อุบัติรัก กักหัวใจ

ตอนที่ 5 : ภรรยามือใหม่ (แวะมาปรับแก้ช่วงท้ายของฉากแรกเพื่อความสมจริงค่ะ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 227
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    23 มิ.ย. 56

บทนี้นางเอกของเราขโมยซีนอีกแล้วอย่าเพิ่งหมั่นไส้เธอนะคะ ตอนท้ายคู่รองของเราก็น่ารักไม่แพ้กันค่ะ

ริตาพร

บทที่ 4

“ฮือๆ ไม่น่าเลย คุณเตของเจ๊ชอบถั่วดำก็ไม่บอก”

แมรี่ร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลหลังจากฟังช็อตเด็ดจากจันทร์ประดับ จนคราบอายไลน์เนอร์เปรอะเปื้อนไหลลงตามร่องแก้ม

“สมใจเจ๊แล้วล่ะสิ” จันทร์ประดับยื่นกระดาษทิชชูให้ แมรี่รับมาซับคราบน้ำตาอย่างไม่อิดออดก่อนตบท้ายด้วยการสั่งน้ำมูกแรงๆ ไม่วายหันไปยิ้มหวานให้พนักงานหนุ่มที่เดินไปมา จันทร์ประดับมองอย่างอายแทน

“ใครว่าล่ะยะ ถึงฉันจะชอบกินผู้ชายแต่ฉันก็เลือกนะ ทีหล่อนยังไม่ชอบของเก๊ ฉันก็ไม่ชอบเหมือนกันนั่นแหละ”

“แต่ก็เห็นใช้ประจำ”

“บ้า นี่ปราด้าของแท้ส่งตรงจากมิลานนะยะ” แมรี่ส่งสายตาค้อนหยิบกระเป๋าหนังจระเข้สีดำขลับขึ้นมาแล้วหยิบเครื่องสำอางประทินผิวมาแต่งหน้าใหม่

“มิลานหรือสะพานควายกันแน่เจ๊ พูดผิดพูดใหม่ได้นะ ไม่คิดราคา” จันทร์ประดับยิ้มขำชอบใจ แมรี่หยุดตบแป้งส่งสายตาจิกมาให้ก่อนพูดตามสไตล์สวยเริดเชิดสามร้อยหกสิบองศาแม้แต่คาเมร่ายังเรียกพี่

“อารมณ์ดีแบบนี้แสดงว่าหายเฮิร์ทแล้วล่ะสิ”

จันทร์ประดับหุบยิ้ม หน้าหม่นลง นิ่งคิด เรื่องนี้โทษฝ่ายชายอย่างเดียวไม่ได้ ตอนที่เห็นคุณสมบัติของเตวิชซึ่งทางบริษัทจัดหาคู่นำมาให้ครั้งแรกเธอก็เป็นฝ่ายวิ่งเต้นหาเข้าเขาก่อนโดยไม่เฉลียวใจเลยสักนิด เพียงเพราะติดใจเชื้อสายความเป็นคนกรุงของเขาแท้ๆ

5 ปีก่อน จันทร์ประดับเพิ่งเรียนจบด้านมนุษยศาสตร์ใหม่ๆ ยังไม่มีงานทำเนื่องจากพิษเศรษฐกิจรุมเร้า ทุกบริษัทต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะรับบุคคลเข้าทำงานก็ต่อเมื่อผู้สมัครมีผ่านประสบการณ์การทำงานมาก่อน เธออยากจะถามกลับว่า ถ้าไม่ให้เธอทำงานแล้วเธอจะมีประสบการณ์ไหม ยิ่งคิดยิ่งเข้าตำราปัญหาโลกแตกไปทุกที จันทร์ประดับจึงตัดสินใจกลับไปตั้งหลักที่โคราชซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอหวังจะให้พ่อแม่เลี้ยงสักเดือนสองเดือน แต่พวกท่านกลับคิดจับเธอแต่งงานกับลูกชายเจ้าของโรงสีเพื่อเป็นฐานสนับสนุนในการเลือกตั้งกำนันในปีนั้น หญิงสาวค้านหัวชนฝาถึงขนาดประท้วงอดข้าวอดน้ำไม่ยอมออกจากห้องเลยทีเดียวจนทั้งสองท่านใจอ่อนเลิกบังคับในที่สุด แต่เธอยังไม่วางใจหลังจากนั้นก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ ทันที และประกาศก้องไว้ว่า ถ้าเธอไม่ได้สามีชาวกรุงจะไม่กลับบ้านเด็ดขาด!

