[OF/SF] Article of love Holin

ตอนที่ 6 : ภูเขาหรือทะเล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 39
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    15 พ.ค. 63

               












               ผมเฝ้ามองเด็กผู้ชายคนหนึ่งอยู่ในมุม ๆ นี้ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าเวลาผ่านมาเนิ่นนานเท่าไหร่ ผมก็เป็นได้แค่พี่ชายข้างบ้านที่แสนดีของเด็กคนนี้เท่านั้น เมื่อหลายปีก่อนเจ้าเด็กคนนี้ย้ายเข้ามา แม่ของผมบอกกับผมว่าจะมีเพื่อนบ้านย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ข้างบ้านเรา ครอบครัวเขาเพิ่งจะย้ายมาจากไทเปให้ทำความรู้จักกันไว้แต่ว่าผมก็ไม่ได้สนใจอะไร

              จนวันหนึ่งผมยืนรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน ก็ได้มีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองผมอยู่ พลันผมเหลือบสายตาไปมองก็ได้เห็นเจ้าเด็กตัวขาวคนหนึ่งยืนเกาะรั้วส่งยิ้มตาหยีให้ผม ผมจึงยิ้มตอบกลับไป ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ไม่มีวันไหนเลยที่ผมจะละสายตาไปจากเด็กข้างบ้านคนนี้ได้แม้แต่วันเดียว แม้กระทั่งวันนี้....

              “ไง วันนี้ไปโรงเรียนหรือเปล่า” ผมเดินออกมาหน้าบ้านเจอเจ้าเด็กน้อยนั่งหน้ามุ่ยอยู่ตรงโต๊ะม้าหิน ซึ่งรั้วบ้านผมและบ้านน้องไม่ได้สูงมากจนทำให้มองเห็นบริเวณสนามหน้าบ้านของกันและกันได้

              “ไม่ไป”

              “เป็นเด็กเป็นเล็กไม่ตั้งใจเรียน ตัวแค่นี้คิดจะขี้โกงไม่ไปโรงเรียนแล้วเหรอ”

              “เราไม่ใช่เด็กแล้วนะ”

              “แต่ก็เด็กกว่าพี่หรือเปล่าล่ะ”

              “หึ่ยย เราอายุน้อยกว่าตัวไม่เท่าไหร่เองหรอกน่า!” เจ้าเด็กน้อยทำหน้างอง้ำกว่าเดิมพร้อมกับตวัดสายตามองผมอย่างโกรธเคือง

              “ควานลิน” ผมเรียกเจ้าตัวเสียงเข้ม เจ้าเด็กน้อยสะดุ้งเฮือก

              “โถ่ พี่แบค อย่าดุน้องนักซี่” มาอีกแล้วครับ พอเริ่มรู้ตัวว่าผิดก็จะใช้น้ำเสียงหวาน ๆ เพื่อมาออดอ้อนผมทุกที และใช่ครับ ผมแพ้ แพ้มาโดยตลอด

              “ไม่ต้องมาอ้อน แล้วตอบคำถามพี่ได้หรือยัง” เจ้าเด็กมองหน้าผมอย่างหงอย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ม้าหินอ่อนสีขาวแล้ววิ่งมาเกาะรั้วบ้านเพื่อประจันหน้ากับผม

              “พี่แบค เราเลิกกับแฟนแล้วนะ”

              “มีอะไรอยากเล่าไหม” ผมถามเจ้าเด็กออกไปด้วยความเป็นห่วง แต่ในใจผมมันเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ มันดีใจอย่างบอกไม่ถูก 

              เด็กน้อยพยักหน้าเบา ๆ ก่อนที่เงยหน้าขึ้นมาจ้องตากับผม ดวงตากลมโตที่เคยสดใสเป็นประกายแต่ตอนนี้มันเศร้าหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด

              “พี่แบค เราไม่ดีตรงไหนเหรอ” ผมเลิกคิ้วมอง

“ทำไมคิดแบบนั้น”

              “ก็...เขาบอกว่าเราพูดไม่รู้เรื่อง เรางี่เง่า” ควานลินส่งยิ้มเจื่อน ๆ แล้วหลุบตาลงต่ำ มือเล็กทั้งสองข้างบีบเข้าหากันแน่น ผมยกมือขึ้นมายีหัวเจ้าเด็กที่กำลังระบายความเสียใจออกมา เจ้าเด็กทำหน้ามุ่ยใส่ผมอีกครั้ง แล้วพยายามจะเอียงหัวหลบมือผม

