Since; The last November [TEENTOP]

ตอนที่ 21 : Since; {Once"Period XX}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 82
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ก.ค. 58


{Once”Period XX}

BGM : Just Wanna - Amber feat. Eric Nam



หลังจากวันนั้นที่ชานฮีรู้ความจริงจากปากไอ้บยองผมกับไอ้จงก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก เพราะต่อจากนี้ไปพวกผมก็ไม่ต้องคอยโกหกหรือปิดบังอะไรชานฮีอีกต่อไปแล้ว แถมดีเสียอีก บยองฮอนจะได้มีคนคอยอยู่ดูแลเอาใจใส่เพิ่มอีกคน ชีวิตรักของเพื่อนๆ ผมก็ดูจะมีความสุขและราบรื่นกันหมดจะเหลือก็แต่ผมเนี่ยแหละครับ แต่ผมก็ตัดสินใจแล้วครับว่ายังไงผมก็ต้องจัดการปัญหาหัวใจของตัวเองให้เรียบร้อย ผมสู้มาถึงขนาดนี้แล้วจะยอมแพ้ง่ายๆ ได้ยังไงกัน เอาเป็นว่าถ้าหลังจากที่ผมได้พยายามจนถึงที่สุดแล้วความหวังดีของผมยังถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยอีกคราวนี้ผมก็คงจะต้องยอมรับและปล่อยทุกอย่างไป

 

วันนี้ผมออกมาโรงพยาบาลแต่เช้าโดยตั้งใจว่าจะมาตามหาตัวหมอที่เป็นคนดูอาการของแดเนียลในวันที่น้องเป็นลมหมดสติไป ถึงมันจะผ่านมาสักระยะแล้วแต่ว่าทางโรงพยาบาลก็น่าจะยังมีข้อมูลของผู้ป่วยอยู่ ผมเอะใจอะไรบางอย่างเลยอยากจะมาตรวจสอบดูให้แน่ใจ แต่ลึกๆ แล้วผมก็ไม่อยากให้เปน็็นอย่างที่ผมคิดเลยครับ ผมรีบเดินตรงไปที่เคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ทันทีที่มาถึง

 

“ขอโทษนะครับ พอจะดูให้ได้ไหมครับว่าแพทย์เจ้าของไข้ของคนไข้ที่ชื่ออันแดเนียลเป็นใคร”

“ไม่ทราบว่าเป็นอะไรกับคนไข้หรอคะ”

“เอ่อ...” นั่นสิครับ จะว่าไปแล้วผมก็ไม่สามารถที่จะอ้างสถานะอะไรได้เลย ผมมันก็เป็นแค่รุ่นพี่ที่มหาลัยของแดเนียลเท่านั้น แถมยังอยู่คนละคณะอีกต่างหากนึกแล้วก็อดหัวเราะเยาะตัวเองไม่ได้ คนอย่างผมไม่สิทธิ์อะไรในตัวน้องทั้งนั้น

 

“ถ้าไม่ใช่ญาติของคนไข้เราก็คงให้ข้อมูลไม่ได้นะคะ เพราะถือเป็นความลับของผู้ป่วยคะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ”

“ครับ...ผมเข้าใจ ขอบคุณมากนะครับ” ระหว่างที่ผมกำลังเดินทอดน่องพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่อยู่นั้น ร่างสูงที่แสนคุ้นตาที่กำลังเดินโปรยยิ้มหวานให้กับเหล่าพยาบาลสาวก็หันมาทางผม ผมลืมคนคนนี้ไปได้ยังไงกันนะ

 

“ไงมินซู มาทำอะไรที่นี่ล่ะ ไม่สบายตรงไหนรึเปล่า”

“พี่หมอ!!! ผมไม่ได้เป็นอะไรหรอกครับ ผมสะ...”

“อ๋อ ลืมไป บยองฮอนบอกว่านายโรคหัวใจกำเริบหนักถึงขั้นนอนไม่หลับเลยนี่”

“โธ่ พี่หมอ ไอ้บยองมันก็เพ้อเจ้อไปเรื่อย พี่หมอมาก็ดีแล้ว ผมมีอะไรอยากให้ช่วยหน่อย” พี่หมอมองหน้าผมยิ้มๆ ยักคิ้วให้หนึ่งทีอย่างรู้ทันว่าสิ่งที่ผมจะรบกวนให้ช่วยคืออะไร ร่างสูงออกเดินตรงไปที่ลิฟท์ทำให้ผมต้องรีบเดินตามไปทันที โดยภายในใจก็เฝ้าแต่ภาวนาหวังว่านายแพทย์ปาร์คชานยอลคนนี้คงช่วยไขข้อสงสัยและหาข้อมูลที่ผมต้องการมาให้ได้ เพราะถ้าไม่อย่างนั้น ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว

.

.

.