จนกระทั่งมาพบกับเตวิช ความฝันที่รอมานานเป็นจริงอย่างอัศจรรย์ วินาทีที่ชายหนุ่มขอแต่งงาน เธอจึงเข้าใจว่า หน้าบานเป็นกระด้ง เป็นเช่นไร น่าแปลกในตอนนั้นคำว่าสามีชาวกรุงนั้นดังกว่าคำว่ารักเสียอีก คุณพระท่านคงลงโทษเธอที่เห็นรูปทรัพย์ภายนอกสำคัญกว่าความรัก ทุกอย่างเลยลงเอยแบบนี้

“มันก็มีบ้างแหละ แต่ทำไงได้ฉันไม่ใช่สาวโสดที่ต้องมานั่งคิดเล็กคิดน้อยเรื่องพรรค์นี้อีกแล้ว” กว่าจันทร์ประดับจะหาลิ้นตัวเองเจอแมรี่ก็แต่งหน้าเสร็จเรียบร้อยสวยเด้งดังเดิมในแบบที่เจ้าตัวชอบ

“จริงสิ แล้วผู้ชายที่โชคร้ายกลายเป็นเจ้าบ่าวกันหน้าแตกของหล่อนคือใครกันยะ”

จันทร์ประดับหน้าร้อนผ่าวทันทีที่คิดถึงเจ้าบ่าวคนใหม่เผลอลูบแหวนแต่งงานอย่างลืมตัว ไม่อาจรอดพ้นสายตาของแมรี่ได้

หมั่นไส้จริงพวกของแท้!

“มัวแต่ถูหาเลขอยู่นั่นแหละ ไม่ต้องพิสูจน์ก็ได้ว่ามันของแท้ ตกลงแม่คุณจะบอกได้รึยังว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใครเอ่ย”

จันทร์ประดับสะดุ้งปั้นหน้าเคร่งแก้เก้อ

“มันไม่สำคัญอะไรหรอก เค้าก็แค่เป็นลูกชายเจ้าของโรงแรมอัครทิวากรแกรนด์โฮเต็ลเอง”

แมรี่ตาวาว

“หา! ว่ายังไงนะ เธอแต่งงานกับคุณภากรของฉันอย่างนั้นเหรอ”

จันทร์ประดับอยากตกปากตัวเองนัก หันมองซ้ายขวาเมื่อเพื่อนคอลัมนิสต์คนอื่นเริ่มหันมองพวกเธอเป็นตาเดียว งานก็ยังไม่เสร็จแถมมานั่งนินทาในเวลางานอีก จะถูกไล่ออกไหมเนี่ย!

“เบาๆ หน่อยสิ เดี๋ยวคนอื่นก็หาว่าฉันเป็นวันทองสองใจหรอก”

แมรี่ทำหน้าคล้ายจะเป็นลม หดหู่สุดชีวิต

“ยายจันทร์ เธอเกิดมาเพื่อทำลายหัวใจฉันหรือยังไงยะ”

“ฉันก็งงเหมือนกันนั่นแหละ ไม่รู้ทำไมเขาถึงมาขอให้ฉันแต่งงานแทนเจ้าสาวของเขาที่หายไป...” หลังจากนั้นจันทร์ประดับก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเมื่อคืนวานให้แมรี่ฟังอย่างไม่ปิดบังเพราะแมรี่คือคนสนิทและเพื่อนที่ไว้ใจที่สุด ซึ่งถ้าไม่มีแมรี่เธออาจไม่ได้มานั่งประดิษฐ์ร้อยเรียงอักษรให้ผู้อ่านได้ติดตามมาจนถึงวันนี้

