Since; The last November [TEENTOP]

ตอนที่ 20 : Since; {Precious"Period XIX}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 104
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ก.ค. 58



 

{Precious”Period XIX}


     BGM: I Won't Cry by Ladies' Code 


ชีวิตของผมก็ยังคงดำเนินไปในแบบเดิมๆ เพียงแต่วันนี้พี่หมอชานยอลนัดผมเข้าไปตรวจสุขภาพตามปกติ ไม่ใช่เพราะผมอาการกำเริบหรือว่ามีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นหรอกครับ พี่หมอมักจะนัดผมให้เข้าไปหาที่โรงพยาบาลทุกครั้งตามกำหนดเมื่อยาประจำที่สั่งจ่ายให้ผมหมด ถึงแม้ยาที่ผมกินจะหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปก็เถอะ แต่คุณหมอปาร์คก็กำชับนักกำชับหนาว่ายังไงผมก็ต้องมาโรงพยาบาลให้คุณพี่หมอเป็นคนจ่ายยาให้ ผมล่ะไม่เข้าใจจริงๆ โรงพยาบาลกับผมก็ไม่ค่อยจะถูกกันสักเท่าไหร่ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่อยากจะมาหรอกครับ

 

“ไงเรา พร้อมไหม”

“ผมแข็งแรงจะตาย ถ้ายาไม่หมดผมก็ไม่มาเหยียบที่นี่หรอก”

“หึหึ ยังเก่งเหมือนเดิมนะเรา งั้นไปเลย ออกกำลังกายกันหน่อย” พี่หมดชานยอลเอ่ยขำๆ ก่อนจะใช้แฟ้มประวัติคนไข้ที่ถืออยู่ในมือเคาะหัวผมเบาๆ อย่างไม่จริงจังนัก ผมเลยรีบขึ้นไปยืนบนสายพานและเดินบนนั้นตามคำสั่งของพี่หมอ

 

หลังจากผมเดินสายพานครบตามกำหนดแล้วผมจึงเดินไปเปลี่ยนชุดก่อนจะกลับไปพบพี่หมอที่ห้องอีกครั้ง ถึงแม้ผมจะอยู่กับมันมาค่อนข้างนานแล้วแต่ผมก็ยังไม่ชินสักที ความกลัวและความกังวลต่างๆ นานาที่ถูกซ่อนไว้ภายในดูเหมือนจะเอ่อล้นขึ้นมาทุกทีที่ผมนั่งรอฟังผล ถึงแม้ในวันนี้ผมจะเดินสายพานได้อย่างไม่มีปัญหาแต่ผมก็แอบหวั่นไม่ได้อยู่ดี

 

“ผลตรวจวันนี้โอเคเลยนะ”

“เห็นไหมเล่า ผมบอกแล้ว แต่พี่หมอก็ไม่เคยจะเชื่อผมเลยอ่ะ” ผมอดที่จะบ่นอีกคนด้วยน้ำเสียงงอนๆ ไม่ได้ เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานเท่าไหร่พี่หมอก็ยังคงเห็นผมเป็นเด็กอยู่เสมอ พี่ชายคนนี้ถึงแม้จะเข้มงวดไปบ้างแต่ความจริงแล้วคุณหมอปาร์คคนนี้ใจดีอย่าบอกใครเลยครับ ถ้าอยากได้อะไรขอแค่เป็นสิ่งที่ไม่กระทบต่อสุขภาพ พอผมอ้อนนิดหน่อยพี่หมอก็จัดให้แล้วครับ ผมเองก็รู้ดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พี่ชายคนนี้คอยดุ คอยเข้มงวดกับผม ที่ทำไปก็เพราะความห่วงใยล้วนๆ

 

“หยุดเลยๆ พี่ยังพูดไม่จบ ถึงผลตรวจจะโอเคก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างปกตินะ”

“พี่หมอ...”

