำไมตื่นเร็วจังวะ บ้าเอ้ย!” ผู้ชายคนนั้นสบถออกมา

               “นี่นาย!” อนาสตาเซียก้มมองดูก็พบว่าเสื้อของเธอถูกปลดกระดุมออกจนหมดแล้วก็ตกใจร้องตะโกนออกมาพลางรวบผ้านวมมาปกปิดร่างกาย “กรี๊ดดดด! ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย”

               “จะร้องเรียกดังทำไมเนี้ย ยัยบ้าเอ้ย!!” ผู้ชายคนนั้นวิ่งเข้ามาปิดปาก

               “อื้อ อื้อ!!” อนาสตาเซียพยายามจะส่งเสียงร้องแต่มือของผู้ชายคนนี้ปิดแน่น ความกลัวทำให้น้ำตาของเธอไหลออกมา

               “ยัยบ้าเอ้ย! แล้วฉันจะทำยังไงดีเนี้ย” ผู้ชายคนนั้นทำหน้าลำบากใจ เขาทำอะไรไม่ถูกแล้วจริง ๆ หลังจากที่เขาเห็นน้ำตาของอนาสตาเซีย เพราะความโลภแท้ ๆ ที่ทำให้เขาต้องมาทำอะไรแบบนี้ “นี่เธอ สัญญานะว่าถ้าผมปล่อยแล้วจะไม่ร้อง ผมก็สัญญาเหมือนกันว่าจะไม่ทำอะไร”

               “อื้อ” อนาสตาเซียพยักหน้าทั้งน้ำตา

               “รีบกลัดกระดุมเสื้อนั่นซะ แล้วก็เลิกร้องไห้ได้แล้ว โธ่เว้ย!” ผู้ชายคนนั้นทุบกำปั้นไปที่เตียงอย่างแรงจนอนาสตาเซียที่กำลังกลัดกระดุมเสื้อสะดุ้ง

               “นายทำแบบนี้ทำไม ฉันไปทำอะไรให้” อนาสตาเซียเงยหน้าขึ้นถาม เธอทั้งโกรธทั้งกลัว

               “ฉันจำเป็นต้องทำ เพราะมีคนจ้างฉัน ฉันอยากได้เงิน” ชายคนนั้นตอบ

               “นี่นายจะบ้าเหรอ นี่นายโง่หรือว่าอะไรกันแน่ ถึงได้ทำอะไรต่ำ ๆ แบบนี้ สวะสังคมชัด ๆ ฉันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเลย!” อนาสตาเซียโพล่งด่าออกไปด้วยความโกรธ

               “อย่ามาปากดีนะ!”

               เพี๊ยะ!

               ชายคนนั้นพุ่งเข้าไปตบหน้าอนาสตาเซีย ส่วนอนาสตาเซียเองก็ตัวแข็งทื่อไปทันที เพราะตั้งแต่เกิดมาเธอยังไม่เคยโดนตบแบบนี้มาก่อน

               “ตอนแรกก็สงสารอยู่หรอกนะ แต่ถ้าปากดีแบบนี้ฉันก็ขอเปลี่ยนใจ” ผู้ชายคนนั้นพุ่งเข้ามาหาอนาสตาเซียอีกครั้งแล้วจับกดลงบนเตียง

               ผู้ชายคนนั้นกระชากเสื้อนักศึกษาของอนาสตาเซียออก อนาสตาเซียก็ร้องไห้และตะโกนขอความช่วยเหลือ ความกลัวคืบคลานเข้ามาในใจของเธอ เธอไม่เคยรู้สึกกลัวแบบนี้มาก่อน เธอตะโกนออกมาสุดเสียง จังหวะที่เธอกำลังจะถูกข่มขืน ร่างของผู้ชายคนนั้นก็ลอยออกไปพร้อมกับเสียงอะไรบางอย่าง พอเธอเงยหน้าขึ้นไปมองก็เห็นว่ามีคนมาช่วยเธอแล้ว แต่เธอไม่รู้ว่าใครเพราะเธอร้องไห้จนน้ำตามาปกปิดวิสัยทัศน์ทั้งหมดของเธอ พอเธอรู้สึกตัวว่าปลอดภัยแล้วเธอเลยรีบติดกระดุมที่ยังไม่หลุดออกไปพร้อมหากระเป๋าของเธอ ในขณะที่ผู้ชายที่จะข่มขืนเธอกำลังแลกหมัดอยู่กับผู้ชายอีกคนที่มาช่วยเธอ

               เมื่อเธอคว้ากระเป๋าได้เธอก็รีบวิ่งออกจากห้องนั้นไปทันที เธอรีบเปิดกระเป๋าแล้วรีบโทรตามให้คนที่บ้านมารับทันที