“ฉันว่าแล้ว คอลัมนิสต์วันๆ อยู่แต่กับหนังสืออย่างหล่อนคงไม่ได้มีโอกาสได้พบพ่อเทพบุตรของฉันหรอก ส้มหล่นจริงๆ นะยะ”

จันทร์ประดับรู้สึกคันที่หัวใจ หมั่นไส้พ่อคนเสน่ห์แรงขึ้นมาทันที

“แหม แล้วเจ๊ไปรู้จักกับสามีฉันตั้งแต่ตอนไหนกันย่ะ พูดมาให้เคลียร์นะเดี๋ยวบ้านแตก”

แมรี่ตวัดมองอย่างหมั่นไส้

“พูดอย่างกับไม่รู้ความดังของสามีตัวเอง โรงแรมเขาออกจะไฮโซขนาดนั้นคนในวงการหนังสือไม่โง่บ้าแล้วถ้าไม่รู้จักคุณภากร อัครทิวากร”

จันทร์ประดับรู้สึกคล้ายว่าตัวเองถูกตบหน้าอย่างจัง แต่ใช่ว่าเธอจะยอมถึงจะเป็นเพื่อนสนิทก็เถอะ

“จะไปรู้เหรอเค้าไม่ใช่ดาราซะหน่อย”

“พูดอย่างกับไม่เต็มใจ เอาอย่างนี้ดีไหม เราไปยืนกอดกันกลางถนนให้รถชนกันดีกว่า” แมรี่พูดเสียงตื่นเต้น แววตาเคลิ้มฝันจนจันทร์ประดับเริ่มสยอง

“คนบ้าอะไร อยู่ดีๆ อยากให้รถทัพตาย”
“นี่หล่อนไม่เคยดูหนังเกาหลีรึไงย่ะ ไอ้ที่นางเอกเกิดอุบัติเหตุแล้วสลับร่างกับตัวละครตัวอื่นน่ะ มันก็เหมือนกับตอนนี้ไง ฉันจะเสียสละเป็นชะนีแทนหล่อนเพื่อปรนนิบัติคุณกร ส่วนหล่อนก็มาเป็นฉันแล้วหาผู้ชายเชื้อสายชาวกรุงต่อไป ฉันได้ยินมาว่าพ่อของคุณภากรเป็นคนอีสานบ้านเดียวกันกับหล่อนนะ”

จันทร์ประดับมองแมรี่ตาปริบ เริ่มไขว้เขว แต่เธอเข็ดเรื่องรูปทรัพย์ภายนอกแล้ว ถ้าผู้ชายเป็นคนนั้นคือคนที่เธอรัก นับต่อจากนี้ไป เธอก็พร้อมจะมองข้ามสิ่งที่ไม่ดีของเขาและพร้อมจะอยู่เคียงข้างคนคนนั้นไปตลอด แต่สำหรับภากร... เธอยังไม่แน่ใจ?

“แต่ถ้าเขาไม่ใช่อย่างที่เจ๊คิดล่ะ?

แมรี่ชะงักหรี่ตามองคนมีอะไรในใจอย่างไม่แน่ใจ

“หมายความว่ายังไง?