“อย่าเพิ่งหงอยดิ พี่แค่จะบอกว่ามีบางช่วงที่หัวใจยังเต้นผิดจังหวะอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร ก็ดูแลตัวเองดีๆ พักผ่อนเยอะๆ กินยาให้ครบตามที่พี่บอกแค่นั้นก็โอเคแล้ว” ร่างสูงที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมโยกหัวผมไปมาพร้อมกับส่งยิ้มกว้างมาให้ก่อนจะเดินไปยื่นแฟ้มและใบสั่งยาให้กับผู้ช่วยสาวคนสวยที่รออยู่ ผมเลยนั่งเล่นอยู่ที่ห้องพี่หมอก่อน

 

“ไง มีอะไรจะคุยกับพี่รึเปล่า เห็นปกติตรวจเสร็จก็รีบเผ่นกลับบ้านเลยนี่”

“ไม่มีอะไรหรอก ผมรอไอ้บังกับไอ้จงอ่ะ”

“นี่มากันหมดเลยหรอ แต่ก็ดีแล้วแหละ ให้เพื่อนมาด้วยเผื่อมีอะไรฉุกเฉินจะได้ช่วยกัน เราอ่ะชอบดื้อ ขับรถมาเองคนเดียวตลอด”

 

“พอเลยพี่หมอ ผมไม่ได้เป็นง่อยนะ เห็นว่าช่วงนี้มินซูมันอาการไม่ค่อยดีก็เลยไม่อยากปล่อยมันอยู่ห้องคนเดียว ผมกับไอ้จงก็เลยลากมันมา เดี๋ยวว่าจะไปหาอะไรอร่อยๆ กิน แล้วก็อาจจะไปดูหนังด้วย เผื่อมันจะได้เลิกฟุ้งซ่านบ้าง”

 

“ปัญหาหัวใจสินะ แล้วเรากับแฟนล่ะ มีความสุขดีสินะ”

“แน่นอน ระดับอีบยองฮอนแล้วจะไม่แฮบปี้ได้ไง ว่าแต่พี่หมอเหอะ อายุก็ปูนนี้แล้วไม่คิดจะหาแฟนจริงๆหรอ”

“พูดให้ดีๆ นะเว้ย อายุปูนนี้อะไรออกจะหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยว จะว่าไปชานฮีนี่ก็น่ารักเนอะ” ผมยิ้มขำๆ ให้กับคำโวยวายของร่างสูง ก็จริงอย่างที่เจ้าตัวว่าแหละครับถึงจะอายุสามสิบกว่าแล้วแต่คุณหมอปาร์คชานยอลก็ยังคงหนุ่มแน่นแถมหน้าเด็กเหมือนวัยรุ่นอายุยี่สิบต้นๆ ด้วยซ้ำ ทำเอาเหล่าเจ้าหน้าที่พยาบาลแถวนี้มองตาเยิ้มกันทั้งนั้น

 

“มาก น่ารักกว่านี้ไม่มีแล้ว เฮ้ย! แล้วไหงอยู่ดีๆ พี่หมอมาชมแฟนผมแบบนี้อ่ะ คิดอะไรป่ะเนี่ย”

“จะคิดอะไรเล่า แฟนน้องชายทั้งคน พี่ไม่แย่งหรอกน่า แล้วตกลงนายบอกชานฮีรึยัง”

“ยังเลย...ผมไม่รู้จะเริ่มยังไง...พี่หมอรู้มั้ย เวลาชานฮียิ้มเขาน่ารักมากเลยนะ รอยยิ้มของชานฮีสดใสมาก ทุกครั้งที่ผมเห็นชานฮียิ้มมันก็ทำให้ผมเกือบจะลืมไปเลยว่าผมเป็นคนป่วยมีโรคประจำตัวซึ่งไม่รู้ว่าอาการจะกำเริบและทรุดหนักลงเมื่อไหร่...ผมไม่อยากเป็นคนทำลายรอยยิ้มของชานฮี”

 

“อืม...พี่เข้าใจนะ แต่บางทีการบอกให้เขารู้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็อาจจะดีกว่าก็ได้นะ” ฝ่ามือใหญ่ของพี่หมอตบลงที่บ่าผมเบาๆ เป็นการให้กำลังใจ

 

“ไว้ผมพร้อมเมื่อไหร่ผมจะบอกเขาแน่ๆ”

“จะนั่งอยู่นี่ก็นั่งไป อีกนานกว่าจะถึงคิวนัดคนไข้คนต่อไป  พี่ทำงานก่อนล่ะ” ร่างสูงบอกผมก่อนจะหันไปสนใจกองเอกสารที่อยู่ตรงหน้าต่อ

.

.

.