               (ครับ คุณหนู) ปลายสายพูดขึ้น

               “มารับนาสหน่อยค่ะ อีวาน ด่วน ๆ เลยนะคะ” อนาสตาเซียที่ลงมาถึงชั้นล่างก็หันไปเจอห้องน้ำก็เลยวิ่งเข้าไปในนั้นแล้วล็อคประตู

               (คุณหนูเป็นอะไรหรือเปล่าครับ น้ำเสียงดูไม่ค่อยดีเลย) อีวานจับผิดเสียงได้

               “นาสโดนคนลักพาตัวมาข่มขืนค่ะ ตอนนี้หลบอยู่ในห้องน้ำ รีบ ๆ มานะคะ นาสกลัว”

               (เดี๋ยวผมรีบไปเลยครับ แชร์โลเคชั่นมาให้ผมทีครับ ผมจะรีบไปหา)

               อนาสตาเซียนั่งรออยู่ในห้องน้ำด้วยความหวาดกลัว โชคดีที่หอพักที่เธอถูกพาไปนั้นอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเธอ อีวานใช้เวลาขับรถมาไม่ถึงสิบนาทีก็ถึงที่หมาย เขาเลยโทรหาอนาสตาเซีย พออนาสตาเซียรู้ว่าอีวานมาถึงก็รีบออกจากห้องน้ำแล้ววิ่งออกไป ทันทีที่เธอเห็นอีวานเธอก็โผเข้ากอดพร้อมปล่อยโฮออกมา อีวานลูบหลังปลอบใจคุณหนูของเขาก่อนจะพาขึ้นรถ

               “ปลอดภัยแล้วนะครับคุณหนู” อีวานบอกกับอนาสตาเซียหลังจากพาเธอขึ้นรถแล้ว

               “ขอบคุณค่ะ” อนาสตาเซียกอดตัวเองแน่น

               “ให้ผมไปจัดการคนที่มาทำร้ายคุณหนูไหมครับ” อีวานถาม เขาเองก็อยากจะไปจัดการไอ้ผู้ชายที่บังอาจมาทำร้ายคุณหนูของเขามาก

               “ช่างเถอะค่ะ ตอนนี้พานาสกลับบ้านด่วน ๆ เลยค่ะ” อนาสตาเซียส่ายหัว เธอกลัว เธอไม่อยากนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอีก

               “ครับคุณหนู”

              ทางด้านเอสที่กำลังต่อสู้กับคนร้ายอยู่ เขาเผลอโดนอีกฝ่ายถีบจนเสียหลัก ทำให้คนร้ายหนีซมซานออกไปข้างนอก พอเขายันตัวขึ้นได้ก็พบว่าคนร้ายไม่อยู่แล้ว แถมอนาสตาเซียเองก็ไม่อยู่เช่นเดียวกัน เขาเลยออกไปบริเวณระเบียงแล้วมองลงไปข้างล่างก็เห็นว่ามีผู้ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีดำพาอนาสตาเซียขึ้นรถ และอนาสตาเซียก็กอดผู้ชายคนนั้นอยู่ เขาเลยคิดว่านั่นคงจะเป็นคนที่บ้านของเธอ เขาเลยอยากไปหาเลยรีบวิ่งลงไปข้างล่าง แต่พอมาถึงก็พบว่ารถที่มารับอนาสตาเซียได้ขับออกไปแล้ว


               ระหว่างทางกลับบ้านอนาสตาเซียเอาแต่ร้องไห้ ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาเลยสักคำ อีวานเองก็เป็นห่วง เขาไม่เคยเห็นอนาสตาเซียเป็นแบบนี้มาก่อนเลย ไม่นานอีวานก็ขับรถเข้ามาในคฤหาสน์ของตระกูลแคนเชลส์กี้ อีวานที่กำลังจะลงไปเปิดประตูให้อนาสตาเซียแต่ก็ไม่ทัน เพราะอนาสตาเซียเปิดประตูทันทีหลังจากรถจอดที่หน้าบ้านและวิ่งเข้าไปในบ้านทันที

               เธอไม่สนใจเสียงเรียกชื่อเธอจากคนในบ้าน เธอรีบวิ่งขึ้นไปข้างบนบ้านแล้วตรงไปที่ห้องของเธอทันที อนาสตาเซียโยนกระเป๋าของเธอลงที่พื้นแล้วกระโดดไปบนเตียงแล้วปล่อยโฮออกมา มันเป็นความรู้สึกที่แย่ที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอมา ทุกครั้งที่เธอนึกถึงตอนที่เธอกำลังจะถูกข่มขืน ร่างกายของเธอก็สั่นเทา แล้วเธอก็กรี๊ดออกมาเสียงดัง