สุดท้ายผมก็มานั่งจ๋องอยู่ที่ห้องพี่หมอ ผมรวบรวมความกล้าก่อนจะบอกเล่าเรื่องราว ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับแดเนียลให้พี่หมอฟังคร่าวๆ พร้อมกับบอกข้อสันนิษฐานของผมไปด้วย หลังจากที่นายแพทย์หนุ่มรับฟังเรื่องราวของผมเงียบๆ จนจบ รอยยิ้มกว้างก็ปรากฏบนใบหน้าของอีกฝ่าย ผมถึงเพิ่งรู้ตัวว่าได้ทำให้พี่หมอกลายเป็นผู้กุมความลับไปเสียแล้วแถมพี่ชายขี้เล่นคนนี้มีแววจะเอ่ยแซวผมไม่เลิกแน่ๆ

 

“ก็แค่อยากหาสาเหตุว่าทำไมน้องเขาถึงตีตัวออกห่าง ว่าแต่ทำไมนายถึงคิดว่าเป็นแบบนั้นล่ะ”

“ผมไม่ได้โอเวอร์นะพี่หมอ ผมมั่นใจอ่ะว่าน้องไม่ได้แค่เป็นลมธรรมดาแน่ๆ น้องเคยปวดหัวหนักมากมาหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนถึงขั้นล้มพับไปแบบนั้น ผมก็แค่แปลกใจว่าทำไมหมอที่มาดูน้องวันนั้นถึงพูดแค่ว่าพักผ่อนไม่เพียงพอ ผมว่ามันมีอะไรแปลกๆ  ถึงได้ถ่อมาถึงที่นี่ไง”

 

“อืม...จากที่ฟังมันก็เป็นไปได้อ่ะนะ เอาเป็นว่าเดี๋ยวจะขอข้อมูลมาให้ละกัน”

“ผมอยากไปคุยกับหมอคนนั้นให้รู้เรื่อง อย่างน้อยถ้าผมแค่คิดมากไปเอง ผมก็จะได้หาสาเหตุอื่นต่อ”

 

“มินซูยา...นายจริงจังกับความรักขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ว่าแล้วก็ชักอยากจะเห็นหน้าน้องแดเนียลของนายแล้วสิ หึหึ เดี๋ยวมานะ” ผมได้แต่ส่งสายตาเซ็งกลับไปให้พี่หมอ อีกคนถึงกับระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจที่ได้เอ่ยแซวผมก่อนจะเดินหายออกจากห้องไป สิ่งที่อีกคนพูดก็ทำให้ผมกลับมาย้อนถามตัวเอง เพราะผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเลิกรักสนุกแล้วกลายเป็นคนจริงจังกับความรักขนาดนี้ไปตั้งแต่ตอนไหน ผมรู้แค่ว่าเวลาที่ผมได้อยู่กับแดเนียลนั้นมันไม่ใช่แค่สบายกายแต่น้องเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วผมรู้สึกสบายใจ ผมมีความสุขมากแล้วก็อยากทำให้น้องมีความสุขไปกับผมด้วย

.

.

.

“อ่ะนี่ ใบประวัติหมอที่เป็นคนดูแลแดเนียลของนายในวันนั้น”

“โถ่ พี่หมอจะเอาใบประวัติมาให้ผมทำไมผมอยากเจอตัวเป็นๆ จะได้คุยให้รู้เรื่องไปเลย” ผมโวยวายเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือไปรับกระดาษที่พี่หมอส่งมาให้ ทันทีที่ผมเห็นรูปของหมอเจ้าของไข้ที่อยู่ตรงมุมบนขวาของใบประวัติผมก็ถึงกับต้องอ้าปากค้าง เพราะบุคคลในรูปเป็นคนคนเดียวกับไอ้พี่ชายข้างบ้านคนนั้นแน่ๆ ผมมั่นใจ ทำไมโลกถึงได้กลมแบบนี้ ผมก็รู้สึกตงิดๆ ตั้งแต่วันที่เจอไอ้หมอนี่ที่บ้านน้องแล้ว ก็ว่าหน้าตาคุ้นๆ เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน นายแพทย์อีผู้เชี่ยวชาญด้านสมองงั้นหรอ ว่าแต่ทำไมถึงชื่อเจมส์นะ หน้าตาไม่ได้ใกล้เคียงคำว่าฝรั่งสักนิด

 

“ที่เอาใบประวัติมาให้ก็เพราะวันนี้มันไม่อยู่ไงล่ะ ฮ่าๆๆ”

“ผมเครียดอยู่นะพี่หมอ อย่าขำดิ งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมมาใหม่ก็ได้”

“พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องมาหรอก มันลางานไว้สามสี่วันโน่น เอาไว้มันกลับมาแล้วพี่จะโทรบอกละกัน”

“อย่าบอกนะว่า...พี่หมอ...”

“เออ มันเป็นเพื่อนสนิทพี่เองแหละ ใจเย็นๆ เดี๋ยวล็อคคิวให้น่า ไม่ต้องเป็นห่วง” พี่หมอยิ้มขำๆ ก่อนจะตบบ่าผม โลกกลมกว่านี้คงไม่มีอีกแล้วล่ะครับ ดันมารู้จักโยงใยกันไปหมดแบบนี้ แต่ก็ดีเหมือนกันเผื่อจะได้เจรจาตกลงกันได้ง่ายๆ เป็นถึงนายแพยท์ใหญ่แบบนี้ก็ต้องมีจรรยาบรรณคงไม่แย่งคนรักของคนอื่นไปง่ายๆ หรอกมั้งครับ

 

“สรุปคือผมต้องรอจนกว่าไอ้หมอนี่ เอ้ย คุณหมอคนนี้กลับมาใช่ไหม”

“ใช่” พี่หมอตอบมาเพียงสั้นๆ แต่แล้วความคิดบางอย่างก็พลันแล่นเข้ามาในหัวผม ในเมื่อไอ้หมอเจมส์อะไรนี่มันลางาน จะเป็นไปได้ไหมว่าแดเนียลจะอยู่กับมัน หรือผมจะบุกไปหาที่บ้านดี แต่ว่าถ้าแดเนียลอยู่ด้วยผมคงไม่ได้คุยและสักถามถึงอาการป่วยของน้องแน่ๆ ผมควรใจเย็นๆ และรอเวลาตามที่พี่หมอบอกน่าจะดีกว่า แค่คิดว่าเวลาสามสี่วันที่ไอ้หมอนี่จะได้อยู่น้องผมก็หงุดหงิดจนจะบ้าแล้ว

 

“อ้าว ทำไมทำหน้าบอกบุญไม่รับแบบนั้นเล่า”

“เฮ้อ...ผมไม่คิดว่าโลกแม่งจะกลมขนาดนี้ โว้ย!