ระหว่างที่พวกเรากำลังรอผลตวจเลือดของชางฮยอนอยู่ผมเลยชวนน้องมานั่งรอที่ร้านกาแฟเล็กๆ ในโรงพยาบาล ผมจัดการสั่งเครื่องดื่มและซุปในถ้วนขนมปังมาทานเป็นมื้อเช้า ขณะที่ชางฮยอนขอตัวไปเข้าห้องน้ำ แล้วร่างสูงที่คุ้นตาทั้งสองซึ่งยืนคุยกันอยู่หน้าเคาท์เตอร์ก็ทำให้คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวของผม ผู้ชายคนที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีดำทั้งชุดโดยสวมหมวกไหมพรมสีดำและแว่นกันแดดนั้น ผมมั่นใจว่าต้องเป็นบังมินซูแน่ๆ ส่วนอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ในชุดเสื้อเชิร์ตยีนส์สีเข้มก็เป็นใครไปไม่ได้นอกจากชเวจงฮยอน ถึงแม้ว่าผมจะเห็นเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาผมก็จำได้ แต่ด้วยความที่โต๊ะที่ผมนั่งนั้นอยู่หลังเสาทั้งสองคนจึงไม่ได้สังเกตเห็นผม ในเมื่อมินซูและจงฮยอนอยู่ที่นี่ แสดงว่าเจ้าของแผ่นหลังที่ผมเห็นยืนอยู่หน้าเคาท์เตอร์แผนกโรคหัวใจต้องเป็นบยองฮอนอย่างแน่นอน เมื่อร่างสูงทั้งสองได้เครื่องดื่มตามที่สั่งแล้วก็พากันเดินออกจากร้านไป หลังจากนั้นไม่นานชางฮยอนก็กลับมาที่โต๊ะ

 

“ว้าว น่ากินจังเลยฮะ ฮยอง...”

“อ้าว กลับมาแล้วหรอ” มือเล็กที่โบกไปมาอยู่ตรงหน้าทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์

“ฮยองมัวแต่เหม่ออะไรอยู่ ดูสิ คิ้วขมวดพันกันไปหมดแล้วเนี่ย”

 

“เอ่อ...เปล่า...ไม่มีอะไรหรอก รีบกินซะแล้วจะได้กลับไปฟังผลกัน” ผมเอ่ยปฏิเสธไปเพราะไม่อยากให้ชางฮยอนต้องมาเป็นกังวลกับผม แต่ตอนนี้ความคิดของผมกลับเต็มไปด้วยความสงสัยและไม่เข้าใจ ทำไมบยองฮอนถึงต้องโกหกผม แล้วการที่ทั้งมินซูและจงฮยอนอยู่ที่นี่ด้วยแสดงว่าทุกคนรู้เรื่อง ทั้งสามคนกำลังปิดบังอะไรผมอยู่กันแน่นะ

 

ผมพยายามลืมเรื่องที่คาใจออกไปและหันมายิ้มให้ชางฮยอนเนื่องจากน้องชายตัวเล็กเอาแต่จ้องหน้าผมตาแป๋ว ก็แน่ล่ะครับอยู่ด้วยกันมาตั้งกี่ปีทำไมอีกคนจะไม่รู้ว่าผมมีอะไรในใจ ชางฮยอนเองก็เหมือนกัน ไม่เคยโกหกหรือปิดบังอะไรผมได้สักครั้ง ไม่รู้ว่าอีกคนโกหกไม่เก่งหรือผมจับโกหกเก่งเกินไปก็ไม่รู้

 

“ไม่มีอะไรหรอกน่า กินเถอะ ฮยองแค่คิดอะไรเพลินๆน่ะ”

“ผมรู้หรอกนะ แต่ในเมื่อฮยองไม่อยากเล่าให้ผมฟัง ผมก็จะเชื่อตามที่ฮยองบอกละกัน” ชางฮยอนเบะปากใส่ผมเล็กน้อยก่อนจะก้มลงจัดการซุปตรงหน้า ผมได้แต่ลูบหัวน้องเบาๆ ด้วยความเอ็นดู

.

.

.

ทันที่พวกเรากลับมาถึงห้องของคุณหมอประจำตัวชางฮยอน เจ้าน้องชายตัวเล็กก็บีบมือผมแน่นเลย สงสัยจะตื่นเต้นกับผลตรวจ ผมเองก็ไม่ได้ลุ้นน้อยไปกว่าเจ้าตัวสักเท่าไหร่จนตอนนี้มือไม้เย็นไปหมดแล้วครับ

 

“หมอดีใจด้วยนะชางฮยอน ต่อจากนี้ไปก็ไม่ต้องมาโรงพยาบาลบ่อยๆ แล้วนะ ทุกอย่างค่อนข้างคงที่และอยู่ตัวแล้วเดี๋ยวหมอจะจ่ายแฟคเตอร์ให้ ก็เก็บไว้ที่บ้านเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินหรือจำเป็นนะครับ”

 

