อุบัติรัก กักหัวใจ

ตอนที่ 4 : ผู้ชายเกินร้อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 182
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    21 มิ.ย. 56

มาแล้วค่ะ ยังไงก็อยู่ให้กำลังใจหนูจันทร์ไปนานๆ นะคะ

ริตาพร

บทที่ 3

 

 

            หลังจากจัดการเรื่องห้องนอนให้จันทร์ประดับ ภากรจึงติดต่อคนที่ตามหาอิงฟ้าอีกครั้ง แต่ก็ได้รับคำตอบเช่นเดิม พวกเขาหาอิงฟ้าไม่เจอ และที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ รถที่คนร้ายหลบหนีนั้นติดทะเบียนปลอม จึงทำให้ยากแก่การสืบหาหลายเท่า ตอนนี้เขาเหมือนกำลังงมเข็มในมหาสมุทร จับต้นชนปลายไม่ถูก ด้วยไม่อยากให้ทางครอบครัวของอิงฟ้าที่อเมริกาคิดมาก จึงไม่คิดแจ้งความเพราะยิ่งมีคนรู้มากก็จะไม่เป็นผลดีกับฝ่ายไหน

            ภากรรู้จักกับอิงฟ้าตั้งแต่ชายหนุ่มไปเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกา ทั้งสองเรียนที่เดียวกันในมหาวิทยาลัยคอร์เนล เมืองอิทาคา รัฐนิวยอร์ก เขาเรียนต่อสาขาการบริหารโรงแรม ส่วนเธอเรียนการตลาดในระดับปริญญาตรี ซึ่งอิงฟ้าเป็นน้องสาวของเพื่อนสนิทของเขาที่เคยเรียนด้วยกันสมัยมัธยมตอนอยู่เมืองไทย จึงทำให้ทั้งคู่สนิทกันเร็วขึ้นจนกลายเป็นความผูกพันต่อกันระดับหนึ่ง แต่ห่างหายกันไปเมื่อภากรเรียนจบก็กลับมารับช่วงต่อกิจการโรงแรมของครอบครัวทันที เวลาผ่านไป 5 ปี ความจำเป็นบางอย่างทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจขออิงฟ้าแต่งงาน  เธอสมควรมีความสุขที่สุดในการกลับมาเยือนแผ่นดินเกิดและได้เคียงคู่กับคนที่รักแต่เขากลับเป็นคนทำลายความฝันของเธอลงอย่างไม่น่าให้อภัย

            ถ้าอิงฟ้าเป็นอะไรไป เขาจะไม่มันวันให้อภัยตัวเองตลอดชีวิต! นั่นคือสิ่งที่ภากรสัญญา

            ดวงตาคมกริบประกายไหวทอดมองผ่านกรอบหน้าต่างทอดมองผืนฟ้ายามราตรี ที่ปกคลุมด้วยกลุ่มดาวเดียรดาดทอแสงสุกใสอย่างเหม่อลอย ราวกับค้นหาบางอย่าง ก่อนตัดใจละสายตาจากภาพนั้น เดินเข้าห้องน้ำชำระร่างกายผลัดเป็นชุดนอนเสื้อแขนสั้นกางเกงขายาวสบายๆ แล้วเอนตัวนอนทันทีเพราะพรุ่งนี้เขาต้องไปทำงานแต่เช้า

            ในจังหวะที่ชายหนุ่มกำลังเอื้อมมือปิดโคมไฟหัวเตียงเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เขานิ่วหน้าเล็กน้อย

            ก๊อก ก๊อก!

            “ใคร?