              “นี่ เรากำลังเศร้าอยู่นะพี่แบค ไม่คิดจะปลอบเราหน่อยเหรอ” เสียงขู่ฟ่อ ๆ เหมือนลูกแมวตัวเล็ก ๆ ดังขึ้นไม่ได้ทำให้ผมกลัวเลยสักนิด ออกจะน่ารักด้วยซ้ำ ผมยกยิ้มมุมปาก หมั่นเขี้ยวจังวะ อยากจะจับฟัดให้จมอก ถ้าไม่ติดว่าต้องคีพลุคเป็นพี่ข้างบ้านที่แสนดีนะ....หึ!

              “หลิน”

              “หือ”

              “ไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้ว จะพาไปคลายเครียด”

              “ไปไหน”

              “เดี๋ยวก็รู้เองแหละ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

              *****************

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.             “พี่แบค พะ..พอก่อน แฮกก..กก”

              “ไหวมั้ย แฮกก.กก”

              “มะ..ไม่ไหว”

              “อีกนิดเดียว  แฮกก...กก”

              “อื้ออ เราจะตายแล้ว”

              “อดทนหน่อยนะคนดี จะถึงแล้ว”

              “เราไม่ไหวแล้ว เราเหนื่อย”

              ตุ๊บ! สิ้นเสียงบ่นเจ้าเด็กก็ทิ้งตัวลงไปนั่งกับพื้น ควานลินยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อใสที่เกาะเป็นเม็ดอยู่ทั่วใบหน้า เจ้าเด็กเปิดขวดน้ำและยกมันขึ้นจิบดื่มเพื่อดับกระหายและคลายความเหนื่อยล้าจากการขึ้นเขา

              ผมยืนเท้าเอวมองเจ้าเด็กที่บ่นอุบตลอดทางด้วยความเอ็นดู เราสองคนเดินขึ้นเขามาได้เป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ถ้าเดินทางจากจุดที่เราสองคนพักเหนื่อยอีกไม่ไกลก็จะถึงจุดกางเต้นท์นักท่องเที่ยวแล้ว

              “พี่แบค คนอกหักเขาต้องไปทะเลไม่ใช่เหรอ พี่พาเรามาปีนเขาทำไม”

              “พี่ไม่ชอบทะเล”

              “แต่ชอบปีนเขาเนี่ยนะ”

              “หึ ไม่ได้ชอบ”

              “ไม่ชอบภูเขา ไม่ชอบทะเล แล้วพี่ชอบอะไรล่ะ”

              “ควานลิน”

              “หือ”

              “ควานลิน”

              “เรียกเราทำไมก็พูดมาซี่”

              “อ๋อ คือ...พี่จะถามว่าหายเหนื่อยหรือยัง อีกนิดเดียวจะถึงลานกางเต้นท์แล้ว”

              “หายแล้ว ไปกันเถอะ go go

              เจ้าเด็กลุกขึ้นยืนแล้วส่งเสียงเจื้อยแจ้วอีกครั้ง ผมได้แต่หัวเราะให้กับความไร้เดียงสาของควานลิน เด็กหนอเด็ก ช่างไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ จะบอกชอบเขาแต่เขาดันไม่รับรู้ อกหักดังเป๊าะแล้วสิตัวเรา

              ไม่นานนักเราทั้งสองคนก็เดินขึ้นมาถึงยังจุดกางเต้นท์ของนักท่องเที่ยวเรียบร้อย ผมบอกกับเจ้าเด็กให้ไปนั่งพักรออยู่ในร่มไม้ด้านบนลาน ผมไปจัดการติดต่อเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องที่พักและเช่าเต้นท์สำหรับนอนในคืนนี้มาเรียบร้อย ผมเดินขึ้นมาถึงตรงจุดที่เจ้าเด็กนั่งรออยู่ ควานลินหันมาเห็นผมที่กำลังเดินเข้าไปหาถึงกับยิ้มจนเห็นฟันขาวด้วยความดีใจ

              “ร้อนไหม” ผมถามน้องพร้อมกับเอื้อมมือขึ้นมาขยี้หัวน้องเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู

              “นิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรเราทนได้”

              “หิวหรือยัง”

              “ยัง”

 

 

