ราชสีห์ขนดำ

ตอนที่ 8 : โรคปานพิษดำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,368
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 356 ครั้ง
    25 พ.ย. 63

สิงสลบไปอย่างยาวนานไม่อาจบอกคืนวันได้ ครั้งนี้เขาใช้พลังวิญญาณไปจนหมดแถมร่างกายที่อ่อนแอลงจากการไม่ได้รับสารอาหารยิ่งทำให้สถานการณ์ยากลำบากขึ้นไป หากเป็นคนปรกติคงเสียชีวิตไปแล้ว แต่เมื่อเขาฟื้นคืนพลังวิญญาณขึ้นมาถึงจุดหนึ่ง ดวงตาของสิงลืมขึ้น เขากลอกตาไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในบ้านอันเก่าโทรมที่ทำจากไม้ เสียงของลมที่รอดผ่านแผ่นไม้ดังขึ้นชวนสยอง

สิงแตะสัมผัสที่นอนของตนเองอีกครั้ง มันเป็นฟางที่ถูกกองเอาไว้สำหรับเขาโดยเฉพาะ แต่เมื่อพยายามพยุงตนเองลุกขึ้นนั่ง เขาสัมผัสได้ถึงศีรษะที่กำลังมึนงง “ข้าขาดสารอาหารมากเกินไป”

“ท่านตื่นแล้ว?” เสียงของเด็กสาวดังขึ้นมาที่หน้าประตู บรรยากาศที่นี่ค่อนข้างมืด แต่ยังดีที่ด้านนอกมีแสงไฟสาดส่องเข้ามา

“พวกท่านเป็นใครกัน” สิงตอบด้วยคำถาม เด็กน้อยชี้ไปที่ตัวเองก่อนจะมองสิงอย่างแปลกๆ เธอไม่ตอบคำถามแต่เลือกที่จะหันหลังแล้ววิ่งออกไปแทน “ท่านปู ท่านพี่ซากศพฟื้นแล้ว”

“ซากศพ?” เขามองตามเด็กน้อยไปอย่างแปลกใจ สายตาของสิงค่อยๆ ปรับให้ชินกับความมืดเขาถึงได้เห็นว่าที่ด้านข้างมีท่อนไม้วางอยู่ เขาไม่รอช้าคว้ามันขึ้นมาเพื่อช่วยดันตัวเองลุกขึ้นมา แต่เมื่อเดินออกไปจนถึงหน้าประตูกลับถูกชายชราเข้ามาหิ้วแขนพยุงเอาไว้

“เจ้าพึ่งฟื้นอย่าพึ่งขยับตัว”

“พวกท่านเป็นใครกัน” สิงยังคงถามต่อ จมูกของเขาสูดดมได้กลิ่นของสมุนไพรเบาบางจากตัวของชายชรา “ท่านเป็นหมอ?”

“ฮ่า ฮ่า เป็นหมอก็ดีน่ะซิ มา มา ข้าพาไปนั่งข้างกองเพลิง” ชายชรายิ้มแย้มพร้อมทั้งประคองร่างของสิงนั่งลง แสงไฟที่เกิดขึ้นเกิดจากกองเพลิงที่ตั้งอยู่ที่หน้าบ้าน บนกองเพลิงได้ตั้งหม้อดินเผาที่เก่าแก่ปริร้าวเอาไว้ “เจ้าสลบไปหลายวัน ทานต้มผักสักหน่อยก่อนจะดีกว่า”

สิงไม่ยอมรับถ้วยกะลามะพร้าวของชายชรา เขายังระวังภัยอยู่ ยุคนี้เป็นยุคแห่งสงคราม เขาไม่ทราบว่าอีกฝ่ายเป็นมิตรหรือศัตรู และไม่ทราบอีกว่าเขาต้องการอะไรจากสิง