“เป็นอะไรวะ ไหนเล่ามาซิ เผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง” ผมลังเลอยู่พักใหญ่เพราะถ้าผมเล่าให้ฟังก็เท่ากับว่าพี่หมอกลายเป็นผู้กุมความลับของผมไปโดยสมบูรณ์แบบ แต่ความจริงแล้วพี่หมอก็เป็นที่ปรึกษาหัวใจให้ไอ้บยองอยู่แล้วรวมถึงผมกับไอ้จงด้วยในบางครั้ง ผมรู้ว่าพี่หมอเองก็เป็นคนที่ไว้ใจได้เพราะไม่เคยมีเรื่องอะไรหลุดออกไปจากปากของนายแพทย์ปาร์คชานยอลคนนี้เลย ในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วผมจึงตัดสินใจบอกพี่หมอไปตรงๆว่าเพื่อนสนิทของพี่ผมน่ะคือศัตรูหัวใจของผม ร่างสูงถึงกับหัวเราะลั่นออกมาทันทีที่ผมเล่าจบ

 

“ถึงว่าล่ะ ฮ่าๆๆ เอาน่า เดี๋ยวกลับไปก็ทำใจให้สบาย พอมันกลับมาก็ค่อยมาคุยกัน จูฮยอนมันไม่ใช่คนชอบแย่งแฟนชาวบ้านหรอกน่า” ผมพยักหน้ารับคำพี่หมอพร้อมเอ่ยขอบคุณที่พี่หมออุตส่าห์เป็นธุระหาประวัติของหมอคนนี้มาให้ผมแถมยังนั่งฟังเรื่องราวของผมอีกตั้งนาน ผมได้แต่ถอนหายใจก่อนจะมุ่งหน้ากลับไปที่คอนโดด้วยความรู้สึกว่างเปล่า คำพูดของพี่หมอยังไม่อาจทำให้ผมคลายกังวล ถึงแม้ไอ้หมอนั่นจะไม่ชอบแย่งแฟนคนอื่นแต่ในเมื่อแดเนียลไม่ใช่แฟนผมเขาก็มีสิทธิ์ที่จะได้หัวใจน้องไปเหมือนกัน

.

.

.

เวลาสี่วันผ่านไปอย่างเชื่องช้าผมไม่ค่อยได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่หรอกครับ ชีวิตประจำวันของผมก็ซ้ำๆเดิมๆ ตื่นนอน กินข้าวเช้า ออกไปมหาวิทยาลัย เข้าเรียน ถ้าจะให้ถูกก็น่าจะเป็นไปหลับในห้องเรียนมากกว่า พักเที่ยงกินข้าวเที่ยงแล้วก็หลับในห้องเรียน กลับถึงห้องก็เล่นเกมเพราะเกมเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเวลานั้นผ่านไปเร็วขึ้น แล้วสุดท้ายก็คือการพยายามข่มตานอนให้หลับ และในที่สุดการรอคอยของผมก็สิ้นสุดลงตอนบ่ายวันหนึ่ง เมื่อโทรศัพท์มือถือของผมสั่นอย่างบ้าคลั่งและชื่อของปลายสายที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอมือถือของผมคือ พี่หมอชยอล

 

“ฮัลโหลครับ พี่หมอ”

เย็นนี้ว่างรึเปล่า จูฮยอนมันกลับมาทำงานละนะ

“ว่างครับว่าง เดี๋ยวผมเลิกเรียนแล้วจะรีบเข้าไปหาเลย เอ้อ...ผมว่าจะถามตั้งแต่ครั้งก่อนแล้ว ตกลงเขาไม่ได้ชื่อเจมส์หรอ” สิ่งที่ผมได้ยินคือเสียงหัวเราะของปลายสาย พี่หมอนี่ก็อารมณ์ดีเหลือเกิน อะไรจะขำได้แทบจะตลอดเวลาขนาดนี้ ผมล่ะนึกถึงมาดนิ่งๆ ที่กำลังเคร่งเครียดกับการผ่าตัดของพี่หมอไม่ออกเลยจริงๆ หลังจากที่เจ้าของเสียงทุ้มหัวเราะจนพอใจแล้วก็เลยอธิบายให้ผมฟังว่า ศัตรูหัวใจของผมถึงแม้ว่าจะเป็นคนเกาหลีแต่ว่าเกิดและโตที่อเมริกาเลยทำให้ชื่อตามกฎหมายของเขาเป็นชื่อภาษอังกฤษแต่ที่บ้านก็ตั้งชื่อเกาหลีไว้ให้ด้วยพวกเพื่อนสนิททั้งหลายก็เลยเรียกเขาด้วยชื่อจูฮยอนอย่างที่พี่หมอเรียก ก็แค่นั้น

 

หมดข้อสงสัยแล้วใช่ไหม พี่ไปทำงานต่อก่อนล่ะ เดี๋ยวเจอกัน บาย พี่หมอวางสายไปแล้ว เท่าที่ฟังดูก็เหมือนว่าไอ้คุณหมอเจมส์อะไรนั่นก็ไม่น่าจะเป็นคนเลวร้ายอะไร ยังไงวันนี้ผมก็ต้องพยายามควบคุมสติและคอยเตือนตัวเองไว้ว่าอย่าใจร้อน เพราะผมต้องรู้ให้แน่ก่อนว่าสาเหตุที่แดเนียลถอยห่างจากผมนั้นมันเป็นอย่างที่ผมคิดไว้รึเปล่า

.