“ฉันสงสัยว่าเขาเป็นเกย์”

แมรี่เบิกตากว้าง ยกมือขึ้นทาบอก

“ไม่จริง! นี่หล่อนอย่าเอาคุณเตมาเป็นมาตรฐานตัดสินผู้ชายสิ”

“ฉันไม่ได้มั่วนะเจ๊ ขนาดเมื่อคืนฉันอ่อย... เอ๊ย แค่เผลอถูกตัวเขานิดเดียว เค้าก็ทำเหมือนเสียความบริสุทธิ์ให้ฉันมาสิบชาติ”

“ตั้งสิบชาติเลยเหรอ”

“จริงนะเจ๊ ฉันถึงมานั่งกลุ่มใจเรื่องความแมนของเขาไง”

แมรี่ตบมือดังฉาดใหญ่

“เรื่องนี้เองสินะที่ทำให้หล่อนต้องมานั่งเด็ดกุหลาบปัญญาอ่อนนั่น”

“อืม” หญิงสาวพูดพร้อมกับเบือนหน้าไปมองดอกกุหลาบที่เริ่มเฉา แมรี่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คิดภาพไม่ออกว่าเทพบุตรที่เธอปลื้มจะเป็นเกย์ไปได้ยังไง แต่จันทร์ประดับใช่ว่าจะขี้เหร่ เธอสวยระดับนางเอกยังอายแล้วเหตุใดพ่อเทพบุตรจึงไม่สนกัน

“ถ้าหล่อนกังวลเรื่องที่คุณกรจะเป็นเกย์นักละก็... เจ๊มีวิธี สนไหมล่ะ?

จันทร์ประดับตาวาว รอยยิ้มผุดขึ้น รวบมือหนาอวบๆ ของแมรี่มากุมไว้ราวกับมีพระมาโปรด

“วิธีอะไรเหรอเจ๊”

แมรี่ยิ้มหมั่นไส้ สะบัดมือออกอย่างไว้ตัว แล้วสะบัดบ๊อบเป็นการตบท้าย เอี้ยวตัวไปหยิบต้นฉบับปึกหนึ่งบนโต๊ะทำงานของตัวเองแล้วยื่นให้จันทร์ประดับ ซึ่งหญิงสาวก็รับมาอ่านแต่โดยดี ชื่อเรื่องทำให้คนอ่านนิ่วหน้า

“กระบวนท่าเผยไต๋ผู้ชายนะยะ!” จันทร์ประดับเงยหน้ามองแมรี่อย่างสงสัย "นี่มันต้นฉบับจับผิดเกย์ที่เพิ่งลงในคอลัมน์ของเจ๊ในปักษ์ที่ผ่านมาไม่ใช่ เหรอ"
"ก็หล่อนสงสัยว่าคุณกรเป็นเกย์ เจ๊คิดว่าเรื่องนี้ช่วยได้แน่นอน" แมรี่ทำหน้าพยักเพยิดให้จันทร์ประดับอ่าน หญิงสาวจึงก้มหน้าลงพิจารณาตัวหนังสืออีกครั้ง

...กระบานท่าเผยไต๋ผู้ชายนะยะ...

By… Manmary

“กรี๊ด-ด-ด รกอก รกอก ผู้ชายแบบนี้สอบตก!

อึดอัดจะตายอยู่แล้ว ใครก็ได้ช่วยที ผู้ชายของฉันกำลังแอ๊บแมน!”

ผู้หญิงหลายๆ คนคงกำลังสนุกกับการวางสเปกผู้ชายในฝันอยู่ แต่เจ๊กลับคิดว่า สาวๆ ควรเอาเวลาที่เสียไปกับการร่างสเปกคุณแฟนในอนาคต ไปหาวิธีมัดใจพวกเขาเหล่านั้นดีกว่า เดี๋ยวจะหาว่าเจ๊แมรี่ไม่เตือนนะฮะ ขอบอก! เพราะสมัยนี้คงไม่มีใครปฏิเสธเจ๊ได้ว่าเป็นเรื่องยากที่ผู้หญิงจะคบผู้ชายสักคน ไม่ว่าเขาจะมาจากครอบครับที่มีพื้นฐานแบบไหน จะหล่อ รวย มาดแมน แฮนซั่ม เพียงใด คุณก็อาจจะเจอแจ๊คพอต ถึงเวลานั้นจะให้เจ๊กลับตัวกลับใจเป็นผู้ชายแท้มาดามใจคงไม่ทันแล้วนะฮะ