“พวกท่านเป็นใครกัน” สิงยังคงเน้นย้ำคำถามเดิน

“อะ ไอ้หมอนี่ เอาเถอะ พวกข้าชื่อทิต เป็นคนของหมู่บ้านนี่แหละ ทีนี้กินได้หรือยัง ถ้าเอ็งยังไม่กิน ข้าจะได้เอาให้หลานสาวกินแทน” สิงมองตามภาพของชายชราไปแล้วเห็นเด็กสาวที่กำลังจ้องมองเศษผักในถ้วยน้ำแกงของเขาอย่างน้ำลายสอ

“ขอบคุณท่านลุง” สิงรับน้ำแกงมาทันที เขาสูดดมเล็กน้อยแล้วดื่มมันลงไป น้ำแกงที่จืดชืดมีเศษผักขนาดเล็กๆ ถูกซอยใส่ลงไป แม้รสชาติจะไม่ถูกปากแต่เขากลับทานได้อย่างสบายอารมณ์ แม้แต่ตัวสิงเองยังรู้สึกแปลกใจ

“แล้วเจ้าล่ะ เป็นใครกัน”

“ข้าเป็น...ข้าเป็นหมอบ้านขอรับท่านลุง” สิงเช็ดปากของตนเองเล็กน้อย

“เจ้าเป็นหมอบ้าน? แล้วทำไมเจ้าถึงบาดเจ็บอยู่ที่นั่นได้” ทิตถาม เขาค้นย่ามของสิงมาก่อนเพื่อต้องการระบุตัวตน ตัวเขาเองก็เกรงว่าจะไปช่วยพวกโจรเข้า หากเป็นเช่นนั้นคงต้องต้องโทษแล้ว แต่ในย่ามนั้นนอกจากของแปลกๆ อย่างธูปเทียน เชือก ผ้าแปลกๆ กับเงินแท่งทองแท่งแล้วก็ไม่มีสิ่งมีค่าใดอีก แต่หากจะบอกว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดคงเป็นมีดงาช้างที่ปักไว้กับขาของศพนั่นมากกว่า

“ข้ากำลังเดินทางไปยังเมืองหนานเจ้าขอรับ โชคร้ายประสบเคราะห์ถูกโจรร้ายเข้าดักปล้น ขณะที่มันกำลังจะฆ่าข้า ข้าจึงชิงแทงไปที่ขาของมันหนึ่งแผลแล้ววิ่งหนีไป โชคดีที่อยู่ๆ มีเผ่าต้นไม้โบราณอยู่บริเวณนั้นพอดี พวกเขาต่อสู้กันแรงปะทะทำให้ข้าสลบลงไป หลังจากที่ข้าสลบไป ข้าก็ไม่ทราบแล้วว่าที่นั่นเกิดอะไรขึ้น”

“จริงหรือ?”

“ขอรับ” สิงกล่าวคำ แต่ชายชรายังรู้สึกแปลกใจ เขาอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าแถวนี้มีเผ่าต้นไม้โบราณอาศัยอยู่ ว่ากันว่าเผ่าต้นไม้โบราณมีหน้าที่ปกปักรักษาต้นไม้ป่าเขา คนของที่นี่ก็บุกป่าฝ่าดงตัดไม้มาทำบ้านแลสิ่งของตั้งมากมาย ยังไม่เคยมีใครถูกเผ่าต้นไม้โบราณที่ว่านั่นทำร้ายมาก่อน

แต่ขณะที่จะกล่าวคำ สิงก็เอื้อมมือมาจับคว้าแขนของชายชราเอาไว้ “เจ้าโจรนั่นเป็นยังไงบ้างขอรับ” เพื่อเปลี่ยนเรื่องคุย

“มันตายไปแล้ว”

“ตายแล้ว เป็นไปได้ยังไงกัน” สิงทำท่าตกใจ นำเอามือมาทาบไว้ที่บริเวณอก “แล้วศพมันอยู่ที่ไหนขอรับ”

“ข้าเผาไปแล้ว”