.

.

ถือเป็นโชคดีของผมที่วันนี้อาจารย์ปล่อยก่อนเวลาผมเลยรีบบึ่งมาโรงพยาบาลทันที ระหว่างที่ผมกำลังจะเดินไปกดลิฟท์ผมก็เห็นร่างสูงสองคนเดินคุยกันและกำลังตรงมาทางผม

 

“อ้าว มินซู มาเร็วกว่าที่คิดนะ”

“อาจารย์ปล่อยเร็วอ่ะพี่หมอ” ผมตอบกลับไปแต่เมื่อหันไปสบตากับอีกคนที่มาด้วยอารมณ์ผมมันก็พลอยจะหงุดหงิดขึ้นมาเสียอย่างนั้น

 

“นี่ไงมินซู คนที่นายอยากเจอตัว นายแพทย์อีจูฮยอน แล้วนี่ก็...”

“สวัสดีครับคุณมินซู ผมได้ยินเรื่องของคุณมาพอสมควรเลยล่ะ ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการนะครับ”

“เช่นกันครับ ว่าแต่พี่หมอเล่าอะไรให้เพื่อนพี่ฟังบ้างเนี่ย จะเล่าทำไมก็ไม่รู้”

 

“อ้าว ก็ถ้าไม่เล่าใครเขาจะยอมช่วยนาย แต่จะบอกให้นะว่าไอ้จูฮยอนมันไม่ได้รู้เรื่องของนายมาจากฉันคนเดียวหรอกน่า” พี่หมอไม่พูดเปล่าแต่ดันยักคิ้วหลิ่วตาให้ผมอีก แบบนี้มันหมายความว่ายังไงกันล่ะครับ แถมอีกคนก็ยังยกยิ้มมุมปากพร้อมส่งเสียงหัวเราะเบาๆ มาสมทบอีก ผมว่ามันเป็นเสียงหัวเราะที่กวนประสาทชะมัด ทำไมถึงได้ชอบทำตัวยั่วโมโหผมนักนะ

 

“ไปๆ ไปนั่งคุยกันที่คาเฟ่ดีกว่า” พี่หมอตบบ่าผมพลางเดินนำเข้าลิฟท์ไป ใจจริงผมไม่อยากจะขึ้นลิฟท์ไปพร้อมกันเลย จริงๆ แค่นี้บรรยากาศก็น่าอึดอัดจะแย่แล้ว ผมยังไม่รู้เลยว่าจะทนคุยกับไอ้คุณหมอเพื่อนพี่หมอไปได้นานแค่ไหน

 

หลังจากที่จัดการสั่งเครื่องดื่มกันเรียบร้อยแล้วโดยมีนายแพทย์อีจูฮยอนเป็นเจ้ามือ ซึ่งผมปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีกก็ไม่ฟัง พวกเราก็เดินไปนั่งกันที่มุมเงียบด้านในสุดของร้าน ผมเองก็เพิ่งสังเกตว่าไอ้คุณหมอพี่ชายข้างบ้านของแดเนียลถือแฟ้มมาด้วย ภายในนั้นคงเป็นข้อมูลที่จะคลายข้อสงสัยของผมได้ละมั้ง

 

“ผมขอพูดตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อมเลยละกันนะครับ ผมมั่นใจว่าแดเนียลไม่ได้แค่พักผ่อนไม่พออย่างที่คุณบอกผมวันนั้น” ผมเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างแข็งและนั่นก็ทำให้พี่หมอหลุดขำออกมาก ผมถึงกับเสียความมั่นใจไปเล็กน้อย พี่หมอนะพี่หมอไม่รู้จะมานั่งฟังด้วยทำไม สงสัยคงกลัวผมจะอัดไอ้คุณเพื่อนซี้ตายคาโรงพยาบาลละมั้งถึงต้องมานั่งเฝ้า

 

“ครับ...”

“แสดงว่าคุณไม่ปฏิเสธว่าวันนั้นคุณโกหกผม” หลังจากที่ไอ้คุณหมอประจำตัวน้องตอบคำถามแรกของผมเพียงคำเดียวสั้นๆ คำตอบถัดมาที่ผมได้คือรอยยิ้มน้อยๆ พร้อมกับการพยักหน้าเบาๆ ผมชักจะทนไม่ไหวแล้วนะครับ ถามคำตอบคำแบบนี้มันตั้งใจกวนประสาทกันชัดๆ

 

“แล้วยังไงเล่าคุณ ก็อธิบายมาสักทีสิ ว่าจริงๆ แล้วแดเนียลเป็นอะไร ผมไม่ได้เสียเวลาถ่อมาถึงโรงพยาบาลเพื่อมานั่งมองคุณยิ้มนะ”

 

“เฮ้ยๆๆ มินซูใจเย็นๆ ดิวะ”

“ก็พี่หมอดูมันดิ...เอ่อ...ขอโทษครับ” ผมรีบกล่าวขอโทษเมื่อพี่หมอส่งสายตาดุๆ มาทางผมเพราะไอ้บยองมันเคยเล่าให้ฟังครับว่าเวลาพี่หมอจริงจังเนี่ยก็น่ากลัวใช่เล่น

 

“มึงก็บอกๆ น้องมันไปเถอะ ไหนว่าอยากให้แดเนียลน้องรักของมึงมีความสุขไม่ใช่หรอ”