“ขอบคุณมากนะครับคุณหมอ”

“คุณชานฮีก็ไม่ต้องกังวลแล้วนะ แค่ดูแลชางฮยอนตามปกติก็พอแล้วครับ เดี๋ยวไปรอชำระค่าบริการกับรอรับยาที่เคาท์เตอร์ด้านหน้าได้เลยนะครับ”

 

“หมายความว่าผมไม่ต้องมาเจาะเลือดทุกสัปดาห์แล้วใช่มั้ยฮะ ขอบคุณคุณหมอมากนะฮะ ฮยอง เราไปกันเถอะ วันนี้ผมมีความสุขที่สุดเลย” ผมโค้งให้คุณหมอประจำตัวชางฮยอนอีกครั้งก่อนที่ชางฮยอนจะลากผมให้เดินตามออกไปทันที บางทีเป็นชางฮยอนนี่ก็ดีเหมือนกันนะครับ ไม่มีอะไรให้ต้องคิดมาก ผมอยากสดใสได้ตลอดเวลาให้เหมือนน้องจัง

 

“เดี๋ยวเราไปกินอะไรกันดี วันนี้ต้องฉลองหน่อยแล้ว ฮยองอยากกินอะไรเป็นพิเศษรึเปล่าฮะ ผมอยากกินหลายอย่างจนเลือกไม่ถูกเลยแหละ” เสียงใสที่ยังคงพูดเจื้อยแจ้วนั้นไม่มีท่าทีว่าจะหยุดพูดง่ายๆ เลย แล้วสายตาผมก็พลันไปสะดุดกับชายหนุ่มสามคนที่จับกลุ่มนั่งคุยกันอยู่ที่หน้าเคาท์เตอร์จ่ายยา คราวนี้ผมเห็นใบหน้าของคนที่บอกผมว่านอนเล่นอยู่ที่คอนโดได้อย่างชัดเจนเลยล่ะครับ อีบยองฮอนคิดจะทำอะไรกันแน่

 

คุณอีบยองฮอน เชิญรับยาที่เคาท์เตอร์หมายเลย 11 ด้วยค่ะ

 

เสียงประกาศของเจ้าหน้านั้นยิ่งทำให้ผมมั่นใจเข้าไปอีกว่าคนที่ป่วยไม่ใช่มินซูหรือจงฮยอนแต่เป็นบยองฮอน เป็นอะไรกันแน่นะ ทำไมทุกคนถึงรู้เรื่องกันหมดแต่ผมกลับเป็นคนเดียวที่ไม่รู้เรื่อง ตั้งแต่คราวก่อนที่บยองฮอนเข้าโรงพยาบาลแล้ว พี่หมอก็เรียกเพื่อนซี้ทั้งสองของบยองฮอนไปคุยแต่กลับให้ผมอยู่เฝ้าคนป่วย ผมไม่ชอบความรู้สึกตอนนี้เลยมันอึดอัดไปหมด ผมไม่ได้อยากเข้าไปก้าวก่ายหรือยุ่งวุ่นวายกับเรื่องส่วนของของอีกฝ่ายหรอกนะครับ ผมเข้าใจดีว่าบางทีคนเราก็มีเรื่องที่ไม่ได้อยากให้ทุกคนบนโลกนี้รับรู้ แต่ภาพที่บยองฮอนล้มพับไปต่อหน้าต่อตาครั้งก่อนยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผม ที่ผมอยากรู้ก็เพราะว่าเป็นห่วงไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่นเลย ยังไงวันนี้ก็คงต้องคุยกันให้รู้เรื่อง

 

“ชางฮยอนนา...เอานี่ไว้นะถ้าถึงคิวก็ลุกไปจ่ายเลย เดี๋ยวฮยองมานะ” ผมหยิบกระเป๋าตังค์ของผมส่งให้น้องก่อนจะรีบเดินตามชายหนุ่มทั้งสามไปทันที

.

.

.