 

              จ๊อกกก กกกก กกก

 

 

 

              เสียงท้องร้องประทวงช่างขัดกับคำตอบที่ได้ยินเสียเหลือเกิน เจ้าเด็กเอาแต่ก้มหน้าเพราะความเขินอาย ผมหลุดขำให้กับท่าทีเขินอายที่ปะปนกันทั้งความน่ารักและน่าเอ็นดู ผมเผลอมองน้องอยู่นาน นานจนเจ้าเด็กรู้สึกตัวและเงยหน้าขึ้นมาจ้องตา

              “มองอะไร”

              “มองคนน่ารัก”  ผมยิ้มตาหยี ควานลินถึงกับถลึงตาใส่

              ล่วงเลยเวลามาจบพบค่ำ ทุกคนต่างเริ่มก่อกองไฟหน้าที่พักของตัวเอง บ้างก็จับกลุ่มกับ บ้างก็นั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกัน ผมสังเกตว่าตั้งแต่ที่เราทั้งสองคนเดินมาถึงยังลานกางเต้นท์ก็ได้มีทั้งชายและหญิงแวะเวียนเข้ามาหาน้อง พยายามจะเข้ามาคุยกับเจ้าเด็กอยู่เรื่อย ๆ จนผมเริ่มที่จะไม่พอใจก็เหมือนน้องจะจับสังเกตอาการของผมได้เช่นกัน

              “พี่แบค”

              “หืม”

              “เป็นอะไร”

              “เปล่านี่”

              “อย่าโกหกซี่”

              “ก็บอกว่าไม่ได้เป็น”

              “ไม่ได้เป็นแต่คิ้วตัวเองจะผูกเป็นโบว์ได้อยู่แล้ว” ควานลินยื่นหน้าเข้ามาใกล้แล้วใช้นิ้วเรียวนวดวนบริเวณหัวคิ้วของผม

              ผมพ่นลมหายใจยาว ๆ ออกมาพร้อมกับจ้องไปที่ดวงตากลมโตของเจ้าเด็กตัวขาวตรงหน้า ก็เหมือนว่าเจ้าเด็กน้อยจะทำอะไรไม่ถูกที่จู่ ๆ ผมกลับมาจ้องหน้าแบบนั้น ควานลินเบนสายตาแกล้งมองไปทางอื่น ผมยกมือขึ้นจับแก้มน้องออกแรงดันหน้าหน้าเบา ๆ ให้หันกลับมาจ้องตากับผมอีกครั้ง

              บรรยากาศโดยรอบเริ่มเงียบสงัด ได้ยินแต่เสียงต้นไม้ที่ลู่กิ่งก้านใบตามแรงลมที่พัดอยู่ในขณะนั้น ท้องฟ้ามืดจนเห็นดวงดาวสว่างที่ส่องประกายอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืน ผมจ้องหน้ากับน้องอยู่อย่างนั้นนานจนเจ้าเด็กเริ่มกระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด

 

              “บะ..บรรยากาศดีเนอะ”

              “....”

              “พี่แบค”

              “หือ”

              “ปล่อยมือออกจากหน้าเราก่อน”

              “ไม่ปล่อย” ผมทำเสียงเข้ม

              “ฮื่อออ อย่าแกล้งเราซี่” หน้าขาว ๆ ของควานลินขึ้นสีระเรื้อ เด็กน้อยก้มหน้าไม่กล้าสบตา

              “เงยหน้ามองพี่ก่อน”

              “ไม่เอา”

              “มองพี่หน่อยนะ”

              “ฮื่ออ”

              “เป็นอะไรครับ” ผมแกล้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ๆ เจ้าเด็กรีบกระเถิบตัวหนี

              “พี่นั่นแหละเป็นอะไร”

              “ควานลิน”

              “หือ”

              “พี่ไม่..”

              “....”

              “พี่ไม่อยากเป็นแค่พี่ชายข้างบ้านของเราแล้ว”

              “....”

              “ต่อไปนี้พี่ขอดูแลเราในฐานะผู้ชายคนนึงได้ไหม”

              “....”

              “....”

              “....”

              “อ่าา พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้เราอึดอัด”

              “เรื่องแบบนี้ใครเขาขอกันเล่า!!!   ฮื่อออออ”




#articleholin

 

 

 .........................................................


 ขอบคุณที่ยังติดตามกันนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น