“เฮ้อ...เพราะผมเห็นแก่แดเนียลหรอกนะ แต่ผมขอเตือนไว้ก่อนเลยว่าถ้าคุณจะให้ผมเล่าคุณต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดีแล้วฟังผมพูดให้จบ เพราะถ้าคุณจะลุกขึ้นมาอาละวาดกลางคันผมคงไม่กลับมานั่งเล่าอะไรให้คุณฟังอีกแล้ว เข้าใจตรงกันนะครับ” ทำมาเป็นออกคำสั่ง ถ้าไม่ติดว่าเป็นเพื่อนพี่หมอผมว่าผมคงได้ซัดหน้ามันไปสักหมัดสองหมัดแล้วล่ะครับ

 

“เงียบอีก ตกลงจะฟังป่ะเนี่ยมินซู รีบๆ ตอบรับไปเลย ถ้าหลังจากนี้ไปพี่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไงแล้วนะเว้ย”

“คร้าบ...รู้แล้วน่าพี่หมอ ผมตกลง” ผมหันไปบอกอีกฝ่ายพร้อมประสานสายตาอย่างไม่ยอมแพ้ ผมไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย ทำไมผมต้องมาร้องขอความช่วยเหลือจากศัตรูด้วยเนี่ย

 

“โอเค...วันนั้นผมเองก็ตกใจไปไม่น้อยกว่าคุณที่เห็นน้องเป็นแบบนั้น และเท่าที่คุณรู้ว่าหมอผู้เชี่ยวชาญด้านสมองอย่างผมไม่มีทางที่จะไม่เอะใจถึงอาการปวดหัวรุนแรงแบบนั้นอยู่แล้ว แต่ว่าในวันนั้นอาการเบื้องต้นของน้องก็มีอาการพักผ่อนไม่เพียงพอประกอบด้วย”

 

“เอ้า! จะพูดวนไปวนมาเพื่อ?

“มินซู” ผมยอมรับครับว่าตอนนี้ผมหงุดหงิดมาก ทำมาเป็นอวดความสามารถตัวเองแต่พูดไปพูดมาก็วกกลับมาที่เดิม แต่พอได้พี่หมอเตือนสติผมก็เลยสงบปากสงบคำแล้วตั้งใจฟังต่อ

 

“วันนั้นผมก็เลยให้วิตามินน้องไปแล้วปล่อยกลับบ้าน แต่แน่นอนว่าผมก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ผมสอบถามอาการและบอกน้องไปตามตรงถึงความเสี่ยงของโรคต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้พร้อมทั้งกำชับว่ายังไงก็ต้องเข้ามาตรวจอย่างละเอียดอีกทีโดยน้องก็รับปากับผมว่าจะเข้ามาตรวจร่างกายวันหลังแต่ขอร้องผมไว้ว่าอย่าเพิ่งบอกเพื่อนๆ ถึงอาการปวดหัวรุนแรงเพราะไม่อย่างให้เพื่อนเป็นห่วง ผมก็เลยทำตามที่น้องขอก็เท่านั้น”

 

“ก็เท่านั้น? แล้วยังไงต่อเล่า” ผมชักจะทนไม่ไหวแล้ว ไอ้หมอนี่มันก็ขยันกวนประสาทผมเหลือเกิน ตอนพูดไม่รู้จะเน้นเสียงคำว่าเพื่อนทำไม ผมไม่ได้ลืมตัวหรอกน่าว่าผมยังไม่ได้เป็นอะไรกับน้อง แต่การที่อีกฝ่ายทำแบบนี้แถมยังจ้องหน้าผมอีก มันตั้งใจกวนอารมณ์ผมชัดๆ พอผมถามกลับไปไอ้คุณหมอก็ยังจะนั่งขำอีก ผมจริงจังอยู่นะครับ มันน่าตลกตรงไหน

 

“ลองอ่านนี่ดู ทุกอย่างที่คุณอยากรู้อยู่ในนี้” ร่างสูงโยนแฟ้มลงบนโต๊ะตรงหน้าผมก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วหันหลังเดินจากไป ผมหยิบแฟ้มขึ้นมาดูแต่ยังไม่ทันที่จะได้เปิด เสียงของอีกฝ่ายก็ตะโกนไล่หลังมา

 

“คุณมินซูนี่ก็ฉลาดเหมือนกันนะ หึ อ้อ แล้วก็จำไว้ด้วยนะครับ ว่าถ้าคุณทำแดนียลเสียใจเมื่อไหร่ ผมไม่ปล่อยคุณเอาไว้แน่ ขอให้โชคดี” เพื่อนสนิทของพี่หมอยกยิ้มมุมปากก่อนจะโบกมือลาแล้วเดินไป ผมไม่เข้าใจจริงๆเลยว่าทำไมต้องพยายามทำตัวให้เท่ห์ตลอดเวลาเลยหรือไง ผมล่ะเกลียดการยิ้มของเขาจริงๆ เลย

 

“ผมไม่มีทางทำให้แดเนียลเสียใจแน่!!!” ผมตะโกนไล่หลังอีกคนไปก่อนจะเปิดแฟ้มออกดูช้าๆ โดยมีพี่หมอนั่งจิบอเมริกาโน่เย็นอยู่ข้างๆ ถึงผมจะไม่ได้มีความรู้ทางการแพทย์มากมายนัก แต่ภาพที่ปรากฏบนแผ่นฟิลม์เอ็กสเรย์ รวมถึงสำเนาใบนัดผ่าตัดที่ทางโรงพยาบาลออกให้คนไข้ชื่ออันแดเนียลก็สามารถทำให้ผมเข้าใจทุกอย่างได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

 

“พี่หมอ!!! นี่มัน...”