               “คุณหนู!” เทียน่า ที่เป็นหัวหน้าแม่บ้านวิ่งเข้ามากอดอนาสตาเซียด้วยความเป็นห่วงหลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากอีวานและได้ยินเสียงร้องของอนาสตาเซีย

               “นาสกลัว เทียน่า นาสกลัว ฮือ” อนาสตาเซียกอดเทียน่าแน่น น้ำตาและน้ำมูกของเธอไหลเปื้อนเสื้อของเทียน่า แต่เทียน่าก็ไม่ได้รังเกียจอะไร เธอกอดอนาสตาเซียไว้แน่น และน้ำตาของเธอก็ไหลออกมา เธอเข้าใจถึงความเจ็บปวดของอนาสตาเซียได้ดี เธอรับใช้อนาสตาเซียมาตั้งแต่เด็ก ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นอนาสตาเซียของเธอร้องไห้หนักขนาดนี้

               “ใจเย็น ๆ นะคะคุณหนู” เทียน่าเองก็ไม่รู้จะปลอบอนาสตาเซียยังไง เธอทำได้เพียงกอดอนาสตาเซียเอาไว้เพื่อให้เธอรู้สึกได้ถึงความปลอดภัยและความสบายใจ

               อนาสตาเซียกอดเทียน่าและร้องไห้อยู่ได้ร่วมครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นเธอก็เงียบลงและหยุดร้องไห้ เทียน่าที่เห็นแบบนั้นก็รู้สึกสบายใจ เธอผละออกจากอนาสตาเซียแล้วเช็ดหน้าเช็ดตาให้อย่างอ่อนโยน

               “คุณหนูหิวไหมคะ เดี๋ยวฉันทำอะไรให้กิน” เทียน่าถาม

               “ไม่ค่ะ” อนาสตาเซียส่ายหัว และจับแขนเทียน่าเอาไว้

               “มีอะไรรึเปล่าคะ”

               “ช่วยจองตั๋วไปรัสเซียให้นาสหน่อยนะคะ นาสอยากกลับไปหามามากับปาปา” อนาสตาเซียตัดสินใจได้ก็บอกไปแบบนั้น

               “แต่มหาวิทยาลัยยังไม่ปิดเทอมเลยนี่คะ” เทียน่าเองก็แปลกใจกับสิ่งที่อนาสตาเซียขอ

               “นาสสอบมิดเทอมเสร็จแล้ว”

               “แต่อาทิตย์หน้า คุณหนูก็มีเรียนปกตินี่คะ”

               “ขอร้องล่ะ เทียน่า นาสอยากกลับไปรัสเซีย นะคะ”

               “ก็ได้ค่ะ” สุดท้ายเทียน่าเองก็แพ้ลูกอ้อนของอนาสตาเซีย “งั้นเดี๋ยวคุณหนูอาบน้ำก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันจะลงไปทำอะไรให้กิน”

               “ค่ะ”

               หลังจากเทียน่าออกมาจากห้องอนาสตาเซียก็จัดการโทรไปที่สายการบินแคนเชลส์กี้แอร์ไลน์ที่เป็นหนึ่งในหลาย ๆ ธุรกิจของตระกูลอนาสตาเซียเพื่อขอจองตั๋วเครื่องบินเร่งด่วนให้เธอ ซึ่งทางสายการบินที่รู้ว่าคุณหนูอนาสตาเซียจะบินไปรัสเซียแบบเร่งด่วนก็รีบจัดการเที่ยวบินให้ พร้อมแจ้งเทียน่ากลับมาว่าเครื่องบินรอบต่อไปที่จะบินไปรัสเซียจะบินในเวลาตีห้า

               เทียน่าเข้ามาเตรียมอาหารในครัวพร้อมกับแม่ครัวคนอื่น ๆ ในใจก็ยังคงว้าวุ่นอยู่ เธอไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับคุณหนูอนาสตาเซียของเธอ แต่เธอเองก็ยอมรับการตัดสินใจของเธอ เพราะจริง ๆ แล้วคุณหนูอนาสตาเซียเองต้องมาอยู่ที่ประเทศไทยตัวคนเดียว พ่อแม่พี่น้องของเธอเองก็อยู่ที่รัสเซียหมด มีแต่เธอที่ขอมาเรียนในระดับอุดมศึกษาที่เมืองไทย พอเกิดเรื่องก็คงอยากจะกลับไปหาครอบครัว