            “ฉันเอง”

            ภากรผ่อนลมหายใจอย่างข่มอารมณ์เมื่อได้ยินเสียงคนข้างนอกก่อนตวัดผ้าห่มออกแล้วลุกขึ้นจากเตียงเดินไปที่หน้าห้องแล้วเปิดประตูด้วยสีหน้าราบเรียบ จึงเห็นว่าเจ้าสาวของเขาเปลี่ยนเป็นชุดนอนเรียบร้อยแล้ว

            “มีอะไรเหรอ”

            จันทร์ประดับฉีกยิ้มหวานให้ชายหนุ่มก่อนเปลี่ยนโหมดเป็นเศร้าในวินาทีถัดมาแล้วพูดเสียงอ่อย

            “คืนนี้ฉันขอนอนด้วยคนนะ ฉันกลัวผี”

            เขาทำหน้าเหนื่อยหน่าย

            “ที่นี่ไม่มีมีหรอก ผมรับประกันได้ คุณกลับไปนอนเถอะดึกมากแล้ว ถ้ากลัวมากก็เปิดไฟไว้สิ” ชายหนุ่มบอกปัดแล้วปิดประตูแต่หญิงสาวยื้อไว้อย่างไม่ยอม

            “แต่ฉันนอนไม่หลับถ้าเปิดไฟ น่านะ ให้ฉันนอนด้วยคนนะ พลีสสส!

            ภากรชั่งใจ สบตากับเจ้าของน้ำเสียงอ้อนๆ เริ่มลังเล พอเห็นว่าเป้าหมายเริ่มอ่อนลง จันทร์ประดับจึงรุกต่อ เธอกลัวผีจริงๆ นี่นา ไม่ได้แกล้งแอ๊บนะ

            “นะคะคุณสามีที่รัก ไหนว่าเราบังเอิญรักกันยังไงค่ะ อย่าทำให้ฉันผิดหวังสิ”

            ใบหน้าหล่อเริ่มซับสีระเรื่อลามจนถึงใบหู คาดไม่ถึงว่าหญิงสาวจะจำสิ่งที่เขาพูดได้ ซึ่งความทรงจำในตอนนั้นเขาคือตอนที่เขากับอิงฟ้าไปเที่ยวที่อิตาลี่แล้วก็ไปที่น้ำพุเทรวี่ด้วยกัน ซึ่งที่นั่นมีความเชื่อว่า ถ้าอธิฐานกับเหรียญแล้วหันหลังโยนลงไปในน้ำพุโดยโยนจากมือขวาผ่านไหล่ซ้ายจะทำให้ได้กลับมาเยือนที่อิตาลี่อีกครั้ง อีกข้อก็คือถ้าอธิษฐานเรื่องความรักก็จะสมหวังเช่นเดียวกัน แต่ความจริงกับสิ่งที่เขาพูดบนเวทีไม่ได้โรแมนติกถึงขนาดนั้น เพราะหลังจากที่อิงฟ้าอธิษฐานต่อหน้าน้ำพุเธอก็แกล้งโยนเหรียญใส่เขาอย่างจงใจ เขาจึงเก็บเหรียญคืนให้เธอเท่านั้นเอง

            “แค่คืนนี้คืนเดี๋ยวเท่านั้นนะ” เขาสรุปในที่สุด

            จันทร์ประดับตาวาว ยิ้มทั้งหน้าและปาก

            “ขอบคุณค่ะ น่ารักที่สุดเลย สามีใครเนี่ย”

            ภากรทำหน้าบอกบุญไม่รับแล้วเดินไปที่เตียงเอาหมอนข้างมาคั่นกลางปิดโคมไฟข้างตัวเองแล้วก็ล้มตัวลงนอนทันทีโดยไม่สนใจสมาชิกใหม่แม้แต่น้อย ส่วนคนที่ถูกเมินก็ยักไหล่อย่างไม่สนใจเพราะมัวเพลินไปกับการสำรวจห้องนอนของเขา อารามกลัวผีหายไปในพริบตา

            ห้องของภากรตกแต่งด้วยโทนสีเทาและขาว เฟอร์นิเจอร์ทำจากไม้เป็นหลัก แม้แต่พื้นก็ยังเป็นไม้ที่ขัดเงาอย่างดี ส่วนที่หญิงสาวประทับใจที่สุดก็คือกรอบกระจกหน้าต่างขนาดใหญ่และยาวกินพื้นที่ผนังตัวบ้านไปทั้งด้านทำให้ห้องสีทึมๆ ดูมีชีวิตชีวาขึ้น