“อืม...ก็นั่นแหละ นายเข้าใจถูกแล้ว”

“ทำไมอ่ะ ทำไมน้องถึงไม่บอกผม ทำไมน้องถึงทำแบบนี้ นี่มันเรื่องใหญ่เลยนะพี่หมอ...”

“มาถามพี่แล้วพี่จะรู้ไหมเล่า ไปถามเจ้าตัวเขาโน่น พี่ช่วยนายได้แค่นี้แหละ ถ้าไม่มีอะไรแล้วพี่กลับไปทำงานก่อนนะ โชคดีนะเว่ย” พี่หมอชานยอลตบบ่าผมเป็นการให้กำลังใจก่อนจะทิ้งผมไว้คนเดียว

 

ความรู้สึกของผมตอนนี้มันสับสน งุนงงไปหมดเลยครับ อย่างน้อยผมก็ดีใจที่ได้รู้ว่าแดเนียลไม่ได้โกรธ เกลียด หรือไม่พอใจผม แต่ความจริงที่ผมได้รับรู้วันนี้มันทำให้ผมอึ้ง เรื่องราวที่หนักหนาสาหัสแบบนี้แต่น้องเลือกที่จะแบกรับมันเอาไว้เองเพียงคนเดียว การตัดสินใจของน้องทำให้ผมได้รู้ว่าแดเนียลนั้นเป็นคนเข้มแข็งมากแค่ไหน แต่ไม่ว่ายังไงผมก็จะไม่ยอมปล่อยน้องไปแน่ๆ

 

ยิ่งรู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นแบบนี้ผมยิ่งอยากจะอยู่เคียงข้างน้อง คอยให้กำลังใจ คอยดูแล คอยปลอบโยน ผมอยากจะลูบหัวและกระซิบบอกกับแดเนียลว่าไม่เป็นไรแล้วทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบังมินซูคนนี้ก็จะคอยอยู่เคียงข้างอันแดเนียลเสมอ คิดได้แบบนั้นผมก็รีบวิ่งไปลานจอดรถทันทีโดยไม่ลืมที่จะคว้าแฟ้มข้อมูลมากับผมด้วย

.

.

.

ใช้เวลาเพียงไม่นานผมก็ขับรถมาถึงหน้าบ้านตระกูลอันที่คุ้นเคย ผมจอดรถ ดับเครื่องแต่ก็ยังไม่กล้าที่จะลงจากรถไปกดกริ่ง ผมสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ และพยายามรวบรวมสติก่อนจะลงจากรถไปกดกริ่งหน้าบ้านด้วยมือที่กำลังสั่น สักพักประตูบานเล็กก็เปิดออกพร้อมกับหญิงวัยกลางคนที่เอ่ยทักทายผมอย่างอบอุ่นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

 

“เข้ามาก่อนสิจ๊ะ ไม่เจอกันนานเลยนะมินซู”

“ขอบคุณครับ” อย่างน้อยท่าทางยินดีกับการมาของผมของคุณแม่ของแดเนียลก็ทำให้ผมเบาใจลงไปได้บ้างว่าผมไม่ได้ถูกมองในแง่ร้ายหรือเข้าใจผิดจนไม่เป็นที่ต้อนรับของบ้านตระกูลอันไปแล้ว

 

“นั่งเล่นไปก่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวแม่ไปตามน้องให้” ผมพยักหน้ารับ ก่อนนี้ผมจะทันได้หยิบนิตยสารบนโต๊ะขึ้นมาอ่านก็มีสิ่งมีชีวิตขนปุยสีดำวิ่งตรงดิ่งมาหาผมพร้อมกับเสียงเห่าอย่างไม่ขาดสาย ท่าทางจะคิดถึงผมมาก เจ้ากังกังกระโดดใส่ผมโดยพยายามเอาอุ้งเท้าทั้งสองข้างของมันปีนป่ายขึ้นมาบนหน้าตักผม เห็นความร่างเริงของมาแล้วก็อดเอ็นดูไม่ได้ ผมเลยอุ้มมันขึ้นมานั่งบนตักเสียเลย ผมกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับเจ้าหมาน้อยอย่างเมามัน ไม่ได้เจอกันไม่เท่าไหร่มันโตขึ้นเยอะเลยครับ แถมแรงยังเยอะมากๆ ด้วย ระหว่างที่ผมกำลังเล่นกับเจ้ากังกังอยู่ก็ได้ยินเสียงหวานโวยวายขึ้น ถึงแม้อีกฝ่ายจะอยู่ในครัวแต่ผมก็พอจะได้ยินบ้างว่าสองแม่ลูกเถียงอะไรกัน

 

“แม่!!! แล้วแม่ให้เขาเข้ามาทำไมล่ะครับ”

“เราคุยกันรู้เรื่องแล้วนี่ลูก ไม่เอา ไม่เป็นแบบนี้สิ”

“แต่ผมไม่อยากคุยนี่ครับ...”