อันที่จริงเจ๊ก็ไม่อยากจะชี้โพรงให้สาวๆ นักหรอก เพราะเจ๊ก็เป็นพวกนิยมของแปลกเหมือนกัน แต่พอได้ลองอะไรแบบเดิมๆ ซ้ำ ซากบ่อยๆ มันก็เอียนเหมือนกันแหละค่ะท่านผู้ชม เอาเป็นว่าเจ๊จะไม่พูดพล่ามทำเพลงอีกต่อไป หลังจากที่เห็นสาวๆ หลายคนถอนหายใจอย่างเสียดายสุดๆ เมื่อเห็นเกย์หล่อเดินผ่านไปมา และจับได้ว่าแฟนตัวเองแอบมุดเข้าประตูหลังคนอื่นจนหาประตูหน้าไม่เจอ อยากประท้วงให้โลกรับรู้ก็ไม่กล้าเพราะกลัวหาปี๊บคลุมหัวไม่ทัน จึงได้แค่นั่งชีช้ำแน่นอกไปวันๆ เจ๊เห็นแล้วเพลียใจแทน ถ้าสาวๆ อย่างคุณไม่อยากโง่ให้เขาหลอกอยู่ล่ะก็ กระบวนท่าเผยไต๋ผู้ชายนะยะตอบโจทย์ได้แน่นอนจ้ะ

จันทร์ประดับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เมื่ออ่านสองย่อหน้าแรกของบทความ หลังจากนั้นก็เริ่มต้นอ่านย่อหน้าถัดไป ณ เวลานี้ หญิงสาวหวังว่าสิ่งที่เธอกำลังศึกษาจะช่วยให้เธอคลายความกังวลที่มีอยู่ในใจได้บ้าง
ขออย่าให้เป็นอย่างที่คิดไว้เลย...

อิงฟ้าขยับตัวเล็กน้อยหากรู้สึกร้าวไปทั้งตัว ลำคอแห้งผาก หญิงสาวใช้ศอกพยุงตัวลุกขึ้นทั้งที่ยังหลับตา ความเจ็บปวดแล่นเข้าที่ขมับด้านซ้าย เธอกัดริมฝีปากแน่นข่มความปวดร้าว พยายามเปิดเปลือกตา แต่หนักอึ้งเหมือนมีอะไรมากดทับ พยายามอยู่ครู่ใหญ่จึงลืมตาได้สำเร็จ บรรยากาศที่ไม่คุ้นตาทำให้หญิงสาวเริ่มหวาดระแวง รู้สึกปวดหน่วงๆ ที่ขมับซ้ายจึงยกมือขึ้นกุม นิ้วจึงสัมผัสเข้ากับผ้าพันแผล คิ้วเรียวขมวดมุ่น หลับตาลงอีกครั้งพยายามนึกถึงที่มาของแผล หากในมโนสำนึกกลับเป็นภาพความทรงจำที่บิดเบี้ยวเบลอจนมองไม่เห็นอะไร

“โอ๊ย!” หญิงสาวครางเสียงหวิวปวดร้าวไปทั้งศรีษะ แต่แค่นั้นก็เรียกความสนใจจากคนเฝ้าไข้อยู่หน้าห้องได้ชะงัด

“ฟื้นแล้วเหรอคุณ”

อิงฟ้าเปิดเปลือกตาขึ้นมองไปทางต้นเสียงอย่างตื่นกลัว สองมือโอบกอดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ ส่วนเจ้าของเสียงทุ้มถึงกับชะงักเมื่อเห็นอาการของหญิงสาว รู้ดีว่าเธอคงระแวงคนแปลกหน้าแต่เขาก็ยังเดินเข้าไปหาเธออย่างมั่นคง

“คุณเป็นใคร แล้วที่นี่ที่ไหน ฉันมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง แล้วทำไมฉันถึงปวดหัวอย่างนี้” อิงฟ้าพูดเสียงสั่นขยับถอยหนีอีกฝ่ายจนชิดขอบเตียง