            พอสำรวจห้องจนอิ่มกับบรรยากาศ จันทร์ประดับจึงหันไปให้ความสนใจร่างสูงบนเตียงแทน เธอทำแก้มป่อง ยกมือกอดอก หรี่มองคนที่หันหลังให้อย่างขัดใจ แล้วสาวเท้าไปหาทิ้งตัวนั่งลงฝั่งตรงข้ามแล้วสะกิดเข้าที่ท่อนแขนแกร่ง

            “นี่คุณ หลับหรือยัง”

            ภากรพลิกตัวหนีแทนคำตอบ

            จันทร์ประดับตาวาวที่ชายหนุ่มทำเหมือนรำคาญ อารมณ์ความอยากเอาชนะมีมากกว่าเหตุผล ทำให้เธออยากทอดสอบบางอย่างจากชายหนุ่มจึงเลื่อนมือปิดโคมไฟที่หัวเตียง สางผมออกให้ดูเซ็กซี่ที่สุด แล้วแทรกกายลงที่นอน หยิบหมอนข้างที่คั่นกลางออกอย่างเบามือ ดวงตากลมประกายเจ้าเล่ห์ ยิ้มกริ่มอย่างหมายมาด

            หวงเนื้อหวงตัวนักใช่ไหม หนูจันทร์จัดให้!

            “ว้าย! ไฟดับแล้วมื๊ดมืด น่ากลัวจังเลย” ปากว่าตัวก็กระแซะเข้าหาคนนอนนิ่งเป็นหุ่นปั้นจนติดกันเป็นปลาท่องโก๋ มือเรียวโอบกอดเข้าที่เอวหนาที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อพองาม ใบหน้านั้นซบเข้ากับแผ่นหลังแกร่งอุ่นพร้อมกับถูไปมาอย่างนึกสนุก จนคนถูกล่วงเกินถึงกับตัวชาวาบ

            “คุณเล่นอะไรเนี่ย” เขาโวยวายลืมตาตื่นขึ้น แล้วขยับหนีร่างสมส่วนอิ่มนุ่มจนชิดขอบเตียง จันทร์ประดับทำเหมือนไม่ได้ยิน

            “ก็ฉันกลัวนี่นา คืนนี้เป็นคืนแรกของฉันด้วย คุณควรเข้าใจฉันนะ” เธอว่าพร้อมกับเบียดเขาหาร่างสูงอย่างไม่ยอม

            “คุณไม่เห็นเหรอว่าผมจะตกเตียงแล้ว ขยับออกหน่อยสิ”

            “ไม่เอา ทั้งกลัว ทั้งหนาว เอาน่า กอดแค่นี้คุณไม่สึกหรอหรอก”

            ข้อความข้างท้ายทำให้เลือดในตัวชายหนุ่มสูบฉีดพล่านอย่างมีอารมณ์ จังหวะที่ร่างสูงพลิกตัวหลบไปอีกฝั่งของเตียง ร่างสมส่วนก็โถมเข้าใส่สุดกำลังทำให้ตั้งหลักไม่ทันจนถลาตกเตียงด้วยกันทั้งคู่

            “เฮ้ย/กรี๊ดดด!!!

            โครม!

            ทั้งสองล้มกลิ้งลงไปที่พื้นด้วยกัน จันทร์ประดับลืมตาขึ้นจึงพบว่าตัวเองนอนทับอยู่บนร่างของชายหนุ่มโดยมือหนาโอบเอวบางของเธอไว้แน่น เธอไม่เจ็บมากแค่ตกใจนิดหน่อย ส่วนอีกฝ่ายถึงกับหน้าเหยเก แก้มสาวเริ่มซับสีเลือดเมื่อพิศมองเสี้ยวหน้าคมฝ่าความมืดที่มีแสงรำไรของดวงจันทร์นำทาง ดวงใจสาวกระตุกไหววูบเมื่อริมฝีปากรูปกระจับของเธอห่างกับริมฝีปากบางของเขาไม่ถึงนิ้ว

            หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น เมื่อสบเข้ากับดวงตาคมที่ทอดมองมา รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมาทันที เหมือนโลกหยุดหมุน  จินตนาการสุดวาบหวามหลุดเข้ามาในห้วงความผิดยิ่งส่งผลให้พวงแก้มแดงก่ำยิ่งขึ้น ทว่า...

            “จะลุกได้รึยัง ผมหนัก” ชายหนุ่มว่าอย่างตำหนิทำให้จันทร์ประดับเรียกสติที่หลุดลอยไปกลับมาอีกครั้ง กระพริบตาถี่ อารมณ์โรมานซ์หดหายลงในบัดดล หญิงสาวรีบลงจากตัวเขา แล้วเอ่ยเสียงสะบัดแก้เก้อพวงแก้มร้อนผ่าว นี่เขาไม่รู้หรือไงว่าเรื่องผู้หญิงกับน้ำหนักเป็นอริกัน

            “ขอโทษ”

            “นอนเถอะ ดึกมากแล้ว”

            ภากรเอ่ยเสียงขรึมข่มความปวดร้าวไว้ข้างในโดยไม่มองหน้าหญิงสาวแล้วก้าวขึ้นเตียงนอนโดยไม่พูดอะไรอีก จันทร์ประดับเดินตามไปแต่โดยดีแทรกลงตัวลงในผ้านวมผืนหน้าที่เขาเสียสละให้ เริ่มรู้สึกผิดยามทอดมองแผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยความอ้างว้างราวกับถูกกักเก็บสะสมมานาน

            เธอจึงเอื้อมไปห่มผ้าให้อีกฝ่ายโดยแบ่งคนละครึ่งผืน แล้วเอ่ยเสียงอ่อนสำนึกผิดจากใจจริง

            “หลับฝันดีนะคะ คุณสามี”

            จันทร์ประดับยิ้มให้เจ้าของแผ่นหลังอันโดดเดี่ยวก่อนหลับตาลงจนหลับในที่สุด จึงไม่รู้ว่าคนที่ตั้งแง่เย็นชาใส่นั้นลืมตาขึ้นยิ้มอ่อนโยนให้กับคำพูดของเธออย่างลืมตัว

 

            “เป็น”

            “ไม่เป็น”

            “ปะ...”

            “หยุด สต๊อป ยัว เมาส์ ณ บัดนาว เมื่อคืนอินหนักเหรอไง เขาจ้างเธอมาเขียนคอลัมน์นะ ไม่ใช่มานั่งเด็ดดอกกุหลาบแล้วเงินมันจะลอยเข้ามาในบัญชี”

            จันทร์ประดับสะดุ้งตัวยกมือปิดหูตั้งแต่ได้ยินคำแรกที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสด ก่อนทำหน้ายู่แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปักดอกกุหลาบพิการลงแจกันดังเดิม ทรุดหน้าลงซบลงบนพื้นโต๊ะทำงานอย่างหมดแรง

            “ก็คนมันกลุ้มนี่นา อย่าบ่นนักสิ”

            “แหม พอแต่งงานแล้วถึงกับเขียนเรื่องสาวโสดไม่ออกเลยเหรอ” แมรี่ หรือ แมนสรวง ชายร่างบึกบึนแต่หัวใจเป็นหญิงว่าอย่างหมั่นไส้ทั้งหน้าและปาก จันทร์ประดับจึงส่งค้อนให้รู้ดีว่าคนพูดหมายถึงอะไรแล้วดีดตัวขึ้นนั่งพิงพนักเก้าอี้ ดวงตากลมหลุบต่ำลงอยู่ที่หัวข้อคอลัมน์ ‘Womens’ ซึ่งรวบรวมเรื่องราวในแง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับผู้หญิงโสดและไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อนที่ตนเองรับผิดชอบอยู่แล้วอยากร้องไห้เพราะยังไม่มีรอยอะไรฝากไว้เลย ทั้งที่เธอต้องส่งต้นฉบับภายในวันนี้หลังจากที่เบียดเวลางานไปเข้าคอร์สเจ้าสาวเสียหลายวัน

            “ถ้าเจ๊รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันเมื่อคืน แกจะไม่มีวันพูดแบบนี้เด็ดขาด”

            “จะเรื่องอะไร ถ้าไม่ใช่เรื่องบนเตียง เป็นไงบ้างคุณเตเป็นอย่างที่ฉันเขียนสักข้อไหม” เจ้าของคอลัมน์ เซ็กซ์ไม่ลับกับแมนแมรี่ ซึ่งรวบรวมเกี่ยวกับเรื่องบนเตียงไว้ครบครันโดยเฉพาะเรื่องลับๆ ของผู้ชาย ส่งสายตาวิบวับให้เพื่อนสาวอย่างรู้นัย

            คอลัมน์ที่ทั้งคู่ประจำอยู่นั้นเป็นส่วนหนึ่งของนิตยสาร Crazy  ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับไลฟ์สไตน์การใช้ชีวิต เซ็กซ์  สุขภาพ ความบันเทิง ตลอดจนเรื่องราวความงาม แฟชั่นทันยุคสมัย ได้รับความนิยมจากผู้อ่านจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงวัยทำงานและแม่บ้านที่รักสุขภาพ

            จันทร์ประดับทำหน้ากระอักกระอ่วน เมื่อไพล่นึกถึงทริคต่างๆ ในหัวข้อที่แมรี่เขียนอยู่ ถ้ามันได้สักข้อหนึ่ง เธอจะไม่ว่าอะไรเลย ว่าแล้วก็อารมณ์เสีย!

            “คือว่า...”

             “พี่จันทร์ มีแขกมาหาครับ”

            จันทร์ประดับกับแมรี่หันไปมองทางต้นเสียงพร้อมกัน จันทร์ประดับขมวดคิ้ว ก่อนถามยิ้มๆ

            “ใครเหรอเป้”

            นักออกแบบกราฟฟิกหนุ่มไม่ตอบ เขายิ้มเจ้าเล่ห์ให้รุ่นพี่แล้วก็พาตัวเองไปที่โต๊ะทำงาน จึงเผยให้เห็นร่างสูงโปร่งค่อนข้างผอม ใบหน้าขาวกระจ่างใสแบบหนุ่มเกาหลี จันทร์ประดับเบิกตากว้างอย่างตกใจ ก่อนทะลึ่งพรวดลุกขึ้น ภาพความทรงจำหน้าประตูหลั่งไหลเข้ามาในหัวสมอง

            “คุณเต”

            “เรามีเรื่องต้องเคลียร์กันครับ คุณจันทร์” เตวิชพูดพร้อมกับยื่นช่อดอกกุหลาบให้จันทร์ประดับแต่หญิงสาวปัดมันทิ้งอย่างไม่ใยดี ทุกคนมองตาค้างด้วยไม่คิดว่าหญิงสาวจะกล้าทำ

            “ขอบคุณ แต่ทีหลังไม่ต้อง เพราะเราไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันอีกแล้ว”

            “หมายความว่ายังไง”

            จันทร์ประดับแค่นยิ้ม รู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวใจ

            “เมื่อคืนคุณเตน่าจะรู้คำตอบดีแล้วนะคะ”

            “มันไม่ตลกน่ะครับ ถ้าคุณจันทร์ไม่มีเหตุผลดีพอ ผมคงต้องฟ้อง”

            “เชิญตามสบายค่ะ สามีฉันรวย” จันทร์ประดับยกมือกอดอกแล้วกรีดนิ้วมือข้างซ้ายไปมาราวกับจงใจให้ทุกคนมองจึงเผยให้เห็นแสงแวววาวของแหวนทองคำขาวที่ตรงกลางประดับด้วยเพชรน้ำงามบนนิ้วนางเรียวของเจ้าตัว โดยไม่สนใจเสียงซุบซิบของเพื่อนร่วมงาน

            เตวิชมองตาค้าง

            “นี่คุณแต่งงานแล้วเหรอ” คำพูดของเตวิชทำให้ทุกคนยิ่งงงเพราะเขาเป็นเจ้าบ่าวของจันทร์ประดับแท้ๆ แต่ทำเหมือนไม่รู้ว่าเจ้าสาวแต่งงานแล้ว

            “ใช่ค่ะ เปลี่ยนทั้งแหวนและก็ตัวเจ้าบ่าวด้วย”
                ทุกคนในห้องตกใจ ตาแทบถลน

            “โอ๊ย นี่มันอะไรกันเนี่ย อกอีแป้นจะแตก” แมรี่พูดพร้อมตบหน้าหน้าผากตัวเองอย่างงงจัด มองจันทร์ประดับกับเตวิชสลับกัน “มีใครจะบอกเจ๊ได้ไหมคะ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

            จันทร์ประดับสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด หันไปยิ้มให้กำลังใจแมรี่แต่แววตาวาวโรจน์ของเจ้าตัวไม่ได้ทำให้แมรี่สบายใจได้เลย แล้วหันไปสบตากับเตวิชที่หันมาอยู่ก่อนแล้ว

            “ฟังฉันให้ดีๆ นะคะคุณเต เมื่อคืนฉันแต่งงานแล้วจริงๆ ถ้าคุณอยากจะฟ้องก็เชิญ ฉันไม่ซีเรียส”

            “ผมอยากฟังเหตุผล”

            จันทร์ประดับมองชายหนุ่มอย่างประเมิน เมื่อไม่อยากนึกถึงสิ่งที่ทำให้ตัวเองต้องเจ็บปวด ยิ่งเห็นหน้าขาวๆ หล่อๆ เหมือนเจ้าชายในฝันก็ยิ่งเสียดายแต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วต้องตัดใจ

            “เมื่อคุณเตอยากรู้มากฉันก็จะบอกค่ะ ที่หน้าห้อง 302…” หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ลอบมองปฏิกิริยาของอดีตคนรัก ก่อนกลั้นใจพูดต่อ “ฉันเห็นคุณกับเลขาของคุณจูบกัน เหตุผลแค่นี้พอไหมคะ”

            จันทร์ประดับเหยียดยิ้มมองเตวิชยืนหน้าซีดเป็นไก่ต้มทั้งรักทั้งแค้น

            “เอ่อ... ผม ผมขอโทษ” เตชิตพูดเหมือนจะร้องไห้ จันทร์ประดับสะบัดหน้าหนี

            “ถ้าคุณไม่อยากให้ฉันพูดอะไรมากกว่านี้ เชิญกลับไปได้แล้วค่ะ”

            “ผมขอโทษ แต่ผมยังยืนยันคำเดิมว่าผมรักคุณเหมือนเดิม” เขายิ้มเศร้ายอมรับชะตากรรมของตนเองก่อนค้อมตัวขอโทษทุกคนที่ทำให้เสียเวลางานแล้วเดินออกไป

            แมรี่มองตามเตวิชด้วยสายตาละห้อยอย่างนึกเสียดายแทนแล้วหันมามองคนเรื่องมากอย่างเสียอารมณ์

            “อะไรกันย่ะหล่อน แค่คุณเตจูบกันกับเลขาแค่นี้เธอโกรธถึงขนาดยกเลิกงานแต่งงานเลยเหรอ”

            “แต่เขาพลอดรักกันในวันแต่งงานของฉันนะเจ๊” จันทร์ประดับว่าเสียงขื่น รู้สึกโหวงเหวงในใจที่ได้ยินคำสารภาพรักจากปากเตวิชอีกครั้ง แมรี่มองอย่างเห็นใจแต่ยังไงผู้ชายก็ดูมีภาษีกว่าสำหรับเธอ

            “ผู้หญิงคนนั้นอาจจะให้ท่าก็ได้ ถ้าไม่รักจริงเค้าจะมาง้อเธอวันนี้ทำไม”

            “ถ้าเลขาเขาไม่ใช่ผู้หญิงล่ะเจ๊”

            “ถ้าไม่ใช่ผู้หญิงแล้วเป็นอะไรล่ะ?” แมรี่ตาวาวทันทีที่พูดจบ หันไปมองจันทร์ประดับอย่างอึ้งๆ “หมายความว่า...”

            “เลขาของคุณเตเป็นผู้ชาย!

................................................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

20 ความคิดเห็น