“แดเนียลอ่า...ลืมแล้วเหรอลูกว่าวันนี้พูดกับแม่ว่ายังไง ไปคุยกับพี่เขาให้รู้เรื่องดีกว่านะ”

“ก็ได้ครับ...” หลังจากจบบทสนทนาภายในครัว ร่างบางที่ผมแสนจะคิดถึงก็มาหยุดยืนตรงหน้าผม เจ้าขนปุยที่นอนนิ่งอยู่บนตักผมก็ดีดตัวลุกขึ้นยืนกระดิกหางไปมาอย่างยินดีเช่นกัน

 

“ไง...” ทั้งๆ ที่ภายในใจผมมีอะไรอยากจะพูดออกไปมากมายแต่พอน้องมาอยู่ตรงหน้าผมจริงๆ ผมกลับพูดไม่ออกและทำได้เพียงเอ่ยทักทายออกไปด้วยคำสั้นๆ เพียงคำเดียว แดเนียลถอนหายใจยาวๆ หนึ่งทีก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งตรงข้ามผม

 

“มีธุระอะไรเชิญพูดมาได้เลยครับ”

“โถ่ แดเนียลอา...ทำไมพูดจาห่างเหินกับพี่แบบนี้ล่ะ” ในเมื่อร่างบางเอาแต่นั่งนิ่งแถมยังก้มหน้าไม่ยอมสบตากับผมอีก ถึงน้องจะไม่อยากคุยกับผมแค่ไหนแต่วันนี้ผมตัดสินใจแล้วว่ายังไงก็ต้องทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากลับไปเหมือนเดิมให้ได้

 

“พี่รู้เรื่องหมดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างเรามันเป็นเพราะเรื่องนี้ใช่ไหม จริงๆ แล้วแดเนียลก็รู้สึกดีกับพี่เหมือนที่พี่รู้สึกดีๆ กับเรา แต่ที่ตีตัวออกห่างเป็นเพราะเรื่องนี้ใช่ไหม”

 

“คุณพูดอะไร ผมไม่รู้เรื่อง” ผมนึกไว้อยู่แล้วว่าเจ้าตัวจะต้องปากแข็งไม่ยอมรับความจริงและแกล้งเฉไฉแบบนี้ผมถึงต้องเอาแฟ้มข้อมูลที่ได้จากไอ้คุณหมอนั่นมาด้วย ผมยื่นแฟ้มนั้นให้กับแดเนียล มือเรียวรับมันไปก่อนจะเปิดดู แล้วดวงตาเรียวก็เบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นตระหนก

 

“นี่คุณ...ไปได้ข้อมูลพวกนี้มาได้ยังไง...”

“พี่บอกแล้วไงว่าพี่รู้เรื่องทุกอย่างแล้ว อย่าโกหกพี่อีกเลยนะ ขอโอกาสให้พี่ได้อยู่ดูแล คอยอยู่ข้างๆ คอยปลอบใจในวันที่เราอ่อนแอจะได้ไหม”

 

“...” ผมลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าน้องพร้อมกุมมือเรียวไว้ ถึงแม้แดเนียลจะยังไม่ตอบรับอะไรแต่แววตาของร่างบางก็ไหววูบและเริ่มมีน้ำใสๆ คลอหน่วย

 

“คำว่าไม่เป็นไรนะ แล้วทุกอย่างจะต้องผ่านไปด้วยดี คำพูดพวกนี้ให้พี่ได้เป็นคนบอกเราได้ไหม ให้พี่ได้จับมือคู่นี้และเดินไปส่งจนถึงหน้าห้องผ่าตัดเป็นคนสุดท้าย แล้วก็ให้พี่ได้เป็นคนแรกที่เห็นหน้าตอนที่การผ่าตัดเสร็จสิ้นลงจะได้ไหม ถึงแม้เราจะยังไม่ฟื้นพี่ก็จะไม่ปล่อยมือคู่นี้เด็ดขาด ถึงเราจะยังพูดโต้ตอบกับพี่ไม่ได้ พี่ก็จะคอยเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง คอยอยู่เป็นเพื่อนเสมอ ให้โอกาสพี่ได้ไหมครับ คนดี” ผมเชยคางมนให้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อที่จะได้สบตากับผม แดเนียลจะได้รับรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมพูดนั้นออกมาจากใจผมจริงๆ ไม่ได้เป็นเพียงคำพูดสวยหรู น้ำตาหยดจากดวงตาคู่สวยของร่างตรงหน้าผมช้าๆ ผมไม่อยากเป็นคนทำให้น้องต้องเสียน้ำตาเลย ผมไม่อยากเห็นแดเนียลเป็นแบบนี้ ผมอยากให้น้องกลับมาเป็นคนที่ร่างเริงสดใสเหมือนเดิม

 

“ฮึก...มินซูฮยอง...ฮึก...ผมขอโทษ...”

“ไม่ต้องพูดอะไรแล้วนะ พี่อยู่ตรงนี้แล้วนะ” ผมรวบร่างบางเข้ามาในอ้อมแขนพร้อมกับลูบหัวเล็กนั้นเบาๆ อย่างปลอบประโลม แดเนียลเข้มแข็งมากที่เลือกจะแบกรับเรื่องหนักหนาสาหัสขนาดนี้ไว้เพียงคนเดียว แต่ต่อจากนี้ไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมจะเป็นคนที่คอยอยู่เคียงข้างน้องและแบ่งปันความทุกข์ไปจากน้องเอง

 

“ผมขอโทษ...ผมขอโทษจริงๆ...”