“บยองฮอน” เสียงหวานที่เอ่ยเรียกชื่อผมถึงแม้จะยังไม่ได้หันหลังไปมองแต่ผมก็มั่นใจว่าเจ้าของเสียงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากชานฮี ไอ้บังกับไอ้จงต่างก็มีสีหน้าตกใจไม่แพ้กัน แต่ผมก็ทำเป็นไม่ได้ยินแล้วลากพวกมันให้เดินต่อ ขืนหันกลับไปตอนนี้ความต้องแตกแน่ๆ

 

“ย๊า! อีบยองฮอน!!! หยุดเดี๋ยวนี้นะ” ดูเหมือนว่าการแกล้งทำเป็นเมินเฉยของผมจะไม่ได้ผลเสียแล้ว เมื่ออีกฝ่ายขึ้นเสียงตะโกนจนคนแถวนั้นหันมามองกันเป็นตาเดียว

 

“มึง...กูว่า...ไปคุยกับชานฮีให้รู้เรื่องเหอะ”

“จริงของไอ้บัง มาถึงขนาดนี้แล้วมึงจะปิดต่อไปให้ได้อะไรวะ”

“แต่กู...ยังไม่พร้อมนี่หว่า...” ยังไม่ทันที่พวกผมจะเถียงกันเสร็จมือเรียวก็ยื่นมาสะกิดที่ไหล่ผมก่อนแล้ว ผมจึงได้แต่ฝืนส่งยิ้มแหยๆ ไปให้เจ้าของใบหน้าหวานที่ตอนนี้หงิกงอไม่น่ามองเอาเสียเลย

 

“ชานฮียา...อันยอง...”

“บยองฮอนจริงๆ ด้วย...” ร่างบางเพียงพึมพัมกับตัวเองเบาๆ ไม่ได้ ตะหวาดใส่ผมอย่างที่คิดไว้ มินซูกับจงฮยอนก็ได้แต่ยืนโบกมือหยอยๆ ให้ชานฮีด้วยสีหน้าเก้อๆ

 

“ไหนบอกเราว่านอนเล่นอยู่ที่คอนโดไง แล้วทำไมถึงมาอยู่นี่ได้ล่ะ”

“อ่า...เราไม่ได้ตั้งใจจะโกหกชานนี่นะ ว่าแต่ แล้วชานฮีล่ะ มาทำอะไรที่โรงพยาบาล”

“เอ่อ...คือ...เรากับชางฮยอนมาบริจาคเลือดน่ะ  เอ๊ะ! ฮอนนี่ยังไม่ตอบคำถามเราเลยนะ” ผมเห็นสีหน้าลังเลกับแววตาวูบไหวเล็กน้อยตอนที่ผมเอ่ยถามว่าอีกคนมาทำอะไรที่นี่ แต่ความสงสัยของผมก็สะดุดลงเมื่ออีกฝ่ายจับได้ว่าผมพยายามเบี่ยงประเด็น

 

“ชางฮยอนก็มาด้วยหรอ งั้น...กูไปหาชางฮยอนก่อนนะ เคลียร์กันดีๆ ล่ะ”

“รอกูด้วยดิวะ เอ่อ...โชคดีนะมึง” หลังจากที่ชานฮีบอกว่าน้องชายสุดที่รักก็อยู่ที่นี่ด้วยได้จงก็รีบชิ่งทันที ส่วนมินซูก็ไม่คิดจะอยู่ช่วยผมเลย แถมยังมีการหันมายักคิ้วหลิ่วตาให้ผมอีก ไอ้ที่ปากมันอวยพรขอให้โชคดีจริงๆ มันคงอยากจะบอกว่าขอให้ผมมีชีวิตรอดมากกว่าล่ะมั้ง ใครๆ ก็รู้ว่าเวลาร่างบางตรงหน้าผมโมโหเนี่ย น่ากลัวเป็นที่สุด อีกอย่างชานฮีก็เกลียดการโกหกเอามากๆ ด้วย แล้วผมที่โกหกจนทำให้เจ้าของใบหน้าหวานยืนหน้าหงิกอยู่ตอนนี้จะมีชีวิตรอดไปได้ยังไงล่ะครับ

 

“ตกลงจะบอกเราได้รึยัง ว่ามาทำอะไรที่นี่ เราเห็นนะว่าฮอนนี่ไปแผนกโรคหัวใจมา”

“ชานฮีเห็น...” วินาทีนี้ผมตัวชาไปหมดแล้วครับ ผมยังไม่พร้อมที่จะบอกอะไรกับคนที่ผมรักตอนนี้เลยจริงๆ ผมไม่อยากทำให้รอยยิ้มของอีกคนต้องหายไป ผมไม่อยากให้ชายฮีต้องคอยกังวลหรือเป็นทุกข์เพราะผม ผมน่าจะระวังตัวให้มากกว่านี้

 

“ขนาดนี้แล้วฮอนนี่จะไม่บอกเราจริงๆ หรอ”

“เอ่อ...คือ...”