“เผา!” คราวนี้เขาตกใจจริง หากฝังเขายังใช้ร่างเรียกวิญญาณได้ แต่หากเผาไปแล้ววิญญาณจะล่องลอย ยากหาต้นขั้วพลังงาน

“ก็เออน่ะซิ แปลกใจทำไมกัน ดีเสียอีก พวกโจรที่รู้จักมันจักได้ไม่รู้ว่ามันตายไปแล้ว หากปล่อยไว้เฉยๆพวกสัตว์ร้ายก็จะเข้ามากินซากศพของมันทำให้ดุร้ายเข้าไปอีก”

“ขอรับ ข้าแค่คิดว่าท่านจะฝังศพของมัน ถ้าเกิดมันเป็นโจรมีชื่อเราอาจได้เงินค่าหัวจากทางการ”

“โอ้ย เลิกคิดไปได้เลย” ทิตรีบบอกปัดทันที “ทางการมันก็โจรใหญ่โจรน้อยเหมือนกันนั่นแหละ เผลอๆ ไอ้พวกโจรในเครื่องแบบนั่นยังน่ากลัวกว่าโจรภูเขาเสียอีก บางคราเราเกิดปัญหา หากจ่ายค่าคุ้มครองให้กับโจรภูเขา พวกมันยังเข้ามาช่วยเหลือ ลองเป็นคนของทางการซิ คงหนีเอาตัวรอดไปตั้งแต่ทีแรก”

“เช่นนั้นเอง...” เขาฟังแล้วจำแนกคำพูดพร้อมทั้งมองไปที่เปลวไฟที่กำลังมอดดับเหลือเพียงกองถ่านส่องแสงอย่างเงียบๆ

“ว่าแต่ เอ็งบอกเอ็งเป็นหมองั้นเหรอ” คำพูดของทิตปลุกสติของสิงขึ้นมา “คะ...ครับ ข้าเป็นหมอบ้าน ความเป็นจริงคือพึ่งเรียนจบหมอจากทางเมืองขุนเขาน่ะขอรับ ท่านก็เห็น...” เขาชี้ไปที่ผมของตัวเอง “ผมของข้าเป็นสีดำ พวกเขาเลือกที่จะไม่เลี้ยงเอาไว้เป็นหมอหลวง ข้าจึงตัดสินใจเดินทางไปที่หนานเจ้าหวังที่จะพึ่งความรู้เล็กๆ น้อยๆ ของตนเองไปตายเอาดาบหน้า”

“เป็นหมอก็ดีแล้ว เป็นหมอก็ยังดีกว่าเป็นทาส” ชายชราถอนหายใจ “น่าเสียดายที่เจ้ามีผมสีดำ”

“ใช่ น่าเสียดายจริงๆ” อยู่ๆ ใบหน้าของเขาก็ยิ้มขึ้นมาอย่างขมขื่นทั้งๆที่ใจไม่ได้รู้สึกอันใดเลยแม้แต่น้อย

“เจ้ารู้จักโรคปานพิษดำหรือไม่” อยู่ๆ ชายชราถามขึ้น

“ปานพิษดำ?” สิงเงียบไปสักพักเพื่อค้นในหัวสมองตนเองว่าปานพิษดำคืออะไร แต่ก็ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้มาก่อน จะบอกว่าในหัวของเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคเฉพาะเลยสักโรคก็ว่าได้

“แม้แต่หมอมีชื่อยังไม่สามารถรักษามันได้ หมอบ้านเช่นเจ้าไม่รู้จักมันคงไม่แปลกอะไร” ชายชราตบไปที่หลังของสิงเบาๆ ก่อนที่จะกล่าวต่อ “เจ้าตัวน้อยของข้าดันโชคร้ายเป็นโรคปานพิษดำ น่าสงสาร เด็กตัวน้อยเท่านี้กลับต้องใกล้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว”

“แต่นางยังดูร่าเริงดี” สิงชี้ไปที่เด็กสาวที่ตอนนี้กำลังนั่งทานอาหารพร้อมทั้งเล่นหุ่นไม้ไปด้วย