“พี่บอกแล้วไงว่าไม่ต้องขอโทษอะไรทั้งนั้น แดเนียลไม่ได้ผิดอะไรเลยครับ แต่เรื่องที่พี่เคยถาม ยังจำได้ไหม” ร่างบางนิ่งไปสักพักก่อนจะพยักหน้าเบาๆ กับอกผม

 

“วันนี้...ถ้าพี่จะขอฟังคำตอบ...แดเนียลจะตอบตกลงไหมครับ” ผมถามไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจนักเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาน้องมักจะบอกปัดเสมอ ตอนนี้หัวใจของผมเต้นแรงมากเลยครับ คนที่ซบหน้าอยู่กับอกผมตอนนี้ต้องได้ยินมันอย่างชัดเจนแน่ๆ ผมแทบจะกลั้นหายใจ การรอคอยคำตอบจากอีกคนทำไมมันถึงได้อึดอัดทรมานขนาดนี้ครับ และแล้วคนที่อยู่ในอ้อมกอดของผมก็พยักหน้ารัวๆ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าอีกฝ่ายตอบตกลง ก่อนที่ผมจะสัมผัสได้ถึงหยาดน้ำตาอุ่นๆ ที่ไหลรินหยดลงบนเสื้อของผม

 

“เป็นแฟนกันแล้วนะ ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะครับคนดีของพี่” ผมลูบหัวแดเนียลเบาๆ อีกครั้งก่อนจะผละออกจากร่างบางและประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากมน พร้อมกับปาดน้ำตาออกจากใบหน้าหวาน


“เคลียร์กันเรียบร้อยแล้ว ถ้ายังไงก็อยู่ทานมื้อค่ำด้วยกันก่อนนะมินซู”

“ครับ ขอบคุณมากนะครับ” หญิงวันกลางคนชะโงกหน้าออกมาจากเคาท์เตอร์ครัวพร้อมกับส่งยิ้มให้ผม  ผมเลยได้แต่โยกหัวคนข้างกายเล่นแก้เขิน จนทำให้ร่างบางฟาดฝ่ามือเรียวลงบนต้นแขนผมเบาๆ ตีไปเถอะครับ ตอนนี้จะเจ็บแค่ไหนผมก็มีความสุข เพราะผมได้แดเนียลของผมคืนมาแล้ว

.

.

.

ทำไมผมถึงได้โง่แบบนี้นะ ยิ่งคิด ผมก็ยิ่งโมโหตัวเอง ปากก็บอกว่ารักมาก จะปกป้องดูแลเขาอย่างดี แต่นี่อะไร ถ้าพี่ชายเขารู้มีหวังผมกับตัวเล็กได้ลาขาดจากกันแน่ ชเวจงฮยอนจะชะตาขาดก็คราวนี้แหละครับ ปกติแค่มีแผลถลอก หรือรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ ชานฮีก็แทบจะกินหัวผมอยู่แล้ว แต่นี่ผมทำน้องสุดที่รักของเขาเลือดไหลเป็นทางแบบนี้ผมต้องตายแน่ๆ ผมได้แต่นึกโกรธตัวเอง ทึ้งหัวตัวเองอย่างทำอะไรไม่ถูก ในใจก็เอาแต่คิดว่าแค่คนที่ผมรักคนเดียว ทำไมผมถึงปกป้องดูแลเขาไม่ได้ จนเสียงหวานของคนตัวเล็กเอ่ยเรียกชื่อผมถึงทำให้ผมเลิกสติแตกและหลุดออกจากภวังค์

.

.

.

To be Continue


TALK:;

ในที่สุด!!! แม่ยกแนปคงลุ้นกันตัวโก่ง ไรท์ก็ลุ้นค่ะ 5555

มาอัพตอนนี้ให้ถูกใจกันมั้ยเอ่ย เป็นยังไงเม้นบอกกันบ้างนะคะ

สกรีมฟิค #SinceNov เหมือนเดิมนะคะ

ขอสปอยตอนต่อไปหน่อย คู่เล็กเค้าก็มีความลับเหมือนกันนะ

มารอลุ้นกันว่าความลับของคู่เล็กจะทำให้ทั้งสองคนเปลี่ยนแปลงไปรึเปล่า


CRY .q

164 ความคิดเห็น

  1. #154 angelstyle (@angelstyle001) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2558 / 01:35
    อร๊ายยยยย >////< เป็นแฟนกันแล้วนะ
    #154
    0
  2. #149 Teerawalee (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2558 / 02:26


    พึ่มินซูแอบกวนพี่หมออ่ะ แหมๆๆๆหึงอ่ะดิ



    เป็นแฟนกันแล้วนะ ไม่ต้องร้องไห้แล้วคนดีของพี่ โอ๊ยถ้าพี่มินซูจะอบอุ่นขนาดนี้ ดีใจแดเนียลรับรักพี่มินซูแล้ว



    คู่แนปแฮ้ปปี้กันไปแล้วคู่ชางริคคืออะไร ลุ้นๆๆๆอยากอ่านตอนต่อไปแล้ว><


    #149
    0
  3. #148 aomsin_NAP (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2558 / 02:25


    พี่เจมส์เป็นหมอแหละ กรี๊สสส



    พี่แคปคิดไปล้านแปดแสนหมื่นแล้ว ใจเย็นๆ



    กังกังงี่ คิดถึงจังเลยยยยย อีหมาตัวดำขนปุย T..T<3



    น้องดาา พี่เค้ามาหาแล้วนะลูก ไม่เอา อย่าไล่พี่เค้าเลย นะคะT/\T



    เป็นแฟนกันสักที แคปเนียลของแม่YUY


    #148
    0
  4. #147 aaofaaff (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2558 / 11:47
    ละมุน อ่อนโยนจังเลย พมซ.

    เป็นแฟนกันซะทีนะ ลุ้นมาน๊านนาน

    ชอบจังเลย เป็นฟิคที่บรรยายได้เขินมากๆเลย

    ขอบคุณไรท์มากๆเลย



    รอคู่น้องนะคะ คุณพี่ชายจะเลิกหวงน้องยังน้าาาาาา
    #147
    0