“รู้มั้ยว่าเรารู้สึกยังไง ตอนที่เราเห็นหน้า เห็นว่าเป็นฮอนนี่จริงๆ เราไม่ได้ตาฝาดหรือคิดไปเอง แล้วไหนจะมินซูกับจงฮยอนอีก ทำไมทุกคนถึงต้องช่วยกันโกหกปิดบังเราด้วยอ่ะ”

 

“ชานนี่ยา...เราขอโทษ เรารู้ว่าชานนี่เกลียดการโกหก จะโกรธ จะว่าอะไรเราก็ได้...” ผมยอมให้อีกฝ่ายตะโกนต่อว่าแต่ผมยังไม่พร้อมจะบอกความจริงกับชานฮีจริงๆ นะ ผมอยากเราให้ใช้เวลาด้วยกันอย่างมีความสุข มีช่วงเวลาและความทรงจำดีๆ อีกสักนิด ให้ชานฮีได้มีความสุขอย่างแท้จริงโดยที่ไม่ต้องมากังวลกับอาการป่วยของผม

 

“เปล่า...เราไม่ได้โกรธที่ฮอนนี่โกหกเลยสักนิด ฮอนนี่รู้มั้ยว่าเราน่ะ...”

“...”

“เราเป็นห่วงฮอนนี่มากนะ ภาพตอนฮอนนี่ป่วยครั้งที่แล้วมันยังไม่ไปไหน ความรู้สึกผิดยังอยู่ในใจเรา เรากังวลไปหมด เรากลัวว่าฮอนนี่จะเป็นอะไรไปอีก เราไม่อยากรู้เรื่องเป็นคนสุดท้าย เรากลัวว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นมาอีกแล้วเราจะไปหาฮอนนี่ไม่ทัน”

 

“ไม่เอาไม่คิดมากสิ เราไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย แข็งแรงดีจะตาย” เมื่อดวงตากลมสวยของชานฮีเริ่มมีน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาผมก็ได้แต่บอกปัดเพื่อให้อีกคนสบายใจ แต่ลึกๆ แล้วตัวผมเองก็รู้ดีว่า ต่อให้ไม่บอกออกไปให้อีกฝ่ายรู้ในวันนี้ ไม่ช้าไม่นานชานฮีก็จะต้องรู้อยู่ดี คำพูดของพี่หมอยังคงก้องอยู่ในหัวผม บางทีการบอกออกไปเลยตั้งแต่วันนี้ก็อาจจะดีกว่า

 

“เราไม่ได้คิดมากเกินไปหรอกนะ เป็นใครก็ดูออกทั้งนั้นแหละ ว่ามันไม่ใช่แค่คนเป็นลมทั่วๆ ไปน่ะ ฮอนนี่บอกเราเถอะนะ มินซูกับจงฮยอนก็รู้เรื่องกันหมดแล้วไม่ใช่หรอ ทำไมถึงบอกเราไม่ได้ล่ะ ให้เราอยู่แบบนี้เราไม่สบายใจหรอกนะ ฮอนนี่ยา...”

 

“อืม...จะเริ่มยังไงดีนะ...ก่อนจะบอก เรามีอะไรจะขอจากชานนี่ข้อนึง ทำให้เราได้รึเปล่า”

“ได้สิ เพื่อฮอนนี่เราทำให้ได้อยู่แล้ว”

“ฟังจบแล้วต้องยิ้มกว้างๆ ให้เราด้วยนะ เอาแบบสดใสสุดๆ โอเคป่ะ” ร่างบางพยักหน้าให้ผมรัวๆ แต่ดูจากน้ำตาที่คลอหน่วยอยู่ตอนนี้แล้วแทนที่ผมจะได้รอยยิ้มมีหวังได้เห็นคนตรงหน้าร้องไห้แทนแหงๆ

 

“เรา...เป็นโรคหัวใจน่ะ ความจริงอาการมันก็ไม่ได้หนักหนาอะไรหรอก หัวใจเราก็แค่เต้นผิดจังหวะไปบ้าง แต่ชานนี่รู้มั้ย ตั้งแต่เราคบกับชานนี่อ่ะ พี่หมอบอกว่าอาการเราดีขึ้นเยอะมากเลยนะ ฮ่าๆๆ”

 

“ยังจะมาทำตลกอีก แล้ว...ไม่มีวิธีรักษาหรอ แบบ...ให้หายขาดจากอาการนี้อ่ะ”

“ก็มีแหละ พี่หมอบอกว่าทางที่ดีก็ควรจะผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ เพราะหัวใจของเราตอนนี้ เหตุการณ์ที่แย่ที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ก็คือหัวใจหยุดเต้นไปเฉยๆ อ่ะ”