               “นี่ป้า คุณหนูเป็นอะไรเหรอ บอกฉันหน่อยสิ” น้ำ หญิงไทย อายุ 23 ปี คนทำความสะอาดบ้านเข้ามาถามอย่างสอดรู้สอดเห็นถึงในครัว

               “อย่ามาสาระแนให้มากนะน้ำ มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเธอ ไปขัดบันไดไป” เทียน่าไล่น้ำออกไป

               “อย่าเพิ่งไล่กันสิป้า น้ำเองก็เป็นห่วงคุณหนู อยากดูแลคุณหนูเผื่อจะได้ขอเบิกเงินล่วงหน้า…”

               “น้ำ!” เทียน่าเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่ดัง ทำให้น้ำเงียบ “ฉันล่ะเหลืออดกับเธอจริง ๆ ถ้าไม่อยากถูกไล่ออกก็อย่ามาสาระแนเรื่องของเจ้านาย มีงานก็ไปทำ แล้วก็เลิกเบิกเงินล่วงหน้าได้แล้ว ตอนนี้เธอทำงานให้บ้านนี้ฟรี ๆ เป็นปีก็ยังล้างหนี้ไม่หมด หัดเจียมตัวซะบ้าง”

               “เชอะ เบื่อพวกคนแก่ คุณหนูอนาสตาเซียไม่ไล่น้ำออกหรอก แค่น้ำอ้อนหน่อยคุณหนูก็ใจอ่อนแล้ว ป้าไม่บอกก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวหนูสืบเอาเองก็ได้” น้ำเชิดใส่เทียน่าก่อนจะเดินบิดตูดออกจากห้องครัวไป

               “ให้ตายสิแม่คนนี้ เกินเยียวยาแล้วจริง ๆ” เทียน่าส่ายหัวอย่างเอือมระอา เขาอยากให้คุณหนูไล่แม่คนนี้ออกจริง ๆ ไม่มีประโยชน์ที่จะจ้างคนแบบนี้ไว้เลย

               เมื่อเทียน่าทำอาหารเสร็จแล้วเธอก็สั่งให้แม่ครัวช่วยกันยกอาหารออกไปที่โต๊ะอาหาร ส่วนเธอเองก็เดินขึ้นไปตามอนาสตาเซียที่อยู่บนห้อง เธอเคาะประตูแล้วก็ขออนุญาตเปิดเข้าไป เธอรอจนกว่าจะได้ยินเสียงตอบรับจากอนาสตาเซีย เธอค่อยเข้าไป

               อนาสตาเซียตอบรับเสียงเรียกของเทียน่า เทียน่าเลยเปิดเข้ามา เธอเห็นอนาสตาเซียนอนอยู่บนเตียง อนาสตาเซียเองก็พลิกตัวหันมาหาเทียน่าและส่งยิ้มให้ ถึงเทียน่าจะยังเห็นว่ามีความเศร้าในแววตาแต่ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมานิดหน่อยที่เห็นอนาสตาเซียยิ้มออกมาได้ ถึงจะเป็นการฝืนยิ้มก็ตาม

               “ลงไปทานอะไรก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันจะจัดกระเป๋าไว้ให้ ทางสายการบินบอกว่ารอบต่อไปเครื่องออกตอนตีห้า” เทียน่าบอกอนาสตาเซีย

               “ไม่ต้องหรอกค่ะ นาสจะกลับไปที่บ้าน ไม่ต้องจัดกระเป๋าหรอก” อนาสตาเซียส่ายหัวแล้วลุกขึ้น เธอตามเทียน่าลงไปด้านล่าง


               เวลาตีสี่

               อนาสตาเซียจัดการตัวเองเรียบร้อยและเตรียมของที่จำเป็นใส่ไว้ในกระเป๋าสะพาย เธอเดินออกจากห้องนอนของเธอและลงไปยังด้านล่าง อีวานและเทียน่านั่งรอเธออยู่

               “เสร็จแล้วค่ะ” อนาสตาเซียบอกทั้งสองคนนั้น

               “งั้นไปกันเลยครับ” อีวานลุกขึ้นและเดินออกไปเตรียมรถ

               “ไม่ลืมอะไรนะคะ คุณหนู” เทียน่าถาม

               “ไม่ค่ะ คิดว่านะ” อนาสตาเซียใช้มือตบไปที่กระเป๋าสะพายของเธอที่สะพายข้างไว้เบา ๆ

               “งั้นก็ไปกันเถอะค่ะ”