“นั่นเพราะยังไม่ถึงเวลาที่โรคพิษนี้ออกฤทธิ์ พวกมันจะทำให้ผู้เป็นโรคมีปานดำขึ้นบริเวณท้อง หากปานดำขยายตัวจนถึงหัวใจเมื่อไหร่ ผู้ป่วยจะป่วยไปสามวันก่อนที่จะตายลงทันที”

“ไม่มีทางรักษาเลยงั้นเหรอขอรับ” สิงถามแต่ชายชรากลับส่ายหน้า ทั้งสองได้แต่ถอนหายใจ สิงมองไปยังเด็กสาวอีกครั้งอยู่ๆ ดวงตาของเขากลับหดเล็กลง ขนแขนลุกซู่ขึ้นมา ภาพของเงาแปลกประหลาดกำลังฉีกยิ้มให้กับเขา ดวงตาของมันกลวงโบ๋ แต่ที่น่าแปลกใจคือเงาแปลกประหลาดนั้นกลับมีแหล่งกำเนิดมาจากร่างของเด็กสาว

ภาพเบื้องหน้าทำให้สิงฉีกยิ้มขึ้นมาจนเห็นฟันครบทุกซี่ เขาจ้องมองสำรวจมันจนแน่ใจก่อนที่ดวงตาของเขาจะกลับเป็นปรกติ “บางทีข้าคิดว่าข้าอาจรักษามันได้” เขาพูดออกไปพร้อมทั้งหายใจถี่และรุนแรงมากยิ่งขึ้น สิงทราบแต่แรกว่าโลกแห่งนี้เต็มไปด้วยชนเผ่าโบราณ ชนเผ่าที่มีแต่ในหนังสือนิทาน และปีศาจที่เกิดจากพลังงานด้านลบของโลก สัตว์ร้ายต่างๆที่เหนือกว่าสัตว์ธรรมดา ทำให้มนุษย์แลชนเผ่าต่างๆต้องวิวัฒนาการสิ่งที่เรียกว่าเวทมนตร์ขึ้นมา แต่เขากลับพบสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้พบ นั่นคือ ผี สิ่งที่ทำให้เขาเก็บรวบรวมพลังวิญญาณได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองแรงและพลังงานมากความ

ผีและวิญญาณนั้นต่างกัน วิญญาณคือแหล่งพลังงานของสิ่งมีชีวิตที่ไร้ซึ่งกายหยาบ เมื่อถึงเวลาหนึ่งมันจะหายไป แต่ผีเกิดจากวิญญาณที่เกิดสภาวะทางลบกดทับ จนสร้างสิ่งที่เรียกว่าผีขึ้นมา ทำให้พวกมันมีตัวตนและไม่จำเป็นที่จะต้องการกายหยาบในการใช้ชีวิตอีกต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 356 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

203 ความคิดเห็น

  1. #203 pooh2724 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 เมษายน 2564 / 20:37

    เป็นหมอนะ หมอผีอะ

    #203
    1
    • #203-1 DayDreamW(จากตอนที่ 8)
      18 เมษายน 2564 / 21:46
      เอาน่า หยวนๆ
      #203-1
  2. #123 PraeRyDog​ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 มกราคม 2564 / 12:25
    เราแอบบสงสัยว่า เจ้าชายยังอยู่ไหมค่ะ
    #123
    0
  3. #96 book1122 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 มกราคม 2564 / 22:18
    ดีคับ...
    #96
    0
  4. #67 Darkbolood (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2563 / 07:51
    นี่คือที่มาของคำว่า "ผีเห็นผี" สินะ
    #67
    0
  5. #19 masukusang (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 / 21:01

    โบกป้ายไฟ
    #19
    1
    • #19-1 (จากตอนที่ 8)
      20 พฤศจิกายน 2563 / 20:03
      ขอบคุณครับ
      #19-1
  6. #5 จะพัด (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 / 23:46
    น่ากลัวววว
    #5
    0