 

“อื้ม...” ร่างบางตรงหน้ารับคำผมเบาๆ ผมเข้าใจนะครับ ตอนนี้ชานฮีคงรู้สึกตื้อไปหมดก็เลยพูดอะไรไม่ออก ตอนแรกที่ผมรู้อาการตัวเองผมก็ได้แต่เฝ้าถามว่าจะให้ผมเกิดมาทำไมในเมื่อเกิดมาแล้วแต่กลับไม่สามารถใช้ชีวิตให้เต็มที่อย่างคนอื่นทั่วๆ ไปได้ เจ้าของใบหน้าหวานนั่งก้มหน้าแล้วน้ำใสๆ ก็หยดลงบนตักของเจ้าตัว ผมคิดไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ ขนาดตอนที่มินซูกับจงฮยอนรู้เรื่องพวกมันยังน้ำตาซึมเลยครับ นึกย้อนไปถึงวันนั้นแล้วก็อดขำไม่ได้ ใครจะไปคิดล่ะครับว่าเพื่อนตัวโตอย่างพวกมันจะมีมุมแบบนี้กับเขาด้วย

 

“ไหนรับปากเราไว้ว่าจะยิ้มกว้างๆ แบบสดใสสุดให้เราไง”

“รู้แล้วน่า แล้ว...ตอนนี้...” ชานฮีรีบปาดน้ำตาออกอย่างลวกพร้อมเงยหน้าขึ้นมาหัวเราะจนตาหยีให้ผม รอยิ้มกับเสียงหัวเราะแบบนี้แหละครับที่ผมไม่อยากให้มันหายไป

 

“ตอนนี้ก็...ไม่มีอะไรแล้วล่ะ เราก็แค่กินยาละลายลิ่มเลือด แล้วก็มาเชคสุขภาพหัวใจตามที่พี่หมอนัดแค่นั้นเอง บอกแล้วไงว่าเราแข็งแรงดี เรื่องหัวใจหยุดเต้นอะไรนั่นมันก็แค่เรื่องที่หมอเอาไว้ขู่คนไข้น่ะ อย่าไปใส่ใจเลย ฮ่าๆๆ เอ้อ ไหนๆ วันนี้ก็อยู่กันครบแล้วไปหาอะไรอร่อยๆกินกันดีกว่าเนอะ”

 

“อื้ม เอาสิ ปล่อยชางฮยอนไปกับจงฮยอนนานแล้วไม่รู้ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง”

“นี่ยังไม่เลิกหวงน้องอีกหรอ ไอ้เราก็นึกว่าใจอ่อนให้ไอ้จงมันแล้วซะอีก”

“ไม่ได้หวงสักหน่อย แค่ห่วงเฉยๆ ฮอนนี่ก็เหมือนกันนั่นแหละ ทีหลังมีอะไร เป็นอะไร ต้องรีบบอกเรานะรู้มั้ย”

 

“รู้แล้วคร้าบ รู้แล้วว่ามีคนชื่ออีชานฮีเป็นห่วง แฟนใครก็ไม่รู้น่ารักชะมัด” ผมหยอกชานฮีไปพร้อมกับขโมยหอมแก้มนิ่มไปฟอดใหญ่ การที่ได้บอกความจริงออกไปให้ชานฮีได้รับรู้นี่มันก็ดีเหมือนกันนะครับ มันรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ต่อไปนี้ผมก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังชานฮีอีกต่อไปแล้ว ก็หวังว่าเราสองคนจะยังใช้ชีวิตและร่าวมสร้างความทรงจำดีๆ ด้วยกันได้อย่างมีความสุข

 

“ฮิ้ว ~ ~ ~ เดินยิ้ม โอบกันมาแบบนี้ไม่ต้องถามแล้วมั้ง”

“นั่นสิฮะ ดูสิชานฮีฮยองยิ้มกว้างจนจะฉีกถึงหูแล้วฮะ”

“เดี๋ยวนี้ชักจะเอาใหญ่แล้วนะชางฮยอน” เจ้าของใบหน้าหวานเอ็ดน้องชายพร้อมกับจิ้มหัวเล็กนั้นเบาๆ เป็นการแก้เขินผมก็เลยกระชับโอบไหล่คนข้างกายให้แน่นขึ้นไปอีก จนคนในอ้อมแขนหันมาฟาดผมแทน

 

“ไปกินข้าวกันเถอะ เดี๋ยววันนี้ป๋าบยองเลี้ยงเอง”