               อีวานใช้เวลาราว ๆ ครึ่งชั่วโมงในการขับรถมาสนามบิน เมื่อมาถึงเขาก็เข้ามาจอดในที่ประจำของตระกูลแคนเชลส์กี้ และออกไปพร้อมกับเทียน่าและอนาสตาเซีย ทั้งสามคนเดินเข้ามาในสนามบินและตรงเข้าไปที่เค้าเตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่อแจ้งจุดประสงค์ ไม่นานก็มีกัปตันของสายการบินแคนเชลส์กี้แอร์ไลน์ออกมาหา

               “สวัสดีครับ คุณหนูเอ่อ คุณหนูอนาสตาเซียใช่ไหมครับ” กัปตันถามเพื่อความแน่ใจ

               “ให้ตายสิจอห์น นี่นายยังแยกคุณหนูอนาสตาเซียกับพี่สาวของเธอไม่ออกอีกเหรอ” อีวานแซวกัปตันจอห์น

               “ก็แหม ผมไม่ได้อยู่กับคุณหนูบ่อยเหมือนนายนี่นา” กัปตันจอห์นหันมาพูดกับอีวาน

               “นี่คือคุณหนูอนาสตาเซียจ้ะ จอห์น ฝากคุณหนูด้วยนะ” เทียน่าเองก็ฝากฝังอนาสตาเซียไว้กับกัปตันจอห์น

               “ไว้ใจได้เลย เดี๋ยวผมจะไปส่งคุณหนูอนาสตาเซียให้ถึงคฤหาสน์แคนเชลส์กี้ที่รัสเซียเลย” กัปตันจอห์นยิ้มและชูนิ้วโป้งให้เทียน่าก่อนจะหันไปหาอนาสตาเซีย “ไปกันเถอะครับคุณหนู”

               “รักษาตัวนะครับคุณหนู” อีวานยิ้มส่ง

               “เดินทางปลอดภัยนะคะคุณหนู” เทียน่าเข้ามากอดอนาสตาเซีย

               “ค่ะ ขอบคุณที่มาส่งนะคะ อีวาน เทียน่า” อนาสตาเซียโบกมือลาทั้งสองคนและเดินตามกัปตันจอห์นไป

               ระยะทางจากประเทศไทยไปถึงรัสเซีย ใช้เวลาในการเดินทางราว ๆ 10 ชั่วโมง เวลาส่วนใหญ่บนเครื่องบินอนาสตาเซียก็ใช้ไปกับการนอน เธอไม่ต้องไปอยู่กับใครเพราะเครื่องบินทุก ๆ ลำของสายการบินแคนเชลส์กี้จะมีห้องพิเศษที่ยิ่งกว่าชั้นเฟิร์สคลาสไว้รองรับคนในตระกูลแคนเชลส์กี้

               เมื่อเครื่องบินลงจอดที่รัสเซียเธอก็รออยู่ในเครื่องราว ๆ ยี่สิบนาที หลังจากนั้นกัปตันจอห์นที่เธอคุ้นเคยก็เดินเข้ามาหาและพาเธอออกจากสนามบินและขับรถพาเธอไปส่งที่ตระกูลแคนเชลส์กี้ ด้วยช่วงเวลาที่แตกต่างทำให้เธอปวดหัวเล็กน้อย นาฬิกาของเธอบอกเวลาบ่ายสามโมงเกือบ ๆ สี่โมงเย็นแล้ว แต่ที่รัสเซียยังเป็นเวลาเที่ยงวันอยู่เลย

               เมื่ออนาสตาเซียมาถึงบ้านของเธอที่รัสเซียเธอก็วิ่งเข้าไปในบ้านและตรงขึ้นไปที่ชั้นสอง ระหว่างทางเธอก็เห็นว่ามันมีอะไรแปลก ๆ ไป ปกติจะมีห้องทางฝั่งตะวันออกสามห้องแต่นี่เหลือห้องเดียว แต่เธอก็ยังไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เธอเดินตรงไปที่ห้อง ๆ หนึ่ง และแล้วเธอก็เจอ เธอมองไปยังป้ายแขวนหน้าห้องที่เขียนว่า ‘Veronica’ และเปิดประตูเข้าไปโดยที่ไม่เคาะประตู

               “สวัสดี เวก” เธอกล่าวทักทายคนที่อยู่ในห้อง

               “นาส? ทำไม??” ผู้หญิงที่อยู่ในห้องหันมา เธอตกใจกับการปรากฏตัวของอนาสตาเซีย เธอมีรูปร่างและหน้าตาที่เหมือนกับอนาสตาเซียทุกอย่างจนแทบจะแยกไม่ออก ต่างกันตรงที่เธอมีผมสีแพลตทินั่ม ซึ่งเป็นสีผมที่อ่อนกว่าสีผมของอนาสตาเซีย

0 ความคิดเห็น