“ทีละคำถามก็ได้ครับ”

หัสดินเดินไปหยุดที่ปลายเตียง ยกมือกอดอกมองคนขี้ระแวงอย่างประเมิน อิงฟ้าจ้องหน้าเขานิ่งอย่างไม่ไว้ใจ ก่อนตัดสินใจพูดกับเขา

“ท่าทางคุณจะเป็นคนดี ช่วยบอกฉันได้ไหมว่าฉันอยู่ที่ไหน แล้วฉันเป็นใคร ทำไมฉันถึงจำอะไรไม่ได้เลย”

คนตั้งใจจะเป็นคนเลวถึงกับอึ้งเมื่อได้ฟังคำสารภาพของหญิงสาว ข้อความตอนท้ายทำให้เขาเหมือนโดนหมัดอับเปอร์คัท จำอะไรไม่ได้ก็แสดงว่าเธอกำลัง... ความจำเสื่อม!

“เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ?

อิงฟ้าเห็นท่าทีตกใจของอีกฝ่ายจึงรู้สึกลังเล หลับตาลงพยายามนึกควานหาความทรงจำที่หลงเหลืออีกครั้งแต่ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกร้าวไปทั้งศรีษะ

“ทำไมฉันถึงนึกอะไรไม่ออกนะ”

หัสดินเผลอมองอาการนั้นอย่างเห็นใจแต่วูบเดียวเท่านั้น ดวงตาคมกลับมาแข็งกร้าวขึ้น

“นึกไม่ออกก็ไม่ต้องนึก ผมไม่ชอบคนสำออย”

น้ำเสียงห้วนแกมสั่งทำให้อิงฟ้าหรี่มองอย่างสับสน เริ่มไม่มั่นใจว่าชายหนุ่มเป็นคนดีหรือไม่ หัสดินเหมือนจะรู้ทันความคิดเจ้าหล่อนจึงพยายามปรับสีหน้าให้ดูดีขึ้น

“เอ่อ ผมกลัวว่าคุณจะไม่สบายถ้าคุณใช้ความคิดมากไปน่ะครับ”

อิงฟ้าพยักหน้าโล่งอก ยิ้มหวานให้ชายหนุ่ม ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างขลาดๆ

“ตั้งแต่ตื่นมา ฉันเห็นคนเป็นคนแรกคุณคงจะรู้ว่าเป็นใคร ถ้าคุณจะกรุณา ช่วยเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวฉันให้ฉันฟังหน่อยจะได้ไหมคะ”

หัสดินมองเจ้าของเสียงวิงวอนอย่างประเมินอีกครั้ง พอสบกับดวงตาทอหม่นที่ไร้จริตมารยาใดๆ หัวใจแห้งแล้งห่อเหี่ยวนานหลายปีถึงกับกระตุกวูบจนต้องเมินหน้าหนี บางอย่างถูกกระตุ้นขึ้นแต่ถูกกักเก็บไว้ในคราวต่อมา ก่อนตัดสินใจหันมาสบกับดวงตาโศกนั้นอีกครั้ง

“คุณจำอะไรไม่ได้จริงๆ เหรอ”

อิงฟ้าเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด กระบอกตาร้อนผ่าว พยักหน้าแทนคำตอบ รู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ มันน่าสมเพชนัก ที่เธอจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อตัวเอง!

หัสดินข่มตาลง ไม่อยากเห็นภาพสะเทือนใจเบื้องหน้า ถ้าเธอตื่นขึ้นมาโวยวายหรือร้ายกว่านี้สักนิดก็คงดี เขาจะได้ไม่ต้องลำบากใจมากกว่านี้

“คุณชื่ออิงฟ้า...” เขาเว้นจังหวะพูด ลืมตาขึ้น นิ่งคิดเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง “ส่วนนามสกุลของคุณคือ จันทรรัตน์ คุ้นหรือเปล่า”

“อิงฟ้า... อิงฟ้า จันทรรัตน์” หญิงสาวพยายามทบทวนชื่อตัวเองซ้ำๆ กระตุ้นความทรงจำ ยิ้มยินดีเมื่อรู้สึกผูกพันและชอบชื่อนี้มาก แต่ชื่อนามสกุลที่เธอรู้สึกเหมือนไม่เคยได้ยินมาก่อน

“ฉันชื่ออิงฟ้า จันทรรัตน์จริงๆ เหรอคะ”

หัสดินหรี่ตามองคนสูญสิ้นความทรงจำอย่างจำผิด

“ทำไม? คุณไม่เชื่อสิ่งที่ผมพูดเหรอ

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ คือฉันรู้สึกเหมือนไม่คุ้นนามสกุลนี้น่ะค่ะ” อิงฟ้าร้องเสียงหลงโบกมือปฏิเสธทันควัน

“จะคุ้นได้ยังไงในเมื่อคุณเพิ่งใช้นามสกุลนี้” เขาตอบหน้าตาย อิงฟ้าสับสน

“ทำไมฉันถึงต้องใช้นามสกุลนี้ล่ะคะ นามสกุลเก่าของฉันไม่ดีเหรอ”

หัสดินเกือบหลุดมาดเมื่อเจอคำถามพาซื่อของอีกฝ่าย

“ผู้หญิงแต่งงานแล้วก็ต้องเปลี่ยนนามสกุลสิ”

อิงฟ้าตาโต อ้าปากค้าง ผู้ชายคนนี้กำลังบอกว่าเธอแต่งงานแล้วใช่ไหม?

“หมายความว่า...” เธอกลืนน้ำลายเฮือก มองคนให้ข้อมูลอย่างไม่มั่นใจ “ฉันแต่งงานแล้ว”

หัสดินเหยียดยิ้มพอใจ เมื่อหญิงสาวเข้าใจอะไรง่ายๆ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายมาก

“ชุดที่คุณสวมอยู่เป็นเครื่องยืนยันได้ดีที่สุด”

อิงฟ้าหลุบตาลงสำรวจเครื่องแต่งกายตัวเองทันที จึงเห็นว่าตัวเองอยู่ในชุดสีขาวบริสุทธิ์ในแบบที่ใช้ในวันวิวาห์ อย่างที่ชายหนุ่มบอกจริงๆ ตรงหน้าอกมีรอยคราบเลือดจางๆ ติดอยู่ เธอยกมือซ้ายขึ้นสำรวจแหวนแต่งงานแต่ก็ว่างเปล่า คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเป็นปม เบือนหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มอีกครั้ง

“ถ้าฉันแต่งงานจริง แล้วทำไมฉันถึงไม่ได้สวมแหวนแต่งงาน” เธอยกแขนซ้ายขึ้นยื่นให้เขาดู สีหน้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม หัสดินนิ่วหน้า ไม่คิดว่าหญิงสาวจะขี้สงสัยขนาดนี้ แรงผลักบางอย่างสั่งการให้เขาถอดสร้อยเงินมีแหวนทองคำขาวลายเกลี้ยงคล้องอยู่ที่สวมติดตัวมาตั้งแต่เด็กแล้วเดินอ้อมเตียงไปหยุดหน้าหญิงสาวก่อนสวมสร้อยลงที่ต้นคอระหงอย่างรวดเร็ว

“ทีนี้คุณก็มีแหวนแต่งงานแล้ว ยังสงสัยอะไรอีกไหม”

อิงฟ้าทำตาปริบ หัวใจเต้นแรง จนต้องยกมือขึ้นกุมหน้าอก มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่?

“คุณทำแบบนี้ทำไม?

“คุณแต่งงานกับผม ผมก็ต้องให้แหวนคุณสิ”

“หา! คุณ... คุณคือสามีของฉันเหรอ” เธออุทานขึ้นอย่างไม่เชื่อหู มองคนที่ส่งยิ้มอบอุ่นให้แววตาสับสน

“เราแต่งงานเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่คุณได้รับอุบัติเหตุจึงทำให้คุณจำอะไรไม่ได้เลย”

“เป็นอุบัติเหตุที่ทำให้ฉันจำอะไรไม่ได้ใช่ไหม?

“ครับ”

คำเฉลยของหัสดินทำให้อิงฟ้าอยากค้นหาความจริงเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น เธอยกมือกุมขมับ พยายามลำดับเรื่องราวตอนแต่งงานอีกครั้ง เธอมองเห็นผู้หญิงสวมชุดสีขาวแต่มองไม่เห็นหน้า ฉับพลันก็เหมือนมีควันสีดำมาบิดเบือนภาพนั้นไปจนมืดไปหมด ดวงหน้านิ่วคิ้วขมวดเปลี่ยนเป็นสลดซีด

ถ้าเขาเป็นสามีเธอจริง แล้วทำไมเธอถึงไม่รู้สึกผูกพันหรือโหยหาเขาเลยล่ะ แล้วการที่เธอมีสามีมันเกี่ยวข้องกับอาการความจำเสื่อมของเธอหรือเปล่า?

ร่างแบบบางเริ่มโงนเงน อาการพิษไข้กำเริบ จนเซล้มโชคดีที่ชายหนุ่มประคองไว้ทัน หัสดินนิ่วหน้า เมื่อสัมผัสกับไปร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวหญิงสาว

“คุณพักเถอะ อย่าเพิ่งคิดมาก พอคุณหายดีผมจะพาคุณกลับบ้าน” เขาพูดพร้อมกับประคองให้เธอนอนลงในท่าสบายพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบผ้าชุบน้ำที่โต๊ะหัวเตียงมาซับหน้าซีดของคนป่วยอย่างเบามือ

กริยานั้นอ่อนโยนจนอิงฟ้านอนนิ่งไม่กล้าขยับ สมองเบลอจนไม่ได้ยินว่าเขาพูดอะไร มองคนตัวโตนิ่ง เธอเพิ่งสังเกตว่าเขามีจมูกเป็นสันตรงขึ้น รับกับดวงตาคมสีน้ำตาลภายใต้คิ้วหนาเรียงเป็นระเบียบ ริมฝีปากหยักลึกเป็นรูปกระจับ อีกทั้งมีไรหนวดตามสันแก้มพองามตัดกับผิวสีแทนของเขา หัวใจใจดวงน้อยเริ่มเต้นแรงขึ้นเรื่องเรื่อยๆ เมื่อคิดว่าเขาคือ... สามีของเธอ!

“เอ่อ คุณชื่ออะไรเหรอคะ?

หัสดินชะงักมือ เมื่อเห็นดวงหน้าหวานซับสีระเรื่อสลับซีด เขาจึงหยุดเช็ดตัวให้หญิงสาว นึกโกรธตัวเองที่เผลอแสดงอาการห่วงใยกับเธอมากเกินไป

“ผมชื่อหัสดิน จันทรรัตน์ เรียกว่า ดิน เฉยๆ ก็ได้”

อิงฟ้าหน้าแดงก่ำเมื่อได้ฟังนามสกุลของอีกฝ่าย แต่ก็กลั้นใจถามต่อ

“คุณเป็นสามีของฉันจริงๆ ใช่ไหมคะ?

หัสดินเงยหน้าขึ้นประสานตานิ่งกับดวงตาเรียวหม่นอย่างวัดใจ แล้วเลื่อนต่ำลงมาที่ริมฝีปากบางอิ่มซีด ก่อนโน้มหน้าเข้าไปประทับจุมพิตที่เรียวปากนั้นอย่างรวดเร็ว แล้วเงยหน้าขึ้นยิ้มกริ่มสบตากับเจ้าของดวงหน้าแดงก่ำนิ่ง

“ถ้าไม่ใช่สามี คงทำอะไรแบบนี้ไม่ได้หรอก”

............................................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

20 ความคิดเห็น