“ชางฮยอนของผมอยากกินเนื้อย่างนะครับป๋า ยังจะสู้มั้ยครับ”

“ระดับป๋าแล้ว สบายมาก ไอ้จงมึงโอบน้องแบบนั้นขอพี่เขายังวะ ฮ่าๆ” ผมเอ่ยแซวเพื่อนรักที่ยืนโอบคนตัวเล็กข้างกายมันเสียแน่น แต่เมื่อหันไปสบตากับชานฮีมันถึงกับถอยห่างออกจากตัวเล็กของมันแทบไม่ทัน ก่อนที่ชานฮีจะหัวเราะออกมาอย่างขำๆ กับท่าทางของมัน

 

“กู....”

“มึงไม่ต้องปฏิเสธเลยไอ้บัง ยังไงวันนี้มุงก็ต้องไปกับพวกกู ไปเว้ยๆ”

“เออๆ กูแค่จะบอกว่าวันนี้คงอยู่ดึกมากไม่ได้ พรุ่งนี้กูมีธุระแต่เช้า แค่นั้นแหละ”

.

.

.

ผมคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ มาหลายวันแล้ว จากคำปรึกษาของไอ้บยองกับไอ้จงมันก็ทำให้ผมฉุกคิดอะไรขึ้นมาบางอย่าง ในเมื่อแดเนียลเป็นคนบอกเองว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิด แต่การที่จู่ๆ น้องตีตัวออกห่างจากผมมันก็ต้องมีสาเหตุ มีเรื่องบางเรื่องที่ยังคาใจผมอยู่ผมควรจะเริ่มจากการหาคำตอบเรื่องนั้นเผื่อจะช่วยให้ผมประติดประต่ออะไรได้บ้าง ส่วนเรื่องพี่ชายข้างบ้านคนนั้น ผมก็ได้แต่ภาวนาและหวังว่าใจของแดเนียลจะไม่หวั่นไหวไปกับคนอื่นง่ายๆ ผมตั้งใจไว้แล้วว่ายังไงผมก็จะไม่ยอมเสียแดเนียลไปอย่างเด็ดขาด

 

“ขอโทษนะครับ พอจะดูให้ได้มั้ยครับว่าแพทย์เจ้าของไข้ของคนไข้ที่ชื่ออันแดเนียลเป็นใคร”

.

.

.

To be Continue


TALK:;
ขอโทษที่หายไปนานนะคะ มาต่อให้แล้ว ดราม่ามั้ยอ่ะ ไม่หรอกเนอะ^^"

เอารูปพี่ชานฮีกับน้องชางฮยอนมาแปะด้วย เนื่องจากไรท์ทนความน่ารักไม่ไหวค่ะ
สปอยก่อนว่าเดี๋ยวต่อไปบยองชานหวานแน่นอนค่ะ
ฝากถึงแม่ยกแนปเอาใจช่วยเฮียบังกันด้วยนะคะ ไว้จะรีบมาต่อค่า
เม้นเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ สกีรมฟิค #SinceNov ในทวิตได้เลยค่า



CRY .q

164 ความคิดเห็น

  1. #146 MYJ♡ (@juciesss) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2558 / 14:27
    แต่ละคู่ดูเหมือนจะมีอุปสรรค เง้อออ ชานนี่กับฮอนนี่ตแนนี้น่ารักมากกกกกกก โล่งแล้วนะฮอนนี่ ^^
    #146
    0
  2. #144 Piggie (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2558 / 09:18
    เคลียร์กันไปหนึ่งเปลาะ ได้รู้ความจริงจากปากเจ้าตัวเองก็ดีงี้อะเนอะชานฮี ^^

    ดูความลับจะเยอะแยะกันไปหมด มีอะไรปิดบังกันอยู่อีกเล็กๆ

    แต่ที่ลุ้นสุดก็คู่แนปนี่สิ เมื่อไหร่จะเข้าใจกันซะทีน้อ ^^"
    #144
    0
  3. #142 Fpc Man U (@fpcmanu) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2558 / 11:40
    นึกว่าจี้รู้ความจริงแล้วจะดราม่าซะอีก เฮ้อ~ค่อยโล่งหน่อย
    #142
    0
  4. #141 Angeljoe20 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2558 / 10:09
    น่ารักอ่ะชานฮีฮอนนี่...ลุ้นๆพี่บังค่ะเมื้อไรจะได้เคลียร์กะดาเนียล.ใจจะขาดแล้ว
